Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๙ — ธรรมะ ในฐานะที่เป็นเอกลักษณ์ไทย

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๒๒

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.138 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวในหัวข้อว่า “ธรรมะใน ฐานะที่เป็นเอกลักษณ์ไทย" คงจะมีผู้สงสัยว่า ธรรมะไหนกันที่จะเป็นเอกลักษณ์ไทย? อาตมา ตอบว่าธรรมะข้อที่เป็นหัวใจของทุก ๆ ศาสนา ได้แก่ธรรมะที่ว่า ความรักผู้อื่น. ทุกศาสนาสอนให้รักผู้อื่น. ตอนนี้ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ทุกศาสนามีหัวใจของการสั่งสอนอยู่ที่ ให้รักผู้อื่น. อย่างในบางศาสนาก็ว่า "รักเขาเหมือนกับที่พระเจ้ารักเรา" หรือจะพูดอย่าง พุทธศาสนาก็ว่า "รักเขายิ่งกว่าตัวเรา" เหมือนพระโพธิสัตว์รักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว. รวมความแล้ว ก็คือ การรักผู้อื่น; เพราะว่าทุกศาสนาต้องการจะกำจัดความเห็นแก่ตัว, จึงได้สอนให้รักผู้อื่น ; เมื่อรักผู้อื่นก็กำจัดความเห็นแก่ตัวโดยอัตโนมัติ. ๑๐๒

น.139 สำหรับ พุทธบริษัทชาวไทยเรานั้น ได้รับการอบรมสั่งสอนมา ตลอดเวลา ว่าให้ให้ทาน ให้รักษาศีลเจริญเมตตา ภาวนาอยู่เป็นนิจ. ขอให้สนใจคำว่า "เมตตาภาวนา" ให้เจริญเมตตาภาวนาอยู่เป็นนิจ, ให้ทำจิตประกอบไปด้วยเมตตา รักใคร่ผู้อื่น สัตว์อื่น ถึงกับว่า สัตว์ทั้งหลายเป็น เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ให้ทาน ก็สงเคราะห์ผู้อื่นและรักผู้อื่น, รักษาศีลก็เพื่อไม่กระทบกระทั่ง ผู้อื่น ก็เพราะรักผู้อื่น ; ยิ่งเมื่อมีความรักผู้อื่นอยู่แล้ว มันก็เป็นการปฏิบัติครบ ทุกหัวข้อ หรือทุกแง่ทุกมุม. มีความรักผู้อื่นอยู่เป็นนิจ จนเป็นนิสัยของคนไทย ที่เรียกว่า ดินแดนคนยิ้ม, เป็นเมืองแห่งคนยิ้ม, ยิ้มเพราะเมตตารักใคร่ซึ่งกัน และกัน ; จะเป็นแขกแปลกหน้ามา หรือเป็นคนกันเองบ้านเดียวกัน ก็ยิ้มเสมอ ไทยเรารับการอบรมมาอย่างนี้ จึงเกิดมีนิสัยยิ้มเสมอ. เราได้รับการศึกษาให้รักผู้อื่น จนเกิดเป็นธรรมเนียมขึ้นมาเองว่า ถ้า ใครมีเงินเหลือใช้ก็สร้างวัด ; แม้แต่จะสร้างวัดให้เด็ก ๆ เขาวิ่งเล่น มันก็เพื่อรัก ผู้อื่น. ถ้ามีเงินเหลือใช้ก็ไปสร้างศาลาเป็นทาน, ให้การพักผ่อนแก่คนเดินทาง สมัยอาตมาเป็นเด็กยังเคยเห็นศาลาชนิดนี้ ; บางแห่งมีข้าวสารมีปลาแห้งมีอะไร ไว้ครบถ้วน. นี้เรียกว่าผู้ที่ร่ำรวยแล้วมีเงินเหลือก็สร้างวัด ไม่ได้เอามาสร้างสถาน อาบอบนวด หรือกิจกรรมอบายมุขอันใหญ่โตมโหฬารอย่างใดอย่างหนึ่ง. นี่แหละคือ นิสัยสันดานแห่งความรักผู้อื่นของคนไทยเรา. เดี๋ยวนี้ เราก็ยอมรับผู้ลี้ภัยสงครามหรือภัยการเมืองเอาไว้ เกือบจะเต็มบ้านเต็มเมือง ;

น.140 ทำไปได้ ก็ได้อาศัยที่ว่าเรามีนิสัยรักผู้อื่น ผ่อนผันแก่ผู้อื่น เสียสละแก่ผู้อื่น. คน ร่ำรวยก็อยู่อย่างเป็นเพื่อนกับคนยากจน ที่เรียกว่าพ่อเลี้ยง. มีคำเรียกที่ว่า “พ่อเลี้ยง" ถ้าเป็นความหมายที่ถูกต้องบริสุทธิ์แล้วก็ไม่ ใช่นายทุนกระดาษซับ. นายทุนกระดาษซับ กับพ่อเลี้ยง นี้จะต้องต่างกันอย่าง ตรงกันข้าม; อันหนึ่งเป็นมิตรกับคนจน, อันหนึ่งไม่มีทางที่จะเป็นมิตรกับคน จน เพราะว่าไม่ได้รักผู้อื่น. ขอให้สนใจความที่ คนไทยมีความรักผู้อื่น อยู่ในสายเลือด เพราะมี พระพุทธศาสนาอยู่ในสายเลือด, เพราะมีธรรมะอยู่ในพระพุทธศาสนาที่ว่าให้ รักผู้อื่น มีการรักผู้อื่นเป็นรากฐานของศีลธรรมทั้งปวง. อาตมาขอร้องให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณากันโดยละเอียดสักหน่อย. อย่าเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ คือ คำว่า "รักผู้อื่น" เพียงคำเดียวเท่านั้นแหละพอ. มันพอไปทุกอย่างทุกประการ ในการที่จะแก้ปัญหาอันเกี่ยวกับสันติสุขและสันติภาพ ของคนเรา : รักผู้อื่นคำเดียวมันก็ทำให้มีศีล ๕ บริสุทธิ์. เมื่อรักผู้อื่นแล้วจะไปฆ่า ไปทำอันตรายเขาได้อย่างไร มันทำไม่ได้ ศีลข้อที่ ๑ ก็สมบูรณ์. เมื่อรักผู้อื่นแล้วจะไปขโมยหลอกลวงยักยอกเขาได้อย่างไร ศีลข้อ ๒ ก็สมบูรณ์.

น.141 เมื่อรักผู้อื่นแล้วจะไปประพฤติผิดในกาม ล่วงละเมิดของรักของใคร่ ของผู้อื่นเขาได้อย่างไร มันก็ย่อมเป็นไปไม่ได. ศีลข้อ ๓ ก็สมบูรณ์. เมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ไปโกหกหลอกลวงเขาไม่ได้ ศีลข้อ ๔ ก็สมบูรณ์. เมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ไปดื่มไปกิน ของเมาที่เป็น ที่ตั้งแห่งการประทุษร้าย ผู้อื่นไม่ได้, ก็เลิกกินของเมา. ศีลข้อ ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์เต็มตามที่ปรารถนา. เดี๋ยวนี้รับศีล ๕ กันเท่าไร ๆ; ศีล ๕ มันก็ไม่บริบูรณ์ ไม่เกิดขึ้นได้ ด้วยซ้ำไป ; เพราะมันไม่มีการรักผู้อื่นเป็นต้นทุน. ฉะนั้น ขอให้นึกถึงคำว่า "รักผู้อื่น" เป็นศีลข้อเดียว, แล้วมันก็ทำ ให้ศีล ๕ ข้อ ๑๐ ข้อ หรือกี่ร้อยข้อบริบูรณ์ได้ ลองคิดดู : - ๑. เมื่อรักผู้อื่น แล้วก็จะมีส่วนเกินไว้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ใช้ เกินไม่กินเกิน. นี่เป็นเหตุให้มีส่วนเกินสำหรับจะช่วยเหลือผู้อื่น เดี๋ยวนี้เรา เกือบจะไม่มีใครที่นึกถึงผู้อื่น, หรือตระเตรียมส่วนเกินไว้สำหรับช่วยเหลือผู้อื่น. ๒. เมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ ทำคอรัปชั่นไม่ได้. เรื่องทำการคอรัปชั่นนี้ ต้องเป็นการเสียหายแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง. ๓. รักผู้อื่นแล้วก็ เป็นอันธพาลไม่ได้ . อันธพาลเต็มไปทั่วบ้านทั่ว เมือง กลางวันแสกๆ ในนครหลวงก็ยังมีอันธพาล, ทารุณโหดร้ายเหลือประมาณ

น.142 อย่างน่าขยะแขยง. นี่ก็เพราะว่าไม่มีความรู้สึกรักผู้อื่น ไม่เคยรักเพื่อนมนุษย์ เลย. ๔. เมื่อรักผู้อื่นแล้วมันก็ ซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวทีสามัคคีกัน เป็นอย่าง ยิ่ง. เดี๋ยวนี้ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อกันและกันเลย เพราะไม่เคยรักใคร. ๕. เมื่อรักคนอื่นแล้ว ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในกิจกรรม อันเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดแก่มนุษย์ เช่นกิจกรรมสหกรณ์ ; ที่เป็นไปไม่ได้ ก็เพราะไม่มีใครรักใคร พร้อมที่จะเป็นสหโกงอยู่ตลอดเวลา. โลกขาดสันติภาพ เพราะไม่มีความรักผู้อื่น. ขอให้ดูให้กว้างออกไปจะพบว่า โลกเรานี้ขาดสันติภาพ ทั้งที่เป็นส่วน ตัวและส่วนรวม นี่ก็เพราะว่าขาดความรักผู้อื่นเพียงข้อเดียวเท่านั้น. ถ้ารักผู้ อื่นแล้วก็ทำความสันติสุขให้เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นส่วนบุคคลและเป็นส่วนรวม. เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยการทะเลาะวิวาท เป็นวิกฤตการณ์ถาวรในโลก. องค์การสห- ประชาชาติก็ไม่ประสบความสำเร็จในอุดมคติขององค์การ. องค์การสหประชาชาติ ไม่มีเวลาทำให้ใครรักกันได้; เพราะว่าองค์การสหประชาชาติเองติดธุระแต่จะ ปรองดองเกลี้ยกล่อมการทะเลาะวิวาทให้คืนดีกัน, แล้วก็ทำไปได้อย่างกับจับปูใส่ กระด้ง คือไม่มีที่สิ้นสุด ; เพราะพื้นฐานของมนุษย์มันขาดความรักผู้อื่น.

น.143 ถ้าแต่ละชาติแต่ละประเทศ มีความรักผู้อื่นตามเจตนารมณ์แห่งศาสนา ของตน ๆ แล้ว ; องค์การสหประชาชาติไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าจะไม่มีใครเบียด เบียนใคร. กิจกรรมอย่างอื่นขององค์การสหประชาชาติที่ยังเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะมูลเหตุอันเดียวกัน คือขาดความรักผู้อื่น , กล่าวคือความรักสากลใน หมู่มนุษย์นั้นเอง. เอกลักษณ์ไทย หมายถึงเป็นอิสระจากกิเลส. ทีนี้เรามาพิจารณากันดูถึง เอกลักษณ์ไทย หรือ ความเป็นไทย กัน บ้าง, คำว่า "ไทย" แปลว่า "อิสระ" มีความเป็นอิสระ. คำว่า "ธรรม" มันก็ หมายถึงความเป็นอิสระ ความถูกต้อง ความดี ความจริง ความยุติธรรม หรือ ความเป็นธรรมก็หมายถึงการเป็นอิสระจากกิเลส. คำว่า "ไทย" กับคำว่า "ธรรม" มีความหมายหรือใจความสำคัญตรง กันที่ว่าเป็นอิสระ; เพราะฉะนั้น ธรรมะจึงเป็นเอกลักษณ์ของไทย. ไทย เป็นอิสระจากกิเลส คือความเห็นแก่ตัว ; ถ้าใครตกอยู่ใต้ความเห็นแก่ตัวก็ไม่ใช่ ไทยเพราะไม่เป็นอิสระ. คำว่าไทยต้องเป็นอิสระ, อิสระจากความเลวความชั่ว จากกิเลส จากความเห็นแก่ตัว. ดังนั้น คนไทยจึงอาจรักผู้อื่น สามารถรักผู้อื่น และได้รักผู้อื่น คือรักซึ่งกันและกันจนกลายเป็นเอกลักษณ์ไทย คือยิ้มเสมอ รวมความว่า "รักผู้อื่น" คือ เอกลักษณ์ไทย.

น.144 เราอย่าไปเอาอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่เอกลักษณ์ของไทยมาเป็นเอก- ลักษณ์ไทย. ต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าบ้านเรือนทรงไทยไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย ; แต่ร้านหม้อน้ำตั้งให้คนกินหน้าบ้าน ม้าตักบาตรถาวรปักแน่นอยู่ในแผ่นดิน นั่นแหละคือเอกลักษณ์ไทย เพราะเป็นสัญญลักษณ์ของการรักผู้อื่น. เครื่องลาย- ไทย ศิลปไทย เพลงไทย ดนตรีไทย อะไร ๆ ต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย เพราะมันยังไม่แสดงลักษณะของความรักผู้อื่น, รำไทย เช่น โขน ไปพิจารณาดูที่ โขน หน้าตาอย่างตัวโขน ตัวเอกของโขน เช่นทศกัณฐ์อย่างนี้ มันจะรักใครได้ และมันจะอยู่ในลักษณะที่ใครจะรักหรือน่ารักสำหรับใคร. เพราะฉะนั้นเราก็ ต้องเพ่งเล็งถึง เอกลักษณ์ไทย คือความเป็นอิสระจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้ไม่รักกัน คือ ความเห็นแก่ตัวนั่นแหละมันทำให้ไม่รักกัน ; ถ้าไม่เห็นแก่ตัวมันก็รักกัน. ดูกันง่าย ๆ แม้ที่สุด, แม้แต่ว่าให้ลูกกินนมกระป๋องนี้ไม่ใช่เอกลักษณ์- ไทย. เอกลักษณ์ไทยลูกต้องกินนมแม่อย่างนี้. แม่เห็นแก่อะไรก็ไม่รู้ ไม่ อยากให้ลูกกินนม ; ต้องให้กินนมกระป๋อง. เด็ก ๆ ก็เลยไปรักกระป๋องไม่รัก หัวอกแม่. เด็กอาจจะรักกระป๋องนมหรือขวดดูดนม ไม่เคยรักหัวอกแม่. แล้ว ปัญหามันเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ? ก็ขอให้คิดดูให้ดี .; เมื่อรักผู้อื่น ต้องไม่มีความเห็นแก่ตัว. เกี่ยวกับความรักนี้ จะ ต้องมองกันให้ถึงที่สุดอีกอย่างหนึ่งว่า ถ้ารัก ผู้อื่นก็หมดความเห็นแก่ตัว. ความรักผู้อื่นถึงที่สุดได้โดยอัตโนมัติเมื่อหมดความ เห็นแก่ตัว, หรือเมื่อหมดความเห็นแก่ตัว ความรักผู้อื่นก็จะเกิดขึ้นถึงที่สุดได้ โดย

น.145 อัตโนมัติ. ความรักผู้อื่นมันขึ้นอยู่กับการทำลายความเห็นแก่ตัว หรือหมด ความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ หมดตัวนั่นแหละคือรักผู้อื่น. พระเมตตาคุณของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระเมตตาคุณชนิด ที่ไม่มีตัวตน ของบุคคลผู้ไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวตน. เมื่อหมดความยึดมั่นถือตัว ถือตน จึงจะรักผู้อื่นถึงที่สุด. พระเมตตาของพระองค์จึงเป็นอย่างอนัตตาคือไม่ มีตัวตนสำหรับจะยึดถือ หรือสำหรับจะเห็นแก่ตน. เมื่อเรามาพิจารณาดูให้ดีจะ เห็นว่า ความเห็นแก่ตนนี้เป็นศัตรูของมนุษย์ นั่นเอง. อาตมาอยากจะขอย้ำถึงสัตว์ ๓ ชนิด ที่เอ่ยถึงมาแล้วในการบรรยาย ครั้งก่อนอีกทีหนึ่งว่า สัตว์ ๓ ชนิดนั่นชนิดไหนมันมีเอกลักษณ์ไทย ? สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง นี่มีเอกลักษณ์ไทยไหม ? สัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์สันติภาพ ๓ ตัวนี้มีเอกลักษณ์ไทยไหม ? มีอยู่ เป็น ๒ ชุด ชุดละ ๓ ตัว ชุดไหนมีเอกลักษณ์ไทย ? ทำไมต้องเรียกว่า สัตว์ เศรษฐกิจ ? เพราะมันเห็นแก่ประโยชน์ตัวมากเกินไป. ทำไมเรียกว่า สัตว์สังคม ? เพราะมันเห็นแก่ความหรูหราเด่นในสังคมมากเกินไป. ทำไมจึงเรียกว่า สัตว์การ เมือง ? เพราะมันใช้วิธีการเล่ห์เหลี่ยมในการกอบโกยมากเกินไป. อย่างนี้มัน ไม่เป็นเอกลักษณ์ไทยได้; เพราะเอกลักษณ์ไทยต้องชนะความเห็นแก่ตัว, ต้อง เห็นแก่ผู้อื่น เราจะพูดกันในแง่การเมืองกันบ้างว่า ประชาธิปไตยชนิดที่ถือตัว ใครตัวมัน นั่นไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย; เอาไปเสียให้พ้น ; จะอ้างสิทธิยังไม่ได้

น.146 ว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. ถ้าเป็นของเสมอกันก็ไม่ใช่สำหรับ ตัวใครตัวมัน ; แต่สำหรับจะมาเป็นตัวตนแห่งความรักซึ่งกันและกัน. การ แบ่งพรรคเพื่อแก่งแย่งกันไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย. การแบ่งพรรคอะไร ชนิดไหน ที่เพื่อแก่งแย่งกันก็ไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย. การรักผู้อื่น ทำให้รู้จักปรองดอง ในการดำเนินงานของหมู่คณะนั่นแหละเป็นเอกลักษณ์ไทย. "รักผู้อื่น" เป็นธรรมสูงสุด ทำให้ไม่เบียดเบียนกัน. โลกกำลังมีการศึกษาผิดพลาด ที่ทำให้เกิดประชาธิปไตยชนิดตัว ใครตัวมัน ; แทนที่จะมีความรักอย่างสากล. ดูกันในแง่ของธรรมชาติบ้างก็ ได้ว่า เรามีสัญชาตญาณแห่งการอยู่กันเป็นหมู่. ท่านที่ได้ศึกษาชีววิทยาเกี่ยว กับสัญชาตญาณของสัตว์แล้ว ก็ได้รับการอธิบายชี้แจงมาอย่างชัดแจ้งแล้วว่า สัตว์ นี้มีสัญชาตญาณแห่งการอยู่กันเป็นหมู่ ; ไม่ยกเว้นแม้แต่สัตว์มนุษย์. สัตว์ ก็ยังมีความจำเป็นที่ต้องอยู่กันเป็นหมู่จนติดเป็นนิสัย. นี้เป็นสัญชาตญาณ. เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีความรักกันในระหว่างหมู่. เรามีหน้าที่จะต้องอยู่ร่วม กันโดยสันติ ; เพราะว่าเรามีสัญชาตญาณแห่งการอยู่เป็นหมู่. ดังนั้น เราจึงมี หน้าที่ที่จะต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ. นี่ในแง่ของ ธรรมชาติที่บังคับไว้อย่าง เฉียบขาดว่า เราต้องรักผู้อื่น ให้ถือว่าความ รักผู้อื่น เป็นธรรมะสูงสุด สำหรับ มนุษย์ยิ่งกว่าคำว่าไม่เบียดเบียนกัน เสียอีก. เราเคยได้ยินแต่คำว่า "อหิงสา" ความไม่เบียดเบียนนี้เป็นธรรมะสูงสุด สำหรับมนุษย์. แต่อาตมาบอกว่า สู้ความรักผู้อื่นไม่ได้. ความรักผู้อื่นเป็น

น.147 ธรรมะสูงสุดสำหรับมนุษย์ , สูงยิ่งไปกว่าอหิงสาเสียอีก; เพราะ คำว่าอหิงสา ซึ่งแปลว่าไม่เบียดเบียนนั้น มันก็ไม่แน่ว่าจะช่วยผู้อื่นหรือไม่ ? เพียงแต่ไม่เบียด เบียนก็แล้วกัน. แต่ถ้าพูดว่า รักผู้อื่น แล้ว มันก็ต้องช่วยผู้อื่น ฉะนั้นรักผู้อื่น จึงดีกว่าเพียงแต่ว่าไม่เบียดเบียน. ขอให้มองให้เห็นแจ้งและยอมรับว่า ธรรมสูง สุดสำหรับมนุษย์นั้นคือความรักผู้อื่น, มาฝึกฝนบทเรียนรักผู้อื่นกันเดี๋ยวนี้ เถิด; ตามหลักของพระพุทธศาสนามีอยู่เป็นแบบฉบับเป็นหลักสูตรทีเดียว เรียก ว่าเมตตาอัปปมัญญา. ท่านทั้งหลายลองมาสำรวมจิตใจสงบเงียบ เพ่งไปทางทิศ เบื้องหน้า ว่า ไม่มีสัตว์ใดผู้ใดเป็นเวรเป็นภัยกับเรามีแต่ความเป็นมิตร ; เราก็รักเขาด้วยจิต ด้วยใจ, แล้วก็ส่งจิตเพ่งไปทาง เบื้องหลัง , ทิศเบื้องหลังไม่มีสัตว์ใดผู้ใดเป็นเวร เป็นภัยกับเรา, มีแต่ผู้ที่เรารักอย่างสุดชีวิตจิตใจ, แล้วก็ส่งจิตเพ่งไป เบื้องซ้าย ทางทิศเหนือ ก็ไม่มีสัตว์ใดผู้ใดเป็นเวร เป็นภัย มีแต่ผู้ที่เรารักกันอย่างชีวิตจิตใจ, แล้วก็ส่งจิตแผ่ไปทางทิศใต้ทาง เบื้องขวา ก็ไม่มีสัตว์ใดผู้ใดเป็นเวรเป็น ภัย มีแต่ผู้ที่รักใคร่กันอย่างชีวิตจิตใจ, แล้วก็ส่งจิตไป เบื้องบน ก็ไม่มีสัตว์ใดผู้ใดเป็นเวรเป็นภัยแก่เรา มีแต่ผู้ ที่เรารักอย่างสุดชีวิตจิตใจ.

น.148 แล้วก็เพ่งลงไปใน เบื้องต่ำ ก็ไม่มีเวรภัยกับใครมีแต่ผู้ที่เรารักอย่างเป็น เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ทิศไหนที่มีใครเป็นผู้ระแวงระหองระแหงเกลียดชังอะไรกันอยู่ ; ก็ เพ่งจิตส่งไปในทางทิศนั้นให้มาก ๆ เป็นพิเศษกว่าทิศอื่น. นี่แหละเรียกว่าบท เรียนสำหรับฝึกในการรักผู้อื่น. เรามาฝึกกันดูเดี๋ยวนี้ก็จะได้ชื่อว่ามีเอกลักษณ์ไทย ถึงที่สุด : นั่งแผ่เมตตาไปรอบด้านด้วยความรักผู้อื่นไม่มีขอบเขต ไม่มีประมาณ. นี่แหละเอกลักษณ์ไทย คือความรักผู้อื่น. ธรรมะในฐานะเป็นเอกลักษณ์ไทย คือธรรมะข้อที่ว่า “ความรักผู้อื่น" ซึ่งเป็น หัวใจของศาสนาทุกศาสนา ดังที่ กล่าวมาแล้ว. “รักผู้อื่น" เป็นหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ คำว่า "รักผู้อื่น" นี้ เป็นธรรมะในความหมายที่ ๓ ของธรรมะ ๔ ความหมายที่พูดกันมาเรื่อยๆ : ธรรมะที่ ๑ คือ ตัวธรรมชาติ. ธรรมะที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ, ธรรมะที่ ๓ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะที่ ๔ คือ ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. ความรักผู้อื่น นี้คือธรรมะในความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ที่มนุษย์หรือ สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายจะต้องประพฤติให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ. การรักผู้อื่น คือทำให้ตรงตามกฎของธรรมชาติ ที่มีไว้สำหรับมนุษย์โดยเฉียบขาด. ทุกคน

น.149 ก็ต้องการสันติภาพ : ไม่ว่าใครก็ต้องการสันติภาพ; แม้แต่คอมมิวนิสต์เขา ก็ตะโกนว่าต้องการสันติภาพ, จะจัดโลกให้มีสันติภาพ, ใครก็ต้องการสันติภาพ ทั้งส่วนตัวและส่วนผู้อื่น. เราจะมาจัดโลกให้มีสันติภาพกันอย่างไร ? ตามวิธีของพุทธบริษัท ก็คือ ปลูกฝังความรักผู้อื่นให้อยู่กันได้ แม้จะมีความ แตกแยก แม้จะเหลื่อมล้ำ ต่ำสูงกันอย่างไรก็ต้องให้อยู่กันได้. รักผู้อื่นหมายความว่า จะรักกันและกันจน กลายเป็นคนคนเดียวกันไป, แม้จะสูงต่ำกันอย่างไรก็อยู่ด้วยกันได้. ตะไคร่น้ำ เขียว ๆ ตามโคนต้นไม้ก็อยู่กันได้กับต้นไม้ยักษ์สูงเทียมเมฆ. ท่านลองคิดดูว่า ต้นไม้ยักษ์สูงเทียมเมฆก็อยู่ร่วมกันได้แบบสหกรณ์กับตะไคร่น้ำเขียว ๆ ตามเปลือก ของมัน ตามโคน ตามราก. นี่คือความรักที่ถูกต้องตามความหมายของคำว่า "ความรัก" ซึ่งเป็นตัวเหตุปัจจัยสำหรับจะอยู่ด้วยกันและกันได้, รักกันจนกลาย เป็นคนเดียวกัน. เราไม่มีเวลาทะเลาะกันอีกแล้ว เราต้องมารักกันเดี๋ยวนี้ เพื่อความเป็น มนุษย์จะได้มีสมบูรณ์. เราจงเกิดมาให้เป็นมนุษย์ และได้พบกับพระพุทธศาสนา กันเถิด จงเกิดมาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนากันเถิด. อย่าเกิดมาเป็น เพียงคนที่ไม่รู้จักรักผู้อื่น. เอกลักษณ์ไทยคือการรักผู้อื่น เพราะเป็นไทย เป็นอิสระจากกิเลส ที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัว ; ถ้ายังเป็นทาสเพราะความเห็นแก่ ตัวแล้วก็เป็นไทยไปไม่ได้.

น.150 เป็นไทยต้องกำจัดความเห็นแก่ตัว. ขอท่านที่รักความเป็นไทย อยากจะเรียกตัวเองว่าเป็นไทย จงทำตน ให้เป็นไทยด้วยการ กำจัดความเห็นแก่ตัว แล้วก็มารักผู้อื่น ในฐานะที่เป็นเอก- ลักษณ์ของไทย. ถ้าเรามัวเกลียดชังกัน มันก็หมดเอกลักษณ์ของความเป็นไทย. ธรรมะในฐานะเอกลักษณ์ของไทย ก็คือ ความรักผู้อื่น ซึ่งเป็นหัวใจของศาสนา ทุก ๆ ศาสนา ดังที่กล่าวมานั่นเอง. สรุปความอย่างสั้นที่สุดว่า จงเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ได้พบคำสั่งสอน ของศาสนาทุกศาสนา คือ "รักผู้อื่น". อย่าได้เกิดมาเป็นแต่เพียงคน ที่มีแต่ ความเห็นแก่ตน จนไม่รู้จักการรักผู้อื่น. จะถือเอาสิ่งใดเป็นเอกลักษณ์ไทยจง เพ่งเล็งจุดเดียวนี้ เถิดว่า เอกลักษณ์ไทยย่อมแสดงถึงลักษณะแห่งความรักผู้อื่น ถ้า ปราศจากวี่แววนิมิตของความรักผู้อื่นแล้วไม่มีความเป็นเอกลักษณ์ไทย ; เพราะ มันเป็นขี้ข้า มันเป็นทาสของความเห็นแก่ตัว. ขอให้พุทธบริษัทชาวไทยเราทั้งหลายจงมีเอกลักษณ์ไทย, เพื่อ ความเป็นไทยของตน สมแก่ความเป็นพุทธบริษัทไทยจงทุก ๆ คน. เวลาสำหรับบรรยายหมดลงแล้ว. อาตมาขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต