น.135 ในการบรรยายครั้งที่ ๖ ของการบรรยายเรื่องธรรมศาสตรานี้ จะได้กล่าวโดยหัวข้อที่ว่า สิ่งที่เรียกว่า สัจจธรรม และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพุทธศาสนา. [ ทบทวน. ] เรื่องนี้ขอให้นักศึกษา ทบทวนข้อความที่ได้กล่าวมาแล้วในครั้งก่อน ๆ ให้ เป็นที่เข้าใจชัดเจนอยู่ในใจ จึงจะฟังได้สะดวกและเข้าใจได้ง่าย คือให้ทบทวนในข้อที่ว่า คำว่าธรรมเพียงคำเดียว ย่อมหมายถึงทุกสิ่ง ไม่ยกเว้นสิ่งใดเลย จะเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จัก หรือไม่รู้จัก มันย่อมจะมีอยู่ตามธรรมดาธรรมชาติ, ทั้งหมดนั้นรวมเรียกว่า ธรรม เพียงคำเดียว. และอยากจะให้ผู้ที่เป็นนักศึกษาทั้งหลาย ได้ทราบไว้ด้วยว่า คำนี้แปลก จนถึงกับไม่อาจจะแปลเป็นภาษาอื่นได้ ต้องใช้คำเดิมว่า ธรรม อยู่นั่นเอง, แปลกก็คือ ๑๐๓
น.136 ว่า จะมีปัญหา หรือคำถามตั้งขึ้นมาอย่างไร, คำตอบมันตอบได้ด้วยคำว่าธรรมเพียงคำเดียว แล้วเป็นถูกหมด ก็ลองตั้งปัญหามาว่าอย่างไร อาจจะตอบด้วยคำว่า ธรรม ทำไมเราจึงเป็นทุกข์? ก็เพราะสิ่งที่เรียกว่าธรรมในความหมายหนึ่ง ที่เป็นกิเลส. ทำไมเราจึงเป็นสุข ? ก็ตอบได้ว่า ธรรมในความหมายหนึ่ง ซึ่ง หมายถึงการปฏิบัติที่ถูกต้อง โลกเกิดมาจากอะไร ? ก็ตอบได้ว่า ธรรม. โลกนี้ตั้งอยู่ ได้ด้วยอะไร ? ก็ตอบว่า ธรรม โลกนี้จะแตกสลายไปด้วยอะไร? ก็ตอบได้ว่า ธรรม นี้ผู้มีปัญญาไปคิดดูเอง แล้วจะเข้าใจคำว่าธรรมนี้ยิ่งขึ้น. ดังนั้นเมื่อจะแบ่งสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ให้เป็นประโยชน์ในการศึกษา เราจึง แบ่งเป็นสี่ประเภท หรือสี่ความหมายดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ตั้งแต่การบรรยายครั้งต้น ๆ โน้น จนแบ่งได้เป็นคำว่า สภาวธรรม หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ, แล้วก็ สัจจธรรม คือ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และ ปฏิบัติธรรม - หน้าที่ที่คนเราจะต้องปฏิบัติให้ถูก ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, และ ปฏิเวธธรรม หรือ วิปากธรรม นี่คือ ผลที่เกิดมา จากหน้าที่ ที่มนุษย์ปฏิบัติถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ก็ลองคิดดูว่า มันมี อะไรที่แปลกไปจากนี้ ในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์เกี่ยวข้องอยู่ จะรู้จักก็ตามไม่รู้จักก็ตาม นี้ผู้มีปัญญาเป็นนักศึกษาลองไปใคร่ครวญดู. ถ้าเราจะ พูดเป็นภาษาธรรมดาสามัญ ก็พูดได้ว่า ประเภทที่หนึ่งคือ ตัวธรรมชาติ นั้นเอง. ประเภทที่สอง คือ กฎของธรรมชาติ, ประเภทที่สาม หน้าที่ตามธรรมชาติ, ประเภทที่สี่ผลจากหน้าที่ตามธรรมชาติ. จะรู้จักสภาวธรรมได้ ก็ดูที่ตัวธรรมชาติ, จะรู้จักสัจจธรรมได้ ก็ดูที่ ตัวกฎของธรรมชาติ, จะรู้จักปฏิบัติธรรมได้ ก็ดูที่ตัวหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ,
น.137 จะรู้จักปฏิเวธธรรมได้ ก็ดูที่ผลที่ได้รู้สึก รู้อย่างประจักษ์อยู่ในจิตใจของตนเองว่า เรา กำลังได้รับผลอย่างไร. นี่สี่คำหรือสี่ความหมายอย่างนี้ ย่อมรวมสิ่งที่เรียกว่า ธรรมเข้าไว้ หมดสิ้น. ที่นี้ สำหรับ สภาวธรรม หรือตัวธรรมชาตินั้น เราได้แบ่ง แยกเป็นพวก สังขตะ และ อสังขตะ คือ มีปัจจัยปรุงและไม่มีปัจจัยปรุง ก็พูดกันไปจนจบเรื่องแล้ว ในการบรรยายครั้งที่แล้วมา ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า เพียงรู้จักสิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรมพวก เดียวเท่านั้น มันมีประโยชน์หรือมีอานิสงส์อย่างไรบ้าง. หรือจะดูกันในแง่หนึ่งว่า นักศึกษาทั้งหลายรู้จักสิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม หรือแม้จะใช้คำว่าธรรมชาติ กันก็ได้ นั้นอย่างไร เคยแยกออกเป็นสังขตะหรืออสังขตะหรือ เปล่า บางทีจะไม่เคยได้ยินคำเหล่านี้ก็ได้ แต่เมื่อพูดก็พอจะเข้าใจได้ ว่าธรรมดาสิ่งทั้ง ปวงที่เป็นอยู่ตามธรรมชาตินั้น เรารู้จักกันแต่พวกที่มีปัจจัยปรุงแต่ง, ส่วนที่ตรงกันข้าม เราไม่เคยได้ยินไม่รู้จัก ต้องศึกษาจากพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะ. เมื่อรู้จักทั้งสองฝ่าย แล้ว ก็จะรู้สึกว่าหูตามันสว่างขึ้นอย่างมากมาย. ทีนี้ก็จะต้องรู้กันต่อไปถึงประเภทที่สอง ที่สาม ที่สี่ ประเภทที่สอง คือ สัจจ- ธรรมหรือที่จะเรียกว่า กฎของธรรมชาติ นั่นแหละ เป็นเรื่องที่จะได้พูดกันในวันนี้ ขอให้ตั้งสนใจฟังกันต่อไป. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้ ] ศึกษาความหมายของสัจจธรรม. คำว่า สัจจธรรม ก็แปลว่า ธรรมที่เป็นสัจจะ คำว่าสัจจะเราก็พอจะทราบ กันได้ว่า มันแปลว่าจริง ; แต่ในที่นี้ มัน หมายถึงสิ่งที่เรียกว่ากฎ, เพราะ สิ่งที่เรียก
น.138 ว่ากฎนั้นเป็นของจริงยิ่งกว่าสิ่งใด, แต่ไม่ใช่กฎอย่างที่มนุษย์ตั้งขึ้นเอง นั้นมันเป็นกฎปลอม ว่าไปตามความรู้สึกของมนุษย์ หรือคนที่มีอำนาจตั้งขึ้นมา, กฎหมายหรือกฎบ้านเมือง กฎอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่สัจจธรรมในที่นี้. สัจจธรรมในที่นี้หมายถึง กฎที่เป็นอยู่เองตามธรรมชาติ. เช่น กฎที่เป็นสามัญลักษณะ สิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ดี, หรือ กฎที่ว่าเมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จะเกิดขึ้น ที่เรียกว่ากฎแห่ง อิทัป- ปัจจยตา ก็ดี, กระทั่งถึง กฎแห่งจตุราริยสัจจ์, เกี่ยวกับความดับทุกข์และความทุกข์ ก็ดี, นี้เป็นอยู่โดยธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ เรียกว่ากฎ และเป็นของจริงถึงที่สุด เราจึงเรียกว่า สัจจธรรม. ทีนี้เพื่อการศึกษาที่กว้างขวางออกไปอีก เราควรจะได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าสัจจธรรมนี้ โดยละเอียดลออหรือทั่วถึง ดังนั้นเรา จะต้องศึกษาสิ่งที่เรียกว่าสัจจธรรม นี้กันโดยสามแง่ สามมุม สามความหมาย. ข้อนี้นักศึกษาทั้งหลายอาจจะไม่เคยรู้ เพราะว่าในสำนักศึกษาของพวกคุณเขาไม่ใช้วิธีกันอย่างนี้ก็ได้ ; แต่วิธีศึกษาทางพระพุทธศาสนา ตามวัดตามวาหรือที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ทั้งหลายนั้น เมื่อจะศึกษาคำคำใดคำหนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาจะแยกออกเป็นสามส่วนก่อนเสมอไป, ขอให้จำไว้ให้ดี. เขาจะต้องตั้งปัญหาขึ้นมาว่า โดยพยัญชนะ คือตัวหนังสือ มันหมายถึงอะไร, แล้ว โดยอรรถะ คือ โดยความหมาย ของตัวหนังสือนั้น ซึ่งมันมีอยู่เป็นอยู่หลาย ๆ ชั้นนั้น มันจะหมายถึงอะไร นี้เรียกว่าโดยอรรถะ, ชั้นที่สาม จะเรียกตามภาษาสมัยใหม่ว่า โดยประยุกต์ คือ โดยการปฏิบัติ เท่าที่จะเอามาปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ได้อย่างไร.
น.139 อันที่หนึ่ง เรียกว่า โดยพยัญชนะ คือโดยตัวหนังสือ หรือคำที่ใช้เรียกสิ่งนั้น ที่เป็นภาษาบาลีนี้มันแปลกอยู่อย่างหนึ่งว่า มันเป็นตัวหนังสือที่จะถอดรูปเป็นความหมายออกมาจากรากของศัพท์ที่เรียกว่า root, รากของคำ ภาษาที่เป็นตันติภาษาทั้งหลายจะมีสิ่งสิ่งนี้แสดงชัดอยู่ในการศึกษาภาษานั้น ๆ, เช่น ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาละตินภาษาอินโดอารยันทั้งหลายเหล่านี้ มันก็จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า root หรือรากของศัพท์บัญญัติไว้ให้เห็น. ฉะนั้นเราจึง รู้จักคำนั้นโดยพยัญชนะ คือโดยตัวหนังสือได้โดยง่าย และ อาศัยสิ่งที่เรียกว่ารากศัพท์ นั้นเป็นหลัก. ที่นี้ โดยความหมาย ก็คือว่า คำ ๆ นั้นมัน มีรากศัพท์ได้หลายอย่าง มีความหมายต่าง ๆ กันออกไป, แล้วขยายความเป็นความหมายชั้นที่หนึ่ง ที่สอง ที่สามก็ได้ อย่างนี้เรียกว่าโดยความหมายที่มันกว้างออกไป. ในที่สุดมาถึงสิ่งที่สาม โดยประยุกต์ ในความหมายทั้งหมดนั้น ความหมายอันไหนจะมาเป็นหลักของการปฏิบัติ ที่มนุษย์จะพึงปฏิบัติได้. นี่เมื่อจะศึกษาคำสักคำหนึ่ง เราก็ได้เป็นสามหัวข้อ คือ โดยพยัญชนะ ของมัน, โดยอรรถะ ของมัน, แล้วก็ โดยการประยุกต์ คือการเอามาปฏิบัติเท่าที่จำเป็นจะต้องปฏิบัติ. ความหมายโดยพยัญชนะ. ทีนี้ก็จะได้อธิบายให้เห็นละเอียดออกไป อธิบายถึงคำว่าสัจจะนี้ โดยพยัญชนะก่อน อาจจะมากหรือเกินไปสำหรับคนธรรมดาก็ได้ แต่ถ้ารู้ไว้ก็ไม่เห็นลำบากอะไร แล้วจะมีประโยชน์. คำว่าสัจจะนี้ มันมีความหมายมาจากรากศัพท์ว่า สะจะ สะจะ เขาเรียกกันในไวยากรณ์ว่าธาตุ คือธาตุของสัตว์ แต่ถ้าในการศึกษาทั่ว ๆไป อย่างในโรงเรียนนี้ เขาเรียกว่ารากของศัพท์ ซึ่งฝรั่งเรียกว่า root, ของศัพท์
น.140 นี้ธาตุ หรือ รากของศัพท์ที่ว่าสะจะนี้ มันแปลได้สอง -สามอย่าง หรือ เรียกว่ามันมีรากสอง-สามราก สะจะ คำที่หนึ่งแปลว่าพูด สะจะ คำที่สองแปลว่า ประชุม รวม ๆ กันอยู่, สะจะ คำที่สามแปลว่าภาวะที่มันเป็นซ้ำ ๆ ๆ ๆ กันอยู่. คุณลองทายดู ก็อาจจะเข้าใจแล้วว่า อันไหนมันจะมาเป็นความหมายของคำว่า สัจจะ ; สะจะที่แปลว่าพูดนี้ ก็ไม่ได้เล็งถึงว่าจริง, พูดไม่จริงก็ได้ แต่มันก็มีรากศัพท์ อยู่ตัวหนึ่งซึ่งแปลอย่างนั้น. สะจะที่แปลว่าประชุมรวมกันอยู่มาก ๆ นี้ ที่มันใกล้กับความ หมายของคำว่าจริงเข้ามาแล้ว, มันรวมกันอยู่มาก มันย่อมมีความหมายมากหรือมันมีความ มั่นคง. แต่สะจะตัวที่สาม ซึ่งแปลว่า ความเป็นซ้ำ ๆ ๆ ๆ กันนี่ เห็นได้ชัดว่า มันเป็น ความหมายของ คำว่า สัจจะ คือ จริง เพราะมันเป็นอย่างซ้ำ ๆไม่เป็นอย่างอื่น, มันก็รวม น้ำหนักเป็นความจริงขึ้นมา. สัจจะที่แปลว่าความเป็นซ้ำ ๆ ๆ ๆ ก็เรียกว่า เป็นความ หมายของคำว่าสัจจะ ที่แปลว่าจริงนี้ได้ มันเป็นการตายตัวลงไป มันไม่เปลี่ยนเป็นอย่าง อื่น มันซ้ำ ๆ แต่อย่างเดียวอยู่นั่น ความเป็นอยู่อย่างซ้ำ ๆ กัน, เราจึงถือเอาว่า คำว่า สัจจะนี้ มาจากรากศัพท์ที่ว่า สะจะ ที่มีความหมายว่า การเป็นอย่างซ้ำ ๆ ๆ ๆ กันจนตาย ตัว. นี่เรียกว่าโดยพยัญชนะ คือ ตัวหนังสือคำว่าสัจจะ มีใจความว่า มันเป็นซ้ำ ๆ ๆ ๆ กันอยู่อย่างตายตัวก็มีประโยชน์แล้ว พอที่จะเข้าใจความหมายคำว่า สัจจะ หรือสัตยะ ได้ดี. ความหมายโดยอรรถะ. ทีนี้ข้อต่อไปที่เรียกว่า โดยอรรถะ คือโดยเนื้อความ เมื่อมันเป็นของที่เป็น ซ้ำ ๆ ๆ ๆ กันอย่างตายตัวนั้น อรรถะ หรือเนื้อความของคำว่า สัจจะนี้ เราก็หาพบได้ ในพระบาลีนั้นเอง ไม่ต้องเดา, โดยเฉพาะบาลีพระพุทธภาษิต ที่กล่าวถึงสิ่งที่เป็นสัจจะ
น.141 ก็จะพบคำว่า ตถา หรือ ตถตา ซึ่งแปลว่า ความเป็นอย่างนั้น, อวิตถาหรืออวิตถตา คือ ความที่ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนัญญถาหรืออนัญญูถตา ซึ่งแปลว่าความไม่เป็น ไปโดยประการอื่น, หรือว่า ธัมมัฏฐิตตา-ความตั้งอยู่แห่งธรรมดา, ธัมมนิยามตา-ความ เป็นกฎตายตัวแห่งธรรมดา, นี้ล้วนแต่เป็นอรรถะ หรือความหมายของคำว่าสัจจะ คือสิ่ง ที่จริงแน่นอนลงไป, ขอให้ถือเอาใจความที่รวมมาจากคำทั้งหมดนี้ว่า มันเป็นอย่างนั้นอย่าง ตายตัว . ทีนี้ อรรถที่ขยายออกไปอีก อย่างในสุญญตนิบาต ซึ่งมีพุทธภาษิตตรัสไว้ ประโยคหนึ่งว่า เอกํหิ สจฺจํ น ทุติยะ มตฺถิ ซึ่งแปลว่า โดยแท้จริงสัจจะย่อมมีหนึ่ง สิ่งที่ สองย่อมไม่มีสำหรับสิ่งนั้น นี้แปลว่า ถ้ามันจริง เป็นสัจจะ มันก็ ต้องเป็นเดียว ไม่ ต้องมีสิ่งที่สอง หรืออันที่สองคู่กันอยู่กับสิ่งนั้น, แล้วมีความขยายความออกไปว่า ยํ สจฺจํ ตํ อโมสธมฺมํ สิ่งใดไม่มุสาเป็นธรรมดา สิ่งนั้นเรียกว่าสัจจะ, และ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมายถึงนิพพาน อโมสธมฺมํ -แปลว่า ไม่มุสา เป็นธรรมดานี้. คำนี้เราได้ยินได้ฟัง แต่เรื่องหรือคำที่คนเขาพูด ส่วนในบาลีนี้เห็นได้ชัดคำว่ามุสานี้ใช้ได้แม้แก่สิ่งที่ไม่ใช่คน, คือว่า ถ้ามันเท็จ ไม่จริง ไม่คงที่แล้ว ก็เรียกว่ามุสาได้ทั้งนั้น, อย่างความไม่เที่ยงของ สังขารหรือแม้แต่วัตถุนี้ก็เรียกว่ามุสา สิ่งใดมีความไม่มุสาเป็นธรรมดา สิ่งนั้นเป็นสัจจะ อย่างสูงสุดก็คือนิพพาน. ทีนี้ ในคัมภีร์มัชฌิมนิกาย ยังมีคำว่า เอกํ ปรมํ อริยสจฺจํ ยทิทํ อโมสธมฺมํ นิพพานํ ว่า สิ่งนั้นเป็นอริยสัจจ์อันยิ่ง กล่าวคือสิ่งที่เป็นอโมสธรรม คือไม่มุสาเป็นธรรมดา ซึ่งได้แก่นิพพาน. ในที่นี้มีคำว่า อริย เข้ามาด้วย แปลว่า สัจจะอันประเสริฐ แล้วมีคำว่า ปรมะ เข้ามาด้วย หมายถึงว่า อย่างยิ่ง หรืออย่างสูงสุด แล้วเล็งถึงนิพพานโดยเฉพาะ หรือ มีคำประกอบว่า อโมสธมฺมํ อยู่ที่นิพพานนั้น. ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่านิพพานนั้นเท่านั้น
น.142 ที่ จะเป็นสิ่งที่ไม่มุสา ที่ประเสริฐและสูงสุด. นี้ขอให้เข้าใจคำว่า ไม่มุสา ไว้อย่างนี้ คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นซ้ำ ๆ ๆ ๆ กันอยู่อย่างไร. นี้ข้อความต่อไป ที่ มีอยู่ในคัมภีร์คาถาวัตถุ นี้คือคัมภีร์ฝ่ายอภิธรรม มีคำที่ควรสนใจอยู่ประโยคหนึ่งว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ อสงฺคตานิ อามนฺตา, เมื่อตั้งคำถาม ขึ้นมาว่า สัจจะทั้งสี่เป็นอสังขตะหรือ ก็ยืนยันว่าเป็นอย่างนั้น. ในที่อื่นก็มีอีก ที่ยืนยันว่า บรรดาสิ่งที่เป็นสัจจะแล้วต้องเป็นอสังขตะ. คำว่าอสังขตะ เราก็พูดกันมาแล้วในการบรรยาย ครั้งที่แล้วมานั่นเอง ว่าสิ่งที่ไม่มีอะไรจะปรุงแต่งได้ ไม่ใช่ถูกปรุงแต่งมาโดยสิ่งใด เพราะ ถ้าอะไรปรุงแต่งได้ หรือถูกปรุงแต่งมาโดยสิ่งใดแล้ว มันสัจจะอยู่ไม่ได้ ฉะนั้น สัจจะ หรือกฎทั้ง หลายนี้ ต้องเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นอิสระแก่ตัว ไม่ต้องมีสิ่งอะไรมาช่วย ปรุงแต่ง ช่วยสร้าง ช่วยบัญญัติ อะไรเลย จึงจะเรียกว่า สัจจะ. ในความหมายนี้. นี้ต่อไปอีก ที่เป็นความหมายทางธรรมะ ซึ่งจะเพ่งเล็งไปยังนิพพานเป็นที่ สุด ก็ มีข้อความในสังยุตฺตนิกายว่า ยํ สจฺจํ ตํ นิรูปธึ -สิ่งใดเป็นสัจจะ สิ่งนั้นจะไม่มีอุปธิ. คำว่า อุปธิ ผมก็ได้อธิบายแล้ว ถ้าคุณไม่เอาเปรียบมากเกินไป ก็ควรจะรู้เองบ้างซิ, อุปธิ ก็แปลว่า เข้าไปแบกไว้ หรือ ทรงไว้ คือแบกของหนัก. ใจความย่อ ๆ มันมีอย่างนี้ สิ่ง ใดเป็นสัจจะ สิ่งนั้นไม่ต้องมีใครไปแบก ไปทูน ไปหาม ไปยก มันไว้ ; คือมัน ตกไม่ได้ มันล้มไม่ได้, ไม่ต้องมีใครประคับประคอง ช่วยป้องกันรักษา ยํ สจฺจํ ตํ นิรูปธึ -สิ่งใดเป็นสัจจะ สิ่งนั้นไม่ต้องมีสิ่งที่เข้าไปช่วยดุน ช่วยดันไว้ข้างใต้. แต่ถ้าว่าจะเป็น ความหมายทางธรรมที่ลึกกว่านี้ คำว่า อุปธิ นี้ก็แปลว่า กิเลสประเภทอุปาทาน ; ฉะนั้น สัจจะก็เลยหมายถึงพระนิพพาน เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องมีกิเลส ไม่ต้องมีอุปาทาน ไม่มีอุปธิ. นี้ขอให้ถือเป็นสองความหมายอย่างนี้ ในความหมายทั่วไปว่า สิ่งใดเป็น ความจริง สิ่งนั้นไม่ต้องมีสิ่งใดมาช่วยหนุน ช่วยรักษา ช่วยประคองไว้เพื่อไม่ให้ล้ม
น.143 นี้ดูต่อไป ในคัมภีร์อภิธานศัพท์ อภิธานัปปทีปิกา เป็นต้น คำว่า สัจจะ นั้นคือ อกตะ อกตะแปลว่า สิ่งที่ไม่มีสิ่งใดกระทำขึ้น คือ ไม่ถูกกระทำขึ้น ความหมายก็อย่างเดียว กันอีก, แล้วก็ ระบุไปถึงอสังขตะถึงนิพพาน ถึงอมตะ เป็นต้น ถ้าเป็นอสังขตะก็ไม่มี สิ่งใดกระทำขึ้น หรือช่วยประคับประคองไว้. สภาวะที่เรียกว่านิพพาน เหมือนกัน เป็นที่ดับแห่งสังขารทั้งหลาย เป็นกฎเกณฑ์ที่มั่นคงอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใคร มาช่วยสนับสนุน, แม้สิ่งที่เรียกว่า อมตะ คือไม่รู้จักตาย ไม่รู้จักดับก็เหมือนกัน, ต้อง เป็นสัจจะ ในความหมายพื้นฐานที่ว่า อะกะตะ ไม่ถูกสิ่งใดกระทำ ไม่มีสิ่งใดสร้างขึ้น นี้คำที่เอามากล่าวให้ฟัง เช่น คำว่า อมิตายุ อมิตาภะ -มีแสงสว่างอันคำนวณไม่ได้, มีอายุอันคำนวณไม่ได้ เป็นต้น. นี้คือความหมายของคำว่า อมตะ ไม่รู้จักตาย เพราะ มันเป็น อกตะ, ไม่มีสิ่งใดกระทำ. ทีนี้ความหมายอันที่สำคัญที่สุดอันสุดท้าย คือว่า สิ่งที่เรียกว่า สัจจะ นั้นจะเป็น วิเศษวิโสอย่างไร มัน ก็เป็นสักว่าธาตุ, ธาตุตามธรรมชาติ เพียงแต่ เป็นอสังขตธาตุ หรือว่าจะเรียกว่าสัจจธาตุเสียเลยก็ได้ เป็นธรรมธาตุก็ได้ เป็นอสังขตธาตุก็ได้ เป็น อมตธาตุก็ได้, เรียกว่า ธาตุที่เป็นอิสระที่สุด เราจะเรียกว่า อิสรธาตุ เสียเลยก็ได้ คือว่าธาตุอื่น ๆ มันเป็นฝ่ายสังขตะทั้งนั้น มันไม่มีอิสระ, ไม่มีความเป็นอิสระ มีธาตุอื่น ๆ มากวน มาปรุงมาแต่ง มาผสมผสานเป็นอย่างอื่นไปไม่มีที่สิ้นสุด. แต่ถ้ามันเป็น อสังขต- ธาตุ หรือธรรมธาตุในกรณีอย่างนี้ มันเป็นอิสระ ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด. นี้ขอให้จำไว้ให้ดี ๆ โดยสังเกตไว้ให้ดี ๆ ว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า สัจจะนั้นก็ เป็นเพียงธาตุ แต่ธาตุประเภทอสังขตะ. ฉะนั้นในบางกรณี พระพุทธเจ้าท่านเรียก สิ่งนี้ว่าธาตุเฉย ๆ ก็มี คือคำสวดที่สวดอยู่บ่อย ๆ ทุกคราวที่มีบรรยายวันเสาร์ ไปเปิดดูได้ ในหนังสือเล่มไหนก็ได้ที่มีกล่าวถึงในบาลีนี้ ที่มีข้อความว่า อุปฺปาทาว่า ภิกขเว ตถาคตานํ
น.144 ๑๑๒ อนุปาทาวา ตถาคตานํ จิตาว สา ธาตุ ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเที่ยว พระตถาคตจะเกิดขึ้นก็ตาม พระตถาคตจะไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นตั้งอยู่แล้วนั่นเทียว, นี้หมายถึงสัจจะ ที่เป็นอสังขต. ธาตุหรือเป็นธรรมธาตุ เรียกให้สั้นที่สุด เรียกว่าธาตุเฉย ๆ เรียกขยายออกไปอีกหน่อยเรียก ว่าธรรมธาตุ ซึ่งจะขยายความไปยังอสังขตธาตุ อมตธาตุ อิสรธาตุ ก็ได้ นี้เรียกว่า โดยความหมาย ที่จะแสดงให้เห็นชัดในแง่มุมต่าง ๆ. ทีนี้ผมคิดว่าพวกคุณยังไม่ทราบแน่ ถึงแม้พวกพระเณรทั่วไปก็ไม่ค่อยทราบ ว่าคำว่าสัจจะ นี้ ถูกเอาไปใช้ในความหมายต่าง ๆ กันอีกมาก, ความหมายแท้ ๆ ความ หมายเดียวของคำคำนี้ ก็คืออย่างที่ว่ามาแล้ว. แต่ทีนี้เขา เอาไปใช้ในความหมายอย่าง อื่นได้ ตามประสาของคนธรรมดา ที่นึกอย่างไรแล้วก็เอาไปใช้ได้ตามความนึกอันนั้น. คำว่า สัจจะ เท่าที่มีประวัติอยู่ในพระคัมภีร์ มันมีการใช้แปลก ๆ กัน, เช่น คำว่า สัจจาภินิเวส -การเข้าไปโดยไม่เหลือแห่งสัจจะ นี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เลยการที่เรา ฝั่งตัวฝั่งความคิดจิตใจความรู้สึก เข้าไปในสัจจะอันหนึ่งอันใดตามที่ตัวรู้สึกนี้เรียกว่าสัจจา- ภินิเวส อย่างนี้ทั้งหมดเป็นมิจฉาทิฏฐิ. นี้มัน เป็นไปตามธรรมชาติ พูดอย่างเอาเปรียบ ก็พูดว่าเป็นไปตาม ธรรมชาติ ว่าคน ๆ หนึ่งมันจะรู้สึกว่า ที่เรารู้สึกว่าเป็นของจริงนั้น นั่นแหละเป็นของจริง ที่เขาคนอื่นว่าจริง มันไม่จริง ในเมื่อเราไม่รู้สึกว่าจริง ฉะนั้นความจริงที่เป็น บุคคลิกสัจจะ, อย่างนี้ มันเป็นมิจฉาทิฏฐิหมดเลยก็ได้. เรื่องนี้สำคัญมาก ผมขอร้องให้พวกคุณสังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ทุกคนจะมีความ จริงของเขา เฉพาะตัวเขา ซึ่งไม่เหมือนใคร, จะจำอยู่ในใจเสมอ จนกว่าเขาจะมีเหตุผล มาใหม่ เขาจึงค่อยๆ เปลี่ยนสิ่งที่เขาว่าจริงนั้น เปลี่ยนไป - เปลี่ยนไป - เปลี่ยนไป ในขณะ
น.145 หนึ่งหรือยุคหนึ่งหรือสมัยหนึ่ง เขาคิดว่าอะไรจริงแล้ว เขาจะถือว่า สิ่งนั้นเท่านั้นจริง สิ่งอื่นไม่จริง. นี้ความรู้สึกอย่างนี้เป็นไปได้ในบุคคล เป็นคน ๆ ไปเลย จะเห็นได้ง่าย ๆ อย่างที่เราเถียงกันหน้าดำหน้าแดง จนชกต่อยกันก็มี โดยอะไรจริงเท่านั้น คนอื่นมันรู้สึก ว่าจริงอยู่อย่างไร มันก็จะยืนยันแต่อย่างนั้น. นี้จะขอเรียกชื่อ ความจริงอย่างนี้ว่า บุคคลิกสัจจะ คือ จริงเฉพาะของบุคคล แล้วก็ต้องคนโง่ด้วย คือคนที่ยังไม่รู้สัจจะอันแท้จริง, ไม่รู้ธรรมะอันแท้จริง แล้วเขาหาว่า ทั้งหมดเป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือว่ายังใช้ไม่ได้, จะทั้งหมดหรือ จะโดยเอกเทศก็ตามใจ จะมี ส่วนเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ดังนั้นจึง มีคำกล่าวที่เป็นบาลีมีอยู่ในพระคัมภีร์ทั่ว ๆ ไป ว่า อิทํ สจฺจํ โมฆมญฺญํ -นี้เท่านั้นจริง อื่นเป็นโมฆะ คือไม่จริง. นี่คือคำที่เจ้าลัทธิหนึ่ง ๆ จะยืนยันอย่างนี้ ในเมื่อ ลัทธิมีอยู่มากมายหลายลัทธิ เจ้าลัทธิหนึ่ง ๆ จะชินที่สุดกับการที่จะพูดประโยคนี้ ว่าลัทธินี้ เท่านั้นจริงอื่นเป็นโมฆะ คือไม่จริง. พูดตรง ๆ ก็ว่าเขาว่า ลัทธิของเขาคำสอนของเขา เท่านั้นถูกหรือจริง ลัทธิคำสอนของ คนอื่น ๆ เป็นโมฆะไม่มีความจริง, ไม่มีความ หมาย ไม่มีค่า นี้มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ซิ เพราะว่าในถิ่นหนึ่ง ๆ มันก็มีหลายลัทธิหลายศาสนา. แม้ในครั้งพุทธกาลในประเทศอินเดีย ก็มีหลายลัทธิที่เป็นคู่แข่งขันกันกับพระพุทธเจ้า, พวกนั้นก็ต้องพูดไปตามความรู้สึกของตัว หรือว่ายืนยันของตัว. พุทธศาสนาก็ถูกลัทธิอื่นยืนยันอย่างนี้, หรือแม้แต่ว่าพุทธศาสนาก็ควร จะยืนยันอย่างนี้ แต่โดยเหตุที่พุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้รู้ ท่านไม่มัวไปยืนยันอย่างนี้ คือไม่ชอบการทะเลาะวิวาท หรือไม่ดูถูกคนอื่น ฉะนั้น เราที่เป็นพุทธบริษัท จะไม่พูด อย่างนี้. จะไม่พูดว่า นี้เท่านั้นจริงอื่นเท็จ นี่ไม่พูด ของอื่นไม่จริง เราจะไปพูดถึง
น.146 คนอื่นทำไม, เรามีอะไรก็ว่าไปตามเรื่องของเรา ตามเหตุผลของเรา ก็ยืนยันว่ามันจริงอย่างนี้ แล้วที่ว่าจริงนี้ก็ไม่ได้บังคับให้เชื่อ, แต่ขอให้ลองปฏิบัติดู, เมื่อได้ผลตามที่ต้องการคือ ดับความทุกข์ได้ ก็ต้องรู้สึกว่าจริงเอง แหละ ; เราไม่ต้องบอกเขาว่าจริง เขาก็จะเชื่อว่ามันจริงเอง. เพราะฉะนั้นคำว่า สัจจะ ที่แปลว่า ความจริง หรือ ของจริงนี้ มันเป็นเพียงชื่อของลัทธิหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้นก็ได้. น่าหัวไหม ? คิดดูซิ สัจจะ คือ ความจริง สัจจะคำคำนี้ในฐานะที่เป็นนามศัพท์คำหนึ่งนั้น, กลายเป็นชื่อของลัทธิต่าง ๆ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้, นี้เท่านั้นจริง อื่นผิดหรือเท็จหรือโมฆะ. ทีนี้เอาแต่ในลัทธิเดียวในศาสนาเดียว ในพุทธศาสนา นี่แหละ ถ้าใครยังไม่รู้ความจริง ไม่รู้ธรรมะอันแท้จริง คนนั้นจะมีสัจจาภินิเวส คือ เขามีความเห็นอย่างไร ที่เขาเชื่อว่าจริง เขาก็ฝังความคิดเห็นทั้งหมดเข้าไปในนั้น เกิดเป็นทิฏฐิประจำตัวเขาขึ้นมา, แล้วมันผิด มันเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่. ถ้ามันถึงขนาดหนักแล้วมันถอนยาก บางทีตายก็ถอนไม่ได้ จนกระทั่งตายก็ถอนไม่ได้ก็มี, นี่เรียกว่าคนถือรั้น รั้นชนิดที่ไม่อาจจะเปลี่ยนได้ จนตายไปเลย. อย่างนี้เขาเรียกว่า สัจจาภินิเวส มีคำสัจจะนั้นเป็นหลัก มันฝังเข้าไปในสัจจะ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ ด้วยอวิชชา มานะทิฏฐิอะไรก็ได้. นี้คำว่า สัจจะ เป็นชื่อของลัทธิอะไร ก็ได้ ที่เจ้าของลัทธิเขาถือว่าจริง, ก็เลยว่า สัจจะนั้น สัจจะนี้ สัจจะโน้น สัจจะของคนนั้น สัจจะของคนนี้. สัจจะของอาจารย์คนนั้น, สัจจะของอาจารย์คนนี้ มันเกิดเป็นอย่างนี้ขึ้นมา. ทีนี้อีกทางหนึ่ง คำว่า สัจจะนี้เขาใช้เป็นชื่อของการสบถสาบาน ใครจะสบถสาบาน เขาก็ต้องทำไปในลักษณะที่จะให้คนอื่นยอมรับว่านี้จริง, ถ้าไม่อย่างนั้น
น.147 จะสาบานทำไม. ฉะนั้น เอาการที่กระทำสาบาน หรือคำสาบานก็เลยถูกเรียกว่าสัจจะไปด้วย. เขาจะกระทำสัตย์ คือเขาจะสาบาน หรือที่เขาจะทำสัจจกิริยา อย่างนี้ก็มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่าสาบานนี้เหมือนกัน. เป็นคำสบถคำสาบานเป็นคำปฏิญาณอะไรก็เรียกว่า สัจจะ. ทีนี้จะมาถึงคำว่า สัจจะ ที่ใช้ในขั้นสูงสุดในทางศาสนา, สัจจะที่แปลว่าจริงนั้น เล็งถึงการดับสนิทแห่งอุปาทาน, อุปาทานว่าตัวเรา ว่าของเรา, ว่าตัวกู ว่าของกู ว่าอัตตา ว่าบรมอัตตาอะไรก็ตาม, อย่างนี้เรียกว่าอุปาทาน ; ต่อ เมื่อมีการดับสนิทแห่งสิ่งนี้ ของจริงจึงจะโผล่ คือเห็นหรือปรากฏ. ถ้ายังมียึดมั่นอยู่ด้วยอุปาทานว่าตัวตนอย่างนี้ ของจริงมิได้มี มิได้ปรากฏ. นี้พูดอย่างถูกต้องกันแล้ว, แล้วในศาสนาที่ถูกต้อง. สัจจะ คำนี้เลย เป็นชื่อของการดับสนิทไปแห่งอุปาทาน กิริยาที่ดับแห่งอุปาทาน นี้คือสัจจะละ ของจริงโผล่. ในทางพุทธศาสนาก็เล็งถึงนิพพาน เป็นสัจจะอย่างยิ่ง อย่างที่ว่ามาแล้วข้างต้น เอตํ ปรมํ อริยสจฺจํ ยทิทํ อโมสธมฺมํ นิพฺพานํ -อริยสัจจ์อย่างยิ่งเป็นอโมสธรรมนั้นคือนิพพาน นี้ได้แก่นิพพานที่เรียกว่าเป็นสัจจะ หรือกิริยาอาการอันเดียวกันกับความสิ้นไปแห่งราคะ โทสะ โมหะ, และ ความสั้นไปแห่งอุปาทาน ของจริงจึงจะออกมาในพุทธศาสนาอยู่ในรูปของนิพพาน. ในศาสนาอื่นก็อยู่ในรูปพระเจ้าก็ได้, ในศาสนาที่เขามีพระเป็นเจ้า เขาต้องถือว่านั้นคือสัจจะ จะพระเจ้าเป็นคน ๆ, ในศาสนาที่ถือพระเจ้าอย่างคน ๆ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระอาหล่า พระยโฮวา อะไรก็ตามใจ นั้นเป็นสัจจะของเขา, หรือที่เขาจะไม่พูดเป็นบุคคล เช่นพูดว่าปรมาตมันในศาสนาเวทานตะยุคหลัง ๆ
น.148 นี้ก็ได้, นั้นคือสัจจะของเขา. ถ้าเขาจะบัญญัติความดับไปหมดสิ้นแห่งความเท็จ แห่ง ความไม่จริงอะไรต่าง ๆ นั้น นั้น เขาเอาสัจจะเป็นชื่อแห่งการดับไปแห่งกิเลส หรือ ความโง่ความหลงอวิชชาทั้งหลาย ปรากฏอยู่เป็นสิ่งที่จริง. ทีนี้ประวัติอันสุดท้าย ก็อยากจะให้สังเกตเห็นความหมายของคำคำนี้ คือคำ ว่าจริงหรือไม่มุสา แล้วก็เอากันธรรมดา ๆ หมายถึงการพูด. การพูดที่ไม่มุสาก็เรียกว่า สัจจะได้เหมือนกัน คือคำสัตย์ ก็เรียกว่าสัจจะเฉย ๆ. แต่เดี๋ยวนี้มันมีอยู่หลายชนิด คำพูดนี่ที่จะเรียกว่า สัจจะ แล้วเป็นคำพูดของมนุษย์ ถ้าจริงก็เรียกว่าจริงอย่างคำพูดของ มนุษย์, แต่ไม่จริงเท่าคำพูดของพระเจ้า. คำพูดของพระเจ้านี้หมายถึงกฎของธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นั่นแหละ เราถือเสมือนหนึ่งว่าธรรมชาติพูด, แล้วมันเป็นกฎของธรรมชาติ มันมีค่าเท่า กับพระเจ้าพูด เป็นโองการของพระเจ้า พูดแล้วตายตัว. ศาสนาไหนก็จะต้องถืออย่างนี้ ว่ามีอยู่ มีคำพูดที่เด็ดขาดอยู่ คือคำพูดของความจริงที่เราก็เรียกว่ากฎของธรรมชาติ. แต่ ในศาสนาที่เขาถือพระเจ้า เขาก็ต้องว่าคำพูดของพระเจ้า อย่างที่เคยบอกให้ทราบแล้วว่า ในคัมภีร์ไบเบิลของพวกคริสเตียนนี้ เขาก็ว่า The Word, คือคำพูด มีอยู่ก่อนสิ่งใด นั้น หมายถึงคำพูดของพระเจ้า ก็คือกฎของธรรมชาติ แล้วมันมีอยู่ก่อนสิ่งใดจริง นี่คำพูดของ มนุษย์ก็จริงได้เหมือนกัน ถ้าเขาพูดจริง แต่คำพูดของพระเจ้า หรือว่า กฎของธรรมชาติ นั้นมันจริงกว่า จริงที่สุด, โดยเฉพาะ ความมีอยู่ของกฎนั้นเอง ยิ่งจริงที่สุด. ทั้งหมดนี้เรียกว่าประวัติ ที่เราจะสังเกตดูได้จากในเรื่องราวใน พระคัมภีร์ ทั้งหลาย ให้เห็นว่า คำว่า สัจจะหรือสิ่งที่เรียกว่าสัจจะนี้ ได้ถูกใช้มาแล้วอย่างไร เป็น ชื่อของอะไร เป็นต้น.
น.149 ทีนี้ในวงจำกัดที่แคบเข้ามานี้ ยังจะต้องรู้ไว้ให้ดีด้วย เดี๋ยวจะเถียงกันตาย ทะเลาะกันตาย เพราะเขาให้ยอมรับว่า มันเป็นสัจจะที่มีอยู่หลาย ๆ ชั้น เช่น สมมติสัจจะ -สัจจะโดยสมมติ, รับรองต้องกันสมมติว่าอย่างไรเป็นอะไร นั้นก็เรียกว่า สมมติสัจจะ แล้วต่อมาผู้รู้ทั้งหลายบัญญัติสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปเป็นสัจจะ ชั่วการบัญญัตินั้น ก็เรียกว่าสัจจะ, แล้วที่ลึกขึ้นไป ก็คือเป็น ปรมัตถสัจจะ ของธรรมชาติ ก็เรียกว่า สมมติสัจจะก็มี บัญญัติ สัจจะก็มี ปรมัตถสัจจะก็มี. นี้เรียกว่า จริง ข้อที่เรียกว่าจริงได้. แต่ว่าบุคคลิกสัจจะนั้น ต้องขอยกเว้น เพราะมันเป็นความรู้สึกของคนคน หนึ่ง กำลังรู้สึกอยู่จริงอย่างไรนั้น นี้มันผิดก็ได้ถูกก็ได้ และส่วนมากมันถูกชั่วขณะ ชั่วเวลาหนึ่งที่มีเหตุผลอย่างหนึ่ง เมื่อเหตุผลอย่างอื่นเข้ามา มันก็เปลี่ยนไป บุคคลิกสัจจะ อย่างนี้มีไว้สำหรับทะเลาะกัน. ฉะนั้นเราจึงไม่เอามารวม แยกออกไปเป็นพวกหนึ่ง. นี่จะบอกให้เห็น สมมติสัจจะ เช่นอย่างเราเกิดมาในโลกนี้ เกิดขึ้นมาจาก ในท้องแม่ ตั้งแต่อ้อนแต่ออก เราก็ยอมรับการสมมติทั้งหลายในบ้านเรือน หรือว่าในวง ที่แวดล้อมเราอยู่ ก็ต้องเป็นไปตามสมมติที่เขาสมมติกันอยู่แล้ว ว่านี้พ่อ นี้แม่ นี้นาย ก. นี้นาย ข. นี้นาย ง. นี้อะไร ๆ แล้วแต่ว่าจะสมมติเรียกกันว่าอย่างไร, แล้วที่เป็นมาก ก็คือ สมมติว่าของคนนั้น ของคนนี้ ของตัวกู ของตัวสู เงินของกู ทองของกู จนลิงต้องล้างหู. ถ้าจำนิทานเรื่องนี้ได้ ก็เข้าใจทันที นี่เรียกว่า สมมติสัจจะ ไปศึกษาจากเรื่องลิงล้างหู ในโรงหนัง ทีนี้ บัญญัติสัจจะ เป็นความรู้ที่ผู้รู้ค่อย ๆ ค้นพบแล้วบัญญัติ ไปตาม ความรู้และตามเหตุผล มันมีการใช้เหตุผลในการบัญญัติ คือ พวกระบบ ระบอบ system ทั้งหลาย ที่มนุษย์ทำขึ้นจนมากมายในโลกนี้, เมื่อเรียนรู้แล้วก็ไม่มีทางที่จะคัดง้างด้วยเหตุ ผลได้ ก็ยอมรับ. ในทางพุทธศาสนาก็มี เช่นบัญญัติว่าธาตุ ว่า อายตนะ ว่าขันธ์
น.150 ว่าอะไรต่าง ๆ นี้ ถ้ามันไม่ขัดต่อเหตุผล มันใช้สำหรับปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ได้ บัญญัตินั้น ก็ถือว่าถูกต้อง แม้จะบัญญัติบุคคลเป็นชั้น ๆ เป็นประเภท ๆ ก็ยอมรับ, แล้วส่วนใหญ่ก็เพื่อ การพูดจากันเท่านั้นแหละ จะยึดถือเอาความหมายเป็นตัวตนไม่ได้, ก็ตรงกันในระหว่าง บุคคล ในระหว่างหมู่คณะ จนถือว่าเป็นสัจจะในระหว่างบุคคล ในระหว่างหมู่คณะ. ทีนี้ก็มาถึง ปรมัตถสัจจะ นี้จริงอย่างสูงสุด จริงอย่างเด็ดขาด คือ ธรรม- ชาติเป็นผู้พูด ไม่ใช่คนพูด ไม่ใช่ศาสดาองค์ไหนแต่งตั้งขึ้น, มันเป็นธรรมชาติพูด ธรรมชาติบัญญัติไว้ แต่งตั้งไว้ แล้วพระศาสดาไปรู้เข้า ไปพบเข้า ไปเอามาบอกมาพูด ตามนั้น, อย่างนี้ก็เรียกว่า ธรรมชาติพูด ก็ยังเรียกว่า ปรมัตถสัจจะ. ในภาษาปรัชญาเขาเรียกว่า ultimate truth, มันเด็ดขาด. สองพวกแรก สมมติสัจจะบัญญัติสัจจะนี้เรียกว่า relative truth. คือ ที่มันยืดหยุ่นได้ มันยังเนื่องกันอยู่ กับสิ่งอื่นไม่เป็นอิสระแก่ตัว เป็นพวก relative truth, สมมติหรือบัญญัติ ส่วน ultimate truth นี้ไม่เข้าใคร ไม่มองหน้าใคร ตายตัวลงไป โดยเป็นกฎของธรรมชาติ. พอถึงตรงนี้ก็ขอให้นึกถึงคำว่ากฎ กฎในธรรมะ ฝ่ายเรา ไม่ใช่พระเจ้า ที่เป็นคน มีแต่กฎของธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็กฎอสังขตะทั้งหลาย เฉียบขาด มีความหมายอย่างพระเจ้า นี้พวกที่เขาถือพระเจ้า เขาก็ว่ามีพระเจ้า ที่พูดไม่เป็นก็ไปพูด เป็นบุคคล คนก็เลยล้อให้ แล้วพาลจะไม่เชื่อเอา เราต่อรองกันว่า กฎนั้นแหละจริง เป็นพระเจ้าจริง. คุณไปเรียกยาวไป เป็น GOD. เป็นพระเจ้านี้ เขาก็หัวเราะ. ที่มันเป็น กฎสามัญลักษณะ ก็ดี กฎอิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท ก็ดี กฎแห่งอริยสัจจ์ ก็ดี นี้คือกฎที่แท้จริง เฉียบขาด ตายตัว มีลักษณะเป็นพระเจ้า ใน พุทธศาสนามีอย่างนี้เป็นพระเจ้า.
น.151 สรุปความว่า เรามีสิ่งที่เรียกว่า สัจจะ นั้นอยู่เป็นชั้น ๆ สมมติสัจจะ นี้มัน มากไปหน่อย ใช้สำหรับพูดกันแต่อย่ายึดถือใจความนั้น ว่ามีตัวมีตนอย่างนั้น และ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสว่า แม้ตถาคตก็พูดด้วยโวหารอย่างนั้น พูดว่าของตถาคต หรือว่า ตถาคตอย่างนั้นอย่างนี้ เรียกว่า พูดเท่านั้นแหละ, แต่ว่าใจไม่ได้ยึดถือ โดยความเป็นตัวตน อย่างนั้นจริง. ก็มี บัญญัติสัจจะ ตามที่ผู้รู้บัญญัติให้เป็นที่รู้กัน, แล้ว ปรมัตถสัจจะ ที่ธรรมชาติบัญญัติ ของมันเอง มีอยู่สามชนิดอย่างนี้. นี่ โดยอรรถะทั้งหมดเป็นอย่างนี้. สัจจะโดยพยัญชนะ โดยตัวหนังสือ ก็คือว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้นซ้ำ ๆๆๆ กัน แล้ว สัจจะโดยอรรถะ ก็คือว่า มัน ตายตัว แล้วมัน ไม่มีสอง มันไม่มุสา มันไม่ต้อง มีอะไรไปช่วยค้ำจุนมันไว้ กลัวว่ามันจะล้ม แล้วก็มีประวัติแห่งการใช้ จนใช้เป็นชื่อลัทธิ หนึ่ง ๆ ๆ ๆ แม้มิจฉาทิฏฐิ เขาก็เรียกว่า สัจจะของเขา. ความหมายโดยประยุกต์. เอ้า, ทีนี้ ช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ พูดถึงเรื่องว่า โดยประยุกต์ เมื่อตะกี้ผม ได้พูดไปแล้วเรื่องพยัญชนะ แล้วก็โดยอรรถะแล้วก็โดยประยุกต์อันที่สาม โดยการประยุกต์ คือว่าจะเอามาใช้ปฏิบัติให้สำเร็จประโยชน์ในวันหนึ่งได้อย่างไร. นี่เรามองดูสัจจะกันในแง่นี้. พอพูดถึงประยุกต์ในทางพุทธศาสนา ก็เล็งไปถึงอริยสัจจ์หรือจตุราริยสัจจ์- อริยสัจจ์สี่ประการทันที บรรดาสัจจะทั้งหลาย จตุราริยสัจจ์เป็นสัจจ์ที่ประเสริฐที่สุด มีพระบาลีว่าอย่างนั้น นี้ก็หมายความว่ายอมรับว่า สัจจะ สัจจะ-ของจริง นี้มีมากมาย, แต่ ในบรรดาสัจจะทั้งหลายนั้น อริยสัจจ์สี่นั้นเป็นสัจจะที่ประเสริฐที่สุด ก็คือเรื่อง ความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์, ความดับสนิทแห่งทุกข์, ทางให้ถึงความดับสนิท แห่งทุกข์ ที่เราพูดกันมาแล้ว เกี่ยวกับจตุราริยสัจจ์
น.152 นี่ กฎเกณฑ์อันนี้เอามาใช้ปฏิบัติเพื่อให้รู้จักความทุกข์ แล้ว ให้ละเหตุ แห่งความทุกข์เสีย, แล้วก็ ทำความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นั้นให้ปรากฏ, แล้วก็ทำ วิถีทางให้เข้าถึง ทางดับไม่เหลือแห่งทุกข์นี้ ให้เจริญจนเต็มที่, แม้ว่าจะเล็งถึงกฎ สามัญลักษณะ หรือ ปฏิจจสมุปบาท มันก็ยังเนื่องอยู่ด้วยจตุราริยสัจจ์นั่นเอง. กฎสามัญลักษณะ เช่น ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นั้นมัน ก็ รวมอยู่ในคำว่าทุกข์ ของอริยสัจจ์ที่หนึ่ง, ส่วนคำว่า อิทัปปัจจยตาหรือปฏิจจสมุปบาท นั้น คืออาการที่มันเกี่ยวเนื่องกัน ๆ เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น เกิดขึ้น ๆ ๆ จนเป็นไปในฝ่ายทุกข์นั้น ประการหนึ่ง, อีกฝ่ายหนึ่งก็มาในฝ่ายดับทุกข์ เป็นอิทัป- ปัจจยตาฝ่ายที่จะมาสู่ความดับทุกข์ เพราะปัจจัยนี้ไม่มีหรือดับลง สิ่งนี้ย่อมดับลง, สิ่งนี้ย่อมดับลง. นี่คือ สัจจะโดยประยุกต์ มันเหมือนกับกฎทั้งหลาย แม้ที่สุดแต่กฎทาง วิทยาศาสตร์ทางวัตถุธรรม เขาต้องรู้มันจริงก่อน, จึงเอามาปฏิบัติสร้างวัตถุนั่นนี่ขึ้นได้, สร้างรถไฟ สร้างเรือบิน สร้างอะไรไปโลกพระจันทร์ได้ มันเนื่องจากรู้กฎอันนั้นอย่าง ถูกต้อง แล้วจึงเอามาประยุกต์ให้ถูกตามกฎ และกฎทั้งหลายที่มันเนื่องกันอยู่มากมาย นี่เรียกว่า โดยประยุกต์ ก็คือจตุราริยสัจจ์ เพื่อจะดับทุกข์, กฎอื่น ๆ มันไม่จำเป็น มนุษย์เราไม่ได้มีปัญหาอย่างอื่นเลย ปัญหามีอยู่ว่า มันมีความทุกข์ แล้วจะ ขจัดความทุกข์ออกไป นี้เลยเป็นเรื่องสำคัญเพียงเรื่องเดียว. นี้การที่จะใช้สัจจะให้เป็นประโยชน์ มันก็ขึ้นอยู่กับสัจจะอีกแหละ คือเมื่อ สัจจะแปลว่าจริง, แล้วมันก็หนีคำนี้ไปไม่พ้น มันก็ต้องจริง. อย่างพวกคุณอย่างนี้ ก็ต้องบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง รู้จริง สอนเขาจริง. นี่มันอยู่ที่จริง ขึ้นอยู่ที่คำว่าจริง.
น.153 ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึง จตุราริยสัจจ์ เพื่อเป็นความดับทุกข์จริง มันก็ต้อง อย่างเดียวกันอีก มันต้องรู้จริงอย่างถูกต้อง พูดจริง ทำจริง ตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง เป็นสุขจริง อะไรทำนองนี้ ขึ้นอยู่กับคำว่าจริง ตามความหมายของคำว่าสัจจ์, แล้วก็มีพิสูจน์ได้จริงด้วย พิสูจน์กันอย่างไร ก็ไม่เป็นเท็จไปได้. นี้เป็นลักษณะของสิ่งที่ เรียกว่า สัจจะหรือธรรมะ สิ่งที่เรียกว่าธรรมะนั้น ย่อมทนต่อความพิสูจน์ ถ้าไม่ทน ต่อความพิสูจน์ก็ไม่เรียกว่าธรรมะในพุทธศาสนา. ขอให้ระลึกถึงข้อที่ว่า ในพุทธศาสนานี้เรามีคุณบทสำหรับพระธรรมว่า สวฺากขาโต ภควตา ธมฺโม -ธรรมะนี้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว. คำว่า ตรัส ไว้ดีแล้ว นี้คืออาการที่ทนต่อการพิสูจน์ ฉะนั้นจึงกล้าท้าให้ใครพิสูจน์ ว่าพิสูจน์ ให้มันผิดออกมาได้อย่างไร ว่า ความทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ๆ, เหตุให้เกิดทุกข์ ต้องเป็นอย่างนี้ๆ, ความดับสนิทแห่งทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ๆ, กระทั่งทางให้ถึง ความดับสนิทแห่งทุกข์ต้องเป็นอย่างนี้ ๆ. ที่เรียกว่า ตถตา, ตถาตา แล้วคำอื่น ๆ อีกนี้เรียกว่าจริง และทนต่อการพิสูจน์ว่าจริง. นี้จะไปดูกันต่อไปถึง อำนาจของสิ่งที่เรียกว่ากฎ จะเรียกในพุทธศาสนาว่า กฎหรือเรียกในศาสนาคริสเตียนเป็นต้นว่า GOD ก็สุดแท้เถอะ เพราะว่ามันจริง แล้วมี อำนาจเด็ดขาดเฉียบขาดไม่มีอะไรต้านทานได้. อำนาจนี้มันเป็นไปในสองวิถีทาง แต่ถ้ามัน เป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมดา ล้วน ๆ ของสิ่งเหล่านั้นเอง มันก็มีอยู่ตายตัวอย่างนั้น. ทีนี้มันมา มีอำนาจบนมนุษย์ ผู้ต้องการหรือประสงค์ ที่จะทำให้เกิดประโยชน์ ที่ตัวต้องการ นี้ มันก็มามีอำนาจ ให้ได้ตามต้องการ, แปรตามธรรมชาติ เป็นกฎธรรมชาติ บังคับธรรมชาติ เป็นไปอยู่ตาม
น.154 ธรรมชาติ เช่นว่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาวทั้งหลาย ดิน น้ำ ลม ไฟ จะต้องเป็น อย่างนั้นตามกฎธรรมชาติ ก็เป็นไปอย่างนั้น ทีนี้ที่มี กฎที่เป็นไปตามความประสงค์ของมนุษย์ ที่จะเลือกเอามา แล้ว ก็ปฏิบัติว่าตนต้องการอะไร มันจะต้องได้อย่างนั้น ; เช่น ทางวัตถุ ก็สร้างวัตถุขึ้นมาได้ ทางนามธรรม ก็มีธรรมะสำหรับดับความทุกข์ดับกิเลสได้. นี้เรียกว่า สัจจะคงเป็นสัจจะ, หรือ คงเป็นกฎอยู่เสมอ จะอยู่ตามธรรม- ชาติของมันเอง, หรือเอามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ก็ยังคงมีความเป็นสัจจะ หรือกฎอยู่ตลอด เวลา จึงจะเรียกว่าสัจจะหรือกฎ. อำนาจสูงสุดของ สิ่งที่เรียกว่ากฎ หรือพระเป็นเจ้านี้ มีการยอมรับบัญญัติ ก็ตาม ไว้ในศาสนาทั้งหลาย พูดกันรู้เรื่อง ว่า มีอยู่ ๓ คือ กฎหรืออำนาจที่จะให้มี การเกิดขึ้น และ กฎที่จะมีอำนาจให้มีการตั้งอยู่ชั่วขณะ แล้วก็มีการดับไป ๓ คำว่า เกิดขึ้น-ตั้งอยู่-ดับไป. อย่างนี้ก็เป็นไปตามกฎ : กฎที่ทำให้เกิดขึ้น, กฎที่ทำให้ ตั้งอยู่, กฎที่ทำให้ดับไป. คำว่ากฎ หมายถึงพระเจ้า เราก็พูดกันได้กับพวกที่ถือพระเจ้า ว่ามีพระเจ้าผู้ สร้างขึ้นมา พระเจ้าผู้ควบคุมอยู่ รักษาอยู่ แล้วพระเจ้าผู้ทำลาย ให้สั้นไปเป็นคราว ๆ. เมื่อกล่าวโดยสมมติ หรือบุคลาธิษฐาน ที่เรียกว่าอย่างสมมติ เพื่อสอน ศีลธรรมแก่คนที่เขายังฉลาดน้อย ก็มีพระเจ้าผู้สร้าง มีพระเจ้าผู้ควบคุม มีพระเจ้าผู้ ทำลาย ที่เราได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั่วไปว่า พระพรหมเป็นพระเป็นเจ้าผู้สร้าง ขึ้นมา, พระ นารายณ์เป็นพระเป็นเจ้าผู้ควบคุมไว้ในความเป็นระเบียบ, และพระอิศวรนั้นเป็นผู้ทำลาย ยุบ
น.155 เลิกเป็นคราว ๆ เพื่อพระพรหมจะสร้างใหม่ พระนารายณ์จะควบคุมต่อไป พระอิศวรจะไป ยุบเลิกเป็นคราว ๆ อีก นี้พูดอย่างบุคลาธิษฐาน. " ถ้าพูดอย่างธรรมาธิษฐานหรือตามสัจจะ นี้ก็เรียกว่า มันมีกฎที่ทำให้เกิดขึ้น กฎที่ทำให้ตั้งอยู่ กฎที่ทำให้ดับไป; ทำให้เกิดขึ้นก็เป็น กฎสามัญลักษณะ ก็ได้ เพราะ ไม่เที่ยงมันมีอันอื่นเกิดขึ้นมาแทน หรือว่าโดย กฎแห่งอิทัปปัจจยตา เพราะเมื่อสิ่งนี้มีอยู่ สิ่งนี้ย่อมเกิดขึ้น ก็ได้ โดยกฎแห่งอริยสัจจ์ หมายถึงกิเลสมีอยู่ความทุกข์จึงเกิดขึ้น อะไร ที่ว่าควบคุมไว้เรียกว่า กฎแห่งกรรม ต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรม นี้ก็เป็นอิทัปปัจจยตา โดยตรง ; เมื่อสิ่งนี้ ๆ มีอยู่ สิ่งนี้ ๆ ย่อมเกิดขึ้น เมื่อทุบลงไปมันก็ดังบังขึ้นมาอย่างนี้ เป็นต้น ตามกฎของกรรมนี้ มันจะควบคุมสิ่งต่าง ๆ อยู่. นี้การ ดับไปโดยพระเจ้าผู้ ทำลายล้างนี้ ก็คือกฎอิทัปปัจจตา หรือสามัญลักษณะคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, หรือ ว่ากฎอริยสัจจ์ ก็หมายความว่า ถ้าทำลายกิเลสเสีย ความทุกข์ก็จะดับลงไปอย่างนี้. นี้เราจึงมี กฎสามัญลักษณะ จำไว้ให้ดีนะ กฎอิทัปปัจจยตา และ กฎ จตุราริยสัจจ์ ที่สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา มีอยู่ในใจคน เพราะว่าในจิตใจคนต้อง เป็นไปตามกฎ มีอยู่ในชีวิตทั่วไป แม้แต่ต้นไม้ต้นไล่ที่มีชีวิต, กระทั่งธรรมชาติไม่มีชีวิต ก็มีกฎเหล่านี้อยู่ทุกอนุภาพ ทุกอณู ทุกปรมาณู เข้าไปสิงอยู่ มันจึงมีการเปลี่ยนแปลง ไปตามกฎ แม้ทุกๆ ปรมาณู นี้ก็คือสัจจะในความหมายนี้. ทีนี้สิ่งที่เป็นสัจจะอย่างนี้ ก็เป็นไกวัลย์ คือไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดสถานที่ ไม่มี time or space หรือไม่มีแม้แต่ relativity, คือความสัมพันธ์กันระหว่างเวลากับพื้นที่ ที่จะให้มีอำนาจเหนือไกวัลย์ธรรมคือกฎเหล่านี้ เหนือเวลา เหนือพื้นที่ เหนือสัมพัทธ์ของ เวลาและพื้นที่ เพราะอันนั้นมันเป็นสังขตะ เดี๋ยวนี้มันเป็นอสังขตะ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสูง สุด เป็นอยู่ได้ในตัวเอง ตามความหมายของคำว่า สัจจะ. พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ก็รู้
น.156 ๑๒๔ สิ่งนี้ แล้ว เอามาสอนเฉพาะที่จะดับทุกข์ได้ เหมือนที่ท่านว่า ความรู้ที่รู้นั้นรู้เท่ากับใบไม้หมด ทั้งป่า แต่เอามาสอนพวกเธอนี้ เท่ากับใบไม้กำมือเดียว คือกฎที่จะดับความทุกข์ได้เท่านั้น. แล้วก็เป็นอกาลิโก, ธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของเวลาซึ่ง รวมทั้งพื้นที่ด้วย แล้วประเสริฐที่สุดควรแก่การเรียกกันมาดู ว่ามาดู ๆๆ ๆๆ นี้เอหิปฺสิโก โอปนยิโก ควรจะเอามาใช้ให้ถูกต้องในกรณีของบุคคลคนหนึ่ง ๆ ปจฺจตฺตํ เวทิตฺโพ วิญญูหิ คนฉลาดเท่านั้นที่จะรู้ได้ แล้วก็รู้ได้เฉพาะตน. ขออภัยที่ต้องพูดว่า, คนโง่ไม่ อาจจะรู้ได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้อย่างนั้น นี้คือสิ่งที่เรียกว่า สัจจธรรม เราก็เลิกเป็นคนโง่เสีย เป็นคนฉลาดขึ้น ก็รู้จักสัจจธรรมมากขึ้น ๆ จนรู้ถึงที่สุด คือ ปฏิบัติได้ถึงที่สุด รู้ผลของการปฏิบัติแล้ว นี้เรียกว่ารู้จริง ถึงที่สุดก็เป็นพระอรหันต์ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า สัจจะ หรือเติมให้เต็มรูปว่า สัจจธรรม คือ ธรรมที่เป็น สัจจะ หรือสิ่งที่ทรงตัวเองอยู่ได้โดยความเป็นสัจจะ และ เมื่อกล่าวโดยเฉพาะในพระ- พุทธศาสนาแล้ว ก็คือกฎแห่งสามัญลักษณะ กฎแห่งอิทัปปัจจยตา และ กฎจตุรา- ริยสัจจ์. ในสามอย่างนี้ กฎจตุราริยสัจจ์สำคัญกว่ากฎทั้งหลายใด เพราะสามารถจะแก้ ปัญหาความทุกข์ทั้งปวงได้, เรื่องก็มีเท่านี้. ขอให้สรุปความ แล้วจำไว้ให้ดี ๆ ว่า คำว่า สัจจะนั้น โดยพยัญชนะ เป็น อย่างไร โดยอรรถะ เป็นอย่างไร โดยประยุกต์ คือเอามาปฏิบัติกันได้อย่างไร ก็พอสมควร แก่เวลาแล้ว. ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa