Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๓ — ธรรมะกับโลก จะไปด้วยกันได้หรือไม่ ?

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๒๑

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.63 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะกับโลก จะไปด้วยกันได้หรือไม่ ?" ขอให้ทำไว้ในใจว่า เราได้พูดกันถึงเรื่องของธรรมะ, ประโยชน์ ของธรรมะ, และวิธีที่จะทำให้ธรรมะมีขึ้นมาได้อย่างไร ; แต่แล้วก็น่าสังเวชที่ว่า ยังมีปัญหา เหลืออยู่ในปัจจุบันนี้สำหรับคนส่วนใหญ่ ซึ่งยังสงสัยอยู่ว่าธรรมะกับโลกมันจะไปด้วยกันได้หรือ ไม่ ? ดังที่อาตมาได้เคยเล่าให้ฟังมาแล้วว่า มีครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัย มาตั้งคำถาม อย่างนี้กับอาตมา ว่าธรรมะกับโลกจะไปด้วยกันได้หรือไม่ ? ฟังแล้วก็น่าสะดุ้ง, ฟังแล้วก็น่า สังเวช, ฟังแล้วก็น่าร้องไห้. โลกกำลังมีปัญหาวิกฤตการณ์มาก. เมื่อพูดถึงปัญหา เราถือว่าโลกนี้กำลังมีปัญหา. ปัญหาอย่างยิ่งก็คือ ไม่มีสันติภาพ; เราอยู่กันด้วยวิกฤตการณ์ มีความเลวร้าย คือมีอาชญากรรม ๒๓

น.64 มากขึ้นทุกที ทั้งในส่วนบุคคลหรือภายในบ้านเมือง ภายในครอบครัว, และมี อาชญากรรมใหญ่คือสงคราม หรือมหาสงครามกำลังมีอยู่, และกำลังตั้งเค้าว่าจะ ขยายต่อไป อยู่ในโลก. นี้เรียกว่า วิกฤตการณ์ ซึ่งเป็นตัวปัญหาที่มีอยู่ในโลก ทุกคนก็ไม่ต้องการจะมีวิกฤตการณ์ ; แต่ทำไมโลกนี้มันยิ่งมี วิกฤตการณ์มากขึ้น ? นี่แหละคือตัวปัญหา. สมัยก่อน เขาเคยเชื่อกันมาว่า ธ รรมะคุ้มครองโลก คุ้มครองสัตว์ คุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมะ ; โลกนี้ คือ สัตว์เหล่านี้ ก็อยู่กันอย่างสงบเย็น. เดี๋ยวนี้ทำไมมันหาความสงบเย็นไม่ได้ เพราะอะไรไม่คุ้มครอง ? ถ้าคนโบราณเขาจะตอบว่า เพราะมันไม่มีธรรมะคุ้มครอง ส่วนคนเดี๋ยวนี้เขาไม่ถือว่าธรรมะจะคุ้มครองโลกได้ ถึงกับมีปัญหาว่าจะอยู่ด้วยกัน ได้หรือไม่ด้วยซ้ำไป. สมัยปัจจุบันนี้ มีบางลัทธิถือว่า ศาสนาเป็นยาเสพติดสำหรับทำให้ มนุษย์มึนเมา ; เพราะไม่มีประโยชน์อะไร. ถ้าศาสนาเป็นยาเสพติดเสียแล้ว ธรรมะก็ไม่มีประโยชน์อะไร ; เพราะว่า สมบัติของศาสนาก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ" นั่นเอง. ไม่ว่าศาสนาไหนมีธรรมะเป็นสมบัติทั้งนั้น. ธรรมะ ที่ตรงกันทุกศาสนาก็เช่นว่า ทุกคนมาจากที่เดียวกัน, เหมือนกับว่าเป็นพ่อแม่ เดียวกัน. อย่าง พุทธศาสนาก็ถือว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น, มีปัญหาอยู่ที่มีกิเลสเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ยาก เหล่านี้ เราเป็นเพื่อนทุกข์กัน มีหัวอกอันเดียวกัน ชี้แจงกันแต่ในทางที่จะให้ร่วมมือ กันแก้ปัญหาเหล่านี้ คือดับทุกข์ออกไปเสียให้หมดสิ้น

น.65 ในที่สุดก็พบเหมือน ๆ กันทุกศาสนาว่า ค วามเห็นแก่ตัวนั่นแหละ ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา; ความเห็นแก่ตัวเป็นสัญชาตญาณ แต่เราควบคุมไว้ ไม่ได้. สัญชาตญาณก็เลยวิวัฒนาการไปในทางที่เป็นโทษ ; คือเห็นแก่ตัวแล้วก็ มีความโลภ มีความโกรธ มีความหลง ; ทำตัวเองนั่นแหละให้เดือดร้อน, แล้วก็ ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนยิ่งไปกว่าตัวเอง เพราะว่าเรามันเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ผู้อื่น. ทุกศาสนาจะสอนให้กำจัดทำลายความเห็นแก่ตัวด้วยกันทุกศาสนา. อาตมาขอท้าให้ไปค้นดู ให้ไปพิสูจน์ดู ทดสอบดูว่า ศาสนาไหนบ้างที่ไม่สอน ให้ทำลายความเห็นแก่ตัว ? อาตมาจะเลยพูดเสียด้วยว่า ถ้าศาสนาไหนไม่สอน ให้ทำลายความเห็นแก่ตัว แต่กลับไปสอนให้เห็นแก่ตัวแล้ว ก็เลิกความ เป็นศาสนาเสียเถิด, ศาสนานั้นยกเลิกได้. เดี๋ยวนี้เราไม่มี หาไม่พบว่าศาสนา ไหนที่สอนให้เห็นแก่ตัว; ล้วนแต่สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นที่ตั้ง แห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง เสียด้วยกันทั้งนั้น เพื่อว่า เมื่อคนในโลก ไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้ว เขาก็จะรักผู้อื่นได้ เขาก็จะช่วยเหลือกันได้ ไม่เอา เปรียบกันอย่างเลือดเย็น เหมือนอย่างที่กำลังมีอยู่ทั่วไปในโลกนี้. ธรรมะคือความไม่เห็นแก่ตัว จะคุ้มครองโลกได้. เมื่อใดโลกเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เมื่อนั้นก็วินาศ. เดี๋ยวนี้ก็ กำลังเอียงไปในทางเห็นแก่ตัวมากขึ้น ความวินาศมันก็ตั้งเค้าขึ้นมา. โลกจะ รอดอยู่ได้ก็เพราะธรรมะ, ธรรมะในพระศาสนาคือความไม่เห็นแก่ตัว. นี่จะเห็นชัดได้อย่างหนึ่งว่า โลกจำเป็นที่จะต้องมีธรรมะคือความไม่เห็นแก่ตัว.

น.66 หรือใครจะตั้งปัญหาถามขึ้นมาว่า ธรรมะนี้มีสำหรับโลก หรือมีสำหรับ อะไร? ท่านทั้งหลายก็มีเสรีภาพที่จะคิดตามความชอบใจว่า ธรรมะนี้มีสำหรับ อะไร ? มีสำหรับใคร ? มีสำหรับโลกหรือหาไม่ ? แต่ก่อนไม่มีปัญหาอย่างนี้. เดี๋ยวนี้มีปัญหาอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว เพราะว่าไม่สนใจธรรมะ จนไม่รู้จักธรรมะ ; ปัญหามันก็เกิดขึ้นมาอย่างนี้; กระทั่งมีปัญหาเกิดขึ้นว่า ธรรมะกับโลกนี้ มันจะ ไปด้วยกันได้หรือไม่ ? คือหมายความว่าจะเป็นเครื่องคุ้มครองประคับประคอง กันไป, หรือว่าจะเป็นเครื่องขัดขวางทำลายล้างกัน. ข้อนี้มันมี คำพูดที่พูดกันโดยไม่รู้สึกตัว อย่างผิด ๆ ว่า ธรรมะนั้น ตรงกันข้ามกับโลก. ถ้าพูดอย่างนั้นก็ขอให้เข้าใจว่ามันผิด เป็นอีกความหมาย หนึ่ง, ในความหมายหนึ่ง ธรรมะก็ตรงกันข้ามกับโลกจริง; แต่มัน ตรงกันข้ามไปในทางที่จะช่วยกันให้หมดปัญหา. เมื่อโลกจะมุ่งไปในทางเลว ; ธรรมะก็มุ่งจะให้ไปในทางดี, ธรรมะมาหาโลกก็เพื่อจะให้โลกหยุดเลว ให้เป็นไป ในทางดี. ถ้าพูดอย่างนี้ก็พูดได้ว่าธรรมะมันตรงกันข้ามกับโลก ; มันไปด้วย กันไม่ได้. แต่ความจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น โลกนี้ต้องมีธรรมะเป็นเครื่อง ประคับประคองโลกให้เป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง, หรือในทางที่ดี ธรรมะเข้ามาก็เพื่อควบคุมให้โลกเป็นไปด้วยดี, ธรรมะก็เป็นไปกับ โลก ในทางที่จะทำโลกให้ดี ไม่ใช่มากัดกัน ไม่ใช่มาทะเลาะวิวาทกัน เหมือนกับความรู้สึกของคนบางคนที่เขาเกลียดธรรมะ. เขาหวังที่จะเอาเรื่อง โลก ๆ เป็นเบื้องหน้า; ก็เลยพาลหาเรื่องตามความรู้สึกของเขาว่า ธรรมะกับ โลกนี้มันขวางกัน เพราะเขาไปมองในแง่ที่ว่า มันไม่ตรงกับความรู้สึกของเขา.

น.67 ธรรมะจำเป็นสำหรับโลก ต้องไปด้วยกัน. ขอให้เรามองกันเสียใหม่ ว่าธรรมะกับโลกนี้แม้มันจะมีผล หรือว่า มีฤทธิ์มีเดชอะไรกันไปคนละอย่าง แต่มันต้องไปด้วยกัน และไปด้วยกันได้ ธรรมะคือสิ่งที่ทำให้ดี; โลกนี้ถ้าปล่อยไปตามความรู้สึกของโลกแล้ว มันมีแต่ จะทำชั่ว. เหมือนปลามันจะลงน้ำเรื่อย มันจะไม่ขึ้นบก. ทีนี้มันมีธรรมะเป็น เครื่องประคับประคองให้อยู่ในแนวทางที่มันถูกต้อง ; เมื่อใดมีความสงบสุข เมื่อนั้นเป็นการกล่าวได้ว่า ธรรมะกับโลกนี้ได้สมัครสมาน สามัคคีกันมาเป็น อย่างดี จนมามีผลเป็นอย่างนี้ ; ดังนั้น จึงไม่ควรจะมีปัญหาอย่างที่กำลังมีอยู่ว่า ธรรมะกับโลกจะเป็นไปด้วยกันได้หรือไม่ ? หรือว่าธรรมะสำหรับโลกหรือสำหรับ อะไร ? ทีนี้ เดี๋ยวนี้ เรามามองดูข้อเท็จจริงที่กำลังมีอยู่ในโลกที่มันเกี่ยวกับสิ่ง ที่เรียกว่าธรรมะ ลัทธิบางลัทธิถือว่าธรรมะไม่จำเป็นสำหรับโลก, ธรรมะเป็น เครื่องถ่วงความเจริญของโลก, เราไม่สามารถจะใช้ธรรมะแก้ปัญหาของโลก นี่เขาก็พูดกันไปพวกหนึ่ง แนวหนึ่ง ลัทธิหนึ่ง. ส่วนอาตมานั้นก็ยังคงรูปเดิมว่า ธรรมะนี้ต้องคู่กันกับโลก โลกขาดธรรมะไม่ได้ ธรรมะจะสามารถขจัดปัญหา ของโลกโดยประการทั้งปวง ไม่ใช่ว่าธรรมะจะขจัดปัญหาไม่ได้. ความจริงมีอยู่ว่าเขาไม่รู้จักธรรมะ, ไม่สามารถจะเอาธรรมะมาใช้ สำหรับขจัดปัญหานั้นต่างหาก ถ้า มีธรรมะเข้ามาโดยแท้จริงแล้ว จะแก้ ปัญหาของโลกได้ในพริบตาเดียว. โปรดฟังให้ดีว่า อาตมาพูดว่า "ในพริบตา เดียว", ชั่วตากะพริบครั้งหนึ่ง.

น.68 จะขอพูดอย่างคำพูดก่อน ในการกระทำนั้นค่อยพูดกันทีหลังว่า ใน โลกนี้ ถ้าเลิกนายทุนใจร้ายกันเสีย มีเศรษฐีใจบุญ ในพริบตาเดียวนี้ โลกจะ เป็นอย่างไร ? เราก็กำลังมีปัญหาว่านายทุนใจร้ายนี้ สูบเลือดมนุษย์ จนคน ยากจนต้องลุกขึ้นต่อสู้ จะประหัตประหารกันให้เลือดท่วมโลก. ถ้าเราหยุด นายทุนใจร้ายเสีย; เปลี่ยนเป็นเศรษฐีใจบุญขึ้นมา, รักคนยากจนเหมือนลูก เหมือนหลานนั่นจะแก้ปัญหาได้ในพริบตาเดียวหรือไม่ ? มีธรรมะแล้วทุกคนเป็นสัตบุรุษไม่มีความทุกข์. ทีนี้ที่ว่า จะเป็นเศรษฐีใจบุญขึ้นมาได้อย่างไร ? มัน ก็ต้องอาศัย ธรรมะ. ถ้ามีธรรมะมาจริง, ธรรมะของศาสนาไหนก็ได้ จะเกิดเศรษฐีใจบุญ เศรษฐีใจบุญจะเต็มไปในโลก เช่นเดียวกับในยุคในสมัยที่ศาสนายังมีบารมี มีอิทธิพล มีรัศมีสำหรับส่องอยู่ในโลก, หรือว่าธรรมะเข้ามา คนยากจนที่บูชา อบายมุขนั้น เปลี่ยนเป็นชนกรรมาชีพชนิดสัตบุรุษเสีย ความทุกข์ยากก็จะ หายไปภายในพริบตาเดียว. อาตมาพูดว่า หากคนยากจนที่บูชาอบายมุข นั้นหยุด, ตายเสียแล้ว ก็ เกิดใหม่ เป็นชนกรรมาชีพที่เป็นสัตบุรุษ. เดี๋ยวนี้คนยากจนยังบูชา อบายมุข ในพุทธศาสนาถือว่า ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน นี้เป็นอบายมุข. ใครไปทำเข้าก็จมอยู่ ในอบาย.

น.69 คนยากจนยังบูชาอบายมุขอยู่ เราไม่มีการจัดการกระทำที่ถูกต้อง ใหคนยากจนสลัดอบายมุขทิ้งไปให้หมดสิ้น ; บางทีมีแต่จะเพิ่มอบายมุขให้ด้วย ซ้ำไป, ยังอยากจะขายเหล้าให้มาก, ยังอยากจะขายบุหรี่ให้มาก, ยังอยากจะขาย ล็อตเตอรี่ ให้มาก, อย่างนี้มันก็ทำให้คนยากจนสลัดอบายมุขไปไม่ได้. เราต้องการให้เขาเป็นชนกรรมาชีพที่เป็นสัตบุรุษ คือเว้นจากอบายมุข โดยประการทั้งปวง. ธรรมะเข้ามาอบายมุขหายไป, ความเป็นสัตบุรุษขยัน ขันแข็ง ซื่อสัตย์ สมัครสมานสามัคคี อดกลั้นอดทน มีสติปัญญา ก็เข้ามา ; ปัญหาเกี่ยวกับคนยากจนก็จะหมดไปในพริบตาเดียว. ทีนี้จะมองให้กว้างกว่านี้ก็จะมองว่า ให้เลิก "กามสุขัลลิกาฺโยค" เสีย แล้วลัทธิ "ทุนนิยม" ก็จะตายไปหมดจากโลก. คำว่า "กามสุขัลลิกาฺโยค" เป็นศัพท์, เป็นคำที่รู้จักกันดีในพระพุทธศาสนา คือ ประกอบตนที่มัวเมาอยู่ ในกาม, บูชากาม, ประกอบตนมัวเมาอยู่ในกาม ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย และทางใจ. ทีนี้คนทั้งหลายกำลังชอบอย่างนี้ กำลังบูชาสิ่งที่เรียกว่ากาม ก็เป็น เหตุให้เกิดความคิดที่จะส่งเสริมแต่เรื่องกาม . ใครมีสติปัญญาก็หาอำนาจ หากำลังหาปัจจัยเพื่อประโยชน์แก่กามของตน ; เกิดลัทธิที่ใช้ทุนเป็นเครื่องมือ สำหรับหาประโยชน์ให้แก่ตน, เกิดลัทธิทุนนิยมขึ้นมาบ้าง. เกิดบุคคลประเภท นายทุนขึ้นมาบ้าง

น.70 แม้แต่คนยากจนแท้ ๆ ก็ยังอยากจะเป็นนายทุน คนยากจนแท้ ๆ ก็ อยากจะอยู่อย่างลัทธินายทุน. เราจะเห็นได้ว่า แม้จะยากจนอย่างไร เขาก็ พยายามที่จะให้มีอะไร ๆ อย่างที่พวกนายทุนเขามี. คนจนก็กำลังทำอะไรไขว้กัน อยู่ในข้อนี้, ที่เราเรียกกันว่า "ความเจริญ". อย่างว่าเรามีไฟฟ้าใช้กันขึ้นมา ในบ้านนอกคอกนาอย่างนี้; คนยากจนเขาก็อยากจะมีทีวี, อยากจะมีตู้เย็น อยากจะมีสเตอริโอ. ก่อนนี้เขาไม่มี เขาไม่เคยคิดจะมี พอมีไฟฟ้าขึ้นมาที่บ้าน นอกคอกนา เขาก็ซื้อหาทีวี ตู้เย็น หรือสเตอริโอ มา. เขาไม่มีเงินพอ เขาก็ ใช้ระบบ installment คือเก็บเงินผ่อนส่ง ระบบผ่อนส่ง ไม่มีที่บ้านนอกคอกนามาแต่ก่อน. เดี๋ยวนี้ก็มี ทำให้ เกิดเป็นหนี้เป็นสิน ทำให้เสียหายแก่การดำรงชีพ เป็นอบายมุขทางวิญญาณ ชั้นลึก มันสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่อย่างนี้ ที่ทำให้คนยากคนจนก็บูชา "กาม- สุขัลลิกาฺโยค" อย่างนี้, ก็ตกเป็นเหยื่อของคนที่มีอำนาจทุน, หรือมีความผูกขาด เกี่ยวกับทุน, แล้วจะไปโทษใคร ? มันเป็นเรื่องของการทำผิดต่อสิ่งที่เรียกว่า ธรรม. ธรรมะเข้ามา คนจะมีสันโดษไม่บูชาส่วนเกิน. เราจะต้องเอาธรรมเข้ามา ให้คนรู้จักสันโดษให้รู้จักเป็นอยู่โดยไม่ บูชาส่วนเกิน ก็จะไม่มีปัญหาอย่างที่ว่านี้. ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "กามสุขัล- ลิกานุโยค" ซึ่งมีอยู่ใน ธรรมเทศนาข้อแรกของพระพุทธเจ้า ที่เราเรียกกันว่า

น.71 “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร". พอพระองค์จะทรงแสดงธรรมแก่โลกเป็นครั้งแรก พระองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร บอกว่า อย่าไปแตะต้อง กามสุขัลลิกา- นุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค. ถ้าเราเชื่อท่าน เรา เลิก กามสุขัลลิกาฺโยค เสีย, ลัทธิทุนนิยม ก็ตายไปจากโลกทันที, พวกนายทุนก็ตายไปจากโลกทันที เกิดเป็นเศรษฐีใจบุญ ขึ้นมาได้ไม่ยากเลย. ฉะนั้นขอให้เราช่วยกันมองดูให้ดี ๆ จนเลิกกามสุขัลลิกา- นุโยค อันเป็นความผิดความเลวอุบัทวจัญไรข้อแรกนี้เสีย. รวมความว่า เลิก กามสุขัลลิกานุโยคได้เมื่อไร ลัทธิทุนนิยมก็จะตายหมดไปจากโลกเมื่อนั้น ; เรียกว่าในพริบตาเดียว เพราะทำให้ปัญหานั้นหายไปได้. เดี๋ยวนี้มาเข้าใจกัน เสียว่าศาสนาเป็นยาเสพติด ก็เลยไม่รู้จักว่าจะเลิกคำว่ากามสุขัลลิกานุโยคกันไป ทำไม ; กลับจะไปบูชากามสุขัลลิกานุโยค. ศาสนาไม่ใช่ยาเสพติด ; ศาสนานั่นแหละจะเป็นเครื่องล้างยา เสพติด, อะไร ๆ ที่เป็นยาเสพติดทุกอย่าง. สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นจะล้างยา เสพติด ทั้ง ๆ ที่ศาสนาไม่ใช่ยาเสพติด; แต่เป็นสิ่งที่จะทำลายล้างยาเสพติด เพราะฉะนั้น เ รามารู้จักสิ่งที่เรียกว่าศาสนากันให้ถูกต้อง; ไม่ใช่เห็นว่า ศาสนาเป็นสิ่งที่จะทำลายล้าง. ยาเสพติดทางวัตถุ ก็ดี ทางจิตทางวิญญาณ เช่น กามารมณ์ เป็นต้น ก็ดี จะเลิกล้างเสียได้ก็เพราะความมีแห่งพระศาสนา. นี่เพราะไม่รู้จักศาสนา จึงเห็นว่า ศาสนาเป็นยาเสพติด ; เป็นคำกล่าวอย่างไม่ยุติธรรม, ไม่มีเหตุผลที่ จะกล่าวอย่างนั้น. คนโง่เท่านั้นที่จะยอมเชื่อการกล่าวที่ไม่มีเหตุผล.

น.72 โลกมีศาสนาแล้วไม่ดีขึ้นก็เพราะวัตถุนิยม. อีกข้อหนึ่งที่มักจะอ้างกันก็ว่า หลายพันปีที่มีธรรมะมีศาสนามานี้ ทำไม โลกมันยังไม่ดีขึ้น ? อันนี้เรียกว่าพูดขี้ตู่ อย่างไม่รู้จะตู่กันอย่างไร ; ที่พูดว่ามี ธรรมะ มีศาสนาในโลกมาตั้งหลายพันปีแล้ว โลกนี้ก็ไม่ดีขึ้น. ท่านลองคิดดู ข้อเท็จจริงแท้ ๆ มันมีอยู่ว่าที่ โลกรอดมาได้ มีวิวัฒนาการขึ้นมาได้นี่ เ พราะความ มีแห่งธรรมะ, มีธรรมะเจริญขึ้น มีสันติภาพมาในโลกมาตลอดเวลาจนกว่าลัทธิ วัตถุนิยมจะเกิดขึ้นมาในโลก แล้วมากลบเกลื่อนโอกาสที่โลกจะมีธรรมะเสีย หมดสิ้น .. ก่อนมีวัตถุนิยม ซึ่งเป็นรากฐานของกามสุขัลลิกานุโยคนั้น โลก ก็เคยมีสันติภาพ อยู่กันโดยความสงบเย็น. ชั่วร้อยกว่าปีมานี้ เท่าที่พอได้ยิน ได้ฟังกันอยู่นี้มันมีความสงบสุขสันติภาพมากกว่านี้. เดี๋ยวนี้มีความร้อนระอุ เป็นไฟ เพราะมันมีสิ่งที่มาส่งเสริมกามสุขัลลิกานุโยค ให้ละทิ้งศาสนาเสีย. สันติภาพได้มีมาเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่ธรรมะยังมีอยู่ในโลก ; พอโลกเหไปบูชา วัตถุนิยม เกลียดชังธรรมะ โลกก็เปลี่ยนเป็นมีวิกฤตการณ์, มีวิกฤตการณ์ถาวร ยิ่งขึ้นทุกที. วัตถุนิยมเข้ามาครอบงำโลก จนโลกนี้หลงไปในวัตถุนั้น แล้วก็ไม่ ให้โอกาสแก่พระธรรม พระธรรมก็เลยไม่ได้ครองโลก นี่จะหาว่าธรรมะ ศาสนา มีมาในโลกตั้งหลายพันปีแล้ว โลกมันก็ไม่ดี ขึ้น. นี่มันไม่มีความจริง. โลกอยู่มาอย่างสงบสุขตลอดเวลายาวนาน ; และ เพิ่งมาเปลี่ยนกันเมื่อเร็ว ๆ นี้, จะเรียกว่าเมื่อวานนี้ก็ได้ คือเมื่อโลกเริ่มหันเหไป

น.73 ทางวัตถุนิยม, ค้นคว้าแต่ทางวัตถุ, เอาวัตถุเป็นหลัก, เอาวัตถุเป็นประธาน จนเรื่องของจิตเรื่องของวิญญาณ หายไปไหน หมดก็ไม่รู้. ขอให้คอยสนใจดูกัน ให้ดี ๆ. นี่คือข้อที่อาตมายืนยัน ว่า ในพริบตาเดียว เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ถ้าว่าธรรมะเข้ามา. ความจริงมีเหลืออยู่แต่ว่า ทำอย่างไรธรรมะจึงจะเข้ามา? ก็ขอ ให้ย้อนไปพิจารณา ข้อความที่ได้กล่าวมาแล้ว ในการบรรยายครั้งที่ ๒ ว่า ธรรมะจะกลับมาได้อย่างไร. ธรรมกับโลกต้องไปด้วยกันมิฉะนั้นโลกจะวินาศ. แต่ปัญหาเฉพาะหน้ามันมีอยู่ว่า เดี๋ยวนี้คนไม่สนใจในสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, ไม่ยอมสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม. ในโลกของวัตถุนิยมปัจจุบันนี้ คน หนุ่มคนสาวโดยเฉพาะ ไม่ยอมสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม, ไม่ยอมฟังไม่ยอมคิด ไม่ยอมนึก สำหรับสิ่งที่เรียกว่าธรรม ; แม้ว่า คนแก่ ๆ ที่มีสติปัญญาในโลกนี้ มองเห็นว่าโลกกำลังจะวินาศแล้ว เพราะความไม่มีธรรม, ธรรมะควรจะกลับมา. แต่แล้วเขาก็ทำไม่ได้. เพราะว่าคนทั้งหลายในโลก โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว นั้นไม่ยอมฟังสิ่งที่เรียกว่าธรรม ไม่ยอมจะสนใจ ไม่อยากจะแตะต้อง จะอุดหู โดยประการทั้งปวงสำหรับเรื่องของธรรม ปัญหามันมีอยู่อย่างนี้แล้วจะไปโทษธรรม ไปโทษพระธรรมว่าไม่ สามารถจะคุ้มครองโลกได้; นี่ถ้าอย่างไร พวกเราช่วยกันให้สุดฝีไม้ลายมือ

น.74 ช่วยทำให้คนในโลกเกิดความสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม, พระธรรม คือ พระศาสนา หรือพระเจ้า หรือพระเป็นเจ้ากันขึ้นมาใหม่แล้วโลกนี้ก็จะเปลี่ยนได้ ในพริบตาเดียว ตรงกันข้ามจากวิกฤตการณ์ที่กำลังหนาขึ้นมาในโลก ความถูกต้องตามทางของธรรมนั้นมันไม่ใช่วัตถุนิยม แล้วก็ไม่ใช่ จิตนิยม หรือมโนนิยม อย่างหลับหูหลับตา ; แต่ว่าเป็นความถูกต้องระหว่าง วัตถุนิยมและจิตนิยม, จึงจะเรียกว่า "ธรรม". อย่างที่ได้เคยกล่าวมาแล้วในการ บรรยายครั้งก่อน ๆ ว่าเป็น มัชฌิมาปฏิปทา นั้นคือสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ไม่เหวี่ยง ซ้ายเหวี่ยงขวา ไม่สุดโต่ง, ไม่ต้องทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ; แต่ให้อยู่กันได้ทั้ง สองฝ่ายเพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูตามแนวนี้, ลองคิดดูตามแนวนี้ แล้วก็จะ ตอบปัญหาได้เองว่า ธรรมะมีไว้สำหรับอะไร ? ธรรมะมีไว้สำหรับโลกโดยตรง จะเห็นได้ว่า ธรรมะกับโลกนี้ต้องไปด้วยกัน มิฉะนั้นแล้วโลกนี้ก็จะวินาศ. สรุปความได้ว่า ธรรมะต้องสำหรับโลก โลกจะเป็นโลกก็เพราะว่า มีธรรมะ. มันเหมือนกับ ร่างกายกับชีวิต มันจะต้องไปด้วยกัน ; มีร่างกายไม่มี ชีวิตก็ไม่มีประโยชน์อะไร. โลกนี้เหมือนกับร่างกาย ธรรมะเหมือนกับชีวิต. โลกนี้ต้องเป็นไปกับด้วยธรรมะ มันจึงจะตลอดรอดฝั่ง ผ่านไปได้; ดังนั้นจึง ไม่ควรจะมามีปัญหาว่า โลกกับธรรม, หรือธรรมกับโลกนี้จะไปด้วยกันได้หรือไม่ ? ขอให้ปัญหาที่มันจะเชือดคอมนุษย์ ให้ตายเกลี้ยงไปทั้งโลกนั้น ยุติกันเสียที คือไม่ต้องถามว่า ธรรมะกับโลกจะไปด้วยกันได้หรือไม่ ? เวลาสำหรับการบรรยายปาฐกถาธรรมก็หมดลงเพียงเท่านี้ อาตมาขอยุติการบรรยาย ครั้งนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต