น.75 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย ปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะ ในฐานะลัทธิ การเมือง". การกล่าวเช่นนี้เป็นที่เชื่อได้ว่าคนเป็นอันมากไม่ยอมเห็นด้วย; คือ เขาถือกันว่า การเมืองก็เป็นอย่างหนึ่ง, ธรรมะก็เป็นอย่างหนึ่ง, ไม่อาจจะเนื่องกันหรือเป็นอันเดียวกันได้. เมื่อเข้าใจกันอย่างนี้ ก็ทำไมไม่ลองสังเกตดูต่อไปว่า เมื่อการเมืองลัทธิไหนปราศจากธรรมะแล้ว มันจะเป็นอย่างไร ? การที่แยกธรรมะออกไปเสียจากการเมือง การเมืองนั้นก็กลายเป็นเรื่องสกปรก ไม่ว่าการเมืองลัทธิไหน, ระดับไหน, ของโลกในส่วนไหน. (การเมืองสกปรกเพราะปราศจากธรรมะ.) คำว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก" นี้ เป็นเรื่องที่ยอมรับกันอยู่ คือ หาความจริงใจต่อกันและกันไม่ได้ ; หาความจริงใจต่อสันติภาพของโลกทั้งโลก ๓๙
น.76 ก็ไม่ได้; มุ่งหมายแต่จะหาประโยชน์เพื่อตน หรือพรรคพวกภาคีของตนเท่านั้น. เมื่อ ปราศจากธรรมะ เสียอย่างนี้แล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องสกปรก. แม้จะมอง เห็นอยู่อย่างนี้ คนยังพยายามแยกธรรมะออกจากการเมืองอยู่นั่นเอง เพราะว่า นักการเมืองเหล่านั้นเล่นการเมือง เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือพรรคพวกของตัว ไม่ได้เล่นการเมืองเพื่อประโยชน์แก่สันติภาพของมนุษย์. ธรรมะเป็นลัทธิการเมืองของพระเจ้า. อาตมามีความเห็นว่า ธรรมะเป็นลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่ง แม้จะเป็น ลัทธิการเมืองของพระเจ้า ไม่ใช่ลัทธิการเมืองของคนธรรมดาสามัญ ก็ต้องถือว่า ธรรมะเป็นลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่ง ขอให้พยายามฟังดูว่า อาตมาจะกล่าวว่าอย่างไร. ท่านคงจะยอมรับในข้อที่ว่า แยกธรรมะออกเสียจากการเมืองแล้วการ- เมืองก็เป็นเรื่องสกปรก. อาตมาก็กล่าวว่า โดยที่จริงแล้ว การเมืองเป็นธรรมะ ในความหมายหนึ่ง. การเมืองเป็นตัวธรรมะ ; นี้มันยิ่งกว่าที่จะพูดว่า การเมือง ก็เนื่องด้วยธรรมะ. เดี๋ยวนี้อาตมากำลังจะพูดว่าการเมืองเป็นตัวธรรมะเสียเอง. ถ้าจะเข้าใจข้อนี้กันให้ได้ต้องทำความเข้าใจในคำว่า ธรรมะ ให้ถูกต้อง : ขอได้โปรด สนใจฟังสักหน่อยว่า คำว่า "ธรรม" นั้น หมายถึงอะไร ? คำว่า "ธรรมะ" ในภาษาบาลี หรือ "ธรรม" เฉยๆ ในภาษาไทยนั้น มีความหมายถึง ๔ ความหมาย. เมื่อเอาภาษาบาลีเป็นหลัก ท่านควรจะทราบ ให้มากไปกว่านั้น คำว่า "ธรรม” ในภาษาบาลี นั้น หมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้น
น.77 อะไร นับไม่ไหว; แต่ว่าสิ่งทุกสิ่งนั้น ถ้าจะเอามาจัดเป็นประเภทแล้วก็จะได้สัก ๔ ประเภท หรือ ๔ พวกด้วยกัน. อาตมาจึงว่าคำว่า "ธรรมะ" มีความหมาย อยู่ ๔ ความหมาย “ธรรมะ" ความหมายที่ ๑ หมายถึง ตัวธรรมชาติ" ทั้งหลาย, จะเป็น ธรรมชาติที่มีปรากฏการณ์ หรือไม่มีปรากฏการณ์ก็ตาม. คำว่าธรรมชาติทั้งหมด นี้เรียกเป็นภาษาบาลีว่า "ธมฺม" หรือ "ธรรม" เฉยๆ ในภาษาไทย. นี่คือความ หมายของคำว่า "ธรรมะ" นี่เป็นความหมายที่ ๑ หมายถึง ตัวธรรมชาติ. “ธรรมะ" ในความหมายที่ ๒ หมายถึง กฎของธรรมชาติ ที่ไหนมี ธรรมชาติ ในธรรมชาตินั้นมีกฎของธรรมชาติควบคุมอยู่ หรือว่าธรรมชาติทั้ง- หลายได้เกิดขึ้นและเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ คือตามกฎของมันเอง. กฎของ ธรรมชาตินี้เรียกว่า "ธรรม" หรือ "ธมฺม" ในภาษาบาลีนี่เป็นความหมายที่ ๒. ความหมายที่ ๓ คำว่า "ธรรม" หมายถึง หน้าที่อันถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ ที่หมายถึง หน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้อง ตามกฎของ ธรรมชาติ นี้คือธรรมในความหมายที่ ๓. ความหมายที่ ๔ คือ ผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ, จะเป็นผล ทางโลก ทางธรรม ทางโลกิยะทางโลกุตตระ หรืออะไรก็ตาม. ผลทั้งหมดนั้น ก็เรียกว่าผล, ซึ่งเป็นธรรมะในฐานะที่เป็นผล
น.78 ถ้าสรุปความสั้น ๆ ก็พูดได้ว่า ธรรมะคือ ตัวธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ธรรมะคือ ตัวกฎของธรรมชาติ นี้อีกอย่างหนึ่ง, ธรรมะคือ หน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ นั้นอีกอย่างหนึ่ง, ธรรมะในฐานะที่เป็น ผลเอามาจากการปฏิบัติ หน้าที่ นั้นอีกอย่างหนึ่ง. รวมเป็น ๔ อย่าง ทั้ง ๔ อย่างเป็นความหมายของ คำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว. เมื่อท่านรู้จักธรรมในความหมายทั้ง ๔ อย่างเหล่านี้แล้ว ก็เรียกว่า รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" อย่างสมบูรณ์, คือสิ่งทุกสิ่งไม่ว่าจะมีกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่ล้าน กี่โกฏิสิ่งมันรวมอยู่ใน ๔ ความหมายนี้ทั้งนั้น การเมืองเป็นธรรมะในความหมายที่ ๓. ทีนี้ความหมายไหนเล่า ที่จะตั้งอยู่ในฐานะเป็นลัทธิการเมือง ? ก็ลอง ไล่มาดูตามลำดับ ธรรมะในความหมายที่ ๑ ก็คือตัวธรรมชาติ. ความหมายที่ ๒ คือกฎของธรรมชาติ. ความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. ความ หมายที่ ๔ คือผลที่จะได้รับจากหน้าที่. เรื่องมันก็จะไปลง อยู่ที่ความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายจะต้องมีหน้าที่ ที่จะ ต้องประพฤติกระทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอด และความ อยู่เป็นผาสุก. ทีนี้มาพูดถึง คำว่า "การเมือง" ในความรู้สึกของอาตมา : การเมือง คือการทำหน้าที่เพื่อให้โลกนี้เป็นอยู่อย่างผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. การเมือง
น.79 ที่จะต้องใช้อาชญานั้น เป็นการเมืองที่ยิ่งกว่าสกปรก, มันเป็นการเมืองที่หลอก- ลวง, เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจมากกว่า. การเมืองที่แท้จริงต้องเป็นการสร้างสันติภาพโดยไม่ต้องใช้อาชญา, หมายถึงใช้สติปัญญา ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันในหมู่สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่อ อยู่กันเป็นผาสุก. สิ่งที่มีชีวิตมีหน้าที่ ที่จะต้องทำเพื่อให้อยู่กันเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา, ไม่ต้องขบกันกัดกัน, ไม่ต้องทำลายล้างกัน นี้เรียกว่าไม่ ต้องใช้อาชญา. ธรรมะในความหมายที่ ๓ หมายถึงหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติ กระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้อาชญาแก่ฝ่ายใด นี่ขอให้เราคิดดูว่า การเมืองก็คือ สิ่งที่มีความมุ่งหมายจะทำโลกให้ มีสันติโดยไม่ต้องใช้อาชญา. ธรรมะ ก็คือ หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติกระทำ ไป ให้อยู่กันเป็นผาสุกโดยไม่ต้องใช้อาชญา. ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า การเมือง นั้น ก็คือ ธรรมะในความหมายที่ ๓ นั่นเอง. ธรรมะคือหน้าที่ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ. ขอเน้นลงไปที่คำนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมะคือหน้าที่ ที่สิ่งมีชีวิตทั้ง หลายจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. ถ้าต้องการ
น.80 ความอยู่กันเป็นผาสุก ก็ต้องถูกต้องตามกฎของการอยู่เป็นผาสุก; ต้องการให้ มันเป็นทุกข์ ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎ ที่มันจะต้องเป็นทุกข์. แต่เดี๋ยวนี้ไม่มี ใครปรารถนาความทุกข์ ; เราก็ไม่ต้องพูดกันถึงกฎฝ่ายที่จะทำให้เกิดความทุกข์. เราจะมาพูดกันถึงกฎฝ่ายที่จะทำให้เกิดความเป็นสุข. ธรรมะคือหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อสันติภาพของโลก. การ เมืองก็คือการกระทำเพื่อเกิดสันติภาพของโลก, แล้วก็ต้องเป็นไปให้ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาติซึ่งเป็นธรรมะในความหมายที่ ๒. อาตมาเอ่ยถึงคำว่า การเมืองของพระเจ้า . บางคนก็คงประหลาดใจ พูด กันเสียใหม่ก็ได้ว่า ท่านจงนึกถึงความหมายของธรรมะในความหมายที่ ๒ ว่า ธรรมะคือ กฎของธรรมชาติ ; มองให้เห็นว่า กฎของธรรมชาติมีอยู่ก่อนสิ่งใด จึงทำให้ธรรมชาติได้เกิดขึ้น" ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลกนี้โลกไหนก็ตาม เป็นตัว ธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยกฎของธรรมชาติ. กฎของธรรมชาติจึงมีอยู่ก่อนสิ่งใด ทำหน้าที่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้น กฎของธรรมชาติ นั่นเอง มีค่า เท่ากัน กับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" . คำว่า พระเจ้า มีความหมายโดยทั่วไปคือ ผู้สร้างโลก ผู้ควบคุมโลก และ ผู้ทำลายโลก เสียเป็นคราว ๆ. สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก ใน ความหมายของ คำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ; นั่นคือ กฎของธรรมชาติ มี อำนาจ มีความสามารถเท่ากับสิ่งที่เราเรียกกันว่า "พระเป็นเจ้า" .
น.81 การเมืองบริสุทธิ์ต้องเป็นไปตามกฎของพระเจ้า. ทีนี้การเมืองเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติสังคม ก็เป็นสิ่ง ที่ต้องทำไปตามกฎของพระเป็นเจ้า, จึงเรียกว่า การเมืองอันบริสุทธิ์ นั้นต้องเป็น การเมืองที่เป็นไปตามกฎของพระเจ้า ; ยกพระเจ้าให้เป็นยอดสุดของนักการเมือง เสียได้เลย, หมายถึงกฎของธรรมชาติที่จะจัดโลกให้เป็นอย่างไรก็ได้. เมื่อเรา ประพฤติให้ถูกต้องตามกฎของพระเจ้าในส่วนที่มีสันติภาพ โลกนี้ก็มีสันติ- ภาพ; ฉะนั้นเราจึงมีการเมืองชนิดของพระเจ้ากันดีกว่า. พระเจ้าในที่นี้คือ กฎของธรรมชาติในความหมายที่ ๒. เรื่องขบขันมีอยู่เกี่ยวกับภาษา คือตรงนี้ อยากจะเล่าให้ฟังสักหน่อย ว่าพวกฝรั่งเขาพูดว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า คือไม่มีกอด (God). อาตมาบอก เขาในฐานะคนกันเองว่า พุทธศาสนาก็มีพระเจ้า และมีกอด. พระเจ้าคือกฎ ของธรรมชาติ ในภาษาไทยเราเรียกว่ากฎ. แต่เดี๋ยวนี้เราออกเสียงมันสั้นไปว่า กฎ. เราลองออกเสียงให้ยาว คำว่า กฎ ก็กลายเป็น กอด ; เราก็เลยมีกอด. ก็ได้หัวเราะกันว่าในพุทธศาสนานี้ก็มี กอด คือพระเจ้า แต่เล็งถึงกฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นธรรมะในความหมายที่ ๒. ขอย้ำอีกทีหนึ่งเดี๋ยวจะลืมกันเสียหมดว่า ธรรมในความหมายที่ ๑ คือ ตัวธรรมชาติ, ธรรมในความหมายที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ, ธรรมในความหมาย ที่ ๓ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมในความหมายที่ ๔ คือ ผลจากหน้าที่ นั้น. พูดอย่างเปรียบเทียบก็ว่า ตัวธรรมชาติทั้งหลายเป็น กายของพระเจ้า , กฎ
น.82 ของธรรมชาติเป็น จิตของพระเจ้า, หน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั้นคือ พระประสงค์ หรือข้อเรียกร้องของพระเป็นเจ้า, ส่วนผลตามหน้าที่นั้น คือ ผลที่พระเจ้าประทาน ให้ เราไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงความหมายของคำว่าธรรม ๔ ความหมายนี้เลย. คำว่า พระเจ้า ถ้ากล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน พูดให้เป็นคน ก็เหมือน อย่างที่เขากล่าวกันในศาสนาต่าง ๆ ที่มีกอดอย่างเป็นคน. ส่วน ในพุทธศาสนา นี้ มี พระเจ้าอย่างธรรมาธิษฐาน, คือกฎของธรรมชาติ. เราก็เรียกว่า กฎ, มีกฎ เป็นพระเจ้า, มีพระเจ้าเป็นกฎ. ใครอยากจะให้เป็นพระเจ้าอย่างบุคคล ก็ออก เสียงให้ยาวว่า กอด ก็แล้วกัน ; จะเป็น พระเจ้าอย่างบุคคล ก็มีความหมายอยู่ ที่ สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก; จะเป็นความหมายอย่างธรรม เป็น นามธรรม ก็เป็น สิ่งที่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก . เรื่องมันก็เท่ากัน : จะเป็น พระเจ้าอย่างบุคคลาธิษฐาน, หรือจะเป็น พระเจ้าอย่างธรรมาธิษฐาน ก็ทำ หน้าที่เหมือนกัน ; เป็นพระเจ้าที่แท้จริงได้ก็เพราะทำหน้าที่อันนี้. ท่านจะถือพระเจ้าอย่างบุคคลก็ได้, ถือพระเจ้าอย่างนามธรรมที่เป็น กฎของธรรมชาติก็ได้, แต่ให้รู้ว่าเป็นสิ่งสูงสุด ไม่ลำเอียงต่อใคร ; เฉียบขาด ในการทำหน้าที่ของตน. พระเจ้าจึงออกกฎมาว่า สิ่งที่มีชีวิตจะต้องมีหน้าที่ ในการสร้างสันติภาพให้แก่กันและกันโดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะอยู่กันเป็น ผาสุก. การเมืองบริสุทธิ์จะทำให้มีสันติภาพโดยไม่ใช้อาชญา. สิ่งที่เรียกว่าการเมือง ก็คือ ช่วยกันทำหน้าที่ให้เกิดสันติภาพขึ้นใน โลกนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะเป็นการเมืองบริสุทธิ์, เป็นการเมืองของพระเจ้า,
น.83 มีพระเจ้าเป็นยอดสุดของนักการเมือง. ถ้าเป็นการเมืองอย่างอื่นที่ผิดไปจากนี้ แล้วก็เป็นการเมืองสกปรกแสนที่จะสกปรก; มันก็กลายเป็นการเมืองของพวก ภูตผีปีศาจ ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า ให้ท่านไปลองคิดดู ; ฉะนั้นถ้าเราหวังจะเอาลัทธิการเมือง สร้าง สันติภาพให้แก่มนุษย์ เราหลีกไม่พ้นที่เราจะเลือกเอาการเมืองตามแบบของพระ- เจ้า, มีพระเจ้าเป็นยอดสุดของนักการเมือง. ทุกคนจะต้องประพฤติให้ตรงตาม ความประสงค์ของพระเป็นเจ้าหรือกฎของธรรมชาติส่วนนี้. ใน ทุกๆ ศาสนาจะมีหลักสำคัญ เหมือนกันหมดอยู่อย่างหนึ่งคือ ให้ ถือว่า ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน. ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมสุข ร่วมทุกข์ มีปัญหาอย่างเดียวกัน. ทุกศาสนาจะเน้นถึงผู้อื่นยิ่งกว่าที่จะมาเน้น ถึงแต่ตัวเอง : สอนให้ทุกคนรักผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเองบ้าง, เท่ากับตัวเองบ้าง, ล้วนแต่มุ่งหมายจะทำลายความเห็นแก่ตัวให้เห็นแก่ผู้อื่นด้วยกันทั้งนั้น นั่นก็คือ ความหมายแห่งคำว่า "สังคมนิยม" คือ นิยมสังคม , อย่ามานิยมตัวคนเดียว. อาตมาอยากจะกล่าวชัดลงไปว่า ทุกศาสนามีวิญญาณแห่งสังคมนิยม, ทุกศาสนามีพระเจ้าเป็นยอดสุด อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าพระเจ้าอย่าง บุคคลก็ได้, พระเจ้าอย่างนามธรรมก็ได้, ก็คือ มีธรรมะเป็นที่สูงสุด. เพราะ ฉะนั้น สังคมนิยมตามแบบของพระศาสนาทั้งหลาย ต้องเป็นสังคมนิยมที่ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ จึงมีความบริสุทธิ์อยู่ในตัวลัทธิ, เป็นไปเพื่อประโยชน์ สุขแก่คนทุกคน โดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะเรียกว่าสังคมนิยมตามแบบของ พระเจ้า. ถ้าจะพูดให้ชัดเป็นภาษาสั้น ๆ ก็ว่า ธรรมิกสังคม คือ สังคมนิยมที่ ประกอบอยู่ด้วยธรรม.
น.84 นี่แหละคือลัทธิการเมืองของพระเจ้า, มีพระเจ้าเป็นยอดสุดของ ลัทธิการเมืองชนิดนี้. อาตมาจึงพูดว่า ธรรมะในฐานะเป็นลัทธิการเมือง, คือ หมายถึงธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งเราต้องประพฤติ กระทำตามกฎของธรรมชาติ เพื่อจะเกิดสันติภาพขึ้นมาในหมู่มนุษย์ โดยไม่ต้อง ใช้อาชญา. ธรรมะในความหมายที่ ๓ นี้ จึงเป็นลัทธิการเมืองหนึ่งอยู่ในตัวมันเอง, เป็นตัวธรรมะเสียเอง, เป็นลัทธิการเมืองเสียเอง, ไม่ต้องพูดว่าเกี่ยวเนื่องอย่าง นั้นอย่างนี้กันก็ได้ หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ นั้นเป็นธรรมะ, ธรรมะชนิดนี้คือ ลัทธิการเมืองของพระเจ้า หรือของมนุษย์ที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ในความหมาย ที่ว่า มีความถูกต้อง. เรามีหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ จะต้องประพฤติปฏิบัติต่อกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ; เราจึงควรทำความเข้าใจกันใน ข้อนี้ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนี้ คือ ให้ธรรมะเป็นการเมือง, ให้กฎของ ธรรมชาติเป็นพระเจ้า ผู้เป็นยอดสุดของนักการเมือง การเมืองก็จะเป็นของ พระเจ้า เป็นของธรรมะ. เรา รู้จักสิ่งที่เรียกว่า การเมืองในฐานะที่เป็นธรรมะ คือหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ ด้วยกันอย่างนี้เถิด. การประพฤติธรรมก็จะเป็นการ เมือง, การเมืองก็จะเป็นการประพฤติธรรมะ. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็จะเปิดโอกาส ให้ภูตผีปีศาจ ซาตาน พญามาร มาสิงเอา ถือเอาประโยชน์แห่งตัวกู - ของกู
น.85 เป็นสิ่งสูงสุด. ไม่นับถือพระเจ้า, ไม่นับถือกฎเกณฑ์ของธรรมะ, เอาประโยชน์ แห่งตัวกู - ของกูเป็นสิ่งสูงสุด, แล้วก็ดำเนินการเมืองไปตามเจตนารมณ์อันนั้น ; มันก็เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจไม่เกี่ยวกับธรรมะ. ถ้าการเมืองเกี่ยวกับธรรมะ มันก็เป็นการประพฤติธรรมะอยู่ในตัวการเมืองนั้นเอง. ขอให้นักการเมืองทั้งหลายทั้งโลกนี้ มองเห็นธรรมะในฐานะเป็น ลัทธิการเมือง, หรือมองเห็นลัทธิการเมืองนั้นว่าเป็นตัวธรรมะโดยแท้จริง, แล้วเราก็ จะมีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองโลก. ธรรมะซึ่งจะขจัดกิเลสอันเป็น ดังยาเสพติดทั้งหลายเสียได้นั้น ก็จะมาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก. การเมืองเป็นธรรมะแล้วจะพาโลกพ้นความชั่วร้าย. ธรรมะมิใช่สิ่งเสพติด แต่ธรรมะจะเป็นเครื่องกำจัดสิ่งเสพติด ; ดังนั้น การเมืองที่เป็นธรรมะ ธรรมะที่เป็นการเมืองนั้น จะทำโลกให้พ้นจาก กิเลสความชั่วร้าย ความเลวทราม, ความเห็นแก่ตัวกู - ของกูโดยส่วนเดียวนั้น ออกไปเสียได้. เราก็จะได้อยู่กันในโลกของพระเจ้าอันแท้จริง ประพฤติปฏิบัติ อยู่อย่างถูกต้อง ตามประสงค์ของพระเจ้าอันแท้จริง. ไม่มีคำว่า "การเมืองเป็น เรื่องสกปรก” ในโลกของพระเจ้าชนิดนี้ ; เพราะว่าการเมืองนั้น เป็นเรื่องของ ความถูกต้องของความยุติธรรม ของความดีความงามสูงสุด, กล่าวคือ การช่วยกัน จัดให้โลกนี้มีสันติภาพ, มีสันติสุขอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้อาชญา คือไม่มี การทำอันตรายแก่กันและกัน ทั้งบนดินและทั้งใต้ดิน หรือโดยประการใด ๆ
น.86 ขอภาวนาให้ธรรมะปรากฏแก่จิตใจของคนทุกคนในโลกนี้ ครบ ถ้วนทั้ง ๔ ความหมาย, แล้วถือเอาความหมายที่ ๒ คือกฎของธรรมชาตินั้นเป็น พระเจ้า, แล้วถือเอาความหมายที่ ๓ หน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั้นเป็นการเมือง ของมนุษย์ ที่จะต้องประพฤติ ให้ถูกตรงตามความประสงค์ ของพระเป็นเจ้า อยู่ตลอดเวลา. เราก็จะได้ชื่อว่าเป็น มนุษย์ สมตามความหมายของคำ ๆ นี้ คือ สัตว์ที่มีใจสูง สูงอยู่เหนือปัญหาทุกอย่างทุกประการ ไม่เสียทีที่ว่าเป็นมนุษย์, และมีศาสนาสำหรับขจัดปัญหาทุก ๆ อย่างอันจะพึงมี. อย่าเอ่ยชื่อถึงพระเจ้าแต่เพียงสักว่าปากเอ่ยชื่อ, จงมีพระเจ้ากันให้ จริง ๆ. อ้อนวอนพระเจ้าด้วยการพยายามประพฤติปฏิบัติให้ดี ให้งาม ให้ตรง ตามหน้าที่ที่กฎของธรรมชาติมีอยู่แล้วอย่างไร ; ก็จะเป็นอันว่าเป็นมนุษย์ที่อยู่ เหนือปัญหาได้ เพราะยึดถือธรรมะ ในฐานะเป็นลัทธิการเมืองดังที่กล่าวมา เวลาสำหรับปาฐกถาธรรมในวันนี้ ก็หมดลงแล้ว. อาตมาขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa