น.87 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะ ในฐานะเป็นระบบเศรษฐกิจ" บางคนที่ได้ฟังดังนี้ก็จะสงสัย แย้งว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ? เศรษฐกิจเป็นเรื่องของโลก ธรรมะเป็นเรื่องของธรรม. นี่ขอทำความเข้าใจกันว่า เมื่อมองดู ในทัศนะของพุทธบริษัทผู้ถือธรรมะเป็นหลักแล้ว ย่อมเห็นธรรมได้ในที่ทั่วไป แม้ในสิ่ง ที่เรียกกันว่าระบบเศรษฐกิจ. ถ้าท่านยังจำความหมายของคำว่า "ธรรมะ" ในการบรรยาย ครั้งก่อน ๆ ได้อยู่, ท่านจะต้องระลึกว่า สิ่งที่เราเรียกว่า ธรรม นั้น คือ ระบบปฏิบัติที่ถูกต้องต่อ ความเป็นมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. เศรษฐกิจคือหน้าที่ต้องปฏิบัติให้ถูกตามกฎธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั้นก็เหมือนกัน คือสิ่งที่มนุษย์จะต้อง ทำให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. โดยส่วนตัวก็ดี, โดย ๕๑
น.88 สังคมที่เนื่องกันเป็นหมู่ก็ดี, มนุษย์มีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติระบอบเศรษฐกิจ ให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ; ดังนั้น เศรษฐกิจจึงเป็น "ธรรม” ในความหมายนี้. ข้อนี้ขึ้นอยู่กับการรู้ความหมายของคำทั้งสองคำนั้น อย่างสมบูรณ์ด้วย. คำว่า ธรรม มีความหมายเป็น ๔ อย่างดังที่กล่าวมาแล้วว่า หมายถึง ตัว ธรรมชาติ, หมายถึงก ฎของธรรมชาติ , หมายถึง หน้าที่ตามธรรมชาติ, หมายถึง ผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่. เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั้นก็คือ หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติให้ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ, และได้ผลอะไรมาก็เป็นผลทางเศรษฐกิจ. คำว่า ธรรมในความหมายที่ ๓ ที่ว่าหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ ; นี่คือใจความสำคัญของคำว่าธรรมมีความหมายอย่างนี้. เศรษฐกิจ ก็มีความหมายอย่างนี้; ถ้าท่านรู้ความหมายแห่งคำทั้งสองอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็ จะเห็นได้ว่ามันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ. ปัญหามันจะเกิดขึ้นในข้อที่ว่า มีความถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง อย่างไร ต่างหาก. เดี๋ยวนี้เราก็มองเห็นกันว่า เศรษฐกิจนั้นมันมีความมุ่งหมายที่จะใช้ เป็นอุบาย สำหรับครอบงำผู้อื่น ด้วยเจตนาจะเอาเปรียบเป็นต้น. ถ้าอย่างนี้ แล้วมันไม่ใช่ธรรม, ไม่ใช่ธรรมะเสียแล้ว เพราะไม่มีความถูกต้อง. เราจึง ต้องมอง ความหมายของคำว่าเศรษฐกิจในทางที่ถูกต้องตามทางธรรม มันเป็น
น.89 ธรรมในฐานะเป็นระบบเศรษฐกิจ ๕๓ หน้าที่ ที่ต้องทำเพื่อสันติสุข ; สิ่งนั้นเรียกได้ว่าเป็นศีลธรรม หรือเป็นธรรม ในฐานะที่เป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นเอง. ความหมายของคำว่า เศรษฐกิจ มาตรงกับความหมายของคำว่า ธรรม ตรงที่ว่า เป็นการทำให้เกิด ประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. พระเจ้าเป็นยอดนักเศรษฐกิจ. คำว่า เศรษฐกิจ ควรจะจำกัดความลงไปได้ว่า การทำของน้อยค่า ให้มากค่า หรือ ถึงกับทำความไม่มีอะไรให้เกิดมีอะไรขึ้นมา . ถ้ามองกันในแง่นี้ แล้วพอจะเห็นได้ว่า พระเจ้านั่นแหละเป็นยอดของนักเศรษฐกิจ; เพราะว่า พระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาจากความไม่มีอะไร. ใคร ๆ ก็รู้ว่าก่อนนี้มันไม่มี อะไร แล้วมันค่อยมีอะไร ด้วยอำนาจของใคร ? ด้วยอำนาจของพระเจ้า, ในนาม ของพระเจ้า, ซึ่งพุทธบริษัทถือว่า กฎของธรรมชาตินั่นเองเป็นพระเจ้า ; เพราะว่าสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง กฎของธรรมชาติมีอยู่ก่อนธรรมชาติที่ปรากฏ ธรรมชาติต่าง ๆ เกิดขึ้น ปรากฏขึ้นด้วยอำนาจของกฎธรรมชาติ; เราจึงถือว่า กฎของธรรมชาติมีอยู่ก่อนสิ่งใด เช่นเดียวกับที่เขาถือกันว่าพระเจ้ามีอยู่ก่อนสิ่งใด. พระเจ้าสร้างทุกสิ่งขึ้นมาจากความไม่มีอะไร, ลงทุนด้วยความไม่มีอะไร, แล้วก็ได้มาทุกสิ่งทุกอย่าง. อย่างนี้เราจะไม่เรียกว่าพระเจ้าเป็นยอดของนัก เศรษฐกิจได้อย่างไรกัน ? กฎของธรรมชาติคือพระเจ้า เป็นยอดสุดของ นักเศรษฐกิจ ; ถ้าพูดอย่างบุคคลก็เป็นยอดนักเศรษฐกิจ. ธรรมะนี้ก็เหมือน กัน ทำของมีค่าน้อยให้มีค่ามาก.
น.90 เช่น ร่างกายนี้เป็นของเน่าเหม็นปฏิกูลด้วยซ้ำไปและมีค่าน้อย ; แต่ ธรรมะจะทำให้ร่างกายนี้มีค่ามาก ถึงกับให้มีการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. หลักธรรมะทั้งหลาย ก็คือการทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ให้มีประโยชน์, หรือจะถึง กับทำสิ่งที่เป็นโทษให้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไป. ให้มันมีผลมีกำไรกี่มากน้อย ท่านก็ลองคิดดู. ระบบของธรรมะทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้กลายเป็นของมี ประโยชน์ขึ้นมา, หรือทำสิ่งที่เป็นโทษให้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ดังนั้น การดำเนินเศรษฐกิจในลักษณะนี้อย่างถูกต้องก็คือ การ ประพฤติธรรม, หรือ การประพฤติธรรมในกรณีนี้ก็คือ การดำเนินเศรษฐกิจอย่าง ถูกต้อง. เจตนารมณ์ของธรรมะก็คือเจตนารมณ์ของเศรษฐกิจ; เพราะ มุ่งหมายจะทำสิ่งที่มีค่าน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามาก, มีค่าสูงสุด หรือถึงกับทำ สิ่งที่ไม่มีค่าเลยให้มีค่าขึ้นมาได้, หรือถึงกับทำสิ่งที่เป็นโทษให้กลายเป็นสิ่งที่มี ประโยชน์. นี่คือ เจตนารมณ์ของธรรมะ ซึ่งควรจะเป็น เจตนารมณ์ของสิ่งที่ เรียกว่าเศรษฐกิจ. ธรรมชาติเป็นยอดนักเศรษฐกิจ. อาตมาอยากจะกล่าวว่า ธรรมชาติเป็นยอดนักเศรษฐกิจ. ท่านจง เหลือบมองดูธรรมชาติทั่วไป มันปรุงแต่งกันอย่างนั้น ปรุงแต่งกันอย่างนี้ จนมี วิวัฒนาการงอกงาม เป็นผลเป็นกำไร, ไม่เคยมีโลกมนุษย์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ อะไร ก็ทำให้มีขึ้นมาได้. มีกฎของธรรมชาตินั่นแหละ เป็นกฎของเศรษฐกิจ.
น.91 ธรรมในฐานะเป็นระบบเศรษฐกิจ ๕๕ ธรรมชาติมีกฎที่เป็นวิวัฒนาการ, ทำให้สิ่งต่าง ๆ มีวิวัฒนาการเหมือน กับมีวิวัฒนาการในกระแสแห่งธรรมชาตินั้นเป็นกำไรเรื่อย ๆ ขึ้นมา. นี้เรียกว่า ธรรมชาติเป็นยอดนักเศรษฐกิจอยู่ในตัวซึ่งเราควรจะมองดูให้เข้าใจ แล้วก็ถือเอา เป็นตัวอย่าง : มีกฎของธรรมชาติเป็นกฎของเศรษฐกิจ, แล้วก็มีวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นกำไรเรื่อยมา. เดี๋ยวนี้ มนุษย์นี่แหละมันเป็นมารร้าย ที่ทำลายเศรษฐกิจของพระเจ้า, หรือเศรษฐกิจของธรรมชาติ. พระเจ้าธรรมชาติสร้างอะไรมา, สร้างอะไรขึ้น ในลักษณะที่เป็นเศรษฐกิจที่ดี คือมีวิวัฒนาการอันงอกงาม ; แล้วมนุษย์ก็คือ มารร้ายทำลายสิ่งเหล่านั้นอยู่เรื่อยๆ และรุนแรงยิ่งขึ้น ในยุคสมัยที่มนุษย์เป็น วัตถุนิยม. ลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า ธรรมชาติได้ให้ทรัพยากรสำหรับ เศรษฐกิจของมนุษย์อยู่เต็มโลก ในโลกนี้มีทรัพยากรอะไรบ้างเรานับไม่ไหว ; นี้ธรรมชาติให้มาสำหรับวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของมนุษย์. มนุษย์ก็ทำลาย มันเสียอย่างสัตว์อกตัญญู, ไม่รู้จักขอบใจธรรมชาติ. มนุษย์ทำลายป่าไม้ซึ่ง ธรรมชาติให้มาสำหรับเป็นทุนหรือเป็นเดิมพัน สำหรับพัฒนาให้เกิดประโยชน์ อย่างสูงสุดแก่มนุษย์นั่นเอง ; มนุษย์ก็ยังทำลายมันได้ลงคอ. ป่าไม้เป็นของโปรดปรานของพระพุทธเจ้า พระองค์ประสูติใต้ ต้นไม้ ตรัสรู้ใต้ต้นไม้ นิพพานอยู่ใต้ต้นไม้ ถือเอาต้นไม้เป็นที่บำเพ็ญเพียร เป็นของโปรดปรานของพระพุทธองค์อย่างสูงสุด. การทำลายของโปรดปราน
น.92 แห่งพระพุทธองค์อย่างสูงสุดเช่นนี้ มันเป็นการเหยียบย่ำจิตใจของพุทธบริษัท มากเกินไป; นี้เป็นบาปหรือเป็นบุญก็ไปคิดเอาเอง. สัตว์อกตัญญูจะต้องวินาศ เหมือนกับเนื้อสมันอกตัญญู ในนิทานสอนเด็ก. ผู้ใหญ่อายุรุ่นอาตมา คงได้อ่านหนังสือ นิทานสุภาษิตสอนเด็ก กล่าวถึง เนื้อสมันตัวหนึ่ง เห็นนายพรานเดินมาแต่ไกล ก็วิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในสุมทุม พุ่มไม้แห่งหนึ่ง. นายพรานไม่เห็นเดินผ่านไป มันก็รอดชีวิตได้ ; แล้วมันก็ ชะล่าใจกัดกินใบไม้ของสุมทุมพุ่มนั้นจนหมด. พอนายพรานกลับมาก็เห็น แล้ว ก็ยิงตาย ; สมน้ำหน้าสัตว์อกตัญญู. การทำลายธรรมชาติเป็นการทำลายความเป็นมนุษย์. ธรรมชาติได้ให้ทรัพยากร ได้ให้เครื่องคุ้มครองป้องกันอะไรแก่ มนุษย์อย่างครบถ้วน ; มนุษย์ก็ยังทำลายสิ่งเหล่านั้นได้ลงคอ. มนุษย์ทำลาย ธรรมชาติเพื่อผลอะไร ? ลองคิดดู. ถ้ามองดูจะเห็นเป็น ข้อแรก ที่สุดก็คือ เพื่อส่งเสริมความไม่มี ศีลธรรมของตนเอง. มนุษย์ทำลายธรรมชาติไปในทางที่ส่งเสริมกิเลส ; เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเหยื่อของกิเลส เกินความจำเป็นที่มนุษย์ควรจะมี, ไม่สำนึก ถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น ที่พระเจ้าหรือธรรมชาติมอบให้มาก็เลยทำลายเสีย ; นับว่าเป็นการทำลายสิ่งซึ่งมีอยู่สำหรับตน, ที่ตนควรจะพัฒนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็
น.93 ธรรมะ ในฐานะระบบเศรษฐกิจ ๕๗ ทำลายเสีย. อย่างนี้เรียกว่าส่งเสริมความไม่มีศีลธรรมของตนเอง ; นั่นคือ ทำลายเสียซึ่งเศรษฐกิจ ทั้งทางวัตถุ และทางวิญญาณ. การทำให้ทรัพยากรเสียหายไปในส่วนวัตถุ ทำให้จิตใจตกต่ำลงไปใน ส่วนวิญญาณ ; นั่นแหละคือการทำลายความเป็นมนุษย์ให้หมดมนุษยธรรม. นั่นมันเป็นเศรษฐกิจหรือไม่ก็ลองคิดดู. มันทำให้วินาศขาดทุน มันจะเป็น เศรษฐกิจขึ้นมาได้อย่างไร ? ดังนั้น เศรษฐกิจที่ปราศจากธรรม ไม่เป็นธรรม ; นั่นคือ สิ่งทำลายโลก เป็นเศรษฐกิจอยู่ชนิดหนึ่งประเภทหนึ่ง ซึ่งทำลายโลก, สร้างวิกฤตการณ์อันยืดยาว และนำไปสู่ความวินาศในที่สุด. เศรษฐกิจชนิดนี้ ทำให้เฟ้อไปด้วยวัตถุ, แล้วก็หมดสิ้นไปแห่งค่าของความเป็นมนุษย์ ในทางนาม ธรรม. ขอให้คิดดูถึงความเป็นมนุษย์ในทางนามธรรม ที่เราทำลายเสียด้วย ความเฟ้อทางวัตถุ. อาตมาอยากจะระบุว่าการที่ให้เพศหญิงหรือเพศมารดาต้อง ไปทำงานเหมือนกับเพศชายนั้น คือเศรษฐกิจชนิดบ้าหลังของพวกปีศาจ. เมื่อ มารดาต้องไปทำงานอย่างบิดา เด็ก ๆ ก็ไม่มีใครดูแล. เด็ก ๆ จะสูญเสียความ เป็นมนุษย์ มนุษย์จะมีความเป็นมนุษย์น้อยลง; เพราะไม่มีใครกล่อมเกลา วิญญาณของเด็ก ๆ เพราะ มารดาต้องไปทำงานเสียอย่างบิดา, ผลงานที่ได้มา นั้นก็ไม่คุ้มกับผลเสีย ที่เด็กๆ ของเราไม่ได้รับการอบรมที่ถูกต้อง. นี้เป็น การเสียหายมากเกินค่าของผลงานเป็นเงินเป็นทอง, ที่ว่ามารดาจะต้องออกไป ทำงานอีกสักแรงหนึ่ง; นี่มันเป็นลัทธิเศรษฐกิจที่มองกันแต่ในทางวัตถุ อย่างเดียว.
น.94 เศรษฐกิจของลัทธินายทุนนั้น เพ่งผลแต่ในทางวัตถุอย่างเดียว, มองเห็นแต่วัตถุอย่างเดียว, บูชาวัตถุอย่างเดียว. ทำไมไม่ดูให้ดี ว่านั่นแหละคือ dialectic materialism. ทำไมไม่มองในด้านจิตด้านวิญญาณ ? เมื่อถือวัตถุเป็น ใหญ่แล้ว มีความเฟ้อทางวัตถุแล้ว ยิ่งทำไปก็ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตน แล้วในที่สุด เราจะอยู่กันอย่างไร ? อาตมาขอให้ลองคิดดู. มนุษย์ทำลายเศรษฐกิจของพระเจ้า ของธรรมชาติทั้งทางวัตถุและ ทางจิตใจ. ทำลายทางวัตถุ เช่น ทำลายป่าไม้; ข้อที่พูดว่า ตัดต้นไม้ ๑ ต้น แล้วปลูกใหม่ทดแทน ๑๐ ตัน. นี่มันมีแต่ตัวหนังสือ, เท่าที่สังเกตเห็นอยู่มันมี แต่ตัวหนังสือ. แล้วป่าไม้ก็ถูกทำลายไป ๆ สำหรับการอบรมจิตใจให้สูงอย่าง มนุษย์นั้นไปถือกันเสียว่ามันเสียเวลา, มันทำให้เสียเศรษฐกิจทางวัตถุของเขา เพราะเขาเห็นแก่วัตถุ ไม่เห็นแก่จิตใจ, เขาเกลียดชังการอบรมจิตใจว่าเป็นการ ทำให้เสียเศรษฐกิจทางวัตถุ. นั่นคือการทำลาย ความเป็นมนุษย์ อันมีค่าสูงสุด ให้หมดไป; แล้วมานับถือวัตถุเป็นผลที่ได้; เอามาเปรียบเทียบกันดู มัน เปรียบกันไม่ได้. ขอให้คิดดูให้ดีเถิดว่า การที่ทำลายค่าทางจิตใจแล้วไปเห็นแก่ค่าทาง วัตถุนี้ มันเป็นระบบเศรษฐกิจอะไรกัน ? ระบบเศรษฐกิจของอะไร ? ของอวิชชา หรือว่าของวิชชา ของเทวดา หรือว่าของภูตผีปีศาจ ? การเอาส่วนเกินที่ผิดหลักเศรษฐกิจของธรรมชาติ. กฎทางเศรษฐกิจ ที่เราจะถอดออกมาได้จากพระเจ้าหรือกฎของ ธรรมชาตินั้นมีอยู่ อาจจะถอดออกมาได้เป็นรูปแบบอันหนึ่งว่า ไม่มีการเอา
น.95 ส่วนเกินด้วยการเห็นแก่ตัว. การเอาส่วนเกินเป็นการผิดกฎของธรรมชาติ, ผิดหลักเศรษฐกิจของธรรมชาติ. ข้าราชการชั้นผู้น้อยเงินเดือนไม่พอใช้นี้ มัน เกิดจากการเป็นอยู่ด้วยส่วนเกิน ; มันผิดกฎเศรษฐกิจของธรรมชาติ หรือของ พระเจ้า. พอหยุดส่วนเกินที่เห็น ๆ กันอยู่นั้นเสีย ก็จะไม่มีอะไรที่จะทำให้เสีย เศรษฐกิจ. ถ้าเราหยุดส่วนเกินกันเสีย ประเทศไทยนี้จะไม่มีการขาดทุน เศรษฐกิจแก่ประเทศไหนอีกต่อไป ; เพราะว่าส่วนที่มันใช้จ่ายไปเพื่อส่วนเกิน นั้นมันมีมาก. คำว่า "เกิน" นี้หมายถึงเอามากินมาใช้กันอย่างเกิน ; แต่ถ้าใน ฝ่ายผลิตฝ่ายสร้างสรรค์ขึ้นมา เราจะไม่ถือว่ามีส่วนเกิน. เราจะผลิตให้มากที่สุด เต็มความสามารถที่จะผลิตได้. ครั้นได้มาแล้วไม่กินเกิน, ไม่ใช้เกิน, ให้มัน เหลืออยู่มาก ๆ; แล้วเอาส่วนที่เหลือนี้ไปช่วยผู้อื่น, หรือไปพัฒนาโลกเป็น ส่วนรวม. นี่แหละคือหลักเศรษฐกิจของพระเจ้าหรือของธรรมชาติ ที่เป็น กฎอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะสร้างสรรค์ให้เกิดสันติภาพแก่มนุษย์ ไม่มีการเอาส่วนเกิน ; มันก็ถูกเศรษฐกิจของพระเจ้า ของธรรมชาติ. ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าโดยธรรมชาติ แล้ว ไม่มีอะไรที่เอาส่วนเกิน ทำให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสบาย. มนุษย์ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีโอกาสที่จะเอาส่วนเกิน ; ไม่มียุ้ง มีฉางที่จะใส่ส่วนเกิน. สัตว์เดรัจฉานไม่มียุ้งไม่มีฉาง ก็ไม่เอาส่วนเกิน. ต้นไม้ ต้นไร่ก็กินอาหารเท่าที่จำกัดหรือจำเป็น, มันไม่เอาส่วนเกิน. หญ้าบอนก็ไม่เอา ส่วนเกิน; ดังนั้น มันจึงอยู่ด้วยกันได้ มันจึงเฉลี่ยกันอยู่ได้ ทำให้เกิด สันติภาพ.
น.96 ถ้าเราไม่ทำผิดเศรษฐกิจ ในข้อนี้ คือ แต่ละคนไม่เอาส่วนเกินแล้ว ก็จะไม่เกิดกิเลสที่เห็นแก่ตัว. คนมั่งมีกับคนยากจนจะอยู่กันได้, คนโง่กับคน ฉลาดก็อยู่ร่วมกันได้, คนแข็งแรงกับอ่อนแอก็อยู่ร่วมกันได้, เหมือนที่เราจะเห็น ได้ว่า ในป่าดงต้นไม้ใหญ่สูง ก็อยู่ร่วมกันได้กับต้นไม้ที่เล็กลงมา; กระทั่ง เถาวัลย์ กระทั่งหญ้าบอนกระทั่งตะไคร่, แม้ที่สุดตะไคร่น้ำมันก็อยู่รวมกันได้ ; เพราะมันไม่รุกล้ำกันในเรื่องเศรษฐกิจคือส่วนเกิน, มันทำให้มีอะไร ๆ มากขึ้น ๆ. ถ้ามนุษย์อันธพาลไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว วิวัฒนาการเหล่านั้นก็ยังจะ คงอยู่ คือ ในป่าก็ยังจะเต็มไปด้วยป่าไม้ที่อยู่กันได้ตั้งแต่ไม้สูงสุดจนถึงตะไคร่น้ำ, ในทะเลมันก็จะมีปลาเต็มทะเลเหมือนสมัยก่อน, เหมือนสมัยปู่ย่าตายาย; มัน เพ็งจะหมดไปในเมื่อมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง. ในป่าก็ยังมีเสือมีกวาง, มีสัตว์อื่น ๆ เต็มไปหมด มันอยู่กันได้โดยไม่มีอะไรสูญพันธุ์. เดี๋ยวนี้มันเพิ่งสูญพันธุ์เมื่อ มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง นี่แหละคือการที่มนุษย์ผู้มีเศรษฐกิจมากด้วยกิเลส; มุ่งหมายแต่ เรื่องส่วนเกิน จนเสียหลักเศรษฐกิจของพระเจ้า หรือของธรรมชาติ จึงถูก พระเจ้าหรือธรรมชาติลงโทษให้มีวิกฤตการณ์เดือดร้อนระส่ำระสาย อยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรที่วิวัฒนาการไปในทางดี; มีแต่วิวัฒนาการไปในทางยุ่งเหยิงระส่ำ ระสาย ; ยิ่งเจริญยิ่งมีปัญหา, ยิ่งอยู่กันด้วยความทนทรมาน. พระพุทธเจ้ามีหลักเศรษฐกิจ คือ อุโบสถศีล. หลักเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้าโดยตรง ที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือ อุโบสถศีล ถ้าบุคคลถืออุโบสถศีล ไม่มีการเอาส่วนเกิน : -
น.97 ศีลข้อกาเม ฯ เปลี่ยนเป็น อพรหม ฯ; ก็หมายความว่า กิจกรรม ทางเพศนั้นไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน เว้นเสียบางวัน เว้นเสียให้มากก็ยังได้. ศีลอุโบสถองค์ที่ ๖ นั้น ไม่กินอาหารส่วนเกิน โดยเวลา ด้วย คุณลักษณะ โดยวิธี อะไรก็ตามอย่าให้มันเกิน. ศีลข้อ ๗ อย่าบำรุงบำเรอร่างกายด้วยส่วนเกิน : ฟ้อนรำขับร้อง ประโคมดีดสีตีเป่า ประดับประดา ลูบทาตกแต่ง นี้มันเกิน. ศีลข้อ ๘ อย่ามีเครื่องใช้ไม้สอยให้มันเกิน : บ้านเรือนก็อย่าให้ มันเกิน ให้มันอยู่แต่ที่พอดี ๆ. นี้คือ หลักเศรษฐกิจในอุโบสถศีล ที่จะช่วยบุคคลไม่ต้องเดือดร้อน ด้วยเศรษฐกิจ. แต่คนก็เห็นว่าเป็นของครึไป ไม่มีใครสนใจ; เพียงแต่ ประเทศไทยถืออุโบสถศีลกันบ้างเท่านั้น ก็จะไม่มีการขาดดุลย์การค้ากับประเทศ อื่นอีกต่อไป. นี่แหละ ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูเถอะ ว่า ธรรมะในฐานะเป็น ระบบเศรษฐกิจนั้นมันเป็นอย่างไร ? มันเป็นจริงหรือไม่ ? ถ้าหมายถึงเศรษฐกิจ ที่ประกอบด้วยธรรม ที่จะสร้างสันติสุขให้แก่บุคคลแต่ละคน จะสร้างสันติภาพ ให้แก่โลกทั้งโลกเป็นส่วนรวมแล้ว ธรรมะเป็นระบบเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เป็น ระบบเศรษฐกิจของพระเจ้าหรือของธรรมชาติ.
น.98 ใครจะเรียกว่าพระเจ้าอย่างบุคคลก็ได้ มีความหมายอย่างเดียวกับกฎ ของธรรมชาติที่จะสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมา, และควบคุมสิ่งทั้งปวงให้อยู่, ให้เป็นไป ในลักษณะที่วิวัฒนาการ, โดยถือเอามนุษย์โลกนี่แหละเป็นหลัก ว่าทีแรกมันไม่มี อะไร แล้วก็มีขึ้นมา ๆ จนมากมายเต็มไปอย่างน่าชื่นใจ. แล้วมนุษย์อัน ธพาล สมัยนี้ก็ทำลายล้างสิ่งเหล่านั้นให้หมดไป ; โดยไม่มีระบบเศรษฐกิจอย่างของ พระเจ้าหรือของธรรมชาติ. ขอให้พิจารณาดูกันเสียใหม่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ระบบเศรษฐกิจที่เป็น ธรรมะ หรือเนื่องอยู่กับธรรมะเท่านั้น ที่ จะช่วยให้โลกนี้อยู่กันเป็นผาสุก ให้อยู่กันได้เป็นผาสุกทั้งที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ; เหมือนกับว่าต้นไม้สูงสุดก็อยู่ กันได้กับ ตะไคร่น้ำ อย่างนี้เป็นต้น. เวลาที่กำหนดให้หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย เรื่อง “ธรรมะในฐานะเป็น ระบบเศรษฐกิจของพระเจ้า" ไว้ แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa