Buddhadasa.org

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) ครั้งที่ ๑๐ — ธรรมะ ในฐานะที่เป็นตัวแท้ของศาสนา

เทคนิคของการมีธรรมะ (ศีลธรรมกลับมา) — คำบรรยายปาฐกถาพิเศษทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑–๒๕๒๔ (๓๖ ครั้ง ราวเดือนละครั้ง วันอาทิตย์ที่สาม) · วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๒

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.151 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวแท้ของศาสนา" คงจะมีหลายท่านมีความฉงนว่าอะไรเป็นตัวแท้ของศาสนา ? ทำไมต้องมีตัวแท้ของศาสนา ? นั่นแหละคือปัญหาที่จะต้องทำความเข้าใจกันให้เพียงพอและจะได้ ทำความเข้าใจกันในวันนี้. ตัวแท้ของศาสนาอยู่ที่ความถูกต้อง. ตัวแท้ของศาสนาอยู่ที่ไหน ? จะต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่าตัวแท้ของศาสนา มิได้อยู่ที่ศาสนวัตถุ ศาสนพิธี ศาสนบุคคล, หรือแม้แต่ศาสนธรรมที่ชอบเรียก กัน. สิ่งเหล่านั้นเป็นอุปกรณ์บ้าง เป็นที่ตั้งที่อาศัย เป็นผู้ดำเนินงาน, หรือ ๑๑๕

น.152 เป็นระเบียบงานที่จะต้องดำเนินบ้าง จนกว่าจะเกิดผลเป็น ตัวแท้ ของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ขึ้นมา ศาสนวัตถุ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ในศาสนา วัตถุที่เป็นสัญญลักษณ์ของพระ- ศาสนา กระทั่งสถานที่ ที่เกี่ยวกับศาสนา เหล่านี้ก็ยังไม่ใช่ตัวแท้ของศาสนา ; เป็นเพียงที่ตั้งที่อาศัย อันประกอบเป็นส่วนภายนอก. วัตถุศักดิ์สิทธิ์เช่นพระ- เครื่องที่แขวนคอเป็นต้น ก็ยังไม่ใช่ตัวแท้ของศาสนา ; แต่อาจจะ ใช้เป็นอุปกรณ์ สำหรับเข้าถึงตัวแท้ของศาสนาก็ได้ สำหรับศาสนพิธี ศาสนกิจ นี่มันก็เป็นเรื่องของพิธี. เรื่องของ กิจกรรมที่เกี่ยวกับศาสนา ศาสนาตัวแท้อยู่ที่ตรงไหน ? ก็จะต้องคอยดูกันต่อไป. ที่เรียกกันว่า "ศาสนบุคคล" บุคคลที่เกี่ยวกับศาสนา มีพระผู้ปฏิบัติ มีเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินงานเกี่ยวกับศาสนา ; แม้แต่คนเฝ้าวัดเฝ้าศาลาก็ยังรวมอยู่ ในคำว่า "ศาสนบุคคล" ไม่ใช่ตัวแท้ของศาสนา. แม้แต่ ศาสนธรรม ที่เป็นตัวหลักวิชา เป็นรูปแบบของการปฏิบัติที่ ปฏิบัติอยู่. นี้ก็เป็นเรื่องวิชา เป็นเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้ได้ลุถึงตัวแท้ของศาสนา. ทีนี้ตัวแท้ของศาสนาอยู่ที่ไหน ? จะเอาอะไรเป็นหัวใจของศาสนา หรือเป็นจุดศูนย์กลาง nucleus ของสิ่งที่เรียกว่า "ศาสนา" ? ข้อนี้จำเป็นต้องดู ให้ลึกเข้าไปเป็นชั้น ๆ เพื่อให้เข้าถึงหัวใจหรือตัวแท้ของศาสนา.

น.153 อาตมาอยากจะกล่าวบทนิยามให้เป็นที่ทราบกันเสียก่อนว่า "ตัวความ ถูกต้อง ที่มีอยู่ในความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่ประพฤติปฏิบัติพระศาสนาทุกขั้นทุก ตอนแห่งวิวัฒนาการของมัน". โปรดสังเกตว่า อาตมาระบุไปยัง ตัวความถูกต้อง ที่มีอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลง อันเกิดขึ้นแก่ชีวิต ซึ่งได้ประพฤติปฏิบัติพระศาสนา, ได้มีความถูกต้องอันสืบเนื่องกันไปทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ. ความถูกต้องคือธรรมะที่ไม่ทำให้เกิดทุกข์. ทีนี้ปัญหาก็จะเกิดขึ้นมาว่า อะไรคือความถูกต้อง ? ความถูกต้องใน ที่นี้ถือตามหลักของพระศาสนา หรือพระพุทธศาสนาโดยตรงไม่ใช่ความถูกต้อง ตามหลักปรัชญาหรือหลักตรรกวิทยา ซึ่งฝากไว้กับเหตุผลแห่งการวิพากษ์วิจารณ์. เดี๋ยวนี้ เราจะเอาตัวความถูกต้อง ที่ปรากฏอยู่แก่ชีวิตจิตใจ ที่มีการประพฤติ ปฏิบัติพระศาสนามาเป็นอย่างดีแล้ว. จำเป็นจะต้องขอทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "ธรรม" หรือ "ธรรมะ" อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่า ตัวความถูกต้อง นี้เป็น ตัวธรรมะ ซึ่งมีความหมาย อยู่ถึง ๔ ประการ : ธรรมะ คือ ตัวธรรมชาติ. ธรรมะ คือ ตัวกฎของธรรมชาติ. ธรรมะ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. ธรรมะ คือ ตัวผลที่ได้รับจากการปฏิบัติ หน้าที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดอยู่แล้วว่า มี การปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎ ของธรรมชา ติ แล้วเกิดธรรมะในความหมายที่ ๔ คือ "ผลแห่งการปฏิบัติตาม

น.154 หน้าที่" ในที่นี้หมายถึงความถูกต้องที่ได้เกิดขึ้นมาจากการปฏิบัติหน้าที่ ความ ถูกต้องนั้นปรากฏอยู่ในความเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่เคยโง่เคยหลง เคยเลว เคย ระทมทุกข์ต่างๆ มาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ตรงกันข้าม เพราะมันมีตัวความ ถูกต้อง. ความถูกต้องตามหลักพุทธศาสนา พิสูจน์ได้. คำว่า "ถูกต้อง" ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น หมายถึง ลักษณะ ที่ไม่ทำให้เกิดปัญหาแก่ตัวเองและแก่ผู้อื่น ; ถูกต้องต่อการที่จะไม่ทำให้เกิดความ ทุกข์ขึ้นมาทั้งแก่ตัวเองและแก่ผู้อื่น. เมื่อมีการพิสูจน์ความมีประโยชน์เป็นอย่าง นี้แล้ว ก็เรียกว่า "ความถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา" ไม่ต้องใช้หลัก ปรัชญา หลักตรรกวิทยาใด ๆ ทั้งสิ้น. ถ้าไม่เกิดความทุกข์ขึ้นแก่ตัวผู้นั้น และไม่ให้เกิดความทุกข์ขึ้นแก่ผู้อื่นที่เนื่องกัน ละก็เรียกว่า "ความถูกต้อง". ถูกต้องตามหลักมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งเป็นหลักใหญ่ของพระพุทธ- ศาสนา คือ ไม่มาก ไม่เกิน ไม่เอียง ไปทางกามสุขัลลิกานุโยค ไม่เอียงไปทาง อัตตกิลมถานุโยค คือ ไม่เปียกแฉะ แล้วก็ไม่ไหม้เกรียม นี้คือความหมายของ มัชฌิมาปฏิปทา. หรือ ถูกต้องตามกฎของปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมายถึงการ ขจัดเสียได้ หรือป้องกันเสียได้ ซึ่งกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทที่จะทำให้เกิดทุกข์ จึงเกิดทุกข์

น.155 ไม่ได้แก่ตัวผู้นั้น, แล้วก็ไม่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์แก่บุคคลอื่นได้. นี่เราเรียกว่า "ความถูกต้อง". ความถูกต้องชนิดนี้เป็นที่ยอมรับของผู้มีปัญญาหรือวิญญูชน คือ ผู้มีความรู้อันแท้จริง ; ยกเว้นอันธพาลซึ่งเขามีความถูกต้องเป็นอย่างอื่น. ความ ถูกต้องในที่นี้เป็นของบัณฑิต ของวิญญูชน ของผู้มีปัญญา. นี่คือบทนิยามที่ เอาความถูกต้องเป็นหลักของพระพุทธศาสนา. หาความถูกต้องได้จากชีวิตที่เป็นไปอย่างถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เรามี ความถูกต้องชนิดนี้อยู่ที่ตัวชีวิตของผู้ประพฤติปฏิบัติ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงจากปุถุชนคนไม่รู้ มาเป็นอริยชนคนที่รู้ และมีความ ประเสริฐ ในตัวความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมีความถูกต้อง. ถ้าไม่มีความถูกต้อง มันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากความผิดพลาด, หรือมันเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่มี ประโยชน์อะไร. มันต้องมีความถูกต้องอยู่ในตัวการเปลี่ยนแปลง; การ เปลี่ยนแปลงจึงเป็นไปในทางที่จะมีประโยชน์. ถ้าพูดตรง ๆ ก็ว่า คนนั้นเปลี่ยน แปลง, ชีวิตจิตใจนั้นมันเปลี่ยนแปลง. ในตัวความเปลี่ยนแปลง มีความ ถูกต้องของพระธรรม ที่เป็นผลของการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติ. ถ้าจะหาความถูกต้อง ก็ต้องหาที่ชีวิตจิตใจซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงไป อย่างถูกต้อง. ความถูกต้องนี้มีทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ ; หมายความว่า เกิด มาเป็นเด็ก แล้วก็เป็นวัยรุ่น, แล้วก็เป็นหนุ่มสาว, แล้วก็เป็นพ่อบ้านแม่เรือน

น.156 เป็นคนเฒ่าคนแก่ จนกระทั่งจะเน่าเข้าโลงไปในที่สุด : ทุกตอนต้องมีความถูก ต้อง นี้เรียกว่าถูกต้องทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของชีวิต. ขอให้สนใจ ให้รู้จัก ความถูกต้อง ดังที่กล่าวนี้ ก็จะพบตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่า “พระศาสนา". ตัวแท้ของพระศาสนามิได้อยู่ภายนอกของบุคคล. พระพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางถึงความ ดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติว่ามีอยู่ ดูได้ในร่างกายยาววาหนึ่งที่ยังเป็น ๆ" มันต้องเป็นชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ มีความเป็นไปเปลี่ยนแปลงได้เพราะ การปฏิบัติ ธรรม, ในตัวความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมีความถูกต้อง. เมื่อพบ ตัวความถูกต้อง นั้นแล้วจะพบ ตัวแท้ของพระศาสนา มิได้อยู่ ที่ศาสนวัตถุ, มิได้อยู่ที่ศาสนพิธี, มิได้อยู่ที่ศาสนบุคคล, และมิได้อยู่ที่แม้แก่ ศาสนธรรม ที่เป็นเพียงหลักวิชาหรือระบบการปฏิบัติที่กำลังปฏิบัติอยู่; แต่ยัง มิได้รับผลของการปฏิบัติ ; ตัวการปฏิบัติ ถ้ายังไม่ได้รับผลของการปฏิบัติ ก็ยัง ไม่ถึงตัวแท้หรือหัวใจของพระศาสนา ซึ่งหมายถึง แก่นของพระศาสนา ; อย่างที่ สมเด็จพระบรมศาสดาท่านก็เคยตรัสเรียก ซึ่งเราก็จะได้ดูกันต่อไป. ข้อสังเกตว่ามีตัวแท้ของศาสนา. ทีนี้จะขอร้องให้ตั้งข้อสังเกต มีวิธีการที่จะสังเกตว่า เมื่อไรเรามีตัวแท้ แห่งพระศาสนา ? หรือว่าเราจะประเมินผลกันได้อย่างไร ? เรื่องทางจิตใจนี้

น.157 มันประเมินผลได้โดยวิธีอื่น ; ไม่ใช่ประเมินผลอย่างเดียวกับเรื่องทางวัตถุ แต่ ก็มีทางที่จะประเมินผลได้ โดยบุคคลนั้นเองเป็นผู้ประเมิน เพราะ ประเมินจาก ความรู้สึกที่อยู่ในภายใน ; ผลที่จะประเมินได้เพื่อเป็นที่สังเกตเมื่อมีตัวแท้แห่ง พระศาสนานั้น. อาตมาอยากจะจำกัดความให้สั้นที่สุด ให้ง่ายที่สุด สำหรับผู้ที่ สนใจจะศึกษา : - ทางที่หนึ่ง คือ จิตเป็นอิสระ นี่ผลที่จะสังเกตกันก่อนสิ่งอื่นทั้งหมดก็ คือจิตเป็นอิสระ, และ ถัดมา ก็คือ เกิดความรักผู้อื่น. สำหรับจิตเป็นอิสระนั้น, เดี๋ยวนี้ จิตเป็นอิสระจากกิเลส คือไม่มี กิเลส, กิเลสทำอะไรไม่ได้, ปราศจากความทุกข์, ไม่มีความทุกข์อันเกิดจากกิเลส, หรือแม้ความทุกข์ที่มีอยู่ตามธรรมดาสามัญ แม้จะเกิดอยู่ตามธรรมชาติก็ไม่ทำให้ จิตใจนี้เป็นทุกข์ได้. แม้แต่การเป็นอยู่ประจำวัน ก็ไม่มีนิวรณ์รบกวนจิตใจ นี้เรียกว่าเป็นอิสระ, เป็นอิสระจากสิ่งที่กีดกันจิตไม่ให้มีสันติสุขหรือความสุข ไม่ให้ จิตตกเป็นทาสของวัตถุปัจจัยใด ๆ ไม่หลงใหลในสิ่งใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ของส่วนเกิน ที่มนุษย์เป็นทาสกันอยู่ในบัดนี้กินเกิน แต่งเนื้อแต่งตัวเกิน บำรุง บำเรอเกิน อะไรก็ล้วนแต่เกิน. เดี๋ยวนี้ จิตเป็นอิสระจากสิ่งที่เรียกว่า "ส่วน เกิน". อีกทางหนึ่ง เรียกว่า "ความรักผู้อื่น" บางคนจะฉงนว่าทำไมความรัก ผู้อื่นนี้มันยากเย็นอะไรหนักหนา จึงต้องเอามาเป็นหัวใจของศาสนา, และเอามา ไว้หลังจากที่จิตเป็นอิสระแล้ว ?

น.158 อาตมาอยากจะขอร้องให้ท่านทั้งหลายทุกท่านพิจารณาดู ว่า ความรักผู้ อื่น นี่มันยากหรือง่ายสักเท่าไร ? อาตมาอยากจะพูดว่า ความรักผู้อื่น นั้น กำลัง หาไม่ได้ในโลกนี้ยิ่งขึ้นทุกที. "รักผู้อื่น" ในที่นี้หมายถึงรักผู้อื่นจริง ๆ ไม่ใช่รัก ลูกรักเมีย รักผัว รักเพื่อน ที่มีประโยชน์ร่วมกันผูกพันกัน ; อย่างนี้มันไม่ใช่ ผู้อื่น มันเป็นตัวเองอีกส่วนหนึ่ง อย่าไปเรียกว่าผู้อื่น ถ้า รักผู้อื่นมันหมายความว่า รักผู้อื่นจริงๆ : รักเพื่อนบ้านจริง ๆ ที่ไม่ใช่ลูกไม่ใช่เมีย ไม่ใช่เพื่อนกินเหล้าเมายา ไม่ใช่เพื่อนกอบโกย ไม่ใช่เพื่อน สมคบกันหาประโยชน์เป็นพรรคเป็นพวกอย่างนี้. พวกเหล่านี้มันรวมอยู่ในตัว เอง เป็นส่วนของตัวเองที่จะหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง. ถ้า รักผู้อื่น มันต้อง หมายถึงผู้อื่นจริงๆ. ขอให้พิจารณาดูว่าใครบ้างกำลังรักผู้อื่น มันต้องมีจิตใจที่เป็นอิสระ หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวแล้วเท่านั้น จึงจะรักผู้อื่นได้ ; มิฉะนั้นแล้วมันก็ยากที่จะรักผู้อื่น. เราจะกล่าวได้ว่า ความ รักผู้อื่นในโลกนี้ เดี๋ยวนี้จะหาทำยาหยอดตาก็ไม่ได้. อย่าว่าแต่จะหามาดูเล่น มาก ๆ เลย, หรือหามาดูให้ชื่นอกชื่นใจเลย หาทำยาหยอดตาก็แทบจะไม่ได้. ทุกคนไป สำนึกดูถึงความรู้สึก ของตัวเอง เรายังรักผู้อื่นไม่ได้ : เรากลัวเขาจะสวยกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เรากลัวเขาจะแต่งตัวสวยกว่าเรา เราก็ ไม่รักเขา, เขาจะมีอะไรดีกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เขาจะมีเครื่องเพชรเครื่องพลอย เท่าเราเราก็ไม่รักเขา, เขาจะมีรถยนต์หรือบ้านดี สวย แพงกว่าเรา เราก็ไม่รัก เขา, เขาจะมีเกียรติยศมากกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เขาเป็นคู่แข่งขัน คู่ช่วงชิง คู่อิจฉาริษยา ในการงาน ในชีวิตประจำวัน ในการเป็นอยู่ เราก็ไม่รักเขา.

น.159 นี่ตัวอย่างง่ายๆ ตัวอย่างต่ำ ๆ ที่เด็กก็พอเข้าใจได้, และผู้ใหญ่ก็พอจะรู้สึกเพราะว่า เคยเป็นเด็กมาแล้ว. ต้องทำลายความเห็นแก่ตัวจึงจะรักผู้อื่นได้. เมื่อเราอยากที่จะรักผู้อื่น เปิดจิตใจของตัวเองดู ค้นหาให้พบความ รักผู้อื่น. รักลูก รักเมีย รักผัว นี่ยกเว้น ; นี่ไม่ใช่ผู้อื่น. ต้องเป็นผู้อื่นจริง ๆ มันจะมีได้แต่พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้ว, หรือจอมพระอรหันต์คือพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรักผู้อื่นได้จริงๆ. ถ้ายังมีกิเลสที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวอยู่ แล้ว มันก็ครอบงำจิตใจของคนนั้นไม่ให้ลอดไปรักผู้อื่นได้. ต้องทำลายความ เห็นแก่ตัวได้แล้วเท่านั้น จึงจะรักผู้อื่นได้. นี่ขอให้สังเกตให้ดี ๆ ตามหลักพระศาสนาว่า ถ้ายังมี "อหังการ มมังการ มานานุสัย" แล้ว ไม่มีทางที่จะรักผู้อื่นได้. สิ่งนั้น คือความเคยชินแห่งความยึด ถือมั่นหมายว่าเรา ว่าของเรา. ปุถุชนทุกคนมีความเคยชินแห่งความมั่นหมาย ว่ากู ว่าของกู อยู่เป็นนิสัย ; นี่คือสิ่งที่ทำให้รักผู้อื่นไม่ได้. มันต้องหมด อหังการ มมังการ มานานฺสัย แล้ว จึงจะรักผู้อื่นได้ ; จึงมีแต่พระอรหันต์ เท่านั้น ; เว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีจิตเป็นอิสระ หลังจากที่ได้เข้าถึงตัวแท้แห่งพระ ศาสนาแล้ว อย่างที่กล่าวมาหยก ๆ ว่ามีความถูกต้องอยู่ในความเปลี่ยนแปลงแห่ง ชีวิต ของผู้ประพฤติปฏิบัติธรรมะ ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติถึงที่สุด ถึงตัวแท้ ของพระศาสนา กล่าวคือจิตเป็นอิสระ จิตเป็นอิสระก็รักผู้อื่นได้.

น.160 ทุกศาสนาสอนให้รักผู้อื่น. ศาสนาทั้งหลายสอนเรื่องความรักผู้อื่น; ศาสนาที่ไม่สอนเรื่อง ความรักผู้อื่นไม่ใช่ศาสนา. ศาสนาคริสเตียนดูจะเน้นมากที่สุดเท่าที่ปรากฏอยู่. ศาสนาพุทธก็เน้นความรักผู้อื่น ในอุดม คติของพระโพธิสัตว์, หรือให้ถือหลักว่า “สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" นี่แหละ จะต้องรักผู้อื่น ; ไม่รักผู้อื่นแต่ปากพูดว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" นี้คือคนโกหกเป็นพุทธบริษัทที่โกหก, ปากว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" ; แต่ไม่ รักผู้อื่น ขอให้สนใจดูให้ดีเป็นพิเศษว่า ความรักผู้อื่นนั้นเป็นหัวใจของทุก ศาสนา. ถ้ามีความรักผู้อื่นแล้ว เราฆ่าเขาไม่ได้, ถ้าเรามีความรักผู้อื่นแล้ว เรา ลักขโมยของเขาไม่ได้, เรารักผู้อื่นแล้วเรา ล่วงกาเม ฯ ในของรักของใคร่ ของผู้อื่นไม่ได้, เรารักผู้อื่นแล้วเรา พูดโกหกพูดเท็จหลอกลวงไม่ได้, เรารัก ผู้อื่นแล้วเราก็จะ ไม่ทำตนให้เป็นคนมึนเมาด้วยของเมา ซึ่งมันกระทบกระทั่ง ผู้อื่น เรารักผู้อื่นแล้วเราก็ไม่กินเกิน, เราจะได้มีอะไรเหลือไว้ช่วยสงเคราะห์ ผู้อื่น ทำให้โลกนี้อยู่กันเป็นผาสุก. นี่คือประโยชน์ของการรักผู้อื่น; ถือศีล

น.161 เพียงข้อเดียวว่า "รักผู้อื่น" แล้วศีลทุกข้อก็จะสมบูรณ์, จะเป็นการถือศาสนา ทีเดียวทุกศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม อะไรก็ตาม. ทุกศาสนามีเน้นเรื่องรัก ผู้อื่น. การถือศีล "รักผู้อื่น" ข้อเดียวเป็นการถือศีลในทุกศาสนา เป็น ศาสนิกที่ดีของทุกศาสนาพร้อมกันไปในตัว. ความรักผู้อื่นเพราะจิตเป็นอิสระ นี้คือผลแห่งการมีตัวแท้แห่ง พระศาสนา. ขอให้ดูให้เห็นว่าเรามีหรือไม่ ? “ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวแท้แห่ง ศาสนา" คือ ความถูกต้องตามหลักของพระธรรม ที่มีอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลง ของชีวิตจิตใจ ที่กำลังประพฤติปฏิบัติธรรมะในศาสนานั้น ๆ อยู่. ไปหาดู ที่อื่นไม่ได้ ; ต้องหาดูที่ตัวชีวิตจิตใจของตน ในขณะที่ปฏิบัติธรรมะอยู่อย่างถูก ต้อง ; แล้วก็มีความถูกต้องอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลง, เปลี่ยนแปลงจากปุถุชนคน โง่คนพาล มาเป็นอริยชน มาเป็นสัตบุรุษกระทั่งถึงขั้นสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา, คือความเป็นพระอรหันต์ พุทธศาสนามี วิมุตติเป็นแก่น. ส่วนเรื่องศาสนวัตถุ ศาสนพิธี ศาสนบุคคล นั่นไม่ใช่ตัวแท้แห่งพระ ศาสนา; เป็นเครื่องรองรับเหมือนกับว่าต้นไม้ ; ส่วนสำคัญที่ประเสริฐที่สุด ก็คือแก่น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ว่า พระศาสนานี้มีวิมุตติเป็นแก่น นอก นั้นเป็นเพียงของรอบนอก เป็นขุยแห้ง ๆ อยู่ที่เปลือก, หรือว่าเป็นเปลือกชั้นนอก สุด, แล้วก็เป็นเปลือกชั้นใน, แล้วก็ถึงกระพี้ แล้วจึงจะถึงแก่นแห่งไม้นั้น.

น.162 ศาสนวัตถุ ศาสนพิธี ศาสนบุคคล ศาสนะอะไรก็ตาม นี่เป็นเพียงขุยแห้ง ๆ ที่ เปลือกนอก, เป็นเปลือกชั้นนอก เป็นเปลือกชั้นใน แล้วก็เป็นกระพี้ กว่าจะถึง แก่น คือวิมุตติ คือความถูกต้องของจิตใจจนจิตเป็นอิสระ ปรากฏออกมาเป็นบุคคล ที่รักผู้อื่นได้ : แก่นคือวิมุตติ. นี่กล่าวตามพระพุทธภาษิตในพระบาลี. เมื่อใดจิตวิมุตติหลุดเป็นอิสระออกมาได้จากความมีตัวกู - ของกู เมื่อ นั้นแหละคือแก่นแท้ของพระศาสนา, เป็นตัวแท้ของพระศาสนา, เป็นตัวธรรมะ ในฐานะเป็นตัวแท้ของพระศาสนา, เน้นลงไปที่ตัวความถูกต้อง ที่มีอยู่ในกระแส แห่งความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์เรา. ที่ปฏิบัติธรรมะถูกต้องแล้ว เกิดความ เปลี่ยนแปลงในชีวิต, และเป็นไปได้ตามขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ, จึงเป็นเรื่องที่ ยืดยาวมีความเปลี่ยนแปลงกว่าจะถึงที่สุด. แต่ว่าในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง นั้น ต้องมีความถูกต้องของการประพฤติปฏิบัติจนเกิดผลขึ้นมา ขอให้มีตัวแท้ของพระศาสนาที่นี่, มีหัวใจ มีแกนกลางของพระศาสนา ปรากฏอยู่ในความรู้สึกของเราจงทุก ๆ คนเถิด, ก็จะไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. เวลาของปาฐกถาธรรมสิ้นสุดลงแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต