น.99 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การแสดงปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะในฐานะ ระบบการศึกษา". ขอซ้อมความเข้าใจอย่างเดียวกับครั้งที่แล้ว ๆ มาอีกครั้งหนึ่งว่า อาตมาได้ กล่าวว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวระบบการศึกษา ; ไม่ใช่ว่ามีธรรมะมีอยู่อย่างหนึ่ง แล้ว มีการศึกษาอยู่อีกอย่างหนึ่งแล้วเอามาผนวกเข้าด้วยกัน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า ธรรมะในฐานะ ที่เป็นตัวระบบการศึกษาเสียเอง. การศึกษาเป็นธรรมะคือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ถ้าท่านผู้ฟังยังจำเรื่องธรรมะ ๔ ความหมายได้ ก็ย่อมเข้าใจได้ทันที. ที่ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็น ตัวธรรมชาติ นั้นอย่างหนึ่ง, ธรรมะในฐานะที่เป็น ๖๓
น.100 กฎของธรรมชาติ นั้นอย่างหนึ่ง, ธรรมะในฐานะเป็น หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ นั้นอย่างหนึ่ง, ธรรมะที่เป็น ผลเกิดจากหน้าที่ นั้นอีกอย่างหนึ่ง ; รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน. ทั้ง ๔ อย่างนี้ก็เรียกว่าธรรมะเสมอกัน หน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติก็คือธรรมะ. ทีนี้ การศึกษานั่นแหละเป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ดังนั้น ตัวการศึกษาจึงเป็นตัวธรรมะเสียเอง ; มีสิ่งเดียว จะเรียกชื่อว่า "ธรรมะ" ก็ได้, จะเรียกว่า "การศึกษา" ก็ได้. ธรรมะในฐานะระบบการศึกษา ต้องทำให้ธรรมะกับการศึกษา เป็นสิ่งเดียวกัน ; เช่นเดียวกับที่เคยกล่าวมาแล้วว่าการเมืองก็คือธรรมะ, การ เศรษฐกิจก็คือธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเราประพฤติ ถูกต้องตามความมุ่งหมายอันแท้จริงของสิ่งเหล่านั้นแล้ว มันก็กลายเป็นธรรมะไป หมด ; ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมืองหรือเรื่องเศรษฐกิจ ; แม้แต่เรื่องของสงคราม ถ้าทำอย่างถูกต้องตามเหตุผล มันก็กลายเป็นศีลธรรมไปดังนี้. การศึกษาโดยกฎธรรมชาติต้องมีทางศาสนาด้วย. ทีนี้ "การศึกษา" เป็นอย่างไร ? ในปัจจุบันเราควรจะรู้ให้ลึกลงไป ว่า การศึกษานั้นโดยเหตุผลทางธรรมชาติ หรือโดยกฎของธรรมชาติแล้ว ต้อง มีอยู่อย่างน้อย ๓ ระบบ : -
น.101 การศึกษาระบบที่ ๑ ทำให้คนรู้หนังสือ มีความเฉลียวฉลาด ; อย่างที่เรียกกันว่า "พุทธิศึกษา" อะไรทำนองนั้น. การศึกษาระบบที่ ๒ ก็คือ ทำให้มีอาชีพ, ให้รู้อาชีพรวมหัตถศึกษา พลศึกษา อะไรอยู่ในความหมายนี้. การศึกษาระบบที่ ๓ นั้น คือ เรื่องทางจิตทางวิญญาณ ; เพื่อให้ คนนั้นที่มันรู้หนังสือดีแล้วนั้น เป็นมนุษย์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ก็คือมีธรรมะ นั่นเอง. การศึกษาระบบที่ ๓ นี่เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ทางธรรมะ ทาง ศีลธรรม แล้วแต่จะเรียก. ฉะนั้น การศึกษาระบบที่ ๓ ก็คือตัวธรรมะ ; แต่ว่าในโรงเรียน, ในการจัดการศึกษาในโลกปัจจุบันนี้ เขาตัดออกไปเสีย ยังเหลืออยู่แต่เพียง ๒ ระบบ คือทำให้รู้หนังสือ เฉลียวฉลาด, และให้รู้อาชีพ. เรื่องจิตเรื่อง วิญญาณคือ เรื่องทางธรรม หรือ ทางศาสนา นั้นเขา เพิ่งตัดออกไปเสีย โดย สิ้นเชิงเมื่อเร็วๆ นี้. ประเทศที่นำหน้าเขาตัดก่อน ; ประเทศที่ตามก้นก็ตัด ตามหลัง, จนในระบบการศึกษามีเหลืออยู่เพียง ๒ อย่าง คือ ให้รู้หนังสือและให้ ฉลาดให้มีอาชีพ ไม่มีเรื่องจิตเรื่องวิญญาณก็คือไม่มีเรื่องธรรมะ. เมื่อไม่มีเรื่องธรรมะนี้ มัน มีปัญหาขึ้นมาทันทีว่าคนเหล่านั้นจะอยู่ ในฐานะอย่างไร ?
น.102 มีหลักมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก่อนพุทธกาลก็ได้ เกี่ยวกับธรรมะที่ทำความ แตกต่างให้แก่มนุษย์ ให้แตกต่างไปจากสัตว์. ขอให้ลองฟังดูให้ดี ใครจะค้าน หลักเกณฑ์ข้อนี้บ้าง ? อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามาญฺญเมตปปสุภิ นรานํ - การหาอาหารกินก็ดี การแสวงความสุขจากการนอนก็ดีการรู้จักขี้ขลาดหนีภัยก็ดี การประกอบกิจกรรมระหว่างเพศก็ดี เหล่านี้มีได้เสมอกันทั้งคนและสัตว์ ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา - ธรรมะเท่านั้นที่จะทำให้เกิดความ ผิดแปลกแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ ถ้าปราศจากธรรมะเสียแล้ว คนก็เสมอกันกับ สัตว์. เพราะเหตุที่ว่ามาแล้ว ว่าเพียงแต่รู้จักกินอาหาร, รู้จักนอน รู้จักหนี ภัย, รู้จักประกอบกิจกรรมทางเพศนี่ มันมีเหมือนกันทั้งคนและสัตว์ ธรรมะ เท่านั้นที่ต้องเพิ่มเข้ามา ให้คนผิดแผกแตกต่างกับสัตว์. ใครค้านข้อนี้บ้าง ? ใครไม่ยอมรับหลักเกณฑ์อันนี้บ้าง ? ก็ลองไปคิดดูเองเถอะ ฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่า คนเราจะต้องมีธรรมะ, เราจะต้องศึกษาธรรมะ มันจึงจะผิดแผกแตกต่างกับสัตว์. ถ้าเราให้เรียนแต่หนังสือ เฉลียวฉลาด รู้จักแต่ประกอบอาชีพ นี่ไม่ มีธรรมะ จึงยังไม่แตกต่างจากสัตว์ ; แม้ว่ามีอะไรที่ว่าเป็นอย่างคน ก็ยังมีความ หมายอย่างเดียวกับสัตว์. ฉะนั้น จะดูกันต่อไปว่า การมีการศึกษาเพียง ๒ ระบบ แรกนั้น มันไม่พอสำหรับความเป็นมนุษย์ ; โลกนี้ไม่มีความเป็นมนุษย์ การ ศึกษาก็เสียเปล่าหรือสูญเปล่า คือไม่สร้างความเป็นมนุษย์ขึ้นมาเพื่อให้มีสันติภาพ ได้.
น.103 จริยศึกษาเราพูดถึงกันแต่ชื่อ มันยังมีไม่พอที่จะสร้างสันติภาพ, ไม่ พอที่จะสร้างสันติสุขส่วนบุคคล, ไม่มีพอที่จะสร้างสันติภาพส่วนสังคม. เรามี จริยศึกษากันแต่สักว่าชื่อ ; มันไปเทียบกันไม่ได้กับการศึกษาให้รู้หนังสือ, และ ให้ประกอบอาชีพ. ดังนั้น ในการศึกษาจึงยังไม่ได้ผล ตามความมุ่งหมายของ การศึกษาที่แท้จริงคือ ต้องครบทั้ง ๓ ระบบ. การศึกษาที่ ไม่สมบูรณ์จะแก้ปัญหาไม่ได้หลายประการ. การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์นี้ มันก็ไม่ให้ผลเต็มที่; เพราะฉะนั้น จึงยัง มีการสูญเปล่าในโลกนี้เกี่ยวกับการศึกษา. มนุษย์ไม่ได้รับประโยชน์จากการ ศึกษาพอ ที่จะสร้างสันติสุขหรือสันติภาพในโลกได้. การศึกษายังสูญเปล่า ในส่วนที่ไม่ทำให้เกิดสิ่งที่จำเป็น ที่จะแก้ไขปัญหาของมนุษย์ ได้. การสูญเปล่านั้น มีตั้ง ๒๐ - ๓๐ รายการ. เราลองมาพิจารณากันดู จะรู้สึกว่าน่าตกใจ. การศึกษาที่ขาดธรรมะหรือศีลธรรมนั้น เป็นการศึกษาสูญ เปล่าเสียเปล่า; ไม่สร้างความเป็นมนุษย์ขึ้นในโลกนี้ได้ ดังเช่น :- ๑. การสูญเปล่าอย่างแรก ก็จะระบุว่า เรามีการศึกษาที่เรียกกันว่า ก้าวหน้า ทั่วทั้งโลกเอาอย่างกันเป็นแถวไปเลย ; แต่แล้วมันก็มี ปัญหาเรื่องยาเสพ ติด. คนที่ผ่านการศึกษามาแล้ว ยังโง่ถึงขนาดที่ไปเสพยาเสพติดบูชายาเสพติด หลงยาเสพติด ; ไม่ใช่แต่พวกฮิปปี้ แม้แต่พวกนักศึกษาในโรงเรียน ในเมือง
น.104 ไทย ในวิทยาลัยกระทั่งในมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ ก็ปรากฏว่าพากันติดยาเสพติด. นี่เป็นการศึกษาสูญเปล่า คือไม่ป้องกัน ไม่ให้คนโง่ถึงกับไปบูชายาเสพติด. ถ้า การศึกษาถูกต้อง เด็กของเราก็ต้องไม่เป็นทาสของยาเสพติด, แล้วก็ไม่เกิด ปัญหาขึ้นมาทั้งโลก ที่ต้องช่วยกันปราบปรามยาเสพติด ๒. การสูญเปล่าข้อถัดมา ก็มี เช่น ปัญหาคอรัปชั่น ยังมีคอรัปชั่น ทั่วไปในโลก ทั้งระดับต่ำ ๆ และคอรัปชั่นระดับชาติ; เพราะการศึกษาไม่มี ธรรมะ. คนยังมีจิตทรามพอที่จะทำคอรัปชั่น. ๓. ยัง มีปัญหาอันธพาลทั่วไป ; โดยเฉพาะอันธพาลทางเพศที่ ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์. แม้ในเมืองใหญ่ ๆ ในมหานครใหญ่ ๆ ของโลก มันก็มีอันธพาลอย่างนี้, ตามถนนหนทางก็ยังมีอันธพาลอย่างนี้ ไม่ต้องพูดถึง ประเทศไทยที่ว่ายังด้อยพัฒนา. ประเทศที่เรียกตัวเองว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มันก็ยังมีอันธพาลอยู่ทั่วไป, ยังมีภัยสังคม เกิดมาจากคนร่ำรวย คนมีอำนาจวาสนา ล้วนแต่ผ่านการศึกษามาแล้ว มันยังไม่พอ มันก็เป็นภัยสังคม ๔. เด็ก ๆ ของเรายังรู้จักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์น้อยไป แม้ ในประเทศที่ไม่มีกษัตริย์ ก็รู้จักชาติหรือศาสนาน้อยเกินไป; เขาจึงต้องการจะ เปลี่ยนชาติจึงเห็นศาสนาเป็นยาเสพติด ไม่มีประโยชน์อะไร, อย่างนี้เป็นต้น. ถ้าการศึกษาสมบูรณ์ ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นแก่เยาวชนในเรื่องที่เกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์.
น.105 ๕. ดูกันง่าย ๆ อีกทีหนึ่งก็ว่า ในสภาผู้แทนมีสมาชิกผู้แทนที่ดุร้าย รวนขว้างปาทำอันตรายกัน, ขว้างกันด้วยอะไรก็มี ในสภาผู้แทนในประเทศที่ว่ามี เกียรติในโลก. ในประเทศไทยก็มีผู้แทนชนิดนี้เหมือนกับขี้เมา ; แล้วก็มีการ เลือกผู้แทนตามสินจ้าง ตามพรรคพวก, ไม่เลือกผู้แทนด้วยจิตใจที่เป็นประชา- ธิปไตย. นี่คือการศึกษาไม่พอ. มันก็ทำความเข้าใจกันไม่ได้. ๖. ระหว่าง นายทุนกับชนกรรมาชีพ คือคนมั่งมีกับคนยากจน ทำ ความเข้าใจกันไม่ได้ จนเกิดความคิดว่าต้องทำลายกันเสียข้างหนึ่ง. นี่แหละมัน เป็นเรื่องโง่เขลาที่สุด. กฎของธรรมชาติบังคับให้มีการแตกต่างกันใน หมู่บุคคล เหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันมากน้อย นี้มันช่วยไม่ได้มันต้องมี. เพราะฉะนั้นเราต้อง ทำให้สิ่งที่มันแตกต่างกันนี้ให้มันอยู่กันได้ เช่นต้นไม้สูงใหญ่อย่างนี้ก็เหมือนกับนายทุน กับตะไคร่ตามโคนต้นไม้ นั้นก็เหมือนกับชนกรรมาชีพ. ทำไมมันอยู่กันได้ ? ถ้าตัดต้นไม้นั้นเสีย ตะไคร่ ตามโคนต้นไม้นั้นก็ถูกแดดเผาตายหมด มันก็อยู่ไม่ได้ มันต้องมีนายทุน สำหรับทำให้กรรมกรมีงานทำ ; แต่แล้ว ต้องมีการศึกษาดี พอที่จะรักใคร่ กันและอยู่กันได้. ตะไคร่หรือเฟิร์นตามโคนต้นไม้นี้ก็ทำให้ดินดี ต้นไม้ใหญ่ก็จะสบาย ต้นไม้ใหญ่ก็บังแดดให้เฟิร์นหรือตะไคร่นั้นได้อยู่สบายกัน. ทีนี้ การศึกษามัน ไม่พอ ที่จะทำให้มนุษย์มองเห็นอย่างนี้ มันก็เกิดลัทธิบ้า ๆ บอ ๆ อะไรกันก็ไม่รู้ ที่ ต่างฝ่ายต่างจะทำลายกัน. นั่นแหละการศึกษามันสูญเปล่า.
น.106 ๗. แม้ที่สุดแต่ เรื่องสิทธิมนุษยชน ที่เป็นเรื่องดี ก็ยังพูดกันไม่รู้เรื่อง ยังทะเลาะวิวาทกัน ด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่จนกระทั่งวันนี้. อ่านหนังสือ พิมพ์ดูก็รู้ว่า การศึกษามันไม่พอ. มนุษย์ยังโง่, ยังไม่รู้จักค่าของสิทธิมนุษยชน แล้วจะไปโทษใคร. ๘. ยัง มีการขูดรีดของผู้ผลิต ได้โอกาสเมื่อไรผู้ผลิตก็ขูดรีด มันมี การขูดรีด จนนายทุนได้โอกาสเมื่อไรนายทุนก็ขูดรีด ไม่มีความซื่อตรงกันใน ระหว่างมนุษย์ตาดำ ๆ ด้วยกัน. เพราะฉะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาหนัก : ไม่มีความซื่อตรงในหมู่สมาชิกที่จะประกอบกิจกรรมอะไรก็ตาม. ๙. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสหกรณ์, เรื่องสหกรณ์นี้เป็นหลักที่ดีสุด ที่จะช่วยมนุษย์ให้ได้ตรงตามหลักของพระพุทธศาสนา ; แต่เราตั้งสหกรณ์ ไม่ได้ เพราะคน มีจิตทราม ; มันพร้อมที่จะคดโกง, จะเป็นสหโกง จะร่วม กันโกงเป็นสหโกง, สหกรณ์มันเลยตั้งไม่ได้ นี่แหละการศึกษามันสูญเปล่าถึง ขนาดที่ไม่สร้างพลเมืองที่มีจิตใจสูงพอที่จะทำสหกรณ์, หรือทำอะไรกันได้ คือมัน ยังไม่สามัคคีกัน. ๑๐. แม้ ในหมู่บ้านนี้ก็ยังไม่สามัคคีกัน ถ้าขยายระดับไปถึงประเทศ มันก็ยังไม่สามัคคีกัน มันยังมีทะเลาะวิวาท เพราะมีจิตใจไม่ประกอบไปด้วยธรรม. การศึกษายังไม่ทำให้คนรู้จักค่าของความสามัคคี จึงขอถือว่านี้เป็นการศึกษาที่ สูญเปล่า.
น.107 ๑๑. ประชาชนยังทำลายทรัพยากรของประเทศชาติ ของธรรมชาติ : ทำลายสัตว์วอดวาย, ทำลายป่าไม้วอดวาย, ทำลายห้วยหนองคลองบึงบ้าง จนใช้ ประโยชน์ไม่ได้ ; ไม่รู้จักรักษาสมบัติสาธารณะ ก็กลายเป็นคนอันธพาลทำลาย ประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนรวม จึงยากจน มีอาชีพที่ด้อยมาก. ๑๒. คนยังไม่ละทิ้งการขี้เกียจทำงาน, เกลียดการงาน, หนักนักก็ ไม่เอาไม่อยากทำงาน ทุกคน นั่นแหละจะพูดได้ว่า เขา ไม่อยากทำงาน ทำงาน โดยความจำเป็นบังคับเท่านั้น. นี่แหละ การศึกษามันไม่พอ; ไม่ทำให้เขารู้จัก แสวงหาความสุขในตัวการงาน. ถ้ามีธรรมพอมีศีลธรรมพอ มันจะรู้สึกเป็นสุข เมื่อทำงาน ไม่ใช่รู้สึกเป็นสุขเมื่อได้เงินมาเพื่อไปซื้อหากามารมณ์ หาสิ่งบำรุง บำเรอจึงจะเป็นสุข นั่นมันเรื่องของกิเลสของภูตผีปีศาจมันไปมีความสุขเมื่อใช้เงิน บำรุงบำเรอเนื้อหนัง. ถ้าเป็นสัตบุรุษในพุทธศาสนา ก็จะรู้สึกเป็นสุขเมื่อได้ทำงาน ; กำลัง ทำงานอยู่ยังไม่ได้เงิน ยังไม่ถึงวันเงินเดือนออก ก็จะเป็นสุขพอใจในการงาน เคารพการงาน เคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ว่า เราเป็นคนดี เราเป็นคน ทำความดีอยู่. มีความสุขในการได้ทำความดี. ถ้าการศึกษามันพอ ก็จะอบรม ให้เด็ก ๆ เป็นอย่างนี้ คือรู้สึกเป็นสุขเมื่อยังเล่าเรียนอยู่ ก็เป็นการงานเหมือนกัน, ไม่ต้องไปกินไปเล่น ไปบำรุงกิเลสที่ไหนจึงจะมีความสุข. ๑๓. เดี๋ยวนี้เรามีสิ่งประเล้าประโลมใจยั่วให้เพลิดเพลินมากเกินไปจน ท่วมการงาน คนทำการงานแต่น้อย แล้ว ก็ไปแสวงหาสิ่งประเล้าประโลมใจ มากเกินไป ; ก็เลยนิยมกันว่าเป็นไปในทางชอบสิ่งประเล้าประโลมใจ. มีจิต
น.108 ทรามชอบจัดงานที่โป๊ งานที่บาป ชอบเรื่องโป. จิตมันทรามถึงขนาดนั้น เพราะการศึกษาไม่พอ. ๑๔. การศึกษาไม่ได้ประกอบด้วยธรรม ทำให้คนเหล่านี้เป็นทาสของ อายตนะ คือเป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ๑๕. กิเลสครอบงำแล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้ก็ไม่เคารพครูบาอาจารย์, ไม่ เคารพบิดามารดา. เด็กเดี๋ยวนี้หายาก แล้วที่จะใช้คำว่า "คุณครู" ; เรียก "ครู" เฉย ๆ บางทีเรียกอ้ายเรียกอีก็มี ไม่รู้สึกว่าบิดามารดาเป็นผู้ให้ชีวิตหรือมีบุญคุณ เขาไม่ได้เคารพ. ๑๖. เด็กสมัยนี้ไม่มีคำว่า "บาป" เด็กสมัยก่อนนั้น พอได้ยินคำว่า "บาป" มันสะดุ้ง, เด็กสมัยนี้พอได้ยินคำว่า "บาป" มันแลบลิ้นหลอก. สมัย อาตมาเป็นเด็ก ๆ ได้ยินคำว่า "บาป" แล้วสะดุ้ง, เด็กสมัยนี้ไม่สะดุ้งเมื่อได้ยินคำว่า "บาป". ถ้าใครบอกว่าบาป มันก็แลบลิ้นหลอก นี้เรียกว่าเด็ก ๆ ก็ไม่เคารพ บิดามารดาครูบาอาจารย์. ๑๗. ผู้สอนศาสนาแต่สมัยโบราณนั้นเป็นพระตามวัด หรือพระจัดการ ศึกษา, แม้มหาวิทยาลัยในเมืองฝรั่ง แต่ก่อนนี้พระจัดทั้งนั้น, พระจัดนั่นเขาจัด เพื่อบูชาคุณของพระเจ้า. เดี๋ยวนี้คนชาวบ้านจัด จัดเพื่อเอาเงินเดือน. เขา จัดการศึกษาเพื่อบูชาพระเจ้านั้นพวกหนึ่ง, พวกหนึ่งจัดการศึกษาเพื่อเอาเงิน เอาเงินเดือนเป็นต้น แล้วมันจะเหมือนกันได้อย่างไร ; เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า
น.109 เป็นเรื่องทำลายศีลธรรม ขจัดศีลธรรมออกไปจากการศึกษาจึงมีความงมงาย ในหมู่คนที่เรียกว่า "มีการศึกษา". ๑๘. ในกรุงเทพฯ นี่เองมันก็ยังมีเรื่องงมงาย ในคราวหนึ่งแตกตื่น เรื่อง "ปีมะ" ใครเกิดปีมะจะต้องตาย วุ่นวายกันใหญ่ทั้งบ้านทั้งเมือง ; มันยังมี ได้ในลักษณะอย่างนี้. การศึกษาไม่พอแล้ว ความคิดมันก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่ กิเลสไม่มีธรรมะแล้วมันก็เห็นแก่กิเลส. ๑๙. เดี๋ยวนี้ เกิดประเพณีสกปรก ขึ้นมา งานศพอย่างนี้สกปรกที่สุด กินเหล้าเมายา ฆ่าสัตว์. งานกฐินก็เพื่อจะเล่นไพ่. งานบวชนาคก็ถือโอกาสที่ จะเมา. นี่เขาสร้างประเพณีสกปรกขึ้นมา เพราะการศึกษามันไม่พอ. ๒๐. ยังมีเสนียดแก่สังคม คือการจัดการหลอกลวง ทรงเจ้าเข้าผี อลัชชีอะไรก็ตาม หลอกลวงคน ; ไม่มีความซื่อตรงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน. ทำอะไรถ้าเป็นเรื่องทางธรรมทางศาสนาก็ไม่มีสาระ มีแต่พิธีรีตองสักแต่ว่าทำ เท่านั้น, หรือทำเกินไปจนไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะฉะนั้น คนจึงเลวลง. ๒๑. มีการลักเล็กขโมยน้อย, กระทั่งถึงการปล้นกันแล้วก็หลงใน ส่วนเกินกินเกิน แต่งเนื้อแต่งตัวเกิน นุ่งห่มเกิน เครื่องใช้ไม้สอยเกิน, อะไร ๆ ก็เกินมันก็มีกิเลสหนา. นี่เรียกว่า "การสูญเปล่าของการศึกษา" เพราะการ ศึกษาไม่เนื่องด้วยธรรม ไม่เอาตัวธรรมมาเป็นระบบของการศึกษา.
น.110 การศึกษาประกอบด้วยธรรมจะแก้ปัญหาได้. การศึกษาที่ประกอบไปด้วยธรรมนี้ จะแก้ปัญหาที่เลวร้ายเหล่านี้ ได้หมด ไม่มาสร้างปัญหาให้แก่มนุษย์ในโลก ด้วยเรื่องยาเสพติด คอรัปชั่น อันธพาล ภัยสังคมอะไรต่าง ๆ นั้นที่กำลังเป็นอยู่. ฉะนั้นขอให้ดูให้ดีว่า “ธรรมะในฐานะที่เป็นระบบการศึกษา" นั่นแหละคือ ของจริงของธรรมชาติ โดยกฎของธรรมชาติแล้ว มันต้องรู้หน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ; ถ้าเรารู้แล้ว เราก็ทำถูกปัญหา ก็ไม่เกิดขึ้น. เดี๋ยวนี้เราทำผิดหมด เพราะเรามีการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์ คือไม่เป็น ธรรมะ ไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ถึงจะจัดอย่างไรมันก็ไม่ได้รับผลดี แม้แต่ หนังสือก็รู้ ไม่ดีไปกว่าเก่า, แม้แต่ อาชีพก็ไม่ได้ทำให้คนเราเป็นสัตบุรุษ ที่ไว้ใจได้ ยิ่งรวยก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งคดโกงกันเป็นการใหญ่. เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาธรรมในความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. ขอทบทวนอีกทีว่า สมัยก่อนโน้น การศึกษานี่แฝดอยู่กับศาสนา ; เพราะว่าพระเป็นผู้จัดการศึกษา ในเอเชียก็ดี ในยุโรปก็ดี ที่ไหนก็ดี พระเป็น ผู้จัดการศึกษา. ในสมัยดึกดำบรรพ์ยังแฝดกันมาเรื่อย ๆ; ต่อมาการศึกษา ตกมาอยู่ในมือของชาวบ้านมากขึ้น ๆ ชาวบ้านก็แยกการศึกษาออกมาจากการ
น.111 ศาสนา ; ที่สุดก็คือแยกศาสนาออกไปเสียจากการศึกษา โดยเห็นว่าเป็นคนละ เรื่องนี่ การแยกศาสนาออกไปเสียจากการศึกษา secularization หรือ secularism นี่น่ะ ขอคัดค้าน, อาตมาขอคัดค้านอย่างเต็มที่; เพราะมันเป็นเรื่องบ้าที่แยก การศึกษาออกจากศาสนา หรือแยกการศาสนาออกไปจากการศึกษา. อาตมา ขอคัดค้านเต็มที่. ขอให้เรากลับไปมี กระทรวงธรรมการ กันใหม่แทนคำว่า "กระทรวง ศึกษาธิการ". คนที่มีอายุหลายสิบปีหน่อยก็จะทราบได้ หรือเคยเห็นมาว่า ก่อนนี้เขามีกระทรวงธรรมการ : ไม่มีกระทรวงศึกษาธิการ. กระทรวงศึกษา- ธิการเพิ่งเปลี่ยนทีหลัง : แต่ก่อนเรียกว่ากระทรวงธรรมการ จัดการศึกษาแฝด กันไปกับการศาสนา และยกเอาการศาสนาเป็นใหญ่จึงให้ชื่อกระทรวงนี้ว่า “กระทรวงธรรมการ". ไปเปิดดูหนังสือเอกสารเก่า ๆ จะพบ "กระทรวงธรรม- การ": ตอนนั้นยังแฝดกันอยู่ ยังเป็นอันเดียวกันอยู่ในระหว่างการศึกษากับ การศาสนา. นี่เราทำผิดหรือทำถูก ; เราเคยถูกแล้ว เรากลับมาผิดหรือไม่ ก็ ลองคิดดู. อาตมาขอยืนยันว่า "ธรรมะในฐานะที่เป็นระบบการศึกษา" นั่นแหละจะช่วยโลกได้ จัดการศึกษาในฐานะเป็นธรรมะ จัดธรรมะให้เป็น การศึกษาเสีย สิ่งเลวร้ายเป็น ๒๐ - ๓๐ ประการอย่างที่กล่าวมาเมื่อตะกี้นี้ มันก็ จะไม่มี.
น.112 ธรรมะทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์. นี่ ขอให้เอาไปพิจารณากันดูเถิด ว่าธรรมะนั้นจำเป็นอย่างไร ? จำเป็น ถึงกับว่า ทำให้มนุษย์ไม่ต้องเป็นสัตว์ ทำมนุษย์ให้แตกต่างจากสัตว์เพราะสิ่ง ๆ เดียว "คือการศึกษา" เพียงแต่ให้เขารู้หนังสือ มีความเฉลียวฉลาด และประกอบ อาชีพเก่งนั้น มันไม่ทำให้พ้นจากความเป็นสัตว์ไปได้ มันจะเห็นแก่ตัวมากขึ้น เพราะไม่มีธรรมะ ก็เบียดเบียนตนเอง, แล้วก็เบียดเบียนผู้อื่น, แล้วจะอยู่กันได้ อย่างไร. โลกนี้มีวิกฤตการณ์อันถาวร ไม่มีสันติภาพก็เพราะว่าการศึกษาสูญ- เปล่า ; มันไม่เป็นการศึกษา คือไม่เป็นธรรมะ อยู่ในตัวระบบการศึกษา คนจึงมีความเห็นแก่ตัว. เมื่อเกิดโลภะ โทสะ โมหะ ก็เบียดเบียนตนเอง, ก็เบียดเบียนผู้อื่น หาความสงบสุขไม่ได้. ไปลองศึกษาดูให้ดี ๆ จะเห็นได้ว่า ทุกหนทุกแห่งทั่วไปในโลกนี้ ก่อนนี้เขาเป็นสุขกันมากกว่านี้, มีมนุษย์ที่เมตตา อารีรักใคร่กันมากกว่านี้ อยู่กันอย่างสบายกว่านี้. เดี๋ยวนี้จัดการศึกษาวิ่ง ก้าวหน้าไปหาอะไร ? ไปหาความพินาศ เพราะให้ศึกษาชนิดที่เปิดโอกาสให้เกิด ความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ ไม่ควบคุมความเห็นแก่ตัว. ขอให้จัดการศึกษาในฐานะที่เป็นธรรมะ จัดธรรมะให้เป็นระบบ การศึกษา แล้วมนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูงอยู่เหนือปัญหาโดยประการ ทั้งปวง, นี่ขอให้พิจารณา. อาตมาขอยืนยันอย่างนี้. หวังว่าท่านทั้งหลายคง จะสนองความต้องการอันนี้ ด้วยการรับไปพิจารณาดู. การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ เป็นการสมควรแก่เวลาแล้วขอยุติไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa