น.480 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกระทำไปด้วยความหวังว่า ศีลธรรมกลับมา ; เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาก็วินาศ, โลกมนุษย์ก็วินาศ, โลกต้นไม้ โลกสัตว์เดรัจฉานก็วินาศ, โลกต้นไม้ก็วินาศ แม้แต่โลกแผ่นดินนี้ก็จะวินาศ ถ้า มนุษย์ไม่มีศีลธรรม. โลกจะปรกติสุขอยู่ได้ ก็เพราะความมีศีลธรรมอยู่ในโลก เราจึง ควรจะช่วยกันทำให้โลกมีศีลธรรม. เมื่อศีลธรรมหายไป ๆ ตามความเจริญ สมัยใหม่ ก็ต้องช่วยกันดึงให้กลับมา. อาตมา ขอทบทวนวิธีทำให้กลับมา อย่างที่เคยกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง คือเรา จะต้องมีหน้าที่ของมนุษย์ ที่คงเส้นคงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง อย่างระวัง ๔๔๔
น.481 คางระวังคอ ถอนตอลงหลัก รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว กิเลสเป็นตัวธรรมะเป็นตน เป็นเพียงคนยังไม่ใช่มนุษย์ ถ้าเป็นชาวพุทธก็จะหมดปัญหา ปัญญาต้องคู่กันกับสติ ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา. นี่ที่กล่าวมาแล้ว ; วันนี้ก็ว่า วิชชาต้องส่องแสง, วิชชาต้องส่องแสง เสมอไป ; ถ้าไม่ส่องแสงก็ไม่ใช่วิชชา. การศึกษาจัดให้รู้แต่วิชา มิใช่วิชชา. ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตว่า วิชชา กับ วิชาไม่เหมือนกัน ; ขอแยก ความหมายออกจากกัน. ที่เราใช้อยู่ใน ภาษาไทย เราใช้ว่า วิชา เราไม่ได้ออก เสียงว่าวิชชาตามภาษาเดิมในอินเดีย. รูปศัพท์เปลี่ยนจากวิชชามาเป็นวิชา มิหนำความหมายก็พลอยเปลี่ย ตามไปด้วย คือ วิชชา ในภาษาบาลีนั้นมีความรู้เรื่องดับทุกข์ได้, โดยเฉพาะ เรื่องความดับทุกข์อย่างเดียวก็พอ. ส่วน วิชาในภาษาไทยนั้น ไม่มุ่งการดับทุกข์โดยตรง ; แต่ส่ง- เสริมตัณหา หรือความพอใจในทางเนื้อทางหนัง ; เพราะวิชาเช่นนี้ไม่ สมบูรณ์ เป็นการศึกษาแบบสุนัขหางด้วน. สอนกันแต่ความรู้ทางภาษาและ วิชาชีพ ; รู้แต่หนังสือกับวิชาชีพ ยังไม่ใช่วิชชาที่จะดับทุกข์ได้, เป็นเพียง วิชา ที่คนพวกหนึ่งต้องการ.
น.482 แม้ว่า วิชา นี้ จะก้าวหน้าไปถึงเทคโนโลยี มันก็ยังไม่เป็นวิชชาอยู่ นั่นเอง มันยังเป็น ความมืดสีขาว เป็น แสงสว่างสีดำ. ความมืดสีขาว คือ ฝ้าหมอก มันก็ไม่มองเห็นอะไร. แสงสว่างสีดำ มันก็ไม่มองเห็นอะไร. เรา มีวิชา ชนิดนี้กันอยู่ทั่วไป มัน ไม่สามารถจะส่องทาง ให้โลกนี้ มีศีลธรรมหรือมีสันติสุขได้ เห็นได้ว่า พวกครูบาอาจารย์ ยังชอบความสุข ทางอบายมุข จากอบายมุขคือความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ; นัก- เรียนจึงต้องเสพยาเสพติด เพราะวิชาไม่มีแสงสว่าง. นักเรียนก็ทำตามครูบา- อาจารย์ สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ทำอบายมุข ชิงสุกก่อนห่ามในทางเพศ. ทุกคนยังไม่รู้ว่า ชีวิตนี้จะไปไหนกัน ? ไม่รู้หลักชัยแห่งชีวิต ว่าชีวิต นี้จะไปไหนกัน ? ถามคอมพิวเตอร์มันก็บอกไม่ได้ ทั้งที่บูชาคอมพิวเตอร์กัน อย่างสูงสุด. คอมพิวเตอร์ก็บอกไม่ได้ ว่าชีวิตนี้จะไปทางไหนกัน ; เพราะ คนทำคอมพิวเตอร์, คนทำคอมพิวเตอร์ก็ใส่ข้อมูลไม่ถูกว่าจะให้ตอบว่า ชีวิตนี้ จะไปทางไหนกัน. เพราะฉะนั้นขอให้ ย้อนกลับไปเอาวิชชามาพร้อมทั้งความหมายเดิม คือไปเอาคำว่าวิชชา ภาษาเดิม มาใช้ พร้อมทั้งความหมายเดิม คือ ต้องดับ ทุกข์ได้ ดับกิเลสได้. นี่จึงจะเป็นวิชชา ในชื่อเดิมและคุณค่าอย่างเดิม เดี๋ยวนี้ มันเป็นวิชา ตัว ช มันขาดไปเสียตัวหนึ่ง ; เอามาทำตามความต้องการของตัว จนมันไม่ส่องแสง วิชชาเป็นเหมือนกับเพชร เป็นเรื่องจิต มันก็ส่องแสง เพราะมัน เป็นเรื่องของจิต ; ส่วน วิชา นี้ เป็นเหมือนก้อนอิฐ มัน เป็นวัตถุ มันไม่
น.483 ส่องแสง. ไปเอาวิชชาที่เคยส่องแสง มาทำให้เป็นวิชาที่ไม่ส่องแสง เพราะ เป็นทาสของกิเลสตัณหาของมนุษย์ไปเสีย, เอามาทำเป็นวิชาเพื่อประโยชน์เฉพาะ หน้าของตน ๆ เป็นพวก ๆไป: การศึกษาก็ด้วน หางมันด้วน หรือยอดมันด้วน ก็แล้วแต่จะเรียก การศึกษาชนิดนี้ สอนเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไม่ได้ผล ; สอนเรื่องชาติ คนก็ยังไม่รู้จักชาติ, ยังไม่รู้จักความจำเป็นที่จะต้องมีชาติ, ไม่รู้จัก รักชาติ ไม่รู้จักเสียสละชีพเพื่อชาติ ; เพราะว่าสอนอย่างวิชา ที่ไม่ส่องแสง เข้าไปถึงส่วนลึกของสันดาน นักเรียนจึงไม่รู้เรื่องชาติ, ไม่รู้เรื่องความจำเป็นอัน แท้จริงที่จะต้องมีชาติ เป็นต้น. แม้เมื่อสอนเรื่องศาสนา ก็ยังไม่รู้จักศาสนา : ไม่รู้จักความจำเป็น ที่จะต้องมีศาสนา, ไม่รู้จักศาสนา ว่านำมาใช้แก้ปัญหาในชีวิตนี้ได้. ขอให้ คิดดูเถอะว่าวิชามันไม่ส่องแสง สอน เรื่องพระมหากษัตริย์ คนก็ยังไม่รู้จักพระมหากษัตริย์ คือ ไม่ รู้จักความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง ; มีพระ มหากษัตริย์ไปตามธรรมเนียม. เขาสอนเรื่อง ช่วยตัวเอง ไม่สำเร็จประโยชน์ ; เพราะว่าสอนให้ ช่วยตัวเองเท่าไร ลูกศิษย์ก็หวังแต่จะให้คนอื่นช่วยอยู่เรื่อยไป เป็นการเลี้ยงไม่ รู้จักโต. เราสอนให้เขาช่วยตัวเองไม่ได้ เขาคอยแต่หวังจะให้คนอื่นช่วย ดู เพื่อนมนุษย์ของเราทั่ว ๆ ไปเถิด.
น.484 การศึกษา ชนิดวิชาก้อนอิฐไม่ส่องแสงนี้ ไม่ให้ผลตามที่ควรจะได้รับ ตามความหมายอันแท้จริง : การศึกษาชนิดนี้ ผลิตนักศึกษาเพื่อไปช่วยชาติอยู่ ในป่า แทนที่จะมาช่วยกันในบ้านในเมือง การศึกษาชนิดนี้ ไม่สอนให้นายทุน กับ ชนกรรมาชีพ รู้จักความ จริง ว่านายทุนกับชนกรรมาชีพนั้นต้องเป็นคู่รักกัน เป็นคู่สมรสกัน ; เพราะว่าถ้าไม่มีนายทุนชนกรรมาชีพก็ไม่มีงานทำ, ถ้าไม่มีชนกรรมาชีพ นายทุน ก็ไม่มีแรงงานจะทำ. มันขาดเสียฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้ มันควรจะรักกัน เหมือน กับเป็นคู่สมรสกัน เดี๋ยวนี้เขากลายเป็นศัตรูกัน เพราะการศึกษาหมาหางด้วน คือ เป็นเพียง วิชา ไม่เป็นวิชชา ดังที่กล่าวแล้ว. ขอให้สังเกตว่าตัว ช มันหายไป เสียตัวหนึ่ง. นายทุนกับชนกรรมาชีพก็ตั้งลัทธิแข่งขันกัน เพื่อครองโลกด้วยกัน ทั้งนั้นแหละ, มีความมุ่งหมายจะครองโลกด้วยกัน ทั้งลัทธินายทุน และลัทธิ ชนกรรมาชีพ แล้วมันจะทำความเข้าใจกันได้อย่างไร ; ก็ต้องเป็นคู่ปรปักษ์กัน อยู่ตลอดไป โดยไม่มีที่สิ้นสุด. นี่แหละคือ วิชา ที่ไม่ใช่วิชชา ไม่สามารถจะส่องแสง ให้รู้ว่า นายทุนกับชนกรรมาชีพ ต้องเป็นคู่รักกัน ต้องเป็นคู่สมรสกัน. วิชา ที่ไม่ใช่ วิชชา ไม่สามารถจะส่องแสงให้คนเรารู้ว่า ศีลธรรม นั้นแก้ได้ทุกปัญหา. ถ้ามีศีลธรรมแล้ว ปัญหาทุกชนิดในโลกนี้จะหมดไป.
น.485 อานุภาพของศีลธรรม. ข้อแรก ศีลธรรมทำให้รักผู้อื่น ; เมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ไม่ฆ่า เขา ไม่ ขโมย ของเขา ไม่ประพฤติผิดในกาม ต่อเขา ไม่โกหกเขา ไม่หลอกลวงเขา ไม่ ทำอะไรให้เขาเดือดร้อนรำคาญ. มีศีลธรรมแล้ว คนก็ทำงานสนุก ไม่มีใครยากจน. มีศีลธรรม แล้ว คนก็บังคับตน บังคับกิเลส บังคับจิต หรือบังคับตนได้ ; เขาก็ไม่ทำ อะไรผิด ๆ เหมือนคนที่บังคับตนไม่ได้. นี่ศีลธรรมมีแล้วปัญหาจะหมดทุก ปัญหา. เดี๋ยวนี้มาหวังพึ่งว่า เศรษฐกิจจะเป็นเครื่องแก้ปัญหา แต่ เศรษฐกิจ นั้นแหละมันเป็นตัวสร้างปัญหา. ดูให้ดีว่า ปัญหาในโลกทุกชนิด เกิดมา จากคนบูชาเศรษฐกิจ, จะเอาเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาของมนุษย์ มันก็เหมือนกับ ใช้นกกระสาให้เลี้ยงกบ กบก็จะวินาศไปไม่มีเหลือ เศรษฐกิจจะมาแก้ปัญหา ซึ่งเศรษฐกิจเป็นผู้สร้างขึ้นเองได้อย่างไร ? ทำให้เรามีกันแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุ, ก้าวหน้าทางวัตถุ จนไม่รู้ว่าจะก้าวหน้าไป อย่างไร แล้ว ก็ยังทำลายศีลธรรมให้หมดไปจากโลก. นี่ขอให้ดูให้ดี ๆ ว่า วิชาที่ไม่ใช่วิชชา ทำคนเราให้ไม่รู้ว่า ศีลธรรม ต่างหาก ที่จะช่วยแก้ปัญหาทุกปัญหา ; ไม่ใช่เอาน้ำโคลนมาล้างโคลน.
น.486 วิชาไม่ส่องแสงเพราะสอนกันผิด ๆ. ขอให้ดูต่อไปให้ยิ่งขึ้นไป ในหมู่พุทธบริษัท เราโดยเฉพาะ เรามีพระ- พุทธ พระธรรม พระสงฆ์. พระพุทธองค์เป็นผู้ชูคบเพลิงที่มีแสงสว่าง, พระธรรม ก็คือคบเพลิง หรือแสงสว่างนั้นเอง, พระสงฆ์ ก็คือ ผู้ส่งต่อคบเพลิงต่อ ๆ กันไป ต่อแสงสว่างต่อ ๆ กันไป. ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องของวิชชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นเครื่องส่องแสง และส่องต่อ ๆ กันไป. เดี๋ยวนี้เราไม่มีพระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์จริง. เรา ไปมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ไม่ส่องแสงอย่างพระองค์จริง ปัญหามัน ก็เกิดขึ้น. เราไม่มีพระพุทธที่ส่องแสง, ไม่มีพระธรรมที่เป็นแสง, ไม่มีพระสงฆ์ ที่ช่วยสืบต่อการส่องแสง, กำลังเป็นอย่างนี้ ในโลกปัจจุบันนี้ ของพุทธบริษัท. พระศาสนากำลังไม่ส่องแสง. ทำไม ? เพราะว่าเราสอนผิด ๆ จนไม่เป็นพุทธศาสนาเสียแล้ว, สอนพุทธศาสนาผิด จนไม่เป็นพุทธศาสนาเสีย แล้ว. พระพุทธศาสนาก็ไม่ส่องแสง, และกำลังไม่ส่องแสง ; เพราะเราสอน เฉไปจากพระพุทธศาสนาอันแท้จริง พระเป็นเจ้าก็ไม่ส่องแสง ; นี่ใครมีพระเป็นเจ้าขอให้คิดดูว่า กำลัง ไม่ส่องแสง เพราะว่าเราไม่มีพระเป็นเจ้าที่แท้จริง เรามีแต่พระเป็นเจ้าของความ งมงาย มันก็ส่องแสงไม่ได้. พระเครื่องรางที่แขวนคอก็ไม่ส่องแสง เพราะว่าเราไม่รู้จักพระเครื่อง- รางอันแท้จริง. พระเครื่องรางอันแท้จริง คือพระธรรม ที่ทำให้เราประพฤติ
น.487 ถูกต้อง ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกเวลานาที ไม่มีอันตรายเกิดขึ้น เราไม่รู้จักเอาพระ- ธรรมมาเป็นพระเครื่องราง ; เรามีแต่พระเครื่องดิน พระเครื่องอิฐ พระเครื่อง อะไรก็ได้ ที่ไม่ส่องแสง, แสงก็ไม่มี. เหลียวดูอีกทางหนึ่ง เราเจริญด้วยวิชาเทคโนโลยี. เทคโนโลยี เหล่านั้น ก็ส่องแต่แสงที่หลอกลวง แสงที่เป็นพิษ, เป็นเทคโนโลยีที่ เพิ่ม ความเห็นแก่ตัว ให้แก่มนุษย์ : เห็นแก่ตัวเองจัด ให้หลงความเอร็ดอร่อยในทาง วัตถุ. นี้เราเรียกว่า ยิ่งเจริญด้วยเทคโนโลยีชนิดนี้ ก็ยิ่งส่องแต่แสงที่เป็นพิษ. โลกนี้กำลังจะวินาศ ; เพราะเรามีแต่วิชาที่ไม่ส่องแสง ตัว ช มันหายไปเสียตัวหนึ่ง วิชชาก็เลยกลายเป็นวิชา ที่ไม่ส่องแสง วิชชาจะส่องแสงให้มนุษย์เอาตัวรอด. วิชชาแท้จริงนั้น จะส่องแสงแก่จิตใจ จนทำให้ได้บรรลุนิพพาน อันเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์ เพราะว่าวิชชานั้นส่องแสง ชาวอินเดีย ซึ่งเป็นเจ้าของคำว่าวิชชานั้น ถือหลักกันว่า วิชฺชาย วินฺทเต อมตํ - คนเราจะได้อมตะก็ด้วยวิชชา ที่มี ช สองตัว. รวมความว่า วิชชาแล้วจะส่องแสง จะทำให้ถึงนิพพาน หรือถึง อมตะ หรือ ถึงที่สุด แห่งความทุกข์ ก็แล้วแต่จะเรียก
น.488 ทำจิตให้ว่างจากกิเลส จิตว่างจากกิเลสย่อมส่องแสงให้รู้ตามที่เป็นจริง ให้ดำเนินไปตามที่เป็นจริงจนถึงที่สุด. จิตที่วุ่นอยู่ด้วยกิเลสนั้น มันส่องไม่ออก ; ส่องแสงไม่ออกเพราะกิเลสมันปกคลุม จิตวุ่นก็ส่องแสงไม่ออก. จิตว่างจาก กิเลสย่อมส่องแสง และส่องออกมาอย่างไพศาลกว้างขวาง ให้มนุษย์เอาตัว รอดได้. ใจความสำคัญนั้นมันมีอยู่ที่ว่า วิชา ๆ ในความหมายปัจจุบันนี้ ไม่ได้ รับการควบคุม ; สอนไปในทางเพิ่มความเห็นแก่ตัว ; เพิ่มความเห็นแก่ตัว มันเป็นกิเลส มันก็กลบแสงเสียหมด ปิดแสงเสียหมด. นี่วิชามันกลบแสงเสีย หมด วิชาแบบสุนัขหางด้วนนั้นน่ะ จะกลบแสงหนักขึ้นไปอีก ส่วน วิชชา ในความหมายเดิม ของภาษาบาลีนั้น ทำลายความเห็นแก่ตัว, ทำลายความ เห็นแก่ตัวแหลกลาญไปหมด, มันก็เปิดแสงออกมา มันจึงส่องแสง ถ้าเรามี วิชชาจริง ก็จะ ส่องแสง ให้เราทราบว่า การงานนั้นคือการ ปฏิบัติธรรม. จงทำหน้าที่การงานของตน จะเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น ที่ โต๊ะทำงาน ที่ออฟฟิศทำงาน มีการปฏิบัติธรรม จะแก้ปัญหาความทุกข์ทั้งหมด ได้. เราก็ควรจะมีความสุขได้ที่โต๊ะทำงาน ที่ห้องทำงาน ที่ออฟฟิศทำงาน ; ไม่ชิงกันปิดออฟฟิศไปเที่ยวสถานเริงรมย์ ด้วยความเห็นแก่ความสุขทางเนื้อทาง หนัง. เขาเบื่อระอาที่จะทำงานอย่างถูกต้อง ให้สมกับความเป็นมนุษย์ ; คน เหล่านั้นจึงทำงานไม่คุ้มค่าเงินเดือน จะสู้แมวสักตัวหนึ่งก็ไม่ได้ ที่ทำงานคุ้มค่า อาหารที่เจ้าของเขาเลี้ยง.
น.489 ลูกจ้างทำงานหนัก ๆ นั้น ไม่ค่อยจะมีปัญหา มักจะทำพอคุ้มค่าเงิน เดือน ; แต่พวกลูกจ้างสำรวย ; อย่าให้ต้องออกชื่อว่าข้าราชการเลย นั้น ส่วน ใหญ่ทำงานไม่คุ้มค่าเงินเดือน : อยากจะปิดออฟฟิศเร็ว ๆ ไปสถานเริงรมย์. นี่ วิชชาไม่ช่วย ; มีแต่วิชาช่วยให้มืดมนท์ วิชชาแท้ ๆ ถ้ามีแล้วจะต้องรักผู้อื่น, จะบังคับตนหรือกิเลสได้ ความ ทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิด พอที่จะมองเห็นได้ชัดเจนว่า มันเป็นอย่างไรกันหนอ ? โลกสมัยนี้เจริญก้าวหน้า ด้วยอำนาจเทคโนโลยี และอื่น ๆ เจริญกว่าคนป่าสมัย นู้นมากมาย ; แต่แล้วทำไมมนุษย์ในโลกนี้ ในสมัยนี้จึงเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ อย่างน่าละอายคนป่า คนบ่าเขาไม่รู้จักกินยาแก้ปวดหัว ไม่รู้จักกินยาแก้นอน ไม่หลับ เขาไม่มีวิกฤตการณ์ทั่วไปทุกหัวระแหงในโลก เหมือนโลกปัจจุบันนี้ ทำไมโลกสมัยนี้เจริญกว่าคนป่า แต่กลับมีวิกฤตการณ์มากกว่าคนป่า ; ก็เพราะว่า วิชาของเขาไม่ส่องแสง เพราะว่าเขาไม่มีวิชชา. ต้องปรับปรุงให้วิชชากลับมา. เราควรจะรู้ว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เรา จะต้องรีบปรับปรุง ให้วิชชา กลับมา, ให้วิชชากลับมา, หรือว่าให้วิชาของเรา กลายเป็นวิชชาขึ้นมาให้ได้ คือ ให้การศึกษาสมบูรณ์ ; อย่าสอนกันแต่หนังสือและอาชีพ ซึ่งเป็นการ ศึกษาหางด้วน หรือหัวด้วน. ขอให้มีการศึกษาที่สมบูรณ์ รู้หนังสือสำหรับ ทำให้ฉลาด แล้วก็รู้อาชีพสำหรับจะเลี้ยงชีพ
น.490 แต่เพียงแค่ รอดชีวิตอยู่ได้นี้ไม่สมบูรณ์ : กิเลสยังท่วมหัว ยังเต็ม ไปด้วยความทุกข์ทรมานจิตใจ เห็นแก่ตัวเองจัด, ไม่มีหลักที่ว่า เราจะผลิต กนให้มาก แล้วก็ใช้แต่พอดี ที่เหลือเอาไปช่วยสังคม ซึ่งเราเรียกบุคคลชนิดนี้ กันว่า พวกเศรษฐี มาแต่โบราณ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล เศรษฐี คำนี้แปลว่า ผู้ประเสริฐที่สุด ; เพราะมีหลักว่า ผลิต ช่วยกัน ผลิตมากที่สุด ได้ผลมากที่สุด แล้วก็ ใช้แต่น้อย กินแต่น้อยเท่าที่พอดี มันก็ เหลือมาก แล้วก็ ไปช่วยสังคม. ทำอย่างนี้จึงจะเรียกว่าเศรษฐี คือผู้ประเสริฐ ที่สุด. บุถุชน คือ ผู้เห็นแก่ตัว ผลิตมากก็กินมาก, กินจนหมด จนไม่มีเหลือ สำหรับจะช่วยสังคม เลยเรียกว่าเศรษฐีไม่ได้ ; ควรจะเรียกว่านายทุน มากกว่า. เศรษฐีผลิตมาก กินแต่พอดี เหลือไปช่วยสังคม ; อย่างน้อยก็มี โรงทาน เป็นเศรษฐีใหญ่ก็มีโรงทานหลายโรง, แล้วยังฝังทรัพย์สมบัติซ่อนไว้ใต้ ดิน เพื่อจะเอามาช่วยยามฉุกเฉิน เผื่อเหลือเผื่อขาด อย่าให้โรงทานนั้นล้มไป. จิตใจอย่างนี้จะไม่เรียกว่าประเสริฐที่สุด แล้วจะเรียกจิตใจอย่างไหนว่า ประเสริฐที่สุด ? ช่วยกันผลิตให้มาก ใช้แต่พอดี เหลือช่วยสังคม นี้เรียกว่า เศรษฐี ตามคำในภาษาบาลี. ส่วนนายทุนสมัยนี้เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ? ว่าช่วยกันผลิตให้มาก ใช้ แต่น้อย เหลือเท่าไรเอาไปช่วยสังคม หรือช่วยโลก : ช่วยโดยตรง, เช่นมีโรง
น.491 ทาน, ช่วยโดยอ้อมเช่นสร้างวัดวาอาราม. เศรษฐีสมัยก่อนในเมืองไทยเรา ก็ช่วย กันสร้างวัดวาอาราม ; เศรษฐีต้องมีการสร้างวัดทั้งนั้น เป็นธรรมเนียมไปเลย ; แต่นายทุนไม่มีธรรมเนียมเช่นนั้นจึงต่างกัน. วิชา ทำให้เราเห็นแก่ตัว รักตัวเราไม่รักผู้อื่น. วิชชาทำให้เราไม่ เห็นแก่ตัว เรารักผู้อื่นได้ ; วิชาไม่สามารถจะแก้ปัญหาของโลกได้. ขอให้ วิชชากลับมาโดยเร็วเถิด. ศีลธรรมต้องกลับมา วิชชาจึงจะส่องแสง. สรุปความว่า ศีลธรรมไม่กลับมา วิชชาก็ไม่มีโอกาสส่องแสง. วิชชา จะไม่มีโอกาสส่องแสง ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา. วิชชาไม่มีโอกาสส่องแสง แล้วศีลธรรมก็จะไม่กลับมา. นี่มันพัวพันกันอยู่อย่างนี้แยกกันไม่ออก ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา วิชาก็จะไม่เปลี่ยนเป็นวิชชาสำหรับจะส่องแสง วิชชาไม่มีโอกาสจะส่องแสง ศีลธรรมก็ไม่มีโอกาสจะกลับมา. ฉะนั้นจะทำกัน อย่างไรดี ? จะขยับขยายปรับปรุงกันอย่างไรดี ? ให้เกิดมีศีลธรรมขึ้นมา เพื่อ ว่าวิชชานั้นจะส่องแสง ? ขอให้การศึกษาของเรามีลักษณะเป็นวิชชา คือส่องแสง ; อย่าให้ เป็นวิชา เป็นความมืดสีขาว, เป็นแสงสว่างสีดำ, มีแต่ช่วยให้คนเห็นแก่ตัว ให้
น.492 สัตว์โลกเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ผู้อื่น จนเกิดลัทธิที่ต่อสู้กันในทางเศรษฐกิจอย่าง เป็นคู่อาฆาตมาดร้าย รบกวนโลกให้ระส่ำระสายวุ่นวายไม่มีทางจะสงบได้ เราขาดวิชชา, เรากำลังขาดวิชชา; เรามีแต่วิชา โลกจึงไม่มีแสง สว่าง. สัตว์โลกกำลังดุ่มอยู่ภายใต้ความมืดสีขาว หรือแสงสว่างสีดำ คือความ ไม่มีวิชชา; มีแต่วิชา ที่สนองกิเลสตัณหาของมนุษย์. เรากำลังมีวิชาที่สอน อยู่ในสถานที่ศึกษา เพื่อสนองกิเลสตัณหาของมนุษย์. เราไม่มีวิชชา ที่จะเข่น ฆ่ากิเลสตัณหาของมนุษย์. นี่เรียกว่า โลกกำลังมุดอยู่ภายใต้ความมืดสีขาว หรือแสงสว่างสีดำ. เราจงช่วยกันรีบกระทำให้ศีลธรรมกลับมา ด้วยการ ปรับปรุงวิชานั้นเสียใหม่ ให้กลายเป็นวิชชาโดยเร็วเถิด ทบทวนวิธีทำให้ศีลธรรมกลับมา. อาตมาขอโอกาสทบทวน วิธีทำให้ศีลธรรมกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ว่าใน การทำหน้าที่ของมนุษย์นั้น ขอให้มี ความคงเส้นคงวา คือว่าตรงต่อความเป็น มนุษย์. ให้ถูกฝาถูกตัว เช่นว่าศีลธรรมจะแก้ปัญหา ก็อย่าไปเอาเศรษฐกิจมา แก้ปัญหา มันไม่ถูกฝาถูกตัว. เราจะ ต้องทำอย่างมีหัวมีหาง คือมีสูงมีต่ำ มีเล็กมีใหญ่ ควบคุมกันได้ ปกครองกันได้
น.493 ต้องกระทำอย่างระวังคางระวังคอ อย่าไปงับเอาสิ่งที่ไม่ควรงับแล้วเอา มากลืนกินลงไป. ถอนตอ และ ลงหลัก มิจฉาทิฏฐิถูกถอนออกไป สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น รู้ว่านี้เป็นกงจักร รู้ว่านี้เป็นดอกบัว และเลือกเอาอย่างถูกต้อง. กิเลสเป็นตัว สำหรับทำให้เห็นแก่ตัว, ธรรมะเป็นตน สำหรับทำลาย ความเห็นแก่ตัว. เป็นเพียงคนยังไม่ใช่มนุษย์ ต่อเป็นชาวพุทธจึงจะหมดปัญหา, ปัญญา ต้องคู่กันกับสติเสมอ ทิฏฐินั้นต้องเป็นสัมมา, วันนี้ วิชชาต้องส่องแสง. เวลาสำหรับบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ สิ้นลงตามกำหนดเพียง เท่านี้ อาตมาขอแสดงความหวังว่า ท่านผู้ฟังทั้งหลาย จะได้นำไปคิดนึก เห็น จริงอย่างไรแล้วก็จะได้ปฏิบัติตาม เพื่อกลับมาแห่งศีลธรรม เพื่อศีลธรรมกลับมา โลกาจะได้ไม่วินาศ. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้. ----------------
Buddhadasa