น.509 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ศีลธรรมกลับ มาโลกาสงบเย็น เป็นการบรรยายครั้งสุดท้าย ของชุดศีลธรรมกลับมา ซึ่งอาตมาได้บรรยาย มาแล้วเป็น ๓๖ ครั้ง รวมทั้งครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นการปรับทุกข์ ถึงปัญหาทางศีลธรรมของมนุษย์ ในโลก. ในวันนี้จะเป็นเหมือนกับบทสรุป ขอทบทวนแต่โดยหัวข้อ ที่ควรนำมา พิจารณากัน. ขอให้รำลึกนึกถึงอานุภาพของศีลธรรม . ข้อแรก ก็ขอให้ย้อนระลึกนึกถึง ประโยชน์อานิสงส์ และ อานุภาพ ของศีลธรรม ว่า เป็นอานุภาพที่เข้าไปครอบงำถึงส่วนลึกของจิตใจ. เมื่อทำ ให้ คนกลัวบาปแล้ว ก็ไม่ประพฤติผิดศีลธรรม ทำบาป ทำชั่วแต่ประการใด. ๔๗๓
น.510 การที่คนในโลกยังมีศีลธรรมเหลืออยู่ ก็ เพราะศีลธรรมที่ติดมาใน สายเลือด หรือว่าคนที่ควร จะทำบาปบางคนยั้งไว้ได้ ไม่ใช่โดยกลัวกฎหมาย ; แต่ด้วยอำนาจความมีศีลธรรม คือกลัวบาป ที่เหลืออยู่ในใจบังคับไม่ให้ทำ, หรือ แม้ที่สุดแต่อันธพาลบางคน ไม่กระทำบาปในบางคราวหรือสุดเหวี่ยง ก็เพราะมี ศีลธรรมเหลืออยู่บ้าง, ขอให้ใคร่ครวญดูถึงข้อนี้ จะเห็นความจำเป็นของศีลธรรม คนจนสมัยก่อน จนเท่าไร ก็ไม่สมัครใจที่จะตัดเศียรพระพุทธรูปขาย เขาอาจจะพูดว่า ให้ตั้งแสนตั้งล้านฉันก็ทำไม่ได้ ; แต่มาถึงสมัยนี้ ตัดกันเป็น ว่าเล่น แม้ที่ไม่ค่อยจะมีราคา ก็ยังถูกตัดเอาไปขาย. หรือจะย้อนไปถึงสมัยคนป่าไม่นุ่งผ้า หญิงสาวมีแต่พวงใบไม้แขวนข้าง หน้านิดหนึ่ง ข้างหลังนิดหนึ่ง ก็ไปป่าหาผักหาฟืนไปบ้าน ไปป่าอย่างปลอดภัย ไม่มีใครฉุดคร่า. ส่วนบ้านเราสมัยนี้ ดูตามหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว มีการฉุดคร่าอย่างที่ ไม่น่าจะมี คือใจกลางเมืองหลวงก็ยังมี. ถ้ายังมีศีลธรรมเหลืออยู่ มันก็ทำไม่ได้ และคุ้มครอง อย่างที่เคยคุ้มครองคนป่าสมัยไม่นุ่งผ้า. นี่แหละ น่ าจะนึกถึง พระคุณของศีลธรรมกันให้มาก ถึงขนาดนี้ ทีนี้อยากจะขอร้องให้พิจารณาเป็นพิเศษ ก็คือว่า การกระทำที่เป็นไป เพื่อปรกติสุขของมนุษย์แล้ว เรียกว่าศีลธรรม ทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้เราเรียกชื่อ ต่าง ๆ กัน เป็นเศรษฐกิจบ้าง การค้าบ้าง การเมืองบ้าง การทหารบ้าง การ ปกครองบ้าง การสถิตยุติธรรม การราชทัณฑ์ กิจกรรมนายหน้า แม้แต่ ทนายความ.
น.511 เราไม่มองเห็น ว่า สิ่งเหล่านั้นทุกอย่าง แต่ละอย่างคือศีลธรรม เกิดมาในรูปแบบของศีลธรรมในตอนต้น ๆ ; แล้วเพิ่งมากลายเป็นมิใช่ศีลธรรม จนกระทั่งว่าเป็นข้าศึกของศีลธรรมไปในที่สุด. เมื่อมนุษย์พ้นมาจากความเป็นคนป่า มาตั้งทำมาหากินแล้วเดือดร้อน เพราะการเบียดเบียนกัน ก็ต้องมีศีลธรรมในขั้นระเบียบวินัยการปกครอง หรือ กฎหมาย. ต่อมาเขารู้จัก ค้าขาย เพื่อความสะดวก สงบสุข ยิ่งขึ้นในรูปของ ศีลธรรม เป็นการแลกเปลี่ยนด้วยความหวังดีต่อกันและกัน เพื่อมีความสงบสุข การค้าก็ทำไปเพื่อความสะดวกของสังคมมนุษย์นั้นเอง. การเมือง ไม่เคยเรียกว่าการเมืองในสมัยนั้น แต่ก็มีการกระทำชนิดที่ เรียกว่า การเมือง คือปรับปรุงกันให้อยู่โดยความเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. แม้ การทหาร ก็เป็นเพียงป้องกันตัว ให้รอดอยู่ได้ มันก็ อยู่ในรูปของ ศีลธรรม. จะมี การศาล การกฎหมายอะไรขึ้นมา มัน ก็เพื่อความปรกติสุข ในรูป ของศีลธรรม. แม้ในที่สุด เกิด กิจกรรมนายหน้า ก็เพื่อความสะดวก ความเป็น ปรกติสุข, เป็น ทนายความ ก็เพื่อความสงบสุข ความต่อสู้รักษาซึ่งความยุติธรรม ของผู้ที่ไม่มีปัญญาจะต่อสู้. ทุกอย่างมันเป็นรูปของศีลธรรม ไม่ยกเว้นอะไรเลย.
น.512 ต่อมามนุษย์มีความเจริญ จน เ ห็นแก่ตัว สิ่งที่เคยเป็นศีลธรร ม ทุกสิ่งนี้ ก็แยกตัวออกมาเป็นอย่าง ๆ สำหรับเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ หากำไร กลายเป็น โอกาสแห่งการคอรัปชั่น การรีดไถ ไปหมดสิ้น. เช่นว่า การแลกเปลี่ยนเพื่อ ความสงบสุขของสังคม ก็กลายเป็นโอกาสสำหรับขูดรีด อย่างนี้เป็นต้น. แม้การราชทัณฑ์ การยุติธรรม ก็จะกลายเป็นเครื่องมือ สำหรับการ ขูดรีด ในเมื่อผู้ปฏิบัติงานเหล่านั้นไร้ศีลธรรม. การทนายความ จึงถือกันว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่าเสน่หา บางคนไม่ยอมให้ลูกเรียนกฎหมาย เพื่อไปเป็นทนายความ นี่เป็นความคิดนึกอย่างคนโบราณ ; เพราะว่ากลายเป็นโอกาส หรือเครื่องมือ สำหรับการขูดรีดไปเสีย ในเมื่อไม่มีศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง. ดังนั้น ขอให้ย้อนระลึกไปถึงดึกดำบรรพ์ ว่าสิ่งเหล่านี้ แต่ก่อนเคย เป็นตัวศีลธรรม แขนงหนึ่ง ๆ ; บัดนี้แยกตัวออกมาเป็นอะไรก็ตามแต่จะเรียก แล้วก็มุ่งหมายที่จะแสวงหาประโยชน์ส่วนบุคคลทั้งนั้น. ทีนี้เรามาดูความเจริญ ที่เรียกกันว่า ความก้าวหน้า ความเจริญของ มนุษย์ ซึ่งพูดกันว่า เจริญๆ; แล้วก็พูดโดยไม่รับผิดชอบว่าเพื่อสันติภาพ, คือ ไม่ได้รับผิดชอบว่า มันจะมีสันติภาพได้จริง. ความเจริญของมนุษย์ทุกแขนง ที่เหมือนกับจะแข่งกับเทวดานั้น มันก็ไม่มีทางมาแห่งสันติภาพ เพราะความ เจริญเหล่านี้. ขอรบกวนเวลา และความอดทน ของท่านผู้ฟังอีกครั้งว่า เราจะ พิจารณาในเรื่องนี้กันพอเป็นที่เข้าใจ : -
น.513 เรื่องแรก ความเจริญในการผลิตปัจจัย ๔ : ผลิตอาหาร ผลิตเครื่อง นุ่งห่ม ผลิตที่อยู่อาศัย ผลิตวิธีการบำบัดโรค มันก็ก้าวหน้าเหลือประมาณ จน จะแข่งกับเทวดาได้ ; โลกนี้ก็ยังไม่มีสันติภาพอยู่นั่นเอง, มันกลายเป็นการสร้าง แฟชั่นที่เพื่อ ที่ฟุ่มเฟือย, แล้วก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว ให้ผู้บริโภคปัจจัยนั้นยิ่งขึ้น ๆ. เมื่อมีความเห็นแก่ตัวแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะรู้ได้เอง. ดูที่ การใช้ทรัพยากรของธรรมชาติ : เราขุดน้ำมัน ขุดโลหะ มา เป็นเครื่องมือสำหรับประหัตประหารกันด้วยการทำสงคราม หรือมหาสงคราม นี่มัน เพื่อสนติภาพ หรือเพื่ออะไร ? หรือว่าเราเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ เพื่อชีวิตอัน ฟุ่มเฟือยฟุ้งเพื่อ มันก็เป็นการทำลายมนุษย์อยู่นั่นแหละ, แล้วมันเป็นการทำลาย ตัวโลกนี้ให้หมดค่า ไปเสียด้วย. ทีนี้จะดูถึง การศึกษา : อักษรศาสตร์ วรรณคดี ปรัชญา เหล่านี้ มัน ก็ไม่ส่งเสริมความมีศีลธรรม เหมือนในยุคก่อน ๆ; จะหาวรรณคดี อักษรศาสตร์ ที่ส่งเสริมศีลธรรมโดยตรง อย่างบางคัมภีร์ในอินเดีย มันหา ไม่ได้. ปรัชญาเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้าให้แก่สันติภาพ และไม่นำไปสู่ สันติภาพ. การศึกษา ผลิตบัณฑิตที่จบแล้วก็เตะฝุ่นไม่เป็น, ทำสวนครัวก็ ไม่เป็น, จะหุงข้าวกินสักหม้อก็คงทำไม่ได้ จะดูไปถึงสิ่งที่เรียกว่า เทคโนโลยี ซึ่งกำลังบูชากันนักหนา เทคโนโลยี ทั้งหลาย กำลังกลาย เป็นเครื่องขุดหลุมฝังคน , ฝั่งมนุษย์ ให้จมอยู่ภายใต้ วัตถุนิยม , บูชาวัตถุเป็นพระเจ้า; ฝังมนุษย์ลงไปในผัสสายตนิกนรก คือนรก
น.514 ที่จะเกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิตใจ ของบุคคล นั้นเอง. จะดู กิจกรรมอวกาศ ไปโลกพระจันทร์ ไปโลกไหนก็จะได้อยู่แล้ว แต่มันก็ ไม่มีผลเพื่อสันติภาพ เลย เป็นเครื่องมืออะไรอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่มีผล แก่สันติภาพเลย. มองในส่วนนี้แล้ว ก็เหมือนกับขี่เรือบินไอพ่น สำหรับไล่ จับตั๊กแตน คนโบราณเขาล้อว่า ขี่ช้างจับตั๊กแตน นี้มันน่าบัดสีเต็มทีแล้ว เดี๋ยวนี้เราขี่ไอพ่นไล่จับตั๊กแตน ; ไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ. กิจกรรมปรมาณู ก็ขอให้ดูเถิด มัน ไม่ได้เป็นไปเพื่อสันติภาพ , เป็นไปเพื่อความยุ่งยากมากขึ้น. สักวันหนึ่งเมื่อบังคับไว้ไม่อยู่ บันดาลโทสะแล้ว ก็ใช้อาวุธปรมาณูทำลายกัน นั่นก็คือการทำลายโลก สรุปผล กิ จกรรมปรมาณู ก็เป็นเสมือนการต่อโลงไว้ใส่โลก ในอนาคต. เอ้า, มาดูที่อย่างประณีต เช่นศิลป, งานศิลป สมัยนี้ บัญญัติอะไร ไกลออกไป ๆ เพื่อความ (ความ .... ) ขออภัยต้องใช้คำว่า ความงมงายโง่เขลา ; ทำให้เสียเวลามาก, ไม่ถึงจุดของสันติภาพ , และก็ไม่รู้ว่า ศิลปนี้จะมีไว้เพื่อ รับใช้อะไรกัน ? เพื่อรับใช้สันติภาพ หรือเพื่อรับใช้วิกฤตการณ์ หรือรับใช้ความ มัวเมาที่สร้างให้ขยายตัวมากขึ้นทุกที ? ดูมาถึง การศึกษาโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศึกษากันมากมาย ศึกษากันได้เป็นพัน ๆ ปีหมื่นปี มันก็ ไม่ส่งเสริมศีลธรรมแห่งความรักมนุษย์
น.515 ด้วยกัน ; ได้แต่รื้อฟื้นความอาฆาต และค้นหาวิธีการที่จะเอาเปรียบผู้อื่น มาจากความรู้ทางประวัติศาสตร์นั่นเอง มันไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ. ที่เราหวังกันมาก เช่น การสถิตยุติธรรม หรือ ราชทัณฑ์ ที่คู่กัน เดี๋ยวนี้เขาจัดกันอย่างดี โอ้อวดกันมาก ; แต่มันก็ดีเกินไป แพงเกินไป แล้วก็ ยังเพิ่มคนอันธพาล อยู่นั่นเอง, ในโลกยังเพิ่มคนอันธพาลอยู่นั่นเอง ประจักษ์ พยานมันมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง. การสังคมสงเคราะห์ ยังไม่ช่วยให้คนพ้นจากนรกทั้งเป็น , ยังจม อยู่ใต้ปลักแห่งปัญหาชีวิต คือความโง่ของตน เลี้ยงไม่โต; เพราะว่าไม่สงเคราะห์ กันทางจิตทางวิญญาณเสียเลย. ทีนี้ดูที่ตัว พระศาสนาเอง ก็ได้แปรรูปไป จนพระศาสนาไม่เป็น ที่ตั้งแห่งศีลธรรม ไม่ควบคุมศีลธรรม เป็นการลงทุนมาก ได้ผลไม่คุ้มค่า. เราจะสร้างโบสถ์ใหญ่ ๆ แข่งกัน, สร้างพระใหญ่ ๆ แข่งกัน สร้างพระเจดีย์ใหญ่ ๆ แข่งกัน และอะไร ๆ อีกมากมาย ละเปยยาลใหญ่ไว้ก็ได้. มันก็ไม่ได้ผลชนิด ที่ให้เกิดสันติภาพ มันจะกลายเป็นเรื่องใช้เงินไม่คุ้มค่า สร้างความวุ่นวายปั่นป่วน ไปเสีย. ในที่สุดก็มาถึง ขนบธรรมเนียมประเพณี เปลี่ยนแปลงไป จน ส่งเสริมอบายมุข ; แทนที่จะส่งเสริมศีลธรรม มันก็กลายเป็นทำลายศีลธรรม. การบวชนาค การทอดกฐิน งานศพ หรืออะไรเหล่านี้ ก็มีอะไรแทรกแซง เข้ามา เป็นอบายมุขโดยไม่รู้สึกตัว ; มันไม่มีความหมายของคำว่า บวชนาค
น.516 หรือทอดกฐิน หรืองานศพอันบริสุทธิ์. มัน เป็นช่องทางให้เกิดความสนุก- สนานส่งเสริมกิเลส โดยอาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องบังหน้า. นี่แหละดูเถิด ความเจริญของมนุษย์เราในสมัยปัจจุบันนี้ กำลังเป็น อย่างนี้. โลกไม่ได้รับสันติภาพ เพราะสิ่งเหล่านี้กำลังเป็นเสียอย่างนี้. เมื่อพูดถึง หนทางแก้ไข ก็ต้องทำให้ศีลธรรมกลับมา, ให้มีหรือ เป็นเรื่องของศีลธรรม. แต่จะทำไม่ได้ด้วยเหตุเพียงว่า แต่งเพลงเพราะ ๆ ขึ้น สักเพลงหนึ่งให้ร้องกัน ให้ส่งวิทยุกระจายเสียงให้ลั่นไปหมด ศีลธรรมก็ไม่กลับมา. ต้องโดยการ แก้ไขปรับปรุงรื้อฟื้นทางศีลธรรม รณรงค์กัน เหมือนที่มีการ รณรงค์ทางการเมือง. หลักปฏิบัติทำให้ศีลธรรมกลับมา. จะขอสรุปเหลือเพียง ๓ หัวข้อว่า ข้อที่ ๑. ศีลธรรมที่จำเป็นนั้น ก็คือ รักผู้อื่น รักผู้อื่นแล้วฆ่าใครไม่ได้ ขโมยไม่ได้ ล่วงละเมิดกาเมไม่ได้ หลอก- ลวงไม่ได้ ดื่มน้ำเมาไม่ได้. และโดยส่วนตัวนั้น เมื่อ รักผู้อื่น ก็ไม่เห็นแก่ตัว มันก็ทำลายอหังการ มมังการของตัว คือกิเลสถูกทำลายจิตสูงไปทางพระนิพพาน. ส่วน ทางสังคม นั้น มันไม่มีปัญหาอะไรเหลือ เมื่อรักผู้อื่นแล้ว ไม่มีการเบียดเบียน มีแต่การช่วยเหลือกัน , แล้วจะทำให้รักชาติ รักเพื่อน มนุษย์. รักเพื่อนมนุษย์แล้ว นายทุนก็ไม่เกิดขึ้นในโลก ที่มีอยู่ก็ตายไปเอง.
น.517 นายทุนตายไปหมดแล้ว คอมมูนิสต์ก็ไม่มีงานทำ ก็ตายไปเอง. นี่ความมี ศีลธรรม ทำให้ไม่ต้องฆ่าแกงกัน ไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน มีสันติสุข เข้ามาแทน. ข้อที่ ๒. ขอให้ บังคับจิต บังคับตน บังคับกิเลส บังคับความ รู้สึกฝ่ายต่ำ ; สรุปรวมเรียกว่า บังคับตน . มนุษย์ก็จะเดินตรงทาง มีมนุษย- ธรรม ไม่ต้องกระวนกระวายให้ปวดหัว นอนไม่หลับ จนน่าละอายแมว. แมว นอนหลับไม่ต้องกินยานอนหลับ; คนต้องกินยานอนหลับ เป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต. บังคับจิตได้แล้ว ก็หยุดอาชญากรรม ลดอันธพาล เพิ่มพล เมืองดี เพิ่มสัตบุรุษ. ข้อที่ ๓. ถือหลักว่า มีความสุขเมื่อทำหน้าที่ อยู่กับโต๊ะทำงาน, มีความสุข เพราะรู้สึกว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม. ธรรมะ คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ ; เมื่อเราได้ทำ หน้าที่ของมนุษย์ เราได้ประพฤติธรรม ก็มีความสุข พอใจในตัวเอง ยกมือไหว้ ตัวเองได้จึงมีความสุข; ไม่มีใครสร้างอบายขึ้นมาได้ ถ้าว่าเขาเป็นสุขเมื่อทำ การงานสร้างสวรรค์แทนไปทุกหนทุกแห่ง. แม้จะอาบเหงื่อต่างน้ำอยู่ก็มีความสุข ไม่มีความยากจน ไม่มีการแย่งชิง กดขี่ ขูดรีด คอรัปชั่น เพราะว่าทุกคนเป็นสุข อยู่ที่โต๊ะทำงาน. การงานในโลกก็กลายเป็นศีลธรรมไปหมดทุกแขนง, ไม่ว่า แขนงเศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง อะไรมันกลายเป็นศีลธรรมไปหมด.
น.518 ทีนี้ผลที่เราจะได้รับ ที่ควรจะมอง ควรจะหวัง หรือหวังได้ ; เมื่อ ศีลธรรมกลับมา อย่างนี้แล้ว โลกนี้จะสงบเย็น , สงบเย็น ไม่มีนักเศรษฐกิจ โกงจนปั่นป่วนไปทั่วโลก, ไม่มีนกการเมืองโกง จนการเมืองของโลกได้ชื่อว่าเป็น เรื่องสกปรก, ไม่มีนักปกครองคอรัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยทุกอย่างทุก ประการ, ไม่มีคนผลิต คนขาย คนซื้อ คนกลาง ที่พร้อมที่จะโกงอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่มีอันธพาลเต็มเมือง หรือชุมยิ่งกว่ายุง, ไม่มีคนยากจน เพราะเขาสนุกเป็นสุข, ในการทำการงาน บูชาการงานเป็นพระเจ้า, ไม่มีคนที่เห็นแก่ตัว ที่เป็นต้นเหตุ แห่งปัญหาทุกปัญหาในโลกนี้. เราจะรักษาไว้ได้ซึ่งเอกลักษณ์ไทย วัฒนธรรม ไทย ถ้าเรามีศีลธรรม. คนไทยจะรู้จักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถึงขั้นที่ เรียกว่า สมบูรณ์แบบ ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า ผลที่ควรจะได้ที่สูงสุดประเสริฐ วิเศษ มหาศาล เราไม่ได้ เพราะความไม่มีศีลธรรม, ไม่เอาใจใส่ในความเป็นศีลธรรม, ปล่อยให้ เป็นไปตามกิเลสของคน. ศีลธรรมก็ไม่มีอยู่ในรูปกิจกรรมต่าง ๆ ในโลกนี้ทุก แขนง เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับเอาเปรียบกัน สร้างปัญหาขึ้นในโลก. การทำ ให้ก้าวหน้าในชีวิตในผลประโยชน์ ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ จะทำให้มนุษย์ เป็นสุข ก็กลายเป็นโอกาส เป็นเครื่องมือ สำหรับกดขี่ขูดรีด ผูกขาด อะไรกัน ไปเสีย. นี่ขอให้ดูให้ดีว่า ศีลธรรมทุกๆแขนงในแต่กาลก่อนนั้น มา เปลี่ยนรูป เป็นเรียกว่า อาชีวะบ้าง เศรษฐกิจบ้าง การค้าบ้าง การเมืองบ้าง การทหารบ้าง การปกครองบ้าง ความยุติธรรมบ้าง กระทั่งกิจกรรมนายหน้า กระทั่งถึงทนายความ ซึ่งที่แท้แต่ละอย่าง ๆ เป็นศีลธรรม; เพราะว่าถ้าทำไปอย่าง ถูกต้องแล้ว ทำให้มนุษย์มีปรกติสุข
น.519 ศี - ละ, ศีละแปลว่า ปรกติสุข ศีลธรรมแปลว่า สิ่งที่ทำความ ปรกติสุข. มนุษย์คิดขึ้นมา นึกขึ้นมาได้ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์โน้น เพื่อความ ปรกติสุข; ต่อมามันเปลี่ยนรูปเป็นเครื่องมือ เป็นโอกาส สำหรับเอาเปรียบ ผู้อื่น โลกมันก็ยุ่งยากมากขึ้น ๆ จนหาความสงบสุขไม่ได้เป็นวิกฤตการณ์ถาวรไป. ศีลธรรมไม่กลับมา สันติภาพก็มีไม่ได้. พูดถึงสันติภาพแล้วก็น่าหัว คนในโลกกำลัง พูดถึงสันติภาพถาวร , แต่ว่าเขากำลังทำเหตุทำปัจจัย แห่งวิกฤตการณ์อันถาวร คือไม่มีศีลธรรม, ทำพลาดจนศีลธรรมเปลี่ยนรูป. ศีลธรรมโบราณ ที่เคยทำความสงบทุกแขนง แก่มนุษย์นั้น เปลี่ยนรูปเป็นวิธีการต่างๆ เพื่อจะแสวงหาประโยชน์ใส่ตัว ด้วย ความเห็นแก่ตัว ดังที่ได้ยกตัวอย่างให้ฟังมาแล้วข้างต้นนั้น. ขอให้พวกเราทุกคน ในฐานะที่รวมกันเป็นมนุษยชาติ จ งมองเห็น หนทางแห่งความวินาศ ในเมื่อศีลธรรมไม่กลับมา. ศีลธรรมไม่กลับมา เหมือนอย่างสมัยคนป่าที่ยังไม่นุ่งผ้า ก็อย่างหญิงสาวไม่นุ่งผ้า ก็ยังไปทำงานตามป่า ตามภูเขา ตามทุ่งนาได้ โดยไม่มีใครฉุดคร่า นั่นแหละมันเป็นศีลธรรม ที่สร้าง ขึ้นมาจากธรรมชาติอันบริสุทธิ์. เดี๋ยวนี้เราคิดดูเถอะเป็นอย่างไร อยู่ในบ้าน เรือน ในห้องของตัว ก็ยังไม่พ้นจากการฉุดคร่าสำหรับหญิงสาว. นี่ศีลธรรมมีอานิสงส์อย่างไร, มีอานุภาพอย่างไร, ขอได้ทบทวนกัน ให้ดี ๆ เถิด ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องช่วยกันให้ศีลธรรมกลับมา.
น.520 อาตมาขอโอกาส ที่จะอ่านร่ายยาว หัวข้อของการกลับมาแห่งศีลธรรม อีกครั้ง เป็นวาระสุดท้าย ของการบรรยายชุดนี้ คือว่าอาตมาจะหยุดการบรรยาย เรื่องศีลธรรมกลับมา. ถ้ากรมประชาสัมพันธ์ยังอำนวยให้พูดต่อไป ก็จะพูดชุด อื่นแล้ว ก็ขอให้คอยดูว่าจะพูดชุดอะไร. สำหรับชุดศีลธรรมกลับมานี้ ครั้งนี้เป็น ครั้งสุดท้าย เป็นครั้งที่ ๓๖ แล้ว ฟังดูก็น่าสงสาร ๓๖ ครั้งแล้ว อ้ อนวอนท่าน ทั้งหลายเพื่อศีลธรรมกลับมา. หัวข้อการกลับมาแห่งศีลธรรมนั้น ก็คงจะชินหูของท่านทั้งหลายอยู่ ไม่มากก็น้อย คือคำว่า ถ้าจะให้มีศีลธรรม หรือศีลธรรมกลับมา เราจะต้องมี การประพฤติกระทำต่อกัน หรือต่อตัวเอง อย่างคงเส้นคงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคางระวังคอ ถอนตอลงหลัก รู้ว่ามันเป็นกงจักรหรือเป็นดอกบัว กิเลสเป็นตัว ธรรมะเป็นตน เป็นคนยังไม่ใช่มนุษย์ เป็นชาวพุทธก็จะหมดปัญหา ปัญญาต้องคู่กันกับสติ ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา วิชชาต้องส่องแสง การลงแรงต้องคุ้มค่า ศีลธรรมกลับมาโลกาสงบเย็น คือหัวข้อแห่งการบรรยายครั้งสุดท้ายแห่งชุดนี้ ในวันนี้. เวลาที่กำหนดไว้ สำหรับการบรรยายก็หมดลงแล้ว อาตมาขออ้อนวอนท่านทั้งหลาย ว่า จงได้ช่วยกันพิจารณาตามหัวข้อที่ว่า ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาก็วินาศ ถ้าศีลธรรมกลับมา โลกาก็สงบเย็น. ขอให้เราทั้งหลายมีความหวัง ตั้งความหวัง ความปรารถนาว่า ศีลธรรมจักต้อง กลับมา ก่อนแต่ที่โลกาจะวินาศ แม้อาตมาเองก็ขอแสดงความหวังว่า ท่านทั้งหลายจะได้นำไป พินิจพิจารณา แล้วประพฤติกระทำให้ถูกตรงตามปัญหา เพื่อจะแก้ปัญหานั้นได้โดยสะดวกดาย แล้วก็จะมีความเป็นอยู่สุขสบายด้วยกันทุกทิพาราตรีทุกท่านทุกคน เทอญ.
Buddhadasa