น.126 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะ ในฐานะ ระบบการพัฒนามนุษย์". นี่เป็นการแสดงว่ามนุษย์ต้องมีการพัฒนา เพื่อความเป็นมนุษย์ที่ เต็มตามความหมายของคำ ๆ นี้ และ ธรรมะเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์. คำว่า ธรรมะที่จะเป็นเครื่องพัฒนามนุษย์นี้ หมายถึงธรรมะที่เป็นหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ. ทบทวนธรรมะ ๔ ความหมาย เพื่อรู้ค่าของธรรมะ. อาตมาขอรบกวนท่านทั้งหลาย ทบทวนเรื่องธรรมะใน ๔ ความหมาย ไว้เรื่อยๆไปว่า : ธรรมะ ความหมายที่ ๑ คือ ตัวธรรมชาติ. ธรรมะ ความ หมายที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ. ธรรมะ ความหมายที่ ๓ เป็นหน้าที่ตาม ๙๐
น.127 ที่๑ ธรรมะ ในฐานะระบบการพัฒนามนุษย์ กฎธรรมชาติ. ธรรมะ ความหมายที่ ๔ คือ ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ นั้น. ธรรมะในความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรม- ชาตินั่นเอง ที่จะเป็นเครื่องพัฒนามนุษย์. ตั้งแต่โบราณกาลมา ท่านมีเครื่องวัดมนุษย์กันด้วยธรรมะ ดังที่มี คำกล่าวไว้แต่โบราณว่า สัตว์กับคนเสมอกันในการกินอาหาร การหลับนอน การขึ้ ขลาดหนีภัย และการประกอบกิจกรรมระหว่างเพศ. ใน ๔ อย่างนี้ ไม่มีทางที่ คนจะดีไปกว่าสัตว์ได้; ยิ่งทำให้มากสูงขึ้นไป ก็ยิ่งจะเลวกว่าสัตว์ คือ จะลำบาก มากกว่าสัตว์, มีความทุกข์มากกว่าสัตว์. แต่ว่ามีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้คนดีกว่า สัตว์ สิ่งนั้นก็คือ "ธรรมะ" นั่นเอง ดังนั้น เราจึงถือว่า ธรรมะเป็นเครื่อง พัฒนามนุษย์. ตั้งแต่โบราณเขาจัดมนุษย์เป็น ๓ ประเภท. การพัฒนามนุษย์ เพื่อให้มีมนุษยธรรมเต็มที่ จนเป็นมนุษย์ที่เต็มตาม ความหมาย ของความเป็นมนุษย์นั้น อาตมาอยากจะให้มีการเปรียบเทียบกัน ; โดย ถ้อยคำที่ใช้กันมาสำหรับการศึกษามนุษย์. ถ้อยคำ ๓ คำที่ใช้กันอยู่ว่ามนุษย์นี้ เป็นสัตว์เศรษฐกิจ, มนุษย์นี้เป็น สัตว์สังคม, มนุษย์นี้เป็น สัตว์การเมือง, เป็นคำที่พูดกันมาตั้งแต่โบราณกาล. ในความหมายครั้งโบราณนั้น หมายเพียง
น.128 แต่ว่า มนุษย์นี้หลีกไม่พ้นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจการสังคม และการเมือง. ดังนั้นจึงจัดมนุษย์ให้เป็น สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม และสัตว์การเมือง ; เพื่อ ให้สนใจในสิ่งทั้ง ๓ นี้ แล้วประพฤติกระทำกันให้ถูกต้อง. ครั้นมา บัดนี้ มนุษย์ก็เป็นสัตว์การเมือง สัตว์สังคม สัตว์เศรษฐกิจ กันจนเลยเถิด. มันเกิด เป็น ๒ ความหมาย ว่า ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์ สังคม สัตว์การเมือง ในความหมายเก่าบรมโบราณ ครั้งสมัยพวกกรีกคิดค้น ปรัชญาการเมืองนั้นมันความหมายหนึ่ง. ครั้นมาถึง ปัจจุบันนี้มันเป็นอีกความหมายหนึ่ง เป็นความหมายปัจจุบัน คือ เดี๋ยวนี้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ กันจนเลยเถิด จนเป็นอันตราย, เป็นสัตว์สังคม, เป็นสัตว์การเมืองกันจนเลยเถิด และเป็นอันตราย ; ไม่เพียงแต่ว่าสนใจในสิ่ง ทั้ง ๓ นี้ แล้วประพฤติอยู่อย่างถูกต้องและพอดี. ลักษณะความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ. เช่น ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ในสมัยก่อน ก็ช่วยกันทำให้เศรษฐกิจ อยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง ในลักษณะที่มัธยัสถ์ มนุษย์ได้รับประโยชน์จากทรัพยา กรธรรมชาติเป็นต้น มาบัดนี้มันเปลี่ยนรูปจากมัธยัสถ์ มาเป็นคนที่กอบโกยไว้ ให้มาก เพื่อใช้โดยไม่ต้องมัธยัสถ์; เกิดการคุมพวกหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กันยิ่งขึ้นจนกระทั่งว่าคำว่า "เศรษฐกิจของโลก" นั่นน่ะคือสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว
น.129 ธรรรมะ ในฐานะระบบการพัฒนามนุษย์ ๙๓ ที่สุด. เป็นสิ่งที่กวนโลกให้ไม่มีความสงบสุข, นี่คำว่า สัตว์เศรษฐกิจแห่งยุค ปัจจุบัน มีความหมายเป็นอย่างนี้ไปเสีย. ลักษณะความเป็นสัตว์สังคม. คำว่า “สัตว์สังคม" ก็เหมือนกัน ในยุคปัจจุบันนี้ก็หมายถึงการนิยม มาตรฐานใด ๆ ที่นิยมกันทั้งโลก ; ทำให้เกิดเป็นแฟชั่นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา เป็นต้น, มีสถานเริงรมย์ที่ก้าวหน้า ปลูกให้เกิดกิเลสมากจนไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม". ภาพยนตร์ก้าวหน้า จนเพียงแต่ว่าดูโปสเตอร์โฆษณาเท่านั้น มันก็ทำลาย ศีลธรรมของเด็ก ๆ จนหมดสิ้น ; ไม่ต้องไปดูตวจริง เพียงแต่ดูภาพโฆษณา เท่านั้น ก็ทำลายศีลธรรมของเด็ก ๆ หมด. อย่างว่า แฟชั่นทั้งหลาย ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องนั้นเรื่องนี้ดูมันจะเป็นไป เสียทุกเรื่อง อะไรเป็นที่นิยมว่าโก้ ว่าหรู ว่ามีเกียรติเป็นของคนชั้นสูงชั้นดี ก็ นิยมกระทำอย่างที่เป็นแฟชั่นตามที่สังคมนิยมกัน ; จนกระทั่งเด็กวัยรุ่นของเรา, หรือแม้แต่ครูหนุ่มครูสาว ก็สาระวนแต่จะเปิดดูแค้ตตาล็อกกางเกงยีนส์ มากกว่า จะเปิดดูตำรับตำราวิชาศีลธรรมสำหรับสอนเด็ก. สัตว์สังคมมีความหลงใหลในสังคมถึงขนาดนี้แล้วมนุษย์ จะเต็มไปด้วย มนุษยธรรมกันได้อย่างไร ? ขอให้ลองคิดดู
น.130 ลักษณะความเป็นสัตว์การเมือง. มาถึง สัตว์การเมือง ไม่เพียงแต่เราจะสนใจให้การเมืองเป็นไปใน ลักษณะที่สร้างสรรค์สันติภาพ. เดี๋ยวนี้สัตว์การเมืองมันเลยเถิดจนถึงกับว่า ใช้ การเมืองเป็นเครื่องมือกอบโกยประโยชน์ แม้ว่าจะทำได้ดีจนถึงขนาดที่แย่งกัน ผลัดกันครองเมืองได้ด้วยกันทุกพวก มันก็ ทำให้มนุษย์เต็มไปด้วยมนุษยธรรม ไม่ได้. ความหลงใหลในเรื่องของการเมือง มันเลยเถิดไปกว่าระดับที่ควรจะเป็น อย่างนี้ . ทีนี้ ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ก็ดี, ความเป็นสัตว์สังคม ก็ดี, ความเป็น สัตว์การเมือง ก็ดี ; แม้จะวิวัฒนาก้าวหน้าไปอย่างไร ก็ ไม่ทำให้มนุษย์นี้มีความ เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง และเต็มเปี่ยมได้ ; มันยังคงเป็นสัตว์อยู่นั่นเองจึงขอให้ เปรียบเทียบดูว่า ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง ตามความ หมายเก่าโบราณนั้นเป็นอย่างไร. ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ปัจจุบนนี้เป็นอย่างไร. ยิ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง กันตาม ความหมายปัจจุบันนี้แล้ว ยิ่งไม่เป็นมนุษย์, จะยิ่งเป็นสัตว์มากขึ้น ; แล้วจะมี สันติภาพอย่างมนุษย์กันในโลกนี้ได้อย่างไร ? คือ มันจะมีกันหรือยัง ก็ขอให้ลอง คิดดู. สัตว์ทั้ง ๓ จำเป็นต้องมีธรรมะ จึงจะเป็นมนุษย์. อาตมาเห็นว่า เราจะต้องมีคู่ตรงกันข้าม ตรงกันข้ามจากสัตว์ เศรษฐกิจ สัตว์สังคม และสัตว์การเมืองมาเป็น สัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และ
น.131 สัตว์สันติภาพ. ความเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นี้ แม้จะยิ่งมากเท่าใด ยิ่งเข้มข้นเท่าใด ก็ไม่มีการเฟ้อจนถึงกับทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ ; แต่กลับสามารถทำความ เป็นมนุษย์ที่แท้จริง และทำให้สมบูรณ์ได้. ความเป็นสัตว์ศีลธรรม ยิ่งมีศีลธรรมยิ่งมีมากก็ยิ่งดี. ความเป็นสัตว์ ศาสนา ก็ยึดถือศาสนา เกรงกลัวพระเจ้า ตั้งตนอยู่ในทางที่ถูกต้อง ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี. ความเป็นสัตว์สันติภาพ นี้ไม่ต้องพูด ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี. นี่แหละคือ ตัวธรรมะที่ จะใช้ในการพัฒนามนุษย์. ความมีศีลธรรม มีศาสนา จนเป็นสัตว์ศีลธรรมเป็นสัตว์ศาสนา นี่แหละเป็นธรรมะส่วนเหตุ, ประพฤติกันแล้วก็จะได้เกิดผล คือ มีสัตว์สันติภาพ. สันติภาพเป็นธรรมะตัวผล มี ธรรมะทั้งตัวเหตุและตัวผล ก็ทำให้มนุษย์เรามี ความเป็นมนุษย์ ที่ประกอบอยู่ด้วยมนุษยธรรมโดยสมบูรณ์. ทีนี้อยากจะขอให้มองให้เห็นต่อไปอีกว่า โดยที่แท้ในส่วนลึกซึ้งนั้น เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องศีลธรรม เรื่องการเมืองก็เป็นเรื่องศีลธรรม เรื่องสังคม ก็ต้องเป็นเรื่องศีลธรรม. เราประพฤติเศรษฐกิจ ก็มุ่งหมายจะให้มนุษย์ได้รับประโยชน์ อยู่กัน เป็นผาสุก ; ไม่ใช่เพื่อให้เกิดวิธีการสำหรับจะเอาเปรียบกัน. ดังนั้น เศรษฐกิจ ที่ทำไปโดยถูกต้อง มันก็เป็น ศีลธรรมในแขนงหนึ่ง. เรื่องสังคม ก็เหมือนกัน ถ้าประพฤติกระทำไปถูกต้อง สังคมก็จะมีความ สงบสุข. ระบบการประพฤติในสังคมต้องเป็น ศีลธรรมในความหมายหนึ่ง.
น.132 เรื่องการเมือง ก็อย่างเดียวกันอีก ถ้ามีการเมืองที่ถูกต้องตามที่ควรจะ เป็น กล่าวคือ การเมืองที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมแล้ว การเมืองนั้น ๆ ก็เป็นศีล- ธรรม. แม้ที่สุดแต่การทำสงคราม ถ้ากระทำด้วยเหตุผล, กระทำอย่างประกอบ ด้วยธรรม มีสิทธิในการที่จะป้องกันตัวและทำสงคราม, อย่างนี้เป็นต้น. การ ทำสงครามนั้นก็ยังจัดว่าเป็นศีลธรรมได้. แม้จะไม่ใช่เรื่องสูงสุดเพื่อบรรลุมรรคผล นิพพาน มันก็เป็น ศีลธรรมอยู่ในความหมายหนึ่ง ในระบบหนึ่ง. ดังนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคมและเรื่องการเมือง ที่ว่ามันจะไม่เป็นศีลธรรม. ถ้าเราจัดสิ่งทั้ง ๓ นี้เสียให้ถูกต้อง คือ เศรษฐกิจ ถูกต้อง สังคมถูกต้อง การเมืองถูกต้อง มัน ก็จะเกิดสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และ สัตว์สันติภาพขึ้นมาทันที. นี่แหละคือความเต็มของความเป็นมนุษย์ คือ มนุษย์กลายเป็นสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และสัตว์สันติภาพ. ทำตนให้เป็นสัตว์ศีลธรรมเป็นลักษณะเดิมของไทย. ทีนี้ก็จะดูพวกเราชาวไทยโดยเฉพาะจะไม่พูดถึงคนทั้งโลก ว่า การที่ เราจะทำตนให้เป็นสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์สันติภาพ ขึ้นมานี้ เป็นสิ่งที่ น่าพิจารณา ถึงลักษณะเดิมแท้แห่งคนไทยเรา. อาตมาอยากจะพูดเป็นหัวข้อล่วงหน้าก่อนว่า ขอให้เอกลักษณ์ไทย เดิมแท้กลับมาเท่านั้น สิ่งทั้ง ๓ ที่แท้ก็จะกลับมา, จะเกิดขึ้น. เอกลักษณ์
น.133 ไทยที่เดิมที่แท้กลับมาแล้ว แล้วก็จะเกิดสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และสัตว์ สันติภาพ. ขอให้นึกดูให้ดี ๆ ว่า บรรพบุรุษของเราท่านมีเอกลักษณ์ไทยของ ท่านอย่างไร ?. ท่านมีเอกลักษณ์ไทยในข้อที่ว่า มี การเป็นอยู่ในสังคมนี้ด้วย ความรู้สึกว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น" ระบบสังคมของท่าน ก็ตั้งอยู่บนรากฐานที่ว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น" ระบบการเมืองของท่าน ก็ตั้งอยู่บน รากฐานที่ว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" จนเป็น เหตุให้ยิ้มเสมอ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของคนไทยว่า "ยิ้มเสมอ" ; เหมือนกับใน ศาสนาของพระศรีอาริย์. คนมีหน้ายิ้มกันจนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ; เพราะ ว่ามันยิ้มเหมือนกันหมด. ความเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นแหละ ทำให้เป็นรากฐานของความมีศีลธรรม, ความมีระบบสังคมที่น่าชื่นใจ ความมี ระบบการเมืองที่ปลอดภัย. เอกลักษณ์ไทยต้องเชื่อ, เคารพ, บังคับ, ตนเองได้. ถ้าดูไปก็จะพบว่า บรรพบุรุษของเรามีความ เชื่อตัวเอง เคารพตัวเอง บังคับตัวเอง โดยหลักของศีลธรรม. การเป็นอย่างนี้มันครึคระนักหรืออย่างไร ? ซึ่งคนสมัยนี้จะเหมาไปเสียว่ามันครึคระเป็นเต่าล้านปี ทั้งที่ นี่แหละคือ ตัวศีล- ธรรมที่เราจะต้องช่วยกันพยายามให้กลับมา เพื่อเป็นรากฐานของประชาธิป-
น.134 ไตยอันแท้จริง และยืดยาว บรรพบุรุษไทยของเราไม่มีอบายมุข และไม่หลงใหล ในส่วนเกิน ไม่มีปัญหาคอรัปชั่น ไม่มีปัญหายาเสพติด ไม่ต้องมีนายทุนที่ดูดทรัพย์ หรือขูดรีด. ปัญหาคอรัปชั่น ยาเสพติด การดูดทรัพย์ขูดรีดนี้เพิ่งมีเมื่อสัตว์ทั้ง ๓ ได้ทำให้เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง, คือ สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม และสัตว์การเมือง ยุคหลังนี้เองจึงทำให้เกิดอุปัทวะทั้ง ๓ ขึ้น. ถ้าตั้งอยู่ตามระบบเดิม คือ มีความ เป็นสัตว์ศีลธรรม เป็นสัตว์สังคม เป็นสัตว์สันติภาพแล้ว ปัญหาเหล่านี้มีไม่ได้. มันน่าละอายใจที่ว่ายิ่งจัดการศึกษาให้โลกเจริญ; โลกยิ่งเต็มไปด้วยคอรัปชั่น และปัญหายาเสพติด, และเศรษฐกิจขูดรีดเต็มไปทั้งโลก. ฉะนั้น จึง ขอให้เราพยายามเอาเอกลักษณ์ไทยที่เดิมและที่แท้กลับมา คนไทยก็จะเป็นสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และสัตว์สันติภาพ. อย่าได้ไป หลงเรื่องลายไทย เพลงไทย รำไทย โขน ว่าเป็นเอกลักษณ์ไทยเลย, ยังเลยไปถึง แมวไทย ปลากัดไทย ไก่ชนไทย ว่าเป็นเอกลักษณ์ไทยไปเลย. นั่นมันเป็นเรื่อง วัตถุมากเกินไป ไม่อาจจะช่วยแก้ปัญหาในทางมนุษยธรรม ; มีแต่จะเพิ่มความ เป็นสัตว์ทั้ง ๓ คือ สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์การเมือง และสัตว์สังคมนี้ให้มันมากเกิน ไปอีก; จะกลายเป็นปัจจัยแห่งสิ่งที่บรรพบุรุษของเรารังเกียจกันนักหนาคือข้อ ที่ว่า "ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ" เป็นต้น. เรามามีเอกลักษณ์ที่ตรงตามพระพุทธประสงค์ และที่บรรพบุรุษของเราได้พยายามยึดถือกันมาเป็นหลัก ว่าเป็นเอกลักษณ์ไทย กันเถิด.
น.135 เอกลักษณ์ไทยต้องไม่เป็นทาสกิเลส. ขออธิบายอีกสักนิดหนึ่งว่า เอกลักษณ์ไทยไม่ใช่เรือนทรงไทย หากแต่ ว่าร้านหม้อน้ำที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน, ม้าตักบาตรที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน ปลูกฝั่งลงไปในดิน เป็นการถาวร นั่นแหละเอกลักษณ์ไทย. บ้านเรือนทรงไทยไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย ; แต่หม้อน้ำที่ตั้งให้คนกินที่หน้าบ้านตลอดเวลา ม้าตักบาตรปักฝั่งลงไปตายตัวใน แผ่นดินตรงหน้าบ้านนั้น คือเอกลักษณ์ไทยที่บรรพบุรุษของเราได้กระทำกันมา. บรรพบุรุษของเรา ถึงวันทำบุญ ไปวัดก็หายไปเต็มหนัก ; เพราะว่าเอาไปเผื่อ สุนัขด้วย, ไม่ใช่เพื่อเอาไปทำบุญทำทานถวายพระอย่างเดียว ; ทั้งนี้ มัน ทำให้ จิตใจเต็มไปด้วยเมตตา เต็มไปด้วยมนุษยธรรม เป็นการยึดหลักที่ว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันไปทุกแง่ทุกมุม. ประเทศไทยเราเป็นประเทศพุทธบริษัท ซึ่งแปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ เบิกบาน" เอกลักษณ์ไทยจะต้องตั้งรากฐานอยู่บนความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ เบิกบาน ที่ตรงตามพระพุทธประสงค์. ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง ที่เต็มปรี่ไปด้วยความเห็นแก่ตัวนั้นไม่มีลักษณะแห่งความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเหลืออยู่เลย. และคำว่า "ไทย ไทย" นี้ แปลว่า "อิสระ" คือ อิสระจากกิเลส, และความชั่วที่เป็นผลของกิเลส. ถ้าเป็นทาสของกิเลสและ ความชั่วที่เป็นผลของกิเลส แล้วก็ไม่มีเอกลักษณ์ไทย เหลืออยู่แต่ประการใด ; เพราะฉะนั้น การที่ลุ่มหลงไปในทางที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง อย่างในยุคนี้นั้นไม่มีเอกลักษณ์ไทย เหลืออยู่แต่อย่างใด, แล้วจะเป็นไทยได้อย่างไร ? นี้กล่าวเฉพาะคนไทย.
น.136 เมื่อพูดถึงความเป็นมนุษย์ทั่วไปทั้งโลก ก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน อีกคือว่า อย่าได้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง ที่ตั้งรากฐาน อยู่บนความเห็นแก่ตัว ; ไม่มีความเคารพตัว คือยอมให้กิเลสมามีอำนาจ, ไม่มี ความละอายในการประพฤติกระทำเช่นนั้น, ไม่บังคับตัวให้อยู่ในร่องรอยของพระ ศาสนา, ซึ่งทุกๆ ศาสนาก็สอนเหมือนกันหมด. โดยเฉพาะในข้อที่ว่า "ทุกคน เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน". เราต้องรับใช้พระเจ้า คือความถูกต้อง ไม่รับใช้กิเลส. เดี๋ยวนี้ทั้ง โลกเป็น สัตว์เศรษฐกิจ มากเกินไปจนรับใช้กิเลส; เป็น สัตว์สังคม มากเกินไป จนรับใช้กิเลส, เป็น สัตว์การเมือง มากเกินไป, จนเป็นทาสของกิเลส. ขออย่า ได้มัวแต่เป็นสัตว์ทั้ง ๓ นั้นอีกต่อไปเลย, มาเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นี้กันดีกว่า สัตว์ทั้ง ๓ นั้น คือสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง ตามแบบ ที่ขึ้นสมองจนเป็นทาสของกิเลสไปทุกแง่ทุกมุม แต่มาเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นี้ คือ สัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์สันติภาพ กันเถิด; ยิ่งเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นี้ เท่าไร ก็ยิ่งเป็นมนุษย์เต็มที่มากขึ้นเท่านั้น. ยิ่งเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นู้นมากเท่าไร ; ก็ยิ่งไม่เป็นมนุษย์มากขึ้นเท่านั้น, ก็ยิ่งจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ โดยสิ้นเชิง นี่แหละคือ "ธรรมะในฐานะเป็นระบบพัฒนามนุษย์". มนุษย์เป็นสิ่งที่ต้อง พัฒนา ให้มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์คือ มีมนุษยธรรม. ธรรมะในฐานะระบบพัฒนามนุษย์ จะช่วยให้พ้นทุกข์. ธรรมะในฐานะระบบพัฒนามนุษย์นี้ จะทำให้มนุษย์หมดปัญหา ของมนุษย์ ; ถ้ามนุษย์ยังมีแต่วิกฤตการณ์อันถาวรอยู่เพียงใด มนุษย์ก็ยังมี
น.137 ปัญหาอยู่เพียงนั้น. มีปัญหา หมายความว่า มีความทุกข์ทรมาน, และเพิ่มพูน กิเลสที่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ไม่เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ที่ พัฒนา; กลับถอยหลังลงไปเป็นสัตว์ตามคำที่เขาใช้เรียกกันมาแต่เดิม : สัตว์ เศรษฐกิจว่า economic animal สัตว์สังคมว่า social animal สัตว์การเมืองว่า politic animal ไพเราะหรือไม่ไพเราะ ? น่าจะรู้สึกกันอย่างไร มันเป็น animal ชนิดที่ ไม่มีทางที่จะเป็นมนุษย์. แต่ถ้าเป็นสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์สันติภาพ ; นี่ไม่มีคำใช้มาก่อน อาตมาว่าเอาเอง แม้จะเรียกว่า "สัตว์" ในเบื้องต้น แต่มัน คงเป็นสัตว์อยู่ไม่ได้ มันจะกลายเป็นมนุษย์ขึ้นมา มันเป็นสัตว์ในความหมายที่ ไม่ใช่ animal; จะเป็นสัตว์โลกอย่างมนุษย์ที่ว่า "สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น". คือมันเป็นสัตว์ที่จะวิวัฒนา- การสูงขึ้นมาถึงยอดสุดของสัตว์. สัตว์เดรัจฉานเป็นสัตว์ในระดับต่ำ สัตว์มนุษย์เป็นสัตว์ในระดับสูง. ขอให้เราเป็นสัตว์ในระดับสูง คือเป็นมนุษย์ที่มีการพัฒนาถึงที่สุดแห่งความเป็น มนุษย์ ซึ่งจะต้องอาศัยธรรมะแต่เพียงอย่างเดียว และเป็นธรรมะในความหมาย ที่ ๓ ได้แก่ หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติให้ถูกตรงตามกฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ว่า ประพฤติอย่างไรแล้ว จึงจะมีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์นั้น. เวลาสำหรับบรรยายก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายครั้งนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa