น.249 ในการบรรยายครั้งที่ ๑๑ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ปรมัตถธรรมในฐานะ เป็นธรรมศาสตราเพื่อปัญหาทางวิญญาณ. [ทบทวน.] เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ขอให้ทบทวนข้อความที่ได้กล่าวกันมาแล้วตามลำดับ จึงจะ เข้าใจได้ดี. สิ่งที่เรียกว่า ปัญหานั้นคืออะไร, คนเรามีปัญหา จึงแสวงหาเครื่องตัด ปัญหานานาชนิด ทุกชนิด, จึงได้ศึกษาและอบรมศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธรรม- ศาสตร์ ซึ่งมีความหมายดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในการบรรยายครั้งต้น ๆ แล้วก็ ศึกษา ออกมาจากสิ่งที่เรียกว่า ธรรม ซึ่งหมายถึงทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไร แต่เราก็ได้ แบ่งออก เป็นสี่ประเภท ดังที่กล่าวแล้ว, นี่สามารถทำได้ในเรื่องนี้ ก็สามารถตัดปัญหาต่าง ๆ ได้. ๒๑๗
น.250 สำหรับสิ่งที่เรียกว่าปัญหานั้น ก็เคยกล่าวกันมาแล้วว่า เอาร่างกายเราหรือตัว เราโดยสมมตินี้ เป็นจุดศูนย์กลาง, ก็มี ปัญหา อยู่ในฐานะ ที่เป็น ร่างกาย จะมีปัญหา อย่างไร, ที่มองออกไปนอกตัวเราโดยรอบ ๆ ๆ ก็มีปัญหาอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า ปัญหา ทางสังคม ; นี้ก็มีปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้อื่นหรือสิ่งที่อื่นรอบตัวหรือนอกตัวเรา จะทำให้เกิด ขึ้น. ทีนี้มองย้อนกลับเข้าไปข้างใน คือในร่างกายก็ มีปัญหาเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ อยู่อีกประเภทหนึ่ง. นี้ ปัญหาทาง ร่างกายทางสังคม ก็ดี รวมกันเรียกว่า เป็น ปัญหาภายนอก หรือปัญหาทางกาย, ส่วน ปัญหาทางจิตทางวิญญาณข้างใน นั้น เรียกว่าปัญหาข้างใน หรือภายใน จึงมีปัญหาทางกาย และปัญหา ทางวิญญาณ. ทางกายนี้จะเรียกว่าร่างกาย ของคน ๆ หนึ่งก็ได้ หรือกายทั้งหมดคือสังคมหรือทั้งโลกก็ได้ ที่นี้สำหรับ ปัญหาทาง สังคม นั้น เราก็ได้พูดกันแล้วว่า เราจะ มองดูออก ไปจากตัวเรา รอบๆ ตัวเรา ซึ่งขอให้ทุกคนจำไว้ให้ดี มันเหมือนกันทั้งหมด ในตัว ประเภทของปัญหา. มองออกไปข้างหน้า ปัญหาที่เกี่ยวกับบิดามารดา, มองไป ข้างหลัง คือ ปัญหาเกี่ยวกับบุตรภรรยาถ้ามีโดยตรง หรือจะมีโดยอ้อม แม้เป็นบรรพชิตสมัยนี้ ก็ยังมี บุคคลที่ต้องเลี้ยงดูเช่นเดียวกับบิดามารดาเลี้ยงดูบุตร หรือคนในคุ้มครองอย่างนี้ ข้าง หน้ามีปัญหาบิดามารดา ข้างหลังมีปัญหาคือบุตรภรรยา. ข้างขวา มือมีปัญหาเกี่ยวกับ ครูบาอาจารย์ ซ้ายมือปัญหาเกี่ยวกับเพื่อนฝูงทั้งหลาย, ข้างบน ศีรษะขึ้นไปปัญหาเกี่ยว- กับสมณพราหมณ์ คือพระเจ้าพระสงฆ์ หรือทางศาสนา ข้างใต้ ลงไปในทิศข้างใต้เรา ใต้ฝ่าเท้าลงไป ก็มีปัญหาเกี่ยวกับคนใช้ ทาสกรรมกร, พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ดีแล้ว อย่างนี้เราไม่ค่อยสนใจกัน ฉะนั้นทุกคนจะต้องรู้จักสิ่งทั้งหกนี้ดีอย่างยิ่ง อย่างชัดเจน
น.251 แล้วก็ตลอดไปด้วย ก็เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า ทิศทั้งหก . คำว่าทิศนี้ก็เป็นภาษาบาลี ว่าสิ่งที่เราต้องดู ต้องเห็น ต้องมอง ก็เรียกว่า ทิศ มองไปข้างหน้า, มองไปข้างหลัง, มองไปข้างซ้าย, ข้างขวา, ข้างบน, ข้างล่าง. ถ้าใครทำให้ทั้งหกทิศนี้ไม่มีปัญหาแล้ว เขาเรียกว่า ไม่มีปัญหายุ่งยากที่เกี่ยว กับสังคม ไปศึกษารายละเอียด เกี่ยวกับการปฏิบัติจากตำรับตำรานั้น ๆ โดยตรง, เมื่อ ปฏิบัติได้ก็เรียกว่า มีศีลธรรมดี ในส่วนที่ เกี่ยวกับสังคม. สรุป ความแล้วก็ว่า ไม่เห็นแก่ตัว นั่นแหละ ถ้ามีความไม่เห็นแก่ตัวอย่าง เดียว แม้ปัญหาสังคมก็ไม่อาจจะเกิด, เมื่อไม่เห็นแก่ตัวก็เผื่อแผ่ หรือพยายามทำให้ถูก ต้องที่สุด โดยเสียสละเรื่องส่วนตัว. เมื่อมีการเผื่อแผ่ ก็ไม่มีการเอาเปรียบ, ไม่มีการ กอบโกยประโยชน์ที่เป็นการเอาเปรียบ ที่จะเรียกว่า ไม่มีการกอบโกยเอาส่วนเกิน หรือปล้นเอาส่วนเกินของคนอื่นมา, นี่ปัญหาสังคมมีอยู่อย่างนี้ แก้ได้ในลักษณะอย่างนี้ ทีนี้ ปัญหาทางกาย ของบุคคลนั้น ๆ โดยเฉพาะ ก็เหลือบมองไปให้เห็นที่ เป็นคร่าวๆ เป็นหลักใหญ่ ๆ ก็ว่า เราจะต้องมีร่างกายที่รอดอยู่ได้ อย่างที่เรียกว่า มี อนามัยดี คือมีร่างกายที่ใช้ประโยชน์ได้ ก็ศึกษาเรื่องวิชาอนามัย ให้มีการกระทำที่ ถูกต้อง. นี้เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติอยู่ที่เนื้อที่ตัวของคนคนนั้น เมื่อดูที่ร่างกาย, ไม่ได้ ดูที่จิตใจ. อาจจะสรุปได้ว่า มันมี การกระทำกิจกรรมที่เป็นหน้าที่ของมนุษย์ ซึ่ง ผมก็อยากจะสรุปว่า มันมีไม่กี่คำดอก มีการแสวงหา, แสวงหาความรู้หรือ แสวงหา เงิน หรืออะไรก็สุดแท้ได้มาก็ให้มันถูกต้อง, แสวงหาถูกต้อง, ได้มาถูกต้อง, มีไว้อย่าง ถูกต้อง, คือการสะสมต้องถูกต้องพอเหมาะพอดีหรือถูกต้อง, แล้วก็ ใช้ ให้เป็นประ-
น.252 โยชน์ ใช้ความรู้หรือใช้เงินก็สุดแท้ให้มันเป็นประโยชน์ แล้ว ช่วยคนอื่นให้ถูกต้อง ให้เป็นประโยชน์, กระทั่งถึง ทำบุญทำกุศลให้มันเป็นอยู่อย่างถูกต้อง, นี้เรียกว่า ปัญหาส่วนบุคคลนั้น ที่เกี่ยวกับร่างกายหรือนอกตัว. ทีนี้ก็มาถึง ปัญหาที่ลึก ที่มองไม่ค่อยเห็น ที่ลึกซึ้งอยู่ในจิตใจ หรือยิ่ง ไปกว่าจิตใจ ที่เรียกจิตใจนี้มันกำกวม, ถ้ามันเป็นจิตใจพวกระบบประสาท ก็เนื่องอยู่ที่ ร่างกาย หรือแม้เป็นจิตล้วน ๆ มันก็เป็นเพียงสิ่งที่ยังไม่ลึก. ที่ลึกนั้นมันคือความรู้สึก ของจิตใจ อีกทีหนึ่ง ก็เลยมีคำเรียกขึ้นมาอีกคำหนึ่งว่า ทางวิญญาณ ดีกว่า ; ถ้าทาง กาย ล้วน ๆ ก็ไปหาการแก้ไขทางกาย ล้วน ๆ ถ้าเป็น ทางจิต ก็ไปหาทาง แก้ไขทางจิต เช่นไปโรงพยาบาลโรคจิต แก้โรคทางจิต, แต่นี้ไม่แก้ปัญหาทางวิญญาณ ไม่รักษาโรค ทางวิญญาณ. ถ้าเป็นโรคทางวิญญาณ ก็ต้องไปหาโรงพยาบาลของพระพุทธเจ้า คือ สิ่งที่เรียกว่าศาสนา. นี่เคยพูดอย่างนี้ไว้เรื่อย ยังไม่เคยฟังก็พูดอีก ทางวิญญาณ ความลึกซึ้งอย่างนี้ แต่อาจจะรวมทางจิตบางส่วน ที่มันเนื่องกับสติปัญญาเข้าไว้ด้วย. ต้องมีอนามัยทาง วิญญาณดี, มีความสุขทางวิญญาณ หมายความว่า ความรู้ด้วยสติปัญญามันถูกต้อง ไม่ทำปัญหาให้เกิดขึ้นทางวิญญาณ. ทางกายก็อย่างหนึ่ง, ทางจิตก็อย่างหนึ่ง, ทาง วิญญาณก็อย่างหนึ่ง, ล้วนแต่ต้องมีอนามัยให้ดีทั้งนั้น จึงจะมีความสุขทั้งทางกาย ทั้งทาง จิต ทั้งทางวิญญาณ. ปัญหาของมนุษย์ โดยแท้จริงมีอยู่อย่างนี้, แต่ว่ามีไม่กี่คนที่จะสนใจไปถึง ปัญหาทางจิตทางวิญญาณ เพราะว่าสนใจอยู่แต่ปัญหาเรื่องปากเรื่องท้อง. นี่ก็เรียกว่า ยังต่ำเกินไป คือเป็นปุถุชนที่มากเกินไป, จนเรียกว่าปุถุชนไม่พอยังจะต้องเติมคำว่า อันธพาลปุถุชน เข้าไป. อันธพาลนี้แปลว่า เป็นอันธพาล ความหมายเดิมก็ เป็นคนโง่
น.253 อย่างมืดบอด, พาละ แปลว่า อ่อนหรือโง่, อันธะ แปลว่า มืดบอด เป็นคนโง่อย่างมืดบอด, แล้วก็ทำอะไรอย่างโง่ อย่างที่เรียกว่า มืดบอด. เขาเห็นแก่เรื่องปากเรื่องท้อง , เรื่อง เนื้อเรื่องหนัง ก็ ทำอะไรไปตามชอบใจ ก็เกิดเรื่องอะไรลำบากยุ่งยากขึ้นแก่ตนเอง และผู้อื่น. ปัญหาทางจิตใจนี้ มันเนื่องกันอยู่อย่างนี้, ถ้าเป็นอันธพาลแล้วมันก็มืด บอด , ไม่มีแสงสว่างในทางจิตใจ, ก็ พลอยทำให้เกิดปัญหาทางสังคม ทั่ว ๆ ไปหมด. นี้ปัญหาทางจิต ก็ทำจิตให้มันใช้ประโยชน์ได้ดี มีอนามัยดี ถึงจะเป็นปุถุชน ยังไม่มี ความรู้อะไรมาก ก็ยังปรกติได้, แต่ ถ้ามีความรู้ความปฏิบัติ ความประพฤติ ถูกต้องใน ทางวิญญาณ หรือเกี่ยวกับทางวิญญาณ ก็หมดปัญหา. ฉะนั้นเราจะเห็นได้ที่หนึ่งว่า ร่างกายจิตใจหรือวิญญาณนี้มันเนื่องกัน โดยพฤตินัยหรือที่เป็นอยู่จริงไม่อาจจะแยกกัน เดี๋ยวนี้เราพูดสามารถจะแยกออกเป็นพวก ๆ. นี่ มีปัญหาอยู่ทั้งทางร่างกาย และทางสังคม และทางวิญญาณ อย่างนี้ สิ่งที่จะแก้ หรือตัดปัญหานั้น มันก็ต้องมีให้ครบด้วยเหมือนกัน. เราจึงได้พูดเรื่อง ศีลธรรมที่จะตดปัญหาทางกายหรือทางสังคมได้. นี้พูดถึงปรมัตถธรรม ที่จะตัด ปัญหาทางวิญญาณ หรือทางจิตที่เกี่ยวกันอยู่กับทางวิญญาณได้, ส่วนคำว่า ศีลธรรม และ คำว่า ปรมัตถธรรม ขึ้นมาเป็นคู่กัน ซึ่งก็ได้อธิบายกันแล้ว ในการบรรยายครั้งหนึ่ง คือ การบรรยายครั้งที่ ๙ เข้าใจว่าคงจะจำได้ดี, เรื่องความแตกต่างกันระหว่างสองสิ่งนี้. นี่ ครั้งต่อมาก็พูดถึงเรื่อง ศีลธรรม ที่จะเป็นการตัดปัญหาทางสังคม หรือทางกายได้ เฉพาะกายที่มันเกี่ยวกับสังคม.
น.254 ๒๒๒ ธรรมศาตรา [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] วันนี้จึงพูดถึง ปัญหาทางวิญญาณ ที่จะต้องขจัดออกไปได้ ด้วยสิ่งที่ เรียกว่าปรมัตถธรรม คำว่า ปรมัตถธรรม ก็เกิดเป็นหัวข้อที่จะพูดกันในวันนี้ และ ถือว่าเป็นศาสตรา คืออาวุธที่มีคม เราเรียกเต็มที่ว่า ธรรมศาสตรา หรือศาสตราโดย ธรรมหรือคือธรรม, จะใช้ตัดปัญหาในทางธรรมโดยเฉพาะ. มนุษย์มีปัญหาทางวิญญาณ. สำหรับปัญหาทางวิญญาณนี้ จะต้องมองดูในข้อเท็จจริงส่วนที่ว่ามันจะมีอยู่ ได้อย่างไร ปัญหาของมนุษย์เรามันเหลืออยู่เป็นอันสุดท้าย คือปัญหาทางวิญญาณ ; เมื่อปัญหาทางร่างกายหรือทางสังคมมันหมดไปแล้ว ซึ่งคนทั่วไปก็อาจทำให้หมดได้ โดยไม่ ยาก ถ้าเขาเป็นคนดีตั้งใจจริง, แต่ในที่สุด มันก็เหลือปัญหาทางวิญญาณซึ่งมันลึกล้ำซับ ซ้อนยังลึกล้ำ, จะต้องแก้ไขด้วยบุคคลประเภทพระพุทธเจ้าก่อน, แล้วก็สอนให้คน อื่นรู้จักวิธีแก้ไขนี้ด้วย. คนในโลกนี้แก้ปัญหาเรื่องกิน เรื่องมีกินมีใช้, เรื่องเป็นอยู่ นี้ได้, แล้วก็ แก้ไข ปัญหามีเกียรติ เรื่องทำให้มีเกียรติตามที่ต้องการได้, เป็นที่รู้จักหรือมีชื่อเสียง และก็ยังแก้ปัญหาทางสังคมได้ในที่สุด ก็คือว่ามีแต่คนรักและคนนับถือ, พูดโดยสรุป ก็ว่า มีเงินแล้วไม่มีเกียรติก็มี, มีแต่เงินมันงกเงิน มันไม่มีเกียรติก็มี, แล้วมีทั้งเงินและ ทั้งเกียรติแล้วมีอำนาจวาสนาแล้ว แต่คนไม่รักก็มี, ฉะนั้นต้องชนะน้ำใจคนด้วย คนรักนับ ถือด้วยความรัก ไม่ใช่กลัวด้วยความจำเป็น. นี่มีทรัพย์สมบัติแล้ว, เกียรติยศชื่อเสียงแล้ว, แล้วมีความรักความไมตรีจากคนรอบด้านด้วย ก็ว่า หมดปัญหาทางภายนอกทางสังคม.
น.255 นี้ปัญหาอะไรเหลืออยู่ ก็คือปัญหาทางวิญญาณ เขาบังคับจิตใจไม่ได้ ต้องมีจิตใจหวั่นไหวสะเทือนไปตามอารมณ์ ที่มากระทบอยู่นั่นแหละ เมื่อก่อนนี้เขาก็มี อย่างนั้น ไม่ใช่เพิ่งมี แต่แล้วปัญหานี้ก็ยังเหลืออยู่. เป็นผู้ที่ไม่สามารถจะบังคับจิตได้ ไม่รู้เรื่องจิตด้วยซ้ำไป มันก็ต้องเป็นไปตามที่อารมณ์ทั้งหลายที่มากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก. ฉะนั้นคนที่เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว มันก็ยังปวดหัว, พูดตามประสาธรรมดา สามัญ ไม่มีความสุข ยิ่งมีมากยิ่งไม่มีความสุข ก็มี เรียกว่าปัญหาที่เหลืออยู่. มีความ กลัว โดยเฉพาะกลัวอันตรายรอบด้าน คนมั่งมีกลัวกว่าคนยากจน คนมีเรื่องมากก็มีเรื่อง ให้กลัวมาก, พูดกันอย่างนี้ดีกว่า มันมีปัญหาเรื่อง ความกลัวเหลืออยู่ ยิ่งเป็นหมู่คณะ หรือเป็นประเทศชาติที่มีอำนาจมีกำลังมหาศาล แล้วมันยิ่งกลัวใหญ่, มันยิ่งกลัวความ ได้มาก ๆ นั้นจะสูญหายไป, ถ้าเรามีน้อยเราก็กลัวความที่ของน้อย ๆ จะสูญหายไปนี้มันก็ไม่ มาก. เดี๋ยวนี้มันก็ จะเกิดกลัวกันทั้งโลก. นี่ มีความวิตกกังวล มันยิ่งมีเรื่องมาก มันก็ยิ่งคิดมากวิตกกังวลมาก, มี ความยึดถือมากก็วิตกกังวลง่าย. คนก็อยู่ด้วยความวิตกกังวล ไม่แจ่มใส ไม่เป็นสุขอย่าง บุคคลที่ไม่มีวิตกกังวล, มันมีความระแวงออกมาจากความวิตกกังวล, ระแวงแม้ว่าอยู่ใน ที่ปลอดภัยแล้ว มีอะไรกินมีอะไรใช้แล้วก็ยังระแวง อยู่นั่นเอง ว่ามันจะต้องตายหรือ เป็นอันตราย โดยมีความกลัว ความระแวง มีความวิตกกังวล นี้เป็นเจ้าเรือน เหมือนกับอายุของบุคคลที่ล่วงมาถึง ชีวิตสุนัขนอนไม่หลับ, นี่ไปศึกษา ได้จากภาพเขียนในโรงมหรสพทางวิญญาณ, นี้เรียกว่าปัญหาอันหนึ่ง ที่เหลืออยู่เป็นปัญหา ทางวิญญาณด้วยเหมือนกัน ถึงกับว่าพอตื่นนอนขึ้นมา มันก็มีจิตใจที่ละเหี่ย อ่อนเพลีย หม่นหมอง, ใครเคยเป็นอย่างนี้ก็ให้สังเกตศึกษาให้ดี, มันไม่มีเหตุผล มันเป็นความ
น.256 หม่นหมอง ความละเหี่ย ความถอยกำลังอ่อนเพลีย เบื่อหน่ายในชีวิตอะไรก็ตาม อย่างไม่ มีเหตุผล หนุ่ม ๆ ไม่ค่อยมี เพราะความหวังกำลังมีจัด แม้จะหวังวิมานในอากาศ มัน ก็ช่วยกลบเกลื่อนเรื่องนี้ได้, พออายุมากเข้า ๆ ๆ จะยิ่งมี มัน สะสมเรื่องราวหรือ ปัญหาต่าง ๆ ไว้ในจิตใต้ สำนึก ที่เรียกว่านิสัยหรืออนุสัย สะสมไว้มาก พอจะตื่น ขึ้นมา ก็อ่อนเพลียหรือหม่นหมอง, ส่วนคนหนุ่มก็มีความหวังจัด ใฝ่ฝันอยู่ในอะไรอย่าง แก่กล้า สิ่งนั้นมันก็อยู่ใต้สำนึกเหมือนกัน ฉะนั้นพอตื่นนอนขึ้นมามันก็รู้สึก ความรู้สึก มันพุ่งไปยังสิ่งนั้น, ฉะนั้นมันจึงไม่ค่อยจะอ่อนเพลียหรือหม่นหมอง, เว้นไว้แต่มันได้ไป ทำอะไรผิดไว้มาก ๆ. ถ้ามีความอยากจะตื่นขึ้นมาก็แจ่มใสร่าเริง ก็จะต้องมีอะไรอย่างหนึ่งซึ่งเป็น ที่พอใจ ชื่นอกชื่นใจ อยู่เป็นอารมณ์; ฉะนั้นเมื่อจะนอนนึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นึกถึงบุญกุศลนี้ มันก็ไปอยู่ใต้สำนึก, พอตื่นนอนขึ้นมาก็นึกถึงสิ่งนี้อีก, หรือ บางคนตื่นนอนขึ้นมา ก็อยากจะลุกไปไหว้พระสวดมนต์เสียเร็ว ๆ ก็จะพอใจในสิ่งนั้น ; หรือบุญกุศลอะไรต่าง ๆ ก็เลยไม่ต้องมีโอกาสที่จะตื่นนอนขึ้นมาแล้วจะอ่อนเพลียละเหี่ย หม่นหมอง. เมื่อจะนอนก็นอนให้ดี คือนึกถึงสิ่งที่ดีที่เป็นที่พอใจ, เป็นความดีที่ จะทำให้นับถือตัวเองได้ แล้วก็นอนลงไป ตื่นนอนขึ้นมาจะไม่ละเหี่ย จะไม่หม่นหมอง, มันก็เปลี่ยนนิสัยให้เป็นคนแช่มชื่นเบิกบานไม่ขุ่นมัว. นี่เดี๋ยวนี้เราก็ยังมีว่า ตื่นนอนขึ้น มามันก็ยังงัวเงียละเหี่ย ไม่สดชื่น, เรียกว่าปัญหาทางวิญญาณยังเหลืออยู่ จะต้องแก้ไขกัน ต่อไป นี้เป็นตัวอย่างของปัญหาทางวิญญาณ ซึ่งมีอยู่อีกมาก จะยกตัวอย่างมาให้ดูสัก สองสามอย่างเท่าที่จะมองเห็น
น.257 ทีนี้ เมื่อมีปัญหาทางวิญญาณ มันก็ต้องมีการแก้ในทางวิญญาณ จึงมี วิชชาหรือการศึกษาหรือการปฏิบัติเฉพาะส่วนนั้นขึ้นมา นี่คือเรียกว่า ปรมัตถธรรม, จะ เรียกว่า ปรมัตถธรรม ที่ กินความรวม หมด ทั้งการศึกษา และทั้งความรู้และการ ปฏิบัติ รวมกันด้วยสองสามอย่าง จึงจะเรียกว่า ปรมัตถธรรม, เพราะคำว่า ธรรม นี้ หมายถึง การศึกษา ก็ได้, หมายถึง วิชาความรู้ ก็ได้, หมายถึง การปฏิบัติ และ ผลของ การปฏิบัติ ก็ได้, อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ฉะนั้นปรมัตถธรรมก็หมายถึง ธรรมะส่วนสูง สุด ส่วนลึกซึ้ง ซึ่งเป็นเรื่องการศึกษา และวิชชาคือความรู้ ขึ้นมาก่อน การปฏิบัติก็ เพื่อให้ได้วิชชานั้นมา. ภาวะของจิตใจ ๔ ภูมิ. ถ้าจะพูดให้เป็นธรรมะมากขึ้น ที่เขาเรียกว่านักปรมัตถ์ ก็แบ่ง ภาวะแห่ง จิตใจ ของคนเรา เป็น ๔ ชั้น คือชั้น กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และ โลกุตตภูมิ. บางคนก็เข้าใจแล้ว บางคนก็ยังไม่เข้าใจ แต่ก็ได้อธิบายซ้ำ ๆ ซาก ๆ หลายครั้งหลายหน พยายามทำความเข้าใจเสีย. จะยกตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ คือ คนธรรมดาสามัญ นี้ เกิดมาเป็นเด็ก เป็น หนุ่มเป็นสาวนี้ มีจิตใจอยู่ในชั้นกามาวจรภูมิ, สิ่งที่ถูกใจที่สุดบูชาที่สุด ก็คือเรื่อง เกี่ยวกับกามารมณ์. ต่อมา เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา เรื่องกามารมณ์ก็จางไป, นี้ถ้าปล่อยไปตาม ธรรมชาติก็จะเป็นไปอย่างนี้. แต่คนสมัยนี้เขามีเครื่องมือที่จะกระตุ้นเรื่องทางกามารมณ์ ไม่ให้รู้จักเบื่อจนเข้าโลงก็ยังได้, นั้นไม่เอา มันเป็นเรื่องผิดไปจากธรรมชาติ คนเราไป ตามธรรมชาติ ความรู้สึกทางกามารมณ์ก็จะค่อยจางไปในเมื่อร่างกายมันเปลี่ยนแปลงไป.
น.258 ทีนี้ก็ ไปติดอยู่ที่เรื่องรูปธรรม ทั้งหลาย, คือไปรักทรัพย์สมบัติ, รักตัวรูปธรรมทั้งหลายนี้ มากกว่ากามารมณ์. นี้ก็เป็นมากอยู่ระยะหนึ่ง แม้ที่สุดแต่ไปชอบเล่นของเล่น เล่นลาย คราม, เล่นของเล่น แม้แต่นกเขา. นี้ก็ สงเคราะห์อยู่ในเรื่องรูปาวจร, ไปหลงใหล บูชาวัตถุแต่ไม่ต้องเกี่ยวกับกามารมณ์พักหนึ่ง หรือแม้ที่สุดแต่หลงใหลในเรื่องศิลปะการ ฝีมือเส้นสีอะไรนี้ก็เหมือนกัน. นี้ถ้ามันจะเลื่อนไปอีก ก็เลื่อนไปยังนามธรรม คือเป็นอรูป เรื่อง เกียรติยศชื่อเสียง เรื่องสิ่งที่ไม่มีรูป แม้แต่เรื่องบุญกุศล เป็นเรื่องสูงสุด ก็บูชาเรื่องนี้ ก็มีปัญหาเรื่องนี้, จนกว่าเมื่อไรมันจะไปถึงชั้นที่ ๔ ที่เรียกว่า โลกุตตรภูมิ โลกุตตรภูมิ-พ้นออกไปหมดจากสิ่งเหล่านี้ โดยมาเห็นว่า เรื่อง กามารมณ์ นี้มันก็เรื่องทรมาน โดยลึกซึ้ง, ส่วน รูป ล้วน ๆ มัน ก็ยุ่งยาก, เรื่อง อรูป มันก็ ยังไม่ ใช่ดับความทุกข์สิ้นเชิงได้, ต้องอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้. เพราะฉะนั้น วิชาปรมัตถธรรม มันก็มีเข้ามา เมื่อผ่าน กามาวจรภูมิ, รูปาวจรภูมิ, อรูปาวจรภูมิไปได้ ก็จะต้องการ ปรมัตถธรรม ที่จะเป็นโลกุตตรภูมิ. พวกชาวบ้านก็ยุ่งยากลำบากไป ตามภาษาชาวบ้าน, ออกไปเป็นฤๅษีมุนี แสวงหาความสุขพิเศษจากฌานสมาบัติ ที่เป็นพวกรูปฌาน ก็ดีกว่ามาก, ทีนี้ฤๅษีมุนี บางพวกไปไกลกว่านั้น, ไปเป็นอรูปญาณ อรูปสมาบัติ ก็ยังไปไกล กว่านั้น, แล้ว มันก็ไปจนแต้มอยู่ที่นั่น ยังมีความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกูอยู่ อย่างละเอียด อย่างลึกซึ้ง มันก็ต้องมีความหนักในการที่ยึดถือตัวกูนี้. พระพุทธเจ้าท่าน ออกบวช ได้ไปศึกษาข้อนี้ ชั้นสูงสุดกับอาจารย์บางคน, ในที่สุดท่านก็สั่นเศียร คือไม่ไหว ๆ ๆ ลาไป, ไปพบพวกโลกุตตรธรรม หรือการปฏิบัติ
น.259 เพื่อโลกุตตรภูมิ อันนี้เรียกว่า ปรมัตถธรรมโดยตรง โดยเฉพาะในพระพุทธศาสนา. นี้แปลว่า หลังจากผ่านกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ไปแล้ว มันก็ ต้องไปถึงส่วน ที่จะเป็นปรมัตถธรรมอันแท้จริง คือเพื่อโลกุตตรภูมิ. นี่เขามีประวัติความเป็นมา ของความเจริญก้าวหน้าทางจิตใจของมนุษย์เราในลักษณะอย่างนี้, จึงเห็นได้ว่าปรมัตถ- ธรรมนี้มันอยู่ในขั้นสูงสุด จะเอาประวัติที่เป็นมาแต่หนหลัง ทั้งหมดทั้งสิ้น ทั้งโลกนี้ มันก็จะเป็นอย่างนี้, หรือจะดูลักษณะแห่งบุคคลคนเดียว คนหนึ่งเท่านั้นแหละ มันก็ เดินไปในลักษณะอย่างนี้ เกิดมาก็บูชาเรื่องกามารมณ์กันไปพักหนึ่งก่อน, แล้วก็ไปบูชาวัตถุ สมบัติสิ่งของล้วน ๆ ไปบูชาเกียรติยศชื่อเสียง ซึ่งไม่มีรูปร่าง บุญกุศลเป็นต้น, เมื่อ ยังไม่พ้นทุกข์ได้ ยังต้องร้องไห้อยู่ บุญกุศลมันก็หมดได้ นี่มันก็ต้องร้องไห้ เพราะว่า บุญจะหมดไป จึงต้องไปหาสิ่งที่อยู่เหนือนี้. ก็เป็นเรื่องของโลกุตตรภูมิ. เพราะฉะนั้นในกาลต่อมา เมื่อมนุษย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น คือฉลาด มากขึ้น ได้รับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าพระอริยเจ้าอย่างทั่วถึง ก็สามารถที่จะดึงเอา ปรมัตถธรรมในชั้นโลกุตตระนั้น มาใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ; แม้แต่ที่ยัง อยู่ในขั้นหนุ่มสาว แม้ไม่ได้มาก ก็ได้ตามสัดส่วน พอถึงขั้นพ่อบ้านแม่เรือน ก็สามารถ ที่จะดึงเอาเรื่องปรมัตถธรรม เพื่อโลกุตตรภูมินี้มาใช้ มากขึ้น ๆ ๆ ก็จำเป็นจะต้องใช้ มากขึ้น มิฉะนั้นแล้วก็จะมีความทุกข์มากในการเป็นคน อยู่ด้วยกาม กามารมณ์ หรือ ทรัพย์สมบัติ ด้วยเกียรติยศชื่อเสียงก็ตาม. ก็อย่าให้กามารมณ์ หรือทรัพย์สมบัติ หรือ เกียรติยศชื่อเสียงนี้มันทำความเจ็บปวดให้มากเกินไป, ก็มีความรู้วิชาเรื่องปรมัตถธรรม นี้เป็นเรื่องแก้ไข.
น.260 นี้หมายความว่า เมื่อมนุษย์ได้มีความคิดความนึกเจริญก้าวหน้ามากแล้ว จึงอาจจะเอามาใช้ได้, ถ้าไม่รู้มันก็ไม่สามารถจะเอามาใช้ได้. ครั้งแรก เขาก็ไม่รู้กัน เขาก็ ทำให้รู้ขึ้นมา, เกิดพระพุทธเจ้าแล้ว ก็สามารถสอนให้เอาศาสตราอันวิเศษนี้มาใช้แก้ปัญหา, แม้ในการเป็นอยู่อย่างชาวบ้านตามธรรมดา คนหนุ่มสาวก็อาจจะแก้ปัญหานี้ได้ โดยใช้ ปรมัตถธรรม. ฉะนั้นในเรื่องราวจึงมีว่า บางคนก็เป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่ยังเป็น หนุ่ม ๆ ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร, แม้ว่ามันน้อยมาก ก็ยังมี. ปรมัตถธรรมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน. นี่เรียกว่าเพื่อให้มนุษย์ธรรมดาสามัญ คนธรรมดานี้เป็นพระอริยเจ้ามากขึ้น เร็วขึ้น ก็จำเป็น จะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่า ปรมัตถธรรม ในฐานะที่เป็นธรรมศาสตรา อันสูงสุด คมเฉียบ จะตัดปัญหารุงรังต่าง ๆ ให้ตนหลุดออกไปได้. นี้ฆราวาสชนิดดีชั้นเลิศ จึงถูกมอบหมายให้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า สุญญตัปปฏิสังยุตตาธรรมปรมัตถธรรมชั้นเลิศชั้นสุด, ไม่มีอะไรสูงสุดไปกว่าธรรมะเรื่อง สุญญตา สุญญตาคือ ความว่างจากตัวกู, ว่างจากของกู. ในบรรดาปรมัตถธรรมแล้ว ไม่มีอะไรสูงสุดกว่าเรื่องสุญญตา คือเรื่องหมดตัวตน หรือของตน. มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ฆราวาสนี้ควรจะมีอะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเกื้อกูล ที่สุด ท่านตรัสเรื่องสุญญตัปปฏิสังยุตฺตาธรรม คือธรรมทุกเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องสุญญตา. เขาใช้คำว่า ทุกเรื่องหรือมากนี้หมายความว่ามันมีอยู่หลายชั้น. ฆราวาสชั้นดีเลิศก็จะใช้ สุญญตานี้ได้มาก, ชั้นที่ไม่สู้จะเลิศก็จะใช้ได้น้อย; แม้แต่ฆราวาสชั้นธรรมดา ก็ต้องมีความรู้เรื่องสุญญตานี้ไปตามส่วน, มิฉะนั้นเขาจะร้องไห้มากเกินไป จะฆ่าตัวตาย ในที่สุดหรือจะเป็นโรคเส้นประสาทมากเหมือนคนสมัยนี้เวลานี้ แม้แต่ฆราวาสก็ต้องการ อย่างนี้. นี้คือปรมัตถธรรมที่จะมาช่วยเกื้อกูลแก่ฆราวาส ให้มีประโยชน์มีความสุข,
น.261 นี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอง. ฆราวาสบางคนจะไม่เอาก็ตามใจ, แต่ถ้าถามท่านท่านจะ ตรัสตอบอย่างนั้น. นี้เกี่ยวกับคนใกล้ชิดที่สุดของท่าน หรือว่าถ้าเราเรียกอย่างสมัยนี้ ก็เรียกว่า คนโปรดปรานที่สุดของพระพุทธเจ้า, เช่นอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นต้น, ท่านก็ยังแนะว่า อย่ามัวแต่ทำบุญเลี้ยงพระบำรุงศาสนา แล้วก็พอใจแต่อย่างนั้นอย่างเดียว, จงรู้จักทำสิ่งที่ เรียกว่า ปวิเวก ให้เกิดขึ้นด้วย สุดความสามารถที่จะทำได้. หมายความว่า ท่านมิได้ ห้ามหรือตรัสตำหนิ ว่า ทำบุญทำทานอะไรนี้มันเป็นเรื่องผิด, มันก็เป็นเรื่องถูกและ ควรทำ บำรุงศาสนาให้มีอยู่เป็นประโยชน์แด่คนต่อไป นี้เป็นเรื่องถูกเรื่องหนึ่ง แต่ มันยังไม่ใช่ปวิเวก. ปวิเวกคือความสงบสงัดจริง ๆ ไปแสวงหาปวิเวกด้วย หรือวิเวก เฉยๆ ก็เหมือนกันคือความสงบสงัด ทางกายก็มีเวลาอยู่ในที่สงบสงัด ไม่ถูกรบกวน ในทางกายกันบ้าง แล้วมันจะสบายอย่างไรก็ไปรู้เอาเอง. อย่างที่ ๑ นี้เรียกกายวิเวก. อย่างที่ ๒ เรียกว่า จิตตวิเวก คือจิตไม่ถูกนิวรณ์กิเลสเป็นต้นรบกวน ก็สบายยิ่งไปกว่า นั้น, เช่นรู้จักทำจิตให้เป็นสมาธิ จิตนี้ก็ไม่ถูกนิวรณ์ เป็นต้น รบกวน, สบายยิ่ง ขึ้นไปอีก ยิ่งกว่ากายวิเวก ถ้าไปได้ถึงชั้นสูงสุด. อย่างที่ ๓ เรียกว่า อุปธิวิเวก คือ หมดกิเลสสิ้นเชิงเมื่อหมดกิเลสสิ้นเชิง คือหมดทั้งรากเหง้าของกิเลส อนุสัยของกิเลส แล้ว มันก็เป็นอันว่าไม่มีกิเลสรบกวนโดยประการทั้งปวง, คือถึงขั้นสูงสุด มีความสะอาด สว่าง สงบ ถึงที่สุด อย่างนี้ก็วิเวกถึงที่สุด คำว่าวิเวก มันมีอยู่อย่างนี้ ให้สนใจวิเวก ทำวิเวกนี้ ให้เกิดขึ้นบ้าง. นี้ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า แม้แต่ฆราวาสก็ต้องสนใจเรื่องปรมัตถธรรม, แม้ว่า จะทำบุญให้ทาน ได้รับความพอใจอยู่ มีปีติปราโมทย์อยู่ มันก็ยังเป็นคนละอันกับวิเวก คือการที่จิตมันหยุด มันสงบ มันว่าง. ถ้าเราลุ่มหลงอยู่ด้วยความดี มันก็ไม่ว่างดอก
น.262 จิตมันไม่ว่าง, แม้ว่าเราจะมั่นหมายอยู่ในบุญกุศล ก็เรียกว่ามันไม่มีความทุกข์ก็จริงแต่มัน ก็มิใช่ว่าเป็นความว่าง หรือหยุด หรือสงบ โดยแท้จริง. ฉะนั้น บางเวลาก็ควรจะรู้จักว่าง สงบ วิเวก กันเสียบ้าง จากทุกสิ่ง นี้มัน ก็จะเลื่อนเข้ามาหาสิ่งที่เรียกว่าปรมัตถธรรม. มองเห็นว่าไม่มีอะไรเป็นที่ตั้งแห่งความ ยึดมั่นถือมั่น, และไม่ควรจะยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด, ไม่ควรจะมีความยึดมั่นถือมั่นเสียเลย, เรียกว่า ปวิเวก. อย่าให้เสียที่ว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เราบัญญัติโลกุตตระให้เป็น ทรัพย์สมบัติของคนทั้งปวง. นี้ก็มีพวกพราหมณ์ไปทูลถาม, ท่านว่าในเมื่อพวกพราหมณ์ หรือฝ่ายพราหมณ์ เขาบัญญัติอาวุธ ธนู ศร เป็นทรัพย์ของกษัตริย์ บัญญัติยัญญกรรมวิธีการเป็นทรัพย์ของ พวกพราหมณ์, บัญญัติกสิกรรมเกษตรกรรมเป็นต้น ให้เป็นทรัพย์ของพวกแพศย์หรือ ไวศยะ, บัญญัติเดียวไม้คานนี้ให้เป็นทรัพย์สมบัติของวรรณสูตร คือ พวกกรรมกร. แล้ว พระสมณโคดมของเราบัญญัติทรัพย์อย่างไร ? พระพุทธเจ้าท่านตรัสคำเดียวว่าบัญญัติ โลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์สมบัติแก่คนทั้งปวง แก่คนนั่นแหละ นี้เป็นความหวัง หรือ ควรจะถือว่า เป็นความหวังของพระพุทธเจ้า แก่พวกเราทั้งหลาย, เพราะฉะนั้นปรมัตถ- ธรรมจึงยังคงจำเป็น เพราะว่าเป็นเครื่องให้ได้มาซึ่งโลกุตตร หรือโลกุตตรทรัพย์. ปรมัตถธรรม - เรื่องสุญญตา. ทีนี้ก็อยากชี้ให้เห็นสิ่งที่เรียกว่า ปรมัตถธรรม, ปรมัตถธรรมนั้นไม่ใช่ คัมภีร์อภิธรรม ที่ชาวบ้านมักจะเรียกกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านแถวนี้ ผมก็ได้ ยินเองว่า พระปรมัตถ์, เขาจะใช้คำว่าพระปรมัตถ์ แก่พระคัมภีร์ หมวดอภิธรรม, เขาจะ
น.263 ใช้คำว่าพระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ชาวบ้านเขาเรียงลำดับกันอย่างนี้, พระไตร- ปีฎกคือพระสูตร, พระวินัย แล้วพระปรมัตถ์, ที่เรียกว่าพระปรมัตถ์นั่นแหละคือคัมภีร์ อภิธรรม. ถ้าเป็นอย่างที่ถูกต้องตามแบบฉบับหรือ ในตัวพระไตรปิฎก เอง จะเรียง พระวินัยไว้ก่อน เรียกว่าวินัยปิฎก, แล้วก็สุตันตะคือพระสูตร สุตันตปิฎก, แล้ว ก็อภิธรรม อภิธรรมปีฎกมีอยู่อย่างนี้. แต่ชาวบ้านเขาไปเรียกอภิธรรมว่า พระปรมัตถ์ ก็ถูกเหมือนกันแหละ. แต่ไม่ใช่ปรมัตถ์ที่ผมกำลังพูด, อภิธรรมก็คัมภีร์อภิธรรม ก็เป็นคำสอนที่เพือ เป็นเรื่องปรมัตถ์ส่วนที่เกิน. ถ้าต้องการ จะศึกษาเรื่องสุญญตา อย่างละเอียดลออ ไปหาได้ใน สุตตันตปิฎก, แล้วไปหาได้ในส่วนที่เกินที่เพ้อจนเวียนหัว ในอภิธรรม คือเป็นตัว หนังสือเป็นคำพูดเสียหมด, ไม่แสดงสุญญตาโดยวิธีปฏิบัติ ชัดเจนลึกซึ้งเหมือนใน สุตตันตปิฎก. ถ้าจะดูข้อปฏิบัติเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปฏิบัติ สมถะวิปัสสนา อย่างละเอียดอย่างดีอย่างสูงอย่างประณีต ก็จะหาพบในสุตตันตปิฎก, แม้ที่สุดแต่ อานาปานสติภาวนา ในอุปริบัณณาสก์มัชฌิมนิกาย ก็พบสุตตันตปิฎก, ซึ่ง ในอภิธรรมหาไม่พบ, มันมีแต่ตัวหนังสือที่เพื่อ ละเอียดลึกซึ้งเป็นนักปราชญ์ สำหรับ คิดสำหรับพูดอย่างนี้เป็นต้น. จึงมาบอกให้รู้ว่า ที่เรียกว่าปรมัตถธรรมในที่ผมกำลัง กล่าวนี้ ไม่ใช่คัมภีร์พระอภิธรรมในพระไตรปิฎก, แต่เป็นปรมัตถธรรมสูงสุดที่ พบ ได้มากที่สุดในสุตตันตปิฎก. นี้เพื่อจะไม่ให้ก้าวก่ายเหยียบย่ำดูหมิ่นดูถูกกันแล้ว ขอให้ระบุไปยังเรื่อง สุญญตา ; ถ้าคุณไปหาพบได้ที่ไหนก็ตามใจเถอะ ให้ถือว่า ปรมัตถธรรมอันสูงสุดนั้น ก็คือเรื่องสุญญตา คือ ความว่างจากตัวตน ว่างจากของตน ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร, ไม่มัวแบกมหากุศลอยู่อย่างพวกอภิธรรมตามศาลาวัด พูดอย่างนี้คล้ายดูถูกคนอื่นหรือค่า
น.264 คนอื่น แต่ผมไม่ได้ตั้งใจอย่างนั้น. แต่เพื่อจะชี้ ให้เห็นชัดให้มันเร็วๆ เข้า. คือ ถ้าเป็น ปรมัตถธรรมจริงต้องไม่แบกอะไร , มันจึงเป็นเรื่องสุญญตา ว่างจากตัวกู ว่างจาก ของกู : ถ้ายังต้องแบกอยู่ แม้แบกมหากุศลแบกอะไรก็ตาม ก็ยังไม่ใช่ปรมัตถ์ สูงสุด. ถ้าอยากจะใช้คำว่าอภิธรรม ก็ต้องเป็นธรรมะอย่างยิ่งไม่ใช่ธรรมะเกิน. สุญญตาแก้ปัญหาทางวิญญาณ. นี้เรียกว่า ปรมัตถธรรม ที่จะมาแก้ปัญหาทางวิญญาณได้ ต้องเป็น เรื่องสุญญตา ว่างจากตัวกู-ของกูอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสแก่อุบาสกพวกนั้น ที่ ไปถามว่าอะไรดีที่สุด สูงสุดสำหรับฆราวาส, ท่านก็ตรัสว่า ธรรมะทั้งหลายที่เนื่องด้วย เรื่องสุญญตา ; ฉะนั้นถือเอาตามคำพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน ว่า เรื่องสุญญตาความว่าง นั้นเป็นสูงสุดแม้สำหรับฆราวาส. นี้คำว่า ว่างนี้ก็พูดอธิบายในที่อื่นมากแล้ว หรือจะพูดอีกครั้งหนึ่งก็ใน โอกาสต่อไป แต่ขอสรุปใจความสั้น ๆ ประกันความพื้นเผื่อว่า ว่างนี้มันว่างจากความ รู้สึกคิดนึกประเภทที่ว่าเป็นตัวกู - ของกู, คือจิตไม่จับฉวยอะไรเป็นตัวกู - ของกู เรียกว่าจิตว่าง, หรือความว่างก็คือว่างจากการจับฉวยอะไรเป็นตัวกู - ของกู ของจิต นั้นเอง. ให้มองเห็นชัดลงไปว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ใช่ตัวตนที่ควรยึดถือ, ทั้งหมด ทั้งโลก ทั้งสากลจักรวาล ไม่มีส่วนไหนซึ่งโดยแท้จริงแล้วควรยึดถือว่าเป็นตัวตนหรือเป็น ของตน, พอจิตรู้สึกหรือเห็นอยู่อย่างนี้ มันก็ไม่ได้ยึดอะไรไว้โดยความเป็นตัวตนของตน, แต่แล้วจิตนั้นก็รู้อะไรได้ทำการทำงานได้ บังคับร่างกายให้ทำการทำงานได้, หากินเลี้ยง ปากเลี้ยงท้องได้, หาชื่อเสียงก็ได้, อะไรก็ได้ แต่ไม่ได้เป็นทุกข์เลย เพราะไม่ได้เอา
น.265 อะไรมาแบกมาถือไว้ โดยความเป็นตัวตนของตน ก็เรียก การปฏิบัติเรื่องสุญญตาเป็น อย่างนี้. ฉะนั้นชาวไร่ชาวนาทั้งหลายก็ทำงานไป โดยที่ไม่ต้องมีจิตหมายมั่นอะไรเป็น ตัวตนของตนก็ทำไปซิ, ยังจะสนุกสนานกว่าไม่ทุกข์ร้อน ก็ทำไปก็ได้กินได้ใช้, เกิดผล ขึ้นตามสมควรแก่การกระทำเพื่ออย่าให้มีทุกข์นี้ ถ้าไปมีทุกข์มันก็ต้องวิตกกังวล วิตก กังวลล่วงหน้าจนเป็นทุกข์เสียเปล่า ๆ นี้ เรื่องบุตรภรรยาสามีอะไรก็ตาม ก็มี เป็นการ กระทำโดยไม่ต้องมั่นหมายให้เป็นตัวกูให้เป็นของกู. จิตใจอย่างนี้ก็เรียกว่า จิตที่ว่าง จาก ความมั่นหมายอะไร ว่าเป็นตัวกู-ของกู ก็ไม่เป็นทุกข์ แล้วก็ทำอะไรได้. นี่ใจความสำคัญของสิ่งที่เรียกว่า สุญญตา มันมีอยู่อย่างนี้แล้ว เป็นปร- มัตถธรรมสูงสุด อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เอง ก็เป็นอันว่ามัน สามารถที่จะ ดับทุกข์ได้ ตั้งแต่ของพวกฆราวาสขึ้นไป จนเป็นปุถุชนชั้นดี จนกระทั่งเป็นพระ อริยเจ้า และเป็นยอดสุดของพระอริยเจ้า คือพระอรหันต์. ฉะนั้น ปรมัตถธรรมไม่ใช่คัมภีร์ ที่ว่าด้วยจิตวิทยา ปรัชญา ตรรกวิทยา อันละเอียดอันมากด้วยตัวอักษร อย่างที่เรียกว่า คัมภีร์อภิธรรม, แต่ว่ามัน จะอยู่ในวินัย ก็ได้, ใน สุตตันตะ ก็ได้, ในคัมภีร์อภิธรรมก็ ได้, ขอให้มันเรื่องที่เนื่องด้วยสุญญตา, ก็แล้วกันที่ได้กล่าวความรู้เรื่องสุญญตาไว้เป็นกลุ่ม เป็นก้อนชัดเจนละเอียดลออนี้ จะพบ ได้ในสุตตันตปิฎก . ขอให้ถือว่า แรกเริ่มเดิมทีนั้นไม่ได้มีแยกเป็นวินัย หรือเป็นพระสูตรหรือ เป็นอภิธรรม แล้วก็คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดสรุปรวมลงแล้ว มันไปอยู่ที่ประโยค ที่ว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลิ อภินิเวสาย" นั่นแหละคือ ยอดของปรมัตถธรรม - ธรรม ทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น คือไม่ควรไปมั่นหมายเข้าว่าเป็นตัวกูหรือ เป็นของกู.
น.266 อภิธรรมซึ่งเป็นชื่อของคัมภีร์นั้น อย่าได้เข้าใจว่าเป็นปรมัตถธรรม ที่มีความมุ่งหมายในที่นี้. ปรมัตถธรรมที่มีความมุ่งหมายในที่นี้ คือการปฏิบัติ เพื่อความไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดโดยความเป็นตัวกู - ของกู, หรือจะเรียกอย่างที่ เราต้องการเอาเป็นประโยชน์ว่า การปฏิบัติที่สามารถดับทุกข์ในส่วนลึกซึ้งทั้งหมดได้โดย ตรง สามารถดับทุกข์ได้ ตัวธรรมบางอันมันไม่สามารถนะ หรือมันไม่ดับทุกข์ก็มี, แต่มัน ตรงกันข้าม, บางอันไม่สามารถจะดับความทุกข์ที่เป็นส่วนลึก มันดับได้แต่ส่วนตื้น ๆ. ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสเตือน อนาถบิณฑิกะว่า นอกจากจะทำบุญเลี้ยงพระบำรุงศาสนา แล้ว ขอให้สนใจเรื่องปวิเวกด้วย, แล้วมันอยู่ในส่วนลึก มันจะดับทุกข์ได้ โดยตรงไป ยังความทุกข์ส่วนที่มันลึก. จะขยายความเรื่องนี้อีกหน่อยก็ได้ ปฏิบัติดับทุกข์ในส่วนลึกทั้งหมดและโดย ตรง, ความทุกข์ที่ส่วนลึกมีอยู่อย่างที่มีเงินหรือชื่อเสียงอำนาจวาสนาดับให้ไม่ได้ นี่เรียกว่า ส่วนลึก แล้วก็มีอยู่มาก, ต้องดับทางทุกข์นั้นโดยตรง. นี้คือ การที่มีชีวิตอยู่ อย่าง ถูกต้อง, หรือมีจิตประกอบอยู่ด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นจิตที่ทำให้ชีวิตนี้มัน ถูกต้อง, มีการเป็นอยู่อย่างถูกต้อง สามารถที่จะทำอะไรก็ได้ พูดอะไรก็ได้ คิดอะไรก็ได้ ถูกต้อง, แล้วตามหน้าที่ที่มนุษย์จะต้องกระทำ เราอยู่ทุกวันนี้ ก็มีหน้าที่นี้ คือต้องมี การทำ การพูด การคิด แล้วก็ให้มันถูกต้อง ไปตามหน้าที่ที่เราจะต้องกระทำ ถูกต้องนั้น คือปราศจากความหมายมั่น หรือรู้สึกสิ่งใดด้วยความโง่ความหลง ว่าเป็นตัวกูบ้าง ว่าเป็นของกูบ้าง เพราะว่าเราโง่เรื่องนี้กันมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่อ้อนแต่ ออก จนจะเข้าโลงอยู่แล้ว มันก็ยิ่งโง่มากขึ้น ๆ ๆ ที่จะมั่นหมายอะไรเป็นตัวกูเป็นของกูนี้ แล้วมันจะตายเปล่า. ตอนสุดท้ายนี่ ต้องรู้จักตามจริง แล้วก็ให้มันสลายไป ให้ความ หมายมั่นเป็นตัวกู-ของกูนี้มันสลายไป จะพบกับความว่าง คือพระนิพพาน แลว ไม่มีความความทุกข์, ปราศจากกิเลสทั้งหลายที่มาจากอวิชชา เพราะมันปราศจากอวิชชา
น.267 ซึ่งเป็นต้นตอแห่งกิเลสทั้งหลาย. อวิชชาก็คือความไม่รู้ว่าธรรมทั้งหลายทั้งปวงนี้ไม่ควร ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู-ของกู นั้นแหละคือตัวอวิชชา. ทีนี้ เมื่อปราศจากสิ่งที่หม่นหมองมืดมัวมหาศาลนี้แล้ว ก็เป็นจิตใจที่ สว่างไสว, จึง มีสติ มีสัมปชัญญะ มีปัญญาอยู่เต็ม มีสติระลึกได้ มีสัมปชัญญะ หรือความรู้ที่ระลึกได้นั้นอยู่ตลอดเวลา แล้วมีปัญญาถูกต้องตามที่เป็นจริง คือไม่มีอะไร ที่ควรยึดมั่นถือมั่น. ฉะนั้นในการที่เป็นอยู่ในโลกนี้ แม้เป็นฆราวาส ก็จะต้องเป็น อยู่ด้วยสติ สัมปชัญญะ และ ด้วยปัญญา. ไปศึกษาโดยรายละเอียดเอาเองก็เห็นได้ว่า อยู่โดยปราศจากความหิวทะเยอ- ทะยาน ที่เรียกว่าเป็นเปรต หิว ทะเยอทะยานเมื่อไรก็เป็นเปรตเมื่อนั้น. อย่าอยู่ด้วย ความหิวทะเยอทะยาน อย่างนั้น นี้ปราศจากความทุกข์ทั้งปวงโดยแน่นอน. สิ่งที่ ทนได้ยากนี้ก็เรียกว่าความทุกข์ มืดมนท์ในจิตใจก็เรียกว่าความทุกข์ หนักอึ้งอยู่ด้วยภาระ ทางจิตใจก็เรียกว่าความทุกข์, วุ่นวายอยู่ เร่าร้อนอยู่ ก็เรียกว่า ความทุกข์, แม้จะเจ็บปวด อยู่ก็เรียกว่าความทุกข์. ฉะนั้น ต้องมีอุบาย อันหนึ่งที่ว่า ขจัดความทุกข์เหล่านี้ออกไปได้ ด้วย ธรรมที่เรียกว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่นหรือปรมัตถธรรม. อย่ารับเอาความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นต้นนี้ มาเป็นของตน, แม้มันจะมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่ตามธรรมชาติ จิตมันก็เก่งมาก เข้มแข็งมาก ถึง กับสลัดออกไปจากความหมายมันเป็นตัวกู-ของกู, มันก็รู้สึกเป็นทุกข์น้อย กระทั่งว่าไม่ เป็นทุกข์เลย, เจ็บปวดแต่ที่ร่างกาย แต่ไม่เจ็บปวดที่จิตใจหรือที่วิญญาณ เลยเป็นสุข ตลอดเวลา, เวลาทำงานก็เป็นสุข, เวลาบริโภคผลงานก็เป็นสุข, เวลาพักผ่อนก็เป็นสุข, นี้เรียกว่าปฏิบัติถูกต้อง.
น.268 ปฏิบัติโดยรักษาจิตให้ประภัสสรอยู่. ในทางปฏิบัติชั้นลึกซึ้งชั้นสูงสุด ก็จะพูดกันให้เป็นเรื่องสรุปความก็เรียกว่า รักษาจิตที่มันไม่รู้จักเป็นทุกข์ไม่มีกิเลสนี้ไว้ให้ได้, ตามธรรมดานี้จิตเป็นประภัสสร นี้ เป็นพระพุทธภาษิตโดยตรงว่า ปภสุสรมิท ภิกฺขเว จิตติ-จิตนี้ประภัสสรรุ่งเรืองสว่างไสว แต่แล้วเศร้าหมองเพราะกิเลสจรมาครอบงำเป็นคราว ๆ. นี้การปฏิบัติปรมัตถ์สูงสุด ก็คือ ปฏิบัติให้ฉลาด อย่าให้กิเลสเกิดขึ้นครอบงำจิตประภัสสร มันก็คงประภัสสรไปเรื่อย ๆ จนตายตัว จนไม่มีการเศร้าหมองได้ เพราะว่าไม่มีกิเลสเกิดขึ้นครอบงำจิตประภัสสรได้, มันก็เจริญไปในทางที่รู้ จนสะอาด สว่าง สงบ ตายตัวลงไปได้เหมือนกัน. หรือ ถ้าจะเรียกอย่างในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค เป็นคำกล่าวของพระสารีบุตร หรือใครก็ ไม่ทราบแหละ แต่ก็มีในพระไตรปิฎก คือปฏิสัมภิทามรรคที่ว่า ปฺสติ ปริสุทฺธมิทิ ภิกขเว จิตติ-พูดอยู่ในสำนวนพระพุทธเจ้าตรัส จิตนี้มีความบริสุทธิ์อยู่เป็น ปรกติ ความก็เหมือนกัน, ขยายความเป็นประภัสสรหรือความเป็นบริสุทธิ์ออกไป ๆๆ ให้มันยาวออกไป ๆ ๆ ระยะที่กิเลสจะเข้ามาครอบงำมันน้อยเข้าสั้นเข้า จนมันไม่มี จะ เรียกว่าขยายเวลาประภัสสรนี้ออกไปให้มันยาว เวลาที่เศร้าหมองให้มันน้อยเข้าสั้นเข้า. หรืออีกที่หนึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ควบคุมไว้ให้ความเป็นประภัสสรมันยังคงอยู่, ความปรกติบริสุทธิ์นี้ยังคงอยู่. นี้คือตัวการปฏิบัติในส่วนที่เรียกว่าปรมัตถธรรม. จิตมี ความแจ่มแจ้งอยู่ด้วยความรู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น ซึ่งมัน จะสกัดกั้นต้นเหตุแห่งความเศร้าหมอง หรือกิเลส, ทำลายต้นเหตุ คือความ เคยชินที่จะเกิดกิเลสเสียได้. รู้เรื่องความจริง ทั้งปวงของสิ่งทั้งปวงเช่น ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นอยู่เป็นประจำ มีสติควบคุมความเผลอเรอที่จะเกิดอวิชชา ขึ้นในจิตใจ. นี้เรียกว่า รู้ วิธีป้องกันและแก้ไข ในที่สุดก็ไปอยู่ในรูปเรื่องของ
น.269 อริยสัจจ์ ทั้งสี่ประการ รู้เรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์, ความดับทุกข์, ทางให้ถึงความ ดับทุกข์, เป็นเรื่องที่ละเอียดลออที่จะต้องพูดกันคราวอื่น. เป็นอันว่า เรื่อง ปรมัตถธรรมนี้คือ สิ่งที่จะเป็นศาสตรา หรือธรรม ศาสตราอย่างสูงสุด ซึ่ง จะแก้ปัญหาเรื่องทางจิตทางวิญญาณโดยเฉพาะ ซึ่งจำเป็น จะต้องใช้แม้แก่คนชาวบ้าน ซึ่งจะใช้ไปตามส่วน, แต่ถ้าเรารู้จักสอนลูกเด็ก ๆ ให้มีความรู้ เรื่องนี้บ้าง ก็จะไม่เป็นอันธพาลอย่างที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้. เด็กจะร้องไห้น้อยเข้า หรือ ไม่ร้องไห้เลย มันจะไม่ฆ่าตัวตาย ด้วยเหตุที่สักว่าบิดามารดาไม่ได้ตามใจเขา, จะมีประโยชน์ ลึกซึ้งแม้แก่ลูกเด็ก ๆ ฉะนั้นขอให้ถือว่า ความรู้นี้ยังจะต้องทำให้ก้าวหน้าต่อไป จนใช้เป็น ประโยชน์แก่ลูกเด็ก ๆ ได้, ไม่ต้องพูดถึงคนหนุ่มคนสาวอย่างพวกคุณ ที่บวชระหว่างบีด ภาค, นี้มันโตพอแล้วที่จะรู้จักสิ่งนี้. ขอให้ใช้เวลาในระหว่างที่อยู่ที่นี่ให้เป็นประโยชน์ ในเรื่องนี้ให้มากที่สุด. นี่เวลาสำหรับการบรรยายในวันนี้ก็สิ้นสุดลงแล้ว ขอยุติการบรรยายวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ก่อน.
Buddhadasa