น.494 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ยังคงแสดงไปในวัตถุประสงค์ว่า ศีล- ธรรมจะกลับมา, ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาก็วินาศ และการบรรยายในวันนี้มีหัวข้อว่า การลง แรงต้องคุ้มค่า. ประโยคนี้ฟังดูแล้ว มันคล้ายกับเป็นเรื่องเศรษฐกิจหรือการค้า ไม่ใช่ ศีลธรรม แต่โดยแท้ที่จริงนั้น เนื้อหาของเรื่องก็เป็นเรื่องศีลธรรม, ศีลธรรม ส่วนปัญญา ; หรือเมื่อวิชชาส่องแสงถึงที่สุด การทำการลงแรงที่คุ้มค่าก็เป็น ศีลธรรม เพราะว่าการทำสิ่งที่มีค่าน้อยให้มีค่ามากมันก็เป็นศีลธรรม. ๔๕๘
น.495 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มนุษย์เราทุกคนมีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ หรือแยกออกได้เป็นเบญจขันธ์ ๕ ประการ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วยกันทั้งนั้น. แต่แล้ว ทำไมบางคนจึงแทบจะไม่มีค่าอะไร ? ทำไม บางคนจึงมีชีวิตที่มีค่าสูงสุด ทั้งที่เรามีทุนเดิมเหมือนกันเท่ากัน ? พระพุทธองค์ทรงลงแรงคุ้มค่า. พรุ่งนี้ก็เป็นวันวิสาขบูชา เป็นวันฉลองชัยชนะอย่างยิ่งของมนุษย์ ซึ่งมีบุคคลแรก คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเอาชนะกิเลสได้อย่างน่าอัศจรรย์. มนุษยชาติตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสตลอดเวลา ; ครั้นมาถึงวันนั้น ก็มีมนุษย์ คนหนึ่ง สามารถเอาชนะกิเลสได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เราจึงฉลองวันนั้น ทำการ ฉลองวันนั้น กันอย่างใหญ่หลวง คือฉลองชัยชนะของมนุษย์เหนือกิเลส. มี พระพุทธองค์เป็นผู้ทรงกระทำไปในนามของมนุษยชาติ ; สัตว์โลกซึ่งเคยเป็น ทาสของกิเลส ก็มารู้วิธีที่จะเอาชนะกิเลส อยู่เหนือกิเลส. อย่างนี้ก็คิดดูเถอะว่า พระพุทธองค์ซึ่งทรงเป็นมนุษย์ ประกอบด้วย ชีวิตร่างกาย มีขันธ์ ๕ มีธาตุ ๖ เหมือนกับเรา ; แต่ทำไมพระองค์จึงประสบ ความสำเร็จ ในการชนะมาร ในนามของมนุษยชาติทั้งมวล ? นี้เป็นการลงแรง ที่คุ้มค่า เกินค่า เกินยิ่งกว่าเกิน, เกินยิ่งกว่าค่า ยิ่งกว่าเกินค่า. ชีวิตนี้ใช้ไป ในทางลงทุน ได้ผลเป็นกำไรเกินยิ่งกว่าเกิน ยิ่งกว่าเกินค่า นี้จะเป็นศีลธรรม หรือไม่เป็นท่านลองคิดดู ?
น.496 คนหัวเศรษฐกิจการค้า เขาก็มองไปในทางเป็นการค้า ; แต่ว่าเรา เป็นพุทธบริษัท ย่อมมองเป็นศีลธรรมคือการทำสิ่งที่มีค่าน้อยให้มีค่ามาก, หรือ ทำสิ่งที่ไม่มีค่าให้เกิดมีค่าขึ้นมา, นี้ก็เป็นศีลธรรม ; ถึงแม้ว่าจะมองกันใน ลักษณะของเศรษฐกิจ ในความหมายธรรมดาสามัญ สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั้น ก็ยังเป็นศีลธรรม อยู่นั่นเอง ; เพราะว่าทำไปเพื่อให้ได้รับประโยชน์ต่อ มนุษย์, ให้มนุษย์มีความสะดวกสบายยิ่ง ๆ ขึ้นไป, แต่ต้องทำอย่างมีศีลธรรม ถ้าไม่มีศีลธรรม ก็เป็นเศรษฐกิจโกง, ดังที่กำลังกระทำให้โลกนี้กระวน กระวาย ระส่ำระสาย เพราะเศรษฐกิจโกง คือไม่มีศีลธรรมนั่นเอง. แม้จะ มองในแง่ของเศรษฐกิจ มันก็ยังคงเป็นศีลธรรมได้; ดังนั้นอาตมาจึงยืนยัน หัวข้อว่า การลงแรงต้องคุ้มค่า. ก็เป็นหัวข้อการปฏิบัติ เพื่อการกลับมา แห่งศีลธรรม. ทีนี้อยากจะทำความเข้าใจกันถึงคำว่า ลงแรงหรือลงทุน การลงแรง หรือลงทุนนี้ โดยธรรมชาติมันก็เป็นของมันเอง ของมนุษย์ที่มีเจตนาจะกระทำ มันก็มีอยู่อีกส่วนหนึ่ง แต่การลงแรงของธรรมชาตินี้ เรียกว่ามันแสนจะคุ้มค่า. วิวัฒนาการทั้งหลาย เป็นการลงแรงคุ้มค่า. ขอให้ถือว่า วิวัฒนาการทั้งหลาย คือการลงแรงที่คุ้มค่า. การ ลงแรงที่คุ้มค่าและแน่นอน คือกระแสแห่งวิวัฒนาการของธรรมชาติ. ธรรม-
น.497 ชาติลงแรงด้วยความว่างเปล่า, ไม่มีอะไร, แล้วเกิดดวงอาทิตย์ขึ้นมา. ดวง อาทิตย์แบ่งเนื้อหนังให้นิดหนึ่ง ออกมาเป็นโลก ; พอเย็นลงก็เป็นหินชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าหิน acneous stone เป็นหินล้วน ๆ, ‘แล้วโลกก็ลงทุนด้วยหินล้วน ๆ นี้ ทำให้เกิดชีวิตนานาชนิดขึ้นมาในโลกในที่สุด. นี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เรียก ว่าธรรมชาติแท้ ๆ มันก็มีวิวัฒนาการ ที่เป็นการลงทุนลงแรงที่คุ้มค่าหรือเกินค่า ; แต่เรามนุษย์นี้ไม่เอาอย่างมันเลย. ทีนี้จะดูกันถึงการลงแรงด้วยเจตนาของมนุษย์ก่อน ในทางโลก มนุษย์ ลงแรงลงทุนเพื่อความร่ำรวย เพื่อเรื่องกินเรื่องกาม ; แม้ที่สุดแต่เรื่องวัฒนธรรม แต่จะคุ้มค่าหรือไม่ก็ขอให้พิจารณาดู. เดี๋ยวนี้อยู่ในสภาพอย่างไร หรือว่า มนุษย์ลงแรงในทางศีลธรรม เพื่อเกิดบุญ เกิดกุศล เกิดเกียรติยศ เกิดสาธารณกุศล กระทั่งเกิดสวรรค์ในที่สุดก็ต้องคอยดูต่อไปว่า มัน กำลังคุ้มค่าหรือไม่ ? ทีนี้ถ้าดูในชั้นสูงสุด คือใน ทางปรมัตถ์ มนุษย์เราก็ลงทุนเพื่อมรรค ผล นิพพาน แล้วมันก็ ได้ผลตรงตามความประสงค์ คุ้มค่าแห่งการลงทุนหรือหาไม่ ? ขอให้ลองคิดดู. การลงทุนของมนุษย์แม้ทางโลก ยังไม่คุ้มค่า. อาตมามองเห็นในลักษณะของการไม่คุ้มค่า : มนุษย์ในโลกกำลัง ลงทุนไปในลักษณะที่ไม่ได้ผลคุ้มค่า ; เพราะลงทุนด้วยทุจริต ด้วยความคด- โกง ด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่มีศีลธรรม มันก็หมุนไปในทางให้เกิดผลร้าย.
น.498 ตัวอย่าง ที่น่าเอามาพิจารณาดูกันเล่น ว่า เดี๋ยวนี้มนุษย์มีความไม่ ถูกต้องในเรื่องปัจจัย ๔ : เรื่อง อาหาร, เรื่อง เครื่องนุ่งห่ม, เรื่อง ที่อยู่อาศัย, และเรื่อง บำบัดโรค, มนุษย์ไม่ประสบผล ที่ควรจะพอใจ ที่น่าพอใจ คือไม่มี สันติสุข. แม้ว่าจะมีอาหารเลิศอย่างไร, นุ่งห่มอย่างเลิศลอยอย่างไร, ที่อยู่อาศัย เลิศลอยอย่างไร, บำบัดโรคอย่างดีที่สุดอย่างไร, ซึ่ง ต้องลงทุนมาก ; มนุษย์ก็ ยังไม่คุ้มค่า, ไม่ได้รับผลคุ้มค่าของการลงทุน ยังเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ ยังเต็ม ไปด้วยอันธพาล, ความไม่มีศีลธรรม สิ่งเลวร้ายก็ยังมีอยู่. ทีนี้ก็จะดูว่า ที่ลงทุนเพื่อการศึกษา ซึ่งยกย่องกันนัก ว่ากำลังเจริญ ก้าวหน้า. ประเทศไทยเราก็ลงทุนเพื่อการศึกษา สร้างบัณฑิตขึ้นมาเป็น หมื่น ๆ ; แต่แล้วก็เป็นบัณฑิตที่เตะฝุ่นไม่เป็น, ล้วนแต่เป็น บัณฑิตที่เตะฝุ่น ไม่เป็น ล้นงานไม่รู้จะทำอะไร : ทำนาก็ไม่ได้ แม้จะทำสวนครัวก็ไม่เป็น. เรา ผลิตแต่บัณฑิตชนิดที่เตะฝุ่นไม่เป็น สู้พวกอื่นที่เขาผลิตบัณฑิตที่เตะฝุ่นเป็นไม่ได้. ดูต่อไปถึง เรื่องเทคโนโลยีทั้งหลาย เจริญก้าวหน้าเหลือประมาณ จนไม่รู้ว่าจะไปทางไหนกัน ; แต่แล้ววิชาเทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านั้น ก็ ส่งเสริม ให้มนุษย์ตกเป็นทาสของวัตถุ, ตกเป็นทาสของความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง, สมน้ำหน้ามัน. นี่เทคโนโลยีมันให้ผลอย่างไรคุ้มค่าหรือไม่ ? กิจกรรมอวกาศ ทั้งหลาย ซึ่งท่านทั้งหลายก็ได้ยินได้ฟังอยู่ตลอดเวลา ในเรื่องของอวกาศ แล้วได้ผลเป็นอย่างไร ? คุ้มค่าไหม ? เงินเสียไปจนไม่รู้กี่แสน ๆ
น.499 ล้าน หรือกี่ล้านล้าน ก็ได้เป็นสันติสุขเท่าไร ? เอามาเปรียบเทียบคำนวณดูแล้ว มัน ได้ผลเท่ากับ ขี่เรือบินจับตั๊กแตน. กิจกรรมอวกาศของเรามีผลเพียงว่า ขี่เรือบินจับตั๊กแตนคุ้มค่าไหม ? ดูต่อไปถึง กิจกรรมปรมาณู, ระบบปรมาณูก้าวหน้า ; ดูว่ามันจะ เกิดอะไรขึ้น, มันจะเกิดผลอะไรขึ้น ? สักวันหนึ่งมันจะเกิดผลอะไรขึ้น. อาตมา มองเห็นว่า กิจกรรมปรมาณู ทั้งหลาย นี้มัน เหมือนเตรียมโลงไว้ใส่โลกล่วง หน้า, เตรียมโลงไว้ให้โลกเป็นการล่วงหน้า, กิจกรรมปรมาณู คือในที่สุดจะนำ มาซึ่งการล้างโลก แล้วทีนี้ดูของที่สวยงามประณีตกันบ้าง งานศิลปในโลกกำลังก้าว- หน้า : นิยมศิลป ส่งเสริมศิลป, เพ้อฝันกันถึงเรื่องศิลป, แต่ดูแล้วมันมีผล อะไรบ้าง ที่เกิดมาจากความก้าวหน้าทางศิลป ? ศิลปก้าวหน้า จนมาถึงคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ ; ต้องไปเรียนโง่ ให้มาก ๆ ให้มากที่สุด จึงจะเข้าใจศิลปนั้นได้. นี่มันมีประโยชน์อะไร ? นอกจาก ว่าให้มันเสียเวลามากขึ้น. แล้วก็ เป็นศิลปที่ไม่เคยรับใช้สันติภาพ, ไม่เคยรับใช้พระศาสนา เหมือนแต่กาลก่อน, เป็นศิลปที่รับใช้กิเลสของมนุษย์, ให้มนุษย์ได้ขยายกิเลส มากออกไป. อย่างดีที่สุดก็รับใช้การเมือง ศิลปเพื่อประโยชน์แก่การเมืองรับใช้ การเมือง ยังไม่มีลู่ทางที่จะแสดงให้เห็นว่า จะสร้างสรรค์ให้เกิดสันติภาพ
น.500 ดูต่อไปอีก ถึงสิ่งที่มันไม่คุ้มค่า คือ วิชาโบราณคดี และ ประวัติศาสตร์ การค้นคว้าการร้อยกรอง เกี่ยวกับโบราณคดีประวัติศาสตร์ ค้นคว้าขึ้นมาเท่าไร ก็ ไม่ให้เกิดผลในทางที่จะให้มนุษย์รักกัน. ประวัติศาสตร์และโบราณคดี ขุดค้นขึ้นมาแต่เรื่องฆ่าฟันกัน, อาฆาต มาดร้ายกัน, เกลียดชังกันจนเป็นประวัติศาสตร์เลย. ไม่ให้ผลเพื่อความมีแห่ง ศีลธรรม. จะยกตัวอย่างดูว่า โบราณคดีประวัติศาสตร์ พวกไหน ส่วนไหน แง่ไหน ที่ส่งเสริมให้มนุษย์ให้รักกันและเพื่อความมีศีลธรรม. ดูมันจะ เป็นไป เพื่อความอาฆาตมาดร้าย รุนแรงขึ้น กว่าเดิมไปเสียหมด. นี้เราเรียกว่า มันไม่คุ้มค่า ลงทุนมาก เหนื่อยมาก เสียเวลามาก อะไรมาก แล้วก็ยังไม่ได้ผลคุ้มค่า จากวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ที่นี้เอาให้ใกล้เข้ามาอีกว่า ร ะบบการยุติธรรมการรักษากฎหมาย การราชทัณฑ์ ลงโทษคนทำผิด นี้ก็ ยังไม่ได้ผลคุ้มค่า : ลงทุนมาก แต่มัน ดีเกินไป ยิ่งเพิ่มอันธพาล ยิ่งให้มีอันธพาลในโลกหนาแน่นขึ้นมา เพราะว่า ระบบยุติธรรมราชทัณฑ์นั้นมันดีเกินไป มันแพงเกินไป; ถ้าเอากันให้ถูก ๆ ให้ หยาบ ๆ อย่างสมัยบรรพบุรุษเชื่อว่าการปราบอันธพาลจะดีกว่านี้. นอาตมาจะมองไปในทางที่ว่า สิ่งเหล่านี้ ตามที่ยกตัวอย่างมานี้ มนุษย์ เรายังไม่ได้รับผลคุ้มค่า, เรื่องโลก ๆ ทั้งหลายเรายังไม่ได้รับผลคุ้มค่า : จาก
น.501 การเป็นอยู่ด้วยปัจจัย ๔ จากการศึกษา ที่ผลิตแต่บัณฑิตที่เตะฝุ่นไม่เป็น, เรื่อง เทคโนโลยี เรื่องกิจกรรมอวกาศ เรื่องกิจกรรมปรมาณู งานศิลป โบราณคดี ประวัติศาสตร์ ราชทัณฑ์ ยุติธรรมยังไม่ได้รับผลคุ้มค่า. เพราะความไม่มีแห่ง ศีลธรรม ซึ่งมันเพิ่มปัญหาให้มากขึ้น, แล้วความไม่มีแห่งศีลธรรม ไม่สามารถจะ แก้ปัญหาเหล่านั้น แล้วเราก็ ลงทุนลงแรง เป็นเรื่องเสียเปล่า ; ลงแรงแล้ว ไม่คุ้มค่า. นี่เรื่องโลก ๆ เรื่องชาวบ้านแท้ ๆ. กิจกรรมของโลกระดับศีลธรรมก็ไม่คุ้มค่า. ทีนี้ก็มาดูเรื่องที่สูงขึ้นมา คือในระดับศีลธรรม, การกระทำในระดับ ที่เป็นศีลเป็นธรรม ในโลกนี้ยังไม่ได้ผลคุ้มค่า. เช่น การสังคมสงเคราะห์ สงเคราะห์เหมือนอย่างกับว่าเลี้ยงลูกอ่อนไม่รู้จักโต, สงเคราะห์แต่ทางวัตถุที่ทำให้ โง่ ให้เห็นแก่ตัว, ไม่สงเคราะห์ทางจิตใจให้เขาเฉลียวฉลาด ในการที่จะช่วยตัว เองได้. สงเคราะห์อย่างนี้มัน ไม่ช่วยให้พ้นจากการตกนรกทั้งเป็น บางที จะเพิ่มให้มีการตกนรกทั้งเป็น ยืดยาวไปกว่าเดิม หรือว่าจะดูเรื่อง การบำเพ็ญบุญ บำเพ็ญทาน : สร้างโบสถ์ราคา ๕๐ ล้าน ปีหนึ่งเปิดใช้ไม่กี่วัน ปิดไว้ตลอดเวลา สร้างโบสถ์ราคา ๕๐ ล้าน คุ้มค่าตรงไหน ? ยมบาลเขาจะว่าอะไร ? ยมบาลเขาจะต่อว่า พวกใช้เงินไม่คุ้มค่า ใช้เงินของประชาชนไม่คุ้มค่านี้ ควรจะให้อะไร ? ควรจะโยนลงไปในหม้อไหน มากกว่า ?
น.502 ทีนี้มาดูว่า วัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เหล่านี้มันคุ้มค่าหรือไม่ ? สิ่งที่ไม่ต้องลงทุน ก็ทำให้ต้องลงทุน. ยกตัวอย่าง การบวชนาค บวชเป็นพระ ถ้าเป็นสมัยพุทธกาลไม่มี การลงทุนเลย ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า หรือไปอยู่กับใครก็ตาม เขาก็บวชกันไม่ ต้องลงทุนเลย. เดี๋ยวนี้เขาลงทุนกัน อย่างน้อยรายละหมื่นบาท ๒ หมื่นบาท ; ไปกู้เขามา, เอานาไปจำนองจำนำ, เอาเงินมาลงทุน บวช ๔ - ๕ วันก็สึกแล้ว. นี่มันคุ้มค่าที่ตรงไหน ? ยังทำให้ เต็มไปด้วยอบายมุข, เล่นหัวสนุก สนานอย่างอบายมุข, ดื่มน้ำเมาอย่างอบายมุข ในการบวชนาคนั้นเอง กฐิน ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างครั้งพุทธกาล ไม่ต้องเอาเงินไปละลาย แม่น้ำมากเหมือนเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้เขา ทอดกฐิน เพื่อจะได้เดินทางไปกินเหล้า ไปเล่นไพ่ ไปสรวลเสเฮฮา นั้นแหละคือตัวกฐินของเขา. นี่ก็รถคว่ำ แล้วก็ ตายกันเป็นหมู่ ๆ อย่างนี้เรียกว่ามันได้ผลคุ้มค่าอย่างไร ? งานเผาศพ ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากไป จนมีการใช้จ่ายมาก เพียงแต่ค่า ดอกไม้อย่างเดียวแล้วก็น่าตกใจ คือเป็นพันเป็นหมื่น ในศพ ๆ หนึ่งที่มีเกียรติ นี้อาตมาดูรูปถ่ายการ เผาศพมหาตมคานธี มหาบุรุษที่รู้จักกันทั้งโลก คือ มหาตมคานธี เอาฟื้นมากองเข้า แล้วเอาศพวางบนนั้น แล้วก็เผา ไม่ได้ใส่โลง ด้วยซ้ำไป. คิดดูซิเผาเหมือนกับกองไม้กองหนึ่งเท่านั้น. นี่ภาพงานศพมหา- ตมคานธี ภาพอย่างนี้ในเมืองไทยมีไหม ? แม้แต่คนขอทานก็ยังจะทำดีกว่านี้.
น.503 นี้เรา ลงทุนมากเกินไป ในขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เรามาตั้งชื่อ ให้ใหม่ ๆ เพราะ ๆ ว่าวัฒนธรรม. ขอให้ดูการบวชนาค การทอดกฐิน งานเผา ศพ, อะไรต่าง ๆ มันกำลังทำอะไรให้เกิดขึ้น แก่เศรษฐกิจของชาติ กิจกรรมฝ่ายปรมัตถธรรมก็ยังไม่คุ้มค่า. เอ้า, ที่นี้ดูให้สูงขึ้นไปอีก คือ กิจกรรมในระดับปรมัตถธรรม ที่เรา เรียกกันว่า วิปัสสนาธุระ นั่นแหละ. กิจกรรมวิปัสสนา ยังไม่ได้ผลคุ้มค่า ข้าวสุก ที่เอามาเลี้ยงนักวิปัสสนา, ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่เสียไป เพราะ กิจกรรมวิปัสสนา ยังทำให้เกิดความเข้าใจผิดอยู่บางอย่าง หรือมากอย่าง ไม่ได้ ผลคุ้มค่าของคำว่า วิปัสสนา. คำที่ประหลาดที่สุด คือคำว่า นิพฺพานปจฺจโย โหตุ - ขอให้สิ่งนี้เป็น ปัจจัยแก่พระนิพพาน อย่างนี้ก็ ยังไม่มีความหมาย อยู่นั่นเอง; กระทำแล้ว ขอร้องอย่างนั้นอ้อนวอนอย่างนั้น มันก็ยังไม่มีความหมายเป็นปัจจัยแห่งพระ- นิพพาน. ประชาชน ยังไม่รู้จักพระนิพพาน ด้วยซ้ำ ; พอเอาเรื่องพระนิพพาน มาอธิบายให้ง่าย ให้เห็นเป็นนิพพานที่นี่เดี๋ยวนี้ ก็ถูกด่า. อาตมาถูกด่ามาจน ไม่รู้จะถูกด่าสักเท่าไรแล้ว เรื่องพูดให้เห็นว่า นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้.
น.504 นี่ มันยังขัดขวางสวนทางกันอยู่อย่างนี้ ; เรียกว่าไม่ให้ผลคุ้มค่า, เห็นว่าเรากำลังลงทุนอย่างไม่คุ้มค่า. ถ้าดูให้ดีมัน เป็นเรื่องขาดทุน, เป็นเรื่อง ถอยหลัง, เป็นเรื่องรับผลร้ายมากกว่าผลดี. นี้คือตัวอย่างแห่งการลงแรงลงทุน ที่ไม่คุ้มค่า. เป็นพุทธบริษัทให้สมบูรณ์จึงจะมีผลคุ้มค่า. เอ้า, ทีนี้เราจะทำให้มันคุ้มค่า ทำอย่างไรจึงจะคุ้มค่า ? อาตมาเห็นว่า เรา จะต้องมีความเป็นพุทธบริษัท ให้มากขึ้นหรือสมบูรณ์ คือให้มีศีลธรรม ควบคุมอยู่ในทุกระบบงาน. นั่นแหละเรียกว่ามีความเป็นพุทธบริษัทให้มากขึ้น พุทธบริษัท แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. เราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ เบิกบาน แล้วทำอะไรมันก็ไม่ผิด, มันจะไม่หลงไปทำสิ่งที่ไม่คุ้มค่า มันจะรู้จัก เลือกทำแต่สิ่งที่คุ้มค่านี้เรียกว่า มีความเป็นพุทธบริษัทให้มากขึ้นเถิด การลงแรง ลงทุนอะไร ๆ ก็จะคุ้มค่าไปหมด. หรือว่ามีเศรษฐกิจเป็นศีลธรรม เรามี เศรษฐกิจให้เป็นศีลธรรม, ใช้ศีลธรรมเป็นเครื่องทำสิ่งที่มีค่าน้อยให้มีค่ามาก, อะไร ๆ ที่ประพฤติเพื่อผลเพื่อ ประโยชน์ แล้วก็ให้ศีลธรรมเข้าไปคุ้มครอง เป็นเศรษฐกิจที่มีศีลธรรม. แม้ เศรษฐกิจในครอบครัว จะหาเงิน จะใช้เงิน จะบริโภคปัจจัย ๔ ก็ขอให้มี ศีลธรรม.
น.505 อยากจะพูดว่า ขอให้เราเป็นเศรษฐีตามแบบพุทธบริษัทกันเถิด เศรษฐีตามแบบพุทธบริษัทนั้นหมายความว่า ผลิตให้มาก กินแต่น้อย เท่าที่จำเป็น แล้วเหลือเอาไปช่วยสังคม นี่คำว่าเศรษฐีตามแบบพุทธบริษัท. คำว่า เศรษฐี แปลว่า ผู้ประเสริฐที่สุด ; ไม่ใช่นายทุนที่ลงทุนหากำไร เพิ่มกำลังทุน แล้วก็กวาดล้อมเอาทุนมาเพิ่มให้มากขึ้น อย่างนั้นเป็นนายทุน. แต่ ถ้า เป็นเศรษฐี ก็จะต้องผลิตให้มาก กินแต่น้อย เหลือไปช่วยสังคม. เศรษฐีมี โรงทาน เศรษฐีฝังทรัพย์ไว้เพื่อหล่อเลี้ยงโรงทานอย่าให้ขาดมือ เป็นเศรษฐีตามแบบพุทธบริษัท ขึ้นมาในโลกนี้แล้ว นายทุนก็หมดไป เอง ; คอมมิวนิสต์ก็ไม่มีงานทำ คอมมิวนิสต์ก็หมดไปเอง. นี่ขอให้เราเป็น เศรษฐี ตามแบบพุทธบริษัทขึ้นมาเท่านั้น หรือว่าขอให้เรา ยึดถือหลักว่า เรานี้ เกิดมาเพื่อเป็นเพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น. ถ้าเรายึดถือความเป็นเพื่อนอย่างนี้ ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปเพื่อการ เบียดเบียน หรือการดูดาย ความไม่ช่วยเหลือ เรายึดหลักพุทธบริษัท : เกิดมาเพื่อเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น : ลงทุนก็ลงทุนเพื่อเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น ก็เป็นผลแก่โลกทั้งหมดทั้งสิ้น. อยากจะพูดที่ชวนให้คิดนึกอีกสักอย่างหนึ่งว่า อาตมา ขอร้องให้คนทั้ง โลก ถือศีลเพียงข้อเดียว, ถือศีลข้อเดียวเท่านั้น ไม่ขอมาก, ถือศีลข้อเดียว ว่า รักผู้อื่น รักผู้อื่น รักผู้อื่น ถือศีลข้อเดียวนี้ โลกจะหมดปัญหา.
น.506 รักผู้อื่นแล้ว ฆ่าใครไม่ได้. รักผู้อื่นแล้ว ขโมยของใครไม่ได้ รัก ผู้อื่นแล้ว จะล่วงละเมิดกาเมของใครไม่ได้ รักผู้อื่นแล้ว ก็โกหกใครไม่ได้ รัก ผู้อื่นแล้ว จะไม่กินเหล้าให้ใครรำคาญได้. เดี๋ยวนี้ยังทำอะไรให้คนอื่นรำคาญได้ ด้วยการกินของเมา รักผู้อื่นเป็นศีลข้อเดียวจะดึงเอาศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล กี่ร้อยก็ตามมาสู่ศีลข้อเดียวนี้ได้ทั้งหมด. โลกถือศีลเพียงข้อเดียวก็พอ คือ รักผู้อื่น ซึ่ง เป็นหัวใจของพระ ศาสนาทุกศาสนา เลย ซึ่งเน้นในการรักผู้อื่น. ขอให้รักผู้อื่นเถิด จะ ได้ผล คุ้มค่า เกินค่าเกินยิ่งกว่าเกิน จะอยู่กันด้วยความรักสามัคคี เมตตาปรานี ไม่มี ใครเป็นข้าศึกศัตรูแก่ใคร. ศาสนาพระศรีอารย์ก็เกิดขึ้น ในเมื่อทุกคนทั้งโลกถือศีลเพียงข้อเดียว ว่า รักผู้อื่น. นั่นคือความหมายของคำว่า ศรีอารยเมตไตรย เมตไตรย แปลว่า รักผู้อื่น, ศรีอารย อย่างเลิศ อย่างประเสริฐที่สุด, คือให้ รักจริง ๆ รักด้วยความ บริสุทธิ์ใจ ปัญหาในโลกนี้ก็หมด. เลือดเนื้อร่างกายชีวิตของเราไม่มีค่าเท่าไร แต่มาใช้ลงทุนในการถือศีล ข้อนี้แล้ว ก็ได้โลกพระศรีอารย์ พระศรีอารยเมตไตรย มาเป็นของตอบแทน ก็เรียกว่าได้ผลเกินค่า นี้วิธีที่จะทำให้ทุกอย่างมีผลเกินค่า ; แม้แต่ร่างกายเน่า ๆ นี้ ที่ ตายแล้วไม่มีใครเอานี้ ก็สามารถทำให้มีค่าขึ้นมา มีคนไม่ลืม, ตายแล้วกี่พันปี ก็ยังไม่มีใครลืมเพราะว่าเขาได้ทำให้เป็นสิ่งที่มีค่า
น.507 อย่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้จะไม่มีใครลืม จะไม่มีวันที่มีใคร ลืม เพราะว่าท่านได้ทำให้ร่างกายที่ไม่มีค่านั้น เกิดเป็นของมีค่าสูงสุดขึ้นมา แล้ว ยังแนะผู้อื่นทำได้ด้วย. เวลาจะหมดแล้ว ขอสรุป กันที่ว่า ปัญหาอันเลวร้ายในโลกนี้ แก้ได้ด้วยการทำให้ศีลธรรมกลับมา, ศีลธรรมกลับมา ปัญหาทุกอย่างจะหมด ไปจากโลก. ขอทบทวน หัวข้อแห่งการทำให้ศีลธรรมกลับมา ว่ามีวิธีอย่างไร บ้าง ? คือจะทำอะไรในฐานะเป็นมนุษย์นี้ ทำอะไรต้องคงเส้นคงวา ต้องถูกฝา ถูกตัว. มีหัวมีหาง คือมีสูงมีต่ำ, บังคับบัญชากันได้. ระวังคางระวังคอ อย่า หามาหรือกลืนไป ด้วยทุจริต. ถอนตอลงหลัก รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว กิเลสมัน เป็นตัวธรรมะเป็นตน เลือกเอาแต่ธรรมะ. คนยังไม่ใช่มนุษย์ ต้องเป็นมนุษย์ กันอีกทีหนึ่ง. ถ้าเป็นชาวพุทธก็หมดปัญหา ; เพราะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ปัญญาต้องคู่กันกับสติ ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา วิชชาต้องส่องแสง เหมือนที่อธิบาย มาอย่างละเอียดแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน. ครั้งนี้ก็คือ ลงแรงต้องคุ้มค่า, การลงแรงลงทุนต้องคุ้มค่า. เดี๋ยวนี้โลกกำลังไม่ลงทุนอย่างคุ้มค่า. การศึกษาในประเทศไทยเรา ยังสร้างแต่บัณฑิตที่เตะฝุ่นก็ไม่เป็น, เตะฝุ่นก็ไม่เป็น, เทคโนโลยีทั้งหลายส่งเสริม ความเป็นทาสวัตถุ. กิจกรรมอวกาศเหมือนกับขี่เรือบินจับตั๊กแตน, กิจกรรม ปรมาณูคือเตรียมโลงไว้ใส่โลกล่วงหน้า, อย่างนี้เป็นต้น. โลกนี้ไม่มีอะไรที่ เป็นการกระทำที่คุ้มค่า จึงไม่มีสันติภาพอันถาวร.
น.508 จึง ขอวิงวอน ท่านทั้งหลาย ที่เป็น พุทธบริษัท โดยเฉพาะ ว่า จง เอาอย่างพระพุทธเจ้าเถิด. การลงแรงต้องคุ้มค่า, การทำอะไรคุ้มค่านั้นเป็น ศีลธรรม ; ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจหรือการค้า. การลงแรงต้องคุ้มค่า คือใช้ ชีวิตให้คุ้มค่า, วิวัฒนาการคือกระแสแห่งการลงแรงที่คุ้มค่า ของธรรมชาติก็ดี ของมนุษย์เราก็ดี. ในที่สุดนี้ ขอจบการบรรยายด้วยความหวังว่า ต่อไปนี้เราจะมีการลงแรงที่คุ้มค่า พอใจในการกระทำของตน มีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. ---------------------
Buddhadasa