น.71 วันนี้เป็นครั้งที่สามของการบรรยาย ซึ่งจะได้กล่าวต่อจากการบรรยายในครั้งที่แล้วมา, ขอให้ทบทวนความเข้าใจ ที่ว่าการบรรยายชุดนี้ได้ใช้หัวข้อว่า ธรรมศาสตร์ ในฐานะเป็นศาสตรา สำหรับตัดปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ [ทบทวน.] มนุษย์มีปัญหา มีปัญหาที่ต้องตัด จึงได้ศึกษาหรืออบรมวิชาธรรมะ ใช้สิ่งที่ เรียกว่า ธรรมะ นั้น เป็น ศาสตรา สำหรับตัดปัญหาของตน. ข้อนี้ขอให้ทราบว่า มันเป็นหลักทั่วไป ในข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรม เป็นเครื่องขจัดปัญหาของมนุษย์ ; แต่ โดยเหตุที่คำว่าธรรม มีความหมายมาก แม้ว่าจะใช้กับสิ่งที่เรียกว่าปัญหานั้นเองก็ยังได้ เพราะ ธรรม แปลว่า สิ่งทั้งปวง. ๓๙
น.72 นี่แหละคือความสับสนกำกวมของสิ่งที่เรียกว่า ธรรม, ดังนั้นในครั้งที่แล้ว มา จึงได้พูดให้เห็นชัดกันเสียทีหนึ่งว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรม นั้น มีความหมายอย่างไร, และอาจจะแบ่งออกไปได้เป็นอย่าง ๆ ๔ อย่าง จะเห็นได้ทันทีว่า ส่วนไหนหรืออย่างไหนที่ จะใช้ในฐานะเป็นธรรมศาสตรา สำหรับแก้ปัญหาของมนุษย์เรา. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ในความหมายทั้ง ๔ นั้น ได้กล่าวแล้วแต่เมื่อ วานนี้ว่า ได้แก่ สภาวธรรม, สัจจธรรม, ปฏิบัติธรรม, และ ปฏิเวธธรรม. จะได้กล่าวโดยละเอียดไปทีละอย่าง ดังนั้นวันนี้จะได้กล่าวในหัวข้อว่า สิ่งที่ เรียกว่าสภาวธรรมในพระพุทธศาสนา ขอให้ผู้สนใจจะศึกษาพระพุทธศาสนา พยายาม ศึกษาสิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม ในฐานะที่เป็นธรรมอย่างหนึ่งใน ๔ อย่างนั้นให้ดีๆ เพราะ ว่ามันเป็นต้นเงื่อนที่จะศึกษาธรรมโดยกว้างขวาง, ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรมโดย ถูกต้อง ก็จะสามารถศึกษาธรรมที่เหลือนั้นโดยไม่ยากเลย. ขอให้เข้าใจว่า เดี๋ยวนี้ เราเข้าใจธรรมะกันไม่ค่อยจะได้ ก็เพราะเหตุที่ ไม่เข้าใจสิ่งที่เรียกในที่นี้ว่าสภาวธรรม นั่นเอง. ท่านทั้งหลายเป็นนักศึกษารุ่นแรก หมายความว่าแรกที่จะมาศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นการตั้งต้นอย่างนี้ ย่อมเป็นการสมควร อย่างยิ่ง ที่จะศึกษาให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า สภาวธรรม, แม้ว่าคำคำนี้มันจะฟั่งเป็นคำที่ไม่ ชวนให้สนใจ นั้นมันเป็นเพราะเขาเรียกกันมาอย่างนี้. ที่จริงเป็นสิ่งที่ควรสนใจอย่างยิ่ง แล้วท่านจะได้เห็นต่อไปว่า มันน่าสนใจอย่างไร, จะรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมศาสตร์นี้อยู่ใน ธรรม หรือว่าสิ่งที่เรียกว่าธรรมอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าธรรมศาสตร์ ได้โดยง่าย. ถ้าเราเล็งถึงธรรมเพียงนิดเดียว จะมาใช้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาแล้ว ก็จะ เห็นได้ คำว่าธรรมสิ่งที่เรียกว่าธรรมนั้น รวมอยู่ในคำว่าธรรมศาสตร์ เพราะคำพูดมัน
น.73 บอกอยู่แล้ว. แต่ถ้าเรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรม โดยกว้างขวางสิ้นเชิงแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตร์ก็กลายเป็นของนิดเดียว อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าธรรม หรืออย่างมากก็จะเป็น เพียงหนึ่งในสี่ของสิ่งที่เรียกว่าธรรมทั้งหมด. ข้อนี้อยากจะขอทบทวนข้อความที่พูดมาแล้วในครั้งที่แล้วมาว่า ธรรมใน สี่ความหมายนั้น ความหมายที่หนึ่ง คือ ตัวธรรมชาติ, ความหมายที่สอง คือ กฎของ ธรรมชาติ, ความหมายที่สาม หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ความหมายที่สี่ ผลที่จะ ได้รับโดยสมควรแก่การปฏิบัติ, นี่ ขอให้ฟังดู ดูให้ดี ๆ ว่า มันเป็นการพูดถึงสิ่งที่เรียก ว่าธรรมชาติ ในลักษณะที่จะเป็นวิทยาศาสตร์อย่างยิ่งก็ได้, ถ้าพูดอย่างนี้มันฟังง่าย ว่าธรรมชาติอย่างหนึ่ง, กฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง, หน้าที่ตามธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ผลจากหน้าที่ตามธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง, ย่อมเป็นที่เข้าใจได้ง่ายแก่ท่านทั้งหลาย. แต่ พอมาใช้คำบาลีเรียกชื่อสิ่งเหล่านี้ ธรรมชาติก็เรียกว่า สภาวธรรม, กฎของธรรมชาติก็ ถูกเรียกว่า สัจจธรรม, หน้าที่ตามธรรมชาติก็เรียกว่า ปฏิบัติธรรม, ผลที่จะได้จากการ ปฏิบัติหน้าที่นั้นก็เรียกว่า ปฏิเวธธรรม. หรือจะเรียกว่า วิปากธรรม บ้างก็ได้ ดูมัน เป็นเรื่องที่ไม่ชวนสนใจไปหมดถ้าใช้คำบาลี และท่านหลาย หลายคนคงรู้สึกอย่างนี้. ที่เอามากล่าวให้ฟังอย่างนี้ ก็เพื่อจะให้รู้ข้อเท็จจริงสักอย่างหนึ่งว่า เมื่อพูด เป็นภาษาบาลีที่แปลกหูแล้ว มันก็ไม่ชวนให้สนใจ, แต่ถ้าพูดด้วยคำธรรมดาสามัญโดย เฉพาะคำที่รู้อยู่ดีแล้วมันก็ชวนให้สนใจ, แล้วทำไมจะต้องพูดด้วยคำที่ไม่ชวนให้สนใจ คือ คำบาลี, ทั้งนี้ก็เพราะว่า มันยังมีความจำเป็นอีกมาก ที่จะต้องใช้คำบาลี, ถ้าว่าต้องการ จะศึกษาให้มันก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป. ถ้าใช้คำธรรมดา มันก็จะได้แต่ในบางกรณีหรือบาง ระดับ, ต่อไปข้างหน้ามันก็ไม่อาจจะใช้ได้. เพราะฉะนั้น เราทำความคุ้นเคยกับคำบาลี เหล่านี้ไปตั้งแต่ต้น เรื่อย ๆ ไปจะดีกว่า ปรับความรู้สึกที่ว่า รุ่มร่าม ไม่น่าสนใจ นี้ออก ไปเสียก่อน. ถ้าได้รู้ความหมายของคำบาลีเหล่านี้แล้ว จะสนใจยิ่งกว่าคำภาษา
น.74 ไทยธรรมดาสามัญด้วยซ้ำไป. ขอให้สนใจติดตามศึกษา ให้รู้จักความหมายของคำบาลี เหล่านี้ หรือทำความคุ้นเคยกับคำบาลีเหล่านี้เรื่อย ๆ ไป ดังที่กล่าวแล้ว. คำสี่คำที่มีอยู่ว่า ธรรมชาติ , กฎธรรมชาติ , หน้าที่ตามธรรมชาติ, ผลตามธรรมชาติ. นี้มาพูดเป็นบาลีว่า สภาวธรรม, สัจจธรรม, ปฏิบัติธรรม, ปฏิเวธธรรม . อันไหนจะได้ความดีกว่ากันหรือลึกซึ้งกว่ากัน ตั้งต้นแต่คำว่าสภาวธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องอธิบายกันโดยละเอียดในวันนี้. ศึกษาคำว่า สภาวธรรม. คำว่า สภาวธรรม ตัวหนังสือมันก็แปลว่า ธรรมที่เป็นได้เอง หรือเป็น อยู่เอง ; สภาวะ แปลว่า เป็นเอง เป็นได้เองหรือเป็นอยู่เอง, เพราะว่าคำว่า สะ นั้น มันแปลว่า เอง รู้ภาษาบาลีเพิ่มขึ้นบ้าง ภาวะ มันแปลว่า เป็น , สภาวะ ก็แปลว่า เป็นเอง คือเป็นอยู่เอง, เป็นได้เอง. ทีนี้คำว่า ธรรม นี้ก็คือธรรมที่เคยบอกไว้แล้วว่า ไม่ควรจะ แปล ถ้าแปลแล้วจะลำบากเพราะมันจะไม่หมด ก็ค่อยศึกษาไปโดยใช้คำว่าธรรมนี้เรื่อย ๆ ไป, แต่ ถ้าจะแปลก็แปลได้แต่เพียงว่าสิ่ง , จะขยายออกไปอีกก็ว่า สิ่งที่มันทรงตัว มันอยู่ได้ คือ สิ่งที่มีการทรงตัวอยู่ได้. เดี๋ยวนี้รวมตัวกันเข้าอยู่ทั้งสองคำ คือ สภาวะคำหนึ่ง, ธรรมคำหนึ่ง, นี้ แปลว่าสิ่งที่มันทรงตัวอยู่ได้โดยความเป็นตัวมันเอง คือเป็นอยู่ได้เอง, นี้เป็นความหมาย กว้าง ๆ ของคำคำนี้ตามตัวหนังสือ ว่า ธรรมชาติที่ทรงตัวอยู่ได้เอง ก็เรียกว่าสภาว- ธรรม . บางทีใช้คำว่าธรรม, บางทีใช้คำว่าธรรมชาติ นี้ภาษาบาลี มันเท่ากันหรือ สิ่งเดียวกัน ในภาษาไทยอาจจะบัญญัติไว้ต่างกัน. นี่ ยึดถือภาษาไทยเป็นหลัก มันก็จะ
น.75 ฉงนบ้าง, แต่ถ้าถือตาม ภาษาบาลี โดย เรียก ว่าธรรมก็ได้ , เรียกว่า ธรรมชาติก็ได้ เป็นตัวหนังสือตัวเดียวกันด้วยซ้ำไป คือ คำว่า ธรรมนั้นแปลว่าธรรมชาติ นี้ดูต่อไป คำว่าธรรมชาติที่ทรงตัวอยู่ได้เอง นี้มันแบ่งออกได้เป็นสองชนิด ; ชนิดที่หนึ่ง ทรงตัวอยู่ได้เองด้วยอนิจจสภาวะ คือ สภาวะที่ไม่เที่ยง ที่เปลี่ยน แปลงเรื่อย, ชนิดที่สอง ทรงตัวเองอยู่ได้ด้วยนิจจภาวะ คือภาวะที่เที่ยงไม่เปลี่ยน แปลง. นี้ขอให้ฟังดูให้ดีว่า ความคิดของคนโบราณในประเทศอินเดีย สองสาม พันปีมาแล้ว เขาเล็งเห็นธรรมชาติกันในลักษณะอย่างนี้. และได้บัญญัติความข้อนี้ไว้ แล้วก็นำมาใช้ในพระพุทธศาสนาด้วย. สิ่งที่หนึ่งทรงตัวอยู่ได้เองด้วยอนิจจสภาวะ คือ สภาวะที่เปลี่ยนแปลง เรื่อย นี้ก็ หมายความว่า กระแสของการเปลี่ยนแปลงที่มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่ หยุด ไม่สิ้นสุด, มันเป็นปรากฏการณ์อันหนึ่งที่ปรากฏอยู่ มันมีการทรงตัวอยู่ของ ปรากฏการณ์อันนั้น แล้วก็เรียกสิ่งนั้นว่า มันเป็นสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลง คือมันสืบกันเรื่อยไม่มีขาดตอน, แล้วก็อาศัยการเปลี่ยนแปลงนั่นแหละเป็นเครื่องสืบต่อ กันไว้ ไม่อย่างนั้นมันจะหยุด หรือมันจะสลายลง ถ้าสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงจะไม่เปลี่ยน แปลงแล้วก็หยุดหรือสลายลง มันก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่. เดี๋ยวนี้มันมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย มันมีกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงซึ่งไหลไปไม่มีหยุด มันจึงมีการทรงตัวอยู่ได้, เป็น ปรากฏการณ์อันหนึ่ง คือ กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง เราจึง เ รียกสภาวธรรมพวกนี้ว่า มันทรงตัวอยู่ได้ด้วยอนิจจสภาวะ คือ สภาพที่ไม่เที่ยง ที่เปลี่ยนแปลงเรื่อย , จะ เรียกพวกนี้ว่า สังขตธรรมหรือสังขารธรรม หรือคำอื่น ๆ ซึ่งมีความหมายว่า มันเป็น เรื่องของสิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลง, เดี๋ยวก็จะได้พิจารณากันโดยละเอียด.
น.76 ส่วนสิ่งที่สอง ทรงตัวอยู่ได้ด้วยนิจจสภาวะ คือ สภาวะที่เที่ยงที่ไม่เปลี่ยนแปลง นี้มันก็ตรงกันข้ามจากสิ่งที่หนึ่ง สิ่งที่หนึ่งทรงตัวอยู่ด้วยการเปลี่ยนแปลง ตัวกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนั่นแหละเป็นตัวมันเอง, นี้สิ่งที่สองนี้ ทรงตัวอยู่ได้ด้วยการไม่เปลี่ยนแปลง. ฉะนั้นมันจะต้องต่างกันโดยสิ้นเชิง ต่างกันอย่างมากมาย เพียงแต่จะกลับคำพูดนิดเดียวนี้ยังไม่พอ มันไม่มีความเปลี่ยนแปลง มันมีอยู่เป็นนิจ, แล้วมันก็มีรูปร่างอย่างอื่นที่ผิดกันมากกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง หรือถึงกับไม่มีรูปร่าง. นี้จะต้องพูดกันเป็นพิเศษ. สภาวธรรมเป็นสักว่าธาตุ. ในที่นี้จะเอามาจะพูดกันพร้อม ๆ กันที่หนึ่งก่อน ให้ได้ยินได้ฟังสองเรื่อง เพราะมันเป็นของคู่กัน สภาวธรรมประเภทที่อยู่ด้วยการเปลี่ยนแปลง, กับอยู่ด้วยการไม่เปลี่ยนแปลงนี้ มันคู่กันอยู่อย่างนี้. แต่ทั้งสองอย่างนั้นเป็น สภาวธรรม คือเป็นสักว่าธาตุ ธา-ตุ, ธาตุตามธรรมชาติ. ธาตุอย่างหนึ่ง มีอยู่อย่าง มีปัจจัยปรุงแต่ง ผลักไส จึงมีการเปลี่ยนแปลง, แล้ว ธาตุอีกอย่างหนึ่งไม่มีปัจจัยผลักไสปรุงแต่ง มันจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง, แต่ก็ตั้งอยู่อย่างเป็นธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น. ที่มีการเปลี่ยนแปลง ก็เพราะมันมีอะไรที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยปรุงกัน มาเรื่อยไป ที่เรียกว่า ปัจจัยก็คือของปรุง, เมื่อปรุงสิ่งนี้ขึ้นมาแล้ว สิ่งนั้นก็ปรุงสิ่งอื่นต่อไป, นี้เรียกว่ามีปัจจัยปรุงแต่ง มันจึงมีความไม่เที่ยงปรากฏขึ้น. สิ่งที่มันเที่ยงมันก็ต้องไม่มีปัจจัยอะไรชนิดนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงชนิดนั้น, มันจึงละเอียด และเห็นยากกว่ากันมากมายทีเดียว ซึ่งเราจะเห็นความไม่เที่ยงได้ง่าย ๆ อย่างนี้. แต่พอสิ่งที่เที่ยง มันกลับเห็นยาก. มันไม่เหมือนกับที่ว่า ก้อนหินก้อนนี้มันถูกสมมติว่าเป็นของเที่ยง มันเห็นง่าย, เห็นง่ายกว่าที่ สมมติว่าก้อนหินก้อนหนึ่งมันวิ่งเรื่อย นี้มันก็เห็นยาก, แต่ก็ยังเห็นได้เพราะมันมีก้อนหินวิ่งไปไหลไป.
น.77 ส่วนที่เรียกว่าเที่ยงนั้นไม่มีเหตุปัจจัย, ไม่มีรูปร่างอย่างก้อนหิน ถ้ามันมีรูปร่างอย่างก้อนหิน มันก็เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของก้อนหิน. สิ่งที่เรียกว่าเที่ยงนั้น มันไม่มีรูปร่างเป็นก้อนหิน สิ่งที่เรียกว่า ไม่เที่ยงนั้นใช้กับสิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลง มีรูปร่างให้เห็นได้ สัมผัสได้ ทางหู, ทางตา, ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางกาย, ส่วนสิ่งที่ตรงกันข้าม นั้น ไม่อาจจะรู้ได้ด้วยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย, และไม่รู้สึกได้ด้วยจิตวิญญาณตามธรรมดา, แต่ จะรู้สึกได้ด้วยสติปัญญาที่ลึกซึ้ง ที่อบรมมาดีแล้ว. นี่ สรุป เสียทีหนึ่งก่อนว่า สภาวธรรมที่ไม่เที่ยง ที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยนั้น เรารู้สึกได้ง่าย ๆ ด้วยตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ ตามธรรมดา ส่วน สภาวธรรมที่เป็นของเที่ยงนั้น ไม่มองเห็นได้ ด้วยตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ ตามธรรมดา. เราจะเห็นได้ด้วยสติปัญญาที่อบรมมาดีเป็นพิเศษ ถูกต้องและถึงที่สุดแล้ว, ก็ลองทายดูซิว่าอะไร. ที่จะไปเปรียบเทียบกันว่า ก้อนหินก้อนหนึ่งวิ่งเรื่อยว่าเป็นของเปลี่ยนแปลง. แล้วก้อนหินก้อนหนึ่งนอนอยู่ที่ตรงนี้ก็เป็นของไม่เปลี่ยนแปลง อย่างนี้ก็ผิดเหลือที่จะผิดผิดจนไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว. นี่เป็นตัวอย่างของเรื่องที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการที่จะเข้าใจ. สังขตะกับอสังขตะ. ทีนี้ ทบทวน ในการเปรียบเทียบ เป็นคู่ นี้ต่อไปอีก ว่า สิ่งที่มีสภาวะที่ไม่เที่ยง ตรงกันข้ามกับสภาวะที่เป็นของเที่ยง. ภาวะเป็นของเที่ยงนั้นเอาไว้พูดวันหลัง, เดี๋ยวนี้เราเปรียบเทียบกันแต่ชื่อ ว่าสภาวะที่มันไม่เที่ยง เรียกว่ามันมีปัจจัยปรุง, ดังนั้น สภาวะที่เที่ยงมันจึงไม่มีปัจจัยปรุง ที่มีปัจจัยปรุงเขาเรียกว่า สังขตธรรม แปลว่า ถูก
น.78 ปัจจัยปรุง ส่วนอีกอันหนึ่งก็ต้องเรียกว่า อสังขตธรรม คือ ไม่ถูกปัจจัยปรุง มีคำแทน กันได้ว่า พวกที่มีปัจจัยปรุงหรือ สังขตธรรม นั้น บางทีก็เรียกว่าสังขารหรือสังขาร- ธรรม ธรรมที่เป็นสังขารเพราะมีการปรุงแต่ง, ส่วนที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ก็เลยเรียกว่า วิสังขาร คือ ปราศจากสังขาร, ปราศจากการปรุงแต่ง. ฉะนั้น จะต้องจำคำเป็นคู่ ๆ ว่า สังขตธรรม ก็คู่กับ อสังขตธรรม, สังขาร ธรรม ก็คู่กันกับ วิสังขารธรรม. ที่เรียกว่าธรรมนี้ บางทีเรียกว่าธาตุ ก็ได้ ความ หมายเดียวกัน ฉะนั้น จึงมีคำว่า สังขตธาตุ คู่กับ อสังขตธาตุ, แต่ถ้าเมื่อสรุปเอาใจ ความสั้น ๆ แล้ว มันมีปัจจัยปรุงกับไม่มีปัจจัยปรุงเท่านั้นเอง. นี้จำคำที่เป็นความหมาย ไว้ให้ได้ก่อน จะรับประกันความไม่ฟื้นเผื่อ มีปัจจัยปรุงกับไม่มีปัจจัยปรุง แล้วค่อย ทำความเข้าใจกันต่อไป ว่าอะไรคือปัจจัย มันปรุงกันอย่างไร. สิ่งที่เรียกว่า ปัจจัย ในที่นี้ พูดคล้าย ๆ กับคำว่าเหตุ มีเหตุ เหตุที่เป็น ต้นเหตุโดยตรง ก็เรียกว่า เหตุ, ถ้าเป็น เหตุโดยอ้อม ก็เรียกว่า ปัจจัย. เช่นว่าจะมีบ้านเรือนขึ้นมาสักหลังหนึ่ง ลองทายดูซิว่า เหตุโดยตรงคืออะไร เหตุโดยอ้อมคืออะไร ? เหตุโดยตรงมันก็ควรจะได้แก่ ความต้องการของคน ที่เป็นเจ้า ของบ้าน มันเป็นต้นเหตุโดยตรง ที่จะทำให้เกิดเป็นบ้านนี้ขึ้นมา, ส่วน เหตุโดยอ้อมนี้ ก็คือปัจจัย เช่น เงินที่จะมาสร้างมัน, หรือว่า ไม้ อิฐ ปูน อะไรก็สุดแท้, กระทั่ง นายช่างที่ไปจ้างมาทำบ้านเรือนหลังนี้ นี่เป็นเหตุโดยอ้อมทั้งนั้นก็เรียกว่าปัจจัย. ศึกษา ภาษาบาลีเล็กน้อยกันไปพลาง ว่าเหตุที่เป็น ต้นเหตุก็เรียกว่าเหตุ, แต่ เหตุที่เป็นเหตุ โดยอ้อมก็เรียกว่าปัจจัย, ดังนั้นมันจึงมีมากกว่าสิ่งที่เรียกว่าเหตุ เดี๋ยวนี้นิยมใช้คำว่า ปัจจัยสำหรับสิ่งที่มีปัจจัยปรุง, สิ่งที่ไม่มีปัจจัยปรุง เพราะว่าปัจจัยมันมีมาก, แต่แล้ว ก็ต้องมีเหตุที่ตัวเหตุตัวการอยู่อย่างหนึ่ง ควบกันไปในตัว.
น.79 นี่ สภาวธรรม ธรรมที่เป็นเอง, แล้วมีเหตุมีปัจจัยนี้ ก็หมายความว่า เหตุปัจจัยนี้ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ ย่อมปรุงแต่งกันอยู่โดยกฎเกณฑ์อันหนึ่ง ซึ่งเราก็มอง ไม่เห็น เราจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นไม่สำคัญ, กฎเกณฑ์อันนั้นมีอำนาจทำให้สิ่งที่ เป็นปัจจัยนี้ปรุงแต่งกันไป. เหตุหรือกฎที่ทำให้ปัจจัยปรุงแต่ง กันไปนั้น เรา เรียกว่ากฎ อีกทีหนึ่ง, หรือเหตุที่มันซ้อนอีกทีหนึ่ง อยู่ในชั้นลึกอีกทีหนึ่ง นี้ เป็นธรรมะประเภทที่สอง ที่เรียกว่า สัจจธรรม หรือกฎธรรมชาติ, หรือดูกันแต่เหตุที่เนื่องกันอยู่ ในฐานะที่เป็น สิ่งที่ต้องเป็นไปตามกฎ ตามกฎของธรรมชาติด้วยกัน ซึ่งทุกคนก็พอจะเข้าใจได้ว่า ต้นไม้ ต้นนี้มันต้องมีเหตุปรุงแต่งกันมาเรื่อยหลาย ๆ ชั้นหลาย ๆ ระดับ จึงมาเป็นต้นไม้อยู่ที่นี่, แล้วกำลังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยตามเหตุตามปัจจัย แล้วปรุงแต่งให้มีภาวะอย่างอื่นต่อไป ข้างหน้าไม่สิ้นสุด. ถ้าเรามองดูให้เห็นในสิ่งที่เห็นง่าย ๆ อย่างเช่น ต้นไม้ต้นนี้เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยอย่างไรอยู่ ก็ร่นเวลาให้มัน น้อยเข้า มันจะเห็นภาพของการไหลเวียนของ เหตุของปัจจัย มีต้นไม้เกิดขึ้น แล้วเปลี่ยนไป ๆ จนกระทั่งสิ้นสุด ดับลงไป, นี้เรียกว่า เหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งกัน พวกที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มีกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือความไม่เที่ยงเป็นลักษณะ ก็ต้องเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น. ทีนี้เราจะดูให้ละเอียดลงไป ของสิ่งที่เรียกว่า สังขตธรรม คือ สิ่งที่มีปัจจัย ปรุงแต่ง หรือว่า สังขตธาตุ ธาตุที่มีปัจจัยปรุงแต่ง คือ พวกที่มีความเปลี่ยนแปลง, สังขตธรรมกับสังขตธาตุ ความหมายเหมือนกัน, แต่คำว่าธรรมชอบแปลว่าสิ่ง คำว่าธาตุ ก็แปลว่าหน่วยเล็กที่สุด หรือหน่วยแรกที่สุด ที่จะประกอบกันขึ้นเป็นหน่วยใหญ่ ๆ ตัว หนังสือมันแปลเหมือนกัน คือแปลว่าทรงตัวอยู่เหมือนกัน คำว่าธาตุก็ดี คำว่าธรรมก็ดี.
น.80 สังขตธาตุและอสังขตธาตุแยกเป็นรูปกับนาม. นี้ดูถึงคำว่า สังขตธาตุ หรือ สังขตธรรม คำนี้เล็งถึงสิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุง- แต่งและเปลี่ยนแปลง, แล้วก็แยกออกไป เป็นสองพวก พวกที่มีรูปร่างสัมผัสได้ ด้วย ตา, หู จมูก, ลิ้น, กาย ก็เรียกว่า รูปธาตุ หรือ รูปธรรม. ทีนี้ พวกที่มันจะต้อง อาศัยการสัมผัสทางใจ อย่างเดียว เป็นสักว่าชื่อ ก็เรียกว่า นามธาตุ หรือ นามธรรม. อันหนึ่ง เรียกว่า รูป, อันหนึ่ง เรียกว่า นาม. ตัวหนังสือของคำว่า รูป นั้น แปลว่าสลาย, เกิดแล้วสลายอยู่เรื่อย , เป็น ของที่สัมผัสได้. คำว่า นาม นั้นแปลว่าชื่อ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่รูป, ถ้าจะแยกกันให้ชัดมัน ก็ต้อง แยกเป็นวัตถุธาตุกับเป็นมโนธาตุ. วัตถุธาตุ ก็คือธาตุที่ เป็นวัตถุ, มโนธาตุ ก็คือธาตุที่ เป็นมโนคือใจ. คนที่ไม่เคยฟังก็สังเกตดูให้ดี ว่าจะเป็นเรื่อง วัตถุธาตุก็เรียกว่าธาตุ, จะ เป็น เรื่องจิตใจก็ยังเรียกว่าธาตุ. นี่อาจจะแปลกกว่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา. คำว่า วัตถุธาตุ หมายถึง ธาตุที่เป็นวัตถุ, มโนธาตุ หมายถึง ธาตุที่ไม่ใช่วัตถุ เป็นใจ เป็น จิตใจ. บางทีเรามีคำอีกคู่หนึ่งว่า กาย กับ จิต ซึ่งอาจจะพูดได้เหมือนกันว่า กาย- กายธาตุ กับ จิตธาตุ กายธาตุ ธาตุทางกาย, ธาตุฝ่ายกาย, จิตธาตุ ธาตุฝ่ายจิต. นี้ยกตัวอย่างมาให้ดูสองสามคู่ : รูปกับนาม ก็ได้นี้คู่หนึ่ง, วัตถุกับมโน หรือจิตกับใจนี้ก็คู่หนึ่ง, หรือ กายกับจิต นี้อีกคู่หนึ่ง. แล้วมันเหมือนกันทั้งนั้น มี ความหมายเหมือนกัน อันหนึ่งมันเป็นรูป เป็นของแข็ง, ในภาษาธรรมะ คือรู้สึกได้ ด้วยตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจด้วย แต่ไม่สำคัญเท่าตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย ส่วน อีก พวกหนึ่งไม่รู้ได้ด้วยตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย รู้ได้ด้วยใจล้วน ความคิดนึก ความ
น.81 รู้สึก หรืออารมณ์ของใจนี้ รู้สึกได้ด้วยใจล้วน, มาพูดกันเสียใหม่ว่า ธาตุที่จะรู้สึกได้ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ก็เรียกว่าธาตุชนิดหนึ่ง, นี้ธาตุที่จะ รู้สึกได้โดยลำพังใจ ล้วน ๆ นี้ก็เรียกว่า ธาตุอีกชนิดหนึ่ง, นั้นก็มี รูปธาตุนามธาตุ ขึ้นมาเพราะเหตุนี้. ขอร้องให้จำคำว่ารูปและนามนี้ไว้ให้ดี ๆ เป็นคำสำคัญที่จะศึกษาพุทธศาสนา ต่อไปข้างหน้า, สำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษาพุทธศาสนาให้ละเอียดลออชัดเจนแล้ว มันช่วย ไม่ได้ มันเว้นไม่ได้ ที่จะไม่เกี่ยวข้องกับคำว่า รูปและนาม, หรือนามรูปนี้ มันยังจะมี ต่อไปอีกข้างหน้า อีกมากมายทีเดียว. ทั้งรูปและนามไหลเรื่อย. นี่จะเรียกว่า รูป ก็ตาม จะเรียกว่า นาม ก็ตาม มันเป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัย ปรุงแต่ง จึงเรียกว่า สังขตธรรม หรือ สังขตธาตุ เหมือนกัน ; เมื่อมีปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ไม่เที่ยง คือเปลี่ยนแปลง คือ ไหลเรื่อย นี้ขอให้หลับตาทำมโนภาพ มองดูสิ่งที่ มันไหลเรื่อยนี้ที่เป็นรูปธรรมก็ไหลเรื่อย, ที่เป็นนามธรรมก็ไหลเรื่อย. สิ่งที่หนึ่งที่เป็น รูปธรรมก็ไหลอยู่ข้างนอก คือสิ่งที่เราเห็นได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กายนี้ รูปทั้งหลายที่เห็นด้วยตาก็ไหลเรื่อย ดูให้ดีเถอะไหลเรื่อย แม้แต่ก้อน หินนี้มันก็ไหลเรื่อย ในความหมายหนึ่ง. นี้ เสียงที่ได้ยินทางหูก็ไหลเรื่อย ไม่อย่างนั้นมันได้ยินไม่ได้ มันก็เป็น เสียงอย่างที่ผมกำลังพูดให้คุณพังนี้ มันก็คือสิ่งที่ไหลเรื่อย, เพราะเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มัน จึงเป็นเสียงขึ้นมา และเป็นไปตามความผลักดันของเหตุปัจจัย มันจึง ไหลเรื่อย ด้วย อาการ ที่ว่า เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป, เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป นี้ถ้าเคยเรียนวิทยาศาสตร์
น.82 มา ก็ย่อมรู้อยู่ดีแล้วว่า เสียงนั้นเป็นเพียง vibration คือกระแสแห่งการสั่นสะเทือนของ สิ่งที่มันสั่นสะเทือนได้ตามมากตามน้อย, สั่นสะเทือนมากสั่นสะเทือนน้อย เป็นเสียงสูง เสียงต่ำ แล้วเรามาบัญญัติความหมายกันว่า เสียงอย่างนั้นมีความหมายอย่างนั้น เพราะ มนุษย์พูดเป็น, และรู้จักความหมายของเสียงมาไม่รู้กี่หมื่นปีแล้ว. สิ่งที่เรียกว่า เสียง ก็คือสิ่งที่ไหลเรื่อย. สิ่งที่เรียกว่า กลิ่น รู้ได้ด้วยจมูก ก็เป็นสิ่งที่ไหลเรื่อย มีเหตุปัจจัยทำให้ เกิดขึ้น แล้วกระทบกับฆานประสาท มีความเข้มและความจางต่าง ๆ กัน จึงได้กลิ่นอย่าง นั้นกลิ่นอย่างนี้ กลิ่นอย่างโน้น. รสที่จะรู้ด้วยลิ้น ก็อยู่ข้างนอก มาแตะลิ้น ทำปฏิกิริยาต่อลิ้น เส้นประสาท ที่ลิ้นต่าง ๆ กัน ตามอณูของมันที่มันต่างกัน มันจึงมีรสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว อะไร ได้ เป็นเรื่องไหลเรื่อย. แล้วก็ โผฏฐัพพะ คือ สัมผัสผิวหนัง เป็นเรื่องที่ไหลเรื่อย มีความ สัมผัสตั้งต้น แล้วมีความรู้สึกต่าง ๆ กัน แล้วแต่ว่าของนั้น มันไปถูกกับเนื้อที่เต็มอยู่ด้วย เส้นประสาทสำหรับจะรู้สึก ถ้ามันไปถูกได้น้อย มันก็รู้สึกเป็นของหยาบ ของแข็ง ของ กระด้าง, ถ้ามันเป็นของอ่อนมาก มันถูกได้มาก มันก็รู้สึกเป็นของนิ่มนวล มันเป็นสิ่ง ที่ว่า ไหลเรื่อย. ถ้าเรียนธรรมะจริงกันก็ต้อง หลับตาให้เห็น ไม่ใช่ลืมตาเห็น นี้ ความที่ ไหลเรื่อยของสิ่งที่เรียกว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นี้เรียกว่า รูปธรรมมันไหล เรื่อย.
น.83 สิ่งที่สอง คำที่สองคือ นามธรรม-ความรู้สึกคิดนึกได้ด้วยใจล้วนๆ นี้ก็ไหลเรื่อย เช่น ตาเห็นรูปแล้วจะเกิดการเห็นทางตา ที่เรียกว่าจักษุวิญญาณ. นี้ก็ คือการไหลชนิดหนึ่ง เมื่อตะกี้ก็ไม่มี, เดี๋ยวนี้มีจักษุวิญญาณขึ้นมา เกิดความรู้สึกข้างใน เป็นผัสสะ เป็นเวทนา เป็นต้น ความรู้สึกที่มันทยอยกันขึ้นมา เป็นความรู้สึกอย่าง หนึ่งอย่างหนึ่ง ๆ ในจิตใจของคนนี้เรียกว่านามธรรม มันก็ไหลเรื่อย. ยกตัวอย่าง พอให้เห็นได้ว่าไหลเรื่อย รายละเอียดไว้พูดทีหลัง. ตาเห็นรูปก็เกิดจักษุวิญญาณ : วิญญาณนี้เป็นนามธรรม, วิญญาณทำ หน้าที่ทางตา พบกันอย่างนี้แล้วเรียกว่า ผัสสะ ก็ยังเป็นนามธรรม, แต่ยังเนื่องอยู่กับ รูปธรรม การกระทบระหว่างวิญญาณกับรูปกับตานี้. นี้ ผัสสะก็เกิดเวทนา รู้สึกพอใจ หรือไม่พอใจในรูปนั้น เวทนานี้ก็เป็นนามธรรม นี้ก็ จะเกิดสัญญา สำคัญมั่นหมายว่าสวยไม่สวย น่ารักไม่น่ารัก สัญญานี้ก็ เป็นนามธรรม แล้วก็เกิดความอยาก คือตัณหาอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา ในรูปที่สวยก็อยาก ไปอย่าง ในรูปไม่สวยก็อยากไปอีกอย่าง, ที่ยังไม่แน่ใจว่าสวยไม่สวยก็อยากไปอีกอย่างหนึ่ง ตัณหาคือความอยาก นี้ก็เป็นนามธรรม เป็นความรู้สึกของจิต. มีตัณหาแล้วมันก็ย่อมมีความรู้สึกวิตกวิจาร คิด ครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา เกี่ยวกับสิ่งที่อยากนั้น นี้ก็เป็นนามธรรม มันก็ไหลไปในขั้นนี้, กระทั่งเกิดความรู้สึก ยึดมั่นถือมั่นที่เรียกว่าอุปาทาน เป็นตัวเรา เป็นของเรา อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา, นี้ก็ เป็นนามธรรม. แล้ว เกิดความคิดที่เป็นสังขาร โดยตรง ว่าจะทำอย่างไร จะเอาหรือว่าจะ ฆ่าให้ตาย หรือว่าจะขโมยหรืออะไรสุดแท้ มันก็เป็นนามธรรม เป็นความรู้สึกในใจ.
น.84 นี้ขอให้สังเกตดูว่ามัน เป็นนามธรรมหลาย ๆ ชนิด เกิดส่งต่อทยอยกัน มาเรื่อย นี้นามธรรมก็ไหลเรื่อย รูปธรรมก็ไหลเรื่อย เพราะเหตุที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ฉะนั้นจึงเรียกว่าสังขตธรรม แล้วก็เป็นอนิจจสภาวธรรม คือธรรมที่ทรงตัวอยู่ด้วยความ ไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลงเรื่อย. ศึกษาให้รู้จักเรื่องธาตุ. นี้ก็เรียกว่า ได้ธาตุมาสองธาตุแล้ว และ ได้ธรรมมาสองธรรมแล้ว สำหรับสังขตธรรมอย่างเดียวได้มาเป็นสองอย่างแล้ว คือเป็นรูปอย่างหนึ่ง เป็นนามอย่าง หนึ่ง เป็นของแข็งสัมผัส ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่ารูป, สัมผัสด้วยใจ ล้วน เรียกว่า นาม; เลยได้รูปธรรม, นามธรรมมา, หรือได้ รูปธาตุ และ นามธาตุมา. ที่เรียกว่า ธาตุ นั้น ก็เพราะมุ่งหมายจะให้เป็นส่วนย่อยที่สุด คือส่วนล่างสุด ส่วนข้างล่างสุด นี้เป็นความหมายทั่วไป ภาษาไหนก็เหมือนกัน แม้แต่ภาษาต่างประเทศ, ที่เขา เรียกว่า ธาตุ แล้วก็ย่อมจะ หมายถึงหน่วยที่น้อยที่สุด หรือ อันล่างที่สุด ที่จะ มาประกอบกันเข้าเป็นหน่วยใหม่, หน่วยอื่นต่อๆไป เราจึงเรียกส่วนสุดนั้นว่าเป็น ธาตุ, ถ้า สิ่งที่เรียกว่ารูป มันทำหน้าที่เป็นหน่วยสุดอย่างนั้นก็ เรียกว่ารูปธาตุ, ถ้านาม มันทำหน้าที่เป็นหน่วยสุดชนิดนั้น ก็เรียกว่า นามธาตุ แต่ ถ้ามันทำหน้าที่เป็นหน่วย ต่อมา คือปรุงแต่งกันเสร็จแล้ว เราจะไม่เรียกรูปธาตุ นามธาตุก็ได้, จะเรียกเป็นรูป- ธรรมนามธรรม. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงธาตุ เพราะมันดูเห็นลึกซึ้งดี คือทรงตัวอยู่ได้ด้วย ความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน, แม้จะเป็นเพียงรูปธาตุแท้ ๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อ
น.85 หน่วยน้อยที่สุดส่วนย่อยที่สุดมันเปลี่ยนแปลง, ส่วนใหญ่ที่มันประกอบขึ้นด้วยส่วน น้อย ๆ นั้นก็ต้องเปลี่ยนแปลง เมื่อรูปธาตุมันเปลี่ยนแปลง รูปธรรมทั้งหลายก็ เปลี่ยนแปลง อย่างนี้เป็นต้น. เราได้ตัวธาตุ เป็นรูปธาตุกับอรูปธาตุ หรือจะเรียกว่า รูปธาตุและนามธาตุอย่างนี้ก็ได้. นี้ ในมนุษย์คนหนึ่ง ๆ ประกอบอยู่ด้วยธาตุ คือธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม, ธาตุอากาศ, ธาตุวิญญาณ. บางคนไม่เคยได้ฟัง อาจจะไม่เข้าใจ ถ้าสนใจจะ ศึกษาพุทธศาสนามันก็ต้องทน ทนพังทนศึกษา ว่าเมื่อถือหลักธรรมตามพระพุทธศาสนา นี้เขาถือว่า คน ๆ หนึ่ง ประกอบอยู่ด้วยธาตุหกธาตุ คือ ที่เป็นรูปธาตุ นั้น ๔ คือ ธาตุ ดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลม นี้, สี่นี้เรียกว่า รูปธาตุ. ที่เป็น นามธาตุคืออากาศ ธาตุ, วิญญาณธาตุ. ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุไฟ, ธาตุลมนี้รูปธาตุ. พอจะเข้าใจได้เองว่า เล็ง ถึงของแข็ง สัมผัสด้วยตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย ฉะนั้นจึงเรียก ว่ารูปธาตุ มีอยู่ ๔ อย่าง. นี้ส่วนนามธาตุ ก็หมายถึงอากาศธาตุ วิญญาณ ธาตุนี้ มันต่างกันหน่อย อากาศเป็น นามธาตุด้วยเหตุสักว่า มันเป็นแต่สักว่าชื่อ เพราะอากาศในที่นี้ก็หมายถึงที่ว่าง หรือ ความไม่มีดิน น้ำ ลม ไฟ, หรือไม่มีวิญญาณด้วยก็ได้มันเป็นความว่าง เป็น ธาตุว่าง ได้ชื่อเป็นนามธาตุ เพราะสักแต่ว่าชื่อ, ส่วน วิญญาณธาตุ คือธาตุจิตธาตุใจนั้น ได้ ชื่อว่านามธาตุ เพราะมัน เป็นเรื่องจิตใจ เป็นเรื่องธาตุฝ่ายมโน ธาตุฝ่ายจิตใจ. ฉะนั้นเราจึงมีธาตุพื้นฐานที่สุด ที่จะประกอบกันขึ้นเป็นคน ๆ คนหนึ่ง ๖ ธาตุ ด้วยกัน ธาตุดิน เรียกว่า ปฐวีธาตุ, ธาตุน้ำ เรียกว่า อาโปธาตุ, ธาตุไฟ เรียกว่า เตโชธาตุ, ธาตุลม เรียกว่า วาโยธาตุ. ที่ว่างหรือส่วน ที่ว่าง ไม่มีอะไรเลย เรียกว่าอากาศ
น.86 ธาตุ, ส่วนที่เป็นจิตใจทุกชนิดเรียกว่าวิญญาณธาตุ นี้คนที่เล่าเรียนมาอย่างอื่น หรือเรียนวิทยาศาสตร์อย่างใหม่ของพวกฝรั่ง ก็จะไม่เข้าใจในข้อที่ว่า มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วคำอธิบายก็มักจะสะเพร่าไม่ค่อยตรงตามความจริง. เรามาศึกษาข้อนี้กันในฐานะความรู้พื้นฐาน คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มีอยู่ในร่างกายนี้อย่างไร. ธาตุดิน นั้นคือ เล็งถึงคุณสมบัติที่มันเป็นการกินเนื้อที่รุกล้ำเนื้อที่ มันจะ เป็นอะไรก็ตามใจเถอะ ถ้ามันเป็นสิ่งที่กินเนื้อที่ ต้องการเนื้อที่ รุกล้ำเนื้อที่ สิ่งนั้นจะ ต้องเรียกว่าธาตุดินคือเป็นของแข็ง. ธาตุน้ำ ถ้ามัน เป็นของที่เหลว แต่มีการเกาะกุม อย่างเหนียวแน่น คือ จะเกาะกุมตัวอยู่ไม่ยอมแยกจากกันเป็นธรรมดา แต่เหลวเปลี่ยนรูปร่างได้ อย่างนี้ก็เรียก ว่า ธาตุน้ำ. ธาตุไฟ คุณสมบัติที่ให้ความร้อน หรือเผาไหม้ได้ นี้ก็เรียกว่า ธาตุไฟ. คุณสมบัติที่ระเหย, ระเหยได้ลอยได้ นี้เรียกว่า. ธาตุลม คือขยายตัวได้ สั่นสะเทือนได้. ในคนเราคนหนึ่งมีธาตุที่เป็นรูปธาตุ ๔ สี่อย่างนี้, ธาตุดินเห็นได้ที่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แต่ไม่ได้หมายความว่าใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นั้นจะไม่ได้มีธาตุน้ำ ธาตุไฟ หรือธาตุลม, ธาตุน้ำของเหลวเห็นได้ที่ น้ำตา น้ำเลือด น้ำหนอง อย่างนี้เป็นต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าในน้ำเลือด น้ำหนอง นั้นจะไม่มีธาตุดิน หรือไม่มีธาตุไฟ หรือ ธาตุลม เพียงแต่ว่ามันเห็นง่ายที่นั่น.
น.87 เช่น เนื้อของคนเรายังเป็น ๆ อยู่นี่ ในเนื้อชิ้น นั้นมันก็มี ธาตุดิน คือ ส่วนที่มันแข็งที่มันกินเนื้อที่, แล้วมี ธาตุน้ำ คือ เลือด หรือ น้ำเหลืองที่มันซึมอยู่ใน ระหว่างเส้นใยของเนื้อ, เนื้อของคนเป็น ๆ นี้ มัน มีอุณหภูมิ ระดับหนึ่ง ถ้าวัดดูด้วย ปรอทก็รู้ ๆ กันอยู่, แม้คนตายแล้ว เนื้อก็ยังมีอุณหภูมิขนาดใดขนาดหนึ่งอยู่ มันเปลี่ยน ได้ตามเรื่องของมัน, นี้ ธาตุลม ในเนื้อนี้ ก็คือส่วนที่ระเหยได้ เคลื่อนที่ได้ ลอยได้ เช่น กลิ่นไอต่าง ๆ แก๊สต่าง ๆ ที่มันอยู่ในเนื้อ ที่มันจะระเหยลอยออกไปได้. นี่ รู้จักธาตุ ทั้ง ๔ ว่าเป็นอยู่ในเนื้อ ในร่างกายของคนเราอย่างนี้. ที่ว่างอากาศธาตุ นั้นก็หมายความว่า ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ ถ้าเอาสิ่งเหล่านี้ออก เสีย มันก็จะมีสิ่งที่เรียกว่าอากาศธาตุเหลืออยู่, มนต้องมีอากาศธาตุ คือ ธาตุที่ว่าง เนื้อที่ ที่ว่างให้ มันจึงจะมีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เข้าไปอยู่ได้. ทั้ง ๕ ธาตุ นี้เป็นวัตถุ หรือกระเดียดไปในทาง เป็นวัตถุ, ส่วนวิญญาณ ธาตุ นี้ เป็นธาตุจิตธาตุใจ ไม่เหมือนกับดิน น้ำ ลม ไฟ คือ. เป็นธาตุที่กระทำความ รู้สึกได้ แต่ก็ต้องอาศัยธาตุอื่น ลำพังตัวเองก็รู้สึกไม่ได้. เช่นใจของคนเรานี้จะต้อง อาศัยร่างกาย เนื้อหนังร่างกายที่เป็นประสาท หรือเป็นความรู้สึกมันสมองให้รู้สึก เป็น อวัยวะช่วยให้รู้สึก แล้วใจมันจึงจะทำหน้าที่รู้สึกได้. เลยเห็นได้ทันทีว่า แยกกันไม่ได้ เรื่องกายกับใจ ธาตุรูปกับธาตุนาม นี้ มัน แยกกันไม่ได้, ถ้ามันแยกกันเมื่อไรมันก็ไม่มีอะไรเหลือ คือมันไม่มีความสามารถที่ จะทำหน้าที่อะไรได้. นี่กายอาศัยใจ ใจอาศัยกาย หมายถึงคนที่เป็น ๆ นี่ พอแยกกันมันก็ ต้องตาย สมมติเรียกว่าตาย. เมื่อมันไม่แยกกันมันก็ยังทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายได้, ฝ่าย กายทำหน้าที่เป็นอวัยวะให้แก่ใจ ใจก็ทำหน้าที่รู้สึกโดยอาศัยอวัยวะนั้น, เขาก็
น.88 เลยเรียกว่า ไปด้วยกัน แยกกันไม่ได้, เลยใช้คำว่า นามรูป นามะรูป ไม่ใช้คำว่า นามและรูป. เขา ใช้คำว่านา-มะ-รูป ไปเสียเลย ต้องปนกันเป็นหนึ่ง ทั้งนามและ ทั้งรูปสองอย่างนี้รวมกันเป็นหนึ่ง ใช้สำนวนเป็นเอกวัจนะ. คนจึงจะมีชีวิตรอดอยู่ได้. คนโบราณเขาเข้าใจเปรียบเทียบว่า คนคนหนึ่งมันแข็งแรงสมบูรณ์แต่ตา บอด, คนหนึ่งเป็นง่อยเปลี้ยเดินไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ แต่ตามันดี. สองคนนี้อาศัย กันแล้วก็ไปได้ คือให้คนตาดีง่อยเปลี้ยขี้คนตาบอดที่แข็งแรงสมบูรณ์ดีทุกประการ ก็เลย ไปกันได้, ไปทำอะไรได้. นี่อุปมาของการที่ กายกับใจจะต้องอาศัยกันอยู่อย่างนี้ หรือ รูปธาตุ กับนามธาตุ จะต้องอาศัยกัน จะต้องเป็นอย่างนี้, แล้วยังต้องมีเนื้อที่ ให้ที่ว่าง นั้นคืออากาศธาตุ ฉะนั้น ขอให้หลับตาดูไม่ใช่ลืมตาดู เพราะว่าลืมตาดูมันไม่เห็น, ดูว่าร่าง กายของคนเรา คนหนึ่งนี้ ประกอบอยู่ด้วยธาตุ ๖ อย่างนี้ อะไรบ้าง, ธาตุดิน ธาตุ- น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ. ถ้าคุณไม่เข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้แล้ว มันก็ไม่มีทางที่จะศึกษา ต่อไปให้รู้ธรรมะในพระพุทธศาสนา ชัดเจนละเอียดลออยิ่งขึ้นไปจนถึงที่สุด, จึงขอร้อง ให้สนใจคำแรก ๆ เรื่องแรก ๆ ที่เอามาพูดให้ฟังนี้ กำลังพูดถึงสภาวธรรม ส่วนที่เป็น สังขตธรรม คือ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้ว แยกออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายรูปกับนาม หรือว่า ฝ่ายกายกับจิตเป็นต้น แล้วมันต้องอาศัยกันไปอย่างนี้ ที่เรียกว่า รูป แยกออก เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เรียกว่านามก็แยกออกเป็นอากาศและวิญญาณ.
น.89 ธาตุต่าง ๆ จะปรุงเป็นอายตนะ. คนที่ประกอบอยู่ด้วยธาตุทั้ง ๖ นี้ มันก็ยังมีแบ่งออกได้เป็นสองชนิด เดี๋ยวนี้เราไม่ได้รู้สึกคิดนึกอะไรก็ได้, หรือว่าเรานอนหลับอยู่ มันก็มีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ ชนิดที่มันหลับอยู่หรือตายด้านอยู่ มีแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ เฉย ๆ นี้ มันเหมือนกับตายอยู่ คือมันยังไม่คิดนึกอะไร, มีแต่สักว่า ธาตุทั้ง ๖ ประกอบกันอยู่นิ่ง ๆ จนกว่ามันจะทำหน้าที่ของมัน จึงจะเรียกว่ามันเป็นรูปธรรม เป็นนามธรรมขึ้นมา. แล้วมันจึงหมายความถึงเมื่อธาตุเหล่านี้ทำหน้าที่ เป็นความรู้สึกคิดนึกหรือ เคลื่อนไหวอะไรขึ้นมา จึงจะเรียกว่าเป็นคนที่ไม่ตาย ที่ไม่ตายด้าน, ถ้าเรานอนหลับอยู่ หรือว่าไม่ได้รู้สึกคิดนึกอะไรทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ไม่รู้สึกอะไรนี้ มันก็สักว่าธาตุ ๖ ธาตุ ประชุมกันอยู่เฉย ๆ มีความหมายเท่ากับหยุด. ต่อเมื่อธาตุเหล่านี้ ทำหน้าที่ ลุกขึ้นมาทำหน้าที่, สมมติว่าที่ตาหรือที่หู ทางตาหรือทางหูนี้ มันจึงจะ กลายรูปเป็นจักษุธาตุ-ธาตุทางตา, โสตธาตุ-ธาตุทางหู, ฆานธาตุ-ธาตุทาง จมูก, ชิวหาธาตุ-ธาตุทางลิ้น, กายธาตุ-ธาตุทางกาย, มโนธาตุ-ธาตุทางใจ. มันจึง จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าอายตนะขึ้นมา สำหรับรู้สึกทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า อายตนะนั้นมิได้เกิดอยู่ตลอดเวลา จะเกิดต่อเมื่อทำหน้าที่ หรือมีอะไรมาให้ทำหน้าที่ แต่ว่า เรามีจักษุธาตุ โสตธาตุนั้น พร้อมอยู่ได้ แต่ยังไม่ปรุงเป็นอายตนะ หรือบางทีก็จะพูดว่า ถ้ามันยังไม่ปรุง ยังไม่ทำ หน้าที่ก็ยังไม่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะมันไม่ได้ทำอะไร. ถ้ามัน ทำหน้าที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อไรจึงจะเรียกว่าเรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อนั้น, คือเรา มีอายตนะเมื่อนั้น.
น.90 ขอให้สังเกตดูศึกษาดู อย่างที่เรียกว่า หลับตาดู, ลืมตาดูมันไม่เห็น, ต้อง หลับตาดูคือพิจารณาดู สังเกตดู ทำความรู้สึกดู จะรู้จักสิ่งที่เรียกว่า สภาวธรรม คือ สิ่งที่ทรงตัวอยู่ได้เอง แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมอากาศ วิญญาณ ก็ต้องเปลี่ยนแปลงเรื่อย ในธาตุ ในธาตุหนึ่ง ๆ มีความเปลี่ยนแปลงเรื่อย, ไม่ อย่างนั้น มันทรงตัวอยู่ไม่ได้. ที่มาประกอบกันเข้าเป็นคนคนหนึ่ง ก็มีการเปลี่ยนแปลงเรื่อย, เดี๋ยว เปลี่ยนแปลงมาเป็นเรื่องทางตา, เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงมาเป็นเรื่องทางหู, เดี๋ยวทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ, อย่างนี้ก็เรียกว่าเปลี่ยนแปลงเรื่อย จากธาตุล้วน ๆ มาประกอบ กันเข้า ปรุงกันเข้าเป็นอายตนะ สำหรับรู้สึกสัมผัสได้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจเอง, อย่างนั้นเขาเรียกว่า มันประกอบขึ้นด้วย จักษุธาตุ-โสตธาตุ -ฆานธาตุ-ชิวหาธาตุ-กายธาตุ-มโนธาตุ, พังไม่ดีมันจะยุ่งกันใหญ่ แต่ที่จริงมันก็ ไม่มีอะไรมาก. เข้าใจว่า ในทางธรรมะในทางศาสนานี้ เขาพยายามจะใช้คำว่าธาตุ กับสิ่ง เหล่านี้ทั้งหมด เสียตั้งแต่แรกเริ่มเดิมที เพื่อให้ได้เห็นชัดว่า มันไม่ได้มีอะไรนอกจากสิ่ง ที่เรียกว่า ธาตุ ; แล้วเป็น ธาตุตามธรรมชาติ ด้วย แม้มัน มาปรุงกันขึ้นเป็นความ รู้สึกคิดนึกอะไรได้อย่างวิเศษ. ก็ให้ถือว่าตามความจริง เป็นสักว่าธาตุเท่านั้น, อย่าให้มีของกายสิทธิ์ของวิเศษ เป็นตัวเป็นตน เป็นเทวดาผีสางอะไรเข้ามา จึงเรียกว่า สภาวธรรม. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ก็เรียกว่า สภาวธรรม -ธรรมที่เป็น อยู่เอง ในตัวเองตามธรรมชาติ ของการที่ปรุงแต่งเรื่อย ไหลเวียนเรื่อย, เมื่อเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ ก็เป็นสภาวธรรม, เมื่อเป็นอากาศ วิญญาณอยู่ก็เป็นสภาวธรรม.
น.91 เดี๋ยวนี้ มาประกอบปรุงกันเข้า เป็นคนคนหนึ่ง ก็คือส่วนประกอบของธาตุ ที่เป็นสภาวธรรม ที่เรียกว่าคนนี้ไปสมมติกันเข้า, ที่แท้มันเป็นส่วนประกอบของธาตุ มันก็เป็นกลุ่มของสภาวธรรม หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เรียกว่า สภาวธรรม, แต่เกิดความรู้สึกคิดนึกขึ้นมา ความรู้สึกคิดนึกนั้นก็เรียกว่าสภาวธรรม, แล้วก็อย่าลืมว่า ต้องเรียกว่า สังขตธรรม ไว้เรื่อย เพราะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อยู่เนืองนิจ แล้วมีความไม่เที่ยงเป็นลักษณะให้เห็นอยู่เสมอ เรียกว่าสังขตธรรม. นี่ ผมพยายามที่จะให้พวกคุณที่ไม่เคยชิน หรือจะไม่เคยได้ฟังเลยด้วยซ้ำไป กับเรื่องเหล่านี้ ก็จะให้เข้าใจพุทธศาสนาในเวลาอันสั้นที่สุด เท่าที่เรามีเวลา, อย่าให้ผิด หวัง ว่ามาศึกษาพุทธศาสนาแล้ว ไม่ได้เข้าใจหรือไม่เข้าถึงตัวพุทธศาสนา, นี้ขอให้ เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า สภาวธรรม ไว้อย่างนี้ทีหนึ่งก่อน แล้วก็ยังไม่จบ เรื่องสภาวธรรมยัง ไม่จบ จะต้องพูดต่อไป. นี้พูดในฐานะจุดเริ่มแรกจุดตั้งต้น สภาวธรรมคือสิ่งที่ทรง ตัวอยู่ได้, แล้วความไม่เที่ยงนี้ก็มี คือเปลี่ยนแปลงเรื่อย เอาความเปลี่ยนแปลงเรื่อยนี้ เป็นตัวมันเอง ที่นี้ อีกอันหนึ่งมันเป็นของที่ตรงกันข้าม ไม่ใช่อย่างนั้นเลย, นี้ก็มี เรียกว่า สิ่งที่เที่ยง. เอาละรู้จักสภาวธรรมไว้ในฐานะอย่างนี้ คือเป็นสังขตะและอสังขตะแล้วสิ่งที่ เรียกว่าสังขตะนั้นกำลังเป็นมาอย่างที่พูดแล้วเป็นรูป เป็นนาม เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ แล้วจะออกมาเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลาของเราหมดแล้ว ก็ยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน.
Buddhadasa