Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๔ — สิ่งที่เรียกว่า สภาวธรรม (ต่อ)

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.92 วันนี้เป็นวันสำหรับการบรรยายต่อไปจากที่ได้บรรยาย ค้างไว้ ว่าด้วยเรื่อง สภาวธรรม ที่ยังไม่จบ. [ปรารภและทบทวน] ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดถึงสภาวธรรมประเภทสังขตะ คือ มีปัจจัยปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในฐานะที่เป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรก สำหรับผู้ที่จะศึกษาพระ- พุทธศาสนา, ความสำคัญมันมีมากก็จริง แต่มันไม่ชวนให้สนใจ, มันชวนให้รำคาญมาก กว่า เหมือนอย่างเมื่อเราจะสร้างบ้านสักหลังหนึ่ง ก็ไปรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นจะต้อง สร้างบ้านมากองไว้เกะกะ ไม่น่าดู น่ารำคาญอย่างยิ่ง แต่มันก็ต้องทำ หรือว่าทนทำ ทน รำคาญ ทนลำบากด้วย กว่ามันจะเป็นบ้านที่น่าดู. การศึกษาเรื่องสภาวธรรมนี้ ก็ คล้าย ๆ กันอย่างนั้น มันต้องทนศึกษา ทำความเข้าใจ รวบรวมความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ เป็นเรื่องแรก. ๖๐

น.93 สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม (ต่อ) ๖๑ ที่แล้วมา ได้กล่าวถึงเรื่องที่เป็นพื้นฐานที่สุดของพวกสังขตธรรม คือ เรื่อง ธาตุที่เป็นสังขตธาตุ คือ พวกธาตุทั้งหลายที่มีปัจจัยปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย, แยก ออกไปเป็น นามธาตุ รูปธาตุ หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วัตถุธาตุ กับ มโนธาตุ ที่ประกอบกันอยู่เป็นคนคนหนึ่ง คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม, สี่อย่างนี้เป็น รูปธาตุ ส่วนอากาศธาตุ วิญญาณธาตุ สองอย่างนี้เป็นนามธาตุ โดยที่เป็นสักแต่ชื่อบ้าง โดยที่เป็นธาตุของจิตใจที่ไม่มีรูปร่างบ้าง, การที่ ธาตุหกธาตุนี้ ประกอบกันขึ้นเป็นคน คนหนึ่ง เมื่อยังไม่ได้ทำ อะไร ก็มีค่าเหมือนกับยังตายอยู่ ตามแบบของชีวิตที่ยังไม่อยู่ในขณะหรือทำหน้าที่อะไร อย่างมากก็เพียงแต่ว่าทรงอยู่ หายใจอยู่, อะไรอยู่อย่างนี้มันยังไม่มีความหมาย, จนกว่า จะถึงเวลาหนึ่ง ซึ่งมันทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับสิ่งข้างนอก ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจเอง ทางใดทางหนึ่ง คราวละทาง ไม่ใช่ทีเดียวทั้งหกทาง, ธาตุ เหล่านั้นก็ประกอบปรุงกันขึ้น เป็นสิ่งที่เรียกว่า อายตนะ ซึ่งก็มีหก ตามเรื่องหรือ ว่าตามความจำเป็นที่มันจะต้องเกี่ยวข้อง กับสิ่งที่มีอยู่ในโลก คือรูป เสียง กลิ่นรส โผฏ- ฐัพพะและธัมมารมณ์ ในเวลานั้นมันมีสิ่งที่เรียกว่า อายตนะ, เราก็รู้เรื่องอายตนะทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูก็เป็นเรื่องที่น่ารำคาญที่จะศึกษา แต่กลับเป็นเรื่อง ที่จำเป็นที่สุด. สิ่งทั้งปวงคืออายตนะ. ทีนี้ เรา จะต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับอายตนะ ว่ามันมีอะไรมากน้อยเท่าไรแล้ว ไปถึงไหนกัน ถ้ามันไม่มีเรื่องเกี่ยวกับอายตนะเหล่านี้แล้ว มันก็เหมือนกับไม่มีเรื่องอะไร. ทุกคนไปพิจารณาดูให้ดีว่า มีเรื่องเกี่ยวกับอายตนะ มันจึงมีเรื่องต่าง ๆ ในโลก อย่างที่ มันกำลังเป็นกันอยู่นี้, มันเป็นตัวปัญหา สำคัญที่สุด ก็อยู่ตรง ที่เรื่องอายตนะทั้ง ๖.

น.94 เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่ามันเป็นทั้งหมด คือทุกเรื่อง ท่านใช้คำว่า สพฺพํ - สิ่งทั้งปวง, สิ่งทั้งปวงคืออะไร ? สิ่งทั้งปวงคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์ ซึ่งเป็นของคู่กัน. สิ่งทั้งปวงมีเพียงเท่านั้น. คนที่ไม่เคยศึกษาอาจจะอวดดี ด้านคำพูดข้อนี้ก็ได้ ที่ว่า สิ่งทั้งปวงมี เพียงเท่านั้น, แต่ถ้าพิจารณาไปก็จะเห็นด้วย ว่าสิ่งทั้งปวงมันมีเพียงเท่านั้น กระทั่ง ทรงชี้ให้เห็นว่า ที่เรียกว่า นรก มันก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ที่เรียกว่า สวรรค์ มันก็อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในเวลานั้น. ทีนี้ คนที่ยังไม่รู้อะไร หรือจะเรียกว่าคนโง่ก็จะหาว่าด่าอีก. เขาจะไป เอานรกหรือสวรรค์กันที่อื่น, แล้วก็ต่อตายแล้ว โน่น เข้าโลงไปแล้ว จึงจะไปได้นรกหรือ ไปได้สวรรค์ ก็ตามใจของเขา, เพราะ ไ ม่เข้าใจที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มันอยู่ ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เมื่อมันไม่ได้อย่างใจ ร้อนเป็นไฟ มันก็เป็นนรก, เมื่อได้อย่างที่ต้องการ สนุกสนาน สะดวกสบาย มันก็เป็นสวรรค์ นี้จริงกว่า แน่นอนกว่า. แต่ถ้าได้นรก ชนิดนี้ที่นี่แล้ว ตายไปถ้ามันมีอีก มันก็จะต้องได้นรกอีก, สวรรค์ก็เหมือนกัน ถ้ามัน ทำให้ได้ที่นี่อย่างนี้แล้ว ตายไปมันก็ยังคงได้อีก ถ้ามันมีอีก ถ้ามันไม่มีมันก็เลิกกัน. มัน ไม่แน่นอนเหมือนกับที่นี่เดี๋ยวนี้, ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. หรือถ้าคนเราจะปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน มันก็ต้องชนะสิ่งที่เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ให้ได้, จัดการเรื่องนี้ให้มันสิ้นสุดลงไป ก็มีนิพพานปรากฏขึ้น มาได้ ด้วยการจัดการให้ถูกต้อง.

น.95 (ต่อ) นี้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จงอย่าได้เป็นทาสของมัน, ทาสนี้หมายถึง ทาสขี้ข้า อย่าไปเป็นทาสเป็นบ่าวของอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, แล้วก็เลยรู้ เสียด้วยว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นก็เป็นธาตุ, คือเป็น ธา-ตุ ธาตุตา ธาตุหู ธาตุ จมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุใจ. แต่คนมันโง่ เข้าไปเป็นทาส เป็นบ่าว เป็นขี้ข้า ของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ซึ่งเป็นสักแต่ว่า ธาตุตามธรรมชาติปรุงแต่งกัน. มันเป็น สภาวธรรมที่จำเป็นจะต้องศึกษา, ฉะนั้น จึงขอร้องให้ทนลำบากหรือทนความรำคาญ ในการที่จะศึกษาเรื่องนี้. การปรุงของอายตนะ. ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อเป็นอายตนะ หมายความว่า มันพร้อม แล้วที่จะรับสัมผัส ทางใดทางหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อมีการสัมผัสทางนั้น ยกตัวอย่าง เช่น ทางตา เมื่อมีรูปมาอาศัยกันเข้ากับตา มาเนื่องกันเข้ากับตา ก็เกิดการเห็นทางตา ที่เรียกว่า จักษุวิญญาณ สิ่งที่เรียกว่า จักษุวิญญาณ หรือวิญญาณทางตา ก็ได้เกิดขึ้น, แม้นี้ก็เป็น สภาวธรรมอันหนึ่ง คืออันใหม่ที่เกิดขึ้นมา. ความกระทบกันระหว่างตากับรูปกับวิญญาณทางตา นี้ ก็เรียกว่า ผัสสะ คือ การกระทบ, แม้การกระทบนี้ก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง, ประจวบกันเข้า ระหว่างสิ่งทั้งสาม สิ่งนั้นเรียกว่า ผัสสะ มิได้เล็งถึงกิริยาอาการโดยตรง เล็งถึงความรู้สึก ถ้าเล็งถึงกิริยาอาการโดยตรง มันก็เรียกว่า ผัสสะสักว่าการกระทบ ถ้าเล็งถึงความรู้สึก ก็เรียกว่า ผัสสะที่เป็นความรู้สึก เป็นนามธรรม.

น.96 จากผัสสะมีเวทนา. นี้ จากผัสสะก็ต้องมีเวทนา คือความรู้สึกออกมาอีกที่หนึ่งว่าเป็นอย่างไร คือ รู้สึกถูกใจหรือไม่ถูกใจ หรือว่าพูดไม่ได้ว่าถูกใจหรือไม่ถูกใจ อย่างนี้, เวทนานี้ก็เป็น ความรู้สึกเป็นนามธรรมก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่งออกมาอีก แล้วก็จะให้สิ่งอื่นออกมา ตามลำดับ. ก็ต้องรู้หรือกำหนดจดจำไว้เสียทีหนึ่งก่อนว่า ตรงสิ่งที่เรียกว่าเวทนานี้สำคัญ มากที่สุด คือมันจะเป็นปัญหาที่ตรงนี้ ปัญหาของมนุษย์มันอยู่ที่ตรงนี้. ความรู้สึก ที่เป็นความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ รักหรือเกลียด, รู้สึกเป็นสุขทางตาหรือเป็นทุกข์ ทางตานี้. ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็เหมือนกัน เรียกว่าเวทนาทั้งนั้น, มัน เป็นตัวปัญหาที่สุดสำหรับมนุษย์. เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้นก็เรียกว่ามีปัญหา ทันที คือ จะทนอยู่ไม่ได้, สำหรับ คนธรรมดาสามัญนี้ก็ต้องดิ้นรนไปตามเวทนานั้น. ฉะนั้นก็ถือว่า โลกทั้งโลกนั้นมีปัญหาอยู่ที่ตรงนี้ เรื่องส่วนตัวที่ต้องทำ มาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มันก็อยู่ที่ตรงนี้ ตรงสิ่งที่เรียกว่าเวทนานี้, หรือว่าจะ หากามารมณ์มันก็อยู่ที่ตรงนี้, จะหาเกียรติยศชื่อเสียง มันก็อยู่ที่ตรงนี้ หมายความว่า เอาเกียรติยศชื่อเสียงมาทำความสบายใจ, ที่เกี่ยวข้องกันระหว่างบุคคล, ระหว่างหมู่ คณะ, จะเป็นปัญหาขึ้นมาระหว่างหมู่คณะ กระทั่งระหว่างประเทศชาติ เรียกว่า รบราฆ่าฟันกัน มันก็เพราะตรงนี้. พวกคุณอาจจะศึกษามากเกินไป จนไปมุ่งแต่เรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการทหาร อะไรเหล่านั้น มันมากเกินไป จนลืมหรือมองข้ามสิ่งที่

น.97 (ต่อ) เรียกว่าเวทนา ซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้เกิดปัญหา ทางเศรษฐกิจทางการเมืองทางการทหาร เป็นต้น, ถ้าพูดด่าอย่างชาวบ้าน เขาเรียกว่า มันมองข้ามหัวแม่เท้าของตัวเองไป จนไม่ เห็นอะไร, ไปเห็นอะไรได้ทั้งโลก แต่มันมองข้ามหัวแม่เท้าของตัวเองไปจึงไม่เห็นข้อเท็จ จริงที่สำคัญที่สุด. เราจะต้องมองให้เห็น ให้เข้าใจ ให้รู้จัก สิ่งที่เรียกว่า เวทนา ซึ่งเป็น นามธรรม มองไม่เห็นตัว สัมผัสได้ด้วยใจ มันเป็นต้นตอทั้งหมดของเรื่องที่ เกิด : เรื่องเล็ก เรื่องน้อย เรื่องใหญ่ เรื่องระหว่างชาติระหว่างโลก เช่น เรื่องไปโลก พระจันทร์หรือจะไปอะไรต่อไปอีก มันก็มี ใจความอยู่ตรงสิ่งที่เรียกว่าเวทนา, ในจิต ใจของมนุษย์นี้ถ้าเราควบคุมอันนี้ไม่ได้ หรือแก้ปัญหาส่วนลึกนี้ไม่ได้ ไม่มีทางจะ แก้ปัญหาอะไรได้เลย. เช่นเดี๋ยวนี้ ประเทศใหญ่ ๆ ที่รบราฆ่าฟันกันไม่มีที่สิ้นสุด มัน ยอมกัน ไม่ได้ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าเกียรติตัวเดียว ก็ได้, เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา, ที่เขาสบายใจ เพราะเขาได้เกียรติ ชนะอย่างมีเกียรติ, แม้แต่แพ้ก็ต้องแพ้อย่างมีเกียรติ, แต่ที่ลึก ไปกว่านั้น ก็คือว่าทุกฝ่ายทุกคนที่รวมกันเป็นฝ่ายนี้ ก็ ต้องการผลคือเวทนา, สุข- เวทนา - พอใจในเวทนา, เช่น เรื่อง เศรษฐกิจก็จะได้มีอะไรมาก ๆ สำหรับบำรุง บำเรอความรู้สึกที่เป็นเวทนา. ถ้าพูดว่าเพื่ออย่างอื่นแล้วเป็นเรื่องโกหกกันซึ่งหน้า ว่าเพื่อเกียรติบ้าง เพื่อความเป็นธรรมบ้างอะไรบ้าง, ที่แท้มันเพื่อเวทนา. เขาได้เกียรติมาเขาก็พอใจ, ความพอใจก็เป็นเวทนามา, เมื่อเขาต่อสู้ เพื่อความเป็นธรรม เขาก็ได้เวทนาคือความพอใจที่เขาได้ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม, มัน เป็นความหลอกหลอนของเวทนาทั้งนั้น. คนที่เขามีความพอใจสูงขึ้นไปว่าเป็นนัก ปราชญ์เป็นอะไรก็เหมือนกันแหละ, มันอยู่ที่เวทนา ที่เขาได้พอใจอย่างนั้น. ความพอใจ

น.98 นั่นแหละระวังให้ดี มัน เป็นตัวเวทนา หรือออกมาจากเวทนา, แล้วก็ จูงจมูกคนไปที่ ไหนก็ได้, สร้างปัญหาอย่างไรขึ้นก็ได้ จากเวทนามีตัณหา. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสย้ำลงไปที่เวทนา นี้มาก เป็นจุดที่สำคัญ : เวทนา ทางตา, ทางหู, ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางกาย, ทางใจ, เพราะอะไร ? ก็เพราะให้เกิด สิ่งที่เรียกว่าตัณหา แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ตัณหานี้ก็เรียกว่าสภาวธรรม, ความรู้สึกอยาก มาจากความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร มันก็อยากไปตามความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะมัน โง่มาแล้วตั้งแต่เมื่อมีการสัมผัส ตาสัมผัสรูป หูสัมผัสเสียง เป็นต้น มันมีความโง่หรือ อวิชชามาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว. เวทนา มา จากอวิชชา, ตัณหาก็เป็นผลของอวิชชา, ฉะนั้น จึงอยาก อย่างเดือดพล่านอยู่. ที่จริงมันไม่ต้องอยาก ถ้ามันไม่โง่ มันก็ไม่อยาก มันรู้ว่าควรจะทำ อะไร มันก็ทำก็แล้วกัน ไม่ต้องอยาก, ทำด้วยสติปัญญา ทำด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ก็ได้. เดี๋ยวนี้ มันโง่มันก็ต้องทำด้วยความอยาก ความรู้สึกที่อยากที่ดิ้นรน มันก็ เป็นความเร่าร้อนเป็นทุกข์, จะเป็นนรกหรือเป็นสวรรค์ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าความอยากนี้. อยากไม่เป็นก็เป็นนรก, อยากเป็นก็เป็นสวรรค์, หรือว่าได้สมอยากก็เป็นสวรรค์ ได้ ไม่สมอยากก็เป็นนรก. ฉะนั้น เวทนาก็ให้เกิดตัณหา, เป็นสภาวธรรมที่สำคัญต่อ ออกมาอีก.

น.99 (ต่อ) จากตัณหามีอุปาทาน. นี้ ตัณหาแล้วก็ ต้องมีความรู้สึกต่อไปอีก คือ โง่หนักขึ้นไปอีกจนเป็นตัวกู ผู้อยาก แล้วสิ่งที่กูอยากขึ้นมา ก่อนนี้มันไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น. คิดดูเดี๋ยวนี้ทุกคน ที่นั่งอยู่ที่นี่ ในจิตมันไม่ได้อยากอะไร, ไม่มีความรู้สึกตัวกูอยากอะไรหรือมีอะไรที่กูอยาก, ต่อ เมื่อมีอะไรมาทำให้โง่ให้หลง ทางตา ทางหู เป็นต้น ก็เกิดความอยากขึ้นมา. หลังจากนั้นก็เกิดความรู้สึกที่เป็นอุปาทาน, มีตัณหาแล้วก็มีอุปาทาน อุปาทานนี้ ก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ออกมาจากตัณหา, มันเป็นความรู้สึกรุนแรง มีตัวกู ตัวฉันแล้ว อยากแล้ว, แล้วมันก็ต้องมีสิ่งที่ถูกอยากถูกมั่นหมาย. นี้ดูความเป็นของหลอกลวง มายา ที่ตรงนี้ให้มาก ที่มันผิดจากที่คุณเคยได้ ยินมาก็ตรงที่ว่า ผู้อยากนั้นเกิดทีหลังความอยาก นั่นแหละข้อเท็จจริงมันเป็นเสียอย่าง นั้น เมื่อยังไม่อยาก ไม่รู้สึกอยากอย่างรุนแรง ความรู้สึกว่ากูผู้อยากมิได้มีอยู่ในใจ, มัน ยังไม่มีตัวกู-ของกู ก็ไม่มีอะไร ก็ไม่เป็นทุกข์. พอตากระทบรูป เป็นต้น เกิด ผัสสะ เกิดเวทนา เวทนาเกิดตัณหาคือความอยาก มันจึงจะปรุงความรู้สึกตัวกู ผู้อยาก. นี่เป็นจุดสำคัญ เป็นเคล็ดสำคัญที่สุดในการศึกษาพระพุทธศาสนา. ถ้าจะเอาหลัก logic ของเด็ก ๆ มาว่า ต้องมีผู้อยากก่อนซิจึงจะมีความอยากได้ นั้นมันเรื่องเด็ก ๆ เป็นเรื่องพูดทาง logic ของเด็ก ๆ มันจะต้องมีผู้อยากก่อนจึงจะอยากได้. แต่ ข้อเท็จจริงของสภาวธรรม มันกลับเป็นการปรุงแต่งมาตามลำดับ จน เกิดความ อยากเสียก่อน แล้วจิตจึงเกิดความรู้สึกที่วุ่นวายอยู่ด้วยตัวกู ผู้อยาก แล้วสิ่งที่กูอยาก แล้วกูจะได้.

น.100 นี่ ความรู้สึกที่เป็นตัวกู-ของกู มันเป็นความรู้สึกเท่านั้น ไม่ใช่ตัว จริง, ไม่ใช่มีอยู่ตลอดเวลา. นี้เป็นตัวเรื่องที่สำคัญที่สุด ที่จะมีความทุกข์ เรียกว่า ตัวกู-ของกูเป็นเพียงความรู้สึก เกิดทีหลังความอยาก, ความอยากเกิดทีหลังเวทนา, เวทนาเกิดทีหลังผัสสะ, ผัสสะเกิดเพราะการกระทบกันระหว่างตากับรูปวิญญาณ ทางตา เท่านั้นเอง, ถ้าดูมาอย่างนี้เห็นมาอย่างนี้ ก็จะเห็นสภาวธรรมที่มีประโยชน์ ที่สุด สำหรับจะศึกษาพระพุทธศาสนาก็ตาม, สำหรับจะปฏิบัติเพื่อขจัดความทุกข์ก็ตาม แล้วตรงนี้จะเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตรา หรืออาวุธที่มีคม คือธรรมะสำหรับจะตัด ปัญหาคือความทุกข์ออกไปได้. จากอุปาทาน มีภพ-ชาติ-ชรา ฯลฯ. จับใจความนี้ให้ดี ๆ เพราะเราจะต้องอาศัยใจความสำคัญนี้อธิบายออกไปโดย ละเอียดอีกหลายอย่างหลายชั้น, เมื่อมีอุปาทานความรู้สึกมั่นหมายเป็นตัวกู-ของกู มันก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าความเป็นตัวกู ความเป็นแห่งตัวกูที่เรียกว่าภพ นี้ก็เป็นสภาว- ธรรมอันหนึ่ง เรียกว่าภพ แล้วมัน เบิกบานเต็มที่ก็เรียกว่าชาติ, นี้ก็เป็นสภาวธรรม อันหนึ่งเรียกว่า ชาติ คือ ความเกิด ก็มีชรา-ความแก่ มรณะ-ความตาย นี้ไปตาม ลำดับล้วนแต่เป็นสภาวธรรม. แล้ว ในบางกรณีมันก็มีความรู้สึก ที่เรียกว่าโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ยุ่งกันไปมากมาย เป็นเรื่องเบ็ดเตล็ด เป็นสภาวธรรมเบ็ดเตล็ดมี ความว่ามันไหลไปเองตามเหตุตามปัจจัย จึงมีความไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปแล้วไหลไปเป็น ความเปลี่ยนแปลง เรียกว่า สภาวธรรม. นี้กล่าวเฉพาะข้างใน ในตัวคน ในความรู้สึก แห่งจิตใจของคน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เพราะความทุกข์ที่เป็นตัวปัญหามันอยู่ในที่นั้น

น.101 (ต่อ) ไม่ได้อยู่ในที่ของข้างนอก. ถ้าข้างในมีการปรุงแต่งผิด ไปในทางเป็นทุกข์ มัน ก็เป็นทุกข์, ถ้าปรุงแต่งในทางรู้สึกเป็นสุข มันก็เป็นสุข, แต่ถ้าไปยึดถือในความสุขเข้า ก็กลายเป็นทุกข์อีก. นี้ สำคัญอยู่ที่การยึดถือในเวทนา นั้น ๆ เอามาเป็นตัณหาอุปาทาน แล้วก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น, นี่สภาวธรรม ที่สำคัญที่ควรจะรู้จักมันเป็นอย่างนี้. อย่างความเกิด - ความแก่ - ความเจ็บ - ความตาย สี่อย่างนี้ที่เขาว่าเป็น ทุกข์ นั่นพูดอย่างสะเพร่า หรือว่ามันมีความหมายอะไรซ่อนอยู่ในนั้น แล้วไม่เข้าใจ. ความเกิดจะเป็นทุกข์ก็เมื่อถูกยึดถือว่าเป็นความเกิดของกู, ความแก่จะเป็นทุกข์ ก็เมื่อมีการยึดถือว่าเป็นความแก่ของกู, ความเจ็บไข้ก็เหมือนกัน จะเป็นทุกข์ก็ ต่อเมื่อมีความรู้สึกว่า กูเจ็บไข้หรือความเจ็บไข้ของกู, ความตายจะเป็นทุกข์คุก- คามจิตใจ ก็เมื่อเราถือเอาว่าเป็นความตายของเรา, อย่างนี้เป็นต้น. สภาวธรรมที่ถูกยึดถือจักเป็นทุกข์. ฉะนั้น สภาวธรรมที่ไม่ถูกยึดถือ มันก็ไม่เป็นอะไร ยังไม่เป็นทุกข์, พอ ถูกยึดถือก็เป็นทุกข์ไปหมด, อย่างน้อยก็เป็นของหนัก เมื่อหนักก็ต้องเรียกว่าทุกข์ พอไปยึดถือมันเข้าก็หนัก ถ้าไม่ยึดถือวางเสียมันก็ไม่หนัก มันเกินกว่าเบาไปเสียอีก เพราะว่าไม่ได้ยึดถือ, พอยึดถือเข้าก็เป็นของหนัก. ถ้าของนิดหน่อยน้ำหนักน้อยพอ ยึดถือคือหิ้วไว้เรื่อย, มันก็เป็นของหนักมากขึ้นเรื่อย. ฉะนั้นให้ดูที่ความยึดถือ เป็นตัวกู แล้วเป็นของกูจะถือตัวกูหิ้วตัวกูไว้ก็หนัก, จะถือของกูหิ้วของกูไว้มันก็หนัก. นี้ก็เรียกว่า สภาวธรรมแต่ละอย่าง ๆ.

น.102 เดี๋ยวนี้คุณก็พอจะเข้าใจได้แล้วว่า มันมีมากอย่างนับชื่อกันไม่ไหว ตาก็เป็น สภาวธรรม, รูป ก็เป็นสภาวธรรม, วิญญาณ ทางตาก็เป็นสภาวธรรม, รวมกันเป็น ผัสสะ ก็เรียกว่าสภาวธรรม, เป็น เวทนา ออกมาก็เป็นสภาวธรรม, ตัณหา ก็เป็น สภาวธรรม, อุปาทาน ก็เป็นสภาวธรรม ภพ ก็เป็นสภาวธรรม, ชาติ นี้ก็เป็น สภาวธรรม. ความรู้สึก ที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง ๆ ก็เป็นสภาวธรรม ฉะนั้น จึงมากมายนับ ไม่ไหว แม้แต่จะนับชื่อก็นับไม่ค่อยจะไหวอยู่แล้ว, แล้วในชื่อเดียวกันมันก็เกิดซ้ำ ๆ ๆ ๆ ก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ๆ อันหนึ่ง ก็นับไม่ไหว ยิ่งนับไม่ไหว, นี่ รู้จักสภาวธรรม ในลักษณะอย่างนี้กันก่อน. นี้จำคำบางคำไว้ให้ดี ๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ไม่ใช่เรื่องเด็กเล่น แล้ว ทางธรรมะทางพุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องเด็กเล่น, อะไรจะไปอยู่ที่นั่นหมด ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วคู่ของมัน ก็คือรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, หกคู่ก็เป็น สิบสองอย่างแล้ว เป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญที่สุด. นี้ออกมา เป็นวิญญาณมันก็หก, เป็นผัสสะมันก็หก, เป็นเวทนามันก็หก, เป็นตัณหามันก็หก แม้เป็น อุปาทาน มันก็ตามจำนวนหก, แต่เขาแจกเป็นอย่างอื่น ตามกิริยาอาการของการยึดถือ เป็น อย่างอื่นไปอีก ก็ยิ่งมาก มากชื่อ. นี้เรียกว่า อายตนะหก, จากธาตุทั้ง ๔, หรือ ธาตุทั้ง ๖ มาเป็นอายตนะหก จำคำว่า อายตนะไว้ด้วย ข้างในคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ข้างนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์. อายตนะทำให้มีขันธ์ทั้ง ๕. ทีนี้ ยังมีการรวมกลุ่มกัน ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ซึ่ง เรียกว่าขันธ์ทั้ง ๕ ผู้ที่ศึกษาวิทยาศาสตร์ ศึกษาอะไรมาใหม่ ๆ อย่างสมัยใหม่ พอได้ยินคำว่า ขันธ์ ๕ ก็ ส่ายหน้าว่าเป็นเรื่องครึคระของคนหลายพันปีมาแล้ว ฉะนั้น จึงไม่รู้พระพุทธศาสนา.

น.103 สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม ( ต่อ ) ๗๑ เมื่อเขาตั้งปัญหาขึ้นมาอย่างหนึ่งว่า ในขณะที่คนเรากำลังเป็นคนโดย สมบูรณ์มันมีอะไร ? เมื่อกำลังเป็นคนโดยสมบูรณ์มันมีอะไร ? ก็ ตอบว่ามีขันธ์ ๕ นี่ คน ไม่ได้มีขันธ์ทั้ง ๕ อยู่ตลอดเวลา มันมีเป็นคราวๆ. เมื่อ มีขันธ์ ๕ เมื่อไร, เมื่อนั้นเป็นคน ความเป็นคนโดยสมบูรณ์, เมื่อไม่มีขันธ์ ๕ มันก็เหมือนคนตาย อยู่ชนิดหนึ่ง, แต่มันตายเดินได้ ตายหายใจได้ คือมันไม่ทำอะไรได้, คือ มีดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ มากองรวมกันอยู่ที่นี่ เช่น เวลาหลับอย่างนี้ ทำอะไรไม่ได้. แล้ว เวลาหลับ นั้น ไม่ได้มีขันธ์ ๕ อย่างที่คนบางคนเข้าใจ แล้วสอนกันผิด หรือ เมื่อ เราไม่ได้คิดถึงอะไร หรือนั่งซึมกระทืออยู่นี้ มันไม่มีขันธ์ ๕. จะมีขันธ์ ๕ ก็ต่อ เมื่อมันลุกขึ้นมาทำงานตามหน้าที่ของมันครบถ้วน. เช่น ร่างกาย ที่เรียกว่ารูปนี้ มัน ยังไม่มีจนกว่าร่างกายนี้ทำหน้าที่ของ รูป ; เช่น ทำหน้าที่ให้เป็นตาสำหรับจะรู้สึกอะไรทางตา ถึงแม้แต่จะเป็นหนัง ร่างกายอยู่ตลอดเวลาอย่างนี้ แต่ ถ้าไม่ทำหน้าที่, หรือไม่ถูกใช้ให้ทำหน้าที่ไม่เป็นการ กระทำหน้าที่ ถือว่ามันมิได้มี มันมีต่อเมื่อมัน ทำหน้าที่ทำตามหน้าที่ (function) รูปของมัน จึงจะเรียกว่ามันมีร่างกาย, เรากำลังมีร่างกาย ที่มีความหมายมีอะไรเป็น ร่างกาย เช่น ตาทำหน้าที่ให้ประสาทตารู้สึกอะไร, เกิดวิญญาณทางตาขึ้นมาได้ อย่างนี้ เรียกว่าเรามีรูป, มีรูปกาย มีรูปขันธ์ กองรูปแจกกันไปเป็นกี่อย่างก็ตามใจ เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นอะไรก็สุดแท้ว่า กองรูป หมวดรูป กลุ่มรูป ได้ เกิดขึ้นในขณะนั้น เมื่อตาเห็นรูป. นี้ เกิดผัสสะ การเห็นทางตา แล้วเกิดเวทนา, นี่เวทนาขันธ์ กอง เวทนาได้เกิดขึ้น รวบมาตั้งแต่ผัสสะตั้งแต่เวทนา มาถึงเวทนา. ทีนี้ พอมีเวทนา รู้สึกอะไรลงไปแล้ว, มัน ก็มีกองที่เรียกว่า สญญา ความจำได้ ว่าอะไร ความสำคัญมั่นหมายลงไปว่าอะไร เรียกว่า สัญญาขันธ์.

น.104 เมื่อมีสัญญาลงไปว่าอย่างไรแล้ว มันก็มีความคิด สัญญาคือความมั่นหมาย ลงไปอย่างไรแล้ว มันก็มีความคิด เป็นเรื่องเป็นราวไป จะเอาอย่างไร, จะจัดการอย่างไร จะทำอย่างไร, จะหาเงินอย่างไร, จะหาเมียอย่างไร, นี้มัน เป็นเรื่องของสังขารขันธ์ - กองสังขาร. สังขารเหล่านี้ หมายถึงความคิด, สังขารนี้ไม่ใช่กองวัตถุ ไม่ใช่ กองร่างกาย สังขารในกรณีนี้หมายถึงความคิด, เป็นความคิดปรุงแต่งเป็นสายไปเลย เป็นรูปมโนกรรม มีความคิดกระทำอยู่ในจิตใจ. นี้กองสุดท้ายเรียกว่า วิญญาณขันธ์อาจจะรู้แจ้งในความคิดนั้นอีกทีหนึ่ง ว่าคิดอย่างไร อะไรอย่างไร นี้ก็เรียกว่า วิญญาณขันธ์ได้. แต่วิญญาณขันธ์ได้ตั้งต้นมา ตั้งแต่เมื่อตาเห็นรูปเกิดจักษุวิญญาณแล้ว สิ่งที่เรียกว่า วิญญาณ นี้ ทำหน้าที่หลายหน ทอด ๆ ไป, ฉะนั้นเราจึงมีครบ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. คุณได้ยินคำว่า รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์ ชินหูแต่คุณไม่สนใจ เห็น เป็นคำพูดในวัด คำพูดครึ ๆ คระ ๆ มาตั้งสอง -สามพันปีมาแล้ว, ไม่สนใจคำว่า ขันธ์ ๕ เลยไม่รู้ว่าอะไร ไม่รู้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เขาเรียกว่าขันธ์ ๕. ถ้าสนใจก็สนใจอย่างผิวเผิน, แล้ว ฟังกัน มาผิด ๆ ว่าเรามีขันธ์ ๕ อยู่ตลอดเวลา, นี้มันก็ผิดหมด การศึกษาก็เป็นไปไม่ได้ มันก็ผิดหมด. ถ้าใครเข้าใจว่าขันธ์ ๕ มีอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาหลับอย่างนี้ ไปคิดดูใหม่เถอะ มันผิดหมดแล้ว, มันจะมีเฉพาะเมื่อมีการทำหน้าที่ ทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกก็ได้ ทั้งหกทางนั้นแหละ. เช่น จิตหรือใจ หรือ มโน อันสุดท้าย อายตนะที่หกนี้ มัน ไปเอาความ จำในอดีตสัญญาในอดีต มานึกคิด เป็นคิดถึงเรื่องอะไรเรื่องหนึ่งที่แล้วมา เมื่อชั่วโมง

น.105 สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม (ต่อ) ๗๓ ที่แล้วมาก็ได้ เมื่อวานก็ได้ เมื่อปีกลายก็ได้ เอามาคิด, แล้วเรื่องนั้นมันก็กลายเป็น วัตถุ คือ ธัมมารมณ์. สำหรับ ใจได้อาศัยกันเข้าก็เกิดมโนวิญญาณ, รู้แจ้งทางใจ ขึ้นมาในเรื่องแต่หนหลัง แล้ว นั่นแหละคือผัสสะทางมโน, แล้ว เวทนาเกิดขึ้น สบายใจหรือไม่สบายใจ เพราะความคิดนั้น, นี้ก็ เป็นเวทนา, แล้วเกิดตัณหา ความ อยาก, เกิดอุปาทาน ความยึดมั่นในความหมายนั้นในเวทนานั้น นี้มันก็เป็นได้อย่างนี้ จึงพูดว่าแม้แต่ใจก็เพิ่งเกิด ใจในความหมายที่เป็นอายตนะนี้ก็เพิ่งเกิด. ขันธ์ ๕ จึงมีอาการเกิดดับอยู่ตามอารมณ์ที่มากระทบ กระทบตา กระทบ หู, กระทบอะไรก็แล้วแต่. นี้ ขันธ์ ๕ ก็มีการเกิดขึ้นแล้วมีการดบไปเป็นเรื่อง ๆ ๆๆ วันหนึ่งหลายเรื่อง. ขันธ์ ๕ เกิดโดยไม่ยึดถือก็ได้. ทีนี้ไม่ต้องมีอะไร ธรรมดาเราก็นั่งอยู่อย่างนี้ ตามันก็ลืมอยู่ มนก็เห็นรูป นั้นรูปนี้ ก็มีความรู้สึกประเภทที่เรียกว่าสามัญ ใช้คำว่าสามัญ คือไม่ใช่พิเศษ. เดี๋ยวนี้ ทุกคนนั่งอยู่ที่นี้ ตาก็ลืมอยู่ ก็เห็นต้นไม้นี้, สมมติว่าเห็นต้นไม้นี้ ตาก็มี ขึ้นมา, มีจักษุวิญญาณขึ้นมา, มีต้นไม้เป็นรูปสำหรับจักษุนั้น เกิดวิญญาณทางตา เห็นต้นไม้ นี้, ทั้งหมดนี้เรียกว่าผัสสะ, แล้วเวทนาเกิดขึ้นว่า เห็นนี้ก็พอสบายตาบ้าง. แต่มันเพียงเท่านั้น มันไม่ถึงกับเกิดตัณหา หรือ ความอยาก เกี่ยวกับต้นไม้ ภาพนี้ ที่เราเห็น. นี่รู้จักแยกกันอย่างนี้ซิ เรื่องมันก็จบไปแค่นั้น, หรือว่าอย่างดี ว่า จะเกิด เวทนาขันธ์ สบายตา มัน ก็ไม่ถูกยึดถือ, เกิดสัญญาขันธ์ ว่าต้นไม้จำได้ ก็ไม่ถูก ยึดถือ, วิญญาณเกิดขึ้นแล้ว ความคิดอาจจะเกิดขึ้นได้ว่า ต้นไม้นี้เป็นอย่างไร คิดนึก ไปทางการศึกษาก็ยังได้, เรียกว่า ขันธ์ทั้ง ๕ ได้เกิดขึ้นแล้ว กับต้นไม้นี้ก็ได้ แต่ไม่

น.106 ได้ถูกยึดถือ, ไม่มีเรื่องไม่มีความหมาย ไม่เป็นเรื่อง คือไม่มีเรื่อง ถึงแม้จะเป็นกรณี พิเศษสำหรับคนบางคน ที่เห็นต้นไม้เข้าแล้วมันมีเรื่อง. สำหรับคนทั่วไป เราไปดูตัว อย่างอย่างอื่นดีกว่า ที่เราจะถูกยึดถือ : เห็นสิ่งที่น่ารัก น่าเกลียดน่ากลัว อันใดอัน หนึ่งขึ้นมา นั่นแหละมันจะมีเรื่อง ; เช่น ผู้ชายเห็นผู้หญิง, ผู้หญิงเห็นผู้ชาย, โดยเฉพาะคนหนุ่มคนสาว มันไม่เหมือนกับเห็นต้นไม้แล้ว นั้น ขันธ์ห้ามันก็เกิดเหมือน กัน แต่มันเกิด ในลักษณะที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ โดยไม่ทันรู้ตัว คนหนุ่มเห็นหญิงสาวเดินมา อายตนะทางตาเกิดขึ้น โดยอาศัยรูป คือ หญิงสาวคนนั้น, แล้ว เกิดจักษุวิญญาณ การเห็นทางตาต่อหญิงสาวคนนั้น, สาม ประการ นั้นเรียกว่าผัสสะ, นี้มันผิดกันแล้วกับที่เห็นต้นไม้นี้ คือมันมีเรื่องของอวิชชา ความโง่ไม่รู้ตามที่เป็นจริงในสิ่งเหล่านั้น ได้เข้าไปผสมอยู่แล้วในผัสสะนั้น, หรือว่าจะ ผสมต่อเมื่อเห็นว่าสวยว่างามแล้วก็ได้. โดยปรกติมันพร้อมกัน มันเร็วมาก, มันก็ มีเวทนาในการเห็นทางตา คือสบายตา ถูกตาถูกใจอะไร เป็นเวทนาที่มีความหมาย, แล้ว เกิดตัณหาคือความ อยาก นี้ก็เรียกว่า มันเกิดสัญญามั่นหมายลงไป เป็นคนสวยเป็นอะไร สัญญาขันธ์มัน เกิดจากเวทนา, เกิดสังขารขันธ์ คิดนึกเป็นตุเป็นตะไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นที่เคร่ง เครียด, แล้วก็รู้สึกต่อความคิดนึกนั้นอยู่ เป็นวิญญาณที่เคร่งเครียดด้วยความยึดมั่น ถือมั่น, มันก็เลย เกิดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นความยึดถือ ; อย่างนี้เขาเรียกว่า ขันธ์ที่ถูกยึดถือ ไม่ใช่ขันธ์ล้วน ๆ. นี้ยกตัวอย่างอีกทีหนึ่งว่า ถ้าสุนัขมันเห็นหญิงสาวคนนั้น มันก็มีความรู้สึก ได้เหมือนกันแหละ ครบทั้งห้าขันธ์ แต่ความยึดถือเกิดขึ้นในใจของสุนัขไม่ได้ มันไม่มี ความหมายอะไร มันไม่ใช่ใจของชายหนุ่ม. ฉะนั้น อารมณ์อันเดียวกัน พฤติอย่าง

น.107 (ต่อ) เดียวกันมีความยึดถือก็ได้ ไม่มีก็ได้, ถ้าเราเห็นต้นไม้เห็นก้อนหินอย่างนี้ เห็นแล้วจะรู้สึกเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไรก็ได้ มันไม่ยึดถือ ก็เรียกว่า ขันธ์ทั้งห้าที่ไม่ถูกยึดถือ นี้ไม่มีเรื่อง ไม่เป็นทุกข์, แต่สมมติว่าถูกยึดถือ เห็นก้อนหินแล้วถูกยึดถือ มันก็มีทุกข์เหมือนกัน, มีความทุกข์เหมือนกับชายหนุ่มเห็นหญิงสาวเหมือนกัน. เลย ต้องแยกขันธ์นี้ออกเป็นสองพวก ว่า ขันธ์ที่ถูกยึดถือ หรือ ไม่ถูกยึดถือ, ถูกยึดถือ หมายความว่า ความโง่เข้าไปผสม ตั้งแต่ที่แรก เมื่อที่มี ผัสสะ เมื่อมีเวทนา มีอวิชชาเข้าไปปนแล้ว ก็ถูกยึดถือ. ถ้ารูปขันธ์เฉย ๆ ก็ไม่ถูกยึดถือ, ถ้าเรียกว่า รูปูปาทานขันธ์ก็คือถูกยึดถือ มันมีอยู่ห้าด้วยกัน, ถ้าไม่ถูกยึดถือก็เป็นขันธ์ห้าเฉยๆ, ถูกยึดถือก็เรียกว่าอุปาทานขันธ์ หรือ ขันธ์ห้า ที่ถูกยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้นตามธรรมดา ไม่ถูกยึดถือ ก็ไม่เป็นตัวทุกข์, พอไปยึดถือเข้าก็เกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์. นี่ สภาวธรรมที่เป็นปัญหา เรียกว่า สภาวธรรมที่ถึงขนาดที่เป็นปัญหาที่ทำให้คนเป็นทุกข์ต้องรู้เรื่องรู้จักทุกๆ ส่วน เพื่อจะป้องกันความทุกข์, ที่จะเกี่ยวข้องได้โดยไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่จะเป็นธรรมศาสตราอย่างยิ่ง. เป็นอาวุธที่มีคมอย่างยิ่ง ที่จะตัดปัญหาหรือความทุกข์. เพราะรู้เรื่องความยึดถือ ขันธ์ห้าที่ถูกยึดถือหรือขันธ์ห้าที่ไม่ถูกยึดถือ. คุณจะศึกษาจากหนังสือไม่ได้ จะศึกษาจากคำพูดที่ผมกำลังพูดก็ไม่ได้ มันเพียงได้ยินได้ฟังเข้าใจจำได้เท่านั้น, ต้องไปศึกษาจากเรื่องจริง ที่มัน เกิดอยู่จริง ๆ; เหมือนว่าคุณจะไปบิณฑบาต พอเห็นผู้หญิงเข้า แล้วศึกษาอายตนะภายใน ภายนอก วิญญาณ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทานอะไรนี้ แสดงถึงความรู้สึกที่เป็นกิเลส และเป็นความทุกข์.

น.108 เมื่อได้ยิน ได้ดม ได้ลิ้ม ได้อะไรอื่น ๆ อีกก็เหมือนกัน ต้องศึกษาจากสิ่งนั้นๆ จริงๆ, อย่ามัวแต่ท่องเรื่องขันธ์ห้า รูป เวทนา สัญญา สังขาร แล้วก็เข้าใจผิด ๆ ว่าเกิดอยู่ตลอดเวลา, แล้วปรับให้มันว่าเป็นทุกข์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ก็ว่าเอาเองทั้งนั้น. คือไม่เข้าใจอะไรเลย. เราต้องรู้จักขันธ์ห้าว่าเกิดมาเมื่อไร แล้ว ถูกยึดถือหรือไม่ถูกยึดถือ, ถ้าถูกยึดถือก็เป็นทุกข์ แล้วเราไปยึดถือวันหนึ่งกี่ครั้ง หรือกี่เรื่อง แล้วเป็นทุกข์กี่เรื่อง, แล้วเรื่องน้อย ๆ ก็เป็นทุกข์น้อย ๆ เรื่องมาก ๆ ก็เป็นทุกข์มาก ๆ กำลังปรารถนาอะไรอยู่ ในบางวันแล้วเป็นทุกข์มาก ๆ เหมือนกับว่าตกนรก บางคนอาจจะปรารถนาการศึกษาการสอบไล่ การอะไรที่จะต่อไปข้างหน้าก็ได้ กำลังเป็นทุกข์อยู่ กำลังตกนรกอยู่. ทำไมจะต้องเป็นอย่างนั้น คือมัน ไม่ต้องเป็นทุกข์ ควรจะทำอย่างไรก็รู้ซิ, ก็จัดการแล้วก็ทำไปโดยที่ไม่ต้องเป็นทุกข์. นี่ จะเป็นศาสตรา เป็นธรรมศาสตรา อาวุธคือธรรมะ ที่จะช่วยตัดความทุกข์ออกไป ตัดปัญหาออกไป, แล้วก็อยู่ โดยมีความเจริญก้าวหน้า จะเรียนก็ได้ จะสอบไล่ก็ได้, ก้าวหน้าไปก็ได้ อย่างไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะไม่ใช่เกิดมาเพื่อเป็นทุกข์. ต้องรู้จักสภาวธรรม โดยไม่ต้องเป็นทุกข์. นี่ คือ สภาวธรรมที่เราต้องรู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือความทุกข์ ซึ่งมาจากอุปาทาน มาจากตัณหา มาจากเวทนา ที่มันมีความหมาย, ส่วนต่อไปจากนั้นมันเป็นอุปกรณ์ ที่จะให้เกิดเวทนา คือผัสสะ คืออายตนะ คือวิญญาณ อะไรเป็นต้น เรื่องมันตั้งต้น มีความสำคัญตรงที่เวทนา รู้สึกเป็นทุกข์แล้วยึดถือเอาความทุกข์มาเป็นของตัว

น.109 สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม (ต่อ) ๗๗ แล้วก็นึกให้เป็นทุกข์เมื่อไรก็ได้, ถ้าโง่มากก็เก่งมาก สำหรับที่จะนึกไปในทางที่จะเป็น ทุกข์. ดังนั้นก็ไม่ ควรจะโง่ คือไม่ต้องนึกในทางที่จะต้องเป็นทุกข์, นึกไปในทางที่ จะแก้ปัญหาให้ได้. นี่คือมีธรรมศาสตรา คว้ามาได้สำหรับตัดปัญหาตดความทุกข์ ออกไปได้. เรื่องที่ สำคัญตรงนี้ก็คือ เรื่อง ขันธ์ทั้งห้า ได้เกิดขึ้นแล้ว, แล้วก็ ถูกยึดถือหรือไม่. ถ้าถูกยึดถือก็เป็นทุกข์ เวลาสวดทำวัตรเช้าก็ต้องมีสวด รูปูปาทา- นักขันโธ, เวทนูปาทานักขันโธ, สัญญูปาทานักขันโธ, กระทั่ง วิญญาณูปาทานักขันโธ, แต่มันน่าเสียดายที่ว่าสวดไปอย่างนกแก้วนกขุนทอง สวดมาหลายปีหลายเดือนแล้ว มันก็ ยังเท่าเดิม, ไม่ได้มีการก้าวหน้าอะไรเลย ไม่ได้ทำในใจว่า รูปูปาทานักขันโธ คืออะไร อย่างไร เมื่อไร, เป็นทุกข์อย่างไร. นี่ขอให้ ปรับปรุงกันเสียใหม่ ทั้งผู้บวชใหม่และผู้บวชเก่า, เดี๋ยวนี้ กำลังพูดสำหรับผู้บวชใหม่ ให้รู้เรื่องสำคัญที่สุดในพุทธศาสนา คือ ปัญหาที่เกิดขึ้น แก่มนุษย์ เป็นความทุกข์. ถ้าไม่มีความทุกข์ มนุษย์ก็ไม่มีปัญหา. เดี๋ยวนี้มัน ทนอยู่ไม่ได้ เพราะมันมีความทุกข์ ทุกข์โดยตรง ๆ ก็มีมาก, ทุกข์โดยอ้อมไม่ค่อยจะ รู้สึกก็มีมาก เลยแก้กันไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ ไม่เข้าใจ. เมื่อใดมีความรู้สึกที่ยึดถือในขันธ์ห้าเป็นตัวกู-เป็นของกู เมื่อนั้นก็ เป็นทุกข์. นี่ เข้าใจตรงนี้ให้ดีหน่อย มันเป็นตอนที่สำคัญที่สุด ในตัวอย่างที่ว่า ชายหนุ่มมองเห็นผู้หญิงสาวเกิดขึ้นเป็นผัสสะ เป็นเวทนา เป็นตัณหา เป็นอุปาทาน ยึดมั่น มีความคิดเป็นไปในทางความยึดมั่น, ก็เรียกว่า มีความยึดมั่น คือ จิตใจมันไป หิ้ว ไปหอบ ไปยึดถือ ไปกอดรัดอะไรไว้ด้วยจิตใจ นี้ก็เรียกว่า ไปยึดถือ.

น.110 มีความยึดมั่นถือมั่นแล้วจิตไม่ว่าง. พอยึดถืออย่างนี้ คุณก็ตอบได้เองว่า มันว่างหรือไม่ว่าง คือจิตมันว่างหรือ ไม่ว่าง. จิตได้ไปยึดถืออะไรเข้าแล้ว จิตมันจะว่างหรือไม่ว่าง, เมื่อเวลามันไม่ยึดถือ จิตมันว่างหรือไม่ว่างก็ตอบได้เอง. พอยึดถือก็คือไม่ว่าง เมื่อไม่ได้ยึดถือก็ว่าง, พอยึดถือมันก็ไม่ว่าง แล้วยังแถมเต็มไปด้วยความโง่, เมื่อยึดถือมันไม่ว่าง มันหอบหิ้ว มันหนัก มันเป็นทุกข์ แล้วเวลานั้นมันเต็มไปด้วยความโง่. เพราะฉะนั้น การคิดนึกศึกษา อะไรในเวลานั้นมันทำไม่ได้, เมื่อจิตกำลังเป็นอย่างนั้นคุณอ่านหนังสือสักสองตัวก็ไม่ รู้เรื่อง. มันเต็มไปด้วยความโง่ อวิชชา, แล้วเต็มไปด้วยความร้อน คือ ตัณหา หรือ ความทุกข์อะไรต่าง ๆ. นี้เรียกว่า จิตมันไม่ว่าง มันก็ตกนรกทั้งเป็น ที่นั่นและ เดี๋ยวนั้น. ถ้าเรามีสติปัญญาสลัดออกไปได้, ว่าง คือไม่ยึดถือก็มีสติปัญญา, จิต พอจะตั้งตัวได้ สำหรับที่จะไม่ร้อนหรือไม่โง่ นี่ มันก็ทำอะไรไปได้ เรียกว่าด้วยจิตที่ว่าง จากความยึดถือ. นี้บางเวลาเราเป็นคนยึดถือ มีจิตวุ่นวายเร่าร้อนเหมือนกับตกนรกทั้ง เป็น, บางเวลา บางกรณีมันก็ว่าง นี้ให้รู้ว่าเวลาใดเรียกว่าว่างจากความยึดถือ หรือว่าง จากความหมายแห่งตัวกู-ของกู. เมื่อมีกิเลส กรรม รับผลก็เป็นวัฏฏสงสาร. ทีนี้ ดูอีกแง่หนึ่ง เมื่อไรมันเป็นวัฏฏสงสาร? เรื่องนี้ ต้องคิดถึงคำพูด ที่ว่า คนดีค้าใกล้ ๆ คนบ้าใบ้ค้าไกล ๆ -คนโง่ก็หวังแต่เรื่องตายแล้ว, หลังจากตายแล้ว เท่านั้นแหละ, คนฉลาดจะต้องรู้เรื่องที่กำลังอยู่เฉพาะหน้า. นี้ การเวียนว่ายใน

น.111 สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม ( ต่อ ) ๗๙ วัฏฏสงสารนั้นเป็นเรื่องเฉพาะหน้า, ถ้าคุณได้ยินคำนี้มาก่อนแล้วเข้าใจเสียใหม่ ว่า ที่มันมีความหมายถูกต้อง นั้นเป็นเรื่องเฉพาะหน้า. พอเกิดกิเลสตัณหา เป็นต้น แล้ว มีการกระทำมโนกรรม, แล้ว มีผล คือวิบาก ให้เป็นสุขหรือเป็นทุกข์อยู่ในใจอย่างนี้, อย่างนี้ก็เป็นวัฏฏสงสารรอบหนึ่ง แล้ว. มีกิเลสแล้วก็ทำกรรม แม้มโนกรรม แล้วก็ผลเกิดขึ้นเป็นความร้อนใจ หรือ สบายใจ ก็เป็นวัฏฏสงสารรอบหนึ่งแล้ว, มันอยู่ที่ตรงนั้น และ ทันควันกันอยู่ที่ตรง นั้น, ส่วนวัฏฏสงสารอันยืดยาว ทำอะไรในชาตินี้ ตายแล้วก็ได้รับผลในชาติหน้า แล้วทำต่อไปอีกในชาติโน้น นั้นมันไกลเกินไปจะไม่นำมาพูดในที่นี้ เพราะมันไม่มีประโยชน์ อะไร, เพราะเรา กำลังมีความทุกข์อยู่ที่นี่ กำลังเวียนว่ายอย่างทนทรมานอยู่ที่นี่ ต้อง ตัดมันที่ตรงนี้. วัฏฏสงสารคือความต้องการด้วยความโง่ เรียกความ ต้องการ แล้วก็ ทำลงไป แล้ว ได้ผลมา, แล้วก็ ต้องการต่อไปอีก แล้ว ทำลงไป ได้ผลขึ้นมา, แล้วเป็นเหตุให้ต้องการอีก แล้วทำลงไปได้ผลขึ้นมา. แต่ ต้องทำด้วยความโง่ เรียกว่า วัฏฏสงสารที่เป็นทุกข์, ถ้าทำด้วยสติปัญญา ความเฉลียวฉลาด มันก็ไม่เป็น วัฏฏสงสาร, มันจะตัดวัฏฏสงสารแต่ที่นี่และเดี๋ยวนี้, จะข้ามวัฏฏสงสารแต่ที่นี่ และเดี๋ยวนี้, แม้สิ่งนี้ก็เรียกว่า สภาวธรรม ความต้องการ การกระทำ และ ผลของ การกระทำ. นี้ กิเลสคือความอยาก, กรรมคือการกระทำ, วิบากคือผลกรรม. บางเวลามันหมุนเชี่ยวอยู่ในจิตของเรา มันเป็นวัฏฏสงสาร, บางเวลามันก็ว่าง ไม่ใช่ว่า มันจะเป็นวัฏฏะไปเสียตลอดเวลา, ไม่อย่างนั้นคนก็เป็นบ้าหรือเป็นโรคเส้นประสาทตาย หมด, วัฏฏสงสารนี้มันให้เวลาที่ว่างอยู่มาก เป็นขึ้นมาเป็นบางครั้งบางคราว.

น.112 นี่เมื่อเรา มีอาการแห่งวัฏฏสงสาร อย่างนี้เมื่อนั้นก็ เรียกว่าสังขตธรรม กำลังปรากฏอย่างรุนแรง กำลังปรุงแต่งอยู่อย่างรุนแรงในจิตนั้น. ที่เราเรียกว่า สัง ขตธรรม ที่กำลังไหลเชี่ยว เป็นเกลียวนั้น มันกำลังเป็นไปอย่างรุนแรง ในขณะที่ว่ามี วัฏฏสงสารหมุนเชี่ยวอยู่ในจิต. จงรู้จักสิ่งที่เรียกว่า สังขตธรรมกันอย่างนี้ แล้วจริง ด้วยแล้วรุนแรงด้วย. มนุษย์บัญญัติสังขตธรรมไปตามความรู้สึกของตน. ทีนี้ เมื่อเป็นอยู่อย่างนั้น ก็พอจะบัญญัติกันได้ว่า เป็นกุศล เป็นอกุศล เป็นอัพยากฤต : ถ้ามันให้ความสบายตามที่ต้องกา ร พอจะเรียกว่าความสุขความ สบายได้ก็เรียกว่า เป็นกุศล, ถ้ามันให้ความลำบาก ยุ่งยากทุกข์ร้อนทนไม่ไหว ก็เรียกว่า เป็นอกุศล นี้มันเป็นการบัญญัติเอาตามที่มนุษย์รู้สึก ไม่ใช่สภาวธรรม. สภาวธรรม แท้ ๆ มันก็ เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมัน : มีกิริยา มีปฏิกิริยา , แล้วมนุษย์ไป บัญญัติสภาวธรรมส่วนนั้นว่า เป็นกุศล, ส่วนนั้นว่า เป็นอกุศล ส่วนนั้นว่า ไม่เป็น ทั้งสองอย่าง คือ อัพยากฤต. นี่มนุษย์บัญญัติตามความรู้สึกของตัวเรียกว่าบัญญัติ. ทีนี้ที่เลวมากกว่านั้น ก็คือ มนุษย์สมมติตามความรู้สึกสมมติ หรือสมมติ โดยไม่รู้สึก ไม่รู้สึกว่าสมมติ ว่านี้เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา, นี้เป็นตัวกูเป็นของกู นี้เป็นลูกของกูเป็นเมียของกู เป็นทรัพย์สมบัติของกู นี้ความสมมติที่โง่ที่สุดก็เรียกว่า สภาวธรรมเหมือนกัน ที่ถูกสมมติ. ความโง่นั้นก็เป็นสภาวธรรม, การสมมตินี้ ก็เป็นอาการแห่งสภาวธรรม อันหนึ่ง นี้มันยิ่งไกลจากความจริง, เป็นความสำคัญเอา ด้วยอวิชชาหรือความโง่ เมื่อถูกสมมติโดยมีสัตว์ มีบุคคลตัวตนเราเขาขึ้นมา เดี๋ยวนี้เราอยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็นสมมติใช่ไหม ? เรานี้ ฉันนี้ จะสอบไล่ได้ หรือจะหางานดี ๆ ทำ แล้วก็จะสนุกสนานกันใหญ่, อย่างนี้ก็เรียกว่า สมมติถึงที่สุดก็เป็น

น.113 สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม (ต่อ) ๘๑ สภาวธรรม หรือเป็นผลแห่งสภาวธรรม, เป็นกระแสแห่งสภาวธรรม, เป็นฝ่าย สังขตะ คือมีปัจจัยปรุงแต่งไหลเป็นเกลียวไปเลย นี้เรียกว่าสังขารธรรมก็ได้. นี่เรื่อง สภาวธรรมฝ่ายที่เป็นสังขตะ คือมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเป็นอย่างนี้ เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง โดยใกล้ชิดอยู่ ในเนื้อในเลือดในจิตในใจอย่างนี้ ที่อยู่ข้างนอก ไม่ต้องพูดถึง, ที่มันไปเป็นแผ่นดินเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นอะไรข้างนอกนั้น ไม่ต้องพูดถึง, จนกว่าเราจะยึดถือเอามาด้วยความสำคัญผิดทางตา ทางหู ทางจมูก มันจึงจะเข้ามาข้างใน มาอยู่ข้างใน แล้วเกิดเรื่องเป็นทุกข์. ฉะนั้นเราเอาข้างในที่มารู้สึกอยู่ อะไรที่มันมาเป็นอยู่ข้างในโลกทั้งโลกนั้นก็ มาอยู่ในจิตในใจได้ อะไรก็มาอยู่ในจิตใจได้, จึงมาดูกันที่ตรงนี้ ความรู้สึกในจิตใจที่ เป็นผัสสะ เวทนา, ตัณหา, อุปาทาน, ภพ, ชาติ. เป็นสังขตธรรม, แล้ว เป็น สภาวธรรมที่ต้องรู้ เหมือนกับเรียน ก ข ก กา ก่อน แล้วเราจึงจะอ่านหนังสือได้. ฉะนั้น เรา ต้องเรียนเรื่องธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ, ต้อง เรียนเรื่องอายตนะหก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธัมมารมณ์, ต้องเรียน เรื่องขันธ์ห้า คือรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหล่านี้เป็นต้นก่อน, เราจึงจะรู้เรื่องธรรมะเรื่อยไป, จนกระทั่งสูงสุด รู้เรื่องนิพพาน. ความรู้อันนี้จะต้องอยู่ในฐานะเป็นธรรมศาสตราในฝ่ายความรู้ ก่อน, แล้ว ต่อไปจะเป็นธรรมศาสตราในฝ่ายการปฏิบัติ มันจะตัดได้จริง. เอาละ เรื่องสภาวธรรมประเภทที่เป็นสังขตะนี้ ก็เป็นอย่างนี้, เราจะได้พูดถึง ประเภทที่เป็นอสังขตธรรมในคราวต่อไป วันนี้ก็พอกันที นาฬิกานกบอกเวลา. ———————

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต