Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๗ — สิ่งที่เรียกว่า ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.157 ในการบรรยายครั้งที่ ๗ นี้ จักได้กล่าวถึง สิ่งที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมใน พุทธศาสนา.ขอให้ทบทวนดูในการบรรยายครั้งที่แล้ว ๆ มา ที่ได้บรรยายมาแล้ว ในชุดที่ เรียกว่าธรรมศาสตรานี้ เราต้องการจะทราบให้ชัดถึงสิ่งที่จะแก้ปัญหา คือตัดปัญหาของ มนุษย์ได้. มนุษย์มีปัญหา พยายามหาเครื่องตัดปัญหา จึงศึกษาอบรมธรรมศาสตร์จาก สิ่งที่เรียกว่า ธรรม. [ทบทวน.] สำหรับสิ่งที่เรียกว่าธรรมได้ขอร้องให้มองให้ลึก ไปถึง ธรรมที่เป็นธรรม ชาติ มีความหมายถึงธรรมชาติ แล้วก็ใน สี่ความหมาย ด้วยกัน คือ ตัวธรรมชาติ นั้นเอง, แล้วก็ตัว กฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในธรรมชาตินั้น ๆ แล้ว หน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็ผลที่พึงจะได้รับจากการปฏิบัติ โดย ๑๒๕

น.158 สมควรแก่การปฏิบัติ และตามกฎธรรมชาตินั้น, ทั้งสี่ความหมายนี้ก็เรียกว่าธรรมเสมอกัน. เมื่อเพ่งเล็งกันในฐานะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติ ก็เป็นอย่างนั้น คือ ไม่เฉพาะเจาะ จงเอาพุทธศาสนา หมายถึงธรรมชาติทั่วไป. ครั้นมาถึงเรื่อง ทางพุทธศาสนา เราก็ให้ชื่อแก่สิ่งทั้ง ๔ นั้น ตามคำ บัญญัติที่มีใช้อยู่ในพระพุทธศาสนา ว่า ธรรมชาติทั่วไป นี้เราเรียกว่า สภาวธรรม คือสิ่งที่เป็นอยู่เอง, กฎธรรมชาติ นั้น เราให้ชื่อว่า สัจจธรรม คือสัจจะหรือความจริง ที่เป็นกฎ, หน้าที่ของมนุษย์ ตามธรรมชาตินั้น เราเรียกว่า ปฏิบัติธรรม คือธรรมใน ฐานะเป็นตัวการปฏิบัติ และ ผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติ ตรงไปตามกฎธรรมชาตินั้น ก็เรียกว่า วิปากธรรม หรือ บางที่ก็จะเรียกว่า ปฏิเวธธรรม. ที่เอามาเทียบกันอย่างนี้ ก็เพื่อให้หลักประกันความพันเผื่อว่า ถ้าเรา เรียก กันในวงพุทธศาสนา ก็เรียกอย่างนี้, ถ้าเราจะเรียกอย่างเป็น เรื่องทั่วไป เป็นของ ธรรมชาติทั่วไป, แม้ตาม วิธีของวิทยาศาสตร์ ก็คงเรียกว่า เรื่องของธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับธรรมชาติ ตรงนี้อยากจะขอบอกเป็นการแถมให้เป็นพิเศษว่า คำว่าธรรมชาติ นี้มันทำ ความยุ่งยากอยู่มากเหมือนกัน, ในภาษาบาลี มีใช้ เรียกว่า ธรรมชาติ แล้วก็แปล หรือใช้กันเป็นธรรมดาไป. แต่พอจะแปลเป็นภาษาอังกฤษ เราก็ไปแปลเป็นคำว่า nature, แต่พอถามพวกฝรั่งเองว่า nature หมายถึงอะไร มันก็ไม่มีความหมายตรงตามที่เรามี สำหรับคำว่าธรรมชาติในภาษาบาลี หรือในภาษาพุทธศาสนา โดยตรงนัก, มันมีอะไรที่ เหลื่อมล้ำกันอยู่ ฉะนั้นขอให้ทำความเข้าใจเอาเอง. ถ้าจะต้องไปพูดกับชาวต่างประเทศ ไม่รู้ว่าจะใช้คำอะไรดีไปกว่าคำคำนี้ แต่แล้วมันก็ยังไม่ค่อยจะสำเร็จประโยชน์ คือไม่ค่อย

น.159 เข้าใจตรงกันนักสำหรับคำว่า nature กับคำว่า ธรรมชาติ , แต่โดยมากเราก็ถือว่า คำนี้ ตรงกัน. ทีนี้ที่ขอให้เข้าใจไว้ด้วย ก็คือว่า เราจะต้องมีคำจำกัดชัดลงไปว่า ใน พุทธศาสนา คำว่าธรรมชาติในพุทธศาสนา หรือกฎธรรมชาติ, เมื่อกล่าวตามหลักของ พุทธศาสนา, ดังนั้นผมจึงต้องมีคำว่า ในพุทธศาสนากำกับไว้ เสมอไป สภาวธรรมใน พุทธศาสนา, สัจจธรรมในพุทธศาสนา, ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา, และ วิปาก- ธรรมในพุทธศาสนา. คนที่ไม่รู้เรื่องก็จะหัวเราะ ว่า ทำไมต้องเอาคำว่า ในพุทธศาสนามา กำกับไว้ ? นี้เราต้องทำอย่างนี้ ก็เพราะเราเปิดไว้กว้าง เช่น คำว่า สภาวธรรม สิ่งที่ เป็นอยู่เองตามธรรมชาตินี้ จะ ในพุทธศาสนา ก็ได้, นอกพุทธศาสนาก็ได้ หรือมัน จะกว้างแคบกว่ากัน เพราะฉะนั้นจึงต้องมีคำว่าในพุทธศาสนา สำหรับพูดในกรณีที่เรา จะพูดเฉพาะที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เดี๋ยวนี้ เราพูดถึงธรรมศาสตร์ หรือธรรมศาสตรา ตามหลักวิธีของพุทธศาสนา จึงได้ใช้คำนี้กำกับไว้. ในการบรรยายครั้งที่ ๓ เรื่อง สภาวธรรมในพุทธศาสนา ส่วนสังขตะ, ใน การบรรยายครั้งที่ ๔ สภาวธรรมในพุทธศาสนา ส่วนสังขตะ ต่อ ก็ยังไม่จบ, ในการ บรรยายครั้งที่ ๕ สภาวธรรมในพุทธศาสนา ส่วนที่เป็นสังขตะ , ในครั้งที่ ๖ บรรยายถึง เรื่อง สัจจธรรมในพระพุทธศาสนา . วันนี้จะพูดถึงปฏิบัติธรรม แล้วก็ ในพุทธ- ศาสนา. คำนี้มันกว้างใช้กับศาสนาไหนก็ได้, แล้วเราก็ใช้เป็นหลักของธรรมชาติด้วย พอจะให้ใจความมันแคบ หรือว่ารัดกุมเข้ามา ก็ ต้องพูดกันเฉพาะในหลักพุทธศาสนา, ขอให้เข้าใจไว้อย่างนี้.

น.160 ที่นี้สำหรับ ธรรมะที่จะเป็นธรรมศาสตรา คืออาวุธได้ นั้น ก็พอจะเข้าใจ กันได้เรื่อยขึ้นมาทุกคราวที่บรรยาย. ศาสตรา ก็แปลว่า เครื่องตัด ในฐานะที่เป็นความ รู้ก็เป็นเครื่องตัดได้ ก็ หมายถึงสัจจธรรม คือวิชาความรู้ที่เกี่ยวกับกฎ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เมื่อรู้แล้วก็ สามารถจะตัดปัญหา ; เช่น ความสงสัยเป็นต้นไปได้, หรือ ใช้ เป็นการ เปิดทางไปสู่การปฏิบัติ มันก็ตัดปัญหาส่วนที่เป็นเรื่องทฤษฎีไปได้. ครั้นไปถึง ส่วน ที่จะเป็นศาสตราได้จริงๆ คือเป็นตัวการตัดจริง ๆ ก็ได้แก่สิ่งที่เรียกว่าปฏิบัติธรรม คือการกระทำลงไปจริง ๆ แล้วก็ให้ถูกต้องตามกฎ. นี่เรา จะต้องดูกันให้ละเอียดออกไป ลึกลงไป ให้ถึงความสัมพันธ์ ที่ มันสัมพันธ์กันอยู่ ในระหว่างสิ่งทั้ง ๔ นี้ ซึ่งบัดนี้ก็พอจะบอกให้พวกคุณได้ทราบเป็น เค้าไว้ได้เลย, และคุณก็มองเห็นได้ด้วย. ถ้ายังจำถ้อยคำที่ได้พูดไปแล้วไว้ในเวลานี้ ว่า สิ่ง ที่เรียกว่า สภาวธรรม นั่นแหละ มันเป็นตัวคน หรือที่สมมติเรียกว่าคน หรือเป็น ตัวปัญหาที่เกิดขึ้นแก่คน. สัจจธรรมนี้มัน เป็นกฎเกณฑ์ ที่ว่า ปัญหามันเกิดขึ้นได้ อย่างไร, หรือว่าคนมันตั้งอยู่ได้อย่างไร, จะได้ใช้เป็นเครื่องตัดปัญหา. นี้ตัดปัญหาลำพัง ความรู้มันยังไม่ถึงที่สุด ก็ ต้องตัดด้วยการปฏิบัติ , มันจึงมาถึงเรื่องปฏิบัติธรรม, ส่วน อันสุดท้ายคือ วิปากธรรมหรือปฏิเวธธรรม ก็เห็นได้ชัดว่า มันเป็นผลที่จะได้รับ เมื่อตัดปัญหาหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ไปได้แล้ว. ความสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งทั้ง ๔ นี้ ต้องเป็นที่แจ่มแจ้งอยู่ในใจ ของ ผู้ฟังเสมอไป จึงจะพังเรื่องนี้เข้าใจได้อย่างชัดเจนถึงที่สุด, และจะรู้ได้เองยิ่งขึ้นทุกที ๆ ว่าอันไหนจะเป็นตัวธรรมศาสตรากันแน่. เพราะว่าการบรรยายเพื่อการศึกษาชุดนี้ มุ่ง จะชี้เฉพาะ สิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตรา มีความมุ่งหมายกว้าง ถึงกับว่า จะใช้แก้ปัญหา ของมนุษย์ทั้งมวล หรือของโลกทั้งโลกได้. ทีนี้ก็จะได้พูดเป็นข้อ ๆ ไปตามลำดับ :-

น.161 ปัญหาคือความทุกข์. ข้อแรก ก็อยากจะพูดถึง สิ่งที่เรียกว่าปัญหา กันอีกทีหนึ่ง, ปัญหานี้ไม่ใช่ คำถาม แต่ หมายถึงสิ่งที่มันทำความยุ่งยากลำบากให้แก่เรา เราเรียกว่าปัญหา. ถ้า จะเรียกว่าคำถามก็หมายความว่า ความทุกข์ยากลำบาก มันถาม มันรบกวนเรา ให้เราอยู่ เป็นผาสุกไม่ได้, เพราะฉะนั้นเมื่อ กล่าวตามทัศนะของพุทธบริษัท สิ่งที่เรียกว่า ปัญหานั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์. นักศึกษาสมัยนี้ นี่ยิ่งมีการศึกษามาก ก็ยิ่ง ไม่สนใจกับข้อที่ว่า ความ ทุกข์นั้นมันเป็นปัญหา เพราะเขาไปมัวมีปัญหาแต่เรื่องที่จะศึกษาเล่าเรียน จะประกอบ อาชีพ จะหาเงินอย่างไร, จะได้เงินมาใช้มาก ๆ อย่างไร, ไปมีปัญหาอยู่ที่โน้น, ไม่มีปัญหา อยู่ที่ว่าตัวความทุกข์ที่กำลังขบกัดเราอยู่ นี้เป็นปัญหา, และผมก็จะพูดว่า นักศึกษา สมัยนี้มองข้ามสิ่งที่เรียกว่าปัญหาโดยแท้จริงของคนเรา หรืออาจจะมองได้เพียงส่วนหนึ่ง หรือเบื้องต้น หรือเปลือกนอก ของสิ่งที่เรียกว่า ปัญหาเท่านั้น. เมื่อพูดว่า ความทุกข์เป็นปัญหา นี้ก็ไม่สนใจ , มองดูเป็นว่าไม่มีความ หมายอะไร, ก็เลยไม่รู้สิ่งที่เรียกว่าปัญหา ไม่รู้จักตัวปัญหา การศึกษาธรรมะจึงลำบาก เพราะไม่ยกเอาตัวความทุกข์ขึ้นมาเป็นตัวปัญหานั่นเอง. ปัญหานั้นคือ ตัวความทุกข์ ที่ขยายออกไปถึงข้อที่ว่า มันไม่มีเงินจะใช้ หรือว่าความยากจน หรือความอยากจะได้อะไร ที่ยังขาดแคลนอยู่จะเป็นตัวปัญหา ก็ได้ เหมือนกันแหละ, เพราะมันรวมอยู่ในคำว่าความทุกข์ คือกระวนกระวายใจ. แต่ ความ ทุกข์ที่พุทธบริษัทเพ่งเล็งกันอยู่ ก็คือปัญหา ที่มันเกิดขึ้น เพราะอำนาจหรือความหมาย หรือ อิทธิพล ของความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความที่ทุกอย่างไม่เป็นไป

น.162 ๑๓๐ ตามที่มนุษย์ต้องการได้ เพราะมันเป็นอนัตตา อย่างนี้เป็นต้น. เมื่อทุกสิ่งเป็นอนัตตา เราจะต้องทำกับมันอย่างไร มันจึงจะไม่มีความทุกข์แก่เรา, นั่นแหละคือปัญหา มันลึกกว่า กันอย่างนี้. การปฏิบัติถูกต้องตามกฎจะตัดปัญหาได้. วันนี้เราจะพูดถึงการปฏิบัติธรรม ก็คือว่าการที่จะตัดปัญหา การกระทำที่เป็น การตัดปัญหา ปัญหาคือความทุกข์ นี้ต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับความทุกข์ ว่ามันเป็นตัว ปัญหา, แล้วก็รู้ต่อไปว่า ความทุกข์ นั้นก็ดี ตัวผู้ที่สมมติว่าเป็นบุคคล หรือเป็นผู้ทุกข์ ก็ดี, นี้มัน เป็นตัวธรรมชาติ ที่เรียกว่าสภาวธรรม แล้ว กำลังเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ ที่เรียกว่าสัจจธรรม. ตัวความทุกข์ ที่เกิดเป็นความรู้สึกขึ้นในใจนี้ ก็คือ สังขตธรรม ชนิดหนึ่ง ซึ่งปรุงแต่งกันขึ้นแล้วเกิดขึ้นในใจของคน. ทีนี้ตัว สิ่งที่สมมติที่เรียกว่าคนนี้ คำว่า "คน" อย่างนี้ต้องอยู่ในอัญญ- ประกาศเสมอ ใน inverted comma, เพราะว่าคนนั้น ตามหลักพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่ามี อยู่จริง, ถ้าผมพูดว่าคนอย่างนี้ ก็หมายความว่า พูดตามภาษาชาวบ้านพูด ที่เป็นตัวคน โดยเข้าใจว่าเป็นคน. ในเมื่อหลักพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่า มีตัวมีตนของคนโดยแท้จริง มีแต่สภาวธรรม ธรรมที่ปรุงแต่งกันขึ้นเป็นคน โดยสมมติเรียกกันเท่านั้น. นีตัวคนนั้นก็ดี ความทุกข์ของคนก็ดี นั้นมันเป็นเพียงสภาวธรรม แล้วก็ เป็นไปตามกฎ นี่เราพูดกันแล้ว ไม่ต้องพูดกันอีก. แต่บางทีก็ยังเอามาพูดอีก ว่า สภาวธรรม หรือธรรมชาตินั้นต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ, หรือว่า ในตัวธรรมชาติ

น.163 นั่นเอง ทุก ๆ อานุภาพของมัน ก็มีสิ่งที่เรียกว่า กฎของธรรมชาตินั้นสิงอยู่, นั้นมัน จึงเป็นไปตามกฎได้ คือการเปลี่ยนแปลงในทุกอณูหรือปรมาณูก็ตาม ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพราะว่ามันมีกฎของธรรมชาติอยู่ในทุกๆ อณู ทุก ๆ ปรมาณู ของธรรมชาตินั้น. ถ้าเป็นว่า สภาวธรรมที่จะเป็นตัวคนก็ดี เป็นปัญหาของ คนก็ดี มันเป็นไปตามกฎ. เพราะฉะนั้น การดับทุกข์ก็ต้องเป็นไปตามกฎ, ไม่อย่างนั้นมันดับไม่ได้. นี่หมายความว่า ปฏิบัติธรรมนี้ต้องเป็นไปตามกฎ มันมีกฎเช่นเดียวกันทุกชนิด ทุกระดับ ทุกระยะกาลของเวลา หรือที่เรียกว่า วัย, พูดอย่างนี้ก็พอจะนึกได้เสมอว่า เรากำลังพูด ตามวิธีพูดในพุทธศาสนา และเพื่อจะดับทุกข์ตามหลักของพุทธศาสนาจึงใช้คำว่า วัย เวลา อย่างนี้เป็นต้น. การดับทุกข์จะต้องให้เป็นไปตามกฎ คือถูกต้องตามกฎ, จะเป็น ความทุกข์ชนิดไหน หรือว่าความทุกข์ชนิดนั้น แล้วในระดับไหน หรือว่ามันในวัยไหน ของบุคคล, มันต้องถูกต้องตามกฎในทุก ๆ วัยของบุคคล. เพราะสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ นี้มันเกิดแก่สิ่งที่มีความรู้สึก, ไม่ใช่เกิดแก่ก้อนหินก้อนดินซึ่งไม่มีความรู้สึกมันต้องเกิด กับสิ่งที่มีความรู้สึก หมายถึงสัตว์, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็สัตว์มนุษย์ ที่มีความรู้สึกสูง ละเอียดอ่อน. การดับทุกข์เป็นตัวการปฏิบัติธรรม ที่เรียกว่าหน้าที่ตามธรรมชาติ ของคนเรา ก็คือการปฏิบัติธรรม : ถ้าไม่พูดเป็นเรื่องศาสนา ก็พูดเป็นเรื่องธรรมชาติ ก็หน้าที่ทุกชนิด นั่นแหละ ต้องไปหาอาหารกิน, แล้วก็ต้อง มาถ่ายอุจจาระปัสสาวะ, ก็ต้องบริหารร่างกาย จนกลายเป็นเรื่องที่รู้ได้เองตามธรรมชาติ คือ สัตว์ทั้งหลายมันต้อง กระทำ.

น.164 เช่น นกตัวหนึ่งมันก็จะต้องออกไปหากิน แล้วก็บริหารร่างกายบริหาร ชีวิต ต้องอาบต้องถ่ายต้องกิน แม้กระทั่งต้องออกกำลังบินเล่น แล้วบางทีจะต้องเลยไป ถึงว่ามีการสืบพันธุ์, เป็นหน้าที่ตามธรรมชาติด้วยเหมือนกัน. นี้เรียกว่าหน้าที่ตาม ธรรมชาติ แม้ของสัตว์ต่ำต้อย เช่นนกตัวเล็กๆ แม้แต่มดแมลงมันก็มีหน้าที่ เรียกว่า อยู่ใต้กฎเกณฑ์อันนี้. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดถึงคน คือสัตว์ที่มีความรู้สึกสูง แล้วก็พูดถึงคนที่มีการ ศึกษาดี อย่างคนในปัจจุบันนี้ ก็เรียกว่ามีการศึกษาดี เพราะมันดีกว่าที่แล้ว ๆ มา ฉะนั้นปัญหามันก็ต้องแปลกไปบ้าง สำหรับคนที่มีการศึกษาดี เราจึงมีเรื่องที่จะต้อง เรียนรู้นี้เพิ่มขึ้น. เมื่อพูดถึง การปฏิบัติธรรมเพื่อดับทุกข์ ก็ต้องนึกถึงข้อที่ว่า พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า ต้องทำเอง ด้วยกันทุกคน พระตถาคตทั้งหลาย คือพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น เป็นแต่ผู้ชี้ทาง มีบาลีว่า ตุมเหนิ กิจฺจํ อาตพฺพิ อขาตาโร ตถาดตา -การปฏิบัติหน้าที่นั้น พวกท่านทั้งหลายต้องทำเอง ตถาคตทั้งหลายเป็นแต่ผู้ชี้ทาง. นี้ก็เป็นความสำคัญอันหนึ่ง ที่จะต้องทราบไว้. เดี๋ยวนี้ คนจะเกิดเขลา อย่างไรกันขึ้นมาก็ไม่รู้, จะให้คนอื่นช่วยทำให้, ให้พระเจ้าช่วย ทำให้ ให้ผีสางเทวดาเป็นต้น ช่วยทำให้ ให้หายทุกข์ ให้แก้ปัญหา ให้. เมื่อพูดตามหลักพุทธศาสนา ก็ต้องเป็นเรื่องที่ทำเอง ให้ถูกต้องตามคำ แนะนำของผู้รู้, แล้ว ผู้รู้เหล่านั้นก็ไม่ใช่ว่าบัญญัติกฎเกณฑ์เหล่านั้นได้เอง ต้องรู้ตาม ที่ธรรมชาติมีอยู่ อย่างเด็ดขาดอย่างไร. ท่านเป็นผู้รู้เรื่องของธรรมชาติ รู้กฎของ ธรรมชาติ จึงได้รู้หน้าที่ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ นี่ คือพระตถาคต ทั้งหลาย, คือ พระศาสดา ทั้งหลาย จะเป็นในศาสนาไหนก็เหมือนกัน

น.165 ทั้งนั้นแหละ. มีคนพูดผิด ๆไป จะให้มาช่วยอย่างที่เรียกว่ามาอุ้มพาไป ยกพาไป จาก ปัญหาจากความทุกข์ อย่างนี้มันไม่ถูกเรื่อง หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ใช่วิธีการของพุทธศาสนา ฉะนั้น ผู้นั้นต้องทำเอง, พระพุทธเจ้าเป็นแต่ผู้ชี้ทาง, แต่ถึงอย่างนั้น พระเจ้าก็ยังคง เป็นผู้ควบคุม ผมพูดอย่างนี้ พวกคุณจะต้องรู้ได้ทันทีว่า พระเจ้านี้ต้องอยู่ในอัญญ- ประกาศ ใน inverted comma, เพราะเราได้พูดกันมาหลายสิบหนแล้วว่า พระเจ้านั้นคือ กฎ, กฎนั้นคือพระเจ้า ออกเสียงกฎให้ยาวเป็น GOD, มันก็คือพระเจ้าอย่างที่พวกคริส- เตียนเขาเรียก. พระเจ้าควบคุมอยู่ตลอดเวลา คือกฎนี้จะควบคุมอยู่ตลอดเวลา, แม้ว่าเราปฏิบัติเอง ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่มีสิ่งอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งควบคุมอยู่ ตลอดเวลา คือพระเจ้าหรือสัจจธรรม หรือที่เรียกว่า กฎ. ฉะนั้น ต้องเป็นไปตามกฎ. การที่มันต้องเป็นไปตามกฎนั่นแหละ มันควบคุมอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น การ ปฏิบัติธรรมนั้นมันจึงถูกต้อง คือเป็นไปตามกฎ, แล้ว ถูกต้องในข้อที่ว่า ผู้นั้น ต้องทำเอง ภายใต้การแนะนำของบุคคลผู้รู้จักสิ่งที่เรียกว่ากฎมาแล้วเป็นอย่างดี. พูด อย่างสมมติอย่างที่เขาชอบพูดกันก็ว่า มีผู้แทนของพระเจ้า, หรือผู้ที่รู้จักพระเจ้าดี หรือ เข้าถึงพระเจ้าแล้ว มาบอกให้คนทั้งหลายได้ประพฤติตาม. อย่างพระเยซู หรือ พระโมฮัมหมัด ก็ดี เขา ถือว่าเป็นผู้ที่เป็นสื่อของ พระเจ้า ก็มาบอกให้ ว่าพระเจ้าต้องการให้ทำอย่างนั้น ๆ นี้ก็เป็นการกล่าวอย่าง บุคคลาธิษฐาน ให้มันง่ายสำหรับคนทั่วไป. ถ้าเราถือเอาใจความไม่ได้ เราก็ไม่เชื่อ แล้วเราก็ค้าน อย่างที่พวกฝรั่งเองก็ด้านศาสนาคริสเตียน เรื่องพระเจ้า เรื่องผู้แทน พระเจ้าอะไรนี้ เพราะเขาไม่เข้าใจคำเหล่านี้ ว่าพระเจ้าคืออะไร, ผู้แทนพระเจ้าคืออะไร.

น.166 นี้การที่มันดับทุกข์ได้ หรือดับทุกข์ไม่ได้ มันก็ล้วนแต่เป็นไปตามกฎทั้งนั้น แหละ, ถ้าไปทำอย่างนี้ ผิดไปมันก็ดับทุกข์ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นไปตามกฎ คือกฎที่จะทำ ให้ดับทุกข์ไม่ได้, ถ้าทำถูกมันก็ดับทุกข์ได้, นี้มันก็เป็นไปตามกฎ, คือมันถูกต้อง ตามกฎที่จะทำให้ดับทุกข์ได้. ฉะนั้นขอให้รู้ไว้ว่า ดับทุกข์ก็ดี ไม่ดับทุกข์ก็ดี มันเป็น ไปตามกฎด้วยกันทั้งนั้น. คุณไปคิดดูเองก็จะเข้าใจ นี่ ตัวปัญหาเนื่องกันอยู่กับการปฏิบัติ, ปัญหามันเนื่องมาถึงการปฏิบัติ คือ เราต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎ มันก็ยังเป็นปัญหาที่ว่าเราไม่รู้กฎ หรือทำไม่ถูก ต้องทุกชนิดทุกระดับ คือทุกวัยเป็นต้น, แล้ว ต้องทำเอง เฉพาะคน, นี่คือเรียกว่า การปฏิบัติเพื่อจะตัดหรือดับปัญหานั้นเสีย การปฏิบัติธรรมคือการทำหน้าที่เพื่อความรอด. ที่นี้จะดูที่การปฏิบัติโดยตรงต่อไป ให้มันชัดขึ้น ก็นึกถึงคำว่าธรรมชาติ, แล้วกฎของธรรมชาติ, แล้วหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ ไว้ในใจเสมอไป หน้าที่นั่นแหละเรียกว่าการปฏิบัติ. คำว่าปฏิบัติมันหมายถึงปฏิบัติหน้าที่ เรียกว่า ไม่ปฏิบัติไม่ได้, ฉะนั้นการปฏิบัติหรือหน้าที่ก็ตาม เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มิฉะนั้น แล้วจะต้องตาย, ใช้คำว่าตายอย่างนี้เลย คำว่าตายในที่นี้จะใช้อัญญประกาศ ด้วยก็ได้ หรือไม่ใช้ก็ได้ มันแล้วแต่ว่ามีความรู้สูงหรือต่ำอย่างไร จะต้องตาย ในความหมายใด ความหมายหนึ่งในสองความหมาย ตายทางวัตถุ ทาง physic, คือ ตายเอาไปใส่โลง เผาฝั่งนี้ก็เรียกว่าตาย, แล้วก็ ตายอย่าง meta - physic, คือไม่เกี่ยวกับร่างกาย ไม่เกี่ยวกับวัตถุ มัน เกี่ยวกับ จิตใจ มีค่าเท่ากับคนตาย, ยังเดินได้พูดได้กินได้ แต่ มีค่าเท่ากับคนตาย คือ

น.167 ไม่มีค่าอะไร นั่นเอง อย่างนี้ก็ มีหลักว่า คนที่ประมาทนั่นแหละคือ คนตาย. จึงมีคำว่า ตายขึ้นสองความหมาย ตายทางร่างกายอย่างหนึ่ง, ตายทางวิญญาณคือ spiritual นั้นอีก ทางหนึ่ง. ใครหลีกเลี่ยงหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติ แล้วคนนั้น จะต้องตาย ทาง ร่างกาย เช่น ลองไม่หากิน ไม่รักษาโรคไม่อะไรต่าง ๆ มันก็ต้องตายทางร่างกาย. ที่นี้ ทาง spiritual ลอง ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักธรรมะ มันก็เป็นคนเลว กระทั่ง เป็นคนมีความทุกข์ทรมาน จนมีจิตใจไม่สมประกอบ, นี้ก็เรียกว่าตาย ได้เหมือนกัน. ทีนี้ คนสมัยนี้ โดยเฉพาะนักศึกษานี้ มันเป็นหรือมากเกินไปในความหมาย ที่หนึ่ง แล้วมันจึงต้องไป ตายอยู่ในความหมายที่สอง มันเป็นมากเกินไป มันมีเงินใช้ มากเกินไป, มีการกินอยู่ดีมากเกินไปนี้ มันเป็นมากเกินไปในความหมายที่หนึ่ง คือไม่ ตายในความที่หนึ่ง, แต่แล้วมันก็ ไปตายในความหมายที่สอง ; ยิ่งกินดีอยู่ดี มันก็ ยิ่ง เห็นแก่ตัวมาก, มัน มีกิเลสมาก ซึ่งก็คือตายลงไปในความหมายที่สอง ขอให้มองโลกในปัจจุบันนี้ แล้วก็มอง ผู้ที่เจริญอยู่ในโลกปัจจุบันนี้ ว่า มัน เป็นมากเกินไปในความหมายที่หนึ่ง แต่แล้วก็ ไปตายในความหมายที่สอง, ไม่มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง มีแต่ความก่อสร้างความทุกข์ เบียดเบียนกัน ไม่มีมนุษย์- ธรรมอยู่ในใจ. ประเทศชาติที่เคยได้รับการยกย่องว่ามีธรรมะสูง มีความเป็นสุภาพบุรุษ สูง, เดี๋ยวนี้แหลกไปหมดแล้ว เป็นโจรเป็นอันธพาลกันไปหมดแล้ว นี่มันตายในความ หมายที่สอง เพราะมันเป็นในความหมายที่หนึ่ง คือไม่ตายในความหมายที่หนึ่งมันมากเกิน ไป, มันมี วิทยาศาสตร์อะไรแก้ไข จนจะเปลี่ยนตับ ไต ไส้ พุง หู ตา อะไรได้อย่างนี้ มันเป็นมากในความหมายนี้ แล้วไปตายหมดในความหมายโน้น. ถ้าไม่เข้าใจข้อนี้ ก็ไม่เข้าใจธรรมะเป็นแน่นอน เพราะว่า ธรรมะมุ่งจะ แก้ความตายอย่างที่สอง, มันไม่ใช่หน้าที่โดยตรงของความตายในความหมายอย่าง

น.168 ที่หนึ่ง. นี้มันเป็นเรื่องของชาวบ้าน, เป็นเรื่องของโลก, เป็นเรื่องของวิชาอย่างชาวบ้าน จะหากินอย่างไร บำบัดโรคภัยไข้เจ็บอย่างไร, มันก็ว่าไปตามเรื่องของชาวบ้าน, แต่ว่า มีเงินมาก มีอำนาจมาก มีอะไรมากแล้วยังตายอยู่ คือมีความทุกข์อยู่ . นี่เป็นเรื่อง ของศาสนาที่จะช่วยแก้ไขให้ คือขจัดความตายในความหมายที่สองออกไป. ฉะนั้น เราจะต้องทำให้พอดี อย่าให้เป็นในความหมายที่หนึ่ง คืออย่าให้ไม่ตายในความหมายที่หนึ่ง มันมากเกินไป แล้วมันก็จะได้ไม่ตายในความหมายที่สองบ้าง. ในคัมภีร์ของพวกคริสเตียนพูดไว้อย่างน่าฟัง แล้วก็ไม่ขัดกับหลักของพวกพุทธ ที่ให้สละชีวิตแล้วก็จะได้ชีวิต, ถ้าไม่เคยศึกษาอย่างนี้มาก่อนก็ฟังไม่ถูก ว่า ให้สละชีวิต เสียแล้วก็จะได้ชีวิต. คนที่ไม่รู้เรื่องเขาก็ว่าบ้า สละชีวิตแล้วได้ชีวิตอย่างไร, ก็หมาย ถึงสละชีวิตชนิดที่ความหมายที่หนึ่งชีวิตทางเนื้อหนัง ให้สละความหลงใหลใน ชีวิตอย่างเนื้อหนังนี้เสีย, แล้วก็จะได้ชีวิตอย่างที่สอง คือชีวิตทางฝ่ายวิญญาณ นี่. material -life นี้สละเสีย อย่าไปเห็นแก่ความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อย กับมัน แล้วก็จะได้ spiritual -life คือชีวิตที่แท้จริง, เขาหมายความอย่างนี้ แต่เขาพูด ไว้สั้นเกินไป. สละชีวิตเสียแล้วก็จะได้ชีวิต; ถ้าพูดอย่างพุทธบริษัท ก็ว่า สละชีวิตบ้า ๆ บอ ๆ เห็นแก่เนื้อแก่หนังกามารมณ์อะไรนั้นเสีย แล้ว ก็ จะได้ชีวิตที่เย็น ที่เป็นอมตะ ที่เรียกว่านิพพาน. นี่ผมพูดอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเพื่อสนับสนุนศาสนาอื่น, หรือว่าไปเข้าเป็นฝ่าย ศาสนาอื่น หรือว่าจะพูดไปในทางอวดดีรู้นั้นรู้นี่. ที่พูดนี้ก็เพื่อว่าพวกคุณนั่นแหละจะ โดนเข้าสักวันหนึ่ง, จะพบกันเข้าสักวันหนึ่ง. ซึ่งการพูดจาโต้เถียงถกเถียงกัน เรื่อง เกี่ยวกับธรรมะเกี่ยวกับศาสนา กับชาวต่างประเทศโดยเฉพาะนี่, เดี๋ยวจะพูดผิดไปหมด

น.169 จนให้เห็นว่ามันตรงกันข้ามไปหมด แล้วก็ทะเลาะวิวาทกันเกลียดชังกัน นี้มันไม่เป็นที่ต้อง การอย่างยิ่งในโลกในสมัยปัจจุบัน, มัน ควรจะมีศาสนาที่ว่า เหมือนกับว่าศาสนาเดียว กันหมด ทำลายตัวกู-ของกูเสีย แล้วก็อยู่ด้วยชีวิตที่สงบเย็น ก็เป็นศาสนาเดียว กันหมดได้. นี้ลองคิดดูเถอะว่า ให้สละชีวิตเสียแล้วจะได้ชีวิต อย่างนี้, ถ้าคนนั้น รู้จักแต่ชีวิตเดียว แล้วมันจะได้อะไร, จะทำได้อย่างไร, มันต้องรู้จักทั้งสองชีวิต. ชีวิตชนิดไหนที่เรียกว่าชีวิตหลอกลวงเป็นมายา เป็นเรื่องเนื้อหนัง แล้วก็ไม่จริงที่สุดเลย แล้วชีวิตชนิดไหนมันจริง มันสูงสุด ควรจะเรียกได้ว่าชีวิตจริง นี่มันจึงจะปฏิบัติได้โดย หลักอันนี้ .. นี้เรากำลังพูดถึงว่า วิธีปฏิบัติมันก็มีหลักที่จะสละอันหนึ่งออกไป แล้ว ได้อันที่สองเข้ามาแทน ซึ่งว่าถูกต้อง หรือว่าดีหรือว่าหมดปัญหา. ในเมื่อชีวิตนี้ มันเต็มไปด้วยปัญหา ก็สลัดทิ้งไป ก็ได้มาซึ่งชีวิตใหม่ ซึ่งไม่มีปัญหาเลย ผลจะเป็น อย่างไร ไว้พูดกันในการบรรยายครั้งต่อไปที่เรียกว่า วิปากธรรม. เดี๋ยวนี้จะพูดแต่คำว่า ปฏิบัติธรรม คือต้องกระทำหน้าที่ที่ต้องกระทำ. ความหมายของคำปฏิบัติธรรม. คำว่า ปฏิบัติธรรม มัน แปลว่า เดินไป, คำว่า จริยา นี้ก็แปลว่า เดิน ไป. เมื่อเราพูดกันถึงรากศัพท์ คำว่า ปฏิบัติมันมาจากคำว่าเดินไป ๆ , คำว่า จริยา จริตะ จริยะ นั้นก็ แปลว่าเดินไป ๆ . ถ้าไม่เรียนบาลีบ้างก็ไม่รู้ แล้วอีกอย่างหนึ่งก็ คือว่า ตามข้อเท็จจริงเป็นไปมาแต่ต้น จนบัดนี้ภาษาธรรมะภาษาศาสนานี้ต้องยืมภาษาชาว

น.170 ๑๓๘ บ้าน ภาษาชาวโลกนั้นมาใช้. เรื่องนี้ผมเคยพูดหลายหนหรือหลายสิบหนแล้ว แต่คุณ บางคนนี้ไม่เคยได้ยิน จึงต้องพูดอีกหรือเตือนกันอยู่อีกว่ามันเป็นความจริง หรือเป็นข้อ เท็จจริงอันหนึ่งที่เป็นความลับอยู่, ไม่ค่อยรู้ว่าภาษาธรรมะที่มันยุ่งยากลำบากนั้น ที่แท้ มันก็ไปยืมภาษาชาวบ้านกลางถนนมาใช้ เช่นยืม คำว่า ถนน มาใช้เป็นชื่อของการปฏิบัติสำหรับจะไปนิพพาน, คำว่า มรรค นั้นแปลว่า หนทาง, ชาวบ้านเขารู้จักดี เรียกกันมาก่อนว่า มรรค มรคา อะไรก็ตามใจ แปลว่าถนนสำหรับเท้าเดิน ควายเดิน วัวเดิน อะไรก็เดิน เรียกว่า ทางแต่พอค้นพบวิธีปฏิบัติให้จิตใจมันเดินไปสู่นิพพานได้ ก็ไม่มีคำจะใช้ ต้องไปเอาคำชาว บ้านกลางดินมาใช้ เลยคำว่า ทางนี้ ก็ เปลี่ยนมาเป็นคำบัญญัติเฉพาะในทางศาสนา คือทางที่ใจจะเดินไปสู่นิพพาน. ฉะนั้นคำว่า ปฏิบัติ นี้ก็แปลว่า เดิน ที่ไปกลางถนนนั่นแหละ, แต่ทีนี้ใจ มันเดิน ก็เรียกว่าปฏิบัติธรรม. จะระก็แปลว่าไปหรือเดิน ภาษาไทยที่เรียนมา แล้วว่า, บทจร นี้มันก็เดินไปด้วยเท้า มันแปลว่าเดินคำนั้น แต่มาใช้เป็นชื่อของการ ปฏิบัติ แล้วใจมันก็เดิน, เดินจากจุดนี้ไปยังจุดนั้น. ฉะนั้นคำว่า ปฏิบัติ ก็ดี, คำว่า จริยา ก็ดี มันแปลว่าเดิน. พอเรารู้ อย่างนี้ เราก็เข้าใจได้ง่ายขึ้น ว่า เราต้องปฏิบัติจนมีการเดิน ไม่ใช่หยุดอยู่กับที่, ไม่ใช่ ซ้ำที่, ไม่ใช่เหมือนที่อยู่อย่างนี้. มันต้องไป ก้าวหน้าไป นั้นคือตัวกิริยาอาการ ของการปฏิบัติ. คำว่า เดินไปด้วยเท้า มันก็เป็นเรื่องธรรมดา สามัญ ที่มนุษย์รู้จักแล้วมา ตั้งแต่สมัยแรกเป็นมนุษย์ หรือว่าละจากสภาพของความเป็นลิงมาเป็นมนุษย์ก็รู้แล้ว, แต่

น.171 พอว่า เดินหรือปฏิบัติไปนิพพาน นี้ไม่รู้ มัน เป็นเรื่องทางวิญญาณ, นี่เกิดคำว่าฝ่าย วิญญาณ ขึ้นมาก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไร, ผมก็เรียกว่าวิญญาณ ไปตามความรู้สึกของผม คำว่า spiritual นั้น ไม่รู้ว่าจะแปลว่าอะไรกัน, เดี๋ยวนี้ขอเรียกว่าวิญญาณ ทางวิญญาณ. เดินด้วยเท้า นั้นคือเดินทางเนื้อหนัง ทางวัตถุ, เดินด้วยจิต ก็เป็นเรื่อง spiritual, เดิน ทางวิญญาณ คนสมัยนี้ไม่รู้จักไม่อยากจะรู้จัก มีอะไรมาชักชวนให้ไม่อยากรู้จัก ก็เพราะ เรื่องเห็นแก่ปากแก่ท้อง เห็นแก่เรื่องเนื้อหนัง เห็นแก่ความเพลิดเพลิน ทางเนื้อทางหนัง ก็เลยไม่อยากจะได้รู้จักเรื่องทางวิญญาณ. ขอให้นึกถึง การเดินทางจิตทางวิญญาณ ที่เรียกว่า ตัวการปฏิบัติ, ถ้า เป็นจริงเป็นจังก็เรียกว่าการปฏิบัติธรรม คือ หน้าที่ที่จะต้องประพฤติกระทำตามกฎ เกณฑ์ของธรรมชาติ. แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นเรื่องทางจิตใจมันสูงขึ้นมา ก็เพื่อจะดับความ ทุกข์ทั้งหลายจะบรรลุมรรคผลนิพพาน เรียกว่าการเดินหรือการปฏิบัติในที่นี้. ถ้าเดินถูกต้องเรียกว่า ปฏิบัติถูกต้อง, ต้องไม่ออกริมทางใช่ไหม. เหมือนกับควายวัวมันเดินไปตามทางนี้ ถ้ามันถูกต้องมันไม่ต้องออกริมทาง, จะทางซ้าย ก็ได้ทางขวาก็ได้ ไม่ต้องออกไปริมทาง, จึงจะเรียกว่าเดินถูกต้อง นี่เดินทางจิตใจ นี้ก็ เหมือนกัน ต้องไม่ออกไปริมทาง ทางซ้ายก็ไปบ้าเรื่องกามารมณ์, ทางขวาก็ไปบ้าเรื่อง ขลัง เรื่องศักดิ์สิทธิ์ เรื่อง ทรมานตน ให้ลำบากอย่างนี้. มีชื่อเรียก ในพระบาลี กามสุขัลลิภานุโยค - ไปพัวพันอยู่แต่เรื่องกามารมณ์ นี้ ไป ทางซ้าย, ทางนี้ก็เรียกว่า ทางเปียก คือเปียกชุ่ม เรียกว่า อาคาฬหะปฏิปทา - การ ปฏิบัติที่เปียกชุ่มจมอยู่ในกามารมณ์ นี้มันไปซ้ายแล้ว. นี้ อีกทางหนึ่ง มันไปทางตรงกัน ข้ามทางขวา ไปขลังไปศักดิ์สิทธิ์ ไปทำตนให้ลำบาก, นี่เรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค - ทำตนให้ลำบาก, บางทีก็เรียกว่านิชฌามะปฏิปทา - คือ ข้อปฏิบัติที่ทำให้ไหม้เกรียม, เอา

น.172 มาย่างให้เกรียมให้ไหม้ไปเลย นี่ไปอีกทางแล้ว ขวาแล้ว แล้วแต่จะสมมติ, นี่มัน ออกริมทางแล้ว ออกทางแล้ว ก็เรียกว่าไม่ถูกทาง. นี้ ต้องให้ มัน อยู่ตรงกลาง ที่มันถูกทางอย่าไปข้างโน้นอย่าไปข้างนี้ บางที เขาก็เรียกว่า ไม่ตึง หรือ ไม่หย่อน ถ้าหย่อนไปทางกามารมณ์ ; ถ้าตึงก็เป็นการทำตน ให้ลำบาก โดยไม่รู้เหตุผล ไม่มีเหตุผลแล้วงมงาย เดี๋ยวนี้ไม่ไปข้างซ้าย, ไม่ไปข้างขวา ไม่ออกไปริมทาง, ก็เดินอยู่ตรงกลาง ก็เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา - การปฏิบัติที่ดำเนิน อยู่ในทางสายกลาง. หลักปฏิบัติทางมัชฌิมาปฏิปทา. เอ้าที่นี้ เราก็ได้หลักว่า : มันต้องเดินอยู่ตรงกลาง อย่าไปออกริมทาง นั่นแหละเรียกว่าความถูกต้อง, เกิดเป็นมัชฌิมาปฏิปทา ขึ้นมา. ขอให้จำคำคำนี้ไว้ให้ ดีด้วย, เพราะว่า คำคำนี้มันเล็งถึงคำว่าธรรมศาสตรา, ธรรมศาสตร์หรือธรรมศาสตรา อาวุธคือธรรมะ. ก ารปฏิบัติที่ถูกต้องไปตามทางมัชฌิมาปฏิปทาอันนี้ จะเป็น ธรรมศาสตรา ที่จะตัดปัญหาทุกชนิดได้ , ต้องฟังให้ดี เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อยู่ตรงกลาง. บางทีก็เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ คือหนทางที่ประเสริฐที่สุดประกอบ อยู่ด้วยองค์ประกอบ ๘ ประการ, ฉะนั้นจึงหมายถึงการทำถูกต้อง ในลักษณะ ๘ อย่าง ๘ ประการ รวมกันเข้าแล้วก็เป็นตัวการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือเป็นหนทางที่เป็นมัชฌิมา- ปฏิปทา. คำบาลีเขาใช้คำว่าถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมก็ใช้คำว่าถูกต้องไปตามคำบาลี คือคำว่า สัมมา แปลว่า ถูกต้อง, สัมมัตตะ แปลว่า ความถูกต้อง สัมมัตตะความถูกต้อง ๘ ประการนี้ เอามารวมเข้าเป็นอันเดียวกัน ก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าหนทางประเสริฐนี้ขึ้น.

น.173 อย่าพูดผิด ๆ ไปตามเขา ว่ามรรค ๘ มรรค, นี้มันผิด มรรคมันหนึ่งหรือเดียว แต่ มันประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ เราเป็นนักศึกษาทั้งที่อย่าพูดอะไรผิด ๆ อย่างคนที่ไม่มีการ ศึกษา ไปพูดว่ามรรค ๘ นี่ ได้ยินแม้ในกรุงเทพฯ หนวกหู, พูดว่ามรรค ๘ มันก็ผิด, มัน ต้องมรรคมีองค์ ๘ เสมอ. คือความถูกต้อง ๘ ประการรวมกันเป็นสายหนึ่ง. เราก็ มาพูดถึงความถูกต้องต่อไป มีอยู่ ๘ อย่าง. ข้อที่ ๑. ความถูกต้องในทางความคิดเห็น ถ้าจะเขียนเป็นไทย ๆ เขียน ว่าความคิดเห็นดีกว่า มันรวมเอาความเชื่อหรือความรู้หรืออะไรไว้หมดในข้อนี้, เรียกว่า ความ ถูกต้องในทางความคิดเห็น. ถ้าเรียกเป็นบาลี เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ แปลว่าทิฏฐิ ที่ถูกต้อง. นี้คุณก็ทายเอาเองได้ว่า ถ้าถูกต้อง มัน ต้องถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เพราะเรามีหลักธรรมชาติกฎของธรรมชาติเป็นหลักใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แล้ว พอ พูดถึงความถูกต้อง มันก็ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, ถ้าไม่อย่างนั้นมันถูกต้องไป ไม่ได้ แล้วจะเรียกอย่างภาษาวัดก็เรียกว่า ถูกต้องตามธรรมตามหลักธรรม ทีนี้เราว่าถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ ก็คืออันเดียวกัน คือความถูกต้องนี้ก็ต้องมีมาก นี้เราจะจำกัด เอาแต่ความถูกต้องชนิดที่ปฏิบัติได้, สัจจะมีมาก สัจจะที่ปฏิบัติไม่ได้ก็ทิ้งไป, ที่ประยุกต์ ได้ที่ปฏิบัติได้นี้ จะเป็นความถูกต้องที่มีประโยชน์. จะต้องมี ความรู้ถูกต้อง มีความ เชื่อถูกต้อง มีความเข้าใจถูกต้อง มีความคิดเห็นถูกต้อง. หรือจะพูดว่ามีทฤษฎี ถูกต้อง ข้อแรก แต่ บาลีเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. ข้อที่ ๒ มีความต้องการถูกต้อง. จะเรียกว่าความปรารถนา ความ ใฝ่ฝัน ความตริตรึก แล้วแต่จะเรียก ก็คือความต้องการนั่นแหละมันถูกต้อง. ถ้า เรียก เป็นบาลีก็เรียกว่าสัมมาสังกัปโป. สังกัปโป นี้คือ การที่จิตมันตริไปเร่ไป เร่ไป เพื่อจะ

น.174 ๑๔๒ เอาอะไรของมันเรียกว่า สังกัปปะ, สังกัปปะนี้ ต้องถูกต้อง นี้ผมเรียกเป็นไทยสั้น ๆ ตรง ๆ ว่า ความต้องการมันถูกต้อง ก็ต้องถูกต้องตามกฎ, หรือว่า ถูกต้องตามเหตุผล ที่แวด- ล้อมอยู่. ถ้ามิฉะนั้นจะเกิดเรื่อง เราไปต้องการผิดทาง ผิดวิถีทางมันต้องกระทบ กระทั่ง เช่นกระทบกับบุคคลด้วยกัน มันก็เกิดเรื่อง, หรือว่าถ้าไปกระทบกันกับกฎ ของธรรมชาติ นั้นมันเท่ากับไปกระทบเอาพระเจ้า, แล้วพระเจ้าจะตบหน้าเอา คือความ ทุกข์มันจะเกิดขึ้นในจิตใจ เพราะมันทำไปไม่ถูกต้อง. ในหลักพุทธศาสนาทั่วไป ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาว่าความต้องการที่ถูกต้อง นั้นคือ ต้องไม่เป็นการเบียดเบียน, ความต้องการของเราที่เป็นความต้องการที่ถูก ต้องนั้น คือต้องไม่เป็นการเบียดเบียน, เบียดเบียนตนเองให้ลำบากนี้ก็เรียกว่าผิด แล้ว, เบียดเบียนคนอื่นให้ลำบาก นี้ก็เรียกว่าผิดแล้ว. เช่นว่าไปหลงใหลใน กามารมณ์ นี้ก็เรียกว่าเบียดเบียนตนเองให้ลำบาก, ถ้าเราไป เบียดเบียนผู้อื่น ด้วย ความพยาบาทโดยเจตนา หรือว่าเบียดเบียนโดยไม่เจตนา ก็ เรียกว่าวิหิงสา ก็เรียกว่าผิด แล้ว ทำคนอื่นให้ลำบาก โดยเจตนาก็ตาม ไม่เจตนาก็ตาม ฉะนั้นถ้านิยามคำคำนี้ให้ดีก็พูดว่า ความต้องการที่ถูกต้อง คือต้อง ไม่เป็น การเบียดเบียน ทั้งตนเองและทั้งผู้อื่น, ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา, เรียกว่าองค์ ที่สอง เรียกว่า สัมมาสังกัปโป. เขามักจะแปลกันว่า ความดำริชอบ, ผมเห็นว่ามัน แคบไป ก็เลยใช้เสียใหม่ว่า ความต้องการ ความต้องการคือความดำริไปในทางกระแส ของความคิดนึกปรุงแต่ง. ทีนี้ ความต้องการนี้ต้องไปตามความคิดเห็นคือทิฏฐิ, ทิฏฐิที่ถูกต้อง มีแล้ว ความต้องการมันก็เดินไปถูกต้องเอง. ทีนี้ มาถึง ข้อที่ ๓. การพูดจาที่ถูกต้อง ถ้าเรียกอย่างภาษา บาลีก็ว่า สัมมาวาจา นี้เรียกว่า จำคำจำกัดความไว้ว่า จริง นี้อย่างหนึ่ง แล้วก็น่าฟังนี่อย่างหนึ่ง

น.175 แล้วก็มีประโยชน์ แล้วก็ ถูกต้องแก่กาละเทศะ. ที่ว่า จริง หมายความว่า เรื่องนั้น จริง, วาจานั้นก็ต้องจริง, ไพเราะ หรือไม่ไพเราะน่าฟังหรือไม่น่าฟัง นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง. ต้องให้มันไปฝ่ายที่น่าฟังเข้าไว้ จึงจะเรียกว่าถูกต้องกว่า คือ ต้องมีประโยชน์, ทั้ง จริง ทั้ง น่าพึ่ง แต่ถ้าไม่มีประโยชน์ก็ไร้ความหมาย หรือแม้จริงแม้มีประโยชน์และน่าฟัง แล้วยังต้องดูให้มันควรแก่กาละเทศะ คือเวลาที่จะพูดออกไป หรือสถานที่หรือชุมนุมชน ที่จะพูดออกไปนี้. นี้ คุณก็ไปคิดดูเองซิ ที่มันทะเลาะกัน เพราะมันไม่ถือหลักอย่างนี้, บางทีมันยืนยันเอาแต่ว่า จริง ๆ ๆ ๆ แล้วก็พูด ตะพึด ไม่ดูกาละเทศะ, หรือมัน มีประโยชน์แก่ผู้ฟังแล้วมันก็พูดตะพึด ไม่ดูกาละเทศะ คนฟังไม่ถูกมันก็ตบหน้าเอา ก็ บ่วยการพูด มันเลยทะเลาะวิวาทกัน เพราะ ไม่มีวาจาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่ถูกต้องแก่กาละเทศะ. ข้อที่ ๔. ความถูกต้องต่อไปก็คือ ความถูกต้องในการทำการงาน นี้ เรียกว่า สัมมากัมมันโต, ถ้าเรียกกันเป็นภาษาที่เป็นไทยหน่อยก็เรียกว่า สัมมากัมมันตะ มีการงานอันถูกต้อง, การงานในที่นี้หมายถึง การกระทำ คือ conduct ทั่วไป นี้เรียกว่า การงานในที่นี้. อย่างนี้ ถือเอาเป็นหลักคือหลักศีลห้าได้เลย, ในโลกนี้เรื่องศีลห้า ถือว่าสำคัญอย่างไร ก็เอามาเป็นคำอธิบายของคำว่าสัมมากัมมันโต, นี่ความถูกต้องใน การทำการงาน. ศีลห้า นี้คุณอาจจะเรียนกันมาอย่างอื่น มีความหมายแคบกว้างอย่างอื่น ผม อยากจะให้คำจำกัดความเสียใหม่ ที่มันจะเป็นสากลที่สุด มันจะต่อสู้ได้ในที่ทุกหนทุก แห่ง. ศีลห้าข้อที่หนึ่ง ปาณา คือ ไม่ประทุษร้ายร่างกายชีวิตผู้อื่นโดยวิธีใด ๆ ก็ตาม กฎนิยามเป็นอย่างนี้ก็พอแล้ว, ไม่ทำการประทุษร้ายร่างกาย หรือชีวิตผู้อื่น

น.176 หรือสัตว์อื่น โดยวิธีใดก็ตาม, ไม่ต้องพูดกันถึงฆ่าอะไร มันหลายวิธีนักที่ทำให้ตาย แต่ว่าไม่ตายมันก็ต้องขาดศีลข้อนี้อยู่ดี ไม่ขาดมันก็กิ่วคอด จึงใช้คำรวมว่า ไม่ประทุษร้าย ร่างกายหรือชีวิตสัตว์อื่น โดยวิธีใดก็ตาม. ทีนี้ อทินนาข้อสอง ก็คือไม่ประทุษร้าย ผมชอบคำคำนี้ มันกว้างดี ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่น ด้วยวิธีใดก็ตาม. ข้อสาม กามสุ - นี้คือ ไม่ประทุษร้ายของรักของบุคคลอื่น โดย วิธีใดก็ตาม. ประทุษร้ายชีวิตนั้นมันทำให้ตาย, ประทุษร้ายทรัพย์สมบัตินั้นมันเอา ไปในทางสิทธิครอบครอง, ส่วน ประทุษร้ายของรักนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมุ่งที่ จะหาความเพลิดเพลินส่วนตัว หรือมุ่งจะทำให้ผู้อื่นเขาเจ็บช้ำน้ำใจ. ข้อที่สี่ มุสา นี้ ไม่ใช้วาจาเป็นเครื่องทำลายความเป็นธรรมความ ยุติธรรมของคนดี. ข้อที่ห้า สุรา นั้น มันเป็นตัวอย่าง คำว่าสุรามัชชะนั้นเขายกมาเป็นตัวอย่าง สองคำ, ตัวนามจริง ๆ มันอยู่ที่คำว่า ปมาทัฏฐานะ, สิ่งที่เป็นที่ตั้งของความประมาท ฉะนั้นบัญญัติความข้อนี้ว่า ไม่ประทุษร้ายสติปัญญาสัมปฤดีของตนเอง, สติปัญญา สัมปฤดี ที่จริง ส้มปฤดีก็คือสติ, แต่เดี๋ยวนี้ในภาษาไทย มันแยกกันเสียแล้ว. ความ มีส้มปฤดีอย่างที่เราไม่ลืมตัว รู้สึกผิดชอบชั่วชอบอยู่ดีนี้ เรียกว่า สัมปฤดี, สติปัญญา หมายถึงความรู้ที่รู้สึกตัวที่ลึกไปกว่านั้น, ปัญญาความรอบรู้ที่รู้อยู่ด้วยการศึกษา เล่าเรียน พอเสพสิ่งอะไรเข้าไป ด้วยการดื่มทางปาก, หรือด้วยการสุดทางจมูก หรือด้วยการรมที่เนื้อ ที่ตัวลูบไล้ทาที่ตัวหรือฉีดเข้าไปวิธีใดก็ตาม, สิ่งนั้นมันเข้าไป ประทุษร้ายต่อสติปัญญา หรือสมปฤดี แล้วก็เรียกว่าผิดศีลข้อนี้.

น.177 ฉะนั้น ถือเป็นศีลห้าที่สากล จะไปใช้ที่ไหนก็ได้ เป็นไกวัลย์คือสากล : อย่าประทุษร้ายชีวิตร่างกายเขา โดยวิธีใดก็ตาม, อย่าประทุษร้ายทรัพย์สมบัติเขา โดยวิธีใดก็ตาม, อย่าประทุษร้ายของรักของเขา โดยวิธีใดก็ตาม เด็ก ๆ ก็ถือได้ เพราะ เด็ก ๆ ก็มีของรักอย่างใดอย่างหนึ่ง, อย่าประทุษร้ายความเป็นธรรมของเขา ด้วยวาจา ของเรา, อย่าไปประทุษร้ายสติปัญญาสัมปฤดีของตัวเอง ก็เลยกินความหมด, ไม่มีข้อ แก้ตัว ที่จะมัวเถียงกันว่า ขาดศีลไม่ขาดศีลข้อนั้นข้อนี้, มันเป็นเรื่องหาทางแก้ตัวของ คนที่ไม่จริง ก็เลยบัญญัติไว้ ไม่มีทางแก้ตัวก็คืออย่างนี้ เมื่อถือได้อย่างนี้ ก็เรียกว่า การ กระทำของบุคคลนั้นถูกต้อง คือไม่ผิดศีลทั้งห้าข้อนี้ ก็เรียกว่าถูกต้อง. ทีนี้ ความถูกต้องข้อที่ ๕ ด้วย การดำรงชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง นี้ก็เรียกว่า สัมมาอาชีโว, สัมมาอาชีพ ความมีอาชีพ คือการดำรงชีพถูกต้อง. อาชีพนี้ก็ถือเอาตาม ตัวในภาษาบาลีแล้วก็แปลว่า ดำรงชีพ อย่างถูกต้อง ไม่มุ่งความแคบ ๆ ว่าหาเลี้ยงปาก เลี้ยงท้องอย่างถูกต้อง, นั้นมันแคบไปหน่อย, คือการเป็นอยู่ทรงชีวิตอยู่ ดำรงชีวิตอยู่ นี่เรียกว่า อาชีพ แล้วก็ต้องถูกต้อง เรียกว่า สัมมาอาชีพ ให้ มันมีความถูกต้องใน การหามา ในการได้มา ในการมีไว้ ในการบริโภค ที่มัน ถูกต้องก็แล้วกัน ; หาก็ หามาอย่างถูกต้อง, ได้มาก็ได้มาถูกต้อง, มีไว้เก็บรักษา ไว้ยึดครองไว้ก็ถูกต้อง, กิน บริโภคใช้จ่ายก็ถูกต้อง, อย่าให้ผิดคืออย่าให้เกิน. ตรงนี้อยากจะขอแทรกว่า ปัญหาใหญ่ในโลกนี้เวลานี้ มีมูลมาจากข้อนี้ คือ คนในโลกไม่มีสัมมาอาชีพ, มันผิดไปหมด ในการแสวงหา ในการได้มา ในการมีไว้ ในการบริโภคมันผิดไปหมด คือ มันมีแต่เกิน ๆๆ มากไปหมด, ไม่พอดีไม่ถูกต้อง, ยิ่งมีการศึกษามากก็ยิ่งทำให้เกินมาก. แต่เขาว่าไม่เกิน เขาว่าถูกต้อง, ถ้าถือตามหลัก ของศาสนา ศาสนาพุทธก็ดี ศาสนาคริสต์ก็ดี การกระทำของมนุษย์ในเวลานี้เป็น

น.178 บาปหมด เลยเป็นบาปอย่างร้ายหมด เพราะมันมีแต่ส่วนเกิน, อยู่ดีกินดี มันมีแต่ ส่วนเกิน : การแสวงหาเกิน, มีความคิดกว้างขวางที่จะกอบโกยเอามาเป็นของตัวไม่มีขอบ เขตจำกัด. ยิ่งมีมากก็ยิ่งมีมือยาว, กอบโกยกันได้ตั้งครึ่งโลก นี้มันเป็นส่วนเกิน แล้ว ก็เรียกว่าผิด. ถ้าไม่มีส่วนเกินแล้วก็ จะอยู่กันเป็นสุข คือ ไม่มีใครเอาส่วนเกิน. มัน ป้องกันได้ในการที่จะไม่มีส่วนเกิน ; พอรู้สึกว่า เกินความต้องการ แล้วก็ให้คน อื่นเสียซิ ก็ไม่มีส่วนเกินเหลืออยู่ที่ตัว. เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำอย่างนี้, เอาเข้ามาเท่าไรก็ ไม่เกิน, ไม่รู้สึกว่าเกิน, มีอำนาจมีเงินมีอะไรเท่าไรแล้ว ก็ยังไม่รู้สึกว่าเกิน, แล้ว ยังไม่ รู้สึกว่าพอด้วยซ้ำไป . ฉะนั้นประเทศทั้งหลายในโลกนี้ ยังต้องรบกันไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมีพวกหนึ่งมันเอาส่วนเกินไม่มีที่สิ้นสุด นี่ดำรงอาชีพอย่างมีส่วนเกินอย่างนี้ ละก็จะมีความเดือดร้อน แม้ในส่วนบุคคล คนหนึ่ง ๆ. ฉะนั้นไปคิดดูให้ดี ว่า พอที่จะเจียดออกไปเสียได้ อย่าให้มันเป็นส่วนเกิน แล้วก็ เจียดไปให้ผู้อื่นเสีย ก็เป็นบุญเป็นกุศล คือไม่ต้องเป็นทุกข์. นี้เรียกว่า สัมมา อาชีโว -ดำรงชีวิตอย่างถูกต้อง ใช้ภาษาการเมืองหน่อยก็ว่า ไม่มี surplus, มันก็ไม่ ต้องทำให้ใครลำบาก. นี้ข้อ ๖ ต่อไปจะเรียกว่า ความถูกต้องในความพากเพียรพยายาม เรียกว่า สัมมาวายาโม. ทุกคนต้องมีความพยายาม มันหยุดไม่ได้, เมื่อยังไม่บรรลุจุด หมายปลายทางในทางใดก็ตาม ต้องพยายามอยู่เรื่อย. อย่างเรามีปัญหาจะต้องแก้ปัญหา ให้หมดไป เมื่อปัญหายังไม่หมด สิ่งที่เรียกว่าความพยายามจะต้องมี, นั้นคือคำว่า วายามะ ในภาษาบาลี, ภาษาไทยเรียกตามสันสกฤต ว่า วยามะ ก็ เรียกว่าพยายาม , พยายามะ.

น.179 ความพากเพียรต้องถูกต้อง คือตามหลักธรรมะในพุทธศาสนาว่า ต้องมี ความถูกต้องในการป้องกัน มีความถูกต้อง ในการละเว้น มีความถูกต้อง ในการ สร้างขึ้นมา มีความถูกต้อง ใน การรักษาไว้ , ก็เล็งถึงความชั่ว เพราะว่ามีความพากเพียร ในการที่จะ ป้องกัน แล้วก็ ละเว้น ป้องกัน อย่าให้ความชั่วเกิดขึ้น , ความชั่ว ที่เกิดอยู่ แล้วก็ให้ละเสีย คือทำความดีนั้น ให้พยายามจะสร้างขึ้นมา แล้วก็รักษาไว้. มันจึง เกิดคำขึ้นมาสี่คำว่า ป้องกัน, ละเว้น สร้างขึ้น แล้ว ก็รักษา , ต้องพยายามในสี่สถานนี้ ให้มันถูกต้องอยู่ตลอดเวลา. ป้องกันอย่างถูกต้อง, ละเว้นอย่างถูกต้อง, สร้างขึ้นอย่าง ถูกต้อง, รักษาไว้อย่างถูกต้อง. ถ้าเป็นเรื่องโลก ๆ เอาไปใช้ในเรื่องโลก ๆ ธรรมะข้อนี้ก็หมายความว่า อย่าทำผิด แล้ว ก็ละความผิดที่มีอยู่เสีย , แล้วสร้างความดีขึ้นมา, รักษา ความดีไว้, อย่าคิดไปในทางที่จะทำให้เป็นทุกข์, ป้องกันไว้ให้ทุกวิถีทางที่จะให้ความเสียหายและความ ผิดพลาดมันไม่เข้ามา. ที่มีอยู่หรือทำอยู่ก็ละเสีย การหาเงินก็ดี, การหาเกียรติยศชื่อเสียง ก็ดี, ก็ต้องทำในอาการอย่างนี้แหละ กระทั่งจะไปนิพพานก็ต้องทำหลักสี่อย่างนี้ .. นี้ความถูกต้อง ข้อที่ ๗ ก็เรียกว่า มีสติถูกต้อง คือ ความระลึกที่ประจำ อยู่ในใจนั้นต้องเป็นความถูกต้อง ก็เรียกว่า สัมมาสติ , นี้หมายความว่า รักษาปัญญา ความรู้ ความรอบรู้ ที่มาอยู่ในรูปของสติสัมปชัญญะนี้ ไ ว้อย่างถูกต้อง แน่วแน่สม่ำเสมอ อย่าไปปนกันเสีย. สติปัญญากับสติสัมปชัญญะมันไม่ใช่อย่างเดียวกัน, หรือว่าสาม คำก็ได้. ปัญญา นี้ คือ วิชาที่ถูกต้อง ที่จะแก้ปัญหาได้ นี้เรียกว่า ปัญญา, ความรู้ ที่ถูกต้องเรียกว่าปัญญา. นี้ พอมีปัญหา เกิดขึ้น มันนึกไม่ออก ปัญญาไม่มา เพราะ ว่าขาดสติ, อย่างนี้ก็เรียกว่ามันขาดสติ. ที่นี้ถ้าสมมติว่า ระลึกได้มาแล้ว แต่แล้ว รักษา ไว้ไม่ได้ เดี๋ยวมันหายไปเสียอีก นี้มัน ขาดสัมปชัญญะ ก็ต้องมีสติสัมปชัญญะในการ ที่จะมีปัญญาอย่างถูกต้อง ไว้อย่างแน่วแน่สม่ำเสมอ, อย่างนี้เรียกว่ามีสัมมาสติ.

น.180 เรามีความระลึกที่ประจำใจอยู่อย่างถูกต้อง ด้วยความรู้และด้วยกิริยา อาการที่มันเพียงพอ ที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆได้ เรียกว่า อย่างแน่วแน่, แล้วก็ อย่างสม่ำ เสมอ เพียงพอแก่การแก้ปัญหา. ใครทำได้อย่างนี้เรียกว่ามีสติมีสัมมาสติ. ถ้าเป็น เรื่องชาวบ้าน ก็เป็นเรื่อง เอาชนะอันตรายทั้งหลาย, ถ้าเป็นเรื่องธรรมะชั้นสูงก็เพื่อชนะ กิเลส แล้วก็ไปนิพพาน ก็เรื่องละกิเลส. ทีนี้ ข้อที่ ๘ อันสุดท้ายเรียกว่า สัมมาสมาธิ - ความตั้งใจมั่นอย่างถูก ต้อง มีสมาธินี้คือมีจิตที่มีกำลัง และมีประสิทธิภาพสูงสุดไว้อย่างถูกต้อง คือใช้สมาธิถูก ต้อง, มีสมาธิที่ถูกต้อง, แล้วก็ใช้สมาธิอย่างถูกต้อง. ความเป็นสมาธินั้นจำไว้เป็น หลักทั่วไป ว่ามีจิตบริสุทธิ์, มีจิตมั่นคง, มีจิตว่องไว. จิตบริสุทธิ์ คือว่า ไม่มีกิเลส อะไรรบกวน ไม่มีความผิดความชั่วรบกวนใจ. แล้ว จิตมั่นคงคือแน่วแน่คุมไว้ได้. แล้วก็จิตว่องไวในหน้าที่การงานของจิต. ปริสุทฺโธ บริสุทธิ์ สมาหิโต - มั่นคง, กมฺมนิโย - ว่องไวในหน้าที่ของตน. องค์ประกอบสามองค์นี้ คือลักษณะของความเป็นสมาธิ เมื่อเป็นสมาธิอย่างนี้แล้ว มันก็มีกำลังสูงสุด มีประสิทธิ ภาพสูงสุด, ประสิทธิภาพคือความสามารถที่จะทำให้สำเร็จ แล้วกำลังก็หมายความว่า กำลัง งานที่จะใช้ นี่คือความเป็นสมาธิ. ถ้าเรื่องธรรมะในทางศาสนาก็ สมาหิโต ยถาภูติ ปชานาติ - จิตตั้งมั่นแล้ว ย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง, รู้สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง คือ บรรลุ มรรค ผล นิพพานได้. ถ้าในเรื่องโลกๆ จิตเป็นสมาธิแล้ว มันก็ทำงานในหน้าที่ ของตนได้ดี คือมัน จำเก่ง คิดเก่ง ตัดสินใจเก่ง, อะไรมันเก่งไปหมด.

น.181 นี่เป็น ๘ ประการ ๘ องค์ มีความถูกต้อง ๘ ประการนี้ เอามาพื้น เป็นเกลียวกันเข้า เหมือนเชือก ๘ เกลียว นี้ก็เรียกว่าหนทาง ทั้ง ๘ มารวมเป็นหนึ่ง แล้วจะเรียกว่าแปดได้อย่างไร, ก็ต้องเรียกว่ามีองค์ ๘ ทางสายเดียวประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ แล้วก็ประเสริฐ, เพราะว่าแก้ปัญหาได้หมด นี้คือธรรมศาสตรา. ทีแรกก็พูดคลุม ๆ ว่าปฏิบัติธรรมเป็นธรรมศาสตรา เดี๋ยวนี้เราระบุลงไปว่า ปฏิบัติอย่างไร. ปฏิบัติอย่างถูกต้องด้วยองค์ ๘ ประการนี้ เกิดเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ ขึ้นมา, นี้เรียกว่า ธรรมศาสตราในพุทธศาสนา จะตัดอะไรออกไปได้หมด ที่จะต้องตัด. ที่ผมใช้คำว่าในพุทธศาสนา ก็เพื่อว่า พูดตามที่ควรจะถือว่าเป็นของพุทธ- ศาสนา, เป็นหลักของพุทธศาสนา แต่เนื่องจากพุทธศาสนาไม่มีความใจแคบชนิดเห็นแก่ตัว แล้วมันก็เป็นของที่ธรรมชาติมันมีให้ เราจะไม่เรียกว่าของพุทธศาสนาก็ได้, เรียกว่า มันเป็นของสากลไปเลยอย่างนี้ อย่างธรรมชาตินี้ต้องเป็นของสากล. กฎของธรรมชาติ เป็นของสากล, หน้าที่ตามกฎธรรมชาติก็เลยเป็นของสากลไปด้วย. ฉะนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ถือว่าเป็นของสากล ใช้ได้แก่คนทุกคน ที่มีความรู้สึกพอที่จะปฏิบัติได้, และก็เป็นสากลทั้งพื้นที่และทั้งเวลา. เดี๋ยวนี้เราใช้ได้ทั่ว สากลจักรวาลทั่วพื้นที่ แล้วก็ใช้ได้ทุกเวลาทุกยุคทุกสมัย จะกี่อสงไขยแสนกัลป์มาแล้ว ก็ใช้ได้, นี่สากลทั้งโดยพื้นที่และโดยเวลา, นี่จึงจะเป็นสากลจริง ๆ ไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัด เนื้อที่. ถ้าจะพูดกันให้ละเอียดมากไปอีก ความถูกต้องนี้มันก็ถูกต้องตามกฎ อย่าง ที่เราพูดกันมาแล้วในวันก่อน สามัญญตา - ความเป็นของสามัญแก่ทั่วไป คือ เป็น กฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา; ถ้าเอากฎนี้มาใช้ในการปฏิบัติก็หมายความว่า การปฏิบัติ นี้แม้ไม่อาจจะยึดถือเป็นตัวเป็นตน, แต่เราก็อาจทำให้เป็นของสำเร็จประโยชน์ขึ้นมาได้.

น.182 ธรรมชาตินี้ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของใคร, แต่ก็อย่างนั้นแหละสัตว์ก็รู้จักใช้กฎที่ไม่มีตัว ตนนี้ ก็ทำประโยชน์ให้แก่สัตว์นั้นได้ แก่ตัวตนนั้นได้ โดยสมมตินั้น, แล้วก็ สามารถ ดับทุกข์ได้จริงด้วย. กฎสามัญลักษณะนี้มันช่วยให้ไม่เกิดยึดถือตัวตน, แล้ว กฎอิทัป. ปัจจยตานี้มันช่วยให้สำเร็จได้ตามความประสงค์ ทั้งที่ไม่ใช่ตัวตน, แล้ว กฎจตุรา- ริยสัจจ์นี้สามารถดับทุกข์ได้จริง. นี่คือความถูกต้องถึงที่สุด เด็ดขาดที่สุด, นอก นั้นมันถูกต้องตามสมมติ ตามที่เขาว่า ว่ากันชั่วคราว ถูกต้องชั่วคราว ถูกต้องแต่บางยุค บางสมัย ถูกต้องแต่ในบางประเทศ ใช้ได้ไม่เหมือนกัน. ฉะนั้นเราเห็นว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมศาสตร์ที่ดี แล้ว ก็ดู ความคมของมัน, มันอยู่ที่ตรงไหน มัน อยู่ที่ความถูกต้อง, ความถูกต้องนั่นแหละ คือศาสตรา คือตัวที่มีคม. ความที่มันมีคม คือความถูกต้อง ถ้าเป็นความจริง มัน เป็นศาสตราที่ฆ่าความเท็จ นี้มันเป็นความจริง เป็นสัจจธรรม ถ้ามันเป็นความ เป็นธรรม ถูกต้องตามธรรม, มันเป็นศาสตราที่ทำลายความไม่เป็นธรรม, ถ้ามันเป็น ศาสตราที่ถูกต้องมันก็เป็นศาสตราที่ทำลายความงมงายไร้เหตุผลไม่ถูกต้อง จะถูกทำลายไป ด้วยความถูกต้อง. ความถูกต้องนี้มันต้องทนต่อความพิสูจน์, ถ้ามันไม่ทนต่อความพิสูจน์ เรียกว่ามันไม่ถูกต้อง ; มันเป็นศาสตราที่ทำลายความที่ไม่มีรากฐานอันมั่นคง ไม่มี เหตุผลอันมั่นคง ไม่มีการทนต่อความพิสูจน์. นี้เราเรียกว่ามัน เป็นศาสตรา ที่จะใช้ ได้ในทุกแง่ทุกมุม. เรามีมีดเล่มหนึ่ง ไม่ใช่จะใช้ ไว้ตัดอย่างเดียว มันก็ลิดรอนตรงนั้น ตรงนี้ตรงโน้น หลาย ๆ ประการ.

น.183 เอาละ, เวลาก็จะหมดลงแล้ว ก็ขอ สรุปความ ว่า คนเรา คนหนึ่ง ๆ ซึ่งที่ แท้ก็มิได้มีตัวตนอยู่จริง ทีนี้เราก็ต้องพูดตามภาษาชาวบ้าน ว่าเราหรือฉันหรือตัวตน คนหนึ่ง ๆ นี่ ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมชาติหรือสภาวธรรม นั้นเองเป็นตัวเรา เป็น ความทุกข์ หรือ เป็นปัญหาของเรา. มนุษย์มีสิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรมหรือธรรมชาติ ส่วนหนึ่งเป็นตัวฉัน เป็นตัวตน เป็นปัญหาของตน เป็นความทุกข์ร้อนของตน. แล้ว ก็มีสัจจธรรมหรือกฎธรรมชาติ ที่ทำให้ต้องเป็นอย่างนั้นด้วย และที่เป็นกฎเกณฑ์สำหรบ จะแก้ปัญหานั้นเสียด้วย. นี่มันเล่นตลก กฎธรรมชาตินั้นแหละมันทำให้เกิดมีปัญหา อย่างนั้น, แล้ว กฎธรรมชาตินั้นแหละมันจะช่วยแก้ปัญหา อันนั้นให้อีกทีหนึ่ง แล้วแต่เราจะใช้ กันในเหลี่ยมไหน ความที่ความทุกข์เกิดขึ้น, มันก็เป็นสัจจธรรมอันหนึ่ง ความที่จะ แก้มันให้หายไปได้ มันก็เป็นสัจจธรรมอันหนึ่งด้วย. ในที่สุดก็มีปฏิบัติธรรม คือการปฏิบัติที่ถูกต้อง อย่างที่ว่ามาแล้ว ๘ ประการนั้น เป็นหนทางออก เป็นการแก้ปัญหานั้น ๆ ออกไปได้, แต่มันก็ต้อง เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อยู่ดี เหมือนกับพระเจ้ามาคุมอยู่ กฎเกณฑ์ของ ธรรมชาตินั้น คือพระเจ้า ก็คุมอยู่ให้มีการปฏิบัติถูกต้อง เป็นทางออกของการแก้ปัญหา นั้นๆ แล้วเราก็มี วิปากธรรมคือผลที่จะได้รับในชั้นสุดท้ายนี้, เรื่องนี้จะได้ กล่าวในวันหลัง ในฐานะที่เป็นผลที่จะได้รับในที่สุด แต่แล้วก็ต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ ของธรรมชาติ คือสัจจธรรมอยู่ดี. ไม่มีอะไรที่ไม่เรียกว่าธรรม, เรียกว่าธรรมคำเดียวเสมอกันหมด ตัวธรรม- ชาติก็เรียกว่าธรรม, กฎของธรรมชาติก็เรียกว่าธรรม, หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ ก็เรียกว่า ธรรม, ผลได้รับออกมาจากการปฏิบัติหน้าที่ก็เรียกว่า ธรรม.

น.184 ฉะนั้นขอให้รู้ไว้ว่าคำว่าธรรม นี้เป็นคำแปลกประหลาดที่สุดในโลก แปล เป็นภาษาอะไรก็ไม่ได้ แปลได้มันไม่หมด. มันมีประหลาดที่ว่า มันเป็นคำพูดคำเดียวที่ จะตอบคำถามทั้งหมดได้ เหมือนที่ผมเคยยกตัวอย่างให้ฟังแล้ว ว่าเขาจะตั้งคำถามหรือว่า จะมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างไร กี่ร้อยกี่หมื่นกี่พันกี่แสนกี่ล้านกี่โกฏปัญหา, คำตอบ มีได้ด้วย คำคำเดียวว่า ธรรม แล้วก็ถูกหมด ธรรมะนี้. ความทุกข์เกิดจากอะไร ? ก็เกิดจากธรรม. จะดับทุกข์ด้วยอะไร, ก็ด้วยธรรม. ความสุขก็เป็นธรรม ความตายก็เป็นธรรม ความไม่ตายก็เป็นธรรม. ไปตั้งปัญหาเอาเองเถอะ แล้วก็ตอบได้ด้วยคำว่าธรรม ถ้าเห็นจริงในข้อนี้ จะเป็นการ พิสูจน์ ได้เลยว่า คุณเป็นผู้รู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรม, ถ้ามันยังงงอยู่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร ก็คือ ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรม. กินอะไรเข้าไป กินธรรม, ถ่ายอะไรออกมา ก็ถ่ายธรรม, อุจจาระก็เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง อาหารที่กินเข้าไปเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง, เหงื่อ ออกมาก็เป็นธรรม มัน ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรม ทั้งในรูปธรรมทั้งในนามธรรม, และ ทั้งในสิ่งที่ไม่ใช่ทั้งรูปธรรมและนามธรรม คือทั้งสังขตะและอสังขตะ. นี่ขอให้รู้จักคำว่าธรรมไว้ในลักษณะอย่างนี้, แล้วเราก็แยกเอาส่วนที่ตรง เรื่องตรงราวที่สุด เอาออกมาเป็นธรรมศาสตรา เป็นอาวุธที่มีคม แล้วก็ตัดปัญหาเฉพาะ หน้าที่จะเกิดขึ้น, แล้วแต่ว่ามันจะเกิดขึ้นมาอย่างไร. ขอจบคำบรรยายในวันนี้ เพราะหมดเวลาแล้วเพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต