Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๘ — สิ่งที่เรียกว่า วิปากธรรม ในพุทธศาสนา

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.185 การบรรยายครั้งที่ ๘ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า สิ่งที่เรียกว่า วิปากธรรม ในพุทธศาสนา ซึ่งเป็นคำที่พวกคุณไม่ค่อยจะคุ้นเคย. เมื่อได้ยินคำว่า วิบาก ก็จะนึกไปถึงความลำบาก หรือนึกไปถึง นรก นึกถึง อบาย ทำนองนั้น. คำว่า วิบากไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น หมายความว่าผลที่ มันเกิดขึ้นเต็มที่, พูดอย่างธรรมดา ๆ ก็คือคำว่าผล หรือคำว่า effect, ซึ่งคู่กับคำว่า cause เดี๋ยวนี้เนื่องจากเราไม่ค่อยจะได้ยิน แล้วก็ได้ยินมาในทำนองที่กลายมาเป็นภาษาไทย ในความหมายที่แคบ ตัวอย่างเช่น คัมภีร์ หรือ หนังสือเล่มหนึ่ง เรียกว่า มหาวิบาก นี้ กลายเป็นเรื่องนรกทั้งนั้นเลย แล้วก็น่าหัวเราะ. [ปรารภและทบทวน.] เราจะต้องนึกถึงความมุ่งหมายของการบรรยาย ที่ชวนให้นึกอยู่ตลอดเวลาว่า มนุษย์มีปัญหา แล้วก็อยากจะตัดปัญหา จึงได้ศึกษาและอบรมธรรมศาสตร์จากธรรมะ. ๑๕๓

น.186 มนุษย์มีปัญหา ก็ คือมีความทุกข์, มันทนอยู่ไม่ได้ ถ้าสิ่งใดที่เราทนได้ หรือมัน สบายไปเลย อย่างนี้เราเรียกว่าไม่ใช่ปัญหา, เดี๋ยวนี้มันเป็นสิ่งที่ทนไม่ได้ อย่างน้อยก็เป็น การรบกวน จึงเรียกว่าปัญหา, จะเป็นปัญหาเรื่องการกินการอยู่ การเจ็บการไข้ การ อยากจะได้มาสนองความต้องการ แม้แต่ความสนุกสนานมันก็เป็นปัญหาไปหมด ตาม ความโง่มากหรือความโง่น้อยของคนเรา นี่ก็ ต้องการจะตัดปัญหา เหล่านั้น จึงต้องหา เครื่องมือ จึงได้มาศึกษาหรืออบรม เพื่อได้สิ่งที่จะตัดปัญหา ซึ่งในที่นี้เราเรียกว่า ธรรมศาสตรา หรือธรรมศาสตร์มาตลอดเวลา. ก็ แสวงหาจากส่วนใหญ่ที่สุด คือสิ่งที่ เรียกว่าธรรม , แล้วเอาส่วนที่ต้องการออกมาเป็นธรรมศาสตรา เพื่อจะตัดปัญหาเหล่านั้น. การศึกษาในภาษาไทย หมายถึงการเรียนให้รู้ ได้ความรู้ แล้ว ก็ มีการอบรม คือการกระทำตามที่เราเรียนรู้ โดยแยกเป็นการศึกษาแล้วก็อบรม, แต่ถ้า ในภาษาบาลี แล้ว ทั้งสองอย่างนั้น รวมกันเข้าแล้วก็ เรียกว่า การศึกษา. เช่น ไตรสิกขานี้ ศีล สิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา อย่างนี้เป็นต้น. นี้ หมายถึงการปฏิบัติทั้งนั้น ไม่ได้หมายถึงการเรียนรู้ หรือเป็นความรู้เฉย ๆ. เดี๋ยวนี้เรากำลังศึกษาหาความรู้ตลอดถึงการอบรมเท่าที่จะทำได้ ด้วย การปฏิบัติด้วยเท่าที่จะปฏิบัติได้ ; อย่าง มาอยู่ที่นี่ มีความมุ่งหมายจะเป็นการอบรม คือลงมือทำลงไปเท่าที่จะทำได้, เพราะว่าการศึกษานั้นอาจจะอ่านเอามาจากหนังสือแล้วก็ได้ ที่กรุงเทพฯ ก็ได้ ไม่ต้องมาที่นี่, ยิ่งเดี๋ยวนี้ก็มีมาก จึงมุ่งให้เป็นการอบรม เพื่อเป็นอยู่ อย่างการอบรม หรือการปฏิบัติไปในตัว, นับตั้งแต่การบังคับตัวไม่ให้นอนสาย หรือการ กระทำอย่างอื่น ซึ่งพวกคุณจะต้องทำด้วยความอดทนนั่นแหละ คือการศึกษาอบรม บาง คนทนไม่ได้ก็ไปแล้ว อาจจะมี ที่อ้างว่าจะต้องกลับก่อนนั้น เพราะมีธุระ นี่ผม คิดว่าคงจะ อย่างน้อยสักคนหนึ่ง ไม่ชอบการทน ซึ่งเป็นการอบรม , ถ้าทนได้ก็ทนต่อไป เพื่อเกิด การ อบรมคู่กันกับการศึกษา แล้วรวมกัน แล้วเรียกว่า สิกขา ก็แล้วกัน ในภาษาบาลี.

น.187 ทีนี้ก็ จะได้สิ่งที่เรียกว่าธรรมศาสตรา คือความรู้ด้วย, กับความเข้มแข็ง หรือ ความอดทนในการปฏิบัตินั้นด้วย มันจึงจะเป็นธรรมศาสตรา . ความรู้อย่าง เดียวก็เป็นศาสตราส่วนหนึ่ง และเป็นศาสตราที่ยังไม่ใช้, ได้ของที่มีคมมีอะไรมา มี สมรรถภาพมาแต่ยังไม่ทันจะใช้ ถ้าใช้มันกลายเป็นการอบรมเป็นการปฏิบัติ ก็เป็นการได้ ศาสตราที่แท้จริง คือศาสตราที่ได้ใช้ได้พันลงไปจริง ๆ เพื่อตัดสิ่งที่ควรจะตัด, นี่เรียกว่า เรามีธรรมศาสตราโดยแท้จริง คือว่าได้ใช้ด้วย. แล้วจากสิ่งที่เรียกว่าธรรมซึ่งเป็นกองใหญ่ เหมือนกับทรัพย์สมบัติอะไรที่มัน มีมาก กองอยู่บนภูเขา เราก็ไปเลือกเอามาเฉพาะส่วนที่เป็นอาวุธ แล้วก็มีคม, เอามา ใช้ทำหน้าที่ที่เราต้องการจะทำ นี้มันเป็นการอุปมาของการกระทำ อย่างที่เรากำลังกระทำ อยู่ที่นี่เวลานี้. ที่นี้สำหรับสิ่งที่เรียกว่าธรรม เราแยกออกเป็น ๔ ประเภท ๔ ความหมาย หรือ ๔ พวก พวกที่ ๑ ว่าสภาวธรรม -ธรรมชาติที่เป็นอยู่เอง, คือตัวเรา ที่สมมติ เรียกว่า ตัวเรา หรือปัญหาของเรา ความทุกข์ของเรา มันรวมอยู่ที่คำคำนี้ คือคำว่า สภาวธรรม แล้วเป็นความทุกข์ เป็นตัวปัญหา ทนไม่ได้. พวกที่สอง เรียกว่า สัจจธรรม คือกฎของธรรมชาติที่ทำให้มีความเป็น อย่างนั้นขึ้นมา เราต้องรู้ และก็ยังต้องใช้กฎนั้นเพื่อจะแก้ปัญหาด้วย ใช้กฎธรรมชาติเพื่อ จะแก้ปัญหาตามธรรมชาติ ลงไปที่ตัวธรรมชาติ คือสภาวธรรม นี้ลำพังแต่สัจจธรรม มันเป็นความรู้ มันต้องทำให้เป็น การปฏิบัติ ที่เรียก ว่าปฏิบัติธรรมหมายถึง ธรรมในความหมายที่สาม คือเราจะต้องลงมือใช้ศาสตรานั้น.

น.188 นี้ธรรมประเภทที่ ๔ เรียกว่า วิปากธรรม-ธรรมที่เป็นผล อันเกิดมา จากการใช้ศาสตรานั้น. นี้ขอให้ทบทวนจนเข้าใจอย่างนี้ อย่าให้เป็นคำพูดที่ต้องท่อง หรือต้องคิดนึก หรือต้องทบทวนด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งกันอีก, ให้มันเป็นสิ่งที่แจ่มแจ้งชัดเจนอยู่ แล้วในใจ ว่าเรามีปัญหา กำลังเป็นความทุกข์ แล้วก็แสวงหาสัจจธรรม แล้วมาปฏิบัติ แล้วเกิดผลมาเป็นการดับทุกข์ได้. เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าธรรมทั้งสี่ความหมายนี้ ย่อมมีอยู่ในตัวเรา, ถ้าเข้า ใจก็มองเห็นทันที เมื่อพูดอย่างนี้ ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องนึกต้องคิดอยู่อีก. ตัวธรรมชาติ มันก็ เป็นตัวเรา อยู่แล้ว ที่สมมติเรียกกันว่า คนนั้นคนนี้ มีความทุกข์อย่างนั้นอย่างนี้ นี่ตัวธรรมชาติมีอยู่ในเรา เป็นเรา. แล้ว กฎของธรรมชาติ ก็อยู่ในทุกๆ อนุภาคของสิ่งที่ประกอบกันขึ้น เป็นตัวเรา มันจึงมีความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลง หรือว่ามันมีความทุกข์ นี้เรียกว่า ตัว กฎธรรมชาติทุกชนิดมันอยู่ในทุกๆ ส่วน ทุกๆ ขนาดของธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวเราหรือ เป็นตัวเราขึ้นมา. นี้ เราปฏิบัติตามกฎของธรรมชาตินั้น อยู่ทุกขณะจิตก็ได้ หรืออย่าง น้อยก็ทุกครั้งที่มีการหายใจ เพราะว่าหายใจนั้นก็เป็นตัวการปฏิบัติไปตามกฎของธรรมชาติ. คุณลองไม่หายใจดูซิ มันก็สอนให้รู้ทันทีว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง, ฉะนั้นจึง ใช้คำว่าต้อง, ไม่ได้ใช้คำว่าควร หรือว่าอะไรทำนองนั้น, มันต้องทำหน้าที่ตามธรรมชาติ โดยรู้สึกตัว ก็มี โดยไม่รู้สึกตัวก็มี.

น.189 แล้วหน้าที่เหล่านี้เป็นเรื่องไร้สำนึกก็มี เป็นเรื่องเต็มสำนึกก็มี. เดี๋ยวนี้เรา พูดถึงเต็มสำนึก เรารู้เรื่องนี้ เราเจตนาจะทำ เพื่อจะเกิดผลตามที่เราต้องการ. เราทำหน้าที่โดยเจตนา ต่อเมื่อเกิดขึ้นตรงตามเจตนา, ถ้าทำถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ หรือธรรมชาติมันทำของมันเองก็ได้, เช่น ต้องหายใจ ต้องกิน ต้องอาบ ต้องถ่าย ต้อง อะไรนี้ทำไปได้โดยไร้สำนึกก็ยังได้, หรือข้างในที่ธรรมชาติมันทำมันเอง โดยไร้สำนึกแท้ ๆ ที่เราไม่ต้องรู้สึก เช่นการสูบฉีดของโลหิต การไหลเวียนของโลหิต การหายใจก็ตาม มัน เป็นไปได้ เป็นการทำหน้าที่โดยธรรมชาตินั่นเอง มันก็ไร้สำนึก. เดี๋ยวนี้เรามาพูดถึง หน้าที่เต็มสำนึก คือรู้สึกคิดนึกและเจตนาจะทำ นี้ก็มีการทำ เพราะมันต้องทำ ไม่ ทำมันทนอยู่ไม่ได้. นี้มาถึงอันที่สี่ ที่เรียกว่า วิปากธรรม มันก็เกิดผลขึ้นมา ผลตาม ธรรมชาติ เมื่อถูกต้องตามธรรมชาติ มันก็รอดชีวิตอยู่ได้ โดยไร้สำนึก หรือโดย ความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มากออกไปกว่านั้น เราก็ต้องมีสำนึกหรือเจตนาที่จะทำ มันก็ได้รับผลตามเจตนานั้น, เช่น เราอยากจะได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้อย่างนี้ ถ้าปล่อยให้มันเป็นไปโดยไร้สำนึกทำไม่ได้, ต้องทำ ต้องอุตส่าห์มาเรียน เป็นอันว่า ทนลำบาก เพื่อให้เข้าถึงสิ่งนี้ นี่คือสิ่งที่ผมจะต้องขอทบทวนอยู่เสมอ ก่อนที่จะบรรยาย หัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ติดต่อกันไป. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ทีนี้วันนี้ เราจะพูดกันถึงสิ่งที่เรียกว่า วิปากธรรม คือมาถึง เรื่องของผล ที่จะได้รับ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ตาม ธรรมชาติ หลังจากที่เราได้รู้จักกฎของธรรมชาติอันเฉียบขาดนั้นแล้ว ซึ่งมันมีอำนาจ ครอบงำธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่าคนที่มีปัญหา.

น.190 วิปากธรรมมีได้ทั้งฝ่ายผิดฝ่ายถูก. สำหรับวิปากธรรมหรือผลที่ได้รับ จะพูดไปตามหลักของพุทธศาสนา คือ ที่มันมีเจตนากระทำและก็ได้รับผลของการกระทำ ก็เลยแยกออกเป็นว่า ทำผิดหรือทำถูก, ทำผิดก็จะได้รับผลที่ไม่พึงปรารถนา หรือว่าทำถูกก็ได้รับผลที่พึงปรารถนา มันอยู่ที่ว่าทำ ผิดหรือทำถูก ปฏิบัติผิดหรือปฏิบัติถูก ตามกฎเกณฑ์นั้น ๆ. ถ้าเราทำถูก มันก็ ได้ผลถูกตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, ไม่ใช่เราจะ บังคับให้มันนอกเหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติไปได้ แต่ให้มันตรงตามที่เราประสงค์. นี่เรา อาจจะทำให้ตรงตามที่เราประสงค์ได้ โดยเราใช้กฎของธรรมชาติ ที่เราแก้ไขมันไปได้ให้ มันถูกวิธี. นี่คือคำที่ผมเคยบอกเล่ามาหลายครั้งหลายหนแล้วว่า คำว่าธรรมชาตินี้ทำยุ่ง พอพูดกับพวกฝรั่งมันไปอีกอย่างหนึ่ง จนเขาคุยโวว่าเขาบังคับธรรมชาติได้เป็นต้น. นี่น่าหัวเราะ คำว่า ธรรมชาติในความหมายในพุทธศาสนานี้ มันเป็น สิ่งที่จะ ไปบังคับมันไม่ได้ มันเป็นกฎที่ตายตัวของมันเอง ที่เราก็ต้องทำให้มันเข้ารูป กันกับกฎนั้น ๆ, แล้วเราก็ได้ผลตามที่เราต้องการได้, แต่เราจะเปลี่ยนกฎธรรมชาตินั้นไม่ ได้ หรือว่าเราจะบังคับมันให้เป็นไปตามความต้องการของเรา ไม่เป็นไปตามกฎของมันนั้น ไม่ได้, แต่เรามีทางชนะมันได้ โดยทำให้มันถูกเรื่องของมัน แล้วก็ได้รับผลตามที่เราต้อง การ, นี้เรียกว่า ทำถูกตามกฎของธรรมชาติ ได้ผลจากธรรมชาติตามที่เราประสงค์, เราจะต้องการอะไร ต้องการวัตถุสิ่งของ หรือว่าแม้ที่สุดแต่ว่าต้องการเกียรติยศชื่อเสียง หรือแม้จะต้องการสังคมที่จะรุมกันรักเรา, นี้เราก็ทำได้ ถ้าเราทำถูกต้องตามกฎของธรรม- ชาติ ; นี้เรียกว่าในแง่ศีลธรรม ได้ผลไปตามธรรมดาสามัญ เพราะว่าทำถูก.

น.191 ทีนี้ผลอีกชนิดหนึ่ง. อันที่สอง ที่มันสูงขึ้นไป ในแง่ของปรมัตถธรรม นี้เราอาจจะถึงกับ ชนะธรรมชาติได้ หรือว่าเราอาจ จะอยู่เหนืออิทธิพลของธรรมชาติ ก็ได้. เราต้องมีการอบรมจิตใจชนิดหนึ่ง ตามหลักของศาสนา จะมีจิตใจที่พ้นหรืออยู่ เหนือกฎเกณฑ์นั้น หรือว่าเหนืออิทธิพลที่กฎเกณฑ์นั้นมันจะทำอะไรเราได้. คือ ไม่ เห็นเป็นความทุกข์ ไม่รู้สึกว่าเป็นความทุกข์ของเรา. อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้ มันเหนือความบีบคั้นของธรรมชาติ แม้แต่ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็มิได้เป็นปัญหาแก่เรา ถ้าเราเป็นคนธรรมดา สิ่งเหล่านี้มันเป็นปัญหาหมด แล้ว ครอบงำเราบีบคั้นเรา. สรุปผลของการทำถูก ว่า เราได้สิ่งที่เราอยากจะได้หรือต้องการจะได้ ที่มันถูกที่ควรจะได้ด้วย, หรือว่าเราอาจจะไปไกลกว่านั้น คือจะทำให้อยู่เหนือความต้องการ สิ่งใด ๆ เสียทีเดียวก็ได้ ก็เรียกว่า โลกุตตรธรรม ไว้พูดกันวันอื่น. เอ้าทีนี้ ถ้าเราทำผิด เกิดอะไรขึ้นก็พอจะทายเองได้ ทายถูกเองได้ แต่ ผมกลัวว่า มันจะรู้จักแต่รายละเอียดปลีกย่อย ก็อยากจะบอกให้เป็นคำซึ่งเป็นหัวข้อ สำคัญหรือว่าจำง่าย ๆ ว่า ถ้าเราทำผิด มันมีความเดือดร้อน ยุ่งยาก ลำบาก ไม่ได้สิ่งที่ เราต้องการนั้นอย่างหนึ่งละ. หรือว่า เราจะต้องตาย คุณจำคำว่าตายไว้ให้ดี ตายบางคำก็ไม่ต้องใส่ inverted comma, แล้ว ตายบางคำต้องใส่ inverted comma, คือ มันยังตายทั้งที่เดินได้ อยู่นี้ พูดได้กินได้นอนได้, แต่มันมีสภาพอย่างที่เรียกว่าตาย คือ มันมีตายทางกายและตาย ทางวิญญาณ ทาง physical, และ spiritual แล้วตายทางกายใส่โลงเอาไปฝั่งเสีย ทำผิด ถูก ฆ่าตาย ถูกยิงตาย เจ็บป่วยตายนี้ มันตายทางร่างกาย

น.192 แต่ ตายทางวิญญาณ ทาง spiritual นั้นมันไม่ตายอย่างนั้น คือ มัน ตาย เพราะมันไม่มีอะไรดี ไม่มีค่าของมนุษย์เหลืออยู่ อย่างนี้ก็เรียกว่า มนุษย์นั้นตาย แล้วเหมือนกัน. เป็นคนประมาท แล้วก็ เป็นคนทำผิด จนไม่มีอะไรที่จะเรียกได้ว่า มีค่าของความเป็นมนุษย์ เหลืออยู่ในบุคคลนั้น หรือแม้ไม่ถึงขนาดนั้น. ถ้าเรามีมาตร- การที่วางไว้ว่า มันต้องมีสิ่งที่มนุษย์ควรจะมี หรือที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะมี ถ้าใครไม่มี ก็เรียกว่า ตาย เพราะฉะนั้นหนุ่มสาวที่มัวหัวเราะร่าเริงอวดดีทะนงอยู่ เป็นคนตายอยู่แล้ว ก็ได้ ในมหาวิทยาลัยก็ได้ มันไม่มีความรู้ถึงเรื่องนี้ แล้วก็มีแต่ความประมาทอยู่อย่างเต็มที่. พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า เย เต ปมตฺตา ยถามตา คนเหล่าใดเป็นคนประมาทแล้ว คนเหล่า นั้นตายแล้ว. นี่ถ้าทำผิด ผิดจากกฎของธรรมชาติ มันก็มีผลเป็นอย่างนี้ คือไม่ได้สิ่งที่ คนประสงค์จะได้ตามธรรมดาสามัญนี้ด้วย แล้วยิ่งไปกว่านั้นก็คือตาย อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง คือตายทั้งทางกายและตายทั้งทางจิตใจทางวิญญาณ โดยมากมันก็ตายอยู่ ในทางจิต ทางวิญญาณ, ยังโชคดีหน่อยที่ว่าตายเสียเดี๋ยวนี้ มันเกิดได้อีก มันกลับเป็น ได้อีก, ในวันหนึ่ง ๆ มันตายหลาย ๆ ครั้ง เกิดหลาย ๆ ครั้งก็ได้ ฉะนั้นจึงมีทางแก้ตัว นี่เรื่องของการตายทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณ. ทีนี้เราก็ทำให้ถูกเสียใหม่ ฉะนั้นเรื่องวิบากในฝ่ายความผิดนี้ ไม่ต้องพูดก็ได้ อยากจะเรียกว่านรกก็เรียกไป, อยากจะเรียกว่าอะไรก็เรียกได้ มันเป็นความทุกข์ แล้วก็ ทำเสียใหม่ให้ถูกได้ ฉะนั้นเราพูดถึงความถูกต่อไปดีกว่า, แล้วมันก็บอกความผิดพร้อมกัน ไปในตัวนั่นแหละ, ฉะนั้นเราจะพูดเรื่อง วิบาก ที่จะได้รับ ขึ้นไป ในทางฝ่ายที่พึง ปรารถนา.

น.193 เมื่อพูดถึงผลที่จะได้รับ โดยหลักใหญ่ ๆ ตามที่นิยมพูดกันอยู่ แม้จะไม่มีใน พระพุทธภาษิตโดยตรง ก็ใช้เป็นหลักสำหรับศึกษาเล่าเรียนที่ยอมรับกันแล้ว ว่า ผลใน ทิฏฐธรรม อย่างหนึ่ง ผลในสัมปรายะ นั้นอย่างหนึ่ง, แล้วผลเป็นปรมัตถะนี้อย่างหนึ่ง, คำเหล่านี้แปลกหูไม่ชวนจำ แต่ว่ามีประโยชน์. ทิฏฐธัมมิกัตถะประโยชน์. ชนิดหนึ่งเรียกว่า ทิฏฐธัมมิกัตถะ คือ ประโยชน์ที่ได้รับในทิฏฐธรรม ทิฏฐธรรม แปลว่า ธรรมหรือสิ่งหรือสภาพ อันสัตว์นั้นเห็นแล้ว, อันสัตว์นั้น ๆ เห็น แล้ว เขาก็สมมติว่าในชาตินี้ ในชาติปัจจุบันที่เราเห็น ๆ กันอยู่นี้ เรียกว่าทิฏฐธรรม อย่างนี้ก็ได้ แต่ความหมายมันยิ่งไปกว่านั้น ซึ่งผมได้สังเกตดูให้ดีแล้ว มันคือว่า ผลที่ทัน ควัน, ทันกับการกระทำนั้น. นี้ถ้าเรามีการเกิดตายอย่างในภาษาวิญญาณ วันละหลาย ครั้งหลายหนนี้, ผลมันเกิดในขณะที่มันกระทำ มีการเกิดในครั้งนั้น ๆ ทันควันไปเลย. เรียกว่าทิฏฐธรรม. ถ้าเผื่อ เกิดในระยะหลัง คราวหลังมีการเกิดครั้งหลัง ก็เรียกว่า สัมปรายะได้ แต่นั้นเป็นภาษาปรมัตถ์มากเกินไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ เขาสนใจภาษาชาว บ้าน ภาษาโลก ๆ ว่าก่อนแต่จะเข้าโลงแล้วก็เรียกว่า ทิฏฐธรรมในชาตินี้. แต่หลังจาก เข้าโลงไปแล้วเรียกว่า สัมปรายะ เมื่อไรที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ ได้แต่พูดกัน แต่ก็ควรถือว่า มันมีอยู่ เพื่อที่จะได้ทำความดี สำหรับคนที่ยังอยู่ในโลก. คำว่า ทิฏฐธรรม หมายถึง ในธรรมอันสัตว์เห็นแล้ว, เราจะขยายออก ไปถึงว่า ที่คนทั่วไปก็เห็นได้ด้วย คือสัตว์เห็นแล้ว สิ่งหรือสภาวะหรืออะไรก็ตาม อัน สัตว์เห็นแล้ว อันบุคคลนั้นก็เห็นด้วย, คนทั้งหลายรอบ ๆ เราก็เห็นได้ด้วย ถ้าไปเทียบ

น.194 กับที่สัตว์นั้น ก็ไม่ได้เห็นเดี๋ยวนี้ เพราะมันต่อเข้าโลงแล้วจึงจะเห็น นี้ก็ไม่ได้เห็น, สัตว์ นั้นก็ไม่ได้เห็นด้วย แล้วคนทั้งหลายเพื่อนบ้านเราก็ไม่ได้เห็นด้วย ว่าเราจะไปที่ไหน. ที่ว่าสัตว์ทั้งหลายเห็นได้, สัตว์ทั้งหลาย เห็นไม่ได้ คือ มัน รู้สึกอยู่แก่ จิตของบุคคลนั้น, คนนั้นเห็นได้ ถ้ามันแสดงออกมา คนข้างนอกก็เห็นได้ แล้วมันก็ มีส่วนที่เห็นได้ แต่บุคคลนั้น คนอื่นพลอยเห็นด้วยไม่ได้. ที่ สัตว์นั้นเห็นได้ และ คนอื่นเห็นได้ ที่เรียกว่าใน ทิฏฐธรรม นี้ เขา เรียกว่าประโยชน์ชนิดหนึ่ง หรือวิบากพวกหนึ่งประเภทหนึ่ง. ถ้าว่านี้จริง, จริงในโลกนี้ ในชาตินี้ มันคือผลทางวัตถุ ที่จะเกิดความรู้สึกแก่เนื้อแก่หนังแก่ร่างกาย. นี้เรียกว่า ผลในทิฏฐธรรมนี้ หรืออย่างทิฏฐธรรมนี้ ระบุเป็นเรื่องสามเรื่อง คือเรื่อง ทรัพย์ สมบัติ, ลาภสักการะ อะไรนี่เรื่องหนึ่ง, แล้วเป็น เกียรติยศชื่อเสียง ที่เป็นนามธรรม นี้พวกหนึ่ง, แล้วก็ ความรัก ที่ได้มาจากคนรอบด้านหรือสังคม ความเมตตาอารีอะไรก็ ตาม ที่สังคมรักนับถือบุคคลนั้น นี่ก็อย่างหนึ่ง. นี้คุณอย่าเข้าใจว่า มันจะเป็นอันเดียวกันเสีย, มีเกียรติ มีอำนาจวาสนา แต่ไม่มีใครรักก็มี มีแต่เกลียดน้ำหน้าก็มี, หรือว่า มีทรัพย์สมบัติมาก แต่ไม่มีชื่อ เสียง เลยก็มี, มีชื่อเสียง มีอำนาจ แล้วไม่มีใครรักนับถือบูชาเลยก็มี. ฉะนั้น เราต้อง แยกกัน เป็น ทรัพย์สมบัตินี้อย่างหนึ่ง. เป็นเกียรติชื่อเสียง นี้อย่างหนึ่ง, แล้ว เป็นความรักนับถือของสังคม นี้อีกอย่างหนึ่ง. ถ้าได้มาหมดนี้ มันก็เรียกว่าเต็มที่ สำหรับวิบาก คือผลของความประพฤติกระทำที่ถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ. เดี๋ยวนี้ เต็มที่มาก จะทำให้พ่อแม่รักยังทำไม่ได้ มัน เป็นลูกที่เลวเกินไป ยิ่งเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้วก็ ยิ่งไม่สนใจในเรื่องนี้ ก็ ไปหวังแต่เรื่องของกิเลส, อยาก

น.195 ให้คนที่เรารัก รักอะไรนั้น มัวเป็นกันอยู่แต่อย่างนั้นแหละ ก็ระวังให้ดีเถอะ มันไม่ได้ เป็นสิ่งที่ถูกต้อง คือมันไม่ได้ประกอบไปด้วยธรรม หรือตามกฎของธรรมชาตินัก, มัน เป็นเรื่องธรรมชาตินั้นแหละถูกแล้ว แต่ว่ามันเรื่องฝ่ายกิเลส ฝ่ายที่ไม่น่าปรารถนา มัน กลายเป็นทำผิด. ต้องรู้จักบังคับให้เป็นไปในทางที่ถูกต้อง ในชาตินี้ ในที่นี้ ในชีวิตนี้ ในทิฏฐธรรมนี้ ให้ได้ทรัพย์สมบต ให้ได้เกียรติยศชื่อเสียง ให้ชนะน้ำใจของ สังคม มีความรักมีความนับถือ ก็ไม่ต้องพูดอะไรมากก็ได้ เพราะเข้าใจกันได้เอง. สัมปรายิกัตถะประโยชน์. ทีนี้วิบากที่สองที่เรียกว่า สัมปรายิกัตถะ, สัมปรายะ มันก็ อื่นไปจากนี้ เลยหมดเลย, อย่างที่จะพูดธรรมดาสามัญก็ว่า เราเองก็ไม่เห็นว่าต่อตายแล้วเข้าโลงไปแล้ว ไปไหนก็ไม่รู้ อยู่อย่างไรเราก็ไม่ได้เห็น ที่จะพูดบัญญัติเอาอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ว่าไป ตามภาพเขียนฝาผนังโบสถ์มากกว่า. มันเป็นเรื่องของศีลธรรม, มีประโยชน์ที่จะ ส่งเสริมให้คนทำความดี, แต่ตัวก็มิได้มองเห็น เพื่อนบ้านสังคมก็มิได้มองเห็นว่า คนนั้นมันตายแล้วมันไปไหน ฉะนั้นจึงใช้คำว่า สัมปรายะ คืออื่นจากนี้ไปหมดเลย. นี้ ความหมายหนึ่งมันเป็นอย่างนี้. นี้ผมอยาก สรุปความเสียใหม่ว่า ในเวลาที่มันถัด ถัดไปจากที่เรียกว่าทัน ควัน ถ้าเรามีการเกิดตัวกู - ของกูในครั้งนี้ ทำอะไรลงไป แล้วผลมันได้ทันในการเกิด หรือในกรณีแห่งตัวกู - ของกูกรณีนั้น นี้เรียกว่าได้ทันควันเป็นทิฏฐธรรม แต่ถ้ามัน ไม่ได้ มันจะไปมีปฏิกิริยาปรากฏออกมาเป็นผลได้ในการเกิดตัวกูครั้งที่ ๒ ที่ ๓, คือ กรณี

น.196 หลัง ๆ ไปนั้น. นี้ก็ไปศึกษาเรื่องตัวกู-ของกูว่า มันเกิดอย่างไร อย่างนี้ต้องจัดเป็น พวก สัมปรายะแล้ว โดยที่ไม่ต้องตายเข้าโลงไป. การกระทำในกรณีนี้ ไปแสดง ผลในการกระทำกรณีอื่น ซึ่งเป็นเรื่องหลังออกไป นี้มันต่างกันว่า กระทำในกรณีนี้ ได้ผลทันควันในกรณีนี้. ยกตัวอย่าง ง่ายๆ เช่นว่า ถ้าคุณเรียน ศึกษา ในมหาวิทยาลัย ได้ความรู้ แล้ว ก็พอใจทันที, ที่ได้ความรู้ อย่างนี้ก็เรียกว่าทิฏฐธรรมได้, แต่ได้ผลการเรียนการ ศึกษาการปฏิบัตินั้นจะได้ ต่อเมื่อเรียนจบแล้ว ออกไปประกอบอาชีพ นั้น มัน คือสัมปรายะ ในโอกาสหรือในกรณี ถัดไป ๆๆ ๆ พูดอย่างนี้เขาไม่เชื่อดอกว่าถูกต้อง โดยเฉพาะพวกที่เขาเรียนอภิธรรมกัน เขาไม่สอนกันอย่างนี้. ผมก็เลยเป็นคนแหวกแนว แต่เนื่องจากสังเกตเห็น จากพระบาลี จากพุทธภาษิตทั้งหลาย ทำให้เกิดความเข้าใจอย่างนี้ ว่าคำว่า สัมปรายะ นั้น จะหมาย อย่างที่ว่าตายไปแล้วเข้าโลงไปแล้ว นั้นก็ได้ ก็ถูกเหมือนกัน เ ป็นเรื่องทางศีลธรรม ; แต่ถ้าทางปรมัตถ์ ที่ละเอียดออกไปแล้ว มันคือ ในกรณีหลัง ในการเกิดของอาวัจชนะ หรือปฏิจจสมุปบาทรอบหลัง ๆ ไปโน้น. ก็เอาเป็นเสียว่า ในลักษณะที่เราเห็นไม่ได้, เราจะรู้สึกทันทีไม่ได้, เรา เห็นทันทีไม่ได้ ต้องรอต่อภายหลัง หรือคนอื่นทั้งหลายก็เห็นของเราไม่ได้ ถ้าอย่างนี้ ก็เรียกว่าสัมปรายะดีกว่า เป็นความหมายที่ครอบงำได้หมด. ถ้าพูดอย่างที่เขาพูดกันนั้น ก็ต้องนรกบ้าง สวรรค์บ้าง พรหมโลกบ้าง ต่อตายแล้วถึงจะได้รับกัน. แต่เดี๋ยวนี้เรา ยังมีอยู่ว่า นรกที่นี่ พอร้อนใจทันทีก็เป็นนรก, ถ้าพอใจไหว้ตัวเองได้นับถือตัวเองได้ก็ เป็นสวรรค์.

น.197 นี้ฝ่ายผิดฝ่ายนั้นมัน ก็มี นรก ร้อนใจ เดรัจฉาน ก็ คือโง่ ลำบากอยู่ด้วย ความโง่, เปรตคือหิว ทะเยอทะยาน มีความหวังมากเกิน คนโดยมากก็เป็นเปรตอยู่ แทบทั้งนั้นแหละ, คือ หวังมากเกิน ไม่ต้องหวังมีความเข้าใจถูกต้อง แล้วทำไปโดย ความเข้าใจถูกต้อง อย่าไปหวังจนเป็นความหิวทางวิญญาณ มันจะเป็นเปรต. คู่รักมัก จะหวังอะไรในคู่รักนัก ในลักษณะที่เป็นเปรตกันอยู่ทั้งสองฝ่าย คือมันหิวหรือมันหวัง มากเกิน. ทีนี้ อสุรกายคือความขลาด มีกลัวมีความระแวงอยู่ ตลอดเวลา นี่อย่าง นี้ที่นี่และเดี๋ยวนี้. นรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือ สวรรค์ ก็ตาม ก็ เป็น สัมปรายะ ที่คนอื่นเขาเรียกว่าต่อตายแล้ว ก็ถูกแล้วก็ต่อตายในทางวิญญาณ แล้วมันก็ มีอันนี้อยู่. สำหรับ ผลในทางสัมปรายะนั้น จึงไม่ต้องเล็งต่อเข้าโลงแล้ว, คือใน กรณีหลัง ๆ หรือความคิดรอบหลัง ๆ ก็เป็นสัมปรายะแล้ว. แต่ที่มันยิ่งไปกว่า ดีไป กว่า สูงไปกว่าเรื่องโลก ๆ นั้นจะจัดเป็นสัมปรายะ คือมันอื่นไปจากโลกธรรมดา, ในโลก ธรรมดานี้หวังทรัพย์สมบัติ หวังเกียรติยศชื่อเสียง, หวังความรักของสังคม ได้แล้ว ก็คืออย่างโลกนี้ แล้วมันมีอย่างอื่นที่ดีกว่านั้น ไกลกว่านั้น หรือตรงกันข้ามจากนั้น คือ ความสงบในทางจิต ในทางจิตใจ คนที่ร่ำรวยด้วยลาภยศสรรเสริญหรือความรักนับถือ ของสังคมนั้น มันยังไม่มีจิตใจอันสงบ, มันต้องการผลอันอื่นอีกจากนั้น ผิดไปจากนั้น ความสงบแห่งจิตใจนั่นแหละ คือ สัมปรายะประโยชน์ ประโยชน์ที่เป็นสัมปรายะ คือ อื่นไปจากที่ชาวบ้านเขาปรารถนากันทั่วไป. อย่าง พระพุทธเจ้าท่านสอนหรือเตือนอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ว่าเป็นฆราวาสนี้ อย่าหวังแต่ว่าจะทำบุญให้ทานบำรุงภิกษุสงฆ์เลย จงหวังที่จะมีปะวิเวกะ ปวิเวก ปวิเวกะ บ้าง คือรู้จักทำจิตใจให้สงบ ให้ได้รับผลอันอื่น ที่ไกลไปจากจิตที่จะมัวทำบุญให้ทานนี้อยู่.

น.198 ปวิเวกะ แปลว่า สงบสงัดอย่างเป็นเต็มที่ , ถ้าทางกาย ก็เรา มีร่างกาย ที่ไม่มีใครรบกวน ไม่มีลูกหลานรบกวน ไม่มีอะไรรบกวน แล้วเป็น วิเวกทางกาย, วิเวกทางจิต ก็ทำจิตให้ไม่รู้สึกต่อการรบกวนทางจิต เช่นนิวรณ์ เป็นต้น. หรือ แม้ออกมาอยู่ในที่สงบสงัดได้วิเวกทางกายแล้ว ก็ทำสมาธิให้จิตมันหยุดนิ่งสงบเป็นการ พักผ่อนที่สุด, นี้ก็เรียกว่าเป็นวิเวกทางกายและทางจิต. อันนี้ผมถือว่า เป็นความหมาย ของคำ ว่าสัมปรายะ คืออื่นไปจากทิฏฐธรรมที่มนุษย์ชาวบ้านปุถุชนทั่วไปเขารู้จักกันดี เพราะว่าสิ่งนี้ไม่เป็นที่รู้จัก คุ้นเคยแก่ปุถุชนชาวบ้านธรรมดา สิ่งที่เรียกว่าปวิเวกนี้. ฉะนั้นเอาอันนี้เป็นสัมปรายะ เรื่องมันจะดีกว่า ถูกกว่า หรือเร็วเข้า ในการที่จะได้รับ วิบาก ผลที่สูง ๆ ๆ ๆ ขึ้นไปตามลำดับ โดยเร็วที่สุด. ปรมัตถะประโยชน์. ทีนี้ วิบากที่สาม เขาเรียกว่า ปรมัตถะ ผลเป็นปรมัตถะ ประโยชน์สูงสุด อย่างยิ่ง คือ ประโยชน์ เป็นนิพพาน. นี้มันเห็นว่า สองอย่างข้างต้นเป็นเรื่องเวียนว่าย เวียนว่าย เกิด ๆ ดับ ๆ กันอยู่ ต้องการปรมัตถะ คือไม่แยแสกับผลเป็นทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียงสังคมอะไรนั้น, แล้วก็ไม่ต้องการเพียงว่าจิตมันสงบ, วิเวกอย่างนี้เป็นครั้ง คราว. ต้องการอยู่เหนือหมด เหนือเกิด เหนือแก่ เหนือเจ็บ เหนือตาย , เหนือ อะไรไปหมด อย่างนี้เป็นปรมัตถะ เหนือเวลา เหนืออะไรไป เป็นอสังขตะ , ถ้าจะเรียก วิเวก เขาก็ เรียกว่าอุปธิวิเวก. คำเหล่านี้อย่าให้ปนกัน ; ถ้า กายวิเวก จิตตวิเวก มัน ยังกลับไปกลับ มาอยู่ สงบสงัดก็จริง แต่ว่ามันยังกลับไปมาอยู่ แต่ถ้ามันเป็น อุปธิวิเวก มันหมดกิเลส สิ้นเชิง แล้วมันก็ ไม่กลับไปกลับมา , นั้น เป็นปรมัตถประโยชน์ เหนือการเกิด

น.199 เหนือการตาย เหนือเวลา, เหนือกฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ ในที่สุด. นี้เรียกว่ามัน เหนือตนเหนือคนอื่น ถ้ามีตัวตน คือมีตัวกู - ของกูอยู่ มันถึงสิ่งนี้ไม่ได้ มันต้อง เหนือตน แล้วก็เหนือคนอื่น, คนอื่นก็รู้ไม่ได้; เหนือความเป็นตนเอง, เหนือ ความเป็นคนอื่น, นี้เป็นปรมัตถประโยชน์. แล้ว บรรดาวิบาก หรือผลที่จะได้จากการประพฤติที่ถูกต้อง ตามกฎ- เกณฑ์ของธรรมหรือธรรมชาติก็ตามนี้ นิยมแบ่งกันไว้เป็นสามชนิดสามชั้นอย่างนี้. คุณ ควรจะเข้าใจไว้ ถึงแม้ว่ายังทำไม่ได้ ก็รู้ว่ามันไม่มีอื่น ไม่มีแนวอื่นไปจากแนวนี้. เมื่อ เราทำดีตามธรรมดาสามัญได้ เรียกว่าในทิฏฐธรรม มันยังเหลือสำหรับใน สัมปรายะ คือดีไปจากธรรมดา เกินไปกว่าธรรมดา นี้ถ้าว่าดีขนาดนั้นก็มีแล้ว, มันก็ยังเบื่ออีกละ มันก็เตลิดไปเป็นเหนือดี เหนือดีเหนือชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือสุขเหนือทุกข์, เขามีหลักไว้อย่างนี้ นั้นเป็นนิพพาน. ถ้าเดี๋ยวนี้เรายังต้องการดี หวังดีติดอยู่ในความดี ในความเอร็ดอร่อยทางกาย ด้วยซ้ำไปนี้ ก็ทำไปซิ ไม่มีใครว่า, เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันมีเสรีภาพ, แต่อย่าเข้าใจว่า ได้เท่านั้นแล้วมันจะพอใจอยู่ได้จนตลอดชีวิต มันจะเกิดการเอือมระอาขึ้นมา ต้องการ จะเลื่อนไปอีก . ถ้าว่าไม่มีความรู้ มันก็เลื่อนไปไม่ถูก. ฉะนั้นรู้ในเรื่องอย่างนี้ มันย่อม ดีกว่าไม่รู้. สำหรับ ผลอันสุดท้ายที่เรียกว่าปรมัตถะ คือโลกุตตระ ไม่ค่อยสนใจกัน, บางทีจะเกลียดที่จะฟังด้วยซ้ำไป มันเป็นเรื่องในวัดในวาเกินไป, ไม่ใช่เรื่องของเราคน หนุ่มคนสาวที่ยังจะสนุกสนาน. เดี๋ยวก็ต้องไปนั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าบ้าง อกหักบ้าง กลัด กลุ้มเป็นบ้า เป็นโรคประสาทบ้าง เพราะไม่สนใจสิ่งที่มันจะหยุดกิเลส, หรือว่าไฟอย่างนี้ เสียได้ ฉะนั้น ผมว่าสนใจไว้ดีกว่า แม้ยังเป็นหนุ่ม ๆ นี้ มันมีทางออก คือว่าหยุด

น.200 หรือว่าระงับความกลัดกลุ้มอย่างรุนแรง ที่อย่างอื่นมันช่วยไม่ได้ มีเงินก็ช่วยไม่ได้ เพื่อนก็ช่วยไม่ได้ หมอก็ช่วยไม่ได้ แต่ธรรมะนี้ช่วยได้ . ฉะนั้น จะรู้ไว้ก่อนก็เป็น การดี. มีคำพูดที่อาจจะฟังแล้วตกใจ วิมุตติ-หลุดพ้นนี่ คุณก็ไม่ต้องการใช่ไหม ? วิมุตติ-หลุดพ้นนี้ มันอยากจะอยู่กับสิ่งที่ตัวรัก หรือว่าตัวผูกพันอะไรกันอยู่นี่ ไม่ต้อง การจะวิมุตติ-หลุดพ้น, พอฟังแล้วมันก็กลัว นี้มันเข้าใจผิด , หรือว่าพูดว่า มันหลุด พ้นจากสิ่งที่มันย่ำยีเรา ทำไมจะไม่ดี. วิมุตติมันหมายความว่าอย่างนั้น อะไรที่ผูกพัน รัดรึง หุ้มห่อ ครอบงำ เสียบแทง เราอยู่นั้น ถ้าวิมุตติคือหลุดออกมาเสียได้จากสิ่ง เหล่านั้น มันไม่ดีหรือ ? อย่าฟังไปในแง่ที่ว่ามันเป็นเรื่องผิดธรรมชาติธรรมดา ในชีวิต ประจำวัน เราก็ต้องการจะหลุดพ้น. วิมุตติ-หลุดพ้น คือ เกลี้ยงเกลาไปเสียจากสิ่งที่มันรบกวน ย่ำยี ทำ อันตราย จนกว่าจะถึงที่สุด, ถึงที่สุดมัน หลุดพ้นไปจากตัวกู-ของกู ตัวกู -ของกูไม่ เกิดในจิตใจต่อไป. นี่เรียกว่า วิมุตติแท้จริง. ถ้าเตี๋ยวเกิดตัวกูเรื่องนั้น เดี๋ยวเกิดตัวกู เรื่องนี้ เกิดของกูเรื่องโน้น วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยครั้ง นี้ก็เรียกว่า มัน จมอยู่ในความผูกพัน ในวัฏฏสงสาร ไม่สนุกเลย. บาลีว่า-วินาชาติ-ว่าชาติสิ้นแล้ว คือการเกิดแห่งตัวกูมันสิ้นแล้ว จะโดยเนื้อ หนังร่างกายโดยจิตใจมัน ก็สิ้นแล้ว วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ-การประพฤติที่ดีที่สุด เราประพฤติ แล้ว. พฺรหฺมจริยํ แปลว่าประพฤติที่ประเสริฐที่สุดไม่มีอะไรสูงกว่านี้ วุสีตํ เราประพฤติ แล้วเสร็จแล้ว, กตํ กรณียํ-สิ่งที่จะต้องทำนี้ทำเสร็จแล้ว บรรดาสิ่งทั้งหลายที่มนุษย์จะพึง กระทำ หรือต้องกระทำก็ตาม ทำเสร็จหมดแล้ว อิธสฺสตํ นาปรายะ-อะไรที่จะต้องทำ เพื่อดีที่สุดนั้นไม่มีอีกต่อไป น่าพอใจ ลองคิดดู มันน่าชื่นใจ มันน่าพอใจไหม ? 90

น.201 นี่คนที่ไปได้จนถึงนั่น มันอยู่เหนือความตาย เหนือปัญหา เหนืออะไร ทุกอย่าง แต่เมื่อฟังไม่เข้าใจแล้วมันก็ไม่รู้เรื่อง, แล้วฟังผิดว่าเป็นของที่น่าเกลียด น่ากลัว น่าสงสัยอะไรไปหมด, เป็นเรื่องครึกระไปหมด เมื่อไปถึงจุดสูงสุดของสิ่งที่เรียกว่า ผลที่ พึงจะได้รับนี้ก็มีบาลีว่าอย่างนี้ ว่าหลุดพ้นออกไปแล้ว ชาติความเกิดสิ้นแล้ว, หน้าที่หรือ พรหมจรรย์ที่จะต้องประพฤติต้องกระทำ ทำเสร็จหมดแล้ว, ไม่มีอะไรเหลือที่จะต้องทำเพื่อ ความสูงสุดอย่างนั้นอีก คือทำเสร็จแล้ว, ก็อยู่เหนือวิตกกังวล เหนือปัญหาทั้งหลาย. คน อย่างนี้มันตายอย่างผู้มีความชนะธรรมชาติ ชนะอะไรหมด. วินาชาติ-ชาติสิ้นแล้ว หรือบางทีก็พูดว่า อยมนฺติมา ชาติ-ชาตินี้เป็นชาติสุด ท้าย, ไม่ใช่ว่าเข้าโลงเป็นครั้งสุดท้าย ว่าตัวกู เกิดตัวกู เป็นครั้งสุดท้าย ต่อไปนี้ตัวกูไม่ เกิดอีก แล้วนี่ก็เรียกว่า ชาติสุดท้ายแล้ว ที่ดีกว่า ที่จะไปคิดว่า ตายเข้าโลงเสร็จแล้วที่นี้ ไม่มาเกิดอีก นั้นมันว่าเอาเอง หรือเป็นคาดคะเน. ถ้า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายจริง ก็ หมายความว่า กิเลสที่จะให้เกิดความคิดว่าตัวเรา ๆ ไม่มีอีก แล้วหมดกันแล้ว, แม้ ว่าร่างกายนี้ยังไม่ตาย แต่ว่าชาตินั้นจะไม่มีอีกแล้ว ตัวกูไม่มีอีกแล้ว ใช้คำว่า นตฺถิทานิ ปุนปฺภโว -การเกิดใหม่มิได้มีอีกแล้วในเวลานี้. นี่ประโยชน์ หรือจะเรียกว่าผลประโยชน์ หรือเรียกว่าอานิสงส์ หรือจะเรียกว่าวิบาก คือผลที่ดีมันมีอยู่อย่างนี้ มีอยู่เป็นสามอย่าง. ผลต่างระหว่างวิบากกับปฏิกิริยา. ทีนี้มันมีเรื่องที่ควรจะทราบ โดยวิธีเปรียบเทียบให้เข้าใจยิ่งขึ้นไปก็ได้ จะ เรียกว่าเป็นเรื่องเบ็ดเตล็ดก็ได้ แต่ว่ามันก็มีประโยชน์ ช่วยให้รู้เรื่องที่สำคัญ. เราจะ ต้องรู้ว่า มันต่างกันอย่างไรบ้าง ในระหว่างวิบากหรือผลนั้น มันสองชนิดอยู่ คือ การกระทำที่เรียกว่า กิริยา นั้น, ถ้ามันเป็นของ สิ่งที่ไร้ชีวิตไร้ความรู้สึกไร้เจตนา

น.202 อย่างนี้เขา เรียกว่า กิริยา แม้ว่ามนุษย์เราคนเรานี่ บางทีก็ทำสิ่งใดลงไป โดย ไม่มีเจตนา อย่างนี้ก็ เป็นกิริย า นี้ผลมันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง, ถ้าทำไปโดยมีความรู้สึก โดยมีเจตนา นี้ เขาก็เรียกว่า การกระทำกรรม, ไม่เรียกว่ากิริยา. ถ้ากระทำชนิดมี เจตนา ก็เรียกว่า กรรม มันก็ผลกรรมเกิดขึ้น ถ้า ไร้เจตนา จะเป็นต้นไม้หรือสัตว์เดรัจฉานทำหรือว่าคน ทำก็ตาม ถ้ามันไร้เจตนาที่จะทำ ก็ เรียกว่ากิริยา ผลก็เป็นปฏิกิริยาเท่านั้น, แต่คนมัก จะโง่ ไปเอาปฏิกิริยามาเป็นผลกรรมบ่อย ๆ พูดกันยุ่ง ปนกันยุ่งไปหมด. หน้าที่ที่จะต้องทำตามธรรมชาติ นั้น มันก็มีอยู่สองฝ่าย : หน้าที่ที่ตาม ธรรมชาติ ที่ธรรมชาติมันทำของมันเองก็มี, แต่ที่ มนุษย์มีเจตนารู้สึกไปทำเข้า นี้ก็มี เช่นว่าความคิดนึกรู้สึกที่จะต้องเป็นไปโดยไม่มีใครเจตนานี้ ก็มีอยู่ในชีวิตเรา เช่น ตาเห็นรูปเกิดจักษุวิญญาณ เกิดผัสสะ เกิดเวทนา โดยไม่มีเจตนาอย่างนี้ก็มี. แต่ถ้าใน กรณีที่เราต้องการมีความรู้สึกมีเจตนา, เช่นอยากจะได้อะไร เราก็ลงมือทำเพื่อจะได้สิ่งนั้น เช่น การศึกษาเล่าเรียนอะไรนี้ นี่อย่างนี้ทำไปด้วยเจตนา และก็มีผลไปอีกแบบหนึ่ง. เรื่องนี้ลึกมากไว้พูดกันวันหลังดีกว่า. เอาแต่ว่าถ้าว่า มีเจตนา ก็เรียกว่า กรรม แล้ว ก็ได้รับวิบาก คือผลกรรม, ถ้า ไร้เจตนา มัน ก็เป็นกิริยา วิบากของมัน ก็ไม่เรียกว่า ผลกรรมก็เรียกว่าปฏิกิริยา. อย่าเอาไปปนกัน ความแตกต่างระหว่างของสองสิ่งนี้. นี้ เราก็จะเข้าใจการกระทำที่มันต่างกันระหว่างสัตว์กับมนุษย์, สัตว์ มันมีความรู้สึกน้อยมากต่ำมาก คือใจมันยังไม่สูงเหมือนมนุษย์, มนุษย์มีใจสูงจึงได้เรียก ว่ามนุษย์ แล้วมนุษย์ก็รู้สึกผิดชอบชั่วดี ฉะนั้นเจตนามันก็มีต่างกัน หรือว่าถึงกับมีหรือ ไม่มี. เช่นว่า แมวมันมีการจับหนูกิน อย่างนี้ มัน ไม่มีเจตนาจะทำบาป เพราะ ฉะนั้นมันไม่ใช่กรรมที่ว่าแมวจะต้องรับผลกรรม ในรูปของผลกรรม, เพราะแมวไม่ได้ มีเจตนาจะทำบาป เจตนาจะกินอาหารเท่านั้น. แต่ว่า มนุษย์มันมีความรู้สึกผิดชอบ

น.203 ชั่วดี รู้กฎเกณฑ์ของศีลธรรม รู้อะไรต่างๆ แล้ว ไปฆ่าสัตว์ เข้าอย่างนี้ มันบาป ได้ รับผลอย่างบาป เพราะมีเจตนา มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ; แม้แต่จะฆ่าหนูให้ตายสัก ตัวหนึ่ง มันก็ผิดจากที่แมวมันจะกัดหนูกิน ถ้าไม่เข้าใจเรื่องนี้ ก็จะปนกันยุ่ง. แล้ว จะให้แมวได้รับวิบากกรรมอย่างเดียวกับคน นี้ มันเป็นเรื่องบ้าบอที่สุด, แล้วก็กำลัง สอนกันอยู่อย่างนั้นด้วย. คุณ จะต้องศึกษากันต่อไปว่า มันมีความต่างกันอยู่ระหว่าง กิริยากับกรรม. ถ้าแมวจับหนูกินเป็นกิริยา, ถ้าคนฆ่าหนูด้วยเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่าเป็นการกระทำกรรม. นี่หน้าที่หรือผลที่ได้รับจากการทำหน้าที่ มันย่อมต่างกัน อยู่เป็นอย่างนี้. ทีนี้เพื่อจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ในโลกนี้ เขาก็ยังบัญญัติเจตนาที่มันต่างกันเป็น หลาย ๆ ชั้น หลาย ๆ เจตนา ยกเว้นให้ก็มี; เช่นว่าชาวนาจะทำนานี้ มันก็รู้ว่าทำ เขียดตาย กบตาย ปูตายนี้ มันไม่ต้องเป็นบาปเพราะการฆ่าสัตว์นั้น, เพราะเขาเจตนาจะ ทำนา ไม่ใช่เจตนาจะฆ่าสัตว์, หรือว่าทหารที่ดีจะทำไปเพื่อพิทักษ์รักษาความยุติธรรมใน โลกนี้ ไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าคน, หรือว่าผู้พิพากษาจะพิพากษาโทษประหารชีวิต, หรือว่า เพชฌฆาตผู้ทำตามหน้าที่อย่างนี้ ไม่มีเจตนาจะฆ่าคน, อย่าดูว่าให้มันเหมือนกันไปหมด เพราะว่า ผู้ลงโทษประหารชีวิต ผู้อื่น ยิงเขาตาย, กับ โจรที่ไปปล้นยิงเขาตาย นี้มันไม่ เหมือนกัน มันต่างกันมากด้วย. นี่รู้จักเปรียบเทียบอย่างนี้ก่อน เพราะว่ามันไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือ ว่ามันมีการศึกษา ไม่มีการศึกษา. หรือว่า คนมีหน้าที่การงานต่างกัน, ถ้าเป็นพระ ไปทำอย่างนั้นไม่ได้ มันผิดไปหมดแล้ว. แต่ว่าถ้าเป็นชาวนา เป็นทหาร เป็นผู้พิพากษา เป็นเพชฌฆาต เป็นอะไรก็ทำไปตามหน้าที่ และก็ โดยเจตนาอย่างอื่น ไม่ใช่ เจตนาจะทำบาป ถ้าเข้าใจเรื่องก็จะไม่มีข้อต้องเถียงกันให้มันยุ่ง ด้วยเรื่องที่เถียง ๆ กันอยู่.

น.204 ทีนี้ ความแตกต่างกันระหว่างผลกรรมอันแท้จริง กับสิ่งที่เป็นเพียงผล พลอยได้, เช่น เราทำดีก็ดีจริง มัน ดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ, ทำชั่วก็ชั่วจริง, ชั่ว เสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ. นี่ผลพลอยได้นั้นมันหลอกลวง เช่น จะได้เงินหรือไม่ได้เงิน จะได้ชื่อเสียงหรือไม่ได้ชื่อเสียง, นี้มันไม่แน่ ส่วนนี้มันคือผลพลอยได้. แต่ ผลกรรม อันแท้จริงได้เสร็จแล้ว ตั้งแต่ในการกระทำหรือขณะจิตต่อจากการกระทำ หรือ ขณะจิตอย่างมากก็ต่อมาอีกสัก ๒-๓ ขณะจิต หรือแม้ว่าจะได้ในการเกิดแห่งตัวกูครั้งต่อ มา มันก็ได้แล้ว ได้แน่นอนแล้ว ยุติธรรมแล้ว. นี้ต่อมาจะได้เงินหรือไม่, จะได้ ชื่อเสียงหรือไม่, จะรวยหรือไม่ อะไรนี้, มันต่างหาก อันนี้ไม่ใช่ผลกรรมโดยตรง มันเป็นเรื่องผลพลอยได้. อย่าเอาไปปนกันมันจะยุ่ง, เดี๋ยวก็จะสงสัยว่า คนนี้ทำแต่ความดีทำไม ยากจน, คนนั้นโกงมหาศาล แล้ว ทำไมรวย, ดีมีชื่อเสียงอย่าไปปนกันอย่างนั้น. ผลกรรมอันแท้จริง กับผลพลอยได้ที่ปรากฏทางสังคมนั้น มันคนละอย่าง, เรารู้ความจริงแตกต่างกันระหว่างของสองสิ่งนี้ก็ไม่หลง. วิบากกรรมนี้มันก็มีอยู่เป็นหลายชั้น มันแล้วแต่การกระทำกรรม, ปุถุชน กระทำกรรม นี้มันก็อย่างหนึ่ง มีผลอย่างหนึ่ง, พระอริยเจ้าที่ยังเป็นเสขะ บุคคล กระทำกรรมนี้ก็อย่างหนึ่ง, ถ้าเป็นพระอรหันต์เป็น พระอเสขะแล้ว มัน ก็ไม่มี กรรม ไม่มีการกระทำกรรม มันเป็นกิริยา เป็นการกระทำที่เป็นกิริยา นี้มันก็อีกอย่างหนึ่ง. เดี๋ยวจะเห็นว่าทำเหมือน ๆ กันแล้วทำไมไม่ได้รับผลอย่างเดียวกัน ปุถุชนทำก็ไปอย่าง หนึ่ง, ปุถุชนเลว ปุถุชนดีทำมันก็ยังต่างกัน แม้จะทำเหมือนกันทำรูปร่างเดียวกัน พระ- อริยเจ้าก็ไปอีกอย่างหนึ่ง, พระอริยเจ้าสูงสุดก็ไม่เป็นกรรม อยู่เหนือกรรม, นี้ก็ ต้องรู้ไว้.

น.205 นี้ถ้าพูดถึงกรรม คำสอนเรื่องกรรม กฎของกรรม มันก็ยังแบ่งเป็นว่า ถ้าอย่างศีลธรรม ธรรมก็สอนไปอย่างหนึ่ง, อย่างปรมัตถธรรมก็สอนไปอย่างหนึ่ง. แนวศีลธรรม ก็คือสอนปุถุชนคนธรรมดา ให้หลีกความชั่วให้ทำความดี ให้เป็นตาม ความชั่วความดี, รับผลของกรรมชั่วกรรมดี อย่างที่สอนกันอย่างโลก ๆ ในเวลานี้ทั่วไป แหละ. แต่ถ้า สอนอย่างปรมัตถธรรม นั้น เขาก็สอนให้อยู่เหนือกรรม เรื่องกรรม จริง แต่สอนให้อยู่เหนือกรรม มีการกระทำกรรมที่เป็นอริยมรรค เพื่อจะอยู่เหนือ กรรมเสีย. ถ้าทำกรรมดีกรรมชั่ว มันก็ล่องลอยไปตามกรรมดีกรรมชั่ว, นี้เรื่องของ ศีลธรรม กรรมในชั้นศีลธรรม. ถ้าปรมัตถธรรม ก็จะสอนกรรมอีกชนิดหนึ่ง ประพฤติ ปฏิบัติเข้าแล้วมันจะอยู่เหนือกรรมทุกชนิด. นี้ถ้าเรียกกรรม ๆๆ ๆ เหมือนกันแล้ว มันก็ เข้าใจไม่ได้ แล้วก็เวียนหัวตาย. นี่ มนุษย์อาจจะอยู่เหนืออำนาจของธรรมชาติได้ เพราะการกระทำ กรรมที่ทำให้อยู่เหนือกรรมทั้งหลาย ; ฉะนั้นมนุษย์เราไปได้ ไกลถึงขนาดนั้น อย่าตีราคา มันให้น้อยเสียซิ มันก็จะได้นิดเดียว ให้มันเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ไปได้ไกล. นี่ ธรรมศาสตร์ อันแท้จริง ที่เราจะได้รับจากพระพุทธเจ้า จะเอามาตัดเสียซึ่งอำนาจของกรรม, ไม่ให้มาครอบงำเรา เป็นผู้อยู่เหนือกรรม. นี่คิดดู ธรรมศาสตรา หรือ ธรรมศาสตร์ นี้ มันมีค่าอยู่เท่าไรกับ ธรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัย ของพวกคุณนั้น มนเท่าไร, เอาไปเปรียบกันดู แม้จะเรียนบัญชีก็เรียก ว่าธรรมศาสตร์ มันแก้ปัญหาได้นิดหน่อย เพราะว่าทำบัญชี ไม่เป็นเท่านั้น มันเป็น ธรรมศาสตราที่นิดหน่อย, หรือจะเรียนแขนงอื่นก็เหมือนกัน มันก็เป็นธรรมศาสตรา นิดหน่อย ๆ, แต่ถ้า ธรรมศาสตราของพระพุทธเจ้า หรือ ของธรรมชาติอันลึกซึ้งแล้ว

น.206 มันจะชนะธรรมชาตินั้นได้เอง คือจะตัดอำนาจตัดความครอบงำของธรรมชาติได้ด้วย, ไม่ต้องเป็นไปตามกรรม. นี่ ธรรมศาสตรา ที่เราจะได้รับมาจากพระพุทธเจ้า โดยชี้ทางให้ แล้วก็ ปฏิบัติตาม นี้คือ วิปากธรรมอันสูงสุด นับตั้งแต่วิปากธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ มาทำให้ได้ลาภ ได้ชื่อเสียง ได้อำนาจวาสนา อะไรมาเรื่อยมา จนได้รับความสุขในสวรรค์, เป็นวิเวก อย่างพรหมโลกอะไรก็ตาม มันก็ไม่สุด, มาสุดก็อยู่ที่ว่าเหนือกรรม เหนือความที่จะถูก ครอบงำย่ำยี โดยธรรมชาติ หรือโดยอะไรก็ตาม, นี้ก็เรียกว่า ดับทุกข์สิ้นเชิง, ความดับ ไปไม่เหลือแห่งทุกข์มีอยู่อย่างนี้ ด้วยอำนาจธรรมศาสตรา ในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ. ศาสนาอื่นก็ได้ เขาอาจจะสอนโดยวิธีอ้อม แล้วมุ่งหมายอย่างเดียวกัน แล้วมาไม่ถึงนี่ก็ยังได้. อย่าไปดูถูก ขอร้องว่า อย่าได้ไปดูหมื่นดูถูกศาสนาใด ๆ เพราะว่า เขากำลังมุ่งหมายที่จะทำให้ได้รับประโยชน์ในระดับใดระดับหนึ่ง ซึ่งจะสูงขึ้นไปตามลำดับ ได้ทั้งนั้น เพราะ อย่างน้อยที่สุดก็สอนให้ทำลายตัวกู-ของกูเสียทั้งนั้นแหละ เพราะ ว่าสอนให้ไม่เห็นแก่ตัว. ศาสนาไหนที่สอนให้เห็นแก่ตัวแล้วไม่ใช่ศาสนาแล้ว นอก จากเราไปฟังเขาผิด เราเห็นเป็นว่าสอนให้เห็นแก่ตัว. ถ้าศาสนาที่เป็นศาสนาแท้จริง ทุกศาสนา ก็สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว มุ่งหมายอย่างนั้น แต่จะถึงที่สุดหรือ ไม่นั้น มันอีกเรื่องหนึ่ง, ให้ถือว่าศาสนาก็เป็นสิ่งที่สงวนไว้ซึ่งธรรมศาสตรา ด้วย เยอะแยะ เราจะต้องเลือกใช้ ให้ถูกต้อง. นี่เวลาของเราหมด นาฬิกานกตีแล้ว ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้เพียงเท่านี้. -----------------

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต