Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๙ — ศีลธรรมและปรมัตถธรรม

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.207 ในการบรรยายครั้งที่ ๙ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ศีลธรรมและ ปรมัตถธรรม. คือจะแสดงให้เห็นความแตกต่าง ระหว่างสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมและ ปรมัตถธรรม ในการที่จะเป็นธรรมศาสตรา. ข้อนี้หมายความว่า ทั้งสองอย่างใช้เป็นธรรมศาสตราได้ด้วยกันทั้งนั้น โดย อาศัยหลักที่ว่า จะต้องปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม. คำว่า ธรรม ในที่นี้ก็มีความ หมายกว้าง คือสมควรแก่เหตุการณ์ แก่เวลา แก่สถานะ แก่บุคคล แก่สถานที่ก็สุดแท้, เมื่อเอามาใช้แก้ปัญหาได้ ก็เรียกว่า เป็นธรรมศาสตราด้วยกันทั้งนั้น. ศีลธรรมก็ได้ ปรมัตถธรรมก็ได้, หรือว่าโดยที่ถูกแล้ว ก็ต้องมีกันทั้งสองอย่าง ให้ถูกกับเหตุการณ์ นั่นเอง. เดี๋ยวนี้เราเข้าใจกันไม่ได้ ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะไม่สนใจ หรือว่ายึดมั่นถือมั่น อย่างใดอย่างหนึ่งเสียมานานแล้ว จน เกิดปัญหาขึ้นมา หรือว่าเกิดเรื่องราวที่มันน่าสงสาร ๑๗๕

น.208 หรือน่าเกลียด, เช่นว่า ชาวบ้านธรรมดาสามัญไม่จำเป็นจะต้องสนใจเรื่องปรมัตถธรรม, หรือไม่ต้องปฏิบัติในส่วนปรมัตถธรรม อย่างนี้เป็นต้น. นี่มันจึงทำอะไรไม่ได้ ในการ ที่จะแก้ไขสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา แม้ที่เป็นส่วนตัวหรือส่วนสังคม โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ ที่กำลังทำความยุ่งยากลำบากให้ในเวลานี้. และโดยทั่วไปโดยธรรมชาตินั้น เราก็ยังต้องการสิ่งที่เรียกว่าปรมัตถธรรม เป็นเครื่องช่วยแก้ปัญหาทั้งนั้น, จะระบุตรง ๆ, เช่นว่า ใครคนหนึ่งจะต้องร้องไห้นี่ เพราะว่าเขาขาดปรมัตถธรรม. เรื่องศีลธรรมปัญหาทางศีลธรรม มันทำให้เขาต้องร้อง ไห้, บางทีเขาต้องร้องไห้เพราะยึดมั่นในหลักของศีลธรรมก็มี, แล้วอะไรมาช่วยแก้ มัน ก็เรื่องของปรมัตถธรรม. นี้แสดงว่ามันมีอยู่เป็นคนละอย่าง แม้ว่าจะเป็นธรรมศาสตรา ได้ด้วยกัน ก็ต้องเป็นคนละอย่าง ในหน้าที่คนละอย่าง. ขอทบทวนสูตรของการบรรยายในชุดนี้ไว้เสมอ ๆ ว่า มนุษย์มีปัญหา ต้อง หาเครื่องตัด จึงศึกษาและอบรมธรรมศาสตราจากสิ่งที่เรียกว่าธรรม. สิ่งที่เรียกว่าธรรม มันมีมากมายหลายแผนก, จะแบ่งเป็นสี่แผนกอย่างที่พูดกันอยู่ทุกวันก็ได้. สำหรับในวันนี้เราจะพูดถึงธรรม ในฐานะที่อาจจะแยกออกไปเป็น ศีลธรรม, และปรมัตถธรรม. การแยกออกเป็นสองอย่าง อย่างนี้จะเป็นไปได้ในสิ่งที่ เรียกว่าธรรม ทั้งสี่ความหมาย. ความหมายที่หนึ่ง คือ สภาวธรรม ที่เป็นส่วนศีลธรรมง่าย ๆ ก็เป็นวัตถุ ง่าย ๆ, ถ้าเป็นเรื่องปรมัตถธรรม ก็เป็น เรื่องจิตใจ หรือ ความรู้สึกทางจิตใจล้วน ๆ สิ่งที่เรียกว่าความทุกข์นั้นเป็นสภาวธรรม ความทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ตื้น ๆ ก็มาจากศีลธรรม

น.209 เป็นปัญหาทางศีลธรรม. แต่ ความทุกข์ที่ลึกซึ้งก็เป็นเรื่องทางปรมัตถธรรม อย่าง นี้เป็นต้น, ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าสภาวธรรม ก็ยังแยกออกไปได้เป็น ๒ ระดับ ๒ หน้า ๒ ชนิด คือเป็นวัตถุแห่งศีลธรรมก็มี, เป็นวัตถุแห่งปรมัตถธรรมก็มี. ธรรมในความหมายที่สองคือ สัจจธรรม ที่เรียกว่า กฎ มันก็ยังมีกฎที่มนุษย์ ตั้งขึ้น เป็นส่วนศีลธรรม และ กฎโดยธรรมชาติ โดยแท้จริง ซึ่งเรียกว่า ปรมัตถธรรม, แม้กฎทางศีลธรรมจะเป็นกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้น มันก็ต้องตั้งขึ้นโดยอนุโลม หรือคล้อยตามกฎ ของธรรมชาติ ที่เรียกว่าปรมัตถธรรม. ฉะนั้น กฎแห่งความดับทุกข์ มันก็มีทั้งที่เป็น ฝ่ายศีลธรรม, และ ฝ่ายปรมัตถธรรม ถ้าไม่รู้จักก็ใช้ไม่ถูก หรือปนกันยุ่งนี้ จะไม่ สำเร็จประโยชน์อะไรเลย. นี้พอมาถึงธรรมะประเภทที่สามคือ ปฏิบัติธรรมหรือ วิธีปฏิบัติ นี้ก็ยิ่งเห็น ได้ชัด ว่า มีอยู่ทั้งฝ่ายศีลธรรม และ ปรมัตถธรรม ; ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ใกล้ๆ ในโลกนี้ ทันตาเห็น ว่าอยู่กันเป็นผาสุกทางสังคม ก็เรียกว่า ศีลธรรม, ถ้าปฏิบัติเพื่อ ไปนิพพาน ก็ต้องเรียกว่า ปรมัตถธรรม. ทีนี้อันสุดท้าย ที่เราเรียกว่า วิปากธรรมหรือปฏิเวธธรรม ก็สุดแท้ นี้ก็ อนุโลมไปตามการปฏิบัติ ก็เป็นขั้นศีลธรรมก็ได้ ผลอย่างทางศีลธรรม, ถ้าเป็นขั้น ปรมัตถธรรมก็ได้ผลอย่างปรมัตถธรรม. ขอให้มองดูให้เห็นว่า ทั้งสี่ความหมายของธรรมนั้น แยกออกไปเป็น ได้ทั้งฝ่ายศีลธรรม และ ปรมัตถธรรม, แต่เราอาจ จะใช้ส่วนไหนเป็นศาสตรา คือ ของมีคมที่ ตัดปัญหาได้ ก็ล้วนแต่เรียกว่าธรรมศาสตราไปได้ทั้งนั้น.

น.210 ความต่างระหว่างศีลธรรมกับปรมัตถธรรม. ทีนี้จะได้พูดกันถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งทั้งสองนี้ ให้ชัดเจนลงไป มนุษย์ เรามีปัญหา อย่างที่กล่าวมาแล้ว, แล้ว มีการแสวงหาสิ่งที่จะตัดปัญหา. เมื่อกล่าวโดย ส่วนรวมแล้ว ทุกคนในสภาพปัจจุบันของปุถุชนคนธรรมดาสามัญ มันก็มีปัญหา ทั้ง ฝ่ายศีลธรรมและฝ่ายปรมัตถธรรม, แม้ว่าเขาจะไม่รู้สึกตัว คือจะมีความทุกข์ทั้งในแง่ของ ศีลธรรมและปรมัตถธรรมแล้วเขาก็ต้องใช้วิธีแก้ ทั้งในส่วนศีลธรรมและปรมัตถธรรม เช่นเดียวกันอีก. ในสภาพปุถุชนธรรมดาสามัญ ก็ดูที่ คนที่เป็นฆราวาส มีบ้านมีเรือน คิดนึกหรือว่ากระทำอยู่ในขอบเขตที่เรียกกันว่าโลกิยะวิสัย คือ จะเป็นไปในวิสัยของโลก วิสัยที่ยังเกี่ยวข้องกันอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า โลก ๆ นี้ภาษาไทยโดยเฉพาะ. คำว่าโลกนั้นหมาย ถึงว่า ธรรมดาสามัญของชาวบ้าน ในภาษาอื่นเขาอาจจะไม่เรียกอย่างนี้ก็ได้ แต่ความ หมายมันก็อย่างเดียวกัน คนธรรมดาสามัญทั่วไป. เรื่องทาง ศีลธรรม ก็บัญญัติความหมายไว้แปลก ๆ, โดยทั่วไปโดยเฉพาะใน ประเทศไทยเรา คำว่าศีลธรรมนี้หมายถึงเรื่องต่ำ ๆ ธรรมดาสามัญ แต่ถ้าเกิดไปใช้คำต่าง ประเทศเช่น moral หรือ morality เข้า มันเปลี่ยนไปถึงการครอบคลุมไปถึงธรรมะชั้นสูง ปัญหาชั้นสูงก็ได้, เพราะว่าในพวกศีลธรรม, นักศีลธรรม moralist ของโลกนี้ เขา ไม่ มีคำว่าปรมัตถธรรม ใช้เหมือนในพุทธศาสนา เขาก็จัดให้เป็น moral ไปหมด กระทั่ง ในชั้นสูงสุด กระเดียดไปเป็นปรมัตถธรรม หรือว่าเป็นปรมัตถธรรมในบางส่วนก็มี ก็เรียก moral ไปหมด. แต่นี้เรากำลังพูดกัน ในภาษาไทย ศีลธรรมก็เอาเป็นเรื่องของคน ธรรมดาสามัญ, ปรมัตถธรรม ก็ เป็นเรื่องของคนมีจิตใจสูงเป็นพิเศษ, ต้องการจะ ชนะกิเลส ชนะความทุกข์โดยประการทั้งปวง.

น.211 ขอชี้ให้เห็นความแตกต่างว่า ในสภาพปุถุชนหรือโลกิยะวิสัย มีปัญหาครบ อยู่ทั้งทางศีลธรรมและปรมัตถธรรม. ทีนี้ถ้าออกไป เป็นอนาคาริก เป็นบรรพชิต เป็น มุนี เป็นโยคี เป็นปริพาชกอะไรก็ตาม ปัญหาทางศีลธรรมมันจะลดไป หรือมันจะ หมดไป, จะเหลือแต่ปัญหาทางปรมัตถธรรม เพราะว่าพวกนี้ออกไปแสวงหาการแก้ ปัญหาในส่วนปรมัตถธรรม เช่นคนจะออกบวชเป็นฤๅษี ก่อนพุทธกาลโน้น เขาก็ค้นเรื่อง ที่ลึกไปกว่าเรื่องที่ชาวบ้านรู้อยู่แล้ว. แม้พระพุทธเจ้าท่านออกผนวช ก็เหมือนกัน ไป ค้นส่วนที่เป็นปรมัตถธรรม, แล้วบรรพชิตนี่มันก็เลยเหลือแต่ปัญหาทางปรมัตถธรรม เป็นส่วนใหญ่. แต่ถ้า พระเณรสมัยนี้ บวชกันแต่หนุ่มแต่เด็ก มันก็ต้องมี ปัญหาคาบ เกี่ยวไปถึงศีลธรรม เพราะว่ายังไม่ได้ผ่านโลก, แต่ถ้าว่าเป็นคนที่เขาบวชกันตามที่ ธรรมชาติผลักดันนี้ ผ่านโลกมาเสร็จแล้วจึงจะไปบวช นี้ สำหรับบรรพชิตปัญหาจะมี แต่ปรมัตถธรรม. นี้อาจจะกล่าวได้อย่างนี้ แต่ต้องยืดหยุ่นให้มันมากหน่อย. คำว่า บรรพชิต แปลว่า ผู้บวช อย่างที่เราบวชพระบวชเณรนี้, คำว่า นาคาริก แปลว่า ไม่ได้อยู่บ้านเรือน, ไม่เกี่ยวข้องกับบ้านเรือน หรือกิจกรรมอย่างบ้าน เรือน หรือความคิดนึกอย่างชาวบ้าน, นี้ก็เรียกว่า อนาคาริก. ถ้าเรียกว่า มุนี ก็แปลว่า รู้แล้ว, ถ้า ฤๅษี ก็แปลว่า กำลังแสวง, ถ้าเป็น โยคี ก็ กำลังปฏิบัติ และมีคำอื่น ๆ เช่น คำว่า ปริพาชก ก็แปลว่า ผู้ไม่อยู่เป็นที่ จะศึกษาหรือปฏิบัติอะไรก็ตาม เป็นผู้ที่เร่ร่อน. เรื่อย ไม่มีบ้านอยู่ ไม่อยู่เป็นที่ มันก็คล้ายๆ กับคำว่าอนาคาริก. แต่นี้เขาก็มีการถือ นิยมลัทธิ เรียกพวกอื่นเป็นปริพาชก ไม่เรียกตนเองเป็นปริพาชก ทั้งที่ตนเองก็เป็น พวกเร่ร่อน อย่างนี้ก็มี เกี่ยวกับคำหรือความหมายของคำมันก็เป็นอย่างหนึ่ง, นี้เกี่ยวกับ การใช้คำมันก็อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งบางทีก็ไม่ตรงกันกับตัวหนังสือเสมอไป. นี่คือ พวกที่ ออกแสวงหาเรื่องปรมัตถธรรม หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นเรื่องที่ลึกกว่าที่คนธรรมดา เขารู้หรือกระทำกันอยู่ นี่ ในสภาพบรรพชิตทั่วๆ ไปเป็นอย่างนี้.

น.212 นี้จะดูกัน ในสภาพที่เป็นพระอริยเจ้า ถ้าคุณยังไม่ทราบ ไม่รู้จักคำว่าอริยะ หรือพระอริยเจ้า ก็อาจจะทราบได้ โดยหลักเกณฑ์ที่ว่า ตรงกันข้ามกับปุถุชน คน ธรรมดา, คนธรรมดายังเป็นไปในกิเลส พระอริยเจ้าท่านก็เริ่มออกมาจากกิเลส จาก อิทธิพลของกิเลส จึงเป็นผู้ประเสริฐขึ้นมา, ถ้ายังไม่ถึงที่สุด เป็นพระอริยเจ้ายังไม่ถึงที่ สุด ก็เรียกว่าพระเสขะ, เสขะ แปลว่า ยังต้องทำต่อไป, ยังต้องปฏิบัติต่อไป. นี้ถ้า ว่าทำเสร็จถึงที่สุดแล้ว เช่น เป็นพระอรหันต์ อย่างนี้ก็ เรียกว่าอเสขะ คือ ไม่ต้องทำ อะไรอีกต่อไปในการปฏิบัติ. ทีนี้ที่ยังต้องทำต่อไป ก็พวกที่ยังเป็นเบื้องต้น เช่น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี อนาคามีอย่างนี้ เป็นต้น. นี้ พระอริยเจ้าที่เป็นชั้นเสขะ คือยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ก็เรียกว่า มีปัญหาแต่ในขั้นปรมัตถ์ หรือ ที่สูงยิ่งขึ้นไป ที่จะ ต้องค้นคว้าศึกษาและปฏิบัติ คือปัญหาใน ขั้นปรมัตถธรรมที่สูงยิ่งขึ้นไป ๆ. พระอริยเจ้าในประเภทพระอรหันต์ ก็เรียกว่า หมดปัญหา อยู่เหนือปัญหาโดยประการทั้งปวง ไม่มีปัญหาหรือความทุกข์ เหลือไว้ให้แก่พระอรหันต์. นี่มันต่างกันอยู่เป็นชั้นอย่างนี้ ในระหว่างศีลธรรมกับปรมัตถธรรม โดยการ ศึกษา และโดยการปฏิบัติ หรือโดยหน้าที่ของธรรมเหล่านี้ก็ตาม ก็ต่างกันอย่างนี้. เมื่อปฏิบัติถูกต้องแล้วก็เกิดเป็นธรรมศาสตราขึ้นได้ทุกระยะ ทุกระดับ. ทีนี้กล่าวโดยหลักทั่วไป โดยเอาสถานะหรือ มาตรฐานของบุคคล ที่เป็น สังคม ๆ อยู่ในโลก อยู่กันมากๆ แล้วทำอะไรเหมือนกัน เขาเรียกว่าอาศรม, เช่น ฆราวาสอยู่ที่บ้านนั้นก็เรียกว่าอาศรมฆราวาส, ทั้งโลกแหละ ฆราวาสเรียกกันว่าอาศรม หนึ่ง คือ อาศรมฆราวาส. ทีนี้จะออกมา เป็นบรรพชิตก็มาเป็นอาศรมบรรพชิต. นี้ฆราวาสเป็นเด็ก ๆ หมายถึง วัยรุ่น ก็อาศรมหนึ่งต่างหาก เรียกว่า พรหมจารี, อะไร

น.213 ทำนองนี้ แล้วปัญหาต่าง ๆ เราจะมองกันในครั้งแรก ก็มองไปในแง่ของคนที่อยู่ในสังคม หรืออาศรมที่ต่างกัน ต้องแก้ปัญหาให้ได้ ในเมื่อจะต้องใช้ศีลธรรมหรือใช้ปรมัตถธรรม. เปรียบเทียบระบบศีลธรรมกับปรมัตถธรรม. ทีนี้เรามาพูดกันโดยการเปรียบเทียบกันเป็นคู่ ๆ ดีกว่า จะสะดวกกว่า จะ ฟังง่ายกว่า เพื่อให้เห็นความแตกต่างระหว่างศีลธรรมกับปรมัตถธรรม ก็อย่างที่พูดมาแล้ว นี้, ก็สรุปความได้ว่า ถ้าเป็นปุถุชน คนธรรมดาสามัญ ก็มีสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม นี้ เป็นที่พึ่ง เป็นกำลังหรือเป็นเบื้องหน้า นี่ปุถุชน. ทีนี้ พระอริยเจ้าท่านก็มีปรมัตถ- ธรรม เป็นที่พึ่ง เป็นเบื้องหน้า ถ้าเป็น พระอรหันต์ ก็เลิกกัน คือพ้นปัญหา โดยประ- การทั้งปวง. นี้ก็ดูซิว่ามันต่างกันอย่างไร. นี้ โดยรายละเอียดจะเปรียบเทียบให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งคุณควรจะจำไว้ เป็นอย่างยิ่ง เพราะอันนี้คือ ตัวปัญหา ที่ทำความยุ่งยากที่กรุงเทพฯ หรือแม้ในมหา- วิทยาลัย ว่าถ้าเป็น เรื่องศีลธรรม บัญญัติไว้ในลักษณะที่เหมาะสำหรับคนที่ยังมี ความรู้สึกว่ายังมีตัวตน, คนธรรมดาสามัญจะต้องมีความรู้สึกว่ามีตัวตน หรือแม้คนชั้นดี ชั้นปุถุชนที่ดี หรือแม้ชั้นพระอริยเจ้าขั้นต้น ๆ ก็ยังไม่พ้นจากความรู้สึกว่ามีตัวตน แต่ว่า ท่านกำลังจะหมดตัวตน เขาจึงจัดไว้ฝ่ายโน้น. นี้ ปุถุชนธรรมดา สามัญทั่วไป คือผู้ที่มีความรู้สึกไปในทางมีตัวตน ก็ต้อง มีอะไรเฉพาะคนพวกนี้ ก็คือ มีศีลธรรม เว้นชั่วทำดี ให้ได้ผลดีเอาผลดีมาไว้เป็นของตน นี้. ส่วน ปรมัตถธรรมนั้น บัญญัติไว้ในลักษณะ สำหรับบุคคลที่จะไม่มีตัวตน, ไม่มี ตัวตน คืออย่างไร คือ มองเห็นอิทัปปัจจยตา คือกฎของธรรมชาติ, หรือความจริงของ

น.214 ธรรมชาติที่ว่า แม้บุคคลตัวตนอันแท้จริงก็ไม่มี มีแต่อิทัปปัจจยตา คือสิ่งที่กำลังเป็นไป ตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุและปัจจัยนี้ คือไม่มีตัวตน. ดังนั้น ศีลธรรมก็พูดไว้ในโวหารชาวบ้านชาวโลก เรียกว่า โลกโวหาร โลกสมัญญา มันเป็นสำนวนที่พึ่งง่าย สำหรับชาวบ้านธรรมดาที่ยึดถือกันอยู่แล้ว. แต่ ถ้าเป็น ปรมัตถธรรมพูดไว้ในโลกุตตรโวหาร ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง, เช่น ว่าไม่มีตัวไม่มี ตน หรือว่าว่างอย่างนี้ เป็นต้น. เอาละเป็นอันสรุปความได้ว่า ศีลธรรมนั้น คือ ระเบียบสำหรับคนที่ยัง มีตัวตน, ปรมัตถธรรม คือระเบียบสำหรับคนที่จะไม่มีตัวตน หรือไม่มีตัวตนแล้ว. นี่ถ้าความเข้าใจอันนี้ยังชัดเจนอยู่ พวกคุณจะไม่ทะเลาะกันในเรื่องการปฏิบัติ ทำไมจะ ต้องทำอย่างนี้, ทำไมจึงทำอย่างนั้น. แล้ว ปรมัตถธรรม เช่นความว่างหรือจิตที่ว่างนี้ จะอยู่ที่ตรงไหน, จะมีเนื่องอยู่ที่ตรงไหน ในการเป็นอยู่ประจำวันในชีวิตของเรา แล้วก็ ไม่ต้องเถียงกัน, เหมือนที่เถียงกันโดยมากว่า นี้มันจำเป็นไหม เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ จำเป็นสำหรับพวกเราเป็นนักเรียนนักศึกษาเป็นชาวบ้านไหม นี่มันจะหมดไป, เพราะว่าหน้าที่มันมี มันจะต้องแก้ปัญหาคือความทุกข์ ความทุกข์บางอย่างมันเป็น เรื่องของศีลธรรมของคนธรรมดา ก็แก้ไปด้วยเรื่องของศีลธรรม, แต่ความทุกข์บางอย่าง มันเป็นเรื่องปรมัตถธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่จะต้องนั่งร้องไห้ อกหักหรืออะไร ทำนองนี้ มันจะต้องแก้ด้วยระบบของปรมัตถธรรม. เรื่องโวหาร - ภาษาพูด. เอ้าเทียบกันต่อไปเป็นคู่ ๆ เท่าที่เวลาจะอำนวย จะชี้ให้เห็นระบบศีลธรรม กับปรมัตถธรรม ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่กับคนธรรมดาสามัญ จะยกเอาการพูดจามาเป็นตัว

น.215 บทสำหรับศึกษา ผู้ไม่รู้ ปุถุชนคนโง่ พูดกันอยู่อย่างไร, แล้วก็ผู้รู้หรือพระอริยเจ้า ท่าน พูดกันอยู่อย่างไร. พวกปุถุชน ผู้ไม่รู้ ก็ พูดกันแต่คำพูดที่เป็นโวหารโลก ๆ และตาม ความรู้สึกแห่งใจด้วย คือ เขายังโง่ยังไม่รู้ยังยึดถือตัวตน แล้วก็คำพูดก็หลุดออกมา เป็น คำพูดประเภทที่มีตัวตน ซึ่งถูกอบรมมาให้ตั้งแต่อ้อนแต่ออก คือตั้งแต่นอนในเบาะ. คนที่แวดล้อมเด็ก ๆ อยู่ เขาก็สอนคำพูดประเภทตัวตนทั้งนั้น ว่าของลูก ของแก ของ อะไร พ่อแม่ บิดามารดา ตัวแก นี้มันก็เป็นเรื่องมีตัวตนทั้งนั้น เราจึงมีความรู้สึกอย่าง นั้น, และพูดออกมาตรงกับความรู้สึกอย่างนั้น, นี้ผู้ไม่รู้พูด ก็พูดเป็นแต่เรื่องมีตัวตน เขาเรียกว่า โลกิยโวหาร, โลกสมัญญา. แล้วก็ปากกับใจก็ตรงกันด้วย. นี้ ถ้าเป็นผู้รู้ ผู้รู้ก็มีหลายระดับ แต่เป็นผู้รู้จริง ในบางกรณีท่านก็ พูด อย่างโลกิยโวหารเหมือนกับชาวบ้านพูด แต่ในใจท่านไม่รู้สึกอย่างนั้น, หมาย ความว่าถ้าท่านต้องพูดกับชาวบ้านปุถุชน ท่านก็ต้องพูดภาษาคนยึดถืออย่างปุถุชน, แต่ ถ้าท่านพูดกันในระหว่างพระอริยเจ้าผู้รู้ชั้นสูงด้วยกัน ท่านก็พูดกันด้วยโวหารของ ปรมัตถ์, หรือท่านอาจจะพูดกันทั้งสองโวหารก็ได้ มันแล้วแต่กรณี. ถ้าพูดกันเรื่องธรรมดาสามัญ ก็พูดว่าฉันหิวข้าว ฉันอยากจะกินข้าวอะไรนี้ นี้ก็พูดได้, แม้พระอรหันต์ก็ใช้คำพูดอย่างชาวบ้านนี้ได้ แต่ใจของท่านไม่เป็นอย่างนั้น ไม่เหมือนชาวบ้าน. บางเวลาที่จะต้องพูดกันด้วยธรรมะล้วน ๆ ท่านก็พูดด้วย ปรมัตถโวหาร ไม่มีอัตตาไม่มีตัวตน, พูดไปตามแบบของอิทัปปัจจยตา, แต่ว่า ท่านจะพูดโวหารไหนก็ตามใจไม่ได้ยึดถือทั้งนั้น ไม่เหมือนปุถุชนดอก พูดโวหารยึดถือ ในจิตใจก็ยึดถือ.

น.216 ที่นี้มาถึง ผู้ฝึกหัด คือผู้ฝึกหัดให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป เช่นจากปุถุชนไปสู่ความ เป็นพระอริยเจ้า นี้เราจะเรียกว่าผู้ฝึกหัด เดี๋ยวนี้ทุกคนเป็นผู้ฝึกหัด, เช่น บวชเข้ามา ศึกษานี้เป็นผู้ฝึกหัด จะพูดภาษาอะไร, ถ้าอยากจะรู้เรื่องธรรมะ หรือจะใช้ภาษาธรรมะ ในชั้นสูง มันก็ต้องพูดภาษาปรมัตถ์ คือ อย่างน้อย ต้องหัดพูดภาษาปรมัตถ์. ใช้ คำพูดเหมือนกับคนยึดถือแต่จิตใจไม่ยึดถือ, ฉะนั้น ต้องระวังคำพูดกับจิตใจที่รู้สึกอยู่ ข้างในเสมอไป. ผมเลยพูด ให้มีระบบใหม่ขึ้นมา อีกอย่างว่า ให้หัดพูดปากอย่างใจอย่าง. นี่เขาฟังกันไม่ค่อยถูก เขาว่าสอนให้โกหก, แต่เราก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้โกหก, ตั้งใจจะให้ เปลื้องความยึดถือ, เมื่อปากมันต้องพูดว่าตัวฉันว่าของฉัน อะไรนี้ ใจก็อย่าหมายมั่นเป็น ตัวฉันเป็นของฉัน, แม้ปากจะพูดว่าของอาตมาภาพ นี้ก็อย่าให้มีตัวตนที่เป็นอาตมา, ให้มัน รู้สึกถึงอิทัปปัจจยตาอยู่เสมอ. อย่างนี้เรียกว่า พูดปากอย่างใจอย่าง, พูดว่าตัวกูหรือ ของกู แต่ใจไม่มีความหมายมันเป็นตัวกู - ของกู อย่างนี้ก็เรียกว่า พูดปากอย่าง ใจอย่าง แล้วก็ทำให้มันพ้นทุกข์ได้. ผมนึกได้ถึงโวหารที่ใช้พูดกัน ในสมัยโบราณ ในประเทศไทยเรานี้ เมื่อ สมัยผมเด็ก ๆ ยังเหลืออยู่ให้ได้ยิน เช่นเป็น พระบวชเข้ามาแล้ว อย่างนี้ ไม่ได้ใช้คำพูด บุรุษที่หนึ่ง ที่หมายถึงตัวเองว่า อาตมา, เดี๋ยวนี้เราใช้คำว่าอาตมา หมายถึงตัวเราเอง หรือ อาตมาภาพ, ใน สมัยนั้นเขาใช้คำว่ารูป เช่นจะพูด อาตมาต้องการนี้หน่อย, เขาจะว่า รูปต้องการนั้น-นี่ คือไม่ใช่ฉันต้องการ ไม่ใช่กูต้องการ, ไม่ใช่อาตมาต้องการ, รูปขันธ์ รูปกาย รูปธรรมนี้มันต้องการ. เดี๋ยวนี้จะเหลืออยู่บ้าง ก็แต่ในโวหารเทศน์- มหาชาติ ที่เป็นของสนุกตลกขบขัน, ที่เรียกว่าแหล่ เทศน์แหล่ เขาจะขึ้นคำว่า รูปจะ กล่าวถึงเรื่องราว อย่างนั้นอย่างนี้ไปเลย, นั่นเหลืออยู่ให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งเขาได้พูดกันอย่าง นั้น, ใช้คำว่ารูป ใช้คำอย่างอื่น ๆ อีกมากคำ ที่ผิดจากที่ชาวบ้านเขาพูดกัน. เหมือน

น.217 อย่างคุณบวชเข้ามาแล้ว ก็ต้องใช้คำที่มันมีไว้สำหรับพระเณรพูด, เช่น จะไม่เรียกบิดา มารดาว่าคุณพ่อคุณแม่ อีกต่อไป, จะ เรียกว่าโยม อุปัฏฐากอะไรอย่างนี้เป็นต้น ไม่เป็นพ่อ เป็นแม่กันแล้ว, เป็นแต่ผู้ช่วยเหลือเท่านั้น, เป็นผู้อุปถัมภ์อะไรเท่านั้นไป. นี้ก็ เพื่อ ขจัดตัดความยึดมั่นถือมั่นว่าพ่อของกูแม่ของกู นี้ออกไป, เขามีระเบียบกันถึงขนาดนี้. แต่เดี๋ยวนี้มันเลือน ๆไป แล้วพระเณรรุ่นคุณนี่กำลังจะทำให้ฉิบหายหมด ได้ยินพูดขอรับกระผมกับชาวบ้านก็มี. นี่คุณกำลังทำลายระเบียบที่ดีเสียแล้ว. ขอให้ ช่วยกันระวังสังวรในข้อนี้ ศึกษาให้รู้ถึงระเบียบแห่งการพูดจา ในข้อนี้ และฝึกหัด อยู่เสมอ, มันดีที่ว่าเราจะฝึกหัดการพูดนี้ด้วยการเรียนปรมัตถธรรม ไปในตัว, จะ ไม่มีความทุกข์ไปในตัว, จะมีสติสัมปชัญญะไปในตัว ซึ่งเป็นการฝึกที่ดี. อย่าทำ เล่นกับของอย่างนี้ นี้ก็เป็นคู่หนึ่งที่ควรจะสังเกตว่า ผู้ไม่รู้ก็พูดโดยโลกิยโวหาร หรือ ศีลธรรม ผู้รู้ก็พูดโดยโลกุตตรโวหาร หรือปรมัตถธรรม เป็นเรื่องการพูด. เรื่องทิฏฐิ. เอ้าทีนี้ต่อไป ก็เป็นเรื่อง การทำ หรือ การคิด ถ้าเป็นเรื่องของ ปุถุชน คนธรรมดาสามัญชาวบ้านธรรมดา การกระทำหรือการคิดเพื่อกระทำ ก็เป็นไปอย่าง ระดับศีลธรรม เว้นชั่วแล้วทำดี เว้นชั่วทำดี, คิดแล้วทำแต่ที่เรียกว่าดี, ที่สมมติว่าดี เว้นที่ชั่วเสีย แต่ถ้าใน ฝ่ายปรมัตถธรรมนั้น เขาต้องการจะไปให้เหนือชั่วเหนือดี ไป ให้พ้นชั่วพ้นดี มันเป็นอย่างนั้น คนละระดับ. ศีลธรรมนั้น เว้นชั่วแล้วก็ทำดี อยู่ด้วยผลความดี พอไม่ได้ดีก็ร้องไห้ อย่างนี้เป็นต้น, แต่ถ้าเป็น เรื่องของปรมัตถธรรม ก็จะไม่มีสิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาขึ้นมาได้,

น.218 ความชั่วก็ไม่มาทำอันตราย ความดีก็ไม่รบกวน หรือทำให้เกิดปัญหาขึ้นมา ก็ฝึกหัด ไปในการที่จะไม่ยึดมั่น. นี้พวกชาวบ้านก็ยึดมั่น ยึดในความดี ยึดในอะไรต่าง ๆ นี่การทำและการคิดทางศีลธรรม ก็ไปในทางยึดมั่นตามเดิม, ที่เป็นปรมัตถธรรม ก็ต้อง การจะสลัดความยึดมั่นออกไปเรื่อย ๆ ไม่ให้มันเหลือ ทีนี้จะเปรียบเทียบต่อไปอีก โดยยกเอาสิ่งที่จะเป็น เครื่องผลักดันให้มีการ กระทำ ภาษาบาลี เราเคยเรียกกันว่า พลวปัจจัย-ปัจจัยที่มีกำลัง, พะละวะ แปลว่า มีกำลัง ปัจจัยก็คือว่าเหตุหรือสิ่งที่มันจะส่งเสริม นึกถึงคำว่า motive ก็แล้วกัน. ในทางศีลธรรม ก็ใช้คำนี้ คำว่า motive, ความรู้ความคิด ความเข้าใจ ความอะไรที่มันจะเป็นกำลังให้เกิด การกระทำ ก็เรียกว่า motive ได้ทั้งนั้น แม้แต่การดลใจอะไรของเพื่อน ๆ. พลวปัจจัยทางศีลธรรมมันก็มีเรื่องตัวตน เพราะว่าเรื่องศีลธรรมมันเรื่อง สำหรับพวกที่มีตัวตน, ถ้าของผู้ที่ไม่ใช่ปุถุชน คือ ผู้ที่ถือปรมัตถธรรมเป็นหลักมันก็ ต้องเรื่องไม่มีตัวตน ; เพราะฉะนั้น motive ทางความคิด ที่เรียกว่าทิฏฐินี้มันก็ต่างกัน เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ คือทิฏฐิที่ถูกต้องด้วยกันนั้นแหละ, แต่ถ้าเป็น เรื่องศีลธรรมก็ถูก ไปอย่าง เรื่องปรมัตถธรรมก็ถูกไปอีกอย่าง จนเกือบจะตรงกันข้าม ยกตัวอย่างเช่น สัมมาทิฏฐิ - ความเห็นชอบ ถ้าเป็นเรื่องศีลธรรม สัมมาทิฏฐินั้น จะมีหลักว่า เรามีกรรมเป็นของเรา คิดดูซิเรามีกรรมเป็นของเรา มีผล กรรมเป็นของเรา, อย่างนี้เป็นเรื่อง ปรมัตถธรรม ก็น่าหัวเราะตาย มีเราที่ไหน แล้วมี กรรมแกมอะไรที่ไหนอีก, มันเป็นอิทัปปัจจยตาเท่านั้น, แต่เมื่อยังเป็นปุถุชนอยู่ มี หลักศีลธรรมอยู่ก็ต้องว่าเรามีกรรมเป็นของเรา เราต้องเป็นไปตามกรรม. หรือว่าอีกบทหนึ่ง ก็มีระบุว่า จะต้องถือว่ามีบิดามารดา มีครูบาอาจารย์ มีโลกหน้า นรกสวรรค์ อะไรเป็นต้น, มีโอปปาติกะ คือสัตว์ที่เกิดในนรกสวรรค์

น.219 แล้วก็มีบุคคลที่ปฏิบัติได้ดี เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้หลุดพ้น สำเร็จในโลกนี้ นี้เป็นต้น มีทั้งนั้น, เป็นเรื่องที่มีทั้งนั้น มีนั้นมีนี่ มีอะไรที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ ก็เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ เพราะมันมีประโยชน์ที่จะทำให้เขาทำความดียิ่ง ๆ ขึ้นไป, ฝ่ายศีลธรรมเป็น อย่างนี้. ทีนี้พอมาถึงสัมมาทิฏฐิ ฝ่ายปรมัตถธรรม มันกลายเป็นพูดอย่างอื่น ไม่มีเรา ไม่มีของเรา ไม่มีอัตตา ไม่มีอัตตนียา สิ่งที่เกิดขึ้นก็มีแต่ความทุกข์ทั้งนั้น. ฉะนั้น อย่าทำให้มีอะไรเกิดขึ้น ให้มันปรกติอยู่ ให้มันสงบอยู่ เป็นนิพพาน. นี่เรื่อง อิทัป- ปัจจยตา เรื่อง ตถตาก็ปรากฏออกมา เป็นสัมมาทิฏฐิฝ่ายปรมัตถธรรม หรือ โลกุตตระ. ก็จะขอให้คุณสังเกตว่า มันใช้คำพูดคำเดียวกัน สัมมาทิฏฐิ - ความเห็น ความเข้าใจอันถูกต้องเหมือนกัน, แต่แล้ว มีระดับที่ต่างกันอยู่คนละระดับ อย่าไป ปนกัน, แล้วก็จะเข้าใจไม่ได้ แล้วก็จะทะเลาะกันอีกแหละ การทะเลาะวิวาทนี้มีอยู่ตรงที่ เข้าใจคำพูดคำเดียวกันหรือเรื่องเดียวกัน ไม่ตรงตามที่เป็นจริง. เรื่อง ชาติ-ความเกิด. ยกตัวอย่างที่ให้ชัดให้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก ว่า พวกศีลธรรมเขาก็ถือว่า ตาย แล้วเกิดอีก ก็ระลึกชาติหนหลังได้เป็นชาติ ๆ, เข้าโลงไปแล้วเกิดเป็นอะไรอีก, เข้าโลง ไปแล้วเกิดเป็นอะไรอีกนี่ มีตายแล้วเกิดอีกเป็นชาติ ๆไปอย่างนี้, มันเป็นผลดีแก่พวกศีล- ธรรม แล้วเป็นศีลธรรมที่มีมาแต่ก่อนพุทธกาลนานไกล มันมีประโยชน์แก่คนธรรมดา สามัญในสังคมปุถุชน ฉะนั้นเขาไม่เลิก เขามีไว้จนบัดนี้ จนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ เลิก ปล่อยไว้เป็นระบบศีลธรรมไป.

น.220 มีคำว่า ชาติ เกิดมาจากท้องแม่เข้าโลงที่หนึ่ง เรียกว่าชาติหนึ่ง ถ้าถามว่าตาย แล้วเกิดอีกหรือไม่ พวกศีลธรรม ก็จะตะโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า ตายแล้วเกิดอีก หรือ อย่างน้อยที่สุดก็ว่า ถ้าคุณลังเล คุณถือฝ่ายที่ตายแล้วเกิดอีกไว้ให้ดีกว่า ดีกว่าจะไปถือว่า ตายแล้วไม่เกิด เพราะมันชวนให้ทำอะไรได้ดีได้มากกว่า, ถ้าไม่ลังเลก็ยิ่งดี ให้มันแน่ลงไป ว่าตายแล้วเกิดก็รีบทำความดี ให้มันเกิดดี. ถ้าไปถาม ว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด กับพวกฝ่ายปรมัตถธรรม เข้า เขา ก็จะย้อนเอาว่าเอ้า, มีฉันที่ไหน, ฉันอยู่ตรงไหนล่ะ, เดี๋ยวนี้ที่นี่ก็ไม่มีฉัน แล้วใครจะตาย ล่ะไปถามเสียอย่างนี้. คนถามก็เลยไม่รู้จะถามอย่างไร, เอาฉันมาดูซิ มันไม่มีฉัน ก็เลย ไม่มีคำว่าฉันตายแล้วเกิด, หรือฉันตายแล้วไม่เกิด เพราะคำว่าชาติ เกิดนี้ ก็เกิดสำหรับ พวกศีลธรรม. ฝ่ายปรมัตถ์ คำว่าชาติหรือความเกิด ก็เกิดของความรู้สึกในใจว่าตัวฉันว่า ของฉันว่าตัวกู, หรือ เ กิดความปรุงแต่งเป็นความคิดนึกเรื่องความทุกข์อะไรขึ้นมา เรื่องหนึ่ง ก็เรียกว่าช าติหนึ่งสำหรับคนพวกนี้, ไม่ได้เล็งถึงการเกิดจากท้องแม่. ฉะนั้นถ้า จะมีการระลึกชาติ สำหรับพวกปรมัตถธรรม มันก็ ระลึกถึงว่า เมื่อตะกี้ที่ แล้วมา เราคิดอะไรผิด ๆ เกิดตัวกูขึ้นมา จนมีความทุกข์ พอตัดออกไปเมื่อหัวค่ำ ตอน เช้า เมื่อวาน วานซืน มันก็มีความคิดอะไรผิด ๆ, เกิดเป็นตัวกูขึ้นมา ก็มีความทุกข์. ฉะนนการระลึกชาติ มันก็ระลึกไปในรูปนี้, ไม่เกี่ยวกับการเข้าโลงแล้วเกิดอีก, มันมีชาติ เหมือนกัน. เรื่องที่พึ่ง. ทีนี้พอมาถึง ที่พึ่ง พวกศีลธรรมเขาก็ต้องพึ่งพระรัตนตรัย หรือว่าพึ่ง ตนเองบ้าง. คำพูดว่า ตนพึ่งตน หรือมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งเป็น

น.221 สรณะ, นี้ก็เพื่อ ศีลธรรม. แต่ถ้า ปรมัตถธรรม ต้องการจะทำลายตน ไม่มีตน ที่เป็นเจ้าของปัญหา, แล้วมันก็ ไม่ต้องพึ่งอะไร ถ้ามันมีความทุกข์ มันก็แก้ไขไปด้วย เหตุของความทุกข์โดยตรง, ไม่ได้แสวงหาที่พึ่งอะไรที่เป็นตัวเป็นตนที่ไหน. เขาจะพูด ว่า ตนของตนก็มิได้มี , ส่วนคนหนึ่งมันมีตน กลัวขึ้นมาก็หาที่พึ่ง พึ่งเจ้า พึ่งนาย พึ่ง เงิน พึ่งอำนาจวาสนา พึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กระทั่งรวมเรียกว่าพึ่งตัวเอง นี้มันต้องมีที่พึ่ง เพราะมันมีตน ตนพึ่งตนก็ได้ในที่สุด. แต่ พวกที่ถือหลักปรมัตถ- ธรรมไม่มีตน ตนของตนก็มิได้มี; ถ้าเกิดความทุกข์ขึ้นมาก็หาวิธีดับ เสีย ตาม หลักเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายที่ดับทุกข์ได้. นี้เรียกว่า ที่พึ่ง มันยังต่างกันอยู่อย่างนี้ ฉะนั้น คำสอนที่เขากล่าวไว้สำหรับศีลธรรมนั้น อย่าไปคัดค้านเข้า เพราะยังมีคนที่เป็นอย่างนั้น ต้องการอย่างนั้นอยู่อีกมาก, ส่วนที่จะหลุดออกไป ก็ทำอย่าง นี้ก็แล้วกัน. นี้ถ้าคุณจะจำคำสำคัญอีกคำหนึ่ง ก็คือคำว่า เกิด หรือคำว่า ชาติ นี่ไว้ให้ดี ก็จะง่ายขึ้น. ศีลธรรมเอาความเกิดหรือชาติ เกิดจากท้องแม่อยู่จนเข้าโลงนี้ เรียก ว่าชาติ. ถ้าปรมัตถธรรม ถ้ายังมีการเกิด เขาจะเอาการเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน ว่าตัว ฉัน ว่าของฉัน, ครั้งหนึ่ง เรียกว่าเกิด เกิดครั้งหนึ่ง เกิดความรู้สึกเป็นตัวฉัน-ของฉัน, หรือว่ามีความหมายไปในทางเป็นตัวฉันของฉัน, หรือเนื่องกันอยู่กับความรู้สึกว่าของฉัน ก็ได้ ก็เรียกว่าชาติหนึ่ง. มันเป็น egoism ที่เกิดขึ้นในจิตใจ หรือว่า concept ต่าง ๆ ที่มันเนื่องอยู่ด้วย egoism เป็น egoistic-conception, ทุก ๆ ชนิด พอสักว่าเกิดขึ้น ก็ เรียกว่ามีการเกิดแห่งตัวฉัน นี้เรียกว่าเกิดในฝ่ายปรมัตถธรรม. ถ้าเรารู้จักแยกอันนี้ได้ แล้วอันอื่นจะรู้จักแยกหมด.

น.222 เรื่องวัฏฏะ. ทีนี้จะเทียบต่อไปนี้อีกคู่หนึ่งก็ระบบที่จะเป็นไปข้างหน้า. ถ้า ระบบศีล ธรรม ก็เป็นไปเพื่อวัฏฏะ คือไปเกิดดีได้ดี หรือมัน จะไปเกิดชั่ว เพราะมันทำชั่ว มันชอบชั่ว ก็ตามใจมันเถอะ, นี้เขาเรียกว่า วัฏฏคามินี หรือวัฏฏคามี แล้วแต่จะเรียก ว่ามันเป็นไปเพื่อวัฏฏะ. วัฏฏะคือวนเวียนเป็นวงกลม เพราะศีลธรรมมันก็ไม่ออกไป จากวงกลมนี้ได้ เขาจึงเรียกว่า วัฏฏคามี เป็นไปในวัฏฏะ, วัฏฏสงสารนั่นแหละ. เกิด อย่างนั้น เกิดอย่างนี้ เกิดอย่างโน้น เกิดดีเกิดชั่ว เกิดเลว วนเวียนอยู่อย่างนี้ ก็เรียก ว่า เป็นไปเพื่อวัฏฏะ เช่น ว่าทำบุญได้เกิดในสวรรค์, มันก็เป็นวัฏฏะอย่างสวรรค์ เดี๋ยว ก็กลับมานรกอีก, เดี๋ยวมามนุษย์อีก, เดี๋ยวไปสวรรค์อีก แล้วแต่การกระทำที่เป็นไปตาม ความยึดถือ. เผลอนิดเดียวกิเลสมันก็เกิด แล้วก็ปรุงแต่งให้เกิดอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ว่า เกิดอย่างวัฏฏะ จะเป็นวัฏฏะ วัฏฏะชนิดข้ามภพข้ามชาติ หรือวัฏฏะที่นี่ก็ได้ เป็น เรื่องศีลธรรม. นี้ถ้าเป็น พวกปรมัตถธรรม เขาเรียกว่า วิวัฏฏะ, วิวัฏฏคามี อันตะกี้ เรียกว่าวัฏฏคามี, อันนี้เรียกว่า วิวัฏฏคามี เติมวิเข้าไปข้างหน้า คือ อะ นั่นเอง คือไม่ นั่นเอง หรือปราศจาก. พวกปรมัตถธรรม มันเป็นวิวัฏฏคามี มัน ต้องการจะหยุด วัฏฏะเสีย ไม่ให้เวียนเป็นวงกลมอีกต่อไป และไม่ต้องเป็นไปในวงกลมนั้น, ส่วนที่เป็น พวกศีลธรรม ก็ต้องเป็นไปในวงกลมนั้น เรียกว่าวัฏฏะ, นี้มันต่างกันอยู่อย่างนี้. นี้คำสอนขั้นลึกเช่นเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นทางเปรียบเทียบ พวกศีล- ธรรมเขาเอาปฏิจจสมุปบาทคร่อมภพคร่อมชาติ ต้องกินเวลาตั้ง ๓ ชาติ, ชาติที่แล้ว มาด้วย ชาติปัจจุบันด้วย แล้วชาติที่จะไปข้างหน้าด้วย ๓ ชาติ จึงจะเรียกว่า ปฏิจจสมุป- บาทหนึ่งรอบหรือหนึ่งวง. แต่ถ้า พวกปรมัตถธรรมแล้ว แว็บเดียว ก็เป็นแล้ว

น.223 ปฏิจจสมุปบาทครบหนึ่งรอบหรือหนึ่งวง. ฉะนั้นภายในชั่วโมงเดียว เรามีปฏิจจ- สมุปบาทหลายรอบ หรือหลายวงก็ได้ ถ้ามันมีเรื่องมาก, ไม่ต้องรอเกิดแล้วเกิดอีกตั้ง ๓ ชาติ, เพราะมันหมายถึงการเกิดแห่งจิตใจ ของอุปาทานอย่างที่ว่า. ฉะนั้น เรื่อง ปฏิจจสมุปบาทวงหนึ่ง แห่งความทุกข์, หรือ รอบหนึ่งแห่งความทุกข์นั้น มันมีได้ ชั่วแว็บเดียว ในนาทีเดียว ในครึ่งนาทีก็ได้ สิ่งที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทของฝ่าย ปรมัตถธรรมนี้มันจึงละเอียดลึกซึ้ง คือมีได้วันหนึ่งไม่รู้กี่วง, นี้ก็เป็นความแตกต่าง. เรื่องนรก, สวรรค์, ภูมิ. เอ้าที่นี้จะเอาวัตถุที่เห็นง่าย ๆ เช่น คำว่า นรกสวรรค์ เป็นต้น พวกศีลธรรม เขามีนรกมีสวรรค์ ต่อตายแล้ว, ตายเข้าโลงแล้วจึงจะไปนรกไปสวรรค์ ; ส่วน พวก ปรมัตถธรรม มีนรกสวรรค์ที่นี่เดี๋ยวนี้ เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า นรกอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สวรรค์ก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พอทำผิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดอุปาทานอะไรขึ้นมา มันเป็นนรก ที่ตาก็ได้ ที่หูก็ได้ ไม่ใช่พร้อมคราว เดียวกันทั้ง ๖ มันแล้วแต่ว่าเรื่องใดเรื่องหนึ่ง. ฉะนั้น นรกอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่กำลังทำผิด, สวรรค์ก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ทำถูก มันเป็นเรื่องที่นี้ และเดี๋ยวนี้ แล้วก็ทันควันด้วย. ถ้านรกสวรรค์ของพวกศีลธรรม ต้องต่อตายแล้ว จึงจะไปคิดบัญชีกัน มันไกลกันมาก มันต่างกันมาก. ทีนี้ที่เรียกว่า โวหารที่น่าอัศจรรย์ หรือน่ากลัว หรือคุณอาจจะถึงกับว่าตะลึง เช่น เมื่อถามว่าสิ่งทั้งปวงอยู่ที่ไหน คืออะไร, อย่างนี้ จิตใจของพวกคุณที่เล่าเรียนมา อย่างนี้ คุณก็คงนึกถึงสิ่งทั้งหมดในสากลจักรวาลในสุริยจักรวาล แล้วยังสุริยจักรวาลอื่น ทั่วไปหมดนั้น ว่าสิ่งทั้งปวง นั้นแหละ ภาษาศีลธรรมของชาวบ้านปุถุชน. แต่ถ้า

น.224 ภาษาปรมัตถธรรม พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ า มันอยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, สิ่งทั้งปวง มันอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ความหมายมันคนละอย่างแบบนี้. สิ่งที่พวกศีลธรรม เอาไปไว้ที่วัตถุนั้น ๆ ที่เรื่องนั้น ๆ ที่อะไรนั้น ๆ อย่างที่เขาเล่าเรียนมา ในภาษาศีลธรรม ก็พูดว่ามันอยู่ที่นั่น ที่ภพนั้น ที่โลกนั้น แล้วก็โดยมากก็ต่อตายแล้วทั้งนั้น, แต่ว่า ปรมัตถธรรมอยู่ที่นี้ เดี๋ยวนี้ และ อยู่นิดเดียว ใ นร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ เท่านั้น. จะยกตัวอย่างเกี่ยวกับสิ่งนี้ให้ชัดขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง ซึ่งคุณอาจจะไม่ชอบ ฟังก็ได้ แต่มันมีความจำเป็นหรือมันมีประโยชน์, แต่เนื่องจากชื่อมันจำยากเป็น ภาษา บาลี ถ้าคุณเดินผ่านไปตามศาลาวัด ที่เขาเรียนอภิธรรมกัน จะได้ยินคำว่า กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร, กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตตรภูมิ. นี่คุณฟังไม่ ถูกใช่ไหม ? ขอให้คุณได้สนใจกันบ้าง เพราะถ้าจิตมันทรามอย่างธรรมดา หมกมุ่น แต่ในกาม ก็ เรียกว่ากามาวจร หรือ ภูมิกามาวจร, ถ้าไม่เกี่ยวกับกาม. ไปสนใจ ของที่มีรูปร่างเป็นรูปธรรม ที่บริสุทธิ์สะอาด จิตใจนั้นก็ เรียกว่า รูปาวจรภูมิ , นี้ถ้าสูง ไปอีก เอาสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง เป็นวัตถุ มาเป็นที่สนใจ ที่พอใจที่ยินดีหาความสุข นี้เขา เรียกว่า อรูปาวจรภูมิ, แต่ถ้าเอาการ พ้นจากสิ่งเหล่านี้ ทั้งหมดมาเป็นวัตถุสำหรับหา ความสุข ก็เรียกว่า โลกุตตรภูมิ. นี้ พวกศีลธรรม นี่ เขาบัญญัติสิ่งเหล่านี้ไว้ต่อตายแล้วทั้งนั้น แหละ, กามาวจรภูมิก็ไปสวรรค์ โน่น, รูปาวจรภูมิไปรูปพรหม ที่เป็นพรหมโลก รูปพรหม, อรูปาวจรภูมิ พรหมโลกที่ไม่มีรูป . เขาเพ่งเล็งกันต่อตายแล้วทั้งนั้น, โลกุตตรภูมิ ก็เป็นพระอริยเจ้าเป็นพระอรหันต์ ยิ่งนานไปอีกกว่าจะได้เป็นพระอรหันต์

น.225 นี้เราอยากจะพูด ในแง่ของปรมัตถธรรม ว่าจิตใจที่มันกลับกลอกไปมา เดี๋ยวนี้ มันไป อยู่ในกาม หรือมัน อยู่ในรูป หรือไปอยู่ อรูป หรือบางทีมันก็พ้นจาก สิ่งเหล่านี้. บางคราวจิตของเราสงบอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ ก็เรียกว่าเป็นโลกุตตรภูมิ แม้ว่าชั่วขณะ. เราไม่เอาวัตถุไม่เอาสถานที่ หรือไม่เอาอย่างที่เขาพูด ๆ เขียน ๆ กันไว้สอน กันมา, แล้วคนที่เรียนผ่านมหาวิทยาลัยมาแล้ว เรียนอักษรศาสตร์เรื่องไตรภูมิพระร่วงนี้ ก็ขอให้รู้ไว้เถอะว่า นั้นเขาพูดไว้ในภาษาศีลธรรม ภาษาบุคคลาธิษฐาน. แต่ถ้าภาษา ปรมัตถธรรม มันอยู่ที่จิตใจที่มันกลับไปกลับมา อยู่ในคนคนหนึ่ง. หรือว่าให้มากกว่านั้นหน่อยก็คือว่า วัยนี้ทำใหเปลี่ยน เป็นเด็กเป็น หนุ่มสาว มันก็มีเรื่องกามารมณ์เป็นเรื่องใหญ่เป็นเบื้องหน้า, เรียกว่าหนุ่มสาวนี้ อยู่ใน วัย อยู่ในชั้นกามาวจรภูมิ. นี้พอเลื่อนขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่เป็นคนแก่ มันก็จางไป มันก็ ไปหาวัตถุล้วน ๆ ซึ่งเป็นพวกรูปที่ไม่เกี่ยวกับกาม เป็นเครื่องพอใจ กระทั่งหาทรัพย์ สมบัติล้วน ๆ ไว้ให้ลูกให้หลาน กระทั่งไปยินดีในบุญในกุศลซึ่ง เป็นอรูป , จนกระทั่งว่า เขาเบื่อ เขาออกไป ทำจิตใจให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นโลกุตตระ. มันจะต่างกัน อยู่ก็ตรงที่ว่า มันเด็ดขาดลงไปหรือยังไม่เด็ดขาดลงไป. คำว่า ภูมิ แห่งจิตใจก็เป็นอย่างนี้ ธรรมดามันก็เปลี่ยนกลับไปกลับมาอยู่แล้ว ในวันหนึ่ง สำหรับผู้ใหญ่ที่โตแล้วนี้, เดี๋ยวก็เร่ไปในกามบ้าง, เดี๋ยวก็ต้องการความพัก ผ่อนบ้าง, เดี๋ยวก็ยินดีมานั่งตากลมเล่นไม่อยากไปสุงสิงกับเรื่องเพศบ้าง มันเปลี่ยนอยู่ อย่างนี้, จนกระทั่งมันอยากจะพ้นไปจากความเป็นบ้า ๆ บอ ๆ นี้ทั้งหมด ก็จึงจะเป็น โลกุตตรภูมิ การเข้าใจอย่างนี้ มันเป็นวิธีลัดที่จะให้ก้าวหน้าในทางธรรมมาก. ถ้าไป ถือเสียว่าต้องตายแล้วจึงจะได้ แล้วมันจะตายอีกร้อยหนพันหนจึงจะได้, นี้ก็เลยเป็นคน

น.226 หมดหวัง แล้วก็ไม่สนใจอะไร แล้วนั่นแหละ จะเวียนหาความเลวได้ไม่ทันรู้ตัว เพราะ ไม่มีหวังที่จะก้าวไป ๆ อย่างแน่นอน. การศึกษาเรื่องนี้ให้ถูกต้อง, มันจึงเป็นเรื่องที่ มีประโยชน์มาก. เรื่องปัจจัย แห่งนิพพาน. ทีนี้อีกคำหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านสมัยโบราณเขาจะพูด ว่าเราจะมี อุปนิสัยปัจจัย เพื่อนิพพาน, ทำอะไรก็ อธิษฐาน หรืออุทิศว่า ให้ มันเป็นปัจจัยเพื่อนิพพานอนาคต- กาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ. ปัจจัยแห่งนิพพานนี้ก็เหมือนกันอีก ในทางศีลธรรม หวังนิพพานไว้ไกลนัก ตายแล้วเกิดอีก ตายแล้วเกิดอีก ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนกี่ล้านชาติ ก็ได้, มันก็เลยหวังเพ้อไปอย่างนั้น ละเมอ ๆ เพ้อ ๆไปอย่างนั้น เพื่อเป็นปัจจัยแห่ง นิพพาน. แต่ ฝ่ายปรมัตถธรรม เขารู้จักอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือมันดีขึ้น ๆ ๆ ฉะนั้น ทำอะไรลงไปนี้ มันต้องลดความโลภ ความโกรธ ความหลง เห็นได้ชัด. ลดตัวกู- ของกูได้ชัด มันเป็นปัจจัยแห่งนิพพานที่อยู่ในระยะที่ใกล้ๆ แล้วก็เร็ว ยิ่งขึ้น ทุกที. เรื่องทำบุญ-กุศล. จวนจะหมดนี้ ก็จะพูดอีกคู่หนึ่ง คือเรื่องทำบุญ บุญกิริยาเขาเรียกว่าการ กระทำบุญ วัฒนธรรมทุกแขนงทุกสาขา ทุกชาติ ทุกประเทศ ทุกศาสนา จะมีการบัญญัติ สิ่งที่เรียกว่าการทำบุญ, ระบบของการทำบุญนี้ ต้องมีกันทุกชาติทุกศาสนา. แต่ว่ามัน มีต่างกันอยู่อย่างตรงกันข้ามก็ได้ คือถ้า ใน ระบบศีลธรรม เขาก็ทำบุญเพื่อเอากำไรมาก มายหลายสิบเท่า หลายร้อยเท่า เป็นของตอบแทนกลับมา ในรูปร่างอย่างเดียวกัน เช่น ว่า ให้เงินไปทำบุญนี้ ก็ขอให้รวยหลายสิบ เท่าหลายร้อยเท่า, หรือว่าให้รูปเสียง กลิ่น

น.227 รสโผฏฐัพพะธัมมารมณ์ อะไรออกไป, เป็นการบริจาค ทำบุญ ก็ด้วยหวังว่า จะได้ กลับมามากมาย, เป็นกำไรมากมายหลายสิบเท่าหลายร้อยเท่านี้ เรียกว่าทำบุญ อย่างนี้มัน เป็นเรื่องศีลธรรม, เอากำไรมหาศาล เอามหากุศลโน่น เขาเรียกกันอย่างนั้น. แต่ ถ้า เป็นเรื่องของปรมัตถธรรม มัน ทำบุญเพื่อสลัดออกไป ให้หมด ให้หมดออกไป ให้ หมดออกไป หมด ๆ จนกว่าจะหมด สิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา. พวกปรมัตถธรรม เขาจะทำลายที่เรียกว่าของเรา ๆ ๆ ให้หมดออกไป, แต่ พวกศีลธรรมเขาต้องการจะเพิ่ม เพิ่มตัวเราของเรา ที่ดีกว่าที่มากกว่ายิ่งขึ้นไป มัน เดินคนละทางอย่างนี้. แม้สิ่งที่เรียกว่ากุศล เขาต้องการกุศล ต้องการมหากุศล, แต่ถ้าเป็น ปรมัตถธรรม ต้องการจะอยู่เหนือกระทั่งกุศลทั้งอกุศล, ไม่ต้องการแม้แต่กุศล คือ ต้องการโลกุตตระที่อยู่เหนือกุศล, เป็นเรื่องสลัดหมด หรือว่าถ้าจะเอา ก็เอาความว่าง ความมุ่งหมายต่างกันอยู่อย่างนี้. เอ้า, ทีนี้จะจบแล้ว ก็จะสรุปความว่า แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร ที่เรา ทำบุญเอาบุญเป็นกำไรมาก ๆ นี้ แล้วเมื่อไรมันจะพบปรมัตถธรรม. ข้อนี้ก็ต้องนึก ถึงความที่มันรู้จักสิ่งต่าง ๆ ถูกต้องตามที่เป็นจริง โดยหลักของปรมัตถธรรม นั่นแหละ คือว่า ไม่เท่าไรมันจะมองเห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของบุญของกุศล ของ กามารมณ์ ของความมั่งมี ของความสุข ซึ่งล้วนแต่เปลี่ยนแปลง ด้วยความไปยึด ถือเข้าทีไรมันก็กัดเอาทีนั้น. นี้ผมพูดคำหยาบหน่อย เพราะว่ามันจำง่าย ไปยึดถือสิ่งใดเป็นตัวตนของ ตนเข้า มันก็กัดเอาทันที คือทำให้เกิดความทุกข์. พวกที่ไปในทางศีลธรรม

น.228 อยู่เรื่อย ๆ นี้ จะถูกกัดเรื่อย ๆ เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้, เดี๋ยวหัวเราะเดี๋ยวร้องไห้, สลับ กันไปเรื่อยๆ, พอถึงจุด ๆ หนึ่งมันเอือมระอา ที่ไม่อยากจะถูกกัดอีกต่อไป มันจึงเร่ออก มาหาปรมัตถธรรม. จนกว่ามันจะรอดออกไปได้ ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป, แล้วมันหนี ไม่พ้นดอก. เรื่องปรมัตถธรรมเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น , มันจะรออยู่ข้างหน้า. ทีนี้ยิ่งกว่านั้นก็ว่า บางอย่าง บางส่วนมัน ต้องเอามาใช้ที่นี่ และ เดี๋ยวนี้ จะต้องมีความรู้ทางปรมัตถธรรมกันบ้างพอสมควร, ถ้าผิดหวังอะไรแล้วก็อย่าได้ไปกินยา ตายหรือกระโดดน้ำตาย หรืออย่านั่งร้องไห้อยู่, จะต้องสลัดความรู้สึกนี้ออกไปเสียได้ ด้วยความรู้ทางปรมัตถธรรม .... .... .... .... .... .... .... .... ..... .... ฉะนั้น ฆราวาส อยู่ที่บ้านที่เรือน จะต้องมีความรู้เรื่องปรมัตถธรรม ซึ่งก็ศึกษาได้ ทุกแห่งทุกหน , ความทุกข์ที่ไหน ศึกษาปรมัตถธรรมได้ที่นั่น. เดี๋ยวนี้คนไม่เอาอย่างนั้น, พอมีความทุกข์มาก็นั่งร้องไห้เสีย มันก็ไปไหว้ศาลพระภูมิเสีย, ไปบนบานศาลกล่าวอะไรเสีย มันก็ไม่ต้องศึกษาเรื่องความทุกข์กัน, ฉะนั้นถ้ามีความทุกข์ ที่ไหน ก็ศึกษาความดับทุกข์ที่นั่น, ก็เป็นปรมัตถธรรมที่นั่น, เพราะว่า ความทุกข์ ทั้งหลาย จะเกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น. ฉะนั้น จำไว้ให้ดี ทำใจคอให้ดี มีสติสัมปชัญญะ มีอารมณ์ให้ดีคอย ศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่มันวูบวาบเข้ามาในจิตใจของเรา แล้วสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้น คือความทุกข์ คือ ความทุกข์สอนได้ดีกว่าความสุขหรือความเพลิดเพลิน . นี้เราไป ชอบความเพลิดเพลิน ไม่สนใจความทุกข์ เลยไม่ต้องศึกษากัน, ความเพลิดเพลินมันจะมี ให้ลืม ให้หลง ให้ลิงโลดไป, แต่ถ้าความทุกข์แล้วมันจะสอน มันตั้งใจจะสอนแต่เราก็ไม่ รับ. ฉะนั้นเปลี่ยนเป็นว่า ถ้าความทุกข์เกิดขึ้น จะต้องยินดีรับที่ความทุกข์มันมา

น.229 สอนให้. คนโบราณไทยเขาพูดเป็น ซึ่งพวกฝรั่งอาจจะพูดไม่เป็นก็ได้ ว่า ความ ถูกก็เป็นครู ความผิดก็เป็นครู, นี้เรามีอะไรพอที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้. ฉะนั้นเรื่องศีลธรรมมันก็ยังมีเรื่องผิดเรื่องถูกสลับกันไป, ส่วน เรื่องปรมัตถ- ธรรมนั้น จะอยู่เหนือความผิดและความถูก โดยประการทั้งปวง นี่คือความแตก ต่างระหว่างศีลธรรมกับปรมัตถธรรม, และทั้งคู่นี้มันจะแฝดกันไปเรื่อย ๆ แล้วก็มีใน สภาวธรรม ในสัจจธรรม ในปฏิบัติธรรม ในวิปากธรรม ในทั้งสี่กลุ่ม อย่างที่ได้กล่าว มาแล้ว ขอให้พวกคุณรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม และปรมัตถธรรมคู่นี้ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. เวลาสำหรับการบรรยายในวันนี้ก็หมดเพียงเท่านี้

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต