Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๑ — ธรรมศาสตรามีค่าเท่ากับปัญญาวุธ

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.33 วันนี้เป็นวันแรกของการกำหนดให้ ที่เป็นกลุ่มธรรมศาสตร์มาเพื่อรับการอบรมศึกษาธรรมะ, จึงคิดว่าจะเริ่มการบรรยายชุดนี้ในวันนี้กันสักชุดหนึ่ง, สำหรับในวันนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะพูดอะไรมาก เป็นการทำความเข้าใจทั่ว ๆ ไป มากกว่าที่จะพูดเรื่องใดโดยเฉพาะ, แต่ถึงอย่างนั้นก็ขอให้สนใจฟังให้ดีเป็นพิเศษด้วย เหมือนกัน, มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับคำพูด, แต่ถ้าเราเข้าใจคำพูด ก็เป็นอันว่าเข้าใจเนื้อหา ได้ด้วย. คำปรารภในการบรรยายชุดนี้ . เรื่อง คำพูด นี้สำคัญ ตรงที่ว่ามัน เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยไปตามถิ่นที่ มันทำให้เกิดความสับสน, บางทีก็กำกวม เช่นคำในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นต้นตอของ พุทธศาสนาคำเดียวเท่านั้น พอมาถึงเมืองไทยก็เปลี่ยนความหมาย อย่างนี้เป็นต้น,

น.34 กระทั่งว่ามาเมืองไทยแล้ว แรก ๆ ก็มีความหมายอย่างหนึ่ง มาบัดนี้ก็มีความหมายที่เปลี่ยน ไปไม่น้อย. ฉะนั้น เราควรจะทราบข้อเท็จจริงอันนี้ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคอยู่มากในการที่ จะเข้าใจธรรมะ. ถ้าพูดโดยธรรมชาติแท้ๆ ธรรมะ หรือปรัชญาก็ตาม มันเข้าใจไม่ได้ เข้าใจ ไม่ได้ง่าย ก็เพราะว่าคำพูดของมนุษย์ ที่มีอยู่ในเวลานี้ ไม่พอที่จะใช้กับความหมาย อันหนึ่ง ๆ ที่มันพบใหม่ ในวงของธรรมะของศาสนาของปรัชญา, แล้วในยุคแรกยุคดึก- ดำบรรพ์ มันก็เป็นอย่างนั้น กระทั่งมาบัดนี้มันก็ยังเป็นอย่างนั้น ยังมีสภาพอย่างนั้น ; แต่แง่คิดทางปรัชญาทางธรรมะที่พบใหม่ คำพูดมีไม่พอที่จะบรรยาย. อีกอย่างหนึ่ง เดี๋ยวนี้ก็มีความลำบากมาก เกี่ยวด้วย เรื่อง คำพูดแม้ในภาษา ไทย พูดไทยกับคนไทยนี้ ก็ยังอธิบายธรรมะให้เป็นที่เข้าใจไม่ได้, แล้วก็คน ๆ หนึ่ง มักจะมีการตีความหมายของคำ ๆ หนึ่งกว้างแคบ สูงต่ำกว่ากันอยู่ไม่มากก็น้อย, เราจึงต้อง เถียงกันด้วยคำพูด. แล้วยิ่งไปพูดให้ชาวต่างประเทศฟังแล้วก็ยิ่งลำบาก, อธิบายธรรมะ ให้ชาวต่างประเทศฟัง ก็ยิ่งลำบากหลายเท่ากว่าการที่จะพูดเป็นภาษาไทยกับคนไทย. นี้ ถ้าอย่างไรก็ทำความเข้าใจให้เป็นที่ชัดเจนกันเสียว่าเกี่ยวกับภาษานี้มีอยู่อย่างนี้,แล้วบางที ก็ช่วยได้มากถ้าเข้าใจความหมายของคำนั้นถูกต้องมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที. วันนี้ก็จะพูดถึง เรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญ. การบวชระหว่างปิดภาคนี้ ถือโอกาสมาทำการศึกษา หรืออบรมอะไรบ้าง, เพื่อประโยชน์อะไร, เพื่อจะได้อะไร, ผมคิดว่าก็เป็นปัญหาด้วยเหมือนกัน, ที่หวังว่าจะได้ นั้น บางทียังจะน้อยมากกว่าที่ควรจะได้ก็ได้, หรือกระทั่งนิดเดียวก็ได้. ขอให้คิดดูให้ ดี ๆ ว่า การที่จะหาความรู้จากสถานที่นี้, จะหาความรู้เพื่อประโยชน์อะไร, ถ้าเพื่อประกอบ การศึกษา ที่จะศึกษาต่อไปในมหาวิทยาลัย อย่างนี้มันก็ได้, แล้วบางท่านอาจจะคิดว่า ได้

น.35 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๓ เท่านั้นก็พอแล้ว.แต่ที่จริงมันควรจะได้มากกว่านั้นมาก คือ การศึกษาธรรมะนี้ มัน เพื่อประโยชน์ แก่บุคคลนั้นจนตลอดชีวิตในทุก ๆ เรื่อง ที่เกี่ยวกับการมีชีวิต. แม้ว่า จะไม่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ก็ยังมีความจำเป็นหรือความเหมาะสมที่จะศึกษาธรรมะ อยู่นั่นแหละ, แม้จะเห็นกันเสียว่า ธรรมะนี้เป็นเรื่องเล็ก ๆ เรื่องหนึ่ง ที่จะเอาไป ประกอบเรื่องอื่น ให้ทำกิจการอันอื่นให้ได้ดี. การที่จะเห็นว่าเรื่องธรรมะนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ของคนเราทั้งหมด, ส่วนการ ศึกษาอย่างอื่นนั้นเพื่อประกอบเรื่องของธรรมะ, นี้ขอให้ ไปลองคิดดู ให้ดีๆว่าเรียน ธรรมศาสตร์นี้ เป็น เรื่องใหญ่ที่สุด , แล้วเรียนธรรมะประกอบ, หรือว่าเรียน ธรรมศาสตร์เพื่อประกอบ เป็นส่วนประกอบน้อย ๆ ส่วนหนึ่งของเรื่องธรรมะ คือเรื่อง ชีวิตทั้งหมด ซึ่งอยู่ไปจนกว่าจะตาย, นี่มีปัญหามากไม่มีที่สิ้นสุด. เคยสังเกตเห็น บางคน ได้ผลนิดเดียวจากธรรมะ ; นี่ก็เป็นที่น่าเสีย ดายเวลา คือเขาไม่ทราบว่า ปัญหาทั้งหมดนั้นคืออะไร, ปัญหาทั้งหมดของคนเรา คนหนึ่งตลอดชีวิตชาติหนึ่งคืออะไร, แล้วอะไรจะเป็นสิ่งที่จะช่วยทำลายปัญหานั้นคือ จะแก้ปัญหานั้น. นี่เราจะต้องพูดกันตรงๆ คือว่าผมก็นิยมพูดตรงๆ เพื่อประหยัดเวลา เพื่อเข้าใจง่าย เพื่อฟังง่าย ตรงไปตรงมา จึงพูดใช้คำที่คนบางคนเขาพังแล้วเขาหาว่า ผม ดูถูกดูหมิ่นลบหลู่ หรือพูดหยาบคาย. เรื่องนี้มันก็ช่วยไม่ได้, เรื่องที่พูดตรง ๆ แล้ว ฟังดูบางทีก็หยาบคาย. เดี๋ยวนี้เรามีเวลาน้อย มีเรื่องมาก บางทีก็ได้ มีการทำอย่างชนิดที่ยึดมั่น ถือมั่น สำคัญผิดมากเกินไป ยาก ที่จะถอนออกได้, จะปลุกให้ตื่นนอนอย่างนี้ จะไป สะกิดๆ นี้ไม่ตื่น, ไปทุบสัก ๒ ตึง มันก็ไม่ตื่น ถึงขนาดที่จะต้องถลกหนังหัวออกเท่า ๒ นิ้ว จึงจะตื่น, นี่ขอให้อภัยด้วย ในการที่การพูดจานี้อาจจะฟังแล้วไม่น่าฟัง และรุนแรง

น.36 ไปบ้าง, ขอให้ถือว่ามันเป็นการพูดกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ ที่มีการเห็นอกเห็นใจหรือ ทุกข์ร้อนแทนกัน อย่างนี้ก็ดี, หรือว่าผู้ฟังควรจะฟังในลักษณะที่ว่า เรากำลังมีปัญหา มากมายเหลือเกินในสังคมมนุษย์นี้ จะต้องรีบหาสิ่งที่จะแก้ปัญหาได้. ให้เป็นที่ยุติกันเสียที่ว่า มนุษย์นี้มีปัญหาเรื่อย ๆ มา จะพูดกันอย่างว่า มนุษยชาติซึ่งมีอายุหลายหมื่นปีแล้ว มันก็มีปัญหาตั้งแต่เริ่มมีมนุษยชาติ จนกระทั่งบัดนี้ ปัญหายิ่งมาก ปัญหาของมนุษยชาติ. ทีนี้มนุษย์คนเดียว จะมีปัญหาตั้งแต่แรกเกิดมา จนกระทั่งบัดนี้ ก็มีปัญหาส่วนตัวมนุษย์คนนั้นมากขึ้น ๆ โดยเฉพาะมนุษย์ที่เกิดในยุค ปัจจุบันนี้ มีปัญหามากอย่างยิ่ง แล้วก็โดยไม่รู้สึกตัว เพราะว่าเราเกิดขึ้นมาในโลก หรือ ลืมตาขึ้นมาในโลก ในยุคที่มันมีอะไรรุนแรงมาก ใช้คำว่ารุนแรง ซึ่งรวมไปทุกๆ ทาง ทุก ๆ แง่ทุก ๆ มุม ผมสังเกตด้วยตนเอง รู้สึกของตนเองว่า เมื่อสัก ๕๐ ปีมาแล้ว เท่าที่ผม จะจำความได้ดี ปัญหาของคนไม่มากอย่างนี้, นี่ชั่ว ๕๐ ปีเท่านี้ เดี๋ยวนี้มันมีปัญหามาก. พอเกิดมาเท่านั้นแหละ มันก็มีปัญหามาก กว่ายุคโน้นมาก, ชั่ว ๕๐ ปีมันเป็นอย่างนี้ แล้วมันตั้งร้อย ๆ ปี พันปีมันจะต่างกันอย่างไร, หรือว่าต่อไปข้างหน้าอีกสักร้อยปี คน จะมีปัญหามาก คล้าย ๆ กับว่าพอเกิดมาก็จะเป็นบ้า, เดี๋ยวนี้มันก็จะน้อง ๆ เป็นบ้าแล้ว กระมัง. พอเกิดออกมานี้มันมีปัญหารอบด้านจนหัวหมุน แล้วมีโรคเส้นประสาทอ่อน ๆ กันอยู่ทุกคน, อาการอย่างนี้มันไม่มีเมื่อสัก ๕๐ ปีมานี้, ขอให้คิดดูให้ดี ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ จะเอามาล้อกันเล่น มันเป็นเรื่องจริง แล้วเป็นตัวปัญหาจริง ๆ ที่เกิดแก่มนุษย์เรา. มนุษย์มีปัญหาเป็นพื้นฐานเป็นรากฐานอยู่แล้ว แล้วมันกลับมาก มาก ๆ ขึ้น, มัน ต้องการสิ่งที่จะตัดปัญหา ที่เป็นเครื่องมือสำหรับตัดปัญหาเหล่านั้น จึงพยายาม ที่จะศึกษาและอบรมในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ, เป็นที่เชื่อได้เลย ไม่ต้องสงสัยว่า ธรรมะ

น.37 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๕ นั่นแหละคือเครื่องมือที่จะตัดปัญหาของมนุษย์ ทุกชนิดทุกระดับทุกยุคทุกสมัย เรา ทุกคนนี้กำลังเป็นมนุษย์ แล้วก็มีปัญหา ก็ต้องการเครื่องมือที่จะตัดปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น จึงได้ขวนขวายมาศึกษาและอบรมธรรมะ เท่าที่พูดนี้ตรงกับความจริงเหมือนกับว่าเป็น เรื่องที่ไม่ยากนัก คือเป็นสิ่งที่ผมพอจะสนองความต้องการได้ แม้จะพูดกันถึงสิ่งที่จะช่วย ตัดปัญหา. นึกถึงคำว่า ตัด คำว่า ตัดก็ต้องมีคมจึงจะตัดได้, สิ่งที่มีคมเขาเรียกว่า ศาสตรา, คำว่า อาวุธ แปลว่า สิ่งที่ใช้ฆ่าฟันกัน ทำลายชีวิตกัน ถ้า ไม่มีคม ก็ใช้ว่า ทัณฑะ , ถ้ามัน มีคม ก็ว่า ศาสตรา , อย่างทัณฑะนี้เป็นไม้พลองกระบอง หรือแม้แต่ จะขว้างไปหรือแม้แต่ลูกปืนที่มันจะบินไปก็รวมอยู่ในคำว่า ที่ไม่มีคม เพราะมันมีความเร็ว เป็นคม ก็ตามใจจัดไว้ในพวกที่ไม่ได้มีคมอย่างคมมีด, ถ้ามีคมอย่างมีดก็เรียกว่าศาสตรา. คำว่า ศาสตร์ นี้แปลว่า เครื่องตัดโดยตรง โดยเฉพาะ, ส่วนไม้พลอง กระบองนั้นมันตัดไม่ได้ ต้องใช้เป็นอาวุธอย่างอื่นได้ ไว้แก้ปัญหาที่ได้ผลเหมือนกันก็ได้, แต่ถ้าคำว่า ศาสตร์ นี้ หมายถึงสิ่งที่มีคม ; ฉะนั้น ศาสตร์ทั้งหลายที่เราใช้กันอยู่นี้ มัน ก็เป็นคำเดียวกับคำว่าศาสตรา ซึ่งแปลว่าของมีคม. พูดว่า ธรรมศาสตร์ นี้เข้าใจกันว่าอย่างไร ซึ่งจะเข้าใจกันว่าวิชาธรรมะหรือ วิชาอันหนึ่ง ซึ่งเนื่องด้วยธรรมะ, เอาคำว่า ศาสตร์เป็นเพียงวิชา นี่ก็จะเสียความหมาย เดิมไปเป็นอันมาก. คำว่า ศาสตร์นั้นแปลว่าตัด, สิ่งที่จะต้องตัด. คำว่า ศาสตร์ นี้ใน ฝ่ายคัมภีร์มหายาน เขาใช้เรียกข้อความประเภทคำ อธิบาย , ที่เรียกว่าอรรถกถา supplementary ทั้งหลายก็ถูกเรียกว่าศาสตร์ คำว่า ตัวบท แท้ ๆ จะเรียกว่าสูตร, คำอธิบายของสูตรจะเรียกว่าศาสตร์ เพราะว่าสูตรนั้นเกิด

น.38 ความสงสัย เข้าใจยาก, นี้ก็มีคำอธิบายที่จะตัดความสงสัยนี้ได้ ก็เรียกว่าศาสตร์, ต่อท้าย ด้วยคำว่าศาสตร์ เช่น วิทยปฏิมาตราสุทธิศาสตร์ คำอธิบายของสูตรชื่อนั้น ซึ่งมันยาก มันเข้าใจยาก. คำว่า ศาสตร์หมายถึงอรรถกถา อย่างนี้มันก็ไม่ทิ้งความหมายเดิม เป็นของมีคมที่ตัดความสงสัยความไม่เข้าใจเกี่ยวกับตัวสูตรนั้น ๆ นี่ถือเอาความ หมายเดิมก็แล้วกัน. ว่า ศาสตร์ นี้มันหมายถึง ของมีคม. วันนี้ผมอยากจะพูดโดยหัวข้อว่า ธรรมศาสตร์นี้มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ. ในพระพุทธศาสนาเรามีคำอยู่คำหนึ่งเรียกว่า อาวุธคือปัญญา, ปัญญา อาวุธ, อาวุธคือ ปัญญา ความหมายมันเหมือนกับคำว่าธรรมศาสตร์. ถ้าอธิบายคำว่าศาสตร์ตามตัว หนังสือ ตามความหมายเดิมแท้ ธรรมศาสตร์ แปลว่า ศาสตราคือธรรมะ หรือ ธรรมะ ที่ถูกใช้เป็นศาสตรา เพื่อจะตัดสิ่งที่ควรจะตัด คือความโง่ ความสงสัย ความที่ เป็นปัญหาต่าง ๆ นี่ ส่วน ธรรมาวุธ อาวุธคือธรรมะนี่มันซ่านออกไป เหมือนกับที่พูด เมื่อตะกี้นี้. คำว่า อาวุธนี่มีคมก็ได้, ไม่มีคมก็ได้, ถ้ามันทำให้ใครตาย แล้วก็เรียกว่า อาวุธได้ ; แต่ ศาสตร์ หมายเฉพาะที่มัน มีคมเฉียบเหมือนกับมีด. บางทีเรา ยอมให้ความหมายมันกว้างออกไป จึงใช้คำว่าอาวุธ อาวุธคือปัญญา ปัญญาคืออาวุธ อย่าง มีบาลี ว่า โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน - ท่านจงรบมารด้วยอาวุธคือปัญญา. ปัญญาวุธ อาวุธคือปัญญา มีความหมายกว้าง กว่าที่เรียกว่า ธรรมศาสตร์. ศาสตรา คือธรรมะนี้ มันแคบเข้ามา แล้วมันชัดในขอบเขตที่จำกัด แล้วมันจะคมเฉียบ จะตัดความโง่ความสงสัย กันอย่างเฉียบขาดลงไป. ลองฟังให้ดีว่า จะได้ประโยชน์อะไร ธรรมศาสตร์ มีค่าเท่ากับ ปัญญาวุธ.

น.39 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๗ ปัญญาวุธใช้สำหรับทุกคน ที่จะตัดสิ่งที่จะต้องตัด แต่ถ้ามันใช้จนมีคม คมอย่างเฉียบ เฉียบนี้ใช้คำว่า ศาสตรา, แต่ปัญญาศาสตรานี้ยังไม่เคยได้ยิน ได้ยินแต่ คำว่าธรรมศาสตร์. ก็ทำให้เข้าใจว่า มันมีความหมายตรงกันมาก, ลองฟังให้ดีว่ามัน จะเกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร. ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่ามนุษย์มันมีปัญหา ปัญหาของมนุษย์มันมี, คือมี ปัญหา. ถ้าไม่มีปัญหาแล้วก็ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเรียนอะไร ไม่ต้องลำบากยุ่งยาก อะไร อย่างที่กำลังลำบากอยู่เดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้มันมีปัญหาที่ทำให้นึ่งอยู่ไม่ได้, ปัญหา มันบีบคั้น มันรบกวน กระทั่งเผาลน จึงต้องหาสิ่งซึ่งมาทำลายปัญหาเสีย, ตัด ปัญหาเสีย. ธรรมศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ตัดปัญหาทุกชนิด. ถ้าใครจะคิดว่า ธรรมศาสตร์เป็นเพียงวิชาที่ใช้เพียงเป็นหลักสูตร มีเพียง แขนงเท่านั้น ๆ เท่านั้นแขนง, นี้เป็นเรื่องธรรมศาสตร์อย่างในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เท่านั้นแหละ ไม่ใช่ในความหมายที่กว้าง ตามตัวหนังสือนั้น, เป็นศาสตราที่ใช้ตัด ปัญหาทุกชนิด ซึ่งไม่ได้มีเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ได้, ปัญหาของมนุษย์ ทุกชนิดควรจะถูกตัดลงไปด้วยศาสตราคือธรรมะ, เอาธรรมะมาเป็นศาสตรา ของ มีคมตัดปัญหาทุกชนิด. เมื่อความหมายของคำว่าธรรมศาสตร์นี้กว้างขวางและสูงสุด อยู่อย่างนี้ ; แต่เมื่อถูกจำกัดให้แคบเข้ามา ด้วยความมุ่งหมายในที่บางแห่งในสถาบัน บางแห่ง ก็ได้เหมือนกัน แต่ก็ควรจะรู้ไว้ว่า คำนี้ของเรามันวิเศษนะ มันมีความ หมายสูง มีอุดมคติสูง ผมจึงคิดว่า มันควรจะเทียบกับคำว่าปัญญาวุธ คือเป็นหลัก ใช้ในทางธรรมะในทางศาสนา โดยเฉพาะก็คือพุทธศาสนา.

น.40 ศึกษาคำว่าปัญหา. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึงคำว่า ปัญหา ให้ชัดเจนออกไปอีกสักหน่อย ดังที่ได้ กล่าวแล้วว่า วันนี้เราจะไม่พูดอะไรกันมาก นอกจากจะพูดถึงเรื่องถ้อยคำเท่านั้น ปรับปรุง ถ้อยคำให้มันตรงกันเสียก่อน จะพูดกันง่าย คำว่า ปัญหา มัน ไม่ใช่เป็นแต่เพียงคำถาม, ปัญหามันไม่ใช่ question. ปัญหามันเป็น problem, มันไม่ใช่เพียงคำถามที่ต้องตอบ, นั้นมันเป็นเรื่องคำพูดอย่างเดียว ปัญหามันเกิดขึ้นได้ทุกอย่างทุกทาง คนไม่มีข้าวจะกิน มันก็เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา, แล้วก็ทำอะไรกิน จน เกิดวิกฤตการณ์ อย่างใด ๆ ขึ้นมา ก็เรียกว่าเป็นปัญหาทั้งนั้น ต้องแก้ต้องสาง เป็นการตอบด้วยการกระทำ, เป็นการ ถามด้วยการกระทำ, ไม่ใช่ด้วยคำพูด. สิ่งที่บีบคั้นทำให้มนุษย์ทนอยู่ไม่ได้ ต้อง ขวนขวายดิ้นรนแก้ไข; นั่นคือปัญหา. นี้ขอให้หลับตามองให้กว้างขวางที่สุด ให้เห็นปัญหาทุกยุคทุกสมัยของมนุษย์ และทุกทาง : เป็น ปัญหาทางกาย, ปัญหา ทางจิต, ปัญหา ทางวิญญาณ, นี้ส่วน บุคคล. แล้วก็เป็นปัญหาทางสังคม ส่วนสังคม, ทางส่วนบุคคลและส่วนสังคม ก็แยก ออกได้หลาย ๆ ชั้น หลาย ๆ ระดับ ซึ่งมีเวลาหรือสมัย. สมัยที่ก่อนประวัติศาสตร์ ยังไม่มีหลักฐานเป็นตัวหนังสือ แล้วก็มีร่องรอยมีเหตุผลที่พอจะทราบได้ว่า มันจะต้อง เป็นอย่างไร, เช่นคนสมัยหินได้ทิ้งอะไรไว้ในแผ่นดิน ก็ให้รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร, เขาอยู่ กันอย่างไร, เอามารวบรวมศึกษาดู พอให้รู้ว่าเขาเป็นอย่างไร อยู่กินอย่างไร มีปัญหา อย่างไร. ที่จะถอยออกไปอีกนั้นก็มีปัญหาซึ่ง ไกลออกไปอีก แต่มันจะไปใกล้ ปั ญหา ของสัตว์เดรัจฉาน มากขึ้นทุกที. ความคิดที่ว่า คนเกิดทีหลังสัตว์เดรัจฉาน นี้เป็น สิ่งที่เชื่อแน่ได้, ถ้าปัญหาของคนแรก ๆ ที่ยังใกล้ ๆ สัตว์เดรัจฉาน ก็มีปัญหาคล้าย ๆ กับ

น.41 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๙ ปัญหาของสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันยังน้อยมาก หรือง่ายมาก หรือต่ำมาก. ต่อมามันจึงเจริญ คนเจริญไกลจากสัตว์เดรัจฉานเข้ามาทุกที ปัญหามันก็เปลี่ยน วิธีแก้ปัญหาพิพัฒนาการเรื่อยจนเป็นศาสนา. สมัยที่เรียกว่า ก่อนมีวัฒนธรรม หรือภูมิธรรม ขนาดที่ทำไถไถนาได้ นี่ควร จะเป็นจุดหนึ่งที่แบ่งความแตกต่างอย่างใหญ่หลวง, หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ต่างกันมาก คือ มนุษย์ยังไม่รู้จักผลิต ด้วยตนเอง ยังต้องเก็บของที่มีอยู่ตามธรรมชาติกิน, นี้ก็ไปฝ่าย นี้. นี้ ต่อมามันรู้จักผลิต จึงรู้จักทำไถไถนาเป็นต้น, มนุษย์รู้จักผลิตไม่ต้องพึ่งธรรมชาติ ล้วน ๆ มันก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จึงเชื่อได้ว่ามัน ตั้งต้นวัฒนธรรมกันที่ รู้จักผลิตพืชผล ด้วยการใช้วัตถุเครื่องมือ เช่นไถสำหรับไถนาเป็นต้น. แล้วลอง คำนวณดู ปัญหามันจะต่างกันอย่างไร. คน ๆ นั้นมีมือเฉยๆ ไม่มีเครื่องมือ ไม่รู้จัก เครื่องมืออะไรนัก นอกจากว่าสวิง, ต่อมารู้จักทำไถไถนา มันก็ต้องต่างกันลิบ, มันสมอง ก็ต่างกันลิบ ปัญหาก็เปลี่ยนไป ทีนี้ ฉลาดขึ้น มันก็ รู้จักทำให้รอดชีวิตมากขึ้นง่ายขึ้น, คนมันก็มาก ขึ้น ๆ ปัญหามันก็ยิ่งเปลี่ยน, มนุษย์รู้จักเพาะปลูกด้วยสติปัญญา ความสามารถของตน มันก็ทิ้งสัตว์เดรัจฉานไกลเลย, แต่แล้วปัญหาทางสังคมมันก็ต้องเกิดขึ้น. คุณเดาเอาเอง ก็ได้ มันจะต้องมีอะไรบ้าง, ถ้ามัน มีการผลิต แล้ว มันก็ต้อง มีการได้ ซึ่งทำให้มีคน รวย แล้วมีคนจน. ก่อนนี้เราไปเก็บในป่า มากินด้วยกันเสมอกันหมด ไ ม่มีคนรวย คนจน, นี้คนบางคนมันฉลาดทำเครื่องมือได้ผลิตได้มันก็เป็นคนมีขึ้นมา, บางคน มันยังล้าหลังทำไม่ได้ มันก็ต้องเป็นคนจน, นั่นแหละ ปัญหาทางสังคมมันเกิด, เกิดมี ความแตกต่างระหว่างคน เป็นปัญหากระทั่งบัดนี้ จนบัดนี้ไม่รู้กี่หมื่นปีมาแล้ว ยังเป็น

น.42 ปัญหาเดียวกัน, คือคนมันต่างกันจนว่ามี มั่งมีมาก จนมาก, ก็เป็นมาอย่างนี้ เรียกว่า รู้จักทำมาหากินยุคหนึ่ง. เรื่องทางจิตใจยังไม่ค่อยมีการค้นคว้า จนกว่าจะมีคนที่ ค้นคว้าไกลออกไปทางจิตใจ เป็นวัฒนธรรมทางจิตใจขึ้นมา. ความก้าวหน้าทางวัตถุนี้มันจะต้องรวดเร็วรุนแรงมาก เพราะใคร ๆ ก็ชอบ, แล้วก็ทำได้ง่าย. แต่แล้วในที่สุด มีคนบางคนหรือ บางพวกเห็นว่า นี่มันก็ยังไม่ใช่ ความสงบสุข : มีกินมีใช้ มีบ้านมีเรือน กระทั่งมีที่อยู่อาศัยเป็นที่พอใจแล้ว มี กฎหมายแล้ว, สมมติว่ามีผู้ที่ฉลาดเฉลียว มีการปกครองแล้ว, มีระบบการปกครองหรือ มีผู้ปกครองแล้ว ก็จะคิดว่าปัญหาหมด อย่างนี้ก็ไม่ได้. คนยังมีปัญหาในจิตใจอีก : มีความกลัว มีความสงสัย มีความสะดุ้งกลัว วิตกกังวลตลอดเวลา นอนหลับยาก, นี้ เป็นปัญหาอันหนึ่งแล้ว จึงมีคนหลีกออกไปอยู่ในที่สงบสงัด, ไปค้นอยู่คนเดียวเพื่อค้น เรื่องทางจิตใจ, มันก็เกิดปัญหาทางจิตใจเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา. ทีแรกมันยังไม่มี เพราะ ว่ามันยังไม่รู้จักทำกินให้เป็นเรื่องที่เป็นปึกแผ่นแน่นหนา, ต่อมา หากินเป็นปึกแผ่น แน่นหนาดีแล้ว หมดปัญหาทางนั้นแล้ว มันก็ เกิดปัญหาทางจิตใจเข้ามาแทน. คน บางคนทนไม่ได้ก็ออกไปหาคำตอบ มันก็พบคำตอบทางจิตใจ, ถ้าใครรู้สึกร้อนใจอย่างนั้น อย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันเกิด ระบบศาสนาขึ้นมา. ถ้าถือตามเรื่องราวที่เขาเชื่อกันในประเทศอินเดีย ก็มีว่าพวกนี้เป็น ฤๅษี มุนี โยคี อะไรต่าง ๆ ที่ออกไปจากบ้าน ไปอยู่ในป่าในดง ไปนั่งนึกนั่งคิด เพราะเขา เป็นคนผ่านโลกมามากแล้ว อายุมากแล้ว ก็คิดออก, คิดออกแล้วก็รวบรวมเข้าไว้เป็นข้อ ๆ. ตอนหลังมีคนไปหา เพื่อจะได้รับประโยชน์อันนี้บ้าง, หรือว่าเขาก็อยากให้เป็นประโยชน์ แก่คนอื่น บอกให้เป็นข้อ ๆ ก็ เรียกว่ามนต์ ยุคที่เรียกกันว่ามนต์มันเกิดขึ้นมาอย่างนี้ ที่จะ เป็นต้นตอของศาสนาทั้งหลาย. ต่อมามันจำยาก, จึงผูก เป็นคำกลอน เป็น อะไรขึ้นมา ก็ เรียกว่ามนต์. ใครไปหาฤๅษี ฤๅษีก็ให้มนต์ คือ คำสอน ข้อหนึ่งซึ่ง

น.43 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๑๑ มีความสำคัญมาก ที่จะมาใช้แก้ปัญหาทางจิตใจของคนเรา จนกระทั่งมันขยายตัวออก ไปจนถึงเรื่องที่ไม่จำเป็น. เรื่องที่ไม่ควรจะเรียกว่าสำคัญก็มี มีมนต์ เป็นมนต์ขึ้นมา แต่นั่นอย่าไปคิดเลย เอาแต่เรื่องที่มันจำเป็นที่สุด ที่มนุษย์จะต้องรู้ แล้วจะได้สบายใจ ก็ได้มนต์กันมาจากฤๅษีทั้งหลาย. ครั้นนานมาหลายชั่วคน มนต์นี้มันก็มาก, มากเข้า ๆ ก็ถูกร้อยกรอง ให้ ดีขึ้น โดยครูบาอาจารย์ในบ้านในเมืองก็ได้, หรือว่าในป่าก็ได้, ก็เรียกว่าเวท หรือพระเวท หรือไสย ที่เรียกกันว่าไตรเพทเป็นความรู้ เป็น collection ใหญ่มาก ที่ได้มาจากฤๅษีต่าง ๆ หลายยุคมาแล้ว ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าเวท เป็นสติปัญญาของมนุษย์. นี่ยุคนี้มันก็มีอยู่ แต่ มนุษย์ก็แก้ปัญหาทางจิตใจได้ ไม่น้อย. ยุคพระเวท วิวัฒน์มาเป็นยุคศาสนา. ครั้นต่อมา ยุคใกล้ ๆ พระพุทธเจ้าเกิดนี่ เขาทำได้ดีกว่านั้น คือมักจะ มองจากข้างในมากขึ้น ก่อนนี้มักจะมองข้างนอก หรือมองออกไปข้างนอก ไปพบเวทพบ มนต์ที่เนื่องด้วยดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ ด้วยเทวดาด้วยอะไรต่าง ๆ นั้นมันข้างนอก, แต่มัน ก็ยังดีกว่าไม่มี, สามารถที่จะแก้ความทุกข์ร้อนในจิตใจของคนได้เหมือนกัน แต่มันไม่ เด็ดขาด ระเบียบปฏิบัติเหล่านั้นมันก็ทำให้สบายใจได้บ้าง แต่ไม่เด็ดขาด. ต่อมาถึงยุคที่เรียกว่า ยุคเกิดศาสนาอันแท้จริง เช่นพุทธศาสนาเป็นต้นนี้ ทีนี้ เขามองข้างในกัน ทั้งนั้นแหละ ก็ เกิดความรู้เรื่องข้างใน เ รื่องกิเลสเรื่อง อะไรที่ เกิดอยู่ข้างใน เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ ก็เกิดพระศาสนาชนิดนี้ขึ้นในยุคที่พอจะ เรียกได้ว่า ยุคพุทธกาล. คัมภีร์พระเวท คัมภีร์อะไรทั้งหลายเหล่านั้นก็ถูกเอามาวิพากษ์

น.44 วิจารณ์กันใหม่ปรับปรุงกันใหม่ ที่ใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไป, ที่ยังใช้ได้ก็เอามาเป็นตัวบทสำหรับพิจารณาแล้วก็น้อมเข้ามาข้างในเรื่อย, เป็นยุคที่ประหลาดยุคหนึ่งในโลก. ในอินเดียเขานิยมเรียกยุคนี้ว่ายุคอุปนิษัท คือ เข้าไปนั่งใกล้อาจารย์หรือเข้าไปนั่งใกล้ความจริง , เข้าไปนั่งใกล้สัจจะอะไรก็แล้วแต่จะแปล. แต่ว่ายุคนี้เป็นยุคที่มองย้อนเข้าไปข้างใน, มองเข้าไปในจิตใจ สิ่งที่เกิดอยู่ในจิตใจ จนรู้เรื่องในจิตใจ. นี่ พระพุทธเจ้าก็เกิดในยุคนี้ , พระศาสดาศาสนาอื่น ๆ ในยุคเดียวกัน ก็เกิดขึ้นในยุคนี้. ที่น่าสนใจหรือน่าประหลาดใจบ้างก็ไม่ได้เกิดแต่ที่ในอินเดีย, ทาง ในประเทศจีน ตะวันออกสุด ก็ เกิดเหลาจื๊อ ขึ้นมา ซึ่งมีคำสอนฉลาดคมคายลึกซึ้ง แบบมองจากข้างในนี้. คำสอนเหลาจื๊อบางบท เหมือนหรือ เท่ากันกับพระพุทธเจ้า ก็มี มุ่งไปทางที่จะไม่ให้ยึดถือด้วยความโง่ในสิ่งต่าง ๆ ที่แวดล้อมอยู่รอบๆ ตัวเรา, คำสอนของเหลาจื๊อก็เป็นอย่างนี้ พ้องสมัยกันกับพระพุทธเจ้า. ไป ทางตะวันตก ไปทางโน้น ก็มีบางคนเริ่มมองข้างใน รู้เรื่องข้างใน เช่น ศาสดาคนหนึ่งชื่อ ฮิรัคคิตัส ที่สอนลัทธิแพนทาเร ซึ่งแปลว่า ทุกอย่างไหล , แพนทา ทุกอย่าง , เร-ไหล คือสอนเรื่องอนิจจังอย่างละเอียด อย่างรุนแรง, สอนอนิจจังเท่ากับในพุทธศาสนาเลย, คนนี้ก็พ้องสมัย พ้อง กันกับพระพุทธเจ้า คือว่ายุคเดียวกันได้. แล้วมีคนอื่นอีก ในเอเชียในอะไรต่างๆ, แล้วก็มาเป็นที่น่าประหลาดว่า ในยุคนั้น ทำไมทั่วทั้งโลก เกิดมองข้างใน แล้วก็พบความรู้อันนี้ ที่จะแก้ปัญหาให้มันลึกยิ่งขึ้นไปอีก, แก้ปัญหาได้ดียิ่งขึ้นไปอีก. ปัญหาที่ลึกก็แก้ได้อีก. นี่เรียกว่ายุคเกิดพระศาสดาเกิดศาสนา ก็พอจะกล่าวได้ว่าสองหรือสามพันปีอย่างนี้มาแล้ว, เอา ๒๕๐๐ นี้เป็นหลักดีกว่า ว่า ๒๕๐๐ ปีมาแล้วเป็นจุดศูนย์กลางของยุคที่มนุษย์เริ่มมองด้านใน, มีความรู้สติปัญญามาก โดย สามารถที่จะตัดปัญหาในชั้นสูงสุด คือปัญหา ทางจิตทางวิญญาณได้.

น.45 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๑๓ นี่ปัญหามันได้เปลี่ยนมาอย่างนี้ แล้วสิ่งที่เรียกว่า ศาสตร์หรือปัญญาที่เป็น อาวุธ มันก็ เจริญก้าวหน้ามา อย่างนี้, จะเรียกว่าศาสตร์ก็ได้ จะเรียกว่าปัญญาก็ได้ มันสูงตามขึ้นมา ตามขึ้นมาทันกับปัญหาที่เกิดขึ้น, แล้วมนุษย์ก็ค้นคว้าแก้ไข จนตัดไปได้ ทำลายไปได้. นี่ดูสิ่งที่เรียกว่าศาสตร์หรือปัญหาที่คู่กันมา ปัญหาเป็นสิ่งที่จะถูกตัด ศาสตร์เป็นสิ่งที่จะตัด เป็นเครื่องมือสำหรับจะตัด. นี่ปัญหาทางวัตถุมันก็ตัดได้ง่าย, ปัญหาทางจิตมันก็ตัดได้ง่าย, ปัญหาทางสังคมมันก็ตัดได้ง่าย. ปัญหาทางวัตถุ เช่นว่าเมื่อก่อนนี้ ก็ไม่ทำอะไรได้ นอกจากไปเก็บกินในป่า ของเกิดอยู่เอง หรือทำนาทำอะไรได้ นี่ปัญหาทางวัตถุ, นับตั้งแต่รู้จักไถนา ก็มีปัญหาทางจิต คือมันไม่ฉลาดพอกับหน้าที่การงานที่มันก้าวหน้า โดยรู้จักอบรมจิตให้เป็นสมาธิ, ให้เป็นจิตที่มีสมรรถภาพสูงกว่าระดับธรรมดามาก มันก็ได้เกิดขึ้นในระบบของพวกโยคีมุนีอะไรต่างๆ อบรมจิตให้มันสูงขึ้น กำลังจิตที่ไม่เคยพอมันก็พอขึ้นมา. ฉะนั้นจึงเรียนเก่ง จำเก่ง วินิจฉัยเก่ง ตัดสินเก่ง. ถ้าจะแยกเป็นปัญหาอีกทางหนึ่ง เรียกว่า ปัญหาทางวิญญาณ คือความรู้ความเข้าใจในความลึกซึ้งของธรรมชาติ ก็รู้มากขึ้นจนรู้ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ของสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามหลักธรรมะ, ความรู้ทางจิตทางวิญญาณในชั้นสูง เมื่อรู้ก็แก้ปัญหาเหล่านี้ได้. แล้วมันน่าอัศจรรย์อยู่หน่อยที่ว่า ปัญหาทางสังคมก็แก้ได้ ไม่ใช่ว่าทางส่วนตัวปัจเจกชนเจริญแล้ว ทางสังคมมันจะไม่ตามมา มันก็ฉลาดขึ้น ; ฉะนั้นคนในยุคพระพุทธเจ้านั้น ก็มีความเฉลียวฉลาดพอที่จะป้องกันปัญหาทางสังคม ไม่ให้เกิดขึ้น คือเขายังรักษาระบบธรรมชาติไว้ได้. spirit หรือเจตนารมณ์ตามธรรมชาติ ที่มีความสงบสันติภาพก็รักษาไว้ได้, คือข้อที่ไม่มีใครจะประพฤติเลวทราม ถึงขนาดที่จะเอาเปรียบผู้อื่น. ความเลวทรามในทางเอาเปรียบผู้อื่นนั้น มันเป็นการทำความยุ่งยาก ทำวิกฤตการณ์ให้เกิดขึ้น เป็นปัญหาทางสังคม.

น.46 จะเล่า มาได้โดยลำดับว่า ทีแรกมนุษย์เก็บกินในป่า ไม่มีใครเอาส่วนเกินได้, เพราะไม่มีปัญญาที่จะทำยุ้งทำฉางใส่ไว้เป็นส่วนเกิน. ครั้นยุคต่อมามีมนุษย์ที่อุตริมีปัญญา รู้จักเก็บมาใส่ยุ้งใส่ฉาง ก็เป็นคนรวยขึ้นมา, คนอื่นมันก็จน มันก็เกิดแย่งชิงกัน ก็เลยต้องมีระเบียบเกิดขึ้นมา ว่าเราจะไม่เอาเปรียบกันอย่างนั้น. ต่อมารู้จักผลิตในไร่ในนามากมายมันก็เกิดขโมย ก็ต้องประชุมกัน; นี่ผมเล่าไปตามที่มีอยู่ในพระสูตรในพระบาลี ในสุตตันตปิฏก สมมติให้มีหัวหน้าที่จะป้องกันการทำผิดอย่างนี้. เช่นลักเช่นขโมยอย่างนี้, หัวหน้ามีอำนาจก็จะต้องสมมติให้เป็นพระยาสมมติราช กำจัดขโมย กำจัดอะไรที่ไม่น่าปรารถนา, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเอาส่วนเกินแล้วยังคงรักใคร่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอยู่ เมื่อความเป็นอย่างนี้มันเกิดเป็นสถาบันขึ้นในตัวมันเอง ไม่ใช่ในทางวัตถุ คือทางจิตใจ. ในจิตใจของทุกคนยอมรับในข้อนี้ ว่าไม่เอาส่วนเกิน, ไม่เอาเปรียบผู้อื่น, นั่นแหละเป็นบุญเป็นกุศล. ฉะนั้น ในครั้งพุทธกาล เราจึงได้เห็นการแก้ปัญหาของคนโดยอัตโนมัติ ไม่ทำให้เกิดคนรวยชนิดที่เห็นแก่ตัวข้างเดียว, มันเกิดคนรวยที่เห็นแก่คนจน ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็ยังหาดูไม่ได้นะ. แต่ที่ว่านี้ว่ากันถึงสมัยโน้น ผู้ที่เป็นเศรษฐี คือผู้ที่มีทรัพย์สมบัติมาก มีบริวารมาก, มีทหารมาก แต่เขาได้อะไรมา ก็มาทำประโยชน์สังคม, เช่นตั้งโรงทานแข่งกัน, สัญลักษณ์ของเศรษฐีคือการตั้งโรงทานแข่งกัน หรือว่าสร้างวัดแข่งกัน มันแสดงน้ำใจ ฉะนั้น พวกทาสเหล่านั้นไม่อยากจะจากเศรษฐีนั้นไป เพราะเขารักอย่างคนเป็นเหมือนลูกหลานเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อะไร, เช่นไปได้ประโยชน์อะไรมาก็มาตั้งโรงทานแข่งกันนี้ แล้วทำไมจะไม่เลี้ยงคนในบ้าน ข้าทาสในบ้าน. เขาจะมีความรักใคร่ผูกพันเหมือนกับพ่อเลี้ยงรักลูกรักน้อง, มันผิดจากความหมาย ของคำว่าเศรษฐีสมัยนี้ หรือนายทุนสมัยนี้

น.47 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๑๕ เขาจะเอาเข้าข้างตัวให้มากขึ้นๆ, ไม่เคยสร้างโรงทานแข่งกัน. พวกนายทุนสมัยนี้ไม่เคยตั้งโรงทานแข่งกัน, แล้วเศรษฐีสมัยโน้น คือคนที่ตั้งโรงทานแข่งกัน. นี่ แก้ปัญหาสังคมได้โดยอัตโนมัติ . เมื่อเราพิสูจน์ได้ว่า สติปัญญาความรู้ของมนุษย์ มันได้เจริญมาๆ มันเป็นศาสตราที่จะตัดปัญหาต่างๆได้ ในลักษณะอย่างนี้, แล้วจะ ใช้ธรรมะเป็นหลัก นั่นแหละคือตัวธรรมศาสตร์แท้ . ถ้าคุณอ่านหนังสือปรัมปรา เรื่องมนูธรรมศาสตร์ ผู้บัญญัติมนูธรรมศาสตร์ ก็จะเข้าใจเรื่องนี้กันทันที คือ เขาเอาธรรมะ นั่นแหละ เป็นศาสตร์ . เรื่องนี้ได้ชื่อมาจากอินเดีย รับมาจากอินเดียมนูธรรมศาสตร์, แล้วก็บัญญัติมนูธรรมศาสตร์, เขาก็แปลมาจากภาษาอินเดีย โบรมโบราณนมนานครั้งพุทธกาล. ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่หลงวัตถุ. จะขอร้อง ให้สนใจ คำว่า ธรรม นี้สักหน่อย ว่ามันคืออะไร, แล้วมา เป็นศาสตร์ เป็นของมีคม มันเป็นอย่างไร, มัน ตัดปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร . ถ้าคนยังคงประพฤติกัน อยู่ตามแบบของมนูธรรมศาสตร์นี้ โลกไม่เป็นอย่างนี้แน่; ยังมีความรักใคร่ เมตตากรุณา ทุกคนยึดมั่นอยู่แต่ในธรรม . เดี๋ยวนี้มันจะทิ้งกันหมดแล้ว แม้แต่ในอินเดียเอง ก็ไม่เห็นร่องรอย มันหมุนมาหาวัตถุ ก็เลยขึ้นมา ยุคนี้ยุคใหม่ เรียกว่า วัตถุพัฒนา , พัฒนาวัตถุ คือยุคปัจจุบันนี้, มันเป็นวัตถุพัฒนาสูงสุด ค่อยๆเป็นมาหลายสิบปีหลายร้อยปีแล้วก็ได้, กำลังสูงสุดด้วยเรื่องวัตถุ เห็นแก่วัตถุบูชาวัตถุ พัฒนาวัตถุ เรื่องจิตใจ ไม่ต้องนึกถึงกันแล้ว.

น.48 เรื่องวัตถุมันเป็นเรื่องทางกาย แล้วก็เพ่งเล็งเอาความสุขสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังเป็นของสูงสุด, เดี๋ยวนี้ คนกำลังเป็นอย่างนี้กันทั่วโลก มากขึ้นๆ, บูชาความสุขทางเนื้อหนังมากขึ้น ก็ต้องทิ้งธรรมศาสตร์นั้นไป ทิ้งธรรมะในฐานะที่เป็นศาสตร์นั้นไปไปๆ จนเอาอะไรมาเป็นศาสตร์ก็ดูเอาเองซิ. แล้วมัน ไม่มีอะไรจะแก้ปัญหาของคนสมัยนี้ได้ ปัญหาที่โลกไม่มีสันติภาพในเวลานี้อะไรจะแก้ได้, หรือที่ปลีกย่อยลงมา. นี่ อันธพาลเต็มบ้านเต็มเมือง ที่กรุงเทพฯ เป็นอย่างไรคุณก็เห็นอยู่. อะไรจะแก้, อะไรจะเป็นศาสตร์ที่จะตัดปัญหานี้ออกไป. เดี๋ยวนี้บูชากามารมณ์ โสเภณีทางวิญญาณเต็มไปทั่วโลก คือสตรีเพศที่แต่งกายอย่างยั่วเย้าที่สุดเต็มไปทั้งโลก ทำจิตใจของมนุษย์ให้หันเหไปทางวัตถุอะไร อะไรจะมาเป็นศาสตร์ คืออาวุธที่คมที่จะตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากโสเภณีทางวิญญาณที่ครอบงำโลกเวลานี้ยิ่งขึ้นๆ, ทำกันอย่างไรก็ไม่ทราบ ไปๆมาๆก็ให้สตรีเพศนี้เปิดเผยอวัยวะที่เป็นเครื่องยั่วยวนมากขึ้นๆๆ , ก็มีปัญหาทางสังคม มีอาชญากรรมทางเพศเต็มไปทั่วทุกหัวระแหง. ดูข่าวหนังสือพิมพ์มาเปรียบเทียบกัน หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับ ในปัจจุบันนี้ปีนี้, ไปเทียบกันดูกับหนังสือพิมพ์เมื่อสัก ๑๒ ปี ๑๕ ปี. จะเห็นว่าข่าวพาดหัวต่างๆต่างกันลิบ, เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยเรื่องอันธพาล, เรื่องกามารมณ์ ทั้งหน้า หน้าในหน้านอกหน้าหลังเต็มไปหมด พร้อมด้วยรูปภาพด้วย แต่หนังสือพิมพ์เมื่อสิบกว่าปีมาแล้วไม่มีอย่างนี้ มันมีพาดหัวด้วยสาระคดี หรือข่าวที่เป็นสาระน่าชื่นใจ, นี่มันแสดงว่าโลกได้เปลี่ยนมาอย่างไร. อารยธรรมเนื้อหนังมันเจริญรุ่งเรืองอย่างไร เอามาจากไหน, ปัญหามันได้เกิดขึ้นอย่างไรในยุคที่เรียกว่าวัตถุมันพัฒนา. ถ้าเกิดเศรษฐี ขึ้นมา ก็เศรษฐีที่จะเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง , แล้วคนจน มันก็จนอย่างยิ่ง มันก็ต้องทำลายเศรษฐี. ถ้าใช้ระบบโบราณ เศรษฐีแข่งกัน

น.49 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๑๗ สร้างโรงทานนี้, คนจนได้รับการเลี้ยงดู มันก็ไม่เกิดปัญหาอันนี้ขึ้น. อย่างสังคมนิยมประเทศคอมมิวนิสต์ หรืออะไรที่ยิ่งกว่านั้น มันมีไม่ได้ เพราะมันมีการป้องกันอยู่โดยอัตโนมัติ. นั่นแหละคือ ผลของธรรมศาสตร์ , ศาสตร์ที่เป็นธรรมะ ธรรมะที่เป็นศาสตร์, อาวุธที่มีคมคือธรรมะนั้น ตัดปัญหาเหล่านี้ออกไป, มนุษย์ก็เลยอยู่กันเป็นผาสุก . ทีนี้มันเริ่มจางลง ๆ ของยุคที่นิยมจิตวิญญาณ นิยมจิตใจหรือวิญญาณเป็นใหญ่จางไปๆ มานิยมวัตถุเป็นใหญ่ มากขึ้น ๆ ไม่กี่ร้อยปีความก้าวหน้าทางวัตถุ มันเหมือนกับวิ่ง เช่น ไปดวงจันทร์ได้นี้ ก็เรียกว่าความเจริญทางวัตถุนี่มันเหมือนกับวิ่ง, ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ทำให้คนเราหาประโยชน์ความสุขทางเนื้อ ทางหนัง จากวัตถุกันทั้งนั้น จนไม่มีใครฟังใคร ไม่มีใครละอายใคร, ไม่มีใครจะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ใคร. นี่คุณ จะไปขอความเมตตากรุณาจากใคร เดี๋ยวนี้ เมื่อเขาทิ้งธรรมะกันเสียหมดแล้ว, พุทธศาสนาก็ถูกทอดทิ้ง ว่าที่จริง ถือกันแต่ปากเป็นส่วนมาก, ศาสนาคริสเตียนนี้ อื้อฉาวกันเป็นการใหญ่ ว่า พระเจ้าตายแล้ว . การถือว่าพระเจ้าตายแล้วนี้เป็นของจริงหรือไม่ ถูกหรือไม่ ก็ถูกนำไปวิจารณ์ วิพากษ์กันในที่ประชุมของผู้มีสติปัญญา, มันก็มีคนที่เห็นว่าพระเจ้าตายแล้วจริงๆนี้ คือไม่จำเป็นต้องมี คำว่าพระเจ้าหรือสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า. นี่มามองซิ ที่แท้ธรรมะนั่นแหละคือพระเจ้า พระเจ้าตายไม่ได้ แล้วพระ-เจ้าจำเป็นอยู่เสมอ. ถ้าพระเจ้าไม่จำเป็นหรือตายแล้ว ก็หมายความว่า ไม่มีธรรมะแล้วในโลกนี้ , แล้วก็จะไม่มีธรรมศาสตร์ คืออาวุธที่คมที่สุด อันได้แก่ธรรมะ, แล้วก็จะเกิดปัญหายุ่งยากทั้งหลายทั้งปวง. นี่เดี๋ยวนี้ ธรรมศาสตร์ก็เหลือแต่ชื่อ แล้วเห็นไหม, เอามาเป็นชื่อของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ระวังให้ดีจะเหลือแต่ชื่อ จะไม่มีธรรมะที่แท้จริง ที่จะตัดปัญหายุ่งยากของมนุษย์ได้ทั้งโดยส่วนบุคคลและส่วนสังคม. ถ้ายังมีอยู่จริง ธรรมะยังมีอยู่จริง ไม่ได้ตาย, พระเจ้าก็ไม่ได้ตาย ก็มีสิ่งที่มีอำนาจตัดปัญหาสังคมได้

น.50 แล้ว มนุษย์จะอยู่เป็นผาสุก ไม่มีเรื่องน่าเกลียดน่าชังน่ากลัว เหมือนกับพาดหัวเต็มไปในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับที่วางขายอยู่. นี่ขอให้เข้าใจคำว่า ปัญหาของมนุษย์ มนุษย์มีปัญหา, แล้ว มนุษย์ต้องการเครื่องมือที่จะตัด เครื่องมือนั้น เราเรียกว่า ของมีคมหรือศาสตร์ . นี่ผมได้พูดทีแรกแล้วว่าวันนี้ไม่พูดอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จะพูดแต่เรื่องคำพูดที่เป็นคำสำคัญๆที่เกิดความกำกวมกันขึ้น, สิ่งที่เรียกว่าธรรมเปลี่ยนความหมายกลายเป็นวัตถุ จนกลายเป็นอำนาจเป็นธรรม, อะไรเป็นธรรมอย่างนี้. ถ้ามีสิ่งที่เรียกว่าธรรมศาสตร์กันจริงๆแล้ว ก็เป็นเครื่องบอกว่ามนุษย์นี้ปลอดภัย , โลกนี้จะปลอด-ภัย มนุษยชาติจะปลอดภัยถ้าเรามีธรรมศาสตร์กันจริงๆ ของมีคมคือธรรมะที่จะตัดปัญหาทุกชนิดได้. นี่ถ้าคุณจะเรียนแต่ เพียงเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหมือนๆกับที่เรียนมหาวิทยาลัยอื่นๆ มันก็ตัดปัญหาเล็กๆน้อยๆได้เท่านั้น, ไม่ใช่ตัดปัญหาส่วนใหญ่ส่วนลึกของมนุษย์ทั้งหมดได้ , เรียกว่าเรียนรู้วิชาใดโดยเฉพาะ มันก็ตัดปัญหาที่จะเกิดขึ้นในเมื่อเราไม่มีวิชาอันนั้น เช่นวิชากฎหมาย มันก็ตัดปัญหาได้บ้างสำหรับมนุษย์ ที่มีแต่อยู่กันอย่างไม่รักใคร่กัน. ถ้ามนุษย์มันเกิดรักใคร่เป็นคนเดียวกัน, กฎหมายก็เป็นหมัน ไม่มีใครเอาเปรียบใคร, เรื่องนี้ก็สำหรับแก้ปัญหาส่วนน้อย แล้วขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เรียกว่าไม่แน่นอนถูกต้องหรือยุติธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์ได้, เพราะมันขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ขึ้นอยู่กับมันสมองของผู้พิพากษา ยังเป็นเด็กก็มี, ผู้ใหญ่ก็มี, มีศาลชั้นต้นชั้นกลางอะไร.

น.51 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๑๙ สิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตร์ นั้นยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ มัน ต้องมีรากฐานที่ดีที่ถูกต้อง คือ จิตใจของมนุษย์ทุกคนบูชาความถูกต้อง รักความถูกต้องความจริงคือสิ่งที่เรียกว่าธรรม, และชวนกันศึกษาสิ่งที่เรียกว่าธรรมหรือพระธรรมให้มากๆ อันนี้จะกลายมาเป็นธรรมศาสตร์สำหรับตัดปัญหาทุกอย่างของมนุษย์. เพียงแต่เรียนบัญชีที่ธรรมศาสตร์ อย่างนี้ มันก็เป็นธรรมศาสตร์ที่ตัดปัญหาได้กี่มากน้อย, ก็เป็นเรื่องที่เราทำบัญชีไม่เป็น ก็ทำเป็นเท่านั้น. แต่ถ้าว่าเป็น ธรรมศาสตร์ที่แท้จริงต้องแก้ปัญหาทั้งหมดของมนุษย์เรา ซึ่งมีรากฐานรวมอยู่ที่สิ่งๆเดียว คือความเห็นแก่ตัว ซึ่งมันก็มีมากขึ้นๆตามความเจริญของมนุษย์. ก็ควรดูอีกสักนิดเดียวก็พอ :- กำจัดความเห็นแก่ตัวได้ด้วยธรรมศาสตรา. เมื่อมนุษย์ยังคล้ายสัตว์นี่ ความเห็นแก่ตัวก็มีน้อยมาก เหมือนกับสัตว์นี่,พอสูงขึ้นมารู้จักกอบโกยมาใส่ยุ้งใส่ฉาง, ต่อมารู้จักผลิตนั่นผลิตนี่ มีเครื่องทุ่นแรงผลิตมาก ก็รวยมาก ก็กอบโกยมาก พวกเหล่านั้นยังจนอยู่. ปัญหาก็เกิดขึ้นรบราฆ่าฟันกัน, มันตั้งต้นมาจากความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ จนกระทั่งบัดนี้ ถ้าคนเราหมดความเห็นแก่ตัว โลกนี่ก็เป็นสันติภาพ , มีสันติภาพเป็นโลกพระศรีอาริย์ได้ในพริบตาเดียวก็ได้พร้อม, การหมดความเห็นแก่ตัวพร้อมกันทุกคนในพริบตาเดียว โลกนี้ก็เป็นโลกพระศรีอาริย์ได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครรักผู้อื่น มุ่งแต่กอบโกยเอามาเป็นของตัวไม่มีพอ, ได้เท่าไรๆก็ไม่พอ. ฉะนั้นเรามามองกันข้อนี้ คือ ทำลายความเห็นแก่ตัวเสียให้ได้, ความรู้ข้อนั้นแหละคือธรรมศาสตร์อันแท้จริง , แล้วได้ผล จะทำให้ไม่ต้องมีกฎหมาย ไม่ต้องมีคุกตะรางไม่ต้องมีอะไรที่ไม่น่าปรารถนา, แล้วไม่ต้องมีอะไรที่น่าเกลียดน่าชัง อันธพาล

น.52 เต็มไปทั้งเมืองก็ไม่มี, ตามถนนหนทางมันก็ไม่มี, ที่ไหน ๆ ก็ไม่มี, ถ้าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตร์มี และมันครองโลก. ถ้าเพียงที่เรียกว่าธรรมศาสตร์มีอยู่ในโลกและครองโลก โลกก็เป็นโลกพระศรีอาริย์ที่แท้จริง, ไม่ใช่โลกพระศรีอาริย์อย่างที่พวกคอมมิวนิสต์เขา เอามาโฆษณาชวนเชื่อ เป็นโลกพระศรีอาริย์อันแท้จริงของพวกธรรมศาสตร์จริง ๆ แล้วจริงอย่างว่า ไม่มีใครเห็นแก่ตัว ไม่มีนายทุนไม่มีกรรมกร ไม่มีการยื้อแย่ง ไม่มีผู้ที่ กอบโกยโดยส่วนเกิน. เด็ก ๆ ของเราก็จะเจียดเงินที่พ่อแม่ให้ ๕๐ สตางค์นั้น เอาไปให้เพื่อนสัก ๑๐ สตางค์ก็ทำได้, ถ้าธรรมศาสตร์มันครอบงำจิตใจเด็กคนนั้น เขาได้เงินมา ๕๐ สตางค์ต่อวัน มากินอาหารกลางวัน เขาอาจจะเจียดให้เป็นส่วนเกินออกมาสัก ๑๐ สตางค์, ส่วนพอดี ของเขาคือ ๔๐ สตางค์ ๑๐ สตางค์นั้นเอาไปให้เพื่อน. เดี๋ยวนี้เด็กคนไหนมันทำล่ะ เว้น ไว้แต่เด็กพิเศษหรือเป็นหนี้บุญคุณต่อเพื่อน หรือมันรักเพื่อนเป็นพิเศษ มันไม่มีความ จำเป็นอะไร. ที่ว่าเป็นระดับทั่วไป, ยังต้องการอีก ยังต้องการอีก ๕๐ สตางค์ไม่พอ ต้องการ บาท ๒ บาท ๓ บาท แล้วยังไม่พอ, ได้ ๒-๓ บาทแล้วอาจจะเจียดให้เพื่อนสัก บาทหนึ่ง มันไม่มีส่วนเกินที่จะเจียดให้เพื่อนได้. ที่เรียกว่ามันเห็นแก่ตัว ก็ก้มหน้า ก้มตาอย่างหลับหูหลับตา เพราะเห็นแก่ตัว รุกออกไปรุกออกไป, ไม่มีส่วนที่ว่าเกิน ว่า เรานี้เกินแล้วให้เพื่อนบ้างเถอะ นี่ไม่มี. ถ้าเป็นอย่างโบราณทำบุญ คนโบราณเขามี ส่วนที่เจียด เจียดให้ผู้อื่น เจียดให้ส่วนรวม, เช่นว่าเขาสละเวลามาทำงานที่วัดให้วันหนึ่ง อย่างโบราณนะ หรือว่าเจียดทรัพย์สมบัติให้วัด หรือให้แก่ประชาชนสงเคราะห์ ผมได้เห็นแก่ตา ได้ยินแก่หูเอง นี่คนแก่สมัยที่ผมเป็นเด็ก เขาปลูกถั่ว ปลูกพืชผลอะไรหย่อนเม็ดลงไปในดิน เขาหย่อนไปเม็ดหนึ่งเขาก็ว่าคาถาคำหนึ่ง เขาจะ เรียกคาถาด้วยซ้ำไป ว่า นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน แล้วก็หยิบไปเม็ดหนึ่งจิ้มไปหลุมนี้, นกกินเป็นบุญคนกินเป็นทาน จิ้มลงไปหลุมนั้น. นกกินเป็นบุญคนกินเป็นทาน. และ ถ้า

น.53 มีค่าเท่ากับปัญญาวุธ ๒๑ เขาปลูกได้พืชผลขึ้นมา, เป็นแตงโมเป็นสับปะรดอะไรสุดแท้ เขาไม่เคยโกรธขโมย, ไม่เคย หรือ โกรธสัตว์ ที่มาเจาะมากินอะไรของเขา. จิตใจของเขาจะเป็นอย่างไร, เขา ไม่ต้องไปซื้อปืนมา, แล้วเมื่อทุกคนมันทำอย่างนี้กันหมด แล้วบ้านเมืองมันจะเป็นอย่างไร. บ้านไหนบ้านไหนก็นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทานอะไรไปทั้งหมด. ทุกไร่ทุกนา มันก็ รักใคร่กลมกลืนกัน เป็นพี่น้องกันโดยทางธรรม, ประตูไม่ต้องใส่กุญแจ, ประตูบ้าน ประตูเรือนไม่ต้องใส่กุญแจ, งับ ๆ ไว้ก็ไปได้ ไปนาไปอะไรได้ บอกเพื่อนฝูงข้างบ้านว่า ช่วยดูบ้านด้วย ไม่มีกุญแจ. นั่นแหละตามที่ว่ามันมี ธรรมศาสตร์ ตัดปัญหาความ เห็นแก่ตัว ความคดโกง ความขโมยอะไร ได้มากขนาดนั้น. นี่คุณดูคำว่าธรรม- ศาสตร์ซิ มันคมเฉียบถึงขนาดนี้ ตัดสิ่งที่ไม่เป็นธรรมได้. เอาละเรา จะยึดถือ คำว่า ธรรมศาสตร์เป็นหลักกัน เพราะว่าเดี๋ยวนี้คุณมีพวกธรรมศาสตร์ที่มาใหม่นี้ ผมก็เลย ถือโอกาสพูดคำที่คุณลืมมันไม่ได้ จะจำมันไปได้ สรุปว่ามนุษย์นี้มันมีปัญหามาตั้งแต่อ้อนแต่ออก หรือว่าถ้าพูดอย่างมนุษย์- ชาติจะมีปัญหามาตั้งแต่เริ่มเป็นมนุษย์, ไม่รู้กี่หมื่นปีมาแล้ว ก็ต้องการเครื่องตัดปัญหา นั้นคือของมีคมที่เรียกว่า ศาสตร์ แล้วก็ ต้องมาจากธรรมะ, ต้องมีอยู่ในรูปของธรรมะ แล้วก็เรียกว่าศาสตร์ เรียกว่าธรรมศาสตร์. มนุษย์ต้องการธรรมศาสตร์เป็นเครื่อง ตัดปัญหาของมนุษย์ เดี๋ยวนี้ยังไม่มี ยังไม่ค่อยรู้จัก ก็ต้องอุตส่าห์มาศึกษาเล่าเรียน ฉะนั้นถ้าจะมาหาประโยชน์อะไรจากที่นี้บ้าง ผมคิดว่าไม่มีอะไรดีกว่า ที่มาศึกษาอบรมพูดกัน แต่เรื่องที่มันจะเป็นธรรมศาสตร์, ความหมายอย่างนี้ได้โดยแท้จริง แล้วเราจะได้พูดกัน ต่อ ๆ ไปในวันหลัง, เพื่อให้มันได้สิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตร์กลับมา ใช้เป็นประโยชน์ได้ จริง, สมตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระศาสดาของพวกเรา. ที่เราบวช คราวนี้ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ก็บวชอุทิศพระพุทธเจ้าทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านมีประสงค์ให้

น.54 เรารู้ธรรมศาสตร์, แล้วบางทีท่านก็เรียกว่าปัญญาวุธ, อาวุธคือปัญญา พวกเธอไปรบมาร ด้วยอาวุธคือปัญญา คำว่า มาร นี้อย่าเข้าใจว่าเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นตัวเป็นตนเป็นคน จะเป็น คนโง่ที่สุดในโลก, เมื่อพูดว่า มาร ได้ยินคำนี้แล้วก็คิดว่าหน้าตาเป็นยักษ์มีเขี้ยวยาวเหมือน อย่างในนิยาย. คำว่ามารไม่ใช่อย่างนั้น นี่ ความรู้สึกในจิตใจของมนุษย์ที่จะทำลาย มนุษย์ เขาเรียกว่ามาร, จงรบมาร จงชนะมาร จงทำลายมาร เสียให้หมด ด้วย อาวุธคือปัญญา, ปัญญาวุธก็คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมศาสตร์, ไม่มีความแตกต่างอะไรกัน. เอาละเป็นอันว่า เราจะยึดถือเอาคำนี้เป็นหลักสำหรับศึกษา สำหรับทำความ เข้าใจในการบรรยายครั้งต่อๆ ไป ครั้งนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว, ขอยุติการบรรยายครั้ง แรกนี้ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต