Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๗ — ธรรมะ ในฐานะระบบการดำเนินชีวิต

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๒๒

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.113 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรม ในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะ ในฐานะ ระบบการดำเนินชีวิต," คือกำลังบอกว่า ธรรมะ กับ ระบบการดำเนินชีวิต นั้นคือสิ่งเดียวกัน. เมื่อพูดว่า "การดำเนินชีวิต" ฟังก็ดูเป็นสำนวนคำประพันธ์ : แต่เชื่อว่าคงฟังกันออก, คงเข้า ใจได้ว่าหมายถึงอะไร. เมื่อกล่าวโดยหลักธรรมก็ดี, หรือแม้แต่โดยชีววิทยาก็ดี ชีวิตนี้เป็นสิ่ง ที่ดำเนินเรื่อย หมายถึงเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยไป. เหมือนกับสังขารทั้งหลายอื่นที่มีเหตุมีปัจจัยปรุง แต่งมันก็ดำเนินเรื่อย, ชีวิตมีการดำเนินในตัวมันเอง. ทีนี้เราในฐานะที่เป็นมนุษย์ก็ควบคุม ระบบการดำเนินชีวิตนั้น ให้เป็นไปอย่างถูกต้องกล่าวคือให้มันเป็นการดำเนิน. การดำเนินชีวิตถูกต้อง ต้องประกอบด้วยธรรม. ระยะนี้ยังเป็นระยะปีใหม่อยู่ ขอให้นึกถึงข้อที่ว่าเรามักจะพูดกันว่า ปีใหม่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกรอบหนึ่ง, แล้วก็ส่งความสุขกัน ; หมายความว่า ๗๗

น.114 ปีใหม่เวียนมาครบรอบวงหนึ่งทุก ๆ ปี, มันก็เวียนเป็นวงรอบ ๆ เหมือนเอาเชือก มาขดเป็นวง ๆ แล้วก็รวบไว้เป็นขด, อย่างนี้เรียกว่า มัน ไม่ได้ดำเนินไป แล้วมันมีการขด, มันอยู่นึ่งอย่างนี้ ; จะอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก ให้มาช่วยเท่าไร ก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่าชีวิตมันไม่ได้ดำเนินไป มันเหมือนกับ ขดเชือกล่ามควาย ที่โยนทิ้งอยู่ที่ตรงนี้เป็นขด ๆ, มันมัวแต่ขดเป็นรอบ ๆ. นี้เราจะต้องทำให้มันเป็นการเดินไป ๆ เป็นช่วง ๆ เหมือนกับหลักกิโล- เมตรที่มีอยู่ข้างถนน มันบอกว่ากี่กิโลเมตรแล้ว ๆ มันก็ไปกันเรื่อยไป อย่างนี้ จึงจะได้. เมื่อเป็นไปในลักษณะที่ถูกต้องแล้ว มันก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว มันเอง, แล้วจะช่วยได้ โดยไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหนมาช่วยอีก. ขอให้เราถือเป็นหลักว่า เหมือนกับเราเดินทางพอเรา เหนื่อยเราก็ ต้องหยุดพัก พอหายเหนื่อยเราก็เดินต่อไปอีก, มีลักษณะเป็นการดำเนินชีวิต อย่างนี้. ปีเก่าเราก็เหมือนกับเดินมาเหนื่อยก็หยุดพักส่งท้ายปีเก่า หายเหนื่อย แล้วก็เดินต่อไป. นั่นเป็นเรื่องของปีใหม่ ; นี่คือ การดำเนินชีวิตในความ หมายธรรมดาสามัญ ที่เราพอจะมองเห็นกันได้. อาตมาจะต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนินชีวิตนั้น เป็นตัวธรรมะ อยู่ในตัวการดำเนิน นั่นแล้ว; อย่าแยกออกเป็น ๒ เรื่อง ว่าดำเนินชีวิตแล้ว ก็ทำให้ประกอบไปด้วยธรรม นั่นก็ถูก ถูกอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน ; แต่อาตมา ต้องการมากกว่านั้น คือ ต้องการให้มันเป็นตัวธรรมอยู่ในตัวชีวิตที่กำลัง ดำเนินไปนั้นเอง.

น.115 ขอเตือนให้ระลึกถึงความหมายของคำว่า ธรรมที่มีอยู่หลายความหมาย. ความหมายที่ ๓ หมายถึง หน้าที่ที่สิ่งที่มีชีวิตจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ. ชีวิตมีหน้าที่ ที่จะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎของธรรม- ชาติ; นี่คือปัญหาสำคัญ. เมื่อมีการดำเนินชีวิต ก็หมายความว่ามีการทำ หน้าที่ ให้การดำเนินชีวิตนั้นถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั่นก็เป็นตัวธรรม, เป็นตัวธรรมะอันสูงสุด อันศักดิ์สิทธิ์ อันประเสริฐอยู่ในตัวมันเอง คือเป็นการ ดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางที่ถูกต้อง. ต้องรู้ว่าเราเกิดมาทำไม ? จะไปทางไหน ? เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม ? เมื่อไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม มันก็ไม่รู้ ว่าจะเดินไปทางไหน ? ท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่นี่เคยสนใจบ้างหรือเปล่าว่า เรา เกิดมาทำไม ? ถ้าไม่ได้สนใจ ก็คงจะไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตไปทางไหน, ทิศ ไหน ? มี จุดจบที่สุดกันที่ตรงไหน ? มันน่าสังเกตอยู่สักอย่างหนึ่งว่า ตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลขึ้นไปจนกระทั่ง ถึงมหาวิทยาลัยอันสูงสุดในโลก ก็ไม่เคยพูด, ไม่เคยสอน, ไม่เคยชี้แนะกันถึงข้อ ที่ว่า เกิดมาทำไม ? อาตมาเชื่อว่าเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายที่ทราบเรื่องดี ก็ลอง ช่วยกันสอบสวนดู ว่าตั้งแต่โรงเรียนอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยพูดกันว่า เกิดมาทำไม ? ไม่อยู่ในหลักสูตรที่จะสอนให้รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เด็ก ๆ ของเราก็ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เขาก็เอาแต่ตามใจชอบของเขา ไม่ต้องสนใจว่าจะให้ไปถึง

น.116 วัตถุประสงค์ปลายทางอย่างไร. เดี๋ยวนี้เขาชอบอย่างไร, กิเลสของเขาชอบ อย่างไร, เขาก็ทำอย่างนั้น โดยไม่ต้องศึกษาสอบสวนว่า มันจะผิดหรือมันจะถูก อย่างไร. มีมากคน ทีเดียวเขาไม่ยอมรับรู้ในข้อนี้ ไม่รับรู้ในข้อที่ว่า เราจะ ต้องรู้ว่าเกิดมาทำไม. เขาแก้ตัวว่าฉันไม่ได้มีหลักฐานหรือมีเจตนาที่จะเกิดมา, ฉันไม่รับรู้, ฉันไม่รับผิดชอบในข้อนี้. เพราะฉะนั้น ฉันรู้สึกว่าอร่อยพอใจ อย่างไร ก็ขวนขวายกันอยู่แต่กับสิ่งนั้น ; ก็เลยลงมติว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้. คน ประเภทนี้ตกเป็นทาสของกิเลสเป็นทาสของเนื้อหนัง, วนเวียนอยู่ที่ความเอร็ด- อร่อยสนุกสนานเพลิดเพลินในโลกนี้; เหมือนกับเชือกที่มันขดอยู่เป็นวงรอบ ๆ นอนขดอยู่นั่นเอง. ปีใหม่มันก็ไม่แปลกไปกว่าปีเก่า; เพียงแต่ว่าสนุกสนานอะไรกันให้ มาก มันก็กินให้มาก เล่นให้มากเป็นปีใหม่แล้ว. นี่อยากจะเรียกว่ามันเป็น ชีวิตที่ตายด้าน, ชีวิตที่ขดวงเหมือนกับขดเชือกล่ามควายตามทุ่งนา โยนทิ้งอยู่อย่าง นั้น ; ก็ไปดูที่ว่า มันจะดำเนินอย่างไร ? คนเหล่านี้ ก็ปล่อยให้ชีวิตเป็นไป ตามอำนาจของกิเลส. แม้เป็นนักการเมือง ท่านก็ ไม่รู้จะนำโลกไปไหน ? นักการเมือง ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เขาก็ไม่รู้ว่าจะนำโลกไปไหน ? ในที่สุดก็นำโลกไปตาม ความต้องการของตน, นำโลกไปเพื่อประโยชน์ของตน. มันจะถูกหรือมันจะผิด ไม่รับผิดชอบ ; เอาได้ประโยชน์ของตนเป็นเรื่องถูกต้องก็เรียกว่ามันไม่มีจุดหมาย ปลายทางมันก็วนซ้ำอยู่เหมือนกับขดเชือกอยู่ที่นี่เหมือนกัน.

น.117 โลกนี้ไม่ประสบสันติภาพ ตามความมุ่งหมายของการเมือง ; ก็ เพราะว่านักการเมืองทั้งหลายไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม นั่นเอง. ถ้าเขารู้ว่าเกิดมา ทำไม ? เขาก็คงจะพาโลกนี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง คือสันติภาพอันถาวรของ มนุษย์ได้. เดี๋ยวนี้มันกำลังมีแต่วิกฤตการณ์อันถาวร, วิกฤตการณ์อันซ้ำซาก เหมือนกับขดเชือกนั้นเอง ไม่มีจุดหมายปลายทาง. จุดปลายทางของชีวิต คือภาวะที่หมดปัญหา. ทีนี้เราก็จะมาพูดกันถึงจุดหมายปลายทาง. อะไรเป็นจุดหมายปลาย ทาง ? อาตมาก็จะตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า จุดหมายปลายทาง นั้นก็คือ ภาวะที่ หมดปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังมีเต็มอยู่ในโลกเวลานี้. โลกเวลานี้เป็นปัญหาเป็น วิกฤตการณ์อย่างไร ถ้าวิกฤตการณ์เหล่านั้นหมดไป; นั่นแหละคือจุดหมาย- ปลายทาง เราทำอย่างนี้กันหรือเปล่า ? เราทำเพื่อวัตถุประสงค์อันนี้กันหรือเปล่า ? พูดให้น่าฟังสักหน่อยก็ต้องพูดว่า เรามีสันติภาพทั้งของตนเองและ ของผู้อื่นเป็นจุดหมายปลายทาง. คนทุกคนในโลกนี้มีความเป็นมนุษย์เต็มที่, มีความหมายแห่งความเป็นมนุษย์เต็มที่ คือแปลว่าสัตว์ที่มีจิตใจสูง อยู่เหนือปัญหา, อยู่เหนือความทุกข์ ; ไม่ใช่ว่าเป็นสัตว์ที่จะมาวนเวียนอยู่ที่นี่, มาวนเวียนอยู่ที่ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ เป็นขด ๆ เหมือนกับขดเชือกล่ามควายอยู่นี่ มันก็ไม่ประสบสันติภาพอันถาวร. เพราะเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินั้น

น.118 มีแต่ยุให้เห็นแก่ตัว ; ทุกคนก็เห็นแก่ตัว เพราะทำไปเพื่อประโยชน์ของตัว มันก็รุกล้ำสิทธิของผู้อื่น. นี่ข้อที่ว่าเราเคารพสิทธิมนุษยชนในโลกไม่ได้ ; แม้แต่ร้องตะโกน กันให้เสียงแห้งเสียงแหบ จนคอแตกทำลายไป มันก็ไม่มีการเคารพสิทธิมนุษยชน ในโลกนี้ได้. เพราะว่าเราไปวนอยู่ที่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ ซึ่งเป็น การกระทำให้จิตใจนี้เมามัวเห็นแก่ตัว, เขาก็เลยต้องมีความเห็นแก่ตัว. เมื่อเห็นแก่ตัวมันก็เกิด ความโลภ จะเอามาก ๆ เมื่อมีความเห็นแก่ตัว ไม่ได้อย่างที่ตัวต้องการก็เกิด ความโกรธ , แล้วการที่เป็นอยู่อย่างนี้ก็คือ โมหะ คือความหลงอยู่ในตัวมันเอง. ถ้าเรา ไม่เห็นแก่ตัวก็ต้องเห็นแก่ผู้อื่น มันก็เกิดความรักแบบสากล คือรู้สึกรักเพื่อนมนุษย์ทุกคน ; ว่า ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย ; ไม่มีกู ไม่มีมึง ไม่มีฝ่ายกู ไม่มีฝ่ายมึง, นั่นแหละจุดหมาย ปลายทางของมนุษย์ จะต้องขึ้นไปจนถึงนั่น เขาเรียกกันว่าศาสนาพระศรีอาริย์ ก็ได้. ถ้าเป็นศาสนาพระศรีอาริย์จริง ต้องไม่มีกู ไม่มีมึง ; อย่างที่พระคัมภีร์ กล่าวไว้ว่า ถ้าลงจากบ้านลงไปสู่ท้องถนนก็จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ; เพราะมันดี เหมือนกันหมด, มันเป็นพวกเดียวเหมือนกันหมด. ต่อเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วจึง

น.119 จะค่อยรู้ว่านี่บุตร นั่นภรรยาของเรา สามีของเรา ; มันดีเหมือนกันหมดถึงอย่างนี้. นี่เรียกว่าผลของการที่เราไปถึงจุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์. มัชฌิมาปฏิปทาจะช่วยให้ถึงจุดปลายทาง. ทีนี้ก็จะพูดต่อไป ถึงการที่ จะถึงจุดหมายปลายทางของความเป็น มนุษย์ได้อย่างไร ? เมื่อกล่าวตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือสิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมา- ปฏิปทา- ทางสายกลาง. มัชฌิมาปฏิปทานี้แบ่งแยกออกได้เป็น ๒ ฝ่าย คือ มัชฌิมาปฏิปทาส่วนปัจเจกชน ส่วนบุคคลเป็นคน ๆ ไป, กับ มัชฌิมาปฏิปทา ในส่วนสังคม รวมกันทั้งหมดเป็นหมู่ ๆ. เดี๋ยวนี้เราไม่มีมัชฌิมาปฏิปทา คือมีแต่ขาด มีแต่เกิน, หรือว่ามันเป็น เรื่องขาดเรื่องเกิน มันไม่พอเหมาะพอดีอยู่ที่ตรงกลาง. ว่าที่จริงแล้วมันก็ไม่มี ใครขาดแหละมันมีแต่เกินทั้งนั้น ; ในเรื่องขาดนี่ไม่มีใครชอบ มันจึงไม่มีใคร ขาด, มีแต่คนมุ่งหมายเกิน แล้วก็ทำไปจนเกิน. หรือว่าถ้าจะขาดไป มันก็ เพราะว่าเขาไปตั้งความปรารถนาไว้เกิน คือให้มันมากเกินไป. คนจนคนต่ำต้อยก็พยายามจะทำให้ขึ้นหน้าคนมั่งมี มีลักษณะที่จะขึ้ ตามช้างกันอยู่ทั่วๆไป; อย่างนี้ก็พิจารณาดูว่ามันจะขาด หรือจะเกิน ? ถ้ารู้สึก

น.120 ว่าขาดนั้นก็เพราะว่ามันตั้งความปรารถนาไว้ เกินไป; มันก็ไม่ได้เต็มตามที่ ปรารถนา. แต่ความปรารถนานั้นมันก็เกินไปแม้จะมีความพยายามที่เกิน มันก็ ไม่ได้ตามที่ตัวปรารถนา เดี๋ยวนี้เรามี การกินที่เกิน การนุ่งห่มที่เกิน ที่อยู่อาศัยเครื่องใช้ไม้สอย ที่เกิน มีการประเล้าประโลมตนที่เกิน. เรื่องกินเกิน นี้ ก็เห็นได้กันอยู่ทุกคนแล้ว อาตมาไม่ต้องอธิบาย ; เพราะท่านทั้งหลายจะรู้ดีกว่าอาตมาเสียอีก ว่าเรากำลังกินในลักษณะที่เกิน : ดีเกิน แพงเกิน มากเกิน บ่อยเกิน อะไรก็ล้วนแต่เกิน จะนอนอยู่แล้วก็ ยังจะ กิน. เครื่องนุ่งห่ม นี่ก็ไปยอมเสียแพง ๆ ที่ทำให้มีลวดลายสีสันอย่างนั้น อย่างนี้ ประดับประดาอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งมันก็ต้องแพง เครื่องใช้ไม้สอยเกิน ก็คือต้องให้มันดีที่สุด ที่กิเลสมันต้องการ. ที่ อยู่อาศัยและเครื่องใช้สอย ก็ต้องให้อยู่ในงบประมาณที่ตัวอยากจะมี มีรถยนต์ ๒ คันไม่พอต้อง ๓ คัน ๔ คัน ; รถยนต์ราคาหมื่นไม่ได้ ต้องแสน ; แสนไม่ได้ ต้องล้าน. มีเครื่องประเล้าประโลมใจที่เกิน ต้องมีฟ้อนรำขับร้องดนตรี การ เล่นต่าง ๆ ที่เป็นข้าศึกแก่กุศล. นี่ก็เกินสำหรับทำให้วินาศ. แล้วก็มีลูบทา ประดับประดาตกแต่งซึ่งมันไม่จำเป็นจะต้องทำ; นี่มันอยู่ด้วยการเกิน.

น.121 ถ้าเป็น มัชฌิมาปฏิปทา มันไม่ต้องเกิน, ต้องพอดีพอเหมาะ แล้ว มันจะเกิดเป็นความถูกต้อง ๘ ประการขึ้นมา ที่เรียกกันว่า "อริยมรรคมีองค์แปด" มัชฌิมาปฏิปทาช่วยเปลื้องปัญหาทั้งบุคคลและสังคม. " อริยมรรค มีองค์แปด" คือ ความคิดเห็นถูกต้อง, ความปรารถนาถูก- ต้อง, การพูดจาถูกต้อง, การงานถูกต้อง, การดำรงชีวิตถูกต้อง การพากเพียรถูกต้อง, สติถูกต้อง สมาธิถูกต้อง ; เป็นความถูกต้อง ๘ ประการ, มีองค์แปดประการ ขึ้นมา เป็น หนทางอันเป็นสายกลาง. จะเรียกว่ามี ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้ใน ๘ ประการนั้น ก็ เป็นการทำให้หมดปัญหา : ทางกายวาจา ก็ไม่ผิดพลาด, ทางจิต ก็ไม่มีผิดพลาด, ทางสติปัญญา ความคิด ความนึก ก็ไม่มีความผิดพลาด, เป็นการดำเนินชีวิตชนิดที่ไม่มีปัญหาใด ๆ จะเกิดขึ้น สำหรับทรมานใคร : ไม่ ทรมานตนเอง ไม่ทรมานผู้อื่น อย่างนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทาส่วนบุคคล เป็นการดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง. มัชฌิมาปฏิปทาส่วนสังคม ก็คือ ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา ไม่มีมึง ไม่มีกู มีแต่เรา. อาตมาสังเกตดูพฤกษาชาติในดงทึบมันอยู่กันอย่างไม่มีมึง ไม่มีกู ไม่มี ซ้าย ไม่มีขวา มีแต่เรา; ต้นไม้ขนาดยักษ์อยู่ได้กับพวกตะไคร่ที่โคนต้น และ เฟิร์นเล็ก ๆ ก็ขึ้นงามอยู่ที่โคน. มันไม่เป็นข้าศึกแก่กันทั้ง ๆ ที่มันมีความเหลื่อม ล้ำต่ำสูงกว่ากันเหลือประมาณ ; ในดงทึบนั้น ต้นไม้ใหญ่ก็อยู่กับตะไคร่ หญ้า บอน เฟิร์นที่โคน. ถ้าต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นลงไปแดดก็แผดเผาพวกเฟิร์นหรือ

น.122 ตะไคร่เหล่านั้นแห้งตายหมด, หรือถ้าไม่มีเฟิร์น ไม่มีตะไคร่เหล่านี้ ก็ไม่มีความ ชุ่มชื้นพอ ที่จะให้ต้นไม้ยักษ์นั้นใหญ่โตเติบโตได้. นี่มันอยู่กันพอดีอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่มันมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมาก. ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงนั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องมี มีโดยกฎของธรรมชาติ. นี่ช่วยไม่ได้ มันต้องมี, กฎของกรรมมันก็ต้องมี, ต้องมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง : แต่มัน อยู่กันได้เพราะการมีธรรมะ; มีธรรมะ คือมันประสมประสานกัน มัน อาศัยซึ่งกันและกัน. มนุษย์ก็อยู่โดยมีธรรมะอยู่กันได้ทั้ง ๆ มีความเหลื่อมล้ำต่ำ สูงกว่ากัน. เมื่อทิ้งศาสนามนุษย์ก็เกิดเห็นแก่ตัวคืออุปัทวะต่าง ๆ. ต่อมา มนุษย์ได้ละทิ้งธรรมะ ละทิ้งศาสนา จึงเกิดคนที่เห็นแก่ตน เอาเปรียบคนอื่น, เกิดเป็นคนร่ำรวยแข็งแรง มีอำนาจวาสนาขึ้นมา ; มันกลาย เป็น นายทุนกระดาษซับ คือ ซับเอาประโยชน์ของคนอื่นมาหมดจนแห้ง; เพิ่ง เกิดนายทุนกระดาษซับขึ้นมาในโลกนี้ใหม่ ๆ หยก ๆ เมื่อมนุษย์ละทิ้งศาสนา ละทิ้ง ธรรม, เศรษฐีใจบุญแต่กาลก่อน ก็หายหน้าไปหมด ; ลัทธิชนกรรมาชีพอัน โหดร้าย ที่จะทำลายล้างนายทุนก็เกิดขึ้นมา เพราะว่าได้เกิดนายทุนที่มีขึ้นมาจาก การละทิ้งศีลธรรม ; คนจนก็ต้องละทิ้งศีลธรรมเพื่อทำการต่อสู้. อุปัทวะนี้เพิ่งเกิดเมื่อมนุษย์ละทิ้งศาสนา ละทิ้งธรรมะ; ถ้า มนุษย์ยังมีธรรมะ ยังมีศาสนา ลัทธินี้ไม่อาจจะเกิด.

น.123 ขอให้พิจารณาดูให้ดี นายทุนคิดว่าจะครองโลกมันก็บ้าพอดูอยู่แล้ว ; แต่ถ้ากรรมกรคิดจะครองโลก มันก็คงจะบ้ามากขึ้นไปกว่านั้นอีก. นายทุนครอง โลก ก็คิดจะกอบโกยถึงที่สุด ; กรรมกรครองโลก ก็คิดจะกอบโกยเพื่อตัวเอง, • แล้วก็กลับเป็นนายทุนในที่สุด. ฉะนั้น ธรรมะครองโลกดีกว่า จะมีความถูก- ต้องเหมาะสมทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายนายทุนและทั้งฝ่ายกรรมกร. ความเหลื่อม ล้ำจะไม่มีปัญหาอีกต่อไป คือ นายทุนกับกรรมกรก็จะอยู่กันได้ถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายต่าง รู้ชัดในข้อเท็จจริงที่ว่า มันต้องอาศัยกันและกัน, มีธรรมะเป็นเครื่องทำความ อาศัยซึ่งกันและกัน. ถ้าไม่มีกรรมกร, นายทุนก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีแรงงาน ; ถ้า ไม่มีนายทุน กรรมกรก็ไม่มีงานอะไรจะทำ. มันเป็นการช่วยกันให้ทำตาม ที่ตัวประสงค์ หรือควรประสงค์ได้ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย โดยต้องอาศัยกันและกัน อย่างนี้; มิฉะนั้นก็จะตายทั้ง ๒ ฝ่าย. นี่เรียกว่า เราจะต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้ได้; ให้มันอยู่ กันได้เหมือนกับที่ว่า ในโลกนี้มันต้องมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงตามธรรมชาติ. ใน ทะเลปลาใหญ่ปลาเล็กอยู่ได้ด้วยกัน จนเต็มทะเลเกือบจะไม่มีน้ำ เพิ่งหมดไปเมื่อ มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง. ในป่าในดงมีทั้งเสือและกวางเกลื่อนไปหมด มันเพิ่งหาย ไปเมื่อมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง. ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่ามันจะมีความ เหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างไร มันก็อยู่กันได้ นี่เรียกว่าจะต้องอยู่กันอย่างมีธรรมะ อยู่ กันอย่างเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย.

น.124 เอกลักษณ์ไทย ต้องมีวิธีดำเนินชีวิตตามหลักศาสนา. ในที่สุดนี้ จะขอพูดถึงสิ่งที่พูดกันมากสักสิ่งหนึ่งคือสิ่งที่เรียกว่า "เอก- ลักษณ์ไทย" เอกลักษณ์ไทย นั่นแหละคือ วิถีแห่งการดำเนินชีวิต ที่ถูกต้องตาม หลักแห่งพระศาสนาที่ออกมาเป็นวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ไทย คือการอยู่กัน อย่างเพื่อนมนุษย์, อย่างเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย, นี่คือเอกลักษณ์ไทย. เอกลักษณ์ไทย ไม่ใช่ลายกนกไทย ไม่ใช่เพลงไทย ไม่ใช่ดนตรีไทย ไม่ใช่โขน ไม่ใช่รำไทย หรืออะไรต่าง ๆ ที่เขาชอบเรียกกันว่าเอกลักษณ์ไทย. เอกลักษณ์ไทยต้องเป็นการอยู่กันได้ แม้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างที่ปู่ย่าตา ยายของเราเคยอยู่กันมา. ปู่ย่าตายายของเราไม่ยอมรับว่าเพลงไทย ดนตรีไทย โขน ละคร รำไทยนั้นเป็นเอกลักษณ์ไทย. ท่านกลับจะถือว่า ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา นี้มันคนบ้า, คนที่ทำความฉิบหายมากกว่า. มันต้องอยู่ด้วย จิตใจที่ มีความสะอาด มีความสว่าง มีความสงบ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ที่ เนื้อที่ตัว; นี่แหละคือเอกลักษณ์ไทย. คนไทยยิ้มเสมอ เพราะว่ามีธรรมอยู่ในเนื้อในตัวอยู่ในใจ ดลบัน- ดาลออกมาทางสีหน้า ทำให้คนไทยยิ้มเสมอ. ปู่ย่าตายายที่เป็นคนไทยแท้ มี ความเชื่อตัวเอง, คือเชื่อธรรม; มีการบังคับตัวเอง ให้อยู่ในธรรม มีการเคารพ ตัวเอง เพราะมีธรรมไม่แพ้พวกฝรั่ง. พวกฝรั่งที่เขาเพิ่งมาสู่ตะวันออกใหม่ ๆ เขาคุยโอ่ในเรื่องความเชื่อตัวเอง (self confidence) การบังคับตัวเอง (self control) การเคารพตัวเอง (self respect). คนที่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาสมัยโน้น จบมหาวิทยาลัยกลับมาแล้ว ก็ พูดกันถึงเรื่องความเป็นสุภาพบุรุษ พูดกันแต่ เรื่องการเชื่อตัวเอง เคารพตัว

น.125 เอง บังคับตัวเอง เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยิน. ผู้สูงอายุคงจะจำได้ ว่าเมื่อเราเด็ก ๆ นั้น ได้ยินคำนี้มากเหลือเกิน ; เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยิน. พอฝรั่งเปลี่ยน กลายเป็นตัว อย่างแห่งความไม่มีสิ่งเหล่านั้นคือไม่เชื่อตัวเอง ไม่บังคับตัวเอง ไม่เคารพตัวเอง มาแสดงแต่ความนิยมทางวัตถุ เทคโนโลยีทางวัตถุเราก็ตามก้นเขา. ดังนั้นเราก็ หมดความเป็นไทย หมดเอกลักษณ์ไทย ; ไม่มีอะไรจะเป็นเอกลักษณ์ไทยจริง ๆ เหลืออยู่. นอกจากดนตรีไทยเป็นต้น. อย่างนี้มันไม่ช่วยประเทศชาติได้, มันไม่ช่วยความเป็นไทย ให้มีอยู่อย่างรอดหรือเป็นอิสระได้. ขอให้เราฟื้นเอกลักษณ์ไทยให้กลับมา ให้มีการดำเนินชีวิตที่ ประกอบไปด้วยธรรม, มีธรรม คือการประพฤติกระทำ ให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ; แล้วเราก็จะอยู่กันอย่างเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายกัน ; แม้จะ เหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันอย่างไร ก็ยังอยู่กันได้เหมือนต้นไม้ในดงทึบ. ต้นไม้ขนาด ยักษ์ยังอยู่ ได้กับหญ้าบอนต้นเฟิร์นและตะไคร่ โดยไม่ต้องมีปัญหา. มนุษย์จะเลว กว่าพฤกษาชาติเหล่านี้ ได้อย่างไร. นี่แหละคือ วิถีทางแห่งการดำเนินชีวิต จะไปสู่ จุดๆ หนึ่งที่เรามีสันติ สุขมีสันติภาพอันถาวร ; ไม่มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูง. ไม่มีความผิด พลาดในเรื่องกิน จนเป็นเหตุให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะ เห็นแก่ตัวเกิน. นี่เรียกว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นระบบการดำเนินชีวิต. ขอให้เรามีชีวิตที่เป็นการดำเนิน อย่าให้เป็นเหมือนเชื่อกล่ามควายขดทิ้งอยู่ที่นี่. เวลาสำหรับปาฐกถาธรรมหมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต