น.466 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า ทิฏฐิต้องเป็น สัมมา. การบรรยายนี้ เป็นไปเพื่อส่งเสริมศีลธรรม ให้ศีลธรรมกลับมา โดยเชื่อว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ. การบรรยายทุกครั้ง จึงกระทำ ไปเพื่อศีลธรรมกลับมา มีหัวข้อชักชวนให้ประพฤติปฏิบัติเพื่อศีลธรรมกลับมา มาเป็นลำดับ; นับตั้งแต่ว่า เราจะ ต้องมีการกระทำที่คงเส้นคงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคางระวังคอ ถอนตอลงหลัก รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว กิเลสเป็นตัว ธรรมะเป็นตน เป็นคนยังมิใช่มนุษย์ เป็นชาวพุทธก็หมดปัญหา ปัญญาต้องคู่กับ สติ ; มาถึงวันนี้ก็มีหัวข้อว่า ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา. ๔๓๐
น.467 บางคนอาจจะงงตรงที่คำว่า ทิฏฐิ, อาตมาก็ขออภัยที่จะกล่าวกับท่าน ทั้งหลาย ในทำนองที่อาจจะฟังเป็นการสบประมาทว่า ท่านทั้งหลายส่วนมากยังไม่ รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ โดยถูกต้อง ; แม้จะรู้ก็รู้เป็นอย่างอื่น ไม่เหมือนกับที่ มุ่งหมายจะพูดในวันนี้, คือท่านทั้งหลายมีทิฏฐิ โดยความหมายแห่งคำคำนี้ใน ภาษาไทย เพื่อมีมานะดื้อดึง ไม่ยอมใคร. ถ้าเข้าใจคำว่า ทิฏฐิ อย่างนี้ ก็ไม่ ตรงตามความหมายในภาษาเดิม คือภาษาบาลี. ให้รู้จักความหมายของคำว่าทิฏฐิ โดยถูกต้อง. ในภาษาบาลี คำว่า ทิฏฐิ นั้น หมายถึง ความเห็น หรือ ความคิดเห็น ประจำคน คนหนึ่ง ; ไม่ได้หมายไปในทางดี หรือทางชั่วก่อน ; ต้องมีคำ ประกอบเข้าข้างหน้าว่า ทิฏฐิถูกต้อง หรือทิฏฐิผิด ๆ. ฉะนั้นจึงขอให้ทำความ เข้าใจ ในสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐิ กันเสียเป็นข้อแรก. ขอให้เรามองให้เห็นตัวสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ, แล้วมองให้เห็นตามที่จะได้ กล่าวในวันนี้ว่า ตัวทิฏฐิ นั่นแหละ คือตัวตนของคนคนนั้น. พูดอย่างนี้ ยังไม่ถูก ว่าทิฏฐิของคนนั้น. พูดให้ถูกต้องก็ว่า ทิฏฐินั่นแหละคือคนคนนั้น. คนแต่ละคน ๆ มีทิฏฐิเป็น ตัวตน - ของตน. นี่คือสิ่งที่ขอให้มอง ขอวิงวอนให้ มอง ขอวิงวอนให้ยอมเสียเวลา เพื่อทำความเข้าใจกับคำว่า ทิฏฐิ ซึ่งมันเป็น ตัวเองของแต่ละคน.
น.468 ขอให้พิจารณาดู สังเกตดูจนเห็นว่า คนเราทำอะไรไปตามทิฏฐิ ทั้งนั้น : มีทิฏฐิเป็นสิ่งที่บังคับให้ทำ. เราจะรู้สึกอะไร ก็ต้อง รู้สึกไปตาม ทิฏฐิ ; คิดนึกอะไร ก็ คิดนึกไปตามทิฏฐิ, ต้องการอะไร ก็ ต้องการไปตามทิฏฐิ, จะพูด ก็ พูดไปตามทิฏฐิ, จะทำ ก็ทำไปตามทิฏฐิ. แม้จะเลือกบริโภคอะไร ก็ เลือกไปตามทิฏฐิ, จะใช้สอยอะไร ก็ ใช้สอยไปตามทิฏฐิ. เรา บริหารชีวิตของ เราไปตามทิฏฐิ, เรา จะเกลียด หรือ จะรัก ชีวิตนี้ ก็แ ล้วแต่ทิฏฐิ. เราจะ ทะเลาะกันในสภา ก็เพราะทิฏฐิ, เราจะรบกันทั้งโลก แบ่งพวกรบกันทั้งโลก มันก็เป็นไปตามทิฏฐิ. นี่ ขอให้มองเห็นที่ ทิฏฐิ นี้ว่า มันคืออะไร? แล้วในที่สุดจะพบได้ เองว่า ทิฏฐินั่นแหละคือตัวคนคนนั้น, ตัวคนคนนั้นก็คือทิฏฐิของเขา ; แต่ เรามักจะพูดว่า ทิฏฐิของคน ไม่เคยพูดว่า ตัวทิฏฐินั่นแหละคือตัวคนคนนั้น. เดี๋ยวนี้อาตมาขอให้พิจารณาดูเสียใหม่ว่า ทิฏฐินั่นแหละคือตัวคน คนนั้น. คำว่า ตัวตน ตัวกู ของตน หรือ ของกู นั่นแหละคือตัวทิฏฐิ : ตัวตนก็คือทิฏฐิ, ตัวกูก็คือทิฏฐิ, ของกูก็คือทิฏฐิ, ทิฏฐิของใครคือตัวคนคนนั้น ; จัดการอะไรกับทิฏฐิ ก็คือจัดการกับตนเอง. ฉะนั้นเรามา พูดกันถึงเรื่องทิฏฐิ ก็คือพูดเรื่องตัวเอง. นี้เป็นข้อเท็จจริง ที่เป็นอยู่จริงตามธรรมชาติ ; ถ้าพูดโดยตัวหนังสือ ก็เป็นอย่างอื่น. ความจริงของธรรมชาตินั้น มันอยู่ที่ว่า ทิฏฐินั้นคือตัวคน คนนั้น ; นี้คือสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ
น.469 มูลเหตุที่เกิดทิฏฐิ. ทีนี้เรามาดูบ่อเกิด หรือมูลเหตุ ให้เกิดทิฏฐิ กันบ้าง. พ ระพุทธ- เจ้าท่านตรัสว่า ทิฏฐิมาจากเวทนา นี้เป็นคำสำคัญมากในพระพุทธศาสนา, แทบจะกล่าวได้ว่าความคิดนึกรู้สึกต่าง ๆ นี้ มาจากเวทนา. เวทนา คือผลของการสัมผัส : สัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ; รู้สึกเป็นเวทนาขึ้นมาอย่างไร มันก็ก่อให้เกิดทิฏฐิอย่างนั้น ทิฏฐิอย่างนี้. ดังนั้น การสัมผัส นั่นแหละ เป็นการศึกษา ; ตั้งแต่อยู่ในท้อง มารดา สัมผัสอะไรบ้าง, ออกมาในโลกนี้แล้วสัมผัสอะไรบ้าง นั้นจะเป็นการ ศึกษา สัมผัสทุกครั้งให้เกิดเวทนา เวทนานั้นจะให้เกิดทิฏฐิ โดยสมควรแก่เวทนา ; คนจึงมีเวทนา ที่สัมผัสมาแล้วแต่หนหลังนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งทิฏฐิ ; ส่วนที่จะถูกหรือจะผิดนั้น มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง. นี้คือทิฏฐิ หรือคนนั่นแหละคือทิฏฐิ ตัวทิฏฐิของใคร ก็คือตัวคน คนนั้น ขอให้เป็นที่ยุติเสียก่อนที่หนึ่งว่า คนนั่นแหละคือทิฏฐิ, ทิฏฐิ นั่นแหละคือคน. ศึกษาให้เข้าใจคำว่าสัมมา. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า สัมมา ในประโยคที่ว่า ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา ; ตาม ตัวหนังสือ คำว่า สัมมา แปลว่า โดยชอบ นิยมแปลกันอย่างนี้ ยังไม่พอที่จะ
น.470 เข้าใจ ต้องเอา ความหมายที่มีอยู่โดยพฤตินัย ว่า คำว่า สัมมา นั้นแปลว่า ถูกต้อง . ถูกต้อง คือมัน สมดุลย์สำหรับจะรอดได้ ไม่เป็นอันตรายแก่ตนเองและ ผู้อื่น. นี้เรียกว่าถูกต้องหรือสัมมา. คำว่า ถูก หรือผิด ตามความหมายทางศาสนา นั้น กำหนดได้ง่ายนิดเดียว ; ถูก ก็คือ มีประโยชน์ทั้งแก่ตนและคนอื่น, ผิด ก็คือ ให้โทษทั้ง แก่ตนและคนอื่น. ฉะนั้น สัมมา จึงมีความหมายง่าย ๆ ว่า ถูกต้องสำหรับ จะรอด. ทีนก็มีหลักต่อไปว่า ทิฏฐินี้ต้องเป็นสัมมา หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่าตนตนนี้ ต้องเป็นสัมมา ; มีทิฏฐิถูกต้อง ตนก็ถูกต้อง, ถูกต้องสำหรับจะไม่เกิดปัญหา. ตนเป็นสัมมาก็เท่ากับทิฏฐิเป็นสัมมา, มีทิฏฐิถูกต้องก็ไม่เกิด ปัญหา. สัมมาทิฏฐิ คือรู้ตามที่เป็นจริง ต่อสิ่งที่จะเป็นปัญหา; เราจึง แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยสัมมาทิฏฐิ. โดยหลักทั่วไป ถือว่า รู้เรื่องทุกข์ รู้เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ รู้เรื่องความดับ ทุกข์ รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์, นี้ก็เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. ทีนี้ รู้ลึกลงไป ถึงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นธรรมชาติ, เป็นไปตามธรรมชาติ, ไม่มีตัวตนอันแท้จริง นอกจากจะเข้าใจเอาเอง. นี้คือรู้ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา หรือกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, เรียกว่า
น.471 สัมมาทิฏฐิ. หรือรู้ว่า ธรรมชาติทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง, มันมีความเป็นเช่นนั้นเอง อยู่ในธรรมชาติทุกอย่างแต่ละอย่าง ไม่ควรจะยึดถือเป็นตัวเป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล. มีสัมมาทิฏฐิแล้วจักก้าวล่วงทุกข์ทั้งปวงได้. ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของแต่ละอย่าง ๆ แล้วจะไม่เกิดความรู้สึกที่โง่เขลา, คือความรู้สึกรัก รู้สึกโกรธ รู้สึกเกลียด รู้สึกกลัว รู้สึกทุกข์ร้อน วิตกกังวลต่างๆ นานา ที่เป็นเครื่องทรมานคน. ผลที่เกิดขึ้น ก็คือ จิตเป็นอิสระ จิตปรกติ จิตเกลี้ยง จิตเต็มไปด้วยสติปัญญา เพราะมีสัมมาทิฏฐิ รู้จักสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ; ไม่มีปัญหาใด ๆ ที่แก้ไม่ได้ มันจึงดับทุกข์ได้ โดยประการทั้งปวง ; สมตามพระบาลี ที่ว่า สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ - คนก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงเสียได้เพราะการสมาทานสัมมาทิฏฐิ ไม่ว่าในแง่โลก หรือในแง่ธรรมะ, ไม่ว่าในแง่ของโลกิยะ หรือในแง่ของโลกุตตระ, จะก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงเสียได้ ก็โดยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ, คือมีตนเป็นสัมมา. คนจะพ้นทุกข์ต้องมีสัมมาทิฏฐิให้ถูกต้องจริง. ทีนี้เมื่อเรารู้จักคน หรือรู้จักตน ว่าคือทิฏฐิแล้ว เราก็จะมา พิจารณาความจำเป็น ของสิ่งนี้ ว่าจะต้องมีสัมมาหรือความถูกต้อง กันอย่างไร.
น.472 ตัวอย่างที่มีให้เห็นอยู่ ที่เกี่ยวกับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา : ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิพอ ที่เกี่ยวกับประเทศชาติ. การศึกษาไม่พอที่จะทำให้รู้จักชาติหรือรู้จักความจำเป็นที่จะต้องมีชาติ ; ยังขาดสัมมาทิฏฐิในข้อนี้. เด็ก ๆ ของเราจึงไม่ค่อยรู้จักชาติ หรือรู้จักชาติโดยจริงใจ. การขอร้องให้รักชาติไม่ค่อยจะมีผล มีการแตกแยกขึ้นมาแทน กระทั่งมีการขายชาติ ถ้ามีสัมมาทิฏฐิเกี่ยวกับชาติเพียงพอ จะไม่มีปัญหาที่จะแบ่งแยกกัน เข้าอยู่ป่า อยู่เมือง อยู่อะไร, แล้วก็ทำการต่อต้านซึ่งกันและกัน. ถ้ารู้จักชาติโดยสัมมาทิฏฐิแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับการรักษาชาติก็จะหมดไป. ดูที่การทำบุญ ไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ทำบุญชนิดที่ประหลาด ๆ เดี๋ยวนี้รู้จักทำบุญกันแต่ชนิดที่ว่าทำแล้วดีใจ, ทำแล้วสนุกสนาน สนุกใจ, ทำบุญให้ดีใจ แต่ไม่ได้ทำบุญให้ใจดี. ดีใจนั้น ใจไม่ดีก็ได้ ; แต่ถ้าใจดีนั้น ดีแน่ ถูกต้องแน่. คนเป็นอันมากรู้จักทำบุญเพียงเพื่อให้ตนดีใจ ; แต่ไม่ใช่ทำเพื่อให้ใจดี หรือใจของตนดี. บุญที่ทำกลับกลายเป็นบาป หรือเป็นเพิ่มบาป, ไม่ล้างบาป ตามความหมายของคำว่า บุญ. คำว่า บุญ แปลว่า สิ่งที่จะชำระบาป. เดี๋ยวนี้เรา ทำบุญเพิ่มบาป ก็เลยไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ ; แต่มันเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสียแล้ว. ทีนี้จะ ดูสิ่งที่เกี่ยวกับประโยชน์ สิ่งที่ควรจะเป็นประโยชน์ มากลายเป็นโทษ เพราะขาดสัมมาทิฏฐิ.
น.473 อาตมารู้สึกว่า วิทยุ โทรทัศน์ เหล่านี้ ซึ่งมีกันทั่วไปหมดนี้ มันกลาย เป็นเรื่องให้ผลผิดความมุ่งหมาย คือ แทนที่จะเป็นการศึกษา มันทำให้เกิดอาการ "ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอ ล่อกามา" ไปเสียหมด ; เพราะคนส่วนมากฟังวิทยุ ในรายการที่เพลิดเพลินสนุกสนาน, ส่งเสริมความรู้สึกสนุกสนานทั้งนั้น ไม่มี การศึกษา. ยังมีสิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า คนที่อยู่ในป่า ซึ่ง เต็มไปด้วยไม้ฟืน ก็เปลี่ยนเป็นใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ไปเสียแล้ว. ถ้าไม่ทราบก็ โปรดทราบเถอะว่า มันเป็นอย่างนี้แล้ว ที่อาตมาก็เห็นเอง อยู่ในป่าเต็มไปด้วยฟืน แต่เปลี่ยนเป็น ใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าเสียแล้ว. เราไม่ได้มีไฟฟ้า เพื่อจะให้ชาวบ้านนอกคอกนา หุงข้าวด้วยไฟฟ้า ; เพราะไม้ฟืนมันยังเหลือเพื่อข้างบ้านนั่นเอง. นี้เรียกว่า ใช้สิ่งที่เป็น ประโยชน์ ไม่ตรงตามความมุ่งหมาย เพราะว่าขาดสัมมาทิฏฐิ. วันหนึ่งได้ฟังเพลงที่ส่งทางวิทยุ ว่าเป็นเพลงปลุกใจ ปลุกใจให้ทำงาน แต่ว่าทำนองเพลงนั้นฟังดูมันเป็นทำนองเพลงรัก, ชวนให้เข้าห้องมากกว่าที่จะ ชวนให้ออกไปทุ่งนา. นี่เพราะความเข้าใจผิดของผู้ที่ประดิษฐ์เพลง หรือว่าจะ เนื่องจากว่าเรามันเคยชินกับเพลงรัก หรือทำนองของเพลงรัก จนขึ้นสมอง ประดิษฐ์ทำนองเพลงอะไรขึ้นมา มันก็เป็นอย่างนั้นหมด. นี่เพราะยัง ขาดสัมมา- ทิฏฐิ ไม่อาจจะควบคุมความรู้สึกที่ไม่ควรจะรู้สึกนั้นเสียได้. ทีนี้ อาตมาจะพูดถึงตัวอย่างสุดท้าย คือว่าปัญหาโลกแตก เดี๋ยวนี้ กลายเป็นปัญหาโลกแตก คือ ปัญหานายทุนกับชนกรรมาชีพ. ถ้าเอาตามที่ธรรม- ชาติต้องการ ที่พระเจ้าต้องการ คนมั่งมีกับคนยากจนนั้นเป็นคู่สมรสกัน. ช่วย
น.474 ฟังดูให้ดี ๆ ว่า คนมั่งมีกับคนยากคนจนนั้นเป็นคู่สมรสกัน แยกกันไม่ได้ ; พระเจ้าสร้างมาอย่างนั้น ; คือว่า ถ้าคนจนไม่อาศัยคนมั่งมี ก็ไม่มีงานทำ ; คน มั่งมีไม่อาศัยคนจน ก็ไม่มีแรงงานไหนจะมาทำ. นี่นายทุน ถ้าไม่ได้กรรมกรก็ ไม่มีแรงงาน ; กรรมกรไม่มีนายทุน ก็ไม่มีงานทำ; เพราะฉะนั้น เขาเป็น คู่สมรสกันมากกว่า. แต่เมื่อ ไม่มีสัมมาทิฏฐิ แล้ว มันก็ เกิดมิจฉาทิฏฐิ มันก็กลายเป็น ยักษ์เป็นมารต่อกัน : นายทุนกับชนกรรมาชีพก็เกิดเป็นศัตรูกัน, ต่อมามันก็ เตลิดเปิดเปิงไปถึงว่า ต่างฝ่ายต่างใช้เป็นเครื่องมือ ที่จะครองโลกด้วยกัน. นาย ทุนจับกลุ่มกันเพื่อครองโลก ชนกรรมาชีพก็จับกลุ่มกันเพื่อครองโลก. มันเลย เถิดไปกว่าปัญหาที่มีอยู่จริง ; เพราะ มิจฉาทิฏฐิมาครอบงำ หันไปบูชาเงิน เห็นแก่มิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของศาสนาหรือของพระเจ้า มันก็ เกิด วิกฤตการณ์ขึ้นมาในโลก อย่างนี้ นี่แหละ คืออาการที่เรากำลัง ขาดสัมมาทิฏฐิ ขอให้ช่วยกันพิจารณา ดึงให้กลับมา. การทำให้สัมมาทิฏฐิกลับมานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลก ปัจจุบัน. สัมมาทิฏฐิจะกลับมาได้ ด้วยมีการศึกษาสมบูรณ์ อาตมาใช้คำอย่างนี้
น.475 สัมมาทิฏฐิจะกลับมาได้ ต้องมีการศึกษาถูกต้อง. อาตมาเป็นคนมีความคิดว่า การศึกษาสามารถ จะแก้ปัญหาทุกอย่าง ในโลก ถ้าการศึกษานั้นถูกต้องและเพียงพอ. เดี๋ยวนี้เขาผูกขาด เอาการ ศึกษาไปไว้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะอย่าง ตามบทนิยามของคำว่าการศึกษา ; นี้ไม่ เห็นด้วย. การศึกษาที่ถูกต้องจะแก้ปัญหาได้หมด. เราจะต้องจัดการศึกษาให้ ครบถ้วน แล้วก็จะแก้ปัญหาได้หมด. การศึกษาสมบูรณ์จะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ; อย่ามีการศึกษาชนิดด้วน คือหางด้วน หรือหัวด้วน หรือยอดด้วน สำหรับคำว่าการศึกษานี้ ขอให้กว้างขวางลึกซึ้งตั้งแต่ต้นจนปลายว่า โดยสัญชาตญาณ เรารู้สึกทางผัสสะเป็นเวทนาอะไรขึ้นมา แล้วจะเป็นการศึกษา ทั้งนั้น ; ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ สัมผัสอะไรในท้องแม่ ก็ได้ความรู้สึกเป็นเวทนา นั้นก็เป็นการศึกษา. การศึกษาตั้งต้นแต่ในท้องแม่ จนกระทั่งคลอดออกมา และตลอดชีวิต ; เพราะเรามีผัสสะ มีเวทนาอยู่ตลอดไป. นี้ศึกษาจากอำนาจของสัญชาตญาณ ที่มีผัสสะแล้วก็มีเวทนา; มี เวทนาแล้ว ก็เป็นการศึกษา ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ คลอดออกมา จนกระทั่งตาย. ทีนี้ การศึกษาจากพ่อแม่ หรือผู้ที่ทำหน้าที่แทนพ่อแม่ จะต้องมี ตัวอย่างที่ถูกต้อง ที่เนื้อที่ตัวของพ่อแม่ หรือผู้แทนพ่อแม่ ตลอดเวลา.
น.476 การศึกษาจากโรงเรียน : โรงเรียนสอนหนังสือก็ดี, โรงเรียนสอน วิชาชีพก็ดี ; ต้องสอนถูกต้อง มีเรื่องของสัมมาทิฏฐิ. รู้จักเป็นมนุษย์ ให้ ถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์อยู่ด้วย จึงจะเป็นโรงเรียน เรียกว่าควรแก่นามว่า โรงเรียน. ทีนี้ ศึกษาจากศาสนา หรือวัฒนธรรมทุกชนิด รู้จักชีวิตให้ถูกต้อง ในทุกแง่ทุกมุม สำหรับจะเป็นมนุษย์ที่ดี. แล้ว ศึกษาจากสื่อมวลชน ทุกรูปแบบ, ทุกรูปแบบ อาตมาใช้คำว่า ทุกรูปแบบ. เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนกลายเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ของคน เขาก็ เสนอสิ่งเลวร้าย สร้างมิจฉาทิฏฐิเสียมากกว่า ขอให้ปรับปรุงสื่อมวลชนทั้งหลาย ให้เป็นสื่อของสัมมาทิฏฐิเถิด. ทีนี้ ศึกษาจากสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ. เรามีสถานที่พักผ่อนหย่อน ใจ ชนิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ : ไปที่นั่นเพื่อเพิ่มกิเลส. ที่จริงที่พักผ่อนหย่อนใจ ทุกแห่งควรให้ความฉลาด ให้ความรู้ที่ถูกต้อง ให้สัมมาทิฏฐิ ให้ถูกประเล้า ประโลมใจด้วยสัมมาทิฏฐิ ทีนี้ก็จะ ศึกษาจากสังคม ซึ่งเป็นที่เคารพของมหาชน สังคมใด สมาคมใด เป็นที่เคารพของมหาชนเป็นสังคมที่มีเกียรติ นี้ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี สังคมของคนที่มีเกียรติ นี้ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี, สังคมที่มีอำนาจต้องเป็นตัวอย่าง ที่ดี. สังคมที่เป็นที่เคารพของมหาชน ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี. ถ้าเราได้ศึกษา อย่างนี้ ก็จะมีสัมมาทิฏฐิโดยง่าย.
น.477 อาตมาอยากจะพูดว่า ระบบกระดานหินในดงตาล ของพระเจ้ารามคำแหง นั้นควรจะกลับมาอีก : มีกระดานหินในป่า ในดงตาล ที่ไหนก็ได้ ให้มีทุกหัว ระแหง ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน. พอถึงโอกาสก็ประพฤติ อย่างที่พระเจ้ารามคำแหง ประพฤติ กับกระดานหินในดงตาล. ทุกคนก็หาเรื่องนี้กันอ่านดูได้ ก็จะเกิดมี การไปเที่ยวในดงตาล คือในป่าไม้ มีโอกาสที่จะฟังธรรม ไปปิคนิค, ไปกิน อาหารกันที่นั่น ก็จะเป็นธรรมปิคนิค, ไปทัศนาจรกันที่นั้น ก็จะเป็นธรรม ทัศนาจร, มีสิ่งประเล้าประโลมใจด้วยธรรมะที่นั่น ก็จะเป็นธรรมมหรสพ. ทุก คนสนุกสนานอยู่ด้วยเหตุปัจจัย ที่จะให้เกิดสัมมาทิฏฐิ. ระบบกระดานหินในดงตาลของพ่อขุนรามคำแหงจงกลับฟื้นชีวิตขึ้นมา ใหม่ ; เอาออกมาจากพิพิธภัณฑ์ ; เอามาจัดตั้งในดงตาล คือดงไม้อะไรก็ได้, แล้วประพฤติ และปฏิบัติอย่างเดียวกัน, สัมมาทิฏฐิก็จะมาครองเมือง. นี้แสดงให้เห็นว่า สัมมาทิฏฐิต้องมา ในฐานะเป็นศีลธรรมอันเลิศ มิฉะนั้นโลกาจะวินาศ ดูตัวอย่างผลของความไร้ศีลธรรม. ทีนี้อาตมาจะยกตัวอย่าง ด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่อย่างสด ๆ ร้อน ๆ ในวัน นี้ว่า ปีนี้เขาจัดเป็นปีแห่งคนพิการ ความพิการเกิดเป็นปัญหากันขึ้นมา เป็น ปัญหาโลก. ทำไมไม่มองว่าความพิการนั้นเกิดมาจากความไร้ศีลธรรม ? ถ้ามีศีล-
น.478 ธรรมแล้ว ความพิการจะไม่เกิดขึ้นมาในโลก เราจะป้องกันการพิการได้ด้วย ความมีศีลธรรม. ตัวอย่างง่ายๆ ที่จะเห็นได้ว่า เด็กอยู่ในท้อง มีการพิการ เพราะ ความไร้ศีลธรรมของพ่อแม่ ในเรื่องกามกิจ. หมอตำแยไร้ศีลธรรม ในการทำคลอด เด็กก็พิการ. คนเลี้ยงดูแลเด็กไร้ศีลธรรม เด็กก็พิการ ด้วยความพลั้งเผลอ เด็ก ซุกซนพ่อแม่ไม่สนใจ เด็กก็เกิดความพิการ. นี้เรื่องของเด็กที่จะเกิดความพิการ โตขึ้น ไม่มีศีลธรรม : ขี้เกียจ ยากจน ก็นำไปสู่ความพิการ ด้วย โรคภัยไข้เจ็บ หรืออุบัติเหตุใด ๆ ก็ได้. โง่เขลาก็คือไร้ศีลธรรม, ประมาทก็คือไร้ ศีลธรรม, สะเพร่าก็คือไร้ศีลธรรม มันก็เป็นหนทางแห่งความพิการ. การละเลย สุขภาพอนามัย นี้ผิดศีลธรรม ไร้ศีลธรรม ก็เกิดความพิการ. ไม่รักษากฎ ระเบียบ เช่นกฎจราจรในท้องถนนเป็นต้น ก็เกิดการพิการ : คนใช้รถไร้ศีล- ธรรม, คนรักษากฎจราจรไร้ศีลธรรม, ก็เกิดการพิการ. คนแก่ทุพพลภาพได้รับ การทอดทิ้ง มันก็ ยิ่งส่งเสริมความพิการ, เกิดการพิการ ทั้งหมดนี้เป็นเพียง ตัวอย่าง ที่เห็นได้ง่ายๆ ว่า ความพิการนี้เกิดมา จากความไร้ศีลธรรม. ถ้ามีศีลธรรมกันมาตั้งแต่เด็กอยู่ในท้อง ก็หาความพิการ ทำยาหยอดตาได้ยาก; ในโลกนี้จะไม่มีความพิการ เป็นภาพสะดุดตาเต็มไป ทั่วทุกหัวระแหง สรุปว่า ถ้ามีศีลธรรม ยากที่จะเกิดการพิการ. ทำไมไม่สนใจความ ไร้ศีลธรรม ซึ่งเป็นต้นเหตุของความพิการ ? มาสนใจแต่ปลายเหตุ คอยช่วย ๆ ๆ นี้ มันเรื่องปลายเหตุ; ไม่ป้องกันความพิการ. ขอให้มี ศีลธรรมกลับมาแล้ว ป้องกันความพิการ.
น.479 สรุปความว่า ศีลธรรมกลับมาเถิด สัมมาทิฏฐิครองโลกแล้ว ปัญหา ชนิดนี้ก็จะไม่มี. ปรับปรุงทิฏฐิของทุกคน ให้เป็นสัมมาจะไม่มีปัญหา. นี่การบรรยายวันนี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าศีลธรรมสำคัญอย่างยิ่ง ก็คือสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐินั้นคือตัวคนนั่นเอง ต้องทำให้เป็นสัมมา คือถูกต้อง ; เมื่อถูกต้องแล้วก็ไม่มีปัญหา เช่นความพิการ เป็นต้น. ขอให้เรามองกันด้วยความมีเหตุผล ด้วยความตั้งใจจริง ซื่อสัตย์สุจริต ต่อความเป็นมนุษย์ ; มองเห็นคุณค่าของศีลธรรมแล้วทำให้กลับมา. โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในวันนี้มีข้อปัญหาอยู่ที่สัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ ; ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็เป็นการทำลายโลก, ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ โลกนี้ก็จะรอด, เป็นโลกที่พึง ปรารถนา. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะสนใจกับสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิคือตัวท่านเอง, ตัวท่านเองคือตัวทิฏฐิของท่าน. ใช้คำว่าทิฏฐิของท่าน นี้ไม่ค่อยถูกกับความจริง ; ใช้คำว่าทิฏฐิคือตัวท่าน ตัวท่านคือทิฏฐิ. จงปรับปรุงทิฏฐิของท่านให้เป็น สัมมา คือมีความถูกต้อง อยู่เหนือปัญหาทุกอย่างทุกประการเถิด ก็จะไม่เสียที ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา หรือศาสนาใด ๆ ก็ตาม ตามที่ ตนถืออยู่ ปัญหาก็จะหมดไป. เวลาสำหรับการบรรยายหมดแล้ว อาตมาขอจบลงด้วยความหวังว่า ท่านทั้งหลายจะ สามารถบำเพ็ญตน ให้เป็นตัวสัมมาทิฏฐิ อยู่ด้วยกันทุกคน ตลอดกาลนานเทอญ. ---------------------
Buddhadasa