น.230 ในการบรรยายครั้งที่ ๑๐ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ศีลธรรมในฐานะเป็น ธรรมศาสตราแห่งปัญหาสังคม. [ทบทวน.] ในที่นี้ต้องทบทวนถึงข้อความในครั้งที่แล้วมาสักเล็กน้อย ก็จะชัดเจน ใน ครั้งที่แล้ว เราพูดกันถึงความแตกต่างกันระหว่างศีลธรรมกับปรมัตถธรรม มีความ มุ่งหมายคนละอย่างและก็อยู่กันคนละระดับ แล้วก็มีลักษณะราวกับว่าจะคัดค้านกัน, แต่ ไม่จำเป็นจะต้องคัดค้านกัน คือมันช่วยกันทำหน้าที่คนละระดับ. ดังนั้นทั้งสองอย่างก็ เป็นธรรมศาสตรา คือ จะช่วยตัดปัญหาสังคมได้ด้วยกัน ทั้งนั้น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ปัญหาของสังคมมันก็มีอยู่เป็นสองระดับ. ๑๙๘
น.231 ที่ว่าปัญหามีอยู่สองระดับหรือสองประเภทนี้ จะต้องให้เป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้ง ไว้เสมอ เมื่อพูดในรูปของอุปมา. ผมก็เคยพูดแล้วพูดเล่า ว่าชีวิตนี้ ต้องเทียมด้วย ควายสองตัว หรือวัวสองตัว หรือม้าสองตัว แล้วแต่จะเรียก ; ตัวหนึ่งเป็นเรื่องทาง ร่างกาย, ตัวหนึ่งเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ , แม้ว่าร่างกายมันจะต้องเกี่ยวข้องกัน อยู่กับจิต แต่ปัญหามันต่างกัน, ปัญหาของจิตล้วน ๆ นั้น มันต่างกันกับปัญหาของร่างกาย แม้ที่ว่ามันเกี่ยวข้องกันอยู่กับจิต ทีนี้ ปัญหามันยังขยายตัวออกไปได้ คือว่า ทางร่างกาย นี้ มันยังขยายตัว ออกไปได้ถึง ทางสังคม อีกส่วนหนึ่ง คุณลองทำในใจอย่างนี้ดูก็แล้วกันว่าเราเอาร่างกายนี้ เป็นหน่วยตั้งขึ้น ที่แรก แล้วเราลองมองออกไปข้างหน้า, ข้างนอกออกไปจากร่างกาย มันไปถึงอะไร มันก็ไปถึงร่างกายของคนอื่น ๆ ที่เราเรียกว่า สังคม, นี้เรียกว่า มอง ออกไปข้างนอกจากร่างกาย มันก็ไปเจอะสังคม. นี้ถ้ามองเข้ามาในร่างกาย ในส่วนลึก ของร่างกาย นี้มันก็ไปเจอะ เรื่องจิต หรือ เรื่องวิญญาณ เรื่องจิตใจ ซึ่งจะต้องเรียกว่า เรื่องทางวิญญาณไว้ที่ก่อน คือ spiritual นั่นแหละ แล้วก็มีปัญหาตรงที่เรื่องร่างกายทั้งหลาย ทาง physical และก็นอกออกไปจากร่างกายรอบ ๆ ตัวออกไปมันก็มีเรื่องสังคมของ social. ที่ว่ามองลึกเข้าไปในศูนย์กลางของร่างกายมันก็เจอะ พวก spiritual ทั้งหลาย อย่างนี้คุณจะเรียกว่า มันสองชั้นหรือสามชั้น. ผมชอบเรียกว่าสองชั้นเสมอ คือว่าทาง ร่างกายหรือทางฝ่ายวัตถุนั้นมันอย่างหนึ่ง, ทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณมันอย่างหนึ่ง, แต่แล้ว มันแยกออกเป็นสามฝ่าย คือ ปัญหาทางสังคมอยู่ข้างนอก, แล้ว ปัญหาที่ร่างกาย โดยเฉพาะนี้ อยู่ตรงกลาง แล้ว ปัญหาข้างในลึกสุดคือปัญหาทางจิตทางวิญญาณ. นี้ปัญหาทั้งสามอย่างนี้ จะแก้ด้วยอะไร, จะตัดออกไปด้วยอะไร, ก็พอจะ มองเห็นกันได้ทุกคนว่า ปัญหาทางสังคมหรือทางร่างกายนี้ มันเป็นเรื่องที่ อาจ
น.232 จะแก้ได้ด้วยศีลธรรม ก็ต้องใช้คำว่าทั้งหลาย คือว่าศีลธรรมนี้มีมาก จึงต้องใช้คำว่า ทั้งหลาย นี้เราจึงถือว่า ศีลธรรมตั้งอยู่ในฐานะเป็นศาสตราแห่งปัญหาสังคมนี่เป็น ส่วนใหญ่. โดยที่นับเอาร่างกายเราคนหนึ่ง เข้าไปผนวกกับสังคมทั้งสิ้น, เป็นเรื่อง ของสังคมโลกไปเลย ที่เหลือก็เป็นเรื่องจิตใจล้วน ๆ. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] หัวข้อในวันนี้จึงมีว่า ศีลธรรมในฐานะเป็นธรรมศาสตรา เพื่อจะ ตัดเสียซึ่งปัญหาแห่งสังคม, ธรรมศาสตรา หรือธรรมศาสตร์ จึงเกิดเป็นชั้นศีลธรรม และชั้นปรมัตถธรรมขึ้นมา เป็นคู่ อันหนึ่งจะตัดปัญหาทางสังคม, อันหนึ่งจะ ตัดปัญหาในส่วนลึกของปัจเจกชน. การเริ่มต้นของศีลธรรม. ทีนี้เราจะพูดถึงสิ่งที่ควรจะทราบกันไปตามลำดับ ธรรมศาสตราในชั้นศีลธรรม ก็คือ ศีลธรรมที่ใช้เป็นธรรมศาสตรา นี้มัน คืออะไร, ตั้งต้นกันเมื่อไร, มีเรื่องราว เป็นมาอย่างไร . เมื่อตรวจดูในหนังสือที่เกี่ยวกับศีลธรรมหรือจริยธรรมก็ตาม มันมี เขียนไว้ชัดเลยว่า ไม่มีใครรู้ คือ ไม่มีใครอาจจะกล่าวได้ลงไปว่า ศีลธรรมนี้มันตั้งต้น เมื่อไร คือถือเป็นเรื่องก่อนประวัติศาสตร์. แต่ถ้าเราจะพูดอย่าง logic มันก็จะต้องพูดได้ โดยอาศัย logic ประกอบกันเข้ากับเรื่องทางชีววิทยาและประวัติศาสตร์ มันก็พอจะพูดได้ว่า ศีลธรรมตั้งต้น เมื่อไร คือ เมื่อเกิดปัญหาที่จะต้องแก้ด้วยศีลธรรม, ในพระบาลี พระไตรปิฎก มีข้อความกล่าวไว้พอที่จะเห็นได้ชัดว่า ศีลธรรมตั้งต้นขึ้นมาเมื่อมนุษย์เริ่มเอา เปรียบผู้อื่นด้วยความเห็นแก่ตัว
น.233 มนุษย์จะเป็นมนุษย์สมัยหินหรือก่อนสมัยหิน มันเริ่ม ทำให้เกิดปัญหา ทางศีลธรรมขึ้นมา เมื่อเริ่มมีความเห็นแก่ตัว. เราจะพูดได้เลยว่า ศีลธรรมนี้ ที่ จะเป็นศาสตราตัดปัญหานี่ ต้องมีมาแล้วตั้งแต่ก่อนสมัยมนู. มนู นี้จะเป็นบุคคลสมมติ หรือเป็นบุคคลจริงในประวัติศาสตร์อะไรก็ สุดแท้แต่ ไม่มีใครรู้ว่าปีไหนเมื่อไร นี่ก็ ยอมรับกันมาเรื่อย ๆ ในอินเดีย แล้วมาใน เมืองไทย ว่าเป็นผู้เขียนตำรับธรรมศาสตร์ ฉะนั้น หนังสือกฎหมายทั้งหลายเขาจะเอ่ย ถึงมนู พระมนูธรรมศาสตร์ อะไรนี้ในแผนกคำนำของเรื่องนั้น ๆ, สมมติกันว่า เป็นผู้ แตกฉานในธรรมศาสตร์ คือระเบียบศีลธรรมที่อยู่ในรูปของกฎหมาย ข้อความนั้น มีการปรารภทางศีลธรรมก่อน เริ่มเกิดปัญหาทางศีลธรรมขึ้นจึงถือว่า ศีลธรรม นี้มันจะ ต้องเกิดเป็นรูปร่างขึ้นมา, เป็นที่รู้จักกัน ตั้งแต่ก่อนสมัยพระมนู , พระมนูเพียงแต่ ร้อยกรองให้มันเป็นระเบียบ เป็น system อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้นมา สิ่งที่ร้อยกรอง ขึ้นมาก็มีลักษณะเป็นกฎหมายที่ใช้แก่สังคมในที่สุด. ถ้าเราจะรวบรวมดูจากเรื่องต่าง ๆ ที่กล่าวถึงศีลธรรมนี้ ซึ่งพวกนักจริยธรรม เขารวบรวมมาประกอบการพิจารณา พอจะได้ใจความเราเอามาลำดับเอาเองว่า ในชั้นแรก มันก็มีระบบศีลธรรมของคนที่ยังไม่เจริญ คือคนป่า เรียกว่าคนป่า ที่รู้จักสังเกตอะไร ต่าง ๆ ก็เลยมีกฎเกณฑ์ระเบียบที่ตั้งขึ้นมา ในลักษณะที่เรียกว่าศักดิ์สิทธิ์ . คนที่เขายัง ไม่เจริญไม่มีวิชาความรู้และเหตุผล นี้รู้ ไว้ด้วยว่า เขาอาศัยสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์สิทธิ์หรือความ ศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องควบคุม หรือเป็นหลักที่จะถือกัน. ฉะนั้นจะออกคำสั่งอะไรมา ก็ต้อง ออกมาในรูปที่ว่ามันเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ต้องอธิบาย อธิบายไม่ได้ ก็เป็นกฎระเบียบ จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทั้งในเรื่องความประพฤติ เรื่องอนามัย เรื่องการปฏิบัติต่อกัน และกันนี้.
น.234 มีคำ คำหนึ่งไม่รู้ว่าเป็นภาษาอะไร เรียกว่า ตาบู ๆๆ , ใ ช้หมายถึง ระเบียบต่าง ๆ ที่คนในสมัยโน้นถือปฏิบัติกันอยู่, มัน คล้าย ๆ กับคำว่า บาป ๆ ทำนองนี้ ในสมัยนี้ : อย่าง นี้ทำไม่ได้, อย่างนั้นทำไม่ได้, อันนั้นกินไม่ได้, อันนั้นนอน ไม่ได้, จะนอนตรงนี้ก็ไม่ได้ , หรือว่าจะต้องทำตามที่เขาสั่ง เขาแนะ. เขาถือกันมา ถ้าไม่ทำก็จะต้องตายด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นอย่างนี้กันอยู่พักหนึ่ง ในหมู่มนุษย์ ที่แรกก่อเกิดความเป็นมนุษย์. อย่างนี้ยังไม่เรียกว่า เป็นศีลธรรมหรือกฎหมายโดยตรง แต่มันเป็นการ เริ่มต้น, แล้วก็ต้องทราบด้วยว่า สมัยนั้นมนุษย์ไม่ได้ประกอบการทำมาหากิน คือ การผลิต ไม่มีการผลิต. ถ้าเรียกว่าผลิตก็หมายถึง ไปเก็บเอามาจากในป่า ไปเที่ยว หามาจากในป่า สิ่งที่เกิดอยู่เอง, เช่น ข้าวสาลี เช่นอะไรก็ตามมันเกิดอยู่เองในป่า ก็ไป เก็บเอามา ฉะนั้นจึงมีการเก็บเอามาวันหนึ่ง ๆ กินเข้าไปเท่าที่ต้องการ, ปัญหามันก็ไม่มี กฎหมายก็ยังไม่ต้องมี เพราะไม่มีใครมายึดครอง สิ่งเหล่านี้ บ่านี้ก็ไม่ได้เป็นสมบัติ ของใคร สิทธิครอบครองอะไรก็ไม่มี, ยุ้งฉางก็ไม่มี, บ้านเรือนก็ไม่มี, มันก็ยังไม่มี ปัญหาที่เกี่ยวกับกฎหมายหรือศีลธรรม. ทีนี้ ความเปลี่ยนแปลงหรือความเจริญ วิวัฒนาการมันไม่ได้หยุดอยู่กับที่ มันก็เปลี่ยน ไป ๆ จนกระทั่ง เกิดคนที่รู้จัก เอาเปรียบ มันไปเก็บของที่มีอยู่เองในป่ามาไว้ เสียมาก ๆ มาใส่ยุ้งฉางไว้, เกิดการสร้างบ้านเรือนขึ้น, เกิดการยึดครองนั่นนี่. นี้คนที่มี ปัญญา หรือว่าเอาเปรียบอย่างนี้มันก็มีมาก, คนที่โง่มันก็มีน้อย. นี่มันคือการตั้งต้น ของความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดปัญหาทางกฎหมายศีลธรรม , กระทั่ง การเมืองอันใหญ่หลวงสมัยนี้, ซึ่งคุณก็พอจะเข้าใจได้ดี. ระบบนายทุนระบบกรรมกรนี้ มีมูลมาจากความเหลื่อมล้ำกันมากเกินไป, ก่อนนี้มันไม่มี
น.235 ถ้าจะดูถึงข้อที่สัตว์ทั้งหลาย เช่นนกเป็นต้น ไม่มีตัวไหนเอามากกว่าตัวไหน, ไม่มีใครจน, หรือไม่มีใครมั่งมีอย่างนี้ ปัญหามันก็ไม่มี. ที่นี้มันเกิดเจริญเป็นคน, แล้ว รู้จักเอาเปรียบ มันก็เกิดปัญหาขึ้นมา เป็นความเหลื่อมล้ำ, จากความเหลื่อมล้ำ นั้นทำให้เกิดปัญหากันขึ้น หนักขึ้น ๆๆ ๆ จนยุ่งยากไปหมดกระทั่งบัดนี้ เรียกว่า มูลเหตุ แห่งกฎหมายและศีลธรรม มันอยู่ตรงนี้. ทีนี้ คนมาร้อยกรองให้เป็นศีลธรรม ก็เป็นไปในรูปของศาสนา, ร้อยกรองมาเป็นกฎเกณฑ์ ใช้บังคับด้วยอำนาจ มันก็ มาเป็นรูปของกฎหมาย ศีล ธรรมมันก็แยกทางเดินกันได้อย่างนี้. ข้อความฝ่ายของพวกพราหมณ์กับฝ่ายคัมภีร์ของพุทธเราในพระไตรปิฎก มี พูดถึงเรื่องพระเจ้าสมมติราชตรงกัน ว่าพอมันเกิดมนุษย์เอาเปรียบ ไปเอามาจากในป่ามาก จนเพื่อนลำบาก, หรือว่า พอรู้จักปลูกฝั่ง แล้วมันก็ขโมย เป็นต้น ก็มีความลำบากเกิดขึ้น จำเป็นคิดค้นหาหนทางว่าทำอย่างไรกันดี. นี้ มนุษย์เกิดเห็นพ้องกันว่า ต้องสมมติให้คน คนหนึ่งที่จะเป็นผู้ชนะคนอื่นได้ ในทางสติปัญญา เฉลียวฉลาด ร่างกายแข็งแรง รูปร่าง งดงาม อะไรนี้ สมมติคนนี้ให้เป็นผู้ที่ใช้อำนาจเพื่อจะได้ทำตามคำสั่งของคนคนนี้, ในการ ที่จะลงโทษใคร หรืออะไร ก็เกิดบุคคลที่เรียกว่าสมมติราช ที่เรียกภายหลังว่าสมมติราช ขึ้นมา. ครั้งโน้นเขาจะเรียกว่าอะไรก็ไม่ทราบ ใ นบาลีมัชฌิมนิกายบอกไว้ชัดว่า ราชา ๆ ๆ นี้ มาจาก คำว่า ยินดี ๆๆ คือเมื่อบุคคลคนนี้. เขาได้ทำหน้าที่ของเขาแล้ว ความสงบ เรียบร้อยในสังคมนั้นได้เกิดขึ้น เขาลงโทษคนที่ควรลงโทษ ยกย่องคนที่ควรจะยกย่อง หรือบัญชาสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นไปในการประกอบกิจการงาน แล้วอยู่กันเป็นสุข ก็เกิดโพล่ง มาทางปากว่า พอใจ ๆๆ , คำว่า พอใจนั้นคือคำว่าราชา, ราชามาจากราชะ มาจาก ระชะ แปลว่าพอใจหรือยินดี. พวกพราหมณ์เขาชอบอ้างว่า กษัตริย์บางองค์นั้นสืบต่อมา
น.236 โดยตรงจากพระสมมติราชองค์นี้ก็มี, เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องที่ไม่ต้องวินิจฉัย. แต่มันได้ เกิดบุคคลชนิดนี้ขึ้นมาที่จะใช้อำนาจปกครอง มันก็ต้องมีผู้ที่ช่วยเหลือ ที่จะร่างกฎหมาย ระเบียบอะไรต่าง ๆ นี้จึงเกิดบุคคลที่เรียกว่ามนู ธรรมศาสตร์อะไรขึ้นมา ผู้เป็นเจ้า ตำรับกฎหมาย. นี่ ศีลธรรมมันตั้งต้นเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักเอาเปรียบแก่กันและกัน , ปัญหา ทางศีลธรรม มันเริ่มตั้งต้นเมื่อมนุษย์รู้จักเอาเปรียบแก่กันและกัน, พวกนักศีลธรรม หรือนักจริยธรรมเขาเขียนไว้ว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร, เราก็ตอบได้อย่างกำปั้นทุบดินว่า เมื่อ มันรู้จักเอาเปรียบกันตามข้อความในบาลี. วิวัฒนาการของศีลธรรม. ทีนี้ ศีลธรรมก็มีการวิวัฒนาการ เรื่อยมา จนอยู่ในรูปของศีลธรรมปัจจุบัน, ก็เกิดขยายตัวออก ไปเป็นเรื่องปรัชญาทางศีลธรรม เดี๋ยวนี้เขา ใช้คำว่าธรรมศาสตร์ ให้เป็นคำแปลของคำว่า ethic, ซึ่งคำนี้แปลว่าปรัชญาของศีลธรรม ศีลธรรมก็ morality หรือ moral เฉย ๆ นักศีลธรรมเขาเรียกว่า moralist, แต่ถ้านักจริยธรรมเขาเรียกว่า ethicist คือนักปรัชญาของศีลธรรม ไม่ใช่นักศีลธรรมโดยตรง. แล้วพวกนี้ทำยุ่ง เพราะถ้าเป็น นักศีลธรรมหรือ moralist, เขาคิดแต่ว่าจะปฏิบัติอย่างไรให้ไปข้างหน้า, ให้ไปถึงพระ เจ้า หรือไปถึงทางโน้นไปเลย มันเป็นหน้าที่ของศีลธรรม. พอถึงพวก ethicist ก็คือ พวกนักปรัชญาของศีลธรรมนี้ เขาตั้งปัญหานอกเรื่องเรื่อย, ว่าทำไม เพราะเหตุไร จะ วางกฎเกณฑ์อย่างไรที่เรียกว่าดี ต้องวางกฎเกณฑ์อย่างไร ที่เรียกว่าชั่ว วางกฎเกณฑ์ อย่างไร, ผิดคืออย่างไร, ถูกคืออย่างไร. นี้เกิดเป็นปรัชญาทางศีลธรรมขึ้นมา เวียน
น.237 หัว. แต่ถึงอย่างไร เขาก็ได้รวบรวมไว้เป็นหลักพอที่จะเอามาศึกษา มาวินิจฉัยได้ ไม่ไร้ประโยชน์แต่ตั้งปัญหากันมากเกินไปจนเวียนหัว. ทีนี้ ผมรู้สึกว่าที่จริงสิ่งนี้ ศีลธรรมนี้ ควรจะแยกออกเป็นสองชนิด อีกทีหนึ่ง คือว่า ศีลธรรมเพื่อประโยชน์แก่ศาสนา, กับ ศีลธรรมเพื่อประโยชน์แก่สังคม, ต้องพึ่งให้เข้าใจสักหน่อย. ศีลธรรมที่ใช้เดี๋ยวนี้ มากลายเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา ก็แยกออกไปได้เป็นศีลธรรมเพื่อใช้ร่วมกันทุกคน ไม่ว่าศาสนาไหน, ศีลธรรมที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ศาสนานั้น หมายถึงการส่งเสริมการปฏิบัติ เพื่อความก้าวหน้าในทางศาสนา. ทางศาสนานั้นเขาเอาจุดหมายปลายทางกันที่สิ่งสูงสุด ; เช่น ใ นพุทธศาสนาก็คือนิพพาน, ในศาสนาอื่น ทั้งหลาย ก็คือพระเจ้า, หรือ ปรมาตมัน, หรือ ไกวัลย์ หรือ พระพรหมอะไรก็สุดแท้, มันเป็นจุดปลายทางของศาสนา. ฉะนั้นศีลธรรมกลุ่มหนึ่งบัญญัติขึ้น เพื่อเสริมความก้าวหน้าของการปฏิบัติทางศาสนาเพื่อไปสู่จุดปลายทางของศาสนา, ศีลธรรมในรูปนี้ พวกนักจริยธรรมหรือพวก ethicist ไม่ได้สนใจ จึงไม่ค่อยอยู่ในเรื่องของจริยธรรมสากลในโลก. ทีนี้ ศีลธรรมอีกพวกหนึ่ง มุ่งหมายเพื่อประโยชน์แก่สังคมโดยตรง เพราะเขาเพ่งเล็งที่ความเดือดร้อนของสังคมเท่านั้นแหละ เขาจะต้องแก้ปัญหาของสังคม, ฉะนั้น จึงมีศีลธรรมที่มุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาทางสังคม, ศีลธรรมเพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมสันติภาพในสังคม. เรามองให้ดีจะเห็นว่า ศีลธรรมนี้มันมีอยู่ในสองความหมายในเวลานี้ ; อันหนึ่งส่งเสริมเพื่อไปในทางศาสนา ไปถึงที่สุด, ส่วน อันหนึ่งมุ่งหมายเพียงสันติภาพ
น.238 ในสังคม. นี้ถ้าเป็นส่วนใหญ่ในโลกทั้งหมดนี่มันก็ต้องเพ่งเล็งไปที่สันติภาพของสังคม, ยกเรื่องศาสนาไว้ให้เป็นเรื่องเฉพาะคน หรือเฉพาะศาสนาที่มีหลายศาสนานั้น ก็เลยไม่เอามาถือเป็นเครื่องทำความลำบาก มันจะกระทบกระทั่งกัน นักศีลธรรมชนิดนี้หรือนักจริยธรรมก็ตาม เขาก็เลยเอาเรื่องศีลธรรม ในแนวทางที่เกี่ยวกับบุคคลในสังคม. ถ้าเป็นศีลธรรมทางศาสนา ก็ยกให้ศาสนาไปเสียเลย ไม่เอามาพูด ให้เป็นส่วนหนึ่งของศาสนาไปเสียเลย สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรมในปัจจุบันนี้มองเห็นอยู่ในสองรูปร่างอย่างนี้, แล้วก็มุ่งหมายแต่เพียงรูปเดียว คือ แก้ปัญหาทางสังคม. นี้เราจะพูดถึงศีลธรรม ซึ่งมันทำความยุ่งยากในความหมายบางอย่างต่อไปอีก คือมันมีสิ่งหนึ่งซึ่งผมชอบเรียกว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ โดยถ่ายทอดมาจากคำว่า summum bonum, ซึ่งเป็นภาษาลาติน ก็แปลว่าสิ่งที่ดีที่สุด summum bonum แปลว่าสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับมนุษย์. มันเกิดตั้งปัญหากันขึ้นมา หรือไม่ตั้งมันก็ต้องเกิดเอง คือมนุษย์จะสงสัยขึ้นมาเองว่า อะไรดีที่สุดสำหรับมนุษย์ ? นักศีลธรรมตามแบบฉบับ หรือศีลธรรมล้วน ๆ ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ ก็คือ พระเจ้า หรือสิ่งที่แทนพระเจ้า หรือ ในพุทธศาสนาจะเรียกว่านิพพาน, ก็แล้วแต่จะเรียก ก็แปลว่าสิ่งสูงสุดที่มนุษย์จะเข้าไปถึง, แล้วก็อยู่เป็นสุขที่สุดนี้ ศีลธรรมมันมุ่งหมายอย่างนี้ ไปตามรูปของศาสนาอย่างนี้. ทีนี้ พวกนักจริยธรรม ทั้งหลาย ซึ่งเมื่อเขามาเพ่งเล็งสภาพปัจจุบันในโลก บุคคลในโลก ในสภาพปัจจุบันนี้ ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุด, เขาก็ไม่เล็งถึงพระเจ้า ไม่เล็งถึงนิพพาน, เพราะไม่มองเห็น ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วเอามาพูดกันแก่บุคคลทุกคน มันไม่ได้ ก็เลยเอาสิ่งที่ดีที่สุดอยู่ตรงนี้ อยู่ที่ตรงที่คว้าถึงนี้. พวกนัจริยธรรมจึงบัญญัติ summum bonum นี้ลงไปที่ สิ่งสี่สิ่ง ; ใช้คำว่า happiness ความสุขนี้ สิ่งหนึ่ง,
น.239 ใช้คำว่า perfection ความเต็มแห่งสติปัญญา หรือความเป็นมนุษย์ นี้อย่างหนึ่ง duty for dyty's sake หน้าที่เพื่อประโยชน์แก่หน้าที่ คือทำงานเพื่องานนั้น อย่างหนึ่ง, แล้วก็ universal love ความรักที่เป็นสากล สี่อย่างนี้เรียกว่า summum-bonum. นี้พวก ethicist พูด คือ พวกนักจริยธรรมพูด , พูดในฐานะปรัชญา ของศีลธรรม ว่า ความสุข อย่างหนึ่ง, ความเต็มแห่งสติปัญญา อย่างหนึ่ง ทำงาน เพื่องาน อย่างหนึ่ง, ความรักสากลไม่มีขอบเขต ไม่มีเรามีเขานี้อย่างหนึ่ง, แต่ถ้า พวกนักศีลธรรม คือ moralist แท้ ๆ ไปพระเจ้าไปนิพพาน เสียนั้นมากกว่า, แต่เอา มาพูดกับเขาไม่ได้ดอกเพราะมันแบ่งเป็นศาสนา ๆไป แล้วอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้. ฉะนั้นนัก จริยธรรม คือพวก นักปรัชญาแห่งศีลธรรมในสมัยปัจจุบนนี้ ก็เอากันที่ตรงนี้ดีกว่า คือมีความสงบสุข , แล้ว มีความเต็มเปี่ยมแห่งสติปัญญา , แล้วก็ เป็นบุคคลที่ทำงาน เพื่องาน นี้ก็เพื่อให้มันซื่อตรงหรือให้มันสะอาดบริสุทธิ์ อย่าทำงานเพื่อเงินกัน, แล้วก็ รักคนอื่น ด้วย, อย่ารักแต่ตัวเอง. นี่เรียกสิ่งที่ดีที่สุดในแง่ของศีลธรรม แต่ถ้าในแง่ ของจริยธรรม มันกลายเป็นอย่างที่ว่า คือว่าปรัชญาแห่งศีลธรรม, หรือว่าศีลธรรมสำหรับ ในโลกนี้สังคมนี้. นี้เราดูอีกทีหนึ่งจะเข้าใจได้ว่ามันต่างกัน. ข้อนี้คือ หลักเกณฑ์ที่จะเอามา ตัดสินว่าผิดหรือถูก ว่าดีหรือชั่ว ก็ตามทางศาสนาหรือศีลธรรมตามทางศาสนา ดีหรือ ชั่วนี้ ผิดหรือถูกนี้, เขาก็เล็งถึงว่า ไป ตามพระเจ้าแล้วก็ถูก แหละ, ไปตามหลักศาสนา แล้วก็ถูก หรือจะถือเอาหลักโบรมโบราณว่า ไม่เบียดเบียนนั่นแหละถูก , ถ้าเบียดเบียน แล้วก็เป็นผิด. เบียดเบียนตัวเองก็ดี เบียดเบียนผู้อื่นก็ดี นี้เรียกว่า เบียดเบียน แล้วผิด, มีผลเป็นการเดือดร้อนทั้งเขาทั้งเราก็ผิด, ถ้าไม่มีใครเดือดร้อนแล้วก็ถูก. นี่มันง่าย ๆ อย่างนี้หลักที่จะถือว่าผิดหรือถูก ก็เอากันที่ตรงนี้, หรือ มิฉะนั้นก็ใช้ความเชื่อ เ อา ตามหลักที่มีเป็นบทบัญญัติ ไว้ในพระคัมภีร์เสียเลย.
น.240 นี้ พวกจริยธรรม พวกนักปรัชญาของศีลธรรม เขาไม่เอาอย่างนั้น, เขาต้องเอาเหตุผล ที่นี่ เอาเรื่องอย่างที่เรียกว่าการศึกษาในปัจจุบันนี้ สำหรับบุคคล ชนิดนี้ มัน เลยกลายเป็นว่ามันขึ้นอยู่กับบุคคลทั้งหลายในปัจจุบันนี้เป็นหลัก, เช่น ประชาธิปไตยนี้เป็นต้น แต่ว่าเขาบัญญัติไว้ชัดเจนหรือรัดกุม ที่จะเรียกว่ามันถูกควรจะ ถือเป็นหลักกันนั้น, มีหลักว่า เป็นที่ยอมรับได้ทั้งหมดสำหรับมนุษย์ เรียก episcism ความที่ยอมรับกันได้ทั้งหมดในระหว่างมนุษย์ ต้องเอาอย่างนี้จึงจะถือว่าถูก. แล้วก็ว่า มีเหตุผลเพียงพอ เรียกว่า rationalism ที่มัน sufficient - reason, มีเหตุผลที่เพียงพอ ความมีเหตุผลที่เพียงพอ เขาเรียกในภาษานี้ว่า rationalism ถ้าบอกให้ แสดงเหตุผลแล้วมีแสดงอย่างเพียงพอจึงจะเรียกว่าถูก นี่มันยุ่งอย่างนี้คุณสังเกตดูให้ดีเถอะ แล้วยังมีว่า มัน พอจะเข้าใจได้ทันที intuition คำนั้นแหละเติม ism, เข้าไป intuitionism ความที่เข้าใจได้ทันทีที่ตรงนี้. เมื่อครบสามอย่างก็จะเรียกว่า นี้ถูกหรือดี ให้ถือ เอาเป็นหลักสำหรับทุกคนยอมรับและปฏิบัติตาม, ไม่เอาพระเจ้า ไม่เอาพระคัมภีร์ ไม่เอาอะไร หรือถ้าเอาพระคัมภีร์มาให้ ก็ต้องถูกพิสูจน์ด้วยสามข้อนี้ ว่ามนุษย์ทั้งหลาย ยอมรับได้ไหม, กลืนลงไหม, แล้ว มีเหตุผลให้ทุกแง่ทุกมุมไหม, อย่างนี้มันก็พูดกัน ไม่ได้แน่. เพราะว่า เหตุผล ใคร ๆ ก็อ้างได้ , อ้างทางนั้น อ้างทางนี้ อ้างทางโน้น เดี๋ยวมันก็ไม่พอเท่านั้นแหละ มันจึงเป็นเรื่องที่คาราคาซังไปกันอย่างโซซัดโซเซ มันจึง ไม่มีศีลธรรมขึ้นมาในโลก. ทั้งที่มีนักจริยธรรมเต็มโลก หรือมากเอาการอยู่ มันก็ ไม่ได้ทำให้โลกนี้มีศีลธรรมได้, เพราะมันมัวแต่จะเอาเหตุผลกันอย่างนี้. ถ้าแทบทุกคนยอมรับเชื่อพระเจ้า เชื่อพระคัมภีร์ เอาแต่หลักเพียงว่า ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นแล้วก็เป็นถูก อย่างนี้มันก็จะมีได้เร็วแหละ ศีล- ธรรมในโลกนี้ ยอมรับได้ทุกคน.
น.241 เมื่อคนรู้ประชาธิปไตยแล้ว มันจะไม่ใช่มีสักคนสองคนที่จะไม่ยอมรับ มัน ขัดขวางกันไปหมด. เหตุผลเพียงพอ ก็เหมือนกัน. สิ่งที่เรียกว่าเหตุผลนั้นมันแน่นอน เมื่อไร, มันไม่ใช่เหตุผลเอามาเป็นเหตุผลก็ได้ เหตุผลยืดเยื้อไม่มีที่สิ้นสุดก็ได้. ผมศึกษาดูแล้วรู้สึกว่าข้อนี้มันคงจะไม่มีหวัง ถ้าจะใช้ หลักอันนี้ มันเป็น จริยธรรมสำหรับพูด สำหรับอธิบายในมหาวิทยาลัยมากกว่า, ไม่อาจจะนำมา ใช้กับมนุษย์สมัยปัจจุบัน ที่พร้อมที่จะคดโกงยิ่งขึ้น ที่จะเอาเปรียบยิ่งขึ้น. มันเห็นชัด อยู่ตรงที่ อย่างว่า เดี๋ยวนี้เขาเรียนกฎหมายกันเพื่อจะช่วยให้ไม่ผิดกฎหมาย ต่างหาก, เพื่อทำผิดแล้วไม่ต้องถูกลงโทษ, เรียนกฎหมายเพื่อจะช่วยผู้ที่ทำผิดแล้วไม่ต้องถูก ลงโทษ, ไม่ใช่เรียนกฎหมายเพื่อว่าอย่าได้ไปทำผิด เรื่องจริยธรรมมันก็พลอยเป็นเสีย อย่างนี้. นี่เราจะ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมให้มากขึ้น ให้ละเอียดลงไป ก็โดย หลักเกณฑ์อย่างนี้. ศีลธรรมตามหลักพระศาสนา. ฉะนั้นเวลาที่เหลืออยู่นั้นก็อยากจะพูดเฉพาะในพุทธศาสนากันดีกว่า ศีลธรรม ในพุทธศาสนา ก็ ถือเอาตามพระคัมภีร์ มันจะไม่มีปัญหามาก, แล้วจึงค่อยเอา มาพิสูจน์ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่าถ้าปฏิบัติตามลงไปแล้ว จะได้รับผลเป็นสันติภาพในสังคม หรือในบุคคลนั้นหรือไม่ นี่ตามหลักกาลามสูตรที่เราจะพูดกันสักวันหนึ่ง. ว่าพูดไว้อย่างไรอย่าเพ่อเชื่อ ให้เอานี้มาพิสูจน์ ว่ามัน ทนได้ต่อการ พิสูจน์ คือเห็นชัด อยู่ว่าเมื่อทำแล้วมันได้ผลอย่างนั้นจริง แล้วก็ ถือว่าถูกแล้วก็รับ
น.242 เอา. ที่นี้เมื่อเราสังเกตดูจะเห็นได้ว่าตามที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนานั้น มัน ทนได้ทั้งนั้นแหละ, แล้วมันอยู่ในรูปที่ถูกต้องทั้งนั้น ไม่ว่าจะวินิจฉัยพิสูจน์อย่างไรมันก็ถูก ต้องแต่ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า อย่าเพ่อเชื่อทันที ให้พิจารณาให้พิสูจน์ดูก่อน. ศีลธรรมสำหรับครอบครัว. นี้เราไม่อาจจะพูดกันโดยรายละเอียด เราจะพูดโดยเค้า หรือโดยหลักใหญ่ ๆ ว่า ศีลธรรมในพุทธศาสนานี้ แม้ในเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว ความเป็นอยู่ในครอบ ครัวในสังคมครอบครัว บุตรภรรยาสามีนี้ ก็กล่าวไว้เพียงพอ , เดี๋ยวคุณจะเข้าใจว่า มีอยู่เพียงไม่กี่คำ. ถ้าเราไปเปิดดูในคัมภีร์อัล-กุรอานของอิสลามเราจะพบว่ามากเหลือเกิน , บท ที่บัญญัติกล่าวไว้ในรูปของบทบัญญัติเกี่ยวกับครอบครัวมันมีมาก, คล้าย ๆ กับกฎหมายผัว เมียทั้ง ๆ ฉบับลงไปอยู่ในนั้น. แล้ว ในพุทธศาสนา ในพระไตรปิฎกของเรามัน ไม่เป็นอย่างนั้น, มันเป็นเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เสียโดยมาก. แต่ถึงอย่างนั้น ใน พระไตรปิฎกนั้นก็พบเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวอย่างเพียงพอ เหมือนกัน, แต่ไม่ได้ กล่าวไว้ โดยรายละเอียดเหมือนกับเขียนเป็นกฎหมายผัวเมียกล่าวไว้ โดยหลัก ๆ ๆ ๆ ว่าผัวจะ ต้องทำอย่างไร, เมียจะต้องทำอย่างไร ผัวที่ดีเมียที่ดีนี้มันก็จะพอ, ก็แปลว่าพอที่จะใช้ เป็นหลักสำหรับประพฤติปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวด้วยเหมือนกัน, เรียกว่าไม่แพ้ ศาสนาอื่น. อย่าง ในคัมภีร์ของคริสเตียน ถ้าตัวคัมภีร์จริง ๆ แล้วก็ไม่ค่อยมี, มีอยู่ ในคำสอนของสาวกชั้นหลัง เช่นเซนต์ปอลก็มากเหมือนกันเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว
น.243 ที่เป็นธรรมศาสตรา ศีลธรรมเกี่ยวกับครอบครัวนี้มีความสำคัญ เพราะมันเป็นหน่วยแรกที่เป็น รากฐานของสังคม, ถ้าครอบครัวดีถูกต้อง อยู่กันเป็นผาสุกสังคมมันก็ต้องเป็นผาสุก. เดี๋ยวนี้ปัญหาทางครอบครัวจะมากขึ้น ๆ เพราะไม่มีศีลธรรม; แต่งงานกันตาม ชอบใจของกิเลส คนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้ เลือกคู่แต่งงานกันตามชอบใจของกิเลส, ไม่ใช่ของ บิดามารดา, พ่อแม่อย่ามายุ่ง เอาตามอำนาจของกิเลส แล้วเดี๋ยวก็หย่ากัน, เดี๋ยว ก็มีชู้, เดี๋ยวมันก็ทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะต้องมากขึ้น นี่เพราะว่ามันไม่มีความถูกต้องหรือ สมบูรณ์ในเรื่องศีลธรรมครอบครัว. นี้ โดยรายละเอียด เราพูดไม่ได้, แต่โดยหลักมันมี อย่างนี้ เราไปค้นเอาเองได้. มันมีอยู่ที่ว่า ไม่มีการบังคับตนเอง ซึ่งเป็นหลักอันสำคัญที่สุด คำว่า บังคับตัวเองนี้ คุณอย่าทำเล่นกับมัน คือ มันเป็นรากฐานทั้งหมดเลย, การที่ไป แต่งงานกันตามอำนาจของกิเลส เพราะมันไม่บังคับตัวเองนี้การศึกษาไม่ค่อยเน้นในข้อนี้, เดี๋ยวนี้ ปล่อยตามอารมณ์ตามความพอใจ ไม่ต้องบังคับตัวเอง. ให้นักเรียนล้อครูเล่น ก็ได้ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาให้อภัย, หรือพอเกิดการว้าเหว่ขึ้นมา ก็ไปทำชู้ เพราะไม่ บังคับตัวเอง. อะไร ๆ มันจะรวมกันอยู่ที่การบังคับตัวเอง เป็นรากฐานของสิ่งที่เรียก ว่าศีลธรรม; ถ้าเราไม่ยอมบังคับ ไม่ยอมอดกลั้น ไม่ยอมอดทน เพราะทำไปตาม กิเลส มันก็ได้ทำชั่วได้เท่านั้นแหละ, ปัญหาทางครอบครัวก็เลยมากขึ้น. การบังคับตัวเองนี้ มันก็เนื่องไปถึงธรรมะบางอย่าง ที่สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือ ความละอายและความกลัว. ที่ปรารภธรรมะนะ หิริ แปลว่าความละอาย ปรารภ ธรรมะ, ไม่ใช่ว่าคนเห็นแล้วจะละอาย ถึงคนไม่เห็นก็ละอาย, อย่างนี้ก็เรียกว่า หิริ ความละอายแก่ใจ, นี้กลัวความชั่ว ไม่มีใครเห็นก็กลัว, ไม่ใช่กลัวติดคุกติดตะราง หรือไม่ใช่กลัวเขาจะจับไปลงโทษ ; แต่ว่า กลัวความชั่วกลัวบาป อย่างนี้ก็เรียกว่า
น.244 ๒๑๒ โอตตัปปะ เท่านี้ก็จะพอกันแล้ว. ถ้าว่า คนเรามีหิริและโอตตัปปะ แล้วตั้งตนอยู่ ด้วยการบังคับตนเอง ศีลธรรมจะดีหมด. ฉะนั้นหลักในพุทธศาสนาไม่ได้พูดไว้กี่คำ เพราะไม่ได้แจงบทแจงข้อเหมือน แจงสูตรคูณ แต่ให้ไว้ด้วยหลักหัวข้อ. มีความจริงใจ บังคับตัวเอง มีความละอาย มีความกลัว รู้จักเข็ดหลาบ คือเสียใจที่ทำผิด. ศีลธรรมสำหรับสังคม. นี้ถ้าเราจะมองกันในรูปสังคม ก็ไปศึกษาเรื่องทิศ ๖ ในหนังสือนวโกวาท ซึ่งเอามาจากสิงคาโลวาทสูตรในมัชฌิมนิกาย ให้แบ่งสังคมเป็น ๖ ส่วน ที่เรียกว่า ทิศ ๖ นั่น ; มองไปข้างหน้า - พ่อแม่ , มองเข้าไปข้างหลัง-ลูกหลาน, ไปข้างขวา-ครูบาอาจารย์, แล้วไป ข้างซ้ายนี้เพื่อน, ข้างบน นั้น-พระเจ้าพระสงฆ์, ไป ข้างล่าง, นั้น-คนใช้หรือทาส กรรมกร นี้ มันเป็นหลักที่จำง่าย และฟังง่ายที่สุด ทั้งหมดนี้คือสังคม ต้องปฏิบัติถูกต่อ ทั้งหกนี้ก็เรียกว่าปฏิบัติถูกต่อสังคม, ไปหารายละเอียดดูเถอะ ช่วยจำไว้ให้แม่น ๆ ด้วยว่า อย่าให้มันลืมได้ อย่าให้มันอยู่ในหนังสือ ให้มันอยู่ในใจของเรา. ข้างหน้านี้พ่อแม่ เป็นเบื้องหน้าเลยชีวิตก็มอบให้ได้, ข้างหลังก็ลูกเมีย, ข้างขวาก็ครูบาอาจารย์, ข้างซ้ายก็เพื่อน, ข้างบนก็พระเจ้าพระสงฆ์, ข้างล่างก็ ลูกจ้างกรรมกรข้าทาส, ก็หมายความว่า ยกให้เป็นสถาบันที่ต้องรับรู้แม้แต่ทาส, แม้แต่ คนใช้แม้แต่ทาสยกมันขึ้นมาเป็นสถาบัน ที่เราจะต้องรับรู้ จะต้องปฏิบัติต่อมันให้ ถูกต้อง ก็ไม่ควรใช้คำว่ามัน ผมพูดลืมไป คือเป็นสิ่งที่ต้องเคารพนับถือ ในฐาน
น.245 เป็นสังคมหนึ่ง ๆ เป็นสถาบันหนึ่ง ๆ อย่างนี้แล้วมันไม่มีทางที่จะผิดได้ มันผิดไม่ได้ มันก็ เลยมีความสงบสุขในสังคมนั้น. ไปหารายละเอียดอ่านเอาเอง. ที่แท้มันเกี่ยวกับตัวเองคนเดียว การประพฤติปฏิบัติก็มีความถูกต้อง หรือ ความเป็นที่ถูกต้องในหลักที่พอจะเข้าใจได้ว่า คือ ในการแสวงหาให้มันถูกต้อง ในการได้มาให้มันถูกต้อง, ในการสะสมไว้ให้มันถูกต้อง, ในการบริโภคให้มัน ถูกต้อง, และในการแบ่งปันเจือจานผู้อื่น ทำบุญทำทานนี้ก็ ให้มันถูกต้อง. ไม่แสวงหามันก็ผิดแล้ว, แสวงหาผิดมันก็ผิดอีกเหมือนกัน ฉะนั้นมัน ต้อง ในการแสวงหา ในการได้มา ในการมีไว้ ในการบริโภค ในการช่วย เหลือสงเคราะห์ผู้อื่น ให้มันถูกต้องไปหมด. นี้เรียกว่า ศีลธรรม คือความถูกต้อง มันเป็นหลักที่ประเสริฐที่สุด รวมอยู่ ที่ความไม่เห็นแก่ตัว. เมื่อตะกี้ได้พูดกันมากไปแล้วเรื่อง ความเห็นแก่ตัว เป็นจุดตั้งต้นของ ความไม่มีศีลธรรม คือเป็นจุดตั้งต้นของความยุ่งยาก ที่เรียกว่าวิกฤตการณ์ ที่แรกคน ป่าอยู่กันอย่างเสมอภาค, ไม่มีใครเอาส่วนเกิน. พอคนเห็นแก่ตัวเอาส่วนเกิน วิกฤตการณ์ ก็ตั้งต้น จนต้องมีนั่นมีนี่ มีกฎหมายต้องลงโทษต้องอะไรกันขึ้นมา. ฉะนั้นความไม่เห็น แก่ตัวนั่นแหละ เป็นรากฐานทั้งหมด คือว่า ความไม่เห็นแก่ตัวจะทำให้เกิดความถูกต้อง ทั้งหมด ในทุกแง่ทุกมุมของสังคมนี้, พอเกิดเห็นแก่ตัวก็ผิดแล้ว. ความเห็นแก่ตัวเป็นจุดตั้งต้นของปัญหา เพราะว่ามันเอาส่วนเกินกัน ; ถ้าคนเราไม่เห็นแก่ตัว มันก็เอาเท่าที่ควรจะเอาเท่านั้น, เช่น นกตัวหนึ่งก็กินอาหารพอ กระเพาะหนึ่ง ไม่มีตัวไหนเอาส่วนเกิน, พอมาถึงคนมันก็เอาส่วนเกิน มากเท่าไรยิ่งดี ก็เรียกว่ามีการกอบโกยส่วนเกิน. ถ้ามีศีลธรรมก็ต้องไม่มีการกอบโกยส่วนเกิน . อย่า
น.246 หาว่าผมพูดการเมือง หรือว่ามาสอนการเมืองกันแล้ว, แต่ว่าโลกมันกำลังยุ่งยากลำบาก เพราะว่ามันมีการกอบโกยส่วนเกิน. ปัญหาการเมืองทั้งหมด มันขึ้นอยู่ที่การกอบ- โกยส่วนเกิน ; ฉะนั้นอย่ากอบโกยส่วนเกิน. ทุกคนอยู่ตามที่พอดีพอสมควรแก่ฐานะ แล้วโลกนี้จะเป็นสุข, ถ้าใครมี ส่วนเกิน คนนั้นต้องสละส่วนเกินให้แก่สังคม , อย่ามีส่วนเกิน. เช่นว่าคุณเป็น พระ คุณมีได้แต่จีวรสามผืน กับบาตรใบหนึ่ง, พอจีวรผืนที่สีมา วินัยบัญญัติไว้ให้ วิกัป, ถ้าคุณ ไดบาตรใบที่สองมา ต้องเลือกเอาแต่ใบเดียว, จะทำกุฏิแค่ชั่ว เจ็ดคืบสิบสองคืบนี้, ทุกอย่างมันจะมีส่วนเกินมิได้สำหรับภิกษุสงฆ์ . นี้ถ้าพวก อุบาสกอุบาสิกาถ้าเชื่อพระพุทธเจ้าก็จะเอาส่วนเกินไม่ได้, คือ โลภมากไม่ได้ เพราะมีหลัก อยู่ว่า อติโลโภ หิ ปาปโก-โลภเกินนั้นลามก. นี้ พวกเศรษฐีพุทธบริษัทก็ช่วยกัน ก็แข่งขันกันสร้างโรงทาน สร้าง วัดวาอาราม, ที่เรียกว่าเศรษฐีในครั้งพุทธกาล คือ คนที่มีส่วนเกินมากแล้วก็สร้าง โรงทาน ช่วยสังคม สร้างวัดช่วยศาสนา. ฉะนั้น เศรษฐีครั้งพุทธกาล ไม่ใช่เป็น อย่างนายทุนสมัยนี้, คือผู้ที่ใช้ส่วนเกินเพื่อทำประโยชน์ทางสังคม มีบ่าวไพร่ทาส กรรมกรมากมาย ช่วยกันผลิต ช่วยกันให้มันเป็นส่วนเกินขึ้นมา แล้วเอาไปให้สังคม, การกินอยู่การเป็นอยู่แต่พอเหมาะพอสมนี้ มันก็ไม่มีปัญหา. แล้วถ้ามีส่วนเกินเกิดขึ้น เทให้สังคม, ถ้าตามหลักพุทธบริษัทในพุทธศาสนา ศีลธรรมต้องเป็นอย่างนี้. การให้สังคมนี้จะให้ทางไหนก็ได้ เทไปที่สังคมโดยตรงก็ได้, หรือผ่าน ไปทางศาสนาก็ได้ เพราะว่าศาสนาเพื่อประโยชน์แก่สังคมอยู่แล้ว ฉะนั้นการที่เศรษฐีจะ ช่วยกันสร้างวัดสร้างวาแข่งกัน สร้างโรงทานแข่งกัน สร้างโรงพยาบาลแข่งกันนี้มันก็เป็น เรื่องเทส่วนเกินไปสู่สังคม, มันเป็นสังคมนิยม. พูดแล้วมันเป็นการเมืองเดี๋ยว จะถูกจับ
น.247 ว่าส่งเสริมคอมมิวนิสต์ แต่มันคนละแบบ. คุณไปคิดดูซิมันคนละแบบ ซึ่งคอมมิวนิสต์ ก็ไม่ทำอย่างนี้ หรือว่าถ้าทำอยู่อย่างนี้ คอมมิวนิสต์เกิดขึ้นในโลกไม่ได้ เพราะเขาไม่ถือ หลักศีลธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามหลักพุทธศาสนา, คอมมิวนิสต์จึงเกิดขึ้น แล้วก็ ระบายขยายออกไปขยายออกไปจนเต็มโลกอยู่แล้ว. ถ้าใครฉลาดก็ต้องต้านทานคอมมิวนิสต์ในระบบที่เรียกว่า จุดไฟ บ้านรับไฟป่า นี้ปู่ย่าตายายของเราพูด ไม่ใช่ผมเพิ่งพูดเดี๋ยวนี้ .. . ปู่ย่าตายายหลายชั่วบรรพบุรุษมาแล้ว เขาพูดไว้อย่างนี้ แกต้องจุดไฟบ้าน ที่บ้าน ให้รับไฟป่า ที่มันกำลังลามมาเต็มป่า เลย แล้วบ้านนั้นมันจะถูกไฟไหม้ ก็ต้องจุดไฟบ้านคือรอบ ๆ บ้านให้เตียน เสีย ก่อน ไฟป่ามันจะทำอันตรายไม่ได้, ถ้าเรามีสังคมนิยมที่ดีกว่า สังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ก็ทำอันตรายอะไรไม่ได้. ศีลธรรมที่แท้จริงจะต้องเป็นอย่างนี้, จะคุ้มครองให้รอดถึง ขนาดนี้. ฉะนั้น พยายามเจียดออกให้เป็นส่วนเกิน เพื่อช่วยสังคม, นี้ว่าใครก็ ตาม เด็กนักเรียนคนหนึ่งก็ตาม ควรจะเจียดห้าสตางค์จากหนึ่งบาท ที่พ่อแม่ให้มากิน ขนมวันหนึ่ง เอาไปให้เพื่อนเสีย ให้เพื่อนที่ขาดแคลนหรือช่วยสังคมอย่างไรก็ได้. นี้ จะเป็นวิธีต่อต้านที่ดี คือมีนิสัยช่วยสังคม ไม่เอาส่วนเกินก็ยังพยายามทำให้เป็นส่วนเกิน ออกมา, เช่นคุณมีเงินใช้วันละ ๑๐ บาทอย่างนี้ บาทหนึ่งก็เจียดออกไปให้เป็นส่วนเกิน ไปช่วยคนที่มันไม่มีซิ, มัน ก็เกิดลัทธิที่ไม่มีใครเอาส่วนเกิน แล้วยังพยายามเจียดให้ มันเป็นส่วนเกินออกไปช่วยคนอื่น, แล้วโลกนี้มันก็จะสงบสุข. เพราะฉะนั้นให้ถือว่า ศีลธรรมในพุทธศาสนานี้ คือไม่กอบโกย ส่วนเกิน เพราะว่าไม่เห็นแก่ตัว, ยัง แถมพยายามจะทำให้เป็นส่วนเกิน ช่วยคน อื่น. อย่าง พระโพธิสัตว์ นี้ อาจจะเชือดเนื้อ ให้เสือกินก็ได้ ว่าไม่มีอะไร มันก็มีไว้
น.248 จนได้แหละ มันเจียดออกมาให้มันเป็นส่วนเกินที่ไม่กินเอง, เอาไปให้ผู้อื่นกิน. นี่คือ ว่า เป็นการต่อต้านสังคมนิยม แบบอะไรก็ไม่ทราบ ที่กำลังกลัวกันนักในโลกเวลานี้ หรือมันทำผิดข้อนี้. พุทธศาสนาช่วยได้แก้ไขได้ ศีลธรรมในพุทธศาสนาแก้ไข ได้, ป้องกันได้ ช่วยได้ แบบจุดไฟบ้านรับไฟป่า, อย่างเดียวกับเราเอาพิษงู ฉีดเข้าไปเพื่อแก้พิษงูนี้เป็นวิธีการอันที่ใหม่เอี่ยมใช่ไหม หรือว่าเร็ว ๆ นี้แหละ จะแก้โรค อะไร ก็ต้องเอาพิษหรืออะไรของอันนั้นมาทำเซรั่มแล้วก็ฉีดเข้าไปในคน แล้วมันก็แก้ พิษนั้น. แล้วก็ เข้าหลักที่ว่า จุดไฟบ้านรับไฟป่า คุณก็ฉีดวัคซีนอหิวาต์ไปเมื่อ เร็ว ๆ นี้ เพื่อให้มันป้องกันส่วนที่มันเป็นอันตราย. ศีลธรรมที่มีหลักการในการไม่เห็นแก่ตัว นั้นคือพุทธศาสนา มีหิริ มีโอตตัปปะ กลัวบาปกลัวความชั่ว , แล้ว พ ร้อมที่จะบริจาคส่วนเกิน จะพูดว่าไม่มี ส่วนเกินไม่ได้ ฉะนั้นเด็กเล็ก ๆ พ่อแม่ให้สตางค์ไปโรงเรียนวันละ ๕๐ สตางค์ต่อวัน เขาควรจะเจียดออกไป ๕ สตางค์ ให้เพื่อน ให้เพื่อนที่ควรจะให้ นี่ก็จะเป็นผู้วางรกราก ศีลธรรมในพุทธศาสนาที่ดีที่สุดลงไปในสันดาน คือไม่เห็นแก่ตัว แล้วก็ไม่กอบโกยส่วน เกิน, เจียดส่วนเกินออกไปให้เพื่อนจนได้ นี้ผมเรียกว่า ธรรมศาสตรา ที่จะตัดปัญหาสังคม คือศีลธรรมในพระ- พุทธศาสนา มันมีอยู่อย่างนี้ ยังไม่ทันจะหมดเวลา แต่ฝนบังคับให้ขีดประชุมแล้ว เอาละพอกันที.
Buddhadasa