Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๒ — ธรรมในฐานะที่เป็นธรรมศาสตรา

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.55 วันนี้เป็นวันที่สองของการบรรยาย ต่อจากครั้งที่แล้วมา, ในวันนี้จะได้กล่าวในหัวข้อว่า ธรรมในฐานะที่เป็นธรรมศาสตร์ ขอให้ ท่านเข้าใจว่า การที่เราเน้นถึงคำว่าธรรมศาสตร์กันบ่อย ๆ นี้ มีความมุ่งหมายมากกว่าการที่ ผู้ฟังส่วนมากเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะ คำว่าธรรมศาสตร์ นั้น มี ความหมายบางอย่างลึก หรือไกลไปกว่าที่เรากำลังเข้าใจกันอยู่ในเวลานี้. ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในการบรรยายครั้งแรก ว่า ธรรมศาสตร์ แปลว่า ธรรมะ ในฐานะที่เป็นศาสตรา, ศาสตราคืออาวุธที่มีคม สำหรับจะตัด สิ่งที่จะถูกตัด นั้น คือปัญหาของคนเรา หรือปัญหาของมนุษย์ คนย่อมจะมีปัญหา. แต่เราก็ไม่ได้สนใจที่ จะเรียกว่าปัญหากันเสียเป็นส่วนมาก, หมายความว่า สิ่งที่เป็นปัญหาไม่ได้ถูกมองใน ๒๓

น.56 ฐานะที่เป็นปัญหา อย่างนี้ก็มีอยู่เป็นส่วนมาก จึงรู้สึกถึงค่า ของสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้น น้อยเกินไป, ดังนั้นย่อมจะเป็นการมีเหตุผล ที่เราจะดูกันถึงสิ่งที่เรียกว่า ปัญหากัน เสียก่อน. พิจารณาคำว่า ปัญหา. สิ่งที่เรียกว่า ปัญหา นั้น จะถือว่า มัน มีอยู่สองประเภท คือ มีอยู่ตาม ธรรมชาติ เสมอกันไปหมดสำหรับมนุษย์ทุกคน, แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นปัญหาของกิเลส เฉพาะคน. สำหรับปัญหาโดยธรรมชาติ ก็คือการที่สิ่งที่เรียก ว่าคนนี้ก็เป็นไปตามธรรมชาติ เรามักจะแยกคำว่า ธรรมชาติออกไปเสียจากสิ่งที่เรียกว่าคน. ในที่นี้จะต้องถือกันตาม หลักของธรรมะในพระพุทธศาสนา ซึ่งถือว่า อะไร ๆ ก็เป็นธรรมชาติ แม้สิ่งที่เรียกว่าคน ก็คือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ คือประกอบ ขึ้นด้วยธาตุทั้งหลายตามธรรมชาติกลุ่มหนึ่ง, และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. เมื่อดูถึงเนื้อหนังร่างกาย หรืออวัยวะที่เป็นที่ตั้งแห่งความรู้สึกทางจิตใจ ก็เรียกว่าเป็นไป ตามกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ มันจึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นมาได้ คือในบางคราวก็ไม่ตรงกับ ความประสงค์ของเรา แม้แต่เนื้อหนังของเรา ร่างกายของเรา อวัยวะต่าง ๆ บางเวลาก็ไม่ เป็นไปตามประสงค์ของเรา. เราใช้มันไม่ได้ตามที่เราต้องการ หรือว่ามันจะเสื่อมสมรรถ- ภาพลงไปทุกที เช่น มีความชราเข้ามาครอบงำเป็นต้น นี้ก็เรียกว่า ปัญหาตามธรรมชาติ เราจึงต้องมีสิ่งที่จะแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่งก็ต้องเรียกว่า ธรรมหรือธรรมะ ด้วยเหมือนกัน. ทีนี้ เขยิบขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เราเป็นทาสของกิเลสอยู่ตามธรรมชาติ นี้ เพราะว่าเราเกิดมาไม่รู้อะไร ความไม่รู้ของเราได้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากิเลส เช่น ความโลภ

น.57 ธรรมในฐานะธรรมศาสตรา ๒๕ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น เรื่อยมา ๆ ๆ ความรู้ของเราก็ยังไม่มีอยู่ตามเดิม เราจึง พ่ายแพ้แก่กิเลส กระทั่งเป็นทาสของกิเลส, แม้ที่สุดแต่อวัยวะอันเป็นที่ตั้งของกิเลส เช่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวัยวะที่เป็นที่รับความรู้สึกทางผิวหนัง ซึ่ง เป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมากมายและกว้างขวางกว่าอย่างอื่น นี้เป็นสิ่งที่เราไม่สนใจ หรือสนใจ น้อยเกินไป. จนถึงกับความเป็นทาสของกิเลสนั้นยังคงมีอยู่ หรือมากยิ่งขึ้นไป. นี้เรียกว่าเป็น ปัญหาของมนุษย์โดยธรรมชาติ ซึ่งจะต้องขจัดออกไป ได้ ด้วยสิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือธรรมะ อีกเหมือนกัน, ธรรมที่เอามาใช้ในลักษณะ นี้ก็เรียกว่าเป็นธรรมศาสตร์ ศาสตรากล่าวคือ ธรรมะ. ปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะเรียกว่า ปัญหาเหนือขึ้นมาจากธรรมชาติ คือ การที่เราทำผิดต่อธรรมชาติโดยเฉพาะ เพราะว่ากิเลสนั้นได้เจริญขึ้น ทั้งกว้างและทงลึก แม้ปริมาณของกิเลสก็มีมากขึ้นหลายชนิด แยกเป็น ทางส่วนตัว มีปัญหาอยู่ที่ว่า เราไม่ ได้ตามที่เราต้องการ ไม่รู้ว่าจะพอใจอะไรแน่. ขอให้ทุกคนสังเกตตัวเองดูให้ดี ๆ ว่า เราเวลานี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะพอใจอะไรแน่ เรามีความหวังในสิ่งบางสิ่ง เห็นอยู่เฉพาะหน้า คล้าย ๆ กับว่าเราจะพอใจในสิ่งที่ได้ตามความหวังนั้น ; แต่แล้วในที่สุดความหวังของเรา ก็ยังหลอกหลอนตัวเรา เปลี่ยนแปลงไป แทบว่าจะไล่ตามมันไม่ทัน คือมันเปลี่ยน. นี้เรียกว่าความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง ทุกอย่างที่เกี่ยวกับคนเรา จนกว่า จะถึงจุด ๆ หนึ่งที่หยุดความหวังได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าอะไร แล้วสิ่งนั้นก็รู้จักไม่ได้ จนกว่าจะได้ถึงกันจริง ๆ เสียก่อน นี้เรียกว่า โดยทางส่วนตัว เรายังไม่รู้ว่า เราจะมี อะไรที่เป็นที่พอใจถึงที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด. นี้ปัญหา อีกปัญหาหนึ่งก็เป็นปัญหาทางสังคม เราอยู่คนเดียวไม่ได้ใน โลกนี้, หรือว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลกนี้ เพราะว่าเราอยู่ไม่ได้ หรือเพราะอะไรก็ตามที.

น.58 เดี๋ยวนี้เรากำลังอยู่ในโลก ซึ่งเต็มไปด้วยคนด้วยกันเป็นอันมาก ที่เรียกว่าสังคม เราก็ถูก กระทบกระทั่งจากสังคม หรือถูกสังคมลากไป ตามความต้องการของสังคม, เราจึงมีปัญหา ยุ่งยากลำบาก ขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง ถึงกับบางคนพูดออกมาว่า เราอยากจะหนีออกไปจาก สังคม อย่างนี้ก็มี. ถ้าปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้น ก็ไม่มีอะไรอีก นอกจากสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะโดย ตรง ที่จะช่วยแก้ปัญหานั้น คือให้อยู่โดยมีชัยชนะ ในท่ามกลางสังคม หรือสิ่ง แวดล้อมทุกอย่าง โดยไม่ต้องหนีไปจากสังคม. การที่จะปลีกออกไปจากสังคมชั่วขณะ เพื่อคิดค้นอะไรนั้น ไม่เรียกว่าหนีไปจากสังคม คือไม่ได้พ่ายแพ้แก่สังคม ยังมีความ พยายามเอาชนะสังคมอยู่. นี่ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า แม้แต่ ปัญหาเนื่องด้วยสังคม เราก็ยังต้องอาศัย สิ่งที่เรียกว่าธรรมะเป็นอาวุธสำหรับตัด ; ถ้าเราปล่อยไปตามเรื่องราวของสังคม คือ พ่ายแพ้แก่สังคม มันก็จะลากไปในสิ่งที่ทำให้เราโง่ยิ่งขึ้น, ใคร ๆ ไม่ชอบคำว่า โง่ ได้ยิน คำว่าโง่ ก็รู้สึกว่าเป็นการด่า. เมื่อเกิดความโกรธขึ้นมา ก็ไม่สนใจอะไรนอกไปจากจะ รู้สึกว่าเขาด่า, นี้ก็เป็นเหตุหนึ่งซึ่งทำให้เราไม่รู้จักอะไร ที่มีอยู่ในสังคมตามที่เป็นจริง เราจะต้องสนใจกับสิ่งที่เรียกว่าคำด่ากันเสียบ้าง ; นับตั้งแต่คำด่าของ บิดามารดา ครูบาอาจารย์, คำด่าของผู้ที่หวังดี กระทั่งถึงของบัณฑิตนักปราชญ์, และ แม้ที่สุดต่อคำด่าของศัตรู. ถ้าเราไปโกรธ เราก็ไม่เข้าใจความหมายอะไรในคำพูดนั้น ๆ ถ้าเรามัวแต่หลีกไปเสีย คือไม่สนใจเอาเสียเลย, มันก็ยิ่งไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทำไมเรา จึงต้องถูกด่า ; มีข้อบกพร่องอะไร, อย่างนี้เป็นต้น.

น.59 ธรรมในฐานะเป็นธรรมศาสตรา ๒๗ ปัญหาเฉพาะของคนเรา ก็จะมีว่า เดี๋ยวนี้พวกคุณเป็นมนุษย์กันหรือ เปล่า? พอได้ฟังอย่างนี้ก็จะรู้สึกว่าเป็นคำค่าอีกแล้ว ก็เลยไม่สนใจที่จะรู้ว่า เป็นมนุษย์ กันหรือเปล่า ? หรืออย่างน้อยก็ว่าเป็นมนุษย์นี้ผิดจากเป็นคนอย่างไร, ใคร ๆ ก็พูดและเชื่อ กันว่า พอเกิดมาก็เป็นคน แล้วก็ถือว่าเป็นมนุษย์เสียเลย เพราะเขาสอนลูกเด็ก ๆ เล็ก ๆ ว่า คำว่า "มนุษย์" นั้นแปลว่า คน เป็นคำสอนที่ผิดหรือถูก ก็ควรจะดูกันให้ดี. คำว่าคน เขาแปลว่า คนที่เกิดมา ; แต่คำว่า มนุษย์แปลว่า สัตว์ที่มีใจสูง. ถ้าคนเกิดมามีใจสูง ก็เป็นมนุษย์ได้ทันที, ถ้าใจยังไม่สูง ก็ยังไม่เป็นมนุษย์, ถ้ายัง เต็มไปด้วยตัณหา ก็เรียกว่าใจมันยังต่ำ เพราะมันยังถูกครอบงำด้วยสิ่งที่เรียกว่าปัญหา ถูกท่วมทับอยู่ด้วยปัญหา แล้ว มีผลเป็นความทุกข์ อย่างนี้ก็เรียกว่าใจไม่สูง. ฉะนั้น เราควรจะถือเอาความหมายคำว่ามนุษย์ ให้มากกว่าที่ลูกเด็ก ๆ เขาได้รับการสั่งสอน ในโรงเรียนว่ามนุษย์แปลว่าคน. ผมอยากจะพูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ เกี่ยวกับคำว่ามนุษย์, เกี่ยวกับทุกอย่างที่เกี่ยวกับ มนุษย์ เพราะว่า ถ้าเป็นมนุษย์กันได้จริงๆแล้ว ปัญหาจะต้องหมด คือ มีจิตใจสูง สมกับคำว่ามนุษย์, แล้วปัญหาเกิดไม่ได้ มันต้องเกิดไม่ได้ เพราะมนุษย์ใจมันสูงเสีย แล้ว สูงอยู่เหนือปัญหาทั้งหลายนั่นเอง, เดี๋ยวนี้มัวเป็นกันแต่คน ๆ. เดี๋ยวนี้คุณก็เรียนถึงขั้นมหาวิทยาลัยแล้ว คำว่ามนุษย์คืออะไร, รู้จักกัน อย่างทั่วถึงหรือไม่ ? ข้อนี้ต้องเอาที่ความรู้สึกในจิตใจของพวกคุณเอง, บางคนอาจจะรู้ได้ มากทีเดียวว่า เราเป็นมนุษย์กันหรือยัง, เป็นมากน้อยเท่าไร ถ้ารู้ความหมายคำว่ามนุษย์ แท้จริง นั่นแหละจึงจะเรียกว่ามีการศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัย คือเป็นการศึกษาที่ สูงสุด ที่เราถือกันว่ามนุษย์จะมีได้.

น.60 เดี๋ยวนี้เราเรียกตัวเองว่า เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำหรับชื่อ แล้วก็เป็นชื่อที่สูงสุด มีความหมายดีที่สุด, ไพเราะก็ไพเราะที่สุด. แต่กิจการที่กระทำอยู่ จริง หรือ ผลที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น มันจะสูงสุดหรือไม่ ก็มาพิจารณากันดู. พิจารณาคำว่า ธรรม และ ศาสตร์. เดี๋ยวนี้เราจะได้พิจารณากันโดยเฉพาะถึงคำว่า ธรรม ที่มีอยู่ในคำว่าธรรม- ศาสตร์, คำว่า ธรรม แห่งคำว่า ธรรมศาสตร์ พวกคุณเข้าใจกันเท่าไร, ธรรมอะไร เป็นศาสตร์. ที่ยิ่งร้ายไปกว่านั้น ก็อยากจะเตือนให้นึกถึงข้อที่ความหมายของคำว่า ศาสตร์ นี่มันเปลี่ยนมามาก ทีเดียว. เดี๋ยวนี้ ดูเหมือนว่าเราใช้คำว่าศาสตร์นี้ ให้ตรงกับคำว่า science ของภาษาต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทย. คำว่า ศาสตร์ ที่แปลว่าอาวุธ จึงเปลี่ยนความหมาย ไปในทางที่เป็นวิชาความรู้. นี้ความหมายที่สอง คือให้เล็งถึง ข้อที่ว่าความรู้นั้นมันเป็นอาวุธ ซึ่งเป็นศาสตราที่คม สำหรับตัดสิ่งที่มันตัดยาก ๆ ถ้ามัน ไม่ทำหน้าที่อันนี้คือไม่ตัดแล้ว มันก็สูญความหมายของคำว่าศาสตร์, เป็นความรู้ บ้า ๆ บอ ๆ เพ้อเจ้อไม่มีที่สิ้นสุดอะไรก็ได้ แล้วมันไม่ตัดอะไร. คำว่า ศาสตร์ ที่เอาไปใช้กับคำว่า science นี้ มัน เป็นสิ่งที่ต้องระวังอยู่ แล้วมันจะเป็นศาสตร์ ไปตามความหมายเดิม ของภาษาอินเดียสมัยโบราณหรือไม่. คำว่า ศาสน์ อีกคำหนึ่งเสียงคล้ายกัน คือคำว่า ศาสนะ ซึ่งแปลว่าคำสั่งสอน นั้นมันถูกตามตัวหนังสือ, แต่คำว่า ศาสตรา หรือ ศาสตระนี้แปลว่าอาวุธที่มีคม เป็น

น.61 ธรรมในฐานะเป็นธรรมศาสตรา ๒๙ ความหมายที่แคบเข้ามา หมายถึงสิ่งที่จะตัดปัญหาได้, ถ้าจะให้หมายถึงความรู้หรือคำสั่งสอน ก็ต้องเป็นความรู้หรือคำสั่งสอนที่ปฏิบัติแล้วตัดปัญหาออกไปได้. ขอให้ถือเอาความหมายของคำ ๆ นี้ไว้ให้จำกัดแปลว่าอาวุธที่มีคม ที่ตัดได้เฉียบขาด อาวุธที่ไม่มีคม เช่นไม้พลอง เป็นต้น ไม่ได้รวมอยู่ในคำว่าศาสตร์ เพราะคำว่าศาสตร์ก็หมายถึง อาวุธที่มีคม ที่ตัดเฉียบขาดลงไปเดี๋ยวนั้น, ไม่เพียงแต่ว่าทำให้คนตายได้. นี่ธรรม- ศาสตร์ ก็หมายถึงธรรมะประเภทที่เหมือนกับอาวุธที่มีคม. ทีนี้คำว่า ธรรมศาสตร์ ที่คุณกำลังสนใจกันอยู่ หรือหมายมั่นปั้นมือกันอยู่นั้น มัน หมายถึงอะไรกันแน่ ; ถ้าหมายถึงสิ่งที่มีคม ที่จะตัดปัญหาของมนุษย์ได้จริง ก็เรียกว่ามันสมชื่อ, แต่ถ้ามันตัดไม่ได้จริง หรือมันตัดได้น้อยเกินไป ก็ต้องยอมรับว่าเป็นธรรมศาสตร์ส่วนน้อย หรือบางที่จะน้อยมากยิ่งขึ้นไปอีกก็ได้ ถ้าหมายถึงวิชาบางวิชาบางคณะที่มีอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ดังนั้นผมจึงเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตร์นั้น ควรจะมีอยู่แขนงหนึ่งต่างหาก, แล้วต้องเรียนกันในมหาวิทยาลัยทั่วไปทุกมหาวิทยาลัย, หรือทุกแขนงของวิชาที่เรียนอยู่, คือว่าเอา วิชาธรรมศาสตร์นั้นไปใส่เข้าไปในทุกแขนงของวิชาที่มนุษย์เรียนกันอยู่ กระทั่งลดลงมาถึงเด็ก ๆ ชั้นอนุบาล. นี่เขาก็ต้องเรียนสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้น โดยสมควรแก่การที่จะตัดปัญหาของมนุษย์ คือปัญหาที่มนุษย์ได้ทำไปและสร้างขึ้น โดยที่ไม่รู้ว่ามนุษย์นี้คืออะไร. ขอให้สังเกตให้ดี ในโรงเรียนไหน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลขึ้นไป โรงเรียน ประถม มัธยม กระทั่งวิทยาลัย กระทั่งมหาวิทยาลัย มีใครเคยสอนกันบ้าง, ในความคิดอันนี้ว่ามนุษย์นี้คืออะไร เพราะมนุษย์หรือคนสมัยนี้ ไม่สนใจคำว่ามนุษย์, สนใจแต่อาชีพ เพื่อจะได้สิ่งที่ตัวต้องการ, สรุปแล้วคืออยู่ที่ เรื่องกิน เรื่องกาม และ เรื่อง

น.62 เกียรติ์. ข้อนี้เคยขอร้องให้จำไว้ดี ๆ ว่า สาม ก. อักษร ก. ๓ ตัว นี้มันครอบงำคน จนไม่เป็นมนุษย์ ถ้าไปหลงเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์ ก็หมดความเป็นมนุษย์ จะเหลืออยู่แต่เพียงเป็นคน. เรื่องกิน นี้ไม่ได้หมายถึงเรื่องกินสักว่าให้ดำรงอยู่ได้ ชีวิตอยู่ได้หมายถึง จะกินด้วยความเอร็ดอร่อย เอร็ดอร่อยอย่างที่ เรียกว่ากินเหยื่อ ไม่ได้กินเพียงเพื่อ รอดชีวิตอยู่ได้. พวกหมอที่สอนวิชาอนามัยเรื่องกิน กินอย่างถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ แต่ที่กินกันจริง ๆ พวกหมอก็ ไปกินเหยื่อเพื่อประโยชน์แก่กาม ก็เพราะว่าคนเราไม่ได้ปฏิบัติให้ซื่อตรงหรือซื่อสัตย์ต่อวิชาความรู้ เรื่องกินไม่ได้ไปกินอาหาร แต่ไปกินเหยื่อ อย่างนี้ก็กลายเป็นเรื่องกิเลส, ทำปัญหาให้เกิดขึ้น แสวงหาที่จะกินให้อร่อย มากกว่าแสวงหากินให้ถูกต้องตามที่ร่างกายมันต้องการ นี้คำว่า กินก็เป็นอย่างนี้เสียแล้ว แม้แต่จะกินให้ถูกต้องตามที่ร่างกายต้องการ มันก็เป็นปัญหาด้วยเหมือน กัน เพราะว่าบางทีเราก็ไม่มีอะไรจะกินก็มี, คนยังมีปัญหาเรื่องกินอยู่อย่างนี้. เมื่อเรื่องกินมีแล้ว ได้แล้ว อะไรแล้ว มันก็กระโดดไปเรื่องกาม คือเรื่องกามารมณ์, แม้ว่าจะมีกามารมณ์ตามที่ต้องการแล้ว มันก็ยังกระโดดไปเรื่องเกียรติ์. นี่เรียกว่า ความเป็นมนุษย์นี้มันยังเป็นทาสของกิเลส, ถูกกิเลสครอบงำอยู่ ยังเป็นปัญหาอยู่ ยังตัดออกไปไม่ได้. สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ มันก็ ยังไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรนัก, เพราะว่าคนกำลังเดือดร้อนอยู่ด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์. การศึกษาส่วนมากในโลก เวลานี้ ก็เพ่งเล็งกันแต่ที่ตรงนี้ แม้พวกฝรั่งที่เรากำลังไปตามก้นกัน ว่าเขาดีวิเศษกว่าเราในการศึกษา มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้, คือเพื่อผลเพียงเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์ เท่านั้นเอง. ขอให้พิจารณาดูด้วย

น.63 ธรรมในฐานะเป็นธรรมศาสตรา ๓๑ จิตใจที่เป็นธรรม อย่าก้มหน้าก้มตาไปบูชาเขา, เดินตามกันอย่างหลับหูหลับตา มันจะเป็นการช่วยกันสร้างโลกนี้ให้เต็มไปด้วยความทุกข์ยากลำบาก หรือเรียกว่าวิกฤตการณ์. สิ่งที่เรียกว่าศาสนาหรือธรรมะนั้นถูกละเลย โดยคนที่ไปหลงแต่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์, สร้างปัญหาหนักขึ้นมา จนศาสนาช่วยแก้ให้ไม่ได้. สิ่งที่เรียกว่า ศาสนา นั้นมันมี จุดมุ่งหมายมาแต่เดิม ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์ของมนุษย์. ในยุคที่ศาสนามีหน้าที่ในโอกาสของศาสนา คนเราก็มีความทุกข์น้อย ที่เนื่องด้วยเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์ เดี๋ยวนี้ เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์ มันก้าวหน้า มันกระโดดพรวดพราดไปตามความเจริญอย่างแผนใหม่ อย่างวัตถุสมัยใหม่, คนก็เกลียดศาสนา ซึ่งจะเป็นเครื่องห้ามล้อไม่ให้หลงใหลสิ่งเหล่านั้น ศาสนาก็เลยถูกเหยียบย่ำ, แล้วถูกกีดกันออกไปไม่ให้มาเกี่ยวข้องกับการที่จะควบคุมเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์ ; เพราะว่าคนเขาต้องการจะตามใจตัวเองให้เต็มที่ โลกจึงเป็นอย่างนี้. แม้ว่าคนในโลกจะมีสติปัญญา ก้าวหน้าอีกกว่านี้หลายร้อยหลายพันเท่า มันก็เพื่อจะไปเป็นทาสของกิเลส, ไปมีปัญหาเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ์ มากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรจะดีไปกว่านี้ได้ นี้เรียกว่า ธรรมะไม่เป็นธรรมศาสตร์ คือไม่เป็นศาสตราวุธ ที่จะตัด ปัญหาของมนุษย์ได้, เพราะว่ามนุษย์ได้หลงไปในสิ่งที่เป็นเหยื่อล่อ แล้วก็ไม่อยากจะกำจัด สิ่งที่เรียกว่า ศาสตร์แท้ ๆ คือตัวธรรมะนั้นก็เป็นหมันไป, จนกว่าเมื่อไรเราจะมองเห็นข้อเท็จจริงอันนี้ก็จะต้องการจะแก้ปัญหากันจริง ๆ สิ่งที่เรียกว่าธรรมะหรือศาสตร์ชนิดนี้ก็จะมีค่ามีความหมายขึ้นมา.

น.64 เดี๋ยวนี้คำว่าธรรมศาสตร์ก็มีอยู่อย่างน่าชื่นใจ แต่มันเป็นศาสตร์น้อย เพราะว่าเป็นธรรมะที่น้อย ไม่พอที่จะแก้ปัญหาทั้งหมดได้, ดังนั้นผมจึง อยากจะให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าธรรม ในฐานะที่เป็นศาสตร์นี้ให้เต็มที่. คำว่า ธรรม นี้มันเป็นคำที่กว้างขวางที่สุด จนไม่อาจจะแปลออกมาเป็นคำภาษาใด ๆ ได้, ถ้าเมื่อถือเอาตามหลักของภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สำหรับพุทธศาสนาแล้ว คำว่า ธรรม แปลว่าสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้, เลยหมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้น อะไรเลย, จะเป็นวัตถุก็ได้ จะเป็นนามธรรมก็ได้ จะเป็นจิตใจหรือความรู้สึกก็ได้ เรื่องผิดก็ได้ เรื่องถูกก็ได้ อะไรที่มันมีอยู่แล้วก็เรียกว่า ธรรมได้ทั้งนั้น. ส่วนที่มาเป็นธรรมศาสตร์นั้น ก็หมายถึงธรรมส่วนที่เป็นวิชาความรู้ หรือการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็เป็นอาวุธขึ้นมา สำหรับจะตัดธรรมส่วนที่ไม่พึง ปรารถนา คือความทุกข์หรือสิ่งที่เรียกว่าปัญหานั่นเอง, แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าปัญหา ก็เรียกโดยภาษาบาลีว่าธรรมด้วยเหมือนกัน เพราะว่า ธรรม แปลว่า สิ่ง เท่านั้น, มีความหมายเป็นว่าสิ่งเท่านั้น, สิ่งที่ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงเป็นสังขตธรรม, ก็เรียกว่าธรรม สังขตธรรม, สิ่งที่มีสิ่งอื่นปรุงแต่ง ต้องไหลเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามความปรุงแต่ง แล้วก็ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป ก็เรียกว่าธรรม, แล้วสิ่งที่ตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวงก็เรียกว่า ธรรม. เพราะฉะนั้นจึงหมด ไม่ยกเว้นอะไร ที่จะไม่เรียกว่าธรรมะ สิ่งที่มาเป็น ธรรมศาสตร์นั้น หมายถึง ส่วนที่มีคุณสำหรับที่จะตัดปัญหาต่าง ๆ ที่มนุษย์ไม่ต้องการก็คือความทุกข์. นี้ขอให้เข้าใจคำว่า ธรรมศาสตร์ ในลักษณะที่มันเป็นคำจำกัดความ ใช้เฉพาะสำหรับธรรม ที่จะใช้เป็นศาสตรา สำหรับจะตัดสิ่งที่ควรจะตัดหรือต้องตัดได้แก่ปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา.

น.65 ธรรมในฐานะเป็นธรรมศาสตรา ๓๓ นี้ ขอให้ศึกษาคำว่า ธรรม อย่างซ้ำ ๆ ซากๆ เมื่อก่อนเราไม่ได้จำกัด ความหมายของคำว่าธรรมโดยวิธีนิยามอย่างที่เรียกว่าเป็น scientific เป็น logic, เป็น logical เดี๋ยวนี้เมื่อเรามาดูกันเข้าจริง คำว่าธรรมนี้มันมีความหมายเกิดแตกแยกเป็นสองอย่าง คือ คำว่า ธรรมในความหมายทั่วไป หมายถึงทุกสิ่ง และธรรมในความหมาย ทางศีลธรรม หมายถึงสิ่งที่มนุษย์จะใช้แก้ปัญหาของตนโดยเฉพาะ มันจึงแคบเข้ามา มันจะเหลือ เพียงหนึ่งในสิบหรือหนึ่งในร้อย ของคำว่าธรรมในความหมายทั่วไปก็ได้. เราวัดไม่ได้ ขอให้วัดเอาเองเฉพาะคน. คำว่า ธรรม ในความหมายศีลธรรม moral หรือ morality นี้ จำกัด ความกันแต่เพียงว่า ระบบการปฏิบัติที่มันถูกต้อง สำหรับมนุษย์คนหนึ่ง ๆ ทุกขั้น ทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา มีคำนิยามเพียงเท่านี้ว่า, ธรรมคือระบบแห่งการปฏิบัติ ที่ถูกต้องต่อมนุษย์คนหนึ่ง ๆ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. นี้คุณพอจะเข้าใจได้ว่า มนุษย์คนหนึ่ง ๆ นี่ไม่เหมือนกัน, แล้ว แต่ละ ขั้นแต่ละตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ก็ไม่เหมือนกัน คือตั้งแต่เป็นเด็กจนมาถึง ผู้ใหญ่เป็นคนแก่คนเฒ่า, แล้วคนหนึ่งมันไม่เหมือนกัน เพราะบางคนฉลาดมาก บางคน ฉลาดน้อย, บางคนมีอาชีพอย่างหนึ่ง มีอาชีพอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกันเป็นต้น. ระบบ การปฏิบัติที่ถูกต้องหรือตรง คือมีประโยชน์แก่มนุษย์คนหนึ่ง ๆ นั้น ทุกขั้น ทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา เรียกว่า ธรรม นี้ตามความหมายแห่งศีลธรรม. และขอให้สังเกตดูให้ดีว่า มันระบุชัดลงไปว่า ระบบการปฏิบัติ มันไม่ใช่ เพียงการเรียนรู้อย่างในมหาวิทยาลัย ซึ่ง เป็นระดับการศึกษาที่สูงสุด มันก็ ยังเป็น การเรียนรู้, ยังไม่ได้วางลงไปในการปฏิบัติ จึงยังไม่เรียกว่าธรรมโดยแท้จริงหรือโดยตรง. มันจะเป็น เพียงการตระเตรียมเพื่อธรรม เพื่อธรรมะมากกว่า, แต่เอาเป็นว่าถ้ามันมี

น.66 การปฏิบัติ แล้วก็เรียกว่าธรรมได้ในเมื่อมันถูกต้องแก่ความเป็นมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่ง วิวัฒนาการของเขา. นี้คำว่า ธรรมในความหมายศีลธรรม. ธรรม ๔ ความหมาย. นี้คำว่า ธ รรม ในความหมายทางปรมตถธรรมหรือทางศาสนา โดย สิ้นเชิงนั้นมันไปไกลกว่านั้น มันหมายถึงทุกสิ่งอย่างที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเราก็ควรจะรู้ เพื่อว่าเราจะรู้ว่า มันเนื่องกันอย่างไร อย่างที่แยกกันไม่ได้. ฉะนั้นเมื่อกล่าวทางปรมัตถ. ธรรม ซึ่งมาใช้ทางศีลธรรมได้ดีนี้ ผมเห็นว่า ควรจะศึกษาแล้วก็แบ่งแยก แล้วจัดเป็น หมวดหมู่ อย่างที่เรียกว่าทำ system ให้แก่คำว่า ธรรม โดยแบ่งออกเป็น ๔ ความหมาย. ความหมายที่หนึ่ง เรียกว่า สภาวธรรม ตามภาษาบาลี หมายถึงทุกสิ่ง ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ, ทุกสิ่งที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ จะเป็นวัตถุ หรือนามธรรม หรือ จิตใจ หรือความรู้สึกในจิตใจก็สุดแท้ ซึ่งเป็นอยู่ได้ตามธรรมชาติก็เรียกว่า สภาวธรรม, สภาวะ แปลว่า เป็นอยู่เอง ธรรมก็คือธรรม อย่าแปลกันเลย. นี่อยากจะใช้คำ ๆ นี้ให้ หมายถึงสิ่งที่เรียกกันว่า ธรรมชาติ หรือ nature พวกอื่นจะใช้คำว่า nature ใน ความหมายอย่างอื่นก็ได้, แต่เราพุทธบริษัทนี้รู้สึกว่าคำว่า nature จะตรงกับคำว่าสภาวธรรม คือสิ่งที่เป็นอยู่เอง จะมีอยู่กี่พันกี่หมื่นกี่แสน อย่างนี้มันบอกไม่ได้ บอกได้แต่ว่า มัน เป็นสิ่งที่เป็นอยู่เองอย่างนี้ นี้พวกหนึ่ง. นี้พวกที่สอง ใน ความหมายที่สอง เรียกว่า สัจจธรรม สัจจะแปลว่า ความจริง มีความหมายว่าไม่หลอก. ภาษาบาลีก็มีคู่กัน, ว่าถ้าสัจจะก็ต้องเป็นอมุสา, อมุสาคือไม่เท็จหรือไม่หลอก. นี้คือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เรียกว่ากฎของธรรมชาติหรือ

น.67 ธรรมในฐานะเป็นธรรมศาสตรา ๓๕ กฎเกณฑ์ของธรรม เราเรียกว่า สัจจธรรม ซึ่งตรงกับคำว่ากฎธรรมชาติ. ถ้ากฎเกณฑ์ ที่มนุษย์บัญญัตินี้ ไม่จริง ยังหลอกยังเปลี่ยนแปลง เพราะมนุษย์บัญญัติไปตามความต้องการ ของมนุษย์. มนุษย์บัญญัติไปตามพยานหลักฐาน เท่าที่ค้นคว้าได้, ส่วนที่ค้นคว้า ไม่ได้ยังมีอีกมาก. ฉะนั้นกฎที่มนุษย์บัญญัติเป็นกฎเฉพาะสิ่ง เฉพาะเรื่อง เฉพาะ เวลา จึงเปลี่ยนได้, เช่น กฎหมายอย่างนี้มันเปลี่ยนได้ หรือกฎวิทยาศาสตร์ก็เถอะ เท่าที่ พบแล้วมันยังเปลี่ยนได้, ซึ่งผู้ศึกษาวิทยาศาสตร์อยู่ก็จะพบความจริงข้อนี้ คือมันยังไม่ถึง ที่สุด. แต่ถ้ากฎของธรรมชาติแล้วจะถึงที่สุด และมีเหลืออยู่มากที่เรายังไม่รู้ เราจะรู้ หรือไม่รู้มันไม่รับผิดชอบ มันมีกฎที่ตายตัว เราทำลงไปก็ต้องมีผลตามกฎเกณฑ์อันนั้น เรียกว่า เป็นกฎที่ตายตัว แล้วก็ไม่ยกเว้น แล้วก็ไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดยุคสมัยนี้ก็เรียกว่า ธรรมเหมือนกัน, หรือธรรมะ ในฐานะที่เป็นสัจจธรรม เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ทีนี้ความหมายที่สาม ความหมายที่สามนี้ หมายถึง การปฏิบัติหรือหน้าที่ เรียกว่า กรณียะ คือ ต้องกระทำ ถ้าไม่กระทำไม่ได้, สิ่งที่มีชีวิตจะต้องตาย หรือมี ชีวิตอยู่ยังไม่ตาย ต้องมารอรับผลที่ควรได้รับ อย่างนี้เรียกว่า ปฏิบัติธรรม คือหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ เพื่อมีชีวิตอยู่รอดก็ตาม เพื่อจะได้ผลที่ตัวต้องการก็ตาม เพื่อจะ ถึงจุดหมายปลายทางของมนุษย์ก็ตาม เรียกว่าปฏิบัติธรรม. จะเขียนเป็นบาลีแท้ ๆ ก็ต้อง ปฏิบัติธรรม นับตั้งแต่หาอาหารกิน บริหารร่างกายให้รอดอยู่ได้ ปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิด ความทุกข์ต่าง ๆ ขึ้นมา เป็นหน้าที่ที่สิ่งที่มีชีวิตหลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น การปฏิบัติ นั่นเองเป็นตัวธรรม ก็พอจะมองเห็นกันได้อยู่แล้วว่า มันสำคัญอย่างไร. นี้ความหมายที่สี่ ก็คือ ปฏิเวธธรรม หรือจะเรียกว่า วิปากธรรม ก็ได้ ได้สองคำที่ใช้กันอยู่ทั่วไป. ปฏิเวธธรรม ก็แปลว่า ผลที่เรารู้สึกได้โดยจิตใจของเรา, วิปากธรรม ก็แปลว่า ผลเหมือนกัน, นี้อันสุดท้ายที่เราได้รับก็เรียกว่าธรรมอยู่นั้นเอง.

น.68 นี้จะเข้าใจคำว่า ธรรม ได้ดีขึ้น เพราะมันแปลว่าสิ่ง, ทุกสิ่งที่เป็นไปตาม ธรรมชาติ, เป็นตัวธรรมชาติ, เป็นกฎของธรรมชาติ, เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติ. เป็นผลที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ, ฉะนั้นคำว่า ธรรมะในภาษาบาลีจึงเล็งถึงธรรม- ชาติล้วน ๆ, ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงก็เรียกว่า ธรรม ธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย ก็เรียกว่าธรรม แม้แต่นิพพานก็ยังเรียกว่าธรรมชาติชนิดหนึ่ง. ต้องดูให้ดี ๔ ความหมายนี้ คำว่า ธรรมศาสตร์ จะเพ่งเล็งไปถึงความหมาย ไหน, ในเมื่อ ธรรมศาสตร์ แปลว่า อาวุธที่มีคม สำหรับตัดปัญหา ก็ต้องเล็งไปถึงการ ปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เพ่งเล็งถึงตัวการปฏิบัติเป็นส่วนสำคัญ แล้วการปฏิบัติต้องมีความรู้ หรือต้องอาศัยความรู้ด้วย แต่ถ้าลำพังความรู้มันก็ยังไม่ตัด ปัญหา มันต้องเป็นการปฏิบัติ แม้เป็นการปฏิบัติทางจิตใจ ก็เรียกว่า การปฏิบัติ ความที่รู้ลงไปอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติ หรือผลของการปฏิบัติ หมายถึงรู้สึกในการกระทำ และผลของการกระทำ; แต่ถ้าเป็นความรู้ทางทฤษฎีล้วน ยังเป็นทฤษฎีท่องจำ หรือเป็นอะไรอยู่ มันก็ไม่ตัด, เป็นความรู้อย่างสมมติฐานเป็น hypothesis อันหนึ่ง อย่างนี้ก็ยังไม่ตัด, มันต้องเป็นความรู้ที่ได้กระทำลงไปแล้ว ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ อะไรก็ตาม เป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสามอย่าง มันจึงจะตัดปัญหาตามหน้าที่ของมัน คือทางกาย ทางวาจา ทางใจ. คำว่า ธรรมศาสตร์ ก็หมายความว่า ความรู้ที่ถูกต้อง ที่อยู่ในรูปของ การปฏิบัติ ที่จะตัดปัญหาของมนุษย์ได้จริง นั่นคือตัวธรรมศาสตร์ ฉะนั้น จะเรียกว่า เป็นธรรมศาสตร์เมื่อออกจากมหาวิทยาลัยแล้วก็ได้, เพราะในมหาวิทยาลัยนี้เราก็เรียนแต่ ความรู้ประเภททฤษฎี หรือวิชาที่จะเอาไปใช้ปฏิบัติ ความรู้นั้นยังไม่เป็นศาสตร์ โดย สมบูรณ์ มันจะไปเป็นศาสตร์สมบูรณ์ ต่อเมื่อมีการปฏิบัติและใช้ความรู้นั้นได้สำเร็จ

น.69 ธรรมในฐานะเป็นธรรมศาสตรา ๓๗ นี่ขอให้เตรียมตัวไว้อย่างนี้ จะถูกต้องกว่าที่จะถือว่าเรามีศาสตร์ มีธรรม- ศาสตร์แล้วก็ทะนงกระทั่งกลายเป็นอวดดี, ความอวดดีนั้นก็จะเกิดเป็นปัญหาอันใหม่ขึ้นมา คือทำให้มีปัญหาที่จะต้องตัดด้วยศาสตร์อันไหนอีกก็ยังไม่รู้ ที่จะตัดความอวดดีออกไปได้. ขอให้เราที่จะเป็นมนุษย์ นี่อย่าเพ่อหาว่าด่า เราที่กำลังจะเป็นมนุษย์ รู้จัก ข้อนี้ไว้อย่างนี้ เพื่อว่าจะได้แก้ปัญหาของมนุษย์ได้จริง นี้เรียกว่า ธรรม ในฐานะที่เป็น ธรรมศาสตร์มันมีอยู่อย่างไร, จะเป็นธรรมศาสตร์กันต่อเมื่อใด. ขอให้ผู้ที่สนใจ หรือบูชาคำว่าธรรมศาสตร์ สนใจเป็นพิเศษแล้วไปใช้ให้สำเร็จประโยชน์ได้ โดยจำคำ ว่าธรรมหรือธรรมชาติ ที่แยกออกให้เห็นเป็น ๔ ความหมาย, ใช้คำว่าธรรมชาติแทน คำว่าธรรมก็ได้ ใช้คำว่าธรรมแทนคำว่าธรรมชาติก็ได้, แต่ถ้าเราใช้คำว่าธรรมชาตินี้ดูจะ สะดวกกว่าหรือสะดวกแก่การพูดจาให้คนอื่นเข้าใจ. ขอให้จำไว้ว่า เมื่อคำว่า ธรรมชาติเป็นหลักแล้ว สิ่งที่เรียกว่าธรรมก็ แบ่งออกได้ เป็นตัวธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัว หน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ นั้นอย่างหนึ่งคือการปฏิบัติ, และผลที่เกิดขึ้น ตามกฎของธรรมชาตินั้นอีกอย่างหนึ่ง ; เรียกว่า ธรรมชาติ, กฎของธรรมชาติ, หน้าที่ ตามธรรมชาติ, ผลตามธรรมชาติ รวมเป็นสี่อย่างด้วยกัน, เรียกว่าธรรม ตามความหมาย ในภาษาบาลี ซึ่งเป็นภาษาของพุทธศาสนา, แล้วมันก็ เนื่องกันอยู่กับคำว่าธรรมศาสตร์ ในฐานะที่เป็นความรู้ ในฐานะที่เป็นการปฏิบัติ, ในฐานะที่เป็นผลที่เราควรจะได้รับ เพราะว่าการปฏิบัติทั้งหลายย่อมหวังผลอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ. นี่คือ ธรรมในฐานะที่ เป็นธรรมศาสตร์ เกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตร์. ขอเตือนไว้เสมอว่า ศาสตร์ในที่นี้ต้องเป็นอาวุธที่มีคม จะเป็นเพียงวิชา หรือ คำสั่งสอนเฉย ๆ อยู่ไม่ได้, ต้องเป็นสิ่งที่เอาไปใช้ตัดอะไรแล้วจึงจะเรียกว่าศาสตร์

น.70 แล้วก็ ไม่มีความหมายตรงกับ science นัก เพราะ science นี้มันกว้างเกินไป แล้วเป็น วิชาความรู้เสียเป็นส่วนมาก. แต่คำว่า ศาสตร์ในภาษาบาลี แล้ว ต้องเป็นอาวุธ มี ความหมายอย่างเดียวกับปัญญาวุธ, อาวุธคือปัญญา. ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงระบุลงไปโดยตรงว่า ตัดปัญหาด้วยธรรมาวุธ, อาวุธ คือปัญญา ยังมี พระบาลีว่า โยเธถ มารํ ปญฺญาวุเธน-จงรบมารด้วยอาวุธคือปัญญา. มาร ในที่นี้คือ ปัญหา, คำว่า มาร หรือ พญามาร ทั้งสมุนของมารหรือพญามาร ก็เรียกว่า มาร คือสิ่งที่เป็นอุปสรรคเป็นปัญหา, หรือทำลายความดีของมนุษย์นี้ ต้องรบ มันด้วยอาวุธคือปัญญา คือธรรมศาสตร์นั่นเอง. นี้ขอให้เข้าใจความหมายคำว่าธรรม- ศาสตร์อย่างนี้, แล้วใช้มันในลักษณะอย่างนี้ แล้วจะถูกตรงตามเรื่องราวส่วนที่เกี่ยวกับ พุทธศาสนายิ่งขึ้น. คุณมาที่นี้เพื่อศึกษาพุทธศาสนา ผมเข้าใจอย่างนั้น, ฉะนั้นจึงได้ช่วยเหลือ ให้ความรู้ในทางพุทธศาสนา ในความมุ่งหมายอย่างนั้น นี้เรียกว่า เป็นส่วนการ บรรยายเพื่อให้เกิดสติปัญญา เอาไปใช้เป็นประโยชน์ได้ ควบคู่กันไปกับการที่ คุณมาอยู่ในสถานที่นี้. เพื่อให้ธรรมชาติรอบด้านมันสอน, ให้การกินอยู่ปฏิบัติตาม ระเบียบของสถานที่นี้มันสอน. ฉะนั้น ขอให้สนใจที่เรียกว่า กินข้าวจานแมว อาบน้ำ ในคู เป็นอยู่อย่างทาส, อย่านอนสาย เป็นต้น นั่นแหละคุณจะได้อะไรมาก ที่มันเป็น ตัวธรรมะ เพื่อตัดปัญหาของมนุษย์ ในฐานะที่เป็นธรรมศาสตร์จริง. นี่เวลาของการบรรยายก็สมควรแก่เวลา ยุติไว้ทีสำหรับวันนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต