Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๕ — สภาวธรรม ในส่วนที่เป็นอสังขตธรรม

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.114 ในการบรรยายครั้งที่ ๕ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า สภาวธรรม ใน ส่วนที่เป็นอสังขตธรรม . คือว่าการบรรยายของเรา ยังคงเป็นเรื่องสภาวธรรม ซึ่ง เป็นเพียงหนึ่งในสี่เรื่อง หรือสี่ส่วนของสิ่งที่เรียกว่าธรรม. [ทบทวน.] ขอให้ทบทวนดูให้เข้าใจ หรือเห็นชัดเจนอยู่เสมอว่า เรากำลังพูดกันถึงสิ่ง ที่เรียกว่า ธรรม ในสี่ความหมาย เพื่อจะให้เข้าใจ ในคำว่า ธ รรมศาสตร์ หรือ ธรรม ศาสตรา ให้ถึงที่สุดนั่นเอง ; ธรรมอยู่ในธรรมศาสตร์, หรือว่าธรรมศาสตร์อยู่ในธรรม นี้มันแล้วแต่ว่า ผู้นั้นมองเห็นสิ่งที่เรียกว่าธรรมนิดเดียวหรือว่าเห็นทั้งหมด. ถ้าเห็นสิ่งที่เรียกว่าธรรมทั้งหมด ก็จะเห็นว่า ธรรมศาสตร์นั้นมันนิด เดียว, มันอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าธรรม ถ้าเห็นสิ่งที่เรียกว่าธรรมเพียงนิดเดียว คือว่าส่วนที่เอา ๘๒

น.115 มาเป็นธรรมศาสตร์เท่านั้นแล้ว ก็จะเห็นว่าธรรมนั้นนิดเดียว อยู่ในคำว่า ธรรมศาสตร์. นี่แนะให้สังเกตดูให้ดีว่า ธรรมอยู่ในธรรมศาสตร์ หรือว่าธรรมศาสตร์อยู่ในธรรม. เราควรจะเห็นชัด กันแล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า ธรรมนั้นหมายถึงทุกสิ่ง จน กระทั่งต้องแบ่งออกเป็นสี่ความหมาย คือเป็น สภาวธรรม เป็น สัจจธรรม เป็น ปฏิบัติ ธรรม และ ปฏิเวธธรรม, และเดี๋ยวนี้เราก็กำลังกล่าวถึงส่วนที่เป็นสภาวธรรม คือ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในสี่ส่วน แม้เพียงในส่วนเดียว คือในส่วนที่เป็นสภาวธรรม ก็ยัง แยกออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายที่เป็นสังขตะซึ่งได้กล่าวมาแล้วในการบรรยายสองครั้งที่แล้ว มา จึงเหลืออยู่แต่ในฝ่ายที่เรียกว่า อสังขตะ ซึ่งเป็นความมุ่งหมายที่จะกล่าวในวันนี้. ขอให้สังเกตดูให้ดี ว่าถ้าผม จะอาศัยคำว่าธรรมศาสตร์ นี้เสมอไป สำหรับ เป็นเครื่องทำความเข้าใจกันให้รอบด้าน รอบตัวของคำคำนี้ ซึ่งเป็นคำที่ไพเราะและ มีความหมายดี และเป็นที่ระลึกสำหรับพวกคุณ ผู้ฟังชุดนี้ได้เป็นอย่างดีด้วย. ความมุ่งหมายส่วนใหญ่ ของเราก็มีว่า มนุษย์มีปัญหา ต้องการจะตัด ปัญหา จึงได้ศึกษาและอบรมสิ่งที่เรียกว่าธรรมศาสตร์ ออกมาจากสิ่งที่เรียกว่าธรรม, ธรรมที่จะใช้เป็นธรรมศาสตร์ในที่นี้, ในชั้นแรก ก็ หมายถึงความรู้, ธรรมะสำหรับ รู้ ก็จะตัดปัญหาที่เกี่ยวกับความไม่รู้ได้ไปส่วนหนึ่ง. นี้มาถึงธรรมที่เป็นการปฏิบัติ ก็อาจจะตัดปัญหาโดยตรงได้มากขึ้น, และเมื่อการปฏิบัติมันขึ้นอยู่กับความรู้ เราก็พูดถึง เรื่องความรู้กันต่อไปให้เพียงพอเสียก่อน. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า สังขตธรรม นั้น ก็เป็นสภาวธรรม คือเป็นไปเอง, เป็นไปได้เองตามธรรมชาติ มีการเปลี่ยนแปลง เพราะว่ามันมีปัจจัยปรุงแต่ง, แจกเป็น รูปธรรม เป็นนามธรรม เป็น รูปธาตุ เป็น นามธาตุ เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ

น.116 วิญญาณ, แล้วก็มาเป็นธาตุตา ธาตุหู ธาตุจมูก ธาตุลิ้น ธาตุกาย ธาตุใจกระทั่งเป็น อายตนะ กระทั่ง ทำหน้าที่ให้เกิดเป็นวิญญาณ เป็นผัสสะ เป็นเวทนา เป็นตัณหา, อุปาทาน เป็นทุกข์ในที่สุด, นี้ก็เรียกว่า สังขตธรรม เป็นที่เข้าใจกันพอสมควรแล้ว เป็นความวุ่นวายอยู่ในมนุษย์เรา, เป็นปัญหาที่ไม่รู้จักสิ้นสุด แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันเป็น เพียงสังขตธรรม หรือเป็นเพียงสภาวะธรรม ก็ไปเข้าใจเป็นสัตว์ เป็นตัวตน เป็นบุคคล เป็นตัวตน เป็นเราเขา มันจึงเป็นตัวที่ตั้งของกิเลสเป็นความโลภ ความโกรธ ความ หลง ; เราก็เป็นทุกข์ แล้วเราก็ได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันด้วยอำนาจของกิเลสนั้น นี่เรื่องของสังขตธรรม มันก็มีอย่างนี้. ผมเอาคำบางคำมากล่าว โดยการเลือกมา, แล้วก็เลือกอธิบายให้มันเหมาะ- สมกับพวกคุณ ที่เป็นนักศึกษาโดยเฉพาะ. ถ้าพูดกับชาวบ้านทั่วไป ก็ไม่ได้พูดโดยตรง อย่างนี้ ไม่ได้ยกตัวอย่างอย่างนี้ หรือไม่ได้ใช้ถ้อยคำที่เป็นระเบียบอย่างนี้ ขอให้สนใจ ให้ดี คือ ให้สำเร็จประโยชน์ ให้ตรงตามที่ตั้งใจ. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ทีนี้ก็จะพูดกันถึง ฝ่ายที่ตรงกันข้าม คือ ฝ่ายอสังขตะ มีตัว อะ เติมเข้ามา ตัวหนึ่ง ซึ่งแปลว่าไม่, คือ ไม่ใช่สังขตะเป็นอสังขตะ ก็ทำในใจกันได้เลยว่า มันตรงกัน ข้ามโดยประการทั้งปวง จากฝ่ายที่เป็นสังขตะ. แม้ว่าจะเป็นสภาวธรรมเหมือนกัน ในฐานะที่เป็นสภาวธรรมนั้น เป็นเพียงว่ามันเป็นเอง เป็นอยู่เอง เป็นไปได้เอง, แบ่ง เป็นสองพวก พวกหนึ่งมันเป็นอยู่เองด้วยความเปลี่ยนแปลง, นี้อีกพวกหนึ่ง เป็นอยู่เอง โดยตรงกันข้าม คือ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงไม่มีเหตุปัจจัย เป็นต้น. นี่ทำในใจให้เป็น หลักกว้าง ๆ ไว้ที่ก่อนว่า มันตรงกันข้ามโดยประการทั้งปวง.

น.117 อสังขตธาตุเป็นภาวะแห่งความดับ. เมื่อพูดถึง สังขตธาตุ คุณก็นึกถึงที่พูดมาแล้ว หรือจดไว้ในกระดาษ มัน เป็นรูปธาตุ เป็นอรูปธาตุ เป็นรูปและเป็นนาม. ทีนี้พอมาถึง อสังขตธาตุนี่ มัน ไม่ใช่รูป มัน ไม่ใช่นาม แล้วมันจะเป็นธาตุอะไร, มันต้องเรียกเป็นธาตุอย่างอื่นซึ่งไม่ ใช่รูปธาตุนามธาตุ, มันก็กลายเป็น อสังขตธาตุ หรือเป็นสุญญธาตุ สุญญตธาตุ นิโรธธาตุ นิพพานธาตุ ไปโน้น. อาจจะมีคนบางคนหรือสำนักบางสำนัก ที่เขาสอนกันอยู่ว่า อสังขตะหรือ อสังขตธาตุนี้เป็นนาม คือเป็นนามธาตุ นี้ผมเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้ แล้วก็ไม่สอนอย่าง นั้นไม่แนะนำอย่างนั้น. รูปธาตุ นามธาตุ หรือที่เรียกว่ารูป ว่านามนั้นเป็นพวกสังขตะ ล้วน ส่วนที่เป็นอสังขตะนี้จะเป็นรูปหรือเป็นนามไม่ได้ แล้วคำว่ารูปว่านามนี้ หมาย ถึงว่ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง. เดี๋ยวนี้ มันไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง, อยู่นอกไปจากอำนาจ ที่จะปรุงแต่ง, ดังนั้นมันจึงไม่ใช่รูปและไม่ใช่นาม, ไม่ใช่รูปธาตุ ไม่ใช่นามธาตุ มีคำอื่นใช้ คือคำว่า สุญธาตุ หรือ สุญญตธาตุ, มันเป็นธาตุแห่งความ ว่าง ว่างจากรูปว่างจากนาม เพราะว่าว่างจากเหตุว่างจากปัจจัย, บางทีก็เรียกว่านิโรธ- ธาตุ คือธาตุเป็นที่ดับ, นิโรธธาตุ - แปลว่า ธาตุเป็นที่ดับ เป็นแดนดับ เป็นเครื่องดับ, ดับแห่งอะไร ดับแห่งนามและรูป นั่นแหละ ฉะนั้นมันจึงตรงกันข้าม ไม่ตรงกันข้าม มันก็ดับกันไม่ได้. บางทีก็เรียกว่า นิพพานธาตุ ซึ่งก็แปลว่าดับอีกเหมือนกัน, ดับแห่ง นามและรูป ซึ่งเป็นของร้อน. นิพพานธาตุเป็นที่ดับแห่งของร้อนเหล่านั้น, มัน จึงเย็น จึงมิใช่รูปมิใช่นาม ไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่มโน ไม่ใช่กาย ไม่ใช่จิต ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่

น.118 อกุศล, ต้องเรียกว่า ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ก็มีคำเรียกอยู่คำหนึ่งว่า อัพยากฤต, อัพยากฤต แปลว่า ไม่ได้กล่าวให้ชัดลงไปว่า เป็นกุศล หรือ อกุศล. ศึกษาให้รู้จักคำว่า "ว่าง” ขอให้นึกถึงคำว่า สุญญตะ ซึ่งแปลว่า ว่าง, คำว่า นิโรธ หรือ นิพพาน ซึ่ง แปลว่า ดับ เป็นธาตุว่าง. คำนี้มีความสำคัญมาก เมื่อได้ยินคำว่าว่าง คนทั่วไปเขา หมายถึงไม่มีอะไรเลย ; แต่คำว่า ว่างในภาษาธรรมะ ชนิดนี้ หมายถึงว่างจากตัวตน, ว่างจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน คือว่างจากการปรุงแต่งของเหตุและปัจจัย, ว่างจากเหตุว่างจากปัจจัย. มันไม่ใช่ความไม่มีอะไร โดยประการทั้งปวง, แต่ว่ามัน เป็นธาตุแห่งความว่าง อะไรไปถึงที่นั่นเข้าแล้วจะปล่อยวาง หรือทำให้สิ่งต่าง ๆ มันว่างได้. ถ้าจิตมันรู้จักสุญญตธาตุ หรือธาตุแห่งความว่างแล้ว มัน จะกลายเป็น จิตที่ไม่รู้สึกว่ามีอะไรเป็นตัวเป็นตน, เป็นเราเป็นเขา, เป็นสัตว์เป็นบุคคล. มีประโยค ที่น่าสนใจอยู่ประโยคหนึ่งว่า นิพพานนี้เป็นของว่างอย่างยิ่ง, แล้วมัน เป็นธาตุเดียวกัน กับสุญญตธาตุ ก็คือ นิพพานธาตุ หรือ นิโรธธาตุ. พูดถึงว่าง ก็คือ ว่างจากการปรุงแต่ง ที่สมมติว่าเป็นตัวตนหรือของตน, ถ้าว่างก็คือไม่วุ่น ถ้าวุ่นก็คือไม่ว่าง, ที่วุ่นก็คือการปรุงแต่ง ซึ่งเล็งถึงความยึดมั่นถือ มั่น โดยเฉพาะ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตัวเราว่าของเรา ว่าตัวตนว่าของตน : มันว่างจากการ ปรุงแต่งแบบนี้. เป็นคำที่เข้าใจยาก เพราะว่ามันไม่ใช่ภาษาที่มนุษย์ธรรมดาเขาพูดกัน. เป็นภาษาที่ผู้รู้ธรรมะในขั้นนี้เขาใช้พูดกัน, นี้เราก็มีความลำบากบ้างที่จะเข้าใจ แต่ก็ไม่ เหลือวิสัย.

น.119 เมื่อเราไม่เห็นความจริงข้อนี้ ก็มีความรู้สึกเป็นตัวเราเป็นของเรา เป็นตัวกูเป็นของกู อะไรนี้อยู่เรื่อย, นี่เรียกว่าไม่เห็นธาตุว่าง, ไม่เห็นสุญญตธาตุหรือ ธาตุว่าง มันจะรู้สึกว่าตัวกู-ว่าของกูอยู่เรื่อย. พอเห็นความจริงในข้อนี้ เรียกว่า เห็น ธาตุว่าง เราจะหมดความรู้สึกว่าตัวกูว่าของกูทั้งโลกเลย. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า โลกนี้เป็นโลกที่เป็นของว่าง, ว่างจากอะไร, ว่างจาก ความเป็นตัวตนและความเป็นของตน. ประโยคนี้ช่วยจำไว้ให้ดี มันจะประกันความฟั่น เฝือ, จะศึกษาต่อไปข้างหน้า มันจะได้ไม่ฟั่นเฝือ เราจะได้วิจารณ์หรือว่าถกเถียงกันแต่ ในส่วนที่ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าโลกนี้ว่าง, แล้วก็ว่างจากตัวตนว่างจากของตน. อย่าฟังสะเพร่า แล้วเข้าใจผิดไป จนไปตู่พระพุทธเจ้าว่าท่านตรัสว่า โลกไม่ มีอะไร หรือโลกไม่มีอะไร หรือไม่มีโลก. ท่านตรัสว่าโลกนั้นมันมี แต่ว่ามันว่าง, ว่างจากอะไร ว่างจากสิ่งที่จะเป็นตัวตนหรือเป็นของของตน, ว่างจากค่า ว่างจากคุณ สมบัติ จากความหมายทุกอย่างที่ควรจะเรียกว่าตัวตนว่าของตน. ทีนี้เรามาเทียบกันดูกับ ความรู้สึกตามธรรมดาของเรา เราไม่เคยเห็นว่า โลกมันว่าง จากตัวตน จากของตน เพราะเรามันมีความรู้สึกเป็นตัวตน มาตั้งแต่อ้อน แต่ออก, มีตัวเรามีของเรา แล้วเขาก็มีตัวเขามีของเขา. ดังนั้นทุกคนในโลก มันก็มี ตัวตนของเขา, แล้วก็มีตัวตนที่เรียกว่าอธิบายยาก, แม้ที่สุดแต่ผีสางเทวดาที่ไม่เห็นตัว ก็เรียกว่าตัวตนก็มี สิ่งที่ไม่มีชีวิตวิญญาณ ถูกเรียกว่าเป็นตัวตนเป็นของตนไปก็มี. นี้ เพราะมันพูด ชินกันแต่ในทางเป็นตัวตน แล้วสอนเด็ก ๆ ให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวตน. เช่นเด็กเซไปศีรษะกระทบเก้าอี้หรือโต๊ะหรือประตู ก็ร้องอยู่, คนเลี้ยงหรือ บางทีพ่อแม่ ก็ไปตีโต๊ะ ตีประตู ตีอะไร ว่านิ่งเสีย เราช่วยตีมันให้แล้ว. นี่คือความหมาย

น.120 แห่งตัวตนมันได้เริ่มเกิดขึ้น, ในความรู้สึกคิดนึกของเด็ก ๆ มีตัวตนได้แม้แต่ในโต๊ะ ในเก้าอี้, ทั้งที่แท้ตัวเองไปชนกับเก้าอี้ แล้วยังต้องการให้ตีเก้าอี้ ในฐานะเป็นตัวตนคือ เป็นศัตรูของเรา. นี้ เราจะถูกแวดล้อม ให้มีความรู้สึกคิดนึกรู้สึกหรือว่ายึดถือกันมา อย่างมีตัวตน จึงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่เป็นตัวเป็นตน ; ดังนั้น จึงเข้าใจคำว่าว่างไม่ ได้, ไม่รู้จักสุญญตธาตุ คือธาตุที่แท้จริงอันหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ในสิ่งทั้งปวง คือ ความที่ มันว่างจากตัวตน. ถ้าเราเห็นแล้วเราจะพบได้ว่า มันเป็นของละเอียดและลึกมาก. ในบรรดาสังขตธรรมทั้งหลายที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ในหนหลัง ในบรรดาสังขต- ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีสิ่งที่เป็นตัวตน, ไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวตน, หรือว่าไม่มีสิ่งที่ เป็นตัวตน, นี้หมายความว่าตัวสังขตธรรมนั้นมันไม่ใช่ตัวตน หรือว่าในสังขตธรรม เหล่านั้น มันมีสิ่งที่เรียกว่าตัวตนอาศัยอยู่, อย่างนี้ก็ไม่ใช่, ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง. ต้องไปทบทวนดูใหม่ว่าใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้หรือ ในความรู้สึก คิดนึกใด ๆ ก็ตาม เป็นวิญญาณ เป็นผัสสะ เป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อะไร ก็ตาม, ไม่มีส่วนไหนที่เป็นตัวตน เป็นเพียงสังขตธรรม คือ สิ่งที่ปรุงแต่ง ๆ ๆ ๆ กันมา ปรากฏออกมาเป็นอย่างนั้น ๆๆ ๆ แล้วก็ดับไป, ออกมาเป็นอย่างอื่นแล้วก็ดับไป, เป็นสายไหลเป็นเกลียวไปอย่างนี้ ไม่มีส่วนไหนเป็นตัวตน. ถ้าเรียกว่าตัวตน ก็คือสมมติ เช่น นาย ก นาย ข นาย ง นี้มันโง่ในเรื่องตัวตนก็ต้องสมมติว่าเป็นตัวตนของคนนั้นคนนี้. นี่เป็นเหตุให้ยึดถือ, แล้วเกิดกิเลส แล้วก็ทำให้ผู้นั้นเป็นทุกข์ ผู้อื่นก็พลอยเป็นทุกข์ เพราะว่าไปเบียดเบียนเขา.

น.121 อสังขตธรรมเป็นธาตุที่ดับความรู้สึกฝ่ายสังขตะได้. นี้จะรู้สิ่งที่เรียกว่า อสังขตะ ก็ต้องจำคำว่า อสังขตธาตุ ไว้, อสังขตธาตุใน ฐานะ เป็นคู่ตรงกันข้ามกับสังขตธาตุ, แล้วจำคำว่า สุญญธาตุ หรือ สุญญตธาตุ ไว้ใน ฐานะที่เป็นคำตรงกันข้ามกับตัวตน. นี้คำว่า นิโรธธาตุ-ธาตุแห่งความดับ, นิพพาน ธาตุ--ธาตุแห่งความดับ แล้วจะดับเสียซึ่งการปรุงแต่ง การไหลเวียนเปลี่ยนแปลง หยุดเสียได้. ที่เรียกว่านิโรธก็แปลว่าดับ, ธรรมชาติใดมันมีคุณสมบัติ มีอำนาจ มีหน้าที่ ที่จะดับ เรียกว่านิโรธธาตุ. นี้มันเป็นธาตุฝ่ายหนึ่ง คือมันอยู่ฝ่ายที่เหนือกว่า ที่สูง กว่า ที่เก่งกว่า ที่ยิ่ง ๆ กว่า สูงสุด นี่ฝ่ายอสังขตะเป็นอย่างนี้ มันจะดับฝ่ายเป็นสังขตะได้ ที่เรียกว่า นิโรธธาตุ นี้เป็น ธาตุแห่งความดับ เพื่อจะดับ ก็ดับความรู้สึก หรือค่าหรือ ความหมายของความรู้สึก ที่ เขาจัดไว้เป็นสามชั้น. ชั้นแรกเรียกว่ากามธาตุ --ธาตุที่เป็นกาม, ความรู้สึกที่เป็นความใคร่ โดยเฉพาะก็หมายถึงเรื่องทางเพศที่ตรงกันข้าม, นี้เรียกว่า กาม, ความรู้สึกที่เป็นกาม นั้นเขา เรียกว่ากิเลสกาม. นี้ วัตถุสำหรับกิเลสกามนั้นก็เรียกว่าวัตถุกาม เป็น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ, นี้เรียกว่า วัตถุกามหรือกามวัตถุ หาใช่ตัวกามไม่ อันนี้ ความอยาก ความกำหนัด ความยินดี ความเพลินในสิ่งนั้น ก็เรียกว่ากิเลสกาม. ความ เป็นอย่างนั้นเรียกว่ากามธาตุ, เป็นสังขตธรรม คือ มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดความรู้สึก อย่างนั้น ขึ้นมา เรียกว่ากามธาตุ. กามธาตุนี้ก็ดับได้โดยนิโรธธาตุ นิโรธธาตุ อาจจะดับกามธาตุนี้ได้ ให้หมดค่า หมดความหมายหมดความรู้สึกอย่างนั้นไป. ทีนี้สูงขึ้นมาอีก ไม่เกี่ยวกับกาม เขาเรียกว่า รูปธาตุ เป็นที่ตั้งแห่งความ ยินดี มากเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เป็นไปในทางกาม, เป็นรูปล้วน ๆ เป็นรูปบริสุทธิ์, ถ้า เกี่ยวกับความสุข ก็หมายถึงความสุขที่เกิดมาจากการทำสมาธิ มีสิ่งที่มีรูปมีร่างเป็นอารมณ์

น.122 ของสมาธิ, เช่น สมมติว่าเอารูปพระพุทธมาเป็นอารมณ์ทำสมาธิ สำเร็จได้รับความสุข ขึ้นมา ความสำเร็จนั้นเขาเรียกว่า ความสุขที่เกิดมาแต่รูป ไม่ใช่เกิดมาแต่กาม มันสูงกว่า เหนือกว่า มันประเสริฐกว่าความสุขที่เกิดมาแต่กาม ; ก็แยกเรียกออกไปเป็นรูป ก็หลง ใหลยินดีได้เหมือนกัน. ความสุขที่เกิดมาแต่รูปบริสุทธิ์นี้ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ก็เรียกว่ารูปธาตุ, รูปที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ เรียกว่ารูปธาตุ จะดับได้ก็ด้วย นิโรธธาตุ อีกเหมือนกัน ทีนี้สิ่งที่สามเขาเรียกว่า อรูป ไม่ต้องมีรูป, เช่นบุญกุศล เกียรติยศชื่อเสียง นี้ไม่ต้องมีรูปมีร่าง ยึดถือเข้าก็เป็นความทุกข์ได้เหมือนกัน. ถ้าต้องการอยากจะละ สละเสียจะดับเสีย ก็ต้องเอานิโรธธาตุ, นั้นแหละมาอีก ; ฉะนั้นนิโรธธาตุก็สามารถ ที่จะดับอรูปธาตุ สิ่งที่ไม่มีรูป ที่ตั้งแห่งความยึดถือนี้ได้. นี้กล่าวโดยย่อมีอะไรอยู่อันหนึ่ง เรียกว่านิโรธธาตุ ที่จะทำลายหรือดับเสีย ซึ่งค่าของกาม กามธาตุ หรือรูปธาตุ หรืออรูปธาตุ, เพราะว่า กามธาตุ รูปธาตุ อรูป- ธาตุ นี้มันเป็นฝ่ายสังขตะ ฝ่ายที่หลอกลวงที่มายา ที่เรียกว่ามีปัจจัยปรุงแต่ง, เรียกสั้นๆ ว่ากาม ว่ารูป ว่าอรูป อย่างนี้ก็ได้. ถ้าเรียกเต็มที่ก็เรียกว่า กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ ทั้งสามอย่างนี้ ดับเสียได้ด้วยนิโรธธาตุ. มันยิ่งไม่รู้อะไรมากขึ้นไปทุกทีใช่ไหม, ลองฟังดูให้ดี สิ่งที่เรียกว่า นิโรธธาตุ หรือ สุญญธาตุ สุญญตธาตุ นี้. ถ้าไม่เข้าใจก็ลองคิดดูว่า คนมันลุ่มหลงในกาม มี ความรู้สึกเป็นกาม ถ้ามีอะไรมาดับความรู้สึกอันนั้นได้เสีย อันนั้นแหละคือนิโรธ- ธาตุ, แต่ยังไม่รู้จักตัวก็ตามใจ แต่อาจจะรู้สึกได้.

น.123 เช่นเดียวกับเดี๋ยวนี้เราก็ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าไฟฟ้า ว่าตัวจริงมันอยู่ที่ตรงไหน, แต่เรามาใช้ได้ตามสบาย ใช้เป็นแสงก็ได้ ใช้หมุนเครื่องเกิดกำลังงานก็ได้ โดยที่ไม่ รู้ว่าตัวไฟฟ้ามันอยู่ที่ไหน แต่เอามันมาใช้ ใช้ได้อย่างมากมาย มันจะทำนองอย่างนี้ แม้ว่า เราจะไม่รู้จักนิโรธธาตุชัดเจน, แต่เราอาจจะประกอบ หรือกระทำ เป็นการ กระทำเจริญวิปัสสนาอะไรก็ได้ ทำให้ธาตุนี้ออกมา ดับความรู้สึกที่เป็นกาม หรือ เป็นรูป หรือ เป็นอรูป เสีย, อย่างน้อยก็พอจะเชื่อได้ว่า มันมีอยู่จริง มันมีสิ่งนี้อยู่จริง ที่เขาเรียกว่า อสังขตะนี้มันได้มีอยู่จริง ในลักษณะที่เป็นสุญญตธาตุ หรือนิโรธธาตุ หรือ นิพพานธาตุ. ถ้า นิโรธธาตุมันก็มุ่งแต่จะดับ คือว่าดับให้มันหมดไปเลย, แต่ถ้าเรียกชื่อ เป็นนิพพานธาตุ มัน ก็มุ่งจะดับ เหมือนกัน แต่มันดับร้อน ให้หมดร้อน แล้วแต่จะ เล็งกันถึงคุณค่าส่วนไหน. ผมจึงยกมาให้ดูสักสามอย่างว่า เรียกว่า สุญญตธาตุ ก็ได้ นิโรธธาตุ ก็ได้ นิพพานธาตุก็ได้ เรียกว่าเป็นอสังขตะรวม ๆ กันก็ได้ อสังขตะ แปลว่า ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ไม่ถูกปรุงแต่ง ไม่มีเหตุปัจจัยปรุง แต่ง, แล้วมันจริง เพราะมันไม่เปลี่ยนแปลง หรือมันเที่ยง ไม่เหมือนธาตุที่มีปัจจัยปรุง แต่ง. จำคำคู่ ๆ นี้ไว้ให้ดี ไม่เที่ยงเพราะมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ นี้ เรียกว่าสังขตะ. แล้วมันตรงกันข้าม มัน ไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง, มันเที่ยงแต่มันเที่ยง ชนิดที่มองเห็นไม่ได้ มันละเอียดเกินไป เขาเรียกว่าอสังขตะ. การที่สิ่งนี้ละเอียดเกินไปมองเห็นไม่ได้นี้เป็นหลักที่ยอมรับ แม้ในบาลีก็มีไว้ ชัดว่า สิ่งที่มองเห็นยาก เข้าใจยากละเอียดเหลือเกินนั้น คือ ฝ่ายนี้ ฝ่ายอสังขตะ หรือ นิพพาน, นี่ ทุทฺทสํ-เห็นยาก สุทุทฺฺทสํ เห็นยากเหลือประมาณเหลือเกิน, หรือว่า เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ - อันนี้ละเอียดนัก อันนี้ปราณีตนัก ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ

น.124 สพฺพูปธิ ปฏินิสฺสคฺโค กระทั่ง นิพฺพานํ คือ สิ่งที่มันจะดับเสียได้ซึ่งสังขารทั้งหลาย จะทำลายกิเลสเสียได้ กระทั่งเป็นนิพพานดับร้อนได้ คือสิ่งที่ละเอียดและปราณีต สุขุมเห็นได้ยาก. ส่วนที่ตรงกันข้ามคือสังขตธรรมนั้น เห็นได้ไม่ยาก เพราะเห็น ๆ อยู่ตำตาอยู่ด้วยซ้ำ, แต่ฝ่ายอสังขตะนี้เห็นยาก. คุณไปคิดเอาเอง ว่านี้ผมเอาสิ่งที่มันไม่จำเป็นหรือไม่ถูกเรื่องถูกราว ผิดตัว มาพูดให้คุณฟัง ในฐานะที่คุณเป็นนักศึกษา แล้วก็มาพักอยู่ที่นี่ เพื่อจะขอศึกษาธรรมะ แล้วผมก็ เอาเรื่องนี้พูดให้ฟัง, มันจะเป็นเรื่องเกินไป ผิดฝาผิดตัวหรือ อะไรหรือไม่ ผมว่าไม่ผิดแล้วเหมาะสมอย่างยิ่ง จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะช่วยให้รู้ธรรมะได้จริง. แต่ คนโดยมากเขาหาว่าผิด คือเขาพูดด่าว่า ผมนี่เป็นคนไม่รู้ความพอดี ไม่รู้ประมาณ เอา เรื่องที่ไม่ควรจะพูดมาพูด, หรือยากเกินไป หรือลึกเกินไป ถูกด่าอย่างนี้ ถูกด่าอยู่ตลอด เวลา, แล้วก็ไม่รู้จักเข็ด เพราะมองเห็นอยู่จริง ว่า มันต้องเรียนเรื่องอย่างนี้ ต้องรู้ เรื่องอย่างนี้ มันจึงจะรู้สิ่งที่เรียกว่าธรรมะ. นี้เรากำลังเรียนเรื่องสิ่งที่สอง ตรงกันข้ามกับสิ่งที่หนึ่ง คือสิ่งที่เรียกว่า อสังขตะ มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่เรียกว่าสังขตะ ถ้าจะเอาคำแปลง่าย ๆ เป็นไทยง่ายๆ มัน ก็มีเหมือนกัน สังขตะแปลว่าของปรุง, แล้ว อสังขตะแปลว่าของที่ไม่ปรุง. แต่คน ที่ไม่เคยฟัง ฟังไม่ออกดอก พูดอย่างนี้ก็ฟังไม่ออก ว่าของปรุงกับของไม่ปรุงนี้ก็ยังฟังไม่ ออก, เว้นไว้แต่จะได้รับคำอธิบายมาบ้าง. คำว่า ของปรุง ก็หมายความว่า มีอะไรหลายอย่าง หลายสิ่ง มาช่วยกัน ประกอบกระทำขึ้น ปรุงขึ้นมาเป็นของใหม่ขึ้นมา เหมือนแม่ครัวเขาปรุงกับข้าวขึ้น มาอย่างหนึ่งจากของหลาย ๆ อย่าง นี่ก็เรียกว่า ปรุงคำว่าปรุงมีความหมายอย่างนั้น. บาง

น.125 ที่ช่วยทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น คำภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า composition เหมือนกัน คำว่าปรุง คือคำว่า compose เป็นกริยา. ถ้าเป็น un-compose ก็คือไม่ถูกปรุง สังขตะก็คือ composition อสังขตก็คือ un-composition ไปดูคำนี้ที่เขาอธิบายกันในปทานุกรมทางปรัชญา ก็พอจะเข้า ใจได้ แต่ถ้าปทานุกรมธรรมดามันหมายความอย่างอื่น. ความหมายของคำอสังขตะ. ที่นี้ก็จะพูดถึงคำว่าอสังขตะต่อไปอีก โดยใช้ความหมายทีละความหมาย. ความหมายที่หนึ่งเรียกว่า อสังขตะ มันเป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้งแก่จิตใจ ของตน, สิ่งที่เรียกว่า อสังขตะ นั้น เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้งแก่จิตใจของตน. บางคนอาจจะนึกได้แล้ว ว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ; เพราะเหตุว่า บรรดาสิ่ง ที่เป็นสังขตะ คือของปรุงนั้น มันแจ้งแก่จิตใจอยู่ตลอดเวลาเหลือประมาณจนเพ้อ-แต่ ส่วนที่ อสังขตะนี้ไม่เคยมีวี่แวว ก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน ไม่เห็นหัวเห็นหางเลย จึงต้องตั้งต้นกัน ใหม่ พยายามกันใหม่ ที่จะทำให้แจ่มแจ้งแก่จิตใจของเรา โดยคิด โดยใคร่ครวญ สุดแท้แต่ จะทำได้ให้เห็นสิ่งที่มันตรงกันข้ามจากสังขตะนั้น, เพื่อจะได้เห็นที่เที่ยง ที่จริง ที่ไม่ หลอก ที่ไม่มีการไหลเวียนเปลี่ยนแปลง. มันก็เป็นการยากที่จะพูดให้เห็นได้ด้วยปาก ได้แต่ชี้วิธีให้ไปทำการพิจารณา เอาเอง ค่อย ๆ เข้าใจขึ้นมาทีละนิด ๆ เราจะต้อง มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง แล้วมันก็เกิดขึ้น- ตั้งอยู่-ดับไป, เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป. ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ไม่มีอาการ อย่างนั้น, มันมีอยู่โดยไม่ต้องมีอาการเกิด, มันมีอยู่โดยไม่ต้องมีการตั้งอยู่, ดังนั้นมันจึง

น.126 ไม่มีเกิดหรือตั้งต้น ขึ้นมา แล้วการดับลงไป เมื่อไรนี้มันก็ไม่มี นี้เลยเรียกว่า นิรันดร หรืออนันตกาลบ้าง อมตะบ้าง. ถ้ามันมีคุณสมบัติเป็นนิรันดร อนันตกาล อนันตะ อะไร ต่าง ๆ ก็ต้องเล็งถึงอสังขตะนี้ทั้งนั้น. เมื่อไรสิ่งที่เป็นอมตะที่จะมาปรากฏแก่จิต บ้าง ก็พยายามขวนขวาย ทำความเข้าใจแก่สิ่งที่เรียกว่าอสังขตะนี้ ; ฉะนั้น จึงถือว่าเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ในฝ่ายอสังขตะ ที่ควรจะทำให้รู้จักกัน. รู้จักกับสิ่งที่รู้จักกันยากที่สุด. ถ้ารู้จักสิ่งนี้ก็ คือรู้จักนิพพาน. รู้จักสุญญตา รู้จักนิโรธ, รู้จักนิพพานหรือรู้จักสิ่งอื่นอีกมากชื่อมี อีกมาก ว่าแต่สิ่งนี้สิ่งเดียวเท่านั้น คืออสังขตะ เป็นอันว่าในฐานะที่เป็นอสังขตะนี้ ตรง กันข้ามกับสิ่งที่เรารู้จักดี, นี้เราต้องพยายามให้รู้จักมันให้ขึ้นมาอีกสิ่งหนึ่งส่วนหนึ่ง. ทีนี้ ความหมายที่สองในฐานะที่มันเป็นสุญญตา คือ ว่าง เป็นสุญญต. ธาตุ-ธาตุว่าง, หรือเป็นสุญญตา-ความว่าง นี้ก็เล็งถึงอสังขตะนะอย่าลืมเสีย แต่มองดู ในแง่หนึ่ง มันออกมาในความหมายว่าว่าง ว่างจากการปรุงแต่ง, ว่างจากตัวตน, ว่างจาก ความไหลเวียนเปลี่ยนแปลง เรียกว่า ว่าง, ใช้คำว่า สุญญะแปลว่าว่าง สุญญตาแปลว่า ความว่าง, สุญญตธาตุแปลว่าธาตุแห่งความว่าง ความหมายว่า ว่างจากตัวตน ดังที่กล่าว มาแล้ว. ในฐานะที่มันเป็น ความว่างนี้เราต้องมีสติให้เห็นอยู่เสมอ. นี้เป็นคำ สั่งของพระพุทธเจ้า ว่าเธอจงเป็นคนมีสติเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง อยู่ทุกเมื่อเถิด, ให้ เห็นโลกโดยความเป็นของว่าง คือ เห็นความว่างจากตัวตน ที่โลก จงมีสติเห็นมันอยู่ ทุกเมื่อเถิด, นี้ก็หมายถึงสติ หรือจงเป็นผู้มีสติ, อย่าเผลอสติ, ถ้าเผลอเมื่อไร ก็จะเห็น เป็นไม่ว่างเมื่อนั้น คือจะไปรัก ไปโกรธ ไปเกลียด ไปกลัว ไปอะไร เข้าเพราะขาดสติ ถ้า รักษาสติไว้ได้ เห็นความว่างจากตัวตนอยู่เสมอ จิตนี้ก็จะไม่ถูกปรุงเป็นไปตามทางของ

น.127 สังขตะ, คือจิตจะไม่ถูกหลอกให้รัก ให้โกรธให้เกลียด ให้กลัว ให้วิตกกังวล ให้ขุ่นมัว ให้อะไรได้. แล้ว มีสติเห็นโลกโดยความเป็นของว่าง จิตก็อยู่ในสภาพที่ว่างอย่าง เดียวกันกับสุญญตธาตุนั้น, ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไร หรือไม่มีความคิดอะไร ไม่รู้สึกอะไร ไม่ใช่อย่างนั้น มันเห็นมันรู้มันอะไรหมด มีสติเต็มที่ด้วย ; แต่มันว่าง มันไม่จับ อะไรเอามาเป็นตัวตน, เพราะไม่เห็นอะไรโดยความเป็นตัวตน ที่จะจับเอามาเป็นตัวตนได้ ฉะนั้น ในฐานะที่ อสังขตธรรมหรืออสังขตธาตุมันเป็นสุญญตานี้, เรามีหน้าที่ที่จะต้อง มีสติ เห็นโดยความเป็นของว่างอยู่ทุกเมื่อ. ทีนี้ ความหมายที่สาม คือ นิโรธ ในฐานะที่อสังขตธรรมมันเป็นนิโรธ- ธาตุ -เป็นธาตุแห่งความดับ เป็นสิ่งที่เราจะเอามาเป็นธรรมศาสตร์, พูดเพื่อให้คุณ จำง่าย ถ้าเราเห็นนิโรธธาตุ ความหมายที่เป็นความดับ เป็นที่ดับ เป็นแดนดับแห่งสิ่ง ทั้งปวง ก็รีบเอามาใช้เป็นธรรมศาสตร์, ธรรมศาสตราแปลว่าอาวุธที่มีคม กล่าวคือธรรม ในฝ่ายที่เป็นอสังขตธรรม คือนิโรธธาตุ. ธาตุนี้เข้าไปที่ไหนก็เป็นอันว่าดับ เงียบไปที่นั่น, เข้าไปที่กิเลสก็ดับกิเลส เข้าไปที่ความทุกข์ก็ดับความทุกข์, เข้าไปที่กระแสแห่งปฏิจจสมุปบาท คือการปรุงแต่ง มันก็หยุดกระแสแห่งการปรุงแต่ง หยุดการไหลเวียน. นี่พูดอย่างภาพพจน์เหมือนอุปมา เข้าไปที่ไหนก็ดับที่นั่น, กิเลสก็ดับ ความทุกข์ก็ดับ การปรุงแต่งให้เป็นกิเลส หรือ ปรุงแต่งให้เป็นความทุกข์ มันก็ดับ, ดับการปรุงแต่งนั้นเสียด้วย สิ่งที่เป็น เหตุปัจจัย แห่งการปรุงแต่ง ก็ถูกดับไปเสียด้วย, การปรุงแต่ง ก็ถูกดับไปเสียด้วย ผลที่จะเกิดขึ้น มาก็ถูกดับไป เสียด้วย. นี้เป็นความหมายรวม เป็นความหมายใหญ่ ของการตัดปัญหา. ปัญหา ของคนเราคือความทุกข์, ถ้าต้องการจะตัดปัญหานี้เสีย ก็มีสิ่งเดียวคือสิ่งที่เรียกว่า

น.128 นโรธธาตุ. แม้แต่จะดับของง่าย ๆ, แม้แต่ความตายของสิ่งที่มีชีวิต ก็ดับลงไปได้ด้วย สิ่งที่เรียกว่านิโรธธาตุนี้ได้เหมือนกัน. แต่ โดยส่วนใหญ่ หรือโดยตรงนี้ เราหมายถึง เรื่องทางจิตใจ ของคนที่ยังไม่ตาย ยังไม่ตายแท้ ๆ นี้, ยังเป็นอยู่ยังหายใจอยู่, ยังมีอายุ อยู่อีกหลายปี ก็มีการดับ ดับอะไรที่ในนั้น ที่ในจิตใจ ที่ควรจะดับได้ก็ดับ-ดับ ๆ, แต่คนไม่ต้องตาย คือดับเฉพาะที่เป็นตัวปัญหาที่จะต้องดับเสีย, เช่นความโง่ก็ดับเสียได้ ด้วยความรู้, อวิชชาก็ดับเสียได้ด้วยวิชชา, มันมีของที่ตรงกันข้ามที่จะปราบกันอยู่อย่าง นี้ โดยเฉพาะกิเลสหรือความทุกข์ดับเสียด้วยสิ่งที่เรียกว่านิโรธนี้. ดับชั่วคราว ก็มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง หรือมีคำเรียกอีกคำหนึ่ง ที่เรียก ว่า อัตถังคมะ นี้ก็แปลว่าดับเหมือนกัน, ที่ พูดเป็นไทยนี้ก็เรียกว่า อัสดง, อัสดง นี้ก็แปลว่าดับ แต่ดับอย่างนี้ดับชั่วคราว ไม่เหมือนกับคำว่า นิโรธ ซึ่งแปลว่าดับ นั้น มันดับสนิท ไม่กลับมาอีก, ในเรื่องนั้นในสิ่งนั้น ในกรณีนั้น ถ้าอัตถังคโมนี้ก็ดับ เหมือนกัน แต่ว่ามันดับ ชั่วคราว เดี๋ยวก็โผล่มาอีก, ฉะนั้น อัตถังคโมพวกนั้นมันอยู่ ฝ่ายสังขตะ. แต่ถ้านิโรธแล้วก็อยู่ฝ่ายอสังขตะคือดับไปจริง ๆ เอาความหมายว่ามันตัด ออกไป มีความหมายของคำว่า ศาสตรา -อาวุธที่มีคม ตัด ปัญหาให้หมดไปได้ โดยสิ่งที่เรียกว่านิโรธะ หรือ นิโรธธาตุ. ทีนี้ใน ความหมายที่สี่ สุดท้าย ว่า นิพพานธาตุ หรือนิพพานนี้ เป็นสิ่งที่ จะต้องทำจิตให้ลุถึงอยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะถึงที่สุด, เพราะ นิพพานแปลว่าดับ แปลว่า ดับแห่งสิ่งร้อน ให้กลายเป็นหมดร้อน คือเย็นหรือ หมดทุกข์ เหมือนกัน ความ หมายอันแท้จริงมันก็ ดับสิ้นเชิง ดับร้อนสิ้นเชิง ก็ต้องทำจิตให้ลุถึง เป็นสิ่งที่จะต้อง ทำจิตให้ลุถึง.

น.129 แต่ทีนี้มันมีข้อยกเว้นที่จะต้องผ่อนผันที่ว่า อย่างชั่วคราวก็ยังมี ที่ดับเย็น เป็นชั่วคราวไม่เด็ดขาดลงไปก็ยังมี ; เพราะว่าตามธรรมชาตินี้ ถ้าเรามันร้อนอยู่ตลอด เวลามันก็คงเป็นบ้าหรือตายแน่ มันก็มีเย็น หยุด หรือเย็นอยู่เป็นระยะ มันจึงทนอยู่ได้. นี้ก็เป็นความหมายของนิพพานธาตุเหมือนกัน, แต่ไม่ใช่อย่างแท้จริง ถึงอย่างนั้นก็ยังดี มันยังช่วยให้เป็นอยู่ได้ไม่ตายเสีย, แล้วยังเป็นเหมือนตัวอย่างสินค้าให้เราชิมลองดู ว่าเรา มีความเย็นบางเวลา ที่ไฟคือความร้อนมันไม่ได้เกิดขึ้น แต่ไม่ใช่เราจะหมดไฟเสียทีเดียว. กิเลสนี้เปรียบเหมือนไฟ มันจะเกิดขึ้นเป็นคราว ๆ ในจิตใจของมนุษย์ ; พอเกิดขึ้นก็เป็นร้อน : ราคะก็ร้อน โทสะก็ร้อน โมหะก็ร้อน เกิดทางตาตาก็ร้อน เกิดทางหูหูก็ร้อน เกิดทางจมูกจมูกก็ร้อน เป็นนรกไปเลย นี้ไฟมันก็ร้อน แต่มันโชคดี ที่ว่ากิเลสนี้มันมีเกิดดับ, เกิดดับ, ฉะนั้น มันจึงมีเวลาที่มันไม่ได้เกิด ตอนนี้มีอาการ เหมือนกับดับอยู่ ด้วยนิพพานชนิดชั่วคราว. เราทำใจให้ดีๆ กิเลสเกิดไม่ได้ นี้ก็ เย็นอยู่ได้พอทนได้, พอกิเลสเกิดก็ร้อน ร้อนก็รีบดับอีกด้วยเอานิพพานธาตุชั่ว คราวนี้มาดับ, ก็ได้ศึกษาวิชาอันลึกซึ้งนี้ พร้อมกันไปด้วยเป็นการเพิ่มเติม. ควรถือโอกาสศึกษานิพพานจากของจริงที่ประสบ. ที่ตรงนี้ผมถือเอาเป็นที่สอนเรื่องนี้ เพราะว่ามักจะมีคนพูดขึ้นหรือเอ่ยว่า แหมสบายจริง เย็นสบายบอกไม่ถูก, ที่ตรงนี้ พอเข้ามาถึงที่ตรงนี้ ทำไมสบายใจบอกไม่ถูก นี่คนที่มาแต่ที่ไกล เขาไม่สังเกตว่าเพราะเหตุใดเขาจึงรู้สึกสบายใจบอกไม่ถูก, เพราะเขาก็ ไม่เคยเรียนธรรมะ ธัมโม เขาจึงบอกไม่ได้.

น.130 มันมีธรรมชาติ ตามธรรมชาติของตรงนี้ ต้นไม้ก้อนหิน มัน ช่วยดึงจิต ใจเขาไปในทางที่ว่า ลืมตัวกู ลืมของกู ที่เป็นที่ตั้งแห่งกิเลส, ความรู้สึกที่เป็นตัวกู -ของกู มันถูกระงับไปด้วยอิทธิพลของธรรมชาติที่ตรงนี้ คือเขาลืมที่บ้าน การงาน หน้าที่รับผิดชอบอะไรที่ข้างหลัง ที่บ้านที่เรือน มันลืมหมด. จิตมันมีความรู้สึกอย่าง ใหม่เกิดขึ้น เพราะการลืมตัวกู ลืมของกู ลืมสิ่งเหล่านั้น เลยรู้สึกสบายใจบอกไม่ ถูก, นี่คือดับเหมือนกัน มัน ดับแบบนิพพาน ดับร้อนให้กลายเป็นเย็น มันเลย สบายบอกไม่ถูก, นี้หมายถึงคนปรกติธรรมดา ถ้ามาถึงตรงนี้ก็จะรู้สึกอย่างนี้ ก็ถือโอกาส ศึกษาเรื่องนี้สั่งสอนเรื่องนี้กันไปเสีย, จะได้รู้จักความเย็นชั่วคราว หรือว่าตัวอย่างของ นิพพาน. บางทีก็เรียกว่า ตัวอย่างสินค้าของพระพุทธเจ้า, สิ่งดีที่สุดของพระพุทธเจ้าที่ จะมีให้ ก็คือเย็น อย่างนี้, แต่มันเย็นตลอดไป ไม่กลับไปกลับมา ไม่เปลี่ยนแปลง. เดี๋ยวนี้เราให้ตัวอย่างนิดหน่อย ชิมดูนิดหน่อย เพื่อเขาจะได้สนใจ จะได้ติดตามไปทำไป จนถึงที่สุดไม่มีความเปลี่ยนแปลง นี้เรียกว่า นิพพาน หรือ นิพพานธาตุ แปลว่า ดับ, ดับแห่งสิ่งที่ร้อน, ส่วนคำว่า นิโรธ มีความหมายกว้างออกไป ดับไม่มีเหลือ ก็แล้วกัน, ถ้าในฐานะที่ อสังขตธรรมเป็นนิพพานนี้ ก็เรียกว่าเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา พึงทำให้ปรากฏแก่จิต ให้ถึง ที่สุด ถ้ามันไม่ถึงที่สุด ก็ให้มันบ่อย ๆ แล้วให้มันนานมาก ๆ คือให้มันเย็นมาก ปล่อยให้ จิตนี่มันอยู่กับนิพพานธาตุมาก ๆ สักหน่อย แล้วก็บ่อย ๆ สักหน่อย ในวันหนึ่งคืนหนึ่ง ก็ยังดี, จนกว่ามันจะถึงเต็มที่ คือถึงที่สุดไม่เปลี่ยนแปลง ก็เรียกว่าเป็นพระอรหันต์ไป แล้ว. ทีนี้เมื่อยังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็พยายามให้มันเย็นมาก ๆ เข้าไว้ แล้วก็บ่อย ๆ ให้ ความรู้สึกหรือว่าที่มีความเย็นนั้นมันยาวออก ๆ อย่าให้ประเดี๋ยวประด๋าว, เปลี่ยนไปในวัน หนึ่ง ๆ เย็นขนาดที่เรียกว่าเย็นสนิท ไม่ใช่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ เหมือนกับบางคนเขามานั่งอยู่ ตรงนี้ บอกว่า สบายใจบอกไม่ถูก คือมัน เย็นใจถึงที่สุด เหมือนกัน.

น.131 เมื่อมีความรู้สึกอย่างนั้น ถ้าสมมติว่าเกิดขึ้นแก่คนใดคนหนึ่ง ขอให้ถือโอกาสศึกษาให้ดีที่สุดทันที, เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะศึกษาสิ่งที่เป็นของจริง. การศึกษาที่พึ่งจากผมพูด หรืออ่านจากหนังสือนั้นไม่จริง คือไม่ใช่ของจริง ไม่มีของจริงมาศึกษา ว่าต้องเอาของจริงมาศึกษา เช่นในขณะที่จิตกำลังเย็นอยู่นั้น ก็เอาความเย็นในจิตออกมาศึกษา ทำไมมันจึงเย็น ก็จะได้รู้ว่า มันว่างไปจากตัวกู-ของกู, ว่างจากอุปาทาน ว่างจากกิเลส มันเย็น มันเย็นอย่างนั้น มันจะเข้าใจทันที, เข้าใจกิเลส เข้าใจความไม่มีกิเลส เข้าใจนิพพาน ไม่เหมือนกับว่าพูดด้วยปากหรืออ่านด้วยหนังสือนี้ มันไม่มีทางจะทำได้ ต้องให้สิ่งนั้นรู้สึกอยู่ในใจจริงๆ จึงจะเรียกว่าเรียนรู้. มันเป็นสิ่งที่ต้องเรียนด้วยใจ แล้วก็ต้องเรียนจากของจริง จำไว้อย่างนั้น. เรียนจากหนังสือ หรือเรียนจากเสียงพูดนั้นไม่ได้ ยังไม่ได้ แม้ว่าเรียนแล้วจากคำแนะนำ การพูดจา การอ่านนี้ ก็ต้องเอาไปทำอีกทีหนึ่ง จนมันเกิดขึ้นในใจจริงๆ แล้วก็รู้จากที่มันเกิดจริง จึงเรียกว่าเรียนจากของจริงด้วยเหมือนกัน. เรื่องนี้มันเสียอยู่ที่ตรงนี้ ที่พวกคุณหรือพระเณรทั้งหลายทั่วไปนี้ ไม่สนใจที่จะเรียนจากของจริง พอมันเกิดกิเลส เกิดความร้อน ก็ไม่เรียน, ไม่เรียนความร้อน มันไปบ้าเป็นผีไปเสียอีก พอมัน เกิดความร้อนขึ้นในจิต ขุ่นมัวขึ้นในจิต หงุดหงิดในจิตแทนที่จะถือโอกาสนั้นเรียนให้รู้จักกิเลส, ไม่เรียน กลายเป็นโกรธไป อะไรต่อไปเสียอีก, ไม่เป็นนักเรียน, เป็นคนบ้า หรือเป็นผีสิงเป็นอะไรไป กว่ามันจะหายดับไปเองก็เลยไม่ต้องเรียนกัน. ฉะนั้นถ้าเมื่อใดมันเกิดโกรธ เกิดรัก เกิดกลัว เกิดอะไรขึ้นมา ก็รีบถือโอกาสเรียนจากของจริง ที่มันกำลังรู้สึกอยู่ในใจนั้น, เดี๋ยวนิโรธธาตุมันมาช่วยดับ.

น.132 ถ้าคุณเรียนอย่างนี้ เดี๋ยวก็จะได้พบกันกับ นิโรธธาตุที่จะเกิดขึ้นปรากฏขึ้น มาช่วยดับปัญหานี้ได้ ช่วยตัดปัญหาได้, ฉะนั้น ผมเรียกมันว่า ธรรมศาสตรา คุณก็คงจะไม่คัดค้าน. ธรรมศาสตรา ศาสตราคือธรรมะ ที่จะตัดปัญหา ที่จะตัดสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งต่อไปมันจะมีในชีวิตจิตใจเรื่อยๆ ไปในอนาคต จนกว่าจะตายจะเข้าโลงไป มันจะมีปัญหาอยู่เรื่อย ๆ จะเอาอะไรมาตัดมัน มาดับมัน, สิ่งนั้นคือ นิโรธธาตุ หรือ นิพพานธาตุ หรือสุญญตธาตุ หรือ อสังขตธาตุ เป็นสภาวธรรมประเภทหนึ่ง มันตรงกันข้ามกับประเภท ทีแรกที่เรียกว่าสังขตะ นี้มันประเภทอสังขตะ มันจะเป็นคู่ปรับกันอย่างยิ่ง คือมันจะดับที่เป็นปัญหาไปหมด, ดับทั้งบุญดับทั้งบาป ดับทั้งดีดับทั้งชั่ว ดับทั้งแพ้ดับทั้งชนะ ดับทั้งมีดับทั้งไม่มี มันน่าขันไหมมันดับได้ทั้งมีและดับได้ทั้งไม่มี มันอยู่เหนือความที่มาถูกปรุงแต่ง, มีนี้ก็ปรุงแต่ง ไม่มีนี้ก็ปรุงแต่ง, มันต้องไม่ปรุงแต่ง มันต้องดับเสียหมดทั้งมีและทั้งไม่มี หรือทั้งสุขและทั้งทุกข์ ทั้งได้ทั้งเสีย ทั้งแพ้ทั้งชนะ. อย่าไปเข้าใจว่า อสังขตะนี้เป็นส่วนที่เป็นความสุข ที่คู่กันกับความทุกข์, ความสุขที่คู่กันกับความทุกข์นั้นยังเป็นสังขตะ คือมันมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นความสุขบ้าง เป็นความทุกข์บ้าง ถ้ามันเป็นอสังขตะ มันต้องเพิกออกไปทุกชนิด ที่มันเป็นคู่ ๆ ๆ ๆ นั้นสังขตะมันจะเป็นการเปรียบเทียบ. นี้ลองนึกดูเล่น ๆ ตอนเวลาว่าง ๆ ให้รู้จัก พวกสังขตธรรมทั้งหลาย ที่มันหลอกเราให้หลงใหลไป คือความหมายที่เป็นคู่ ๆๆ ล้วนแต่ถูกปรุงขึ้นมาทั้งนั้น, เป็นความทุกข์ก็ปรุงขึ้นมา ความสุขก็ปรุงขึ้นมา การแพ้ก็เป็นการปรุงขึ้นมา การชนะก็เป็นการปรุงขึ้นมา, การได้กำไรก็เป็นการปรุงขึ้นมา, การขาดทุนก็เป็นการปรุงขึ้นมา กระทั่งว่ามันเป็น positive negative ก็เรียกว่ามีการปรุงเสมอกัน, การมีการไม่มี ภาวะที่สมมติกัน

น.133 ว่าเป็นผู้หญิงเป็นผู้ชาย, ทุก ๆ คู่ที่มันล้วนแต่อยู่ในวงของการปรุงแต่งทั้งนั้น เราไม่เคย สนใจเราก็ไม่รู้จัก เดี๋ยวนี้ควรจะสนใจกันบ้าง ว่านี้คือพวกสังขตะ ที่ปรุงแต่งขึ้นมาตาม เหตุตามปัจจัย อาศัยความไม่รู้ของเรามันจึงปรุงแต่งได้มาก. นี้เราเกิดรู้ขึ้นมา, ไปรู้ ฝ่ายที่ตรงกันข้าม ที่จะตัดพวกเหล่านี้ออกไปเสีย ก็เรียกอย่างที่เรียกว่า อสังขตะบ้าง สุญญตะบ้าง นิโรธะบ้าง นิพพานะบ้าง นี่เป็นพวกอสังขตะ. เมื่อมันไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งถึงขนาดนี้ ก็ไม่มีส่วนไหนที่จะเรียกได้ว่าตัว ตน, ทั้งหมดนี้เพื่อจะดับเสียซึ่งความรู้สึกเขลา ๆ ไปว่าตัวตน เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน. พวกสังขตะ ก็เป็นของมายา ไม่มีตัวตน, แม้ พวก อสังขตะ ที่ว่านี้ ก็ยังไม่ใช่ตัวตน แต่มันไม่ใช่มายา มันไม่หลอกลวง มันจริง มันแน่ มันเที่ยง, แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ สักว่าธาตุตามธรรมชาติ มันก็ไม่ใช่ตัวตนเหมือนกัน การที่จะระงับความยึดถือว่าเป็นตัวตนนี้ จะระงับหมดสิ้นเชิง อย่างนี้ เพราะ ได้เห็นอสังขตธรรม, เห็นสุญญตา, เห็นอนัตตา, นิโรธะและนิพพาน. นี้เราก็ได้พูดถึงเรื่องอสังขตะมาโดยใจความ ก็เรียกว่ามันมีเท่านี้แหละ เพราะ มันมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแหละ คือไม่ปรุงแต่ง นี้พวกที่เป็นสังขตะก็รู้, แล้วพวกที่เป็น อสังขตะก็รู้ ทั้งสองพวกนี้ก็เรียกว่า สภาวธรรม ธรรมที่เป็นอยู่เอง คือธรรมชาติใน ความหมายทั้งหมดในพระพุทธศาสนา, ในพระพุทธศาสนานี้ ถ้าพูดว่าธรรมชาติเพียงคำ เดียวเท่านั้น ก็เท่ากับพูดว่าธรรมเพียงคำเดียว หมายถึงสภาวธรรมที่เป็นอยู่เองนี้ ในฐานะที่เป็นธรรมชาติ ที่เป็นปรากฏการณ์ ปรากฏแก่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ก็ เป็นสังขตะ, ที่ปรากฏแก่สติปัญญาลึกซึ้ง นี้ก็เรียกว่าอสังขตะ. คุณจะมองอสังขตะด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามธรรมดาไม่ได้ คน ธรรมดาตามธรรมดาก็มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กันอยู่ทุกคน ก็ไม่มองเห็นสิ่งที่เรียกว่า

น.134 อสังขตะนี้ได้ ไม่เห็นความว่างได้ ไม่เห็นความดับได้ ต้องอบรมปัญญาตามวิธีที่พระศาสดา ได้แนะไว้ จนเกิดสติปัญญาขนาดนั้น จึงจะเกิดธรรมจักษุหรืออะไรพวกนี้ เห็นแจ้งต่อสิ่ง ที่เรียกว่าอสังขตะหรือสุญญตา หรือนิโรธ หรือนิพพานได้. เดี๋ยวนี้เราเอาแต่เพียงว่า รู้ไว้ว่าสภาวธรรมมันมีอยู่อย่างนี้ มีอยู่เป็นสอง ฝ่ายอย่างนี้ แล้ว สภาวธรรมนี้เป็นเพียงหนึ่งสิ่งเท่านั้น ในสี่สิ่ง คือยังมีสัจจธรรม, ปฏิบัติธรรม และก็ปฏิเวธธรรม อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ขอให้จำคำเหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ จะช่วยให้ศึกษาธรรมะได้โดยง่าย แล้วคำว่าโดย ง่ายนี้ไม่ง่ายเปล่า สนุกด้วย. อย่างที่เหมือนกลิ้งครกขึ้นภูเขา เพราะมันทำไม่ถูกวิธี, การ ศึกษาธรรมะจึงไม่รู้สึกว่าสะดวก หรือง่าย หรือสนุก ก็เพราะว่าไม่เข้าใจคำสำคัญ บางคำนั่นเอง ที่แทมันก็มีอยู่ไม่กี่คำดอก, แต่ถ้าไม่สนใจกับมัน มันก็ไม่เข้า ใจได้เหมือนกัน. ฉะนั้น ขอให้สนใจคำสี่คำแรกนี้ไว้ก่อน ว่า สภาวธรรม ว่า สัจจธรรม ว่า ปฏิบัติธรรม ว่า ปฏิเวธธรรม. แล้วคำว่า สภาวธรรม ก็เอามา แบ่ง แยกเป็นสังขตธรรม และ อสังขตธรรม, และแล้วก็มีรายละเอียดอย่างที่เราพูดกันมาสาม ครั้ง นี่จะช่วยให้เกิดความง่ายดายต่อไปข้างหน้าขึ้นได้มาก ตั้งครึ่งตั้งค่อนทีเดียว. ถ้า รู้จักสิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม นี้ให้เพียงพอเท่านั้น การศึกษาธรรมะจะง่ายขึ้นมาตั้งครึ่ง ตั้งค่อน ฉะนั้นขอให้สนใจ. วันนี้ก็หมดเวลาแล้ว ยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ก่อน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต