น.270 ในการบรรยายครั้งที่ ๑๒ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า พุทธปรัชญา คือ ธรรมศาสตรา เพื่อปัญหาที่เพื่อหรือเกิน. ถ้าว่ากันที่จริงแล้ว วันนี้ก็จะไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เป็นสาระประโยชน์ อะไรที่ จำเป็น, แต่โดยเหตุที่คำว่าปรัชญานี้ มันเป็นคำที่พูดกันมากขึ้นทุกวัน มีคนสนใจมาก ยิ่งขึ้นทุกวัน, และชอบใช้คำนี้กันจนแพร่หลาย ก็เลยอยากจะให้ได้ทราบเรื่องของคำคำนี้ กันเสียบ้าง. สิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา นั้นมันมีได้แม้ในพุทธศาสนา หรือมีได้ในทุกสิ่ง ที่ถ้าใครเอาไปคิดให้มันมากเกินไปกว่าที่ได้เป็นธรรมดา หรือที่ตามองเห็นแล้วก็ คิด เพื่อการคิดเท่านั้นแหละ, ไม่ได้คิดเพื่อประโยชน์ คิดเพื่อให้มันคิดมากไม่มีที่สิ้นสุด เพราะมันรักที่จะคิด. นี่จึงเรียกว่า เป็นศาสตราที่มีสำหรับตัดปัญหาที่เพื่อหรือที่เกิน. ถ้าเราไม่ตั้งปัญหาที่มันเพื่อหรือเกิน มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้สิ่งที่เรียกว่าปรัชญา. ๒๓๘
น.271 พื่อหรือเกิน [ทบทวน.] แต่อย่างไรก็ดีอยากจะทบทวน เรื่องที่ได้กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น เพื่อให้มัน เชื่อมความกันว่าคนมีปัญหา แล้วก็หาเครื่องตัด จึงศึกษาอบรมธรรมศาสตรา ธรรม- ศาสตราหรือธรรมศาสตร์จากธรรม แล้วก็ตัดได้ตามสมควร. ที่เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ที่ สำคัญอย่างยิ่ง ก็คือว่า เรื่องศีลธรรม รู้และปฏิบัติแล้ว มันก็ตัดปัญหาสังคม ที่เกี่ยว กับสังคมเป็นส่วนใหญ่, จะเป็นศีลธรรมอย่างสากล หรือว่าศีลธรรมอย่างของศาสนาใด ศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ, แล้วก็ตัดปัญหาทางสังคม และถ้าจะตัดปัญหาส่วนบุคคล ก็เป็น ปัญหาเพียงว่าจะอยู่ในโลกนี้อย่างไร, อยู่กันมาก ๆ เข้ามันก็เป็นสังคม เป็นปัญหาเรื่องที่ เนื่องไปด้วยสังคม. แต่ถ้ามันเป็นความรู้ในชั้นปรมัตถธรรม การศึกษาแล้วปฏิบัติได้ มันก็เป็น เรื่องตัดปัญหาในทางจิตทางวิญญาณ ในส่วนลึกของปัจเจกชน, มุ่งหมายประโยชน์ โดย ตรงแก่คนคนหนึ่ง ในเรื่องทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณที่ลึกซึ้ง, นี้ก็เพื่อว่าคนจะได้เป็นอริยะ กันมากขึ้น เพราะอาศัยเรื่องปรมัตถธรรม, ส่วนเรื่องทางศีลธรรมนั้น มันไม่ใช่อย่างนั้น มันไม่ได้มุ่งหมายอย่างนั้น นี้ก็ได้พูดมาแล้ว พูดทบทวนเพื่อประกันความปนกันยุงหรือ ฟั่นเผื่อ. ถ้าจะเอามาให้เนื่องกัน เราก็จะกล่าวได้ว่า ปรมัตถธรรมมันจะช่วยตัดปัญหา หรือดับทุกข์ ในกรณีที่ศีลธรรมช่วยดับให้ไม่ได้ มันเหลือวิสัยของสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม หมายความว่าเรามีศีลธรรมดีกันทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว มันก็ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งเหลืออยู่ เป็น ปัญหาทางจิตทางวิญญาณที่ลึกขึ้นไป จะต้องตัดด้วยความรู้ชั้นปรมัตถ- ธรรม, ไม่ต้องเป็นทุกข์ ในกรณีที่คนธรรมดาเขาเป็นทุกข์กัน, หรือที่อำนาจของศีลธรรม
น.272 มันช่วยไม่ได้แล้ว ก็ต้องหันมาหาสิ่งที่เรียกว่าปรมัตถธรรม เราจึงได้เป็นสองอย่างคือ ศีล- ธรรมเป็นธรรมศาสตราตัดปัญหาสังคม, ปรมัตถธรรมก็เป็นธรรมศาสตรา ที่ตัด ปัญหาในส่วนลึกของบุคคล ปัจเจกชนคนหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ทีนี้ก็มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่ใช่สองเรื่องนั้น คือเรื่องปรัชญา ถ้าเกี่ยวกับพุทธ- ศาสนา ก็เรียกว่าพุทธปรัชญา. นี้เป็นธรรมศาสตรา เพื่อตัดปัญหาส่วนที่เพ้อ หรือส่วนที่มันเกินจำเป็น เกิดเป็นเรื่องที่สามขึ้นมา. ฟังให้ดีอย่าให้ปนกันเสีย, ถ้าปนกันแล้วจะยุ่งจนไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะพวกคุณเป็นนักศึกษา โดยที่เขาจัดเป็นนัก ศึกษา อยู่ในฐานะเป็นนักศึกษา มีภูมิของนักศึกษา. ฉะนั้นก็ต้องรู้เรื่องที่มันสมกับ ฐานะของนักศึกษา ผมจึงพูดเรื่องนี้ คือ เรื่องพุทธปรัชญา ซึ่งมันต้อง เนื่องไปถึง ปรัชญาอื่น ๆ แล้วก็ให้คำจำกัดความสำหรับข้อนี้ว่า มันเป็นเครื่องตัดปัญหา เป็น ธรรมศาสตราด้วย ยอมเรียกว่าธรรมศาสตราด้วยเหมือนกัน, แต่มันเพื่อตัดปัญหาที่ มันเพื่อหรือมันเกิน. ทีนี้เรื่องของมันก็จะต้องพูดถึงสิ่งที่เรียกว่าปรัชญากันนั้นแหละ ให้เป็นที่ เข้าใจกันเสียก่อนก็จะรู้ว่ามันเป็นธรรมศาสตราอย่างไร, แล้วมัน เป็นธรรมศาสตรา เฉพาะแต่ปัญหาที่เพ้อ หรือเกินความจำเป็นเท่านั้น. สิ่งที่เรียกว่า พุทธปรัชญานี้ ทำอย่างไรเสียก็จะต้อง จัดเป็นพวกปรมัตถ- ธรรม ในพุทธศาสนาได้เหมือนกัน, แต่เป็นปรัชญาที่มันเพื่อ. ปรมัตถธรรมที่แท้ จริง ที่เป็นตัวศาสนาแท้นั้นจำเป็นและไม่เฟ้อ.
น.273 พื่อหรือเกิน ศาสนาไม่ใช่ปรัชญา. เพราะฉะนั้นในข้อนี้ ขอให้รู้จักความแตกต่างกันเสียก่อนว่า สิ่งที่เรียกว่า ศาสนานั้นไม่ใช่ปรัชญา, หรือสิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา นั้น ไม่ใช่ศาสนา, แต่ว่าในสิ่งที่ เรียกว่า ศาสนานั้น เราจะเอามาทำกันในรูปของปรัชญาก็ได้. สิ่งที่เป็นศาสนามัน เป็น ตัวศาสนา มีทั้งศีลธรรมทั้งปรมัตถธรรม, แล้วมันเป็นตัวศาสนา แต่ทีนี้ถ้า หากว่าใครมันอยากหรืออุตริก็ตามใจ เอามาทำกันใหม่ให้มองกันไปในรูปปรัชญา จนเกิดพุทธปรัชญาขึ้นมา อย่างนี้ก็ได้, แล้วก็มีคนเคยเรียกใช้คำนี้อยู่ หรือถึงกับ พิมพ์หนังสือขึ้นมาเป็นเล่ม ๆ ด้วยซ้ำไป. คนที่ไม่รู้ก็เข้าใจก็คิดว่า พุทธปรัชญานี้คงจะวิเศษ หรือเป็นปรมัตถธรรม ที่ดีที่สุด ที่ถูกต้อง ที่จะดับทุกข์ได้ ที่จริงมันไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งที่เรียกว่าปรัชญานี้จะ ต้องเป็นไปเพื่อความเพื่อ เกินจำเป็นเสมอ เดี๋ยวจะได้พูดกัน แม้เขาจะเอาปัญหาทาง วิญญาณทางปรมัตถ์พูด มันก็พูดกันในแง่เพื่อ. คำว่าเกินหรือคำว่าเพ้อนี้ ก็เอาใจความกันตรงที่ว่า มันไม่จำเป็น, คำว่า ไม่จำ เป็นนี้ ควรจะเข้าใจกันได้ เช่นในบ้านเรือนของคน โดยเฉพาะคนสมัยนี้ ไปดูให้ดีก็ จะเห็นว่า มีสิ่งที่เพ้อหรือไม่จำเป็นมากขึ้น บ้านเรือนของคนสมัยก่อน เขาไม่สู้จะมีสิ่ง ที่เกินจำเป็น, เดี๋ยวนี้ยิ่งมีเกินจำเป็นมาก ต้องมีวัตถุสวยงามมาก, มีการประดิษฐ์ให้คน หลงใหลมาก มันก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่จำเป็นมากขึ้นเหมือนกัน. นี้เรียกว่าเกินหรือเพ้อ, หมายความว่าถ้าเราไม่มีสิ่งนี้เราก็อยู่ได้ นอกจากจะไม่ตายแล้วยังจะสบาย คือมันไม่ต้องยุ่ง มากเกินไป. ยกตัวอย่างว่า ถ้าเรามีบ้านเรือนที่อยู่มันใหญ่โตเกินไปหลายเท่าแล้ว เราจะ ต้องลำบากเปล่า ๆ เพราะการจัดการรักษาความสะอาดอะไรนี้, นั้นมันเป็นส่วนที่เพ้อ.
น.274 เมื่อมีสิ่งของที่ไม่จำเป็นมากขึ้น ธรรมะก็เหมือนกัน, ปัญหาที่แท้จริงเราไม่ค่อยชอบ ไปชอบปัญหาเพ้อ. ผมอยู่ที่นี่มีคนมาถามปัญหาเสมอ ๆ มากมาย ผมสังเกตดูเห็นว่ามีปัญหาเพื่อ อยู่มาก, ถามเรื่องที่ไม่จำเป็นจะต้องถาม เช่นว่าตายแล้วเกิดหรือไม่อย่างนี้ ก็จัดเป็นพวก ปัญหาเพื่อ, คือ เขาไม่ถามว่าเดี๋ยวนี้ผมจะทำอย่างไร ที่จะแก้ปัญหา ในอกในใจ อย่างนี้ออกไปเสียได้, ไปมัวถามว่าตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด, ถ้าเกิดอะไรไปเกิด, เกิด อย่างไร, หอบหิ้วกันไปอย่างไร, นี้ก็เรียกว่ามันยังไม่จำเป็น นี่เป็นตัวอย่าง. นี้ส่วนเกิน เรื่องความรู้ส่วนเกินนี้นะ มันจะไปอยู่ในรูปของสิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา ; ฉะนั้นเราจึงตั้งปัญหาขึ้นมาว่า สิ่งที่เรียกว่าปรัชญานั้นคืออะไร เกี่ยวกับ ข้อนี้บางทีพวกคุณบางคนคงจะไม่ทราบ ว่ามันได้เกิดคำว่าปรัชญาขึ้นมาในภาษาไทย ใน เมืองไทยเรานี้เมื่อไร แล้วทำไมมันจึงเกิดขึ้น, แล้วก็มีเรื่องอะไรที่เป็นผลตามมาอีกหลาย ประการ. ความหมายของปรัชญากับ philosophy. ข้อนี้ก็มีเรื่องว่า เมื่อเขาว่า philosophy ของพวกฝรั่ง มันแพร่หลายมาก เข้า ๆ ๆ ก็เข้ามาในประเทศไทยเราในนามของ philosophy ทีแรกก็เรียกกันไปอย่างนั้นก่อน ตามภาษาต่างประเทศนั้น, เช่น philosophy ของพวกกรีกโดยเฉพาะ ซึ่งมีมากที่สุด แล้ว คำนี้มันก็เป็นภาษาที่พวกกรีกเขาตั้งขึ้น แปลว่า ความรักที่จะรู้. philosophy นี้แปลว่า ความรักที่จะรู้ ตัวหนังสือมันแปลว่าอย่างนั้น. แต่นี้เนื่องจากมันเป็นเรื่องลึกซึ้ง ต้อง ใช้สติปัญญามากเป็นพิเศษ จะมาแปลเป็นภาษาไทยว่าอะไรดี ในยุคนั้นเกิดแปลกันขึ้นว่า
น.275 พื่อหรือเกิน ปรัชญา มีคนเสนอคำว่าปรัชญา แล้วใช้คำว่าปรัชญา เพื่อคำเป็นคำแปลของคำว่า philosophy. คำว่า philosophy นั้น ตัวของมันแปลแต่เพียงว่ารักจะเรียนจะรู้, ส่วน ปรัชญา นี้มัน แปลว่ารอบรู้ มันคนละเรื่องกัน แล้ว. คำว่า ปรัชญาก็คำเดียวกับคำว่าปัญญา ในภาษาบาลี, คำว่า ปรัชญาเป็นภาษาสันสกฤต ตรงกับคำว่าปัญญาในภาษาบาลี ญาแปลว่า รู้ ปะ นี้มันแปลว่าทั่วถึง. การรู้อย่างทั่วถึงเราเรียกว่า ปัญญา หรือจะ เรียกว่าปรัชญา แล้วแต่จะใช้ภาษาไหน. นี้วงการที่ทรงอำนาจของรัฐบาลเราก็รับเอาข้อเสนออันนี้ ผมไม่ขอระบุชื่อ บุคคลนั้นบุคคลนี้. คุณอยากรู้ไปถามเอาเองก็รู้ได้แหละ ก็เลยใช้คำว่าปรัชญา นี้. สำหรับคำว่า philosophy ก็มีคนหนึ่ง นักปราชญ์ที่เป็นชาวอินเดีย เขาพูดกับผมเอง ว่า มันแย่แล้วใช้คำว่าอย่างนี้. ปรัชญาหรือปัญญาหมายถึงรู้แล้ว, รู้จริงแล้ว, รู้รอบแล้ว, แล้วเอาไปใช้กับคำว่า philosophy ซึ่งหมายเพียงว่ากำลังค้น กำลังอยากจะรู้ แล้วก็ค้นกัน อย่างไม่มีทิศทางค้นไปเสียทุกทิศทุกทาง. นี้ เจ้าของภาษาอินเดียผู้นี้ก็เลยแนะว่า ถ้า จะใช้ภาษาอินเดียแล้ว คำว่า ทัศนะนั้นมันถูกต้องที่สุด จึงจะตรงกับคำว่า philosophy ได้ดีกว่าคำว่าปรัชญา. เล่าเรื่องนี้ให้ฟังในฐานะที่มัน เป็นประวัติ ที่จะเกิดคำว่า ปรัชญาขึ้น ใช้ในภาษาไทยเรา คือ เรื่องมันก็ผิดเสียแล้ว. พอตั้งต้นขึ้นมาก็ผิดเสียแล้ว philosophy มันไม่ใช่รู้แล้วหรือรู้จริงหรือรู้ทั่วถึง มันกำลังง่วนอยู่กับที่การค้นให้รู้ รู้ไปทุกทิศทุกทาง. ฉะนั้นคุณจำคำอย่างนี้ ไว้ก็ได้ว่า ปรัชญานั้นที่แท้ไม่มีความหมายตรงกับ คำว่า philosophy แต่ในภาษาไทยของเราก็ได้ใช้เสียแล้วนี้ อยู่ในปทานุกรมเสร็จ
น.276 แล้ว, ก็เป็นอันว่าส่วนนี้แก้ไขไม่ได้ ก็เลยรู้ว่ามันใช้กันอย่างไรเสียดีกว่า ฉะนั้นเมื่อ จะศึกษาสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาหรือใช้คำนี้ก็ตาม ให้ไปนึกถึงคำว่า philosohy ไว้เรื่อยไป -ความรักที่จะรู้. นี้เราก็จะพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า philosophy ตามความหมายเดิมเขาก่อน ; ถ้าเป็น philosophy หรือที่เรียกในภาษาไทยว่าปรัชญาอย่างนี้ ก็จำคำบัญญัติ ที่เขาบัญญัติ ขึ้น คำหนึ่งว่า การค้นหาความจริงเพื่อความจริง. ฟังดูให้ดี ค้นหาความจริงเพื่อความจริง ไม่ใช่ ค้นหาความจริง เพื่อประโยชน์ที่จำเป็นแก่เรา เดี๋ยวก็จะเข้าใจ. ปรัชญาคือการค้นหาความจริงเพื่อความจริง ปรัชญา philosophy อย่านะ อย่าหลงนะ ปรัชญาที่ถอดออกมาจากคำว่า philosophy คือ การค้นหาความจริงเพื่อ ความจริงในสิ่งที่เกินขอบเขตของการค้นหาของคนธรรมดา มันเป็นคนบ้าความจริง, รักวิชา เป็นบ้าวิชา เป็นคนบ้าความจริง. ฉะนั้นการค้นแบบ philosophy นั้น จะไปค้นที่ วัตถุก็ได้, ไปค้นที่นามธรรมก็ได้ หรือที่มันเนื่องกันทั้งวัตถุและจิตใจนี้ก็ได้, จึงพูด ได้ว่า หลักการปรัชญานี้เอาไปค้นที่อะไรก็ได้ทั้งนั้น เพื่อจะหาความจริงของสิ่งนั้น, แต่ เป็นความจริงเพื่อความจริงที่ไม่มีที่สิ้นสุด ที่คนธรรมดาค้นไม่ได้. เขาเขียนไว้ หนังสือบางเล่มคล้าย ๆ กับเยาะเย้ยไปในตัว ว่า พอพูดถึง คำว่า philosopher คือ นักปรัชญา ก็ทำให้หลับตามองเห็นคนแก่หนวดยาวขาว ผมยาวขาว นั่งหลับตาเอาไม้เท้ายันคางคิดอยู่เรื่อย. นี่นักปรัชญา กระทั่งชาวนาก็เป็นได้ ถ้าเขาขยัน คิดแบบนั้นเป็นนักปรัชญาได้.
น.277 พื่อหรือเกิน แล้วมันบ้าวิชา บ้าความจริง ความคิดมันรำพึงไปแต่ว่า ที่จริงกว่านี้ คืออะไร, ที่จริงที่ยิ่งไปกว่าตาเราเห็นนี้มันคืออย่างไร, ไม่ได้เพ่งถึงว่าประโยชน์ของ มนุษย์นี้มันคืออะไร ประโยชน์ที่จำเป็นคืออะไร ข้อนี้ไม่ฝันถึงเลย ผันถึงแต่ที่จริงกว่านั้น คืออะไร, แล้วจริงกว่านั้นคืออะไรอีก, แล้วจริงอะไรกว่านั้นคืออะไรอีก, จริงกว่านี้คืออะไร อีกมันไปแต่อย่างนี้. นี่วิธีคิดอย่างปรัชญา ประโยชน์อย่างอื่นไม่ต้องการ ต้องการแต่จะรู้ ว่า มันจริงอย่างไรแล้วจริงยิ่งขึ้นไปอีกอย่างไร, และจริงยิ่งขึ้นไปอีกอย่างไร, ก็เรียกว่า คนมันบ้าความจริง. ทีแรกก็คิดไปจากสิ่งที่ตามองเห็น เช่นต้นไม้ต้นนี้ ก็เห็นแล้วคิดลงไปว่า มันมีอะไรที่ยังมองไม่เห็น คือมันลึกลงไปใต้ดิน หรือว่ามันเป็นอย่างอื่น, แล้วแต่เขาจะ ไปคิดเข้าที่อะไร, แล้วคิดชนิด ที่เรียกว่า ธรรมดาไม่ได้มองกัน, หรือที่มองไม่เห็น มันลอดลึกลงไปเรื่อยไป จนไปลิบ, จนไปถึงสิ่งที่ตรงกันข้าม ก็ยังไม่หมด. จะเรียกอีกทีหนึ่งก็ว่า เขาไม่คิดเพื่อแก้ปัญหาที่จำเป็นของมนุษย์, นี่คุณ จำข้อนี้ไว้ให้ดี จะไม่ตกบ่อ philosophy, เขาไม่ได้คิดเพื่อจะแก้ปัญหาที่จำเป็นของมนุษย์ คิดแต่เพื่อประโยชน์แก่ความจริง. ฟังดูแล้วมันก็น่าหัวอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์แก่ ความจริง ไม่ได้เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์ แล้วไปคิดจนไปทิศทางไหนก็สุดแท้ ไปเรื่อยไป, นี้ก็เรียกว่าเพื่อหรือเกินเพราะเหตุนี้. นักคิดพวกนี้ก็เรียกว่า นักปรัชญา philosopher. อย่าลืมว่าคำว่าปรัชญานี้ยืมของเขาไปใช้ผิดนะ. ปรัชญาคือปัญญา คือ รอบรู้แท้จริงและถูกต้อง นะ ยืมของเขาไปใช้ผิด, ถ้ายังไม่รู้ก็รู้ ไว้เสียเดี๋ยวนี้ และ เมื่อพูดก็พูดตามเขา ก็ให้รู้ไว้เสียว่า คำว่า ปรัชญานี้ มันไม่เป็นคำที่ใช้สำหรับคำว่า philosophy ในภาษาต่างประเทศ.
น.278 แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าว่าคนหนึ่งมันคิดมาก คิดในเรื่องเดียวนี้ คิดหลายแง่ หลายสิบแง่ หลายร้อยแง่ หลายมุม มันคงจะมีสักมุมหนึ่งแหละที่เอามาใช้เป็นประโยชน์ได้ โดยที่เขาไม่ได้มุ่งให้เป็นประโยชน์, แต่เราไปดึงเอามาใช้เป็นประโยชน์ได้. ฉะนั้นพวกที่เขาได้ศึกษาในส่วนนี้มามากพอ แล้วมีจิตใจไม่ลำเอียง เขาก็ ยอมรับว่า ปรัชญาที่เกินหรือเพื่อนั้น บางอย่างเราเอามาใช้มีประโยชน์ได้ โดยเฉพาะ เช่นปรัชญาของโสเครติส, ของเพลโต, อริสโตเติล พวกนี้ เอามาใช้เป็นประโยชน์ในเรื่อง ทางการศึกษาก็มี การเมืองก็มี เรื่องเสรีภาพเรื่องอะไรนี้, เขาคิดไว้จนเพ้อจนล้นไปทุกสิ่ง ทุกอย่าง เอาบางแง่มาใช้ได้ อย่างนี้เป็นต้น. แต่นี้มันก็น่าสงสัยนะ ว่าความคิดข้อนั้น มันเป็นไปในรูปปรัชญาจริง หรือเปล่า, หรือว่านักคิดที่ออกชื่อมานี้ เขาเป็นนักปรัชญาล้วน ๆ หรือว่าเขาเป็น นักอะไรบางอย่างที่มันพ้องกันไปในคราวเดียวกัน. เอาละ, เป็นอันยอมรับว่า ความรู้ที่เพ้อของนักปรัชญานี้, เมื่อมันมี มากมายหลายสิบหลายร้อยแง่มุมเข้า มันก็มีสักอย่างหนึ่งที่จะมาใช้ประโยชน์ได้ แล้วเป็น ประโยชน์อยู่กระทั่งเดี๋ยวนี้แหละ. การเมือง, การศึกษามีปรัชญาที่เขาคิดไว้มาก ก็มีข้อ หนึ่งหรือแนวหนึ่งที่ใช้ประโยชน์ได้, ส่วนอีกหลายสิบข้อหลายร้อยข้อ มันก็คงเป็นของ เพื่อต่อไปตามเดิม. นี้ข้อที่น่าสงสัย ที่ควรจะตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ทำไมเขาไม่ไปหยิบเอาเรื่องที่ มันน่าคิดมาคิด หรือแม้เขาจะไปหยิบเอาเรื่องน่าคิดมาคิด เขาก็คิดไปในทางที่มันเพื่อ, คิดไปในทางที่ไม่จำเป็นจะต้องคิด เช่นเรื่องความทุกข์ ของมนุษย์ นี้มันต้องถือว่าเป็น เรื่องที่น่าสนใจที่สุด จำเป็นที่สุด, เขาก็ไม่คิดตรงลงไปที่เรื่องความทุกข์ของมนุษย์
น.279 พื่อหรือเกิน ไปใช้หัวข้อเป็นเรื่องการศึกษาก็มี, เป็นเรื่องการเมืองก็มี, เรื่องเสรีภาพอะไรก็มีมากมาย ซึ่งไม่ได้ตั้งปัญหาลงไปตรง ๆ บนสิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์ เขาก็อาจจะมองไม่เห็นหรือไม่รู้สึก ว่าความทุกข์นี้เป็นปัญหาของมนุษย์, บางทีจะไม่มองเห็นด้วยซ้ำไปว่า กำลังมีความทุกข์อยู่ เขาไม่ถือว่า เรามีความทุกข์อยู่, และตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความทุกข์อยู่ มนุษย์ ไม่ได้มีความ ทุกข์อยู่ จึงไปคิดเรื่องที่เขาตั้งหัวข้อไว้มันหรูหราสวยงาม แสดงความเป็นนักปราชญ์ใน ทางความคิด. นี่เป็นสิ่งที่มันก็น่าสงสัยอยู่อย่างหนึ่งเหมือนกัน, ทำไมไม่เอาเรื่องที่น่าคิด คิด แม้จะคิดในรูปของปรัชญา. นี้เมื่อมาคิดแต่เรื่องว่าเสรีภาพคืออะไร นี้ก็คิดไปจนตาย มันก็ได้มากซิเรื่อง เสรีภาพทั้งนั้น อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น จนไม่ได้ตอบปัญหาเรื่องความทุกข์ของมนุษย์ ที่กำลังเป็นทุกข์อยู่จริง. สมมติว่าจะคิดเรื่องการศึกษาในรูปของปรัชญา ก็คิดไปมากแง่ มากมุม หลายสิบหลายร้อยแง่ ก็เป็นเรื่องการศึกษาที่เป็นเรื่องของความคิด, คิดแต่ที่จะ วางหลักวางโครงการวางอะไรต่าง ๆ ยังไม่เกิดการศึกษาที่จะตัดปัญหาของสังคมได้ด้วยซ้ำไป คิดดูให้ดี. แต่เราต้องยอมว่า เขาเก่งที่สุดในการคิด, คิดได้มากที่สุด น่าอัศจรรย์ อย่างยิ่งเหมือนกัน นี่ปรัชญา. เพื่อจะให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา. philosophy นี้ยิ่งขึ้นไปอีกนิดหนึ่ง ก็โดยการเทียบกันดูกับสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์, วิทยาศาสตร์กับปรัชญามันต่าง กัน ที่ว่า วิทยาศาสตร์นั้นค้นคว้าเอามา แล้วก็ พิสูจน์ทดลอง อย่างที่เอาความรู้สึก ของผู้นั้นจริง ๆ เป็นเกณฑ์, เอาวัตถุนั้นจริง ๆ เป็นเกณฑ์ มันจึงไม่ใช่การคิดชนิดที่ว่าคิด ไปอย่างรูปของปรัชญา, ปรัชญา มันคว้าเอามา แล้วก็มี การคำนวณ ไม่ใช่การทดลอง มันเป็นการคำนวณ เป็น speculation อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น เรื่อยไปตามทาง คณิตศาสตร์ก็ได้ทาง logic ก็ได้ กระทั่งทาง วิธีคิดยิ่งกว่า logic ไปอีกก็ได้ มันจึงมีผล เป็นความคิดทั้งนั้น ไม่เป็นวัตถุออกมาได้, แล้วก็ไม่มีทางที่จะทดลอง คือไม่มีการพิสูจน์
น.280 ทดลอง เหมือนกับทดลองวัตถุของพวกวิทยาศาสตร์, experiment มันมีไม่ได้ ในทางของ ปรัชญา มันมีได้แต่ทางวิทยาศาสตร์. นี่ วิทยาศาสตร์จึงไม่ใช่ปรัชญา ปรัชญาจึงไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แม้จะ เกณฑ์ให้ปรัชญาเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต มันก็เป็นไม่ได้ เพราะมันไม่มีสิ่งที่พิสูจน์ทดลอง นั้นได้. มันเป็นเรื่องทางจิตสำหรับคิด แล้วก็คิดโดยวิธีคำนวณแบบนั้นแบบนี้ แล้วแต่ ปรัชญาแขนงไหนจะตั้งรากฐานอยู่บนคณิตศาสตร์ หรือว่าจะตั้งรากฐานอยู่บน logic หรือ วิธีคิดอย่างอื่น ๆ อีก, ฉะนั้นเราจึงไม่พบผลเป็นวัตถุจากปรัชญา อย่างที่พบได้จาก วิทยาศาสตร์. พุทธศาสนาต่างจากปรัชญา. ทีนี้ถ้าจะเอามาเกี่ยวกับพุทธศาสนา ใช้ตามวิธี philosophy หรือปรัชญานั้น มาคิดเกี่ยวกับหลักธรรมะในพุทธศาสนาก็เป็นได้. นี้ก็เพิ่งมีทีหลัง มีใหม่หยก ๆ ที่จะคิด กันไปในรูปของปรัชญาอย่างตะวันตก ถ้าจะคิดกันไปในเพียงแง่ตรรกวิทยาหรือจิตวิทยา ก็เคยคิดกันมาแล้วแต่สมัยพุทธกาลเหมือนกัน คือ ว่า สมัยพุทธกาลหรือก่อนพุทธกาล เล็กน้อย คนเริ่มคิดอย่างวิธีปรัชญานี้ คิดเป็นกันแล้ว; แต่พุทธศาสนาไม่ได้ เกิดขึ้นมาในรูปนั้น เกิดขึ้นมาในรูปของศาสนา คือเอาความทุกข์เป็นตัวปัญหา แล้วค้นเพื่อจะกับความทุกข์นั้นลงไปให้ได้, ออกผลมาเป็นความดับทุกข์ได้, แล้วก็ เรียกว่าศาสนา. ทีนี้พวกที่เป็นนักปรัชญาก็ชอบจะคิดให้มันลึกกว่าที่จำเป็น, เอาคำนั้น คำนี้แต่ละคำมาคิด มาพิสูจน์ให้มันลึกลงไปขยายความลึกลงไป ก็เกิดคัมภีร์ที่เรียกว่า อภิธรรมขึ้นมา, คัมภีร์อภิธรรมอยู่ในรูปของปรัชญา แม้ไม่ถึงขนาด แต่มันมาในแนว ของปรัชญา คือ อาศัยรากฐานเป็นจิตวิทยาบ้าง เป็น logic บ้าง. คุณไปอ่านดูคัมภีร์ อภิธรรมทั้งหมดเองก็แล้วกัน.
น.281 ฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า พุทธปรัชญา ก็เพิ่งมี เมื่อพวกฝรั่งเขาเกิดมาสนใจ พุทธศาสนาแล้วก็เอาวิธีการอย่างปรัชญามาใช้ให้คิด มาใช้ศึกษา, พุทธปรัชญาที่เขียนเป็นรูปเล่มหนังสือกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันเป็นไปในรูปอย่างนี้ ฉะนั้นจึงไม่เหมือนกับสิ่งที่เรียกว่า อภิธรรม หรือคัมภีร์อภิธรรม ที่มีมาแล้วตั้งแต่โบราณ. ใกล้ ๆ พุทธกาล เพราะว่ามันมีวิธีคิดอย่างนั้นอยู่ก่อนแล้ว แม้ในศาสนาอื่น. ทีนี้ พระพุทธเจ้าท่านเป็นนักศาสนา, พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้เป็นนักปรัชญา ถึงพวกฝรั่งหรือว่าใครก็ตามจะมาพูดมาเกณฑ์ให้พระพุทธเจ้าเป็นนักปรัชญานี้มันผิด. ผมเองก็เคยเข้าใจผิด แม้ว่ายังไม่รู้จักคำเหล่านี้ดี เห็นว่าคำนี้มันอัศจรรย์ดี เคยได้ยินแต่ว่าปรัชญา ๆ เป็นปัญญาอย่างยิ่ง โดยที่ไม่รู้ว่า คำนี้เขาใช้เพื่อจะให้ตรงกับคำว่า philosophy, พอไปรู้เรื่อง philosophy ก็เห็นชัดว่า พระพุทธเจ้าไม่มีทางที่จะเป็นนักปรัชญา ท่านเป็นนักศาสนา, ท่าน เป็นนักดับความทุกข์ลงไปโดยตรง ที่นี่แหละเดี๋ยวนี้ อย่างนี้ไม่ใช่ปรัชญา. ถ้าเป็นปรัชญา ก็ค้นหาความจริงเพื่อความจริง, ไม่ใช่หาความจริงเพื่อดับทุกข์. ฉะนั้น สัจจะทั้งหลายมีมากมาย, แต่ไม่ได้เป็นไปเพื่อดับทุกข์, มีอยู่สัจจะเดียว คือ อริยสัจจ์อย่างในพุทธศาสนาเท่านั้นที่จะดับทุกข์. ฉะนั้นปรัชญานี้ค้นหาความจริงเพื่อความจริง เพื่ออุดมคติ หรือแม้แต่เพื่อวิธีการอื่น ๆ แปลก ๆ เผื่อ ๆ ไว้เท่านั้นเองแหละ, เพราะความคิดมันพาไป. แต่ถ้าเป็นเรื่องของศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา นี้แล้ว ไม่ใช่คิดเผื่อ ๆ, ไม่ใช่คิดเพื่อความจริงของความจริง, คิดเพื่อจะดับความทุกข์ เพราะเรามีปัญหาที่ตัวความทุกข์, แล้ว เป็นตัวการปฏิบัติ ลงไปยังความทุกข์นั้นเอง, ไม่ใช่คิดเผื่อ ๆ ไว้, มีความทุกข์ที่ไหนเมื่อไร ก็แก้ปัญหาหรือตีปัญหาลงไปบนความทุกข์ นั้น เพื่อพบข้อเดียวเท่านั้น คือว่าจะดับความทุกข์นี้ได้อย่างไร.
น.282 ฉะนั้นเราจึงไม่ต้องการจะรู้ความจริงที่มากมาย ที่ไม่จำเป็น, แม้รู้ความจริงเรื่องกิเลสหรือเรื่องความทุกข์นี้มันยังมีอย่างอื่นอีกมาก ที่ยังไม่ต้องคิดหรือยังไม่ต้องรู้ก็ได้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสว่า ที่เราตรัสรู้แล้วเอามาบอกแก่พวกเธอนั้น เท่ากับใบไม้กำมือเดียว, ที่เราไม่บอกไม่เอามาพูด ให้เสียเวลานั้น เท่ากับใบไม้หมดทั้งป่า, นี้ มีสูตรอยู่สูตรหนึ่งซึ่งมีความหมายอย่างนี้, แล้วเป็นสูตรที่ตรัสกับภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ในขณะที่เดินทางไปถึงป่าแห่งหนึ่ง ป่าไม้สีสะปา แปลว่าไม้สีเสียด หรือไม้อะไร, ก็ไม่แน่นอน แต่ว่าไม้นั้น มีชื่อในบาลีว่าไม้สีสะปา, เป็นดงใหญ่ของไม้สีสะปา, แล้วก็มีใบไม้หล่นอยู่กลางดินบ้าง ทรงหยิบขึ้นมากำหนึ่ง แล้วก็ถามภิกษุให้เกิดความสำนึกว่า ใบไม้ในกำมือนี้ กับใบไม้หมดทั้งในป่านี้ มันมากน้อยกว่ากันอย่างไร, นี้ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันเปรียบกันไม่ได้. พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสข้อนี้ว่าที่ได้ตรัสรู้ หรือ สัจจะทั้งหลายที่ตรัสรู้มันมากเท่ากับใบไม้หมดทั้งป่า, แล้ว มาสอนเท่ากับใบไม้กำมือเดียว. เพราะเหตุใดจึงไม่สอน ไม่มาบอกทั้งหมดนั้น ก็เพราะมัน ไม่จำเป็น เท่านั้นเอง, ไม่ประกอบด้วยประโยชน์, ไม่เป็นเงื่อนต้นของการประพฤติเพื่อการดับทุกข์. สัจจะเหล่านั้น แม้จะเป็นความจริงอยู่ เห็นอยู่รู้อยู่ แต่มันไม่ทำให้เกิดประโยชน์อันใดแก่มนุษย์ นอกจากเป็นความรู้ หรือความจริงตามกฎของธรรมชาติ ; ฉะนั้นจึงไม่ถือว่าเป็นเงื่อนต้นของการประพฤติพรหมจรรย์. ท่านขยายความออกไปว่า น นิพพิทานายะ น วิราคายะ น นิโรธายะ น อุป-สมายะ นิพพานายะ ; นี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อนิโรธ เพื่อสงบ เพื่อนิพพาน, ดังนั้นจึงไม่เอามาพูด, พูดแต่ใบไม้กำมือเดียว เพราะมันดับทุกข์โดยตรง. นี้เรียกว่าส่วนที่เป็น ศาสนาหรือพรหมจรรย์, พรหมจรรย์แปลว่าการประพฤติอย่างสูงสุด ประเสริฐที่สุด คือ ดับทุกข์ได้, ถ้าไม่เป็นเงื่อนต้นของพรหมจรรย์ ก็ไม่เอามาพูด ให้ป่วยการ. นี้คือ ข้อที่คำตรัสคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มิได้อยู่ในรูปของปรัชญา แต่อยู่ใน
น.283 พื่อหรือเกิน รูปของศาสนา คือ จะดับทุกข์กันที่นี่และเดี๋ยวนี้, รู้ความจริงเพื่อจะดับความทุกข์ กันที่นี่และเดี๋ยวนี้. นี้ได้รู้ความจริงเพื่อความจริงอันมากมายนับไม่ไหว เหมือนกับใบไม้หมดทั้ง ป่า; เมื่อคน ๆ หนึ่ง เขาคิดว่าอะไรจริง ก็เป็นความจริงของคนคนหนึ่ง, อย่างนี้มัน ผิดก็ได้, หรือมันยังไม่ถึงขนาดถูกถึงที่สุดก็ได้ คือมันถูกครึ่งหนึ่ง ถูกนิดหนึ่ง, หรือไม่ ถึงครึ่ง ก็เป็นสัจจะอันหนึ่ง ๆ ด้วยเหมือนกัน แล้วมันจะสัจจะอื่น แต่ถ้ามันไม่ดับทุกข์ ก็เก็บไว้ก่อนก็ได้, สัจจะบางอย่างยังไม่จำเป็นอย่างนี้. นี้ในเรื่องที่เป็นปรัชญา แม้ว่าศาสนาอื่นลัทธิอื่น เขาจะถือว่าสำคัญ เขาบัญญัติสอนกันไป. ในพุทธศาสนานี้ไม่สอน, ไม่อยากให้แตะต้อง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเช่นเรื่องอันตคาหิกทิฏฐิ ๑๐ ประการนั้น ที่มีมากทั่วไปในอินเดียในสมัยนั้น, ที่คนเขาอยากจะรู้ ว่า, โลกนี้เที่ยงหรือไม่เที่ยง โลกนี้มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด, จิตใจก็อันนั้น ร่างกายก็อันนั้น, หรือว่าจิตใจก็อันอื่นร่างกายก็อันอื่น, หลังจากตายแล้วมีอีก หรือหลังจาก ตายแล้วไม่มีอีก, หรือว่า หลังจากตายแล้วมีด้วย ไม่มีด้วย หรือว่ามีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ สิบ ข้อนี้เขาเรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิ. การที่ไปตั้งปัญหา ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่ก็คือ ข้อหนึ่งในสิบข้อนี้ ถ้า ใครไปทูลถามอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านนึ่งท่านไม่ตอบ, ท่านชวนพูดเรื่องสัจจะที่ เป็นประโยชน์ดับทุกข์เดี๋ยวนี้ คือเรื่องอริยสัจจ์สี่ประการ, ที่เรียกว่า อริยสัจจ์ สัจจะที่ประเสริฐที่ดับทุกข์ได้ .. คำถามเหล่านั้นไม่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์, แม้รู้ก็ไม่เป็นเงื่อนต้นแห่งพรหมจรรย์, ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ไม่เป็นไปเพื่อหน่ายคลาย กำหนัด เพื่อนิพพาน.
น.284 มีสูตรอยู่ในบาลีพระไตรปิฎกนั้นแล้ว : ภิกษุบางรูปคาดคั้น ให้พระ พุทธเจ้าท่านตอบ คำถามเหล่านี้, ท่านก็ไม่ตอบ ภิกษุนั้นใช้คำเหมือนกับขู่หรือจะท้า ว่า, ถ้าไม่ตอบเขาจะสึกไปจากศาสนานี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าสึกก็สึกซิ เพราะ ไม่ได้สัญญาว่ามาสู่ศาสนานี้แล้วจะตอบคำถามเหล่านี้ให้, ได้สัญญาว่าถ้าใครมาสู่ ศาสนานี้แล้วก็จะบอกเรื่องอริยสัจจ์ เพื่อดับทุกข์ได้ทันที, ไม่ได้สัญญาว่าจะตอบคำถาม สิบข้อนี้ เช่นว่า ตายแล้วเกิดหรือไม่. นี้ท่านก็เลยทรงอธิบายเหตุผลที่ไม่ตอบ คือว่าไม่มีประโยชน์ ก็เหมือนกับ ที่เราพูดกันบ่อยๆ ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิดนี้ ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องรู้, แต่ ว่าอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้จะต้องทำอะไร มันจำเป็นที่จะต้องรู้ ตายแล้วเกิดหรือไม่เกิด พูดไปก็ได้- แต่เชื่อคนพูด ป่วยการอย่างนี้, ไม่ใช่หลักการของพระพุทธเจ้า. แต่ว่า ถ้าความ ทุกข์มันมีอยู่ เดี๋ยวนี้เห็นอยู่ จะดับมันอย่างไร ถ้าบอกให้ก็มองเห็นชัดเลย ก็ดับได้ด้วย. นี่คือสิ่งที่จะพูด คือสัจจะเพื่อประโยชน์แก่การดับทุกข์ ไม่ใช่สัจจะเพื่อสัจจะที่ เพ้อเจ้อหรือยังไม่จำเป็น. ท่านก็เลยเปรียบว่าเหมือนกับคนถูกยิงด้วยศร นอนแบบอยู่ จะตายอยู่แล้ว เขาเอาแพทย์มาจะผ่าลูกศรออก. เขาบอกว่ายังไม่ต้อง ต้องบอกเขาเสียก่อนว่า ใครยิงเขา ยิงเขาทำไม ยิงเขาด้วยลูกศรอะไร ด้วยยาพิษอะไร, กระทั่งไปถึงว่า คันศรนั้นทำด้วยไม้ อะไร สายศรนั้นทำด้วยเชือกอะไร เรื่อยไปอย่างนี้ มันก็บ้าเลย, มัน ก็ตายเปล่า, มันตั้ง คำถามออกไปได้เรื่อย. ฉะนั้น ทางที่ดีเขาควรจะเอ้า! ผ่าลูกศรออกเดี๋ยวนี่ ซิ, เอายาใส่ซิ มัน จะได้หาย; ถ้าอย่างนี้ก็เป็นเรื่องศาสนาโดยตรง เป็นพรหมจรรย์ ถ้ามัวตั้งปัญหา ว่า เขายิงทำไม เขายิงด้วยอะไร กระทั่งออกไปว่า สายศรทำด้วยอะไร หรือว่าจะไปหามา
น.285 พื่อหรือเกิน จากป่าไหน เมื่อไร ก็เลยเป็นเรื่องที่เกินความจำเป็น. ฉะนั้นจึงไม่ตอบ มันไม่เป็น ประโยชน์อะไร จะตอบแต่ว่า เดี๋ยวนี้จะเอาลูกศรออกอย่างไร, จะทำให้หายได้อย่างไร. นี้คือ ข้อที่แตกต่างกันระหว่างสิ่งที่เรียกว่า ศาสนากับปรัชญา ขอย้ำอีกทีหนึ่งว่า ถ้าปรัชญาคือความจริงเพื่อความจริง, แต่ถ้าศาสนา-ความ จริงเพื่อประโยชน์ที่นี้เดี๋ยวนี้ทันที ดับทุกข์ได้ ความจริงเพื่อความจริงอันไม่รู้จบนั้นคือ ปรัชญา. นี้ถ้าเอาหลักปรัชญาค้นหากันในรูปนี้ ก็เกิดเป็นพุทธปรัชญาขึ้นมา เช่นใน คัมภีร์อภิธรรมเป็นต้น. จะยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ว่าถ้าเป็นเรื่องศาสนา ก็มีแต่ความทุกข์ จน ทนไม่ได้, เพราะปัญหาของความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความทุกข์ ความโทมนัส ความพบกับสิ่งที่ไม่ถูกใจ พลัดพรากจากสิ่งที่ถูกใจ กระทั่งต้อง การอย่างไรมันไม่ได้อย่างนั้น, แล้วมันทนทรมานใจ นี้คือตัวทุกข์, นี้มีอยู่ที่นี่ เดี๋ยวนี้แล้ว ทีนี้ มันมาจากอะไร ก็บอกว่า มาจากความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู - ของกู, กูจะเอาให้ได้อย่างนั้น กูจะเอาให้ได้อย่างนี้, จะต้องมาเป็นของกูอย่างนั้น อย่างนี้. นี้ก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหาและอุปาทาน, แล้วก็ มาจากความโง่ ของคนนั้นเอง. นี้การที่ จะดับความทุกข์ ก็คือต้องดับต้นเหตุของความทุกข์นี้เสีย. วิธีดับทุกข์ ก็คือ ทำให้เกิดความถูกต้องทุก ๆ ประการในชีวิตนี้, ความถูก ต้อง ๘ ประการที่เรียกว่า อริยมรรค ที่ผมได้อธิบายในการอธิบาย ในครั้งก่อนที่แล้ว มานี้, เท่านี้ก็พอแล้ว. เมื่อทำอยู่อย่างนี้ความทุกข์ก็เกิดไม่ได้, นี้ความทุกข์ที่กำลังเกิด อยู่ก็หายไป. นี่เรียกว่า เป็นเรื่องพรหมจรรย์, หรือเป็น เรื่องศาสนาโดยตรง, ไม่เป็นปรัชญา.
น.286 นี้ถ้าว่าจะให้เป็นปรัชญาก็ลองตั้งปัญหาขึ้นมาอย่างที่นายคนนั้นซิ รู้ว่ามันมี ความทุกข์อยู่ ก็ไม่ดับทุกข์แหละ ต้องการจะแจกความทุกข์จะบรรยายสาธยายกันแต่เรื่อง ความทุกข์, หรือว่าถ้าจะให้หาเหตุของความทุกข์ มันก็หาไปในรูปที่ไม่จำเป็น ในลักษณะ ที่ไม่จำเป็น, แล้วความจริงนั้นก็เตลิดเปิดเปิงไปเรื่อย แล้วยิ่งในชั้นหลังนี้ แม้คัมภีร์ อภิธรรม นี้ก็แจกความทุกข์ โดยตัวหนังสือ หรือโดยตัวอักษรนี้มากออกไป, แจกสิ่ง ที่เกี่ยวข้องกันด้วยมากออกไป. คำพูดคำเดียวก็แจกให้มันมีแขนงมากออกไป ๆ ๆ ก็เลย กลายเป็นเรื่องคำพูด เรื่องตัวหนังสือ เรื่องปัญหา ทางคำพูดทางตัวหนังสือ ไม่มี ที่สิ้นสุด. ฉะนั้นถ้าเอาสิ่งที่เรียกว่า philosophy มาใส่เข้าที่ตรงไหน หรือส่วนไหนใน พุทธศาสนาแล้ว มันก็เกิดพุทธปรัชญาที่ไม่รู้จบขึ้นมา จึงเป็นเรื่องสำหรับคิดเพื่อเป็น นักปราชญ์ อย่างดีที่สุดได้เท่านั้น, แล้วก็ไม่ดับทุกข์ได้, จะเป็นผู้ร่ำรวยไปด้วยความรู้ ที่เกี่ยวกับความจริงอย่างนั้นจริงอย่างนี้ จริงอย่างโน้น. นี้คุณก็พอจะเข้าใจได้ว่า, นักปรัชญากับนักศาสนานั้นไม่ใช่คนเดียวกัน แต่อาจจะเป็นได้ในคนหนึ่งเป็นได้ทั้งสองอย่างได้. นักปรัชญามันก็มุ่งไปแต่เรื่อง จริงของความจริง, เพื่อความจริงจริงออกไป. นักศาสนานี้ก็ต้องรู้แต่ว่า ทำอย่างนี้ มันดับทุกข์ได้ เท่านี้ก็เป็นนักศาสนาได้. ที่นี้นักศาสนาคนนั้น เป็นนักศาสนาแท้จริง เขาอาจจะเป็นนักปรัชญาก็ได้ ถ้าเขาต้องการ แต่เขาก็ไม่ต้องการเสียอีก ท่านเป็นพระ- อรหันต์แล้วก็ไม่อยากเรียนอภิธรรมอย่างนี้เป็นต้น ความต่างกันจึงอยู่ที่นักปรัชญานั้นก็คือ philosopher ตัวหนังสือมันก็บอกว่า รักรู้ ผู้รักที่จะรู้หรือว่ารักในความรู้ แต่ นักศาสนา หรือ religioner นี้ ก็คือผู้ที่จะปฏิบัติเพื่อจะดับทุกข์ ให้ตรงตามกฎเกณฑ์ ของการดับ ทุกข์ นักศาสนากับนักปรัชญาก็ต่างกันอยู่อย่างนี้.
น.287 พื่อหรือเกิน ถ้าใครไปถามว่า พระพุทธองค์นี้ทรงเป็นนักปรัชญาด้วยหรือ. คุณลองคิดดู เองมันเป็นคำถามที่บ้าบอที่สุดแหละ, คือ ท่านไม่ยอมพูดมากไปกว่าใบไม้กำมือเดียว. แต่ ถ้าเอาส่วนที่ท่านรู้ใบไม้ทั้งป่า จะเกณฑ์ให้ท่านเป็นนักปรัชญาก็ได้, แต่นั้นไม่ใช่ความ ประสงค์ของท่านที่จะรู้อย่างรู้ใบไม้หมดทั้งป่า. เมื่อออกผนวช ท่านก็มุ่งหมายที่จะ รู้ว่าอะไรมันจะดับทุกข์เท่านั้นแหละ หากแต่ว่าการตรัสรู้นี้ มัน นอกจากรู้ว่าตัวปัญหา จริงคือ ความดับทุกข์แล้ว, ก็รู้สิ่งข้างเคียงทั่วไปหมดด้วย. นี่เป็นเหตุที่ทำให้พระองค์ตรัสว่า ที่ไม่เอามาพูดนี้เท่ากับใบไม้ทั้งป่า, ที่เอามาพูด เท่ากับใบไม้กำมือเดียว. ถ้าถามว่า พระพุทธเจ้าเป็นนักปรัชญาหรือ ก็ควรที่จะตอบว่า ไม่ เป็น, ท่านเป็นนักศาสนา เป็นพระศาสดาผู้สอนวิธีดับความทุกข์ ด้วยการ ประพฤติพรหมจรรย์ มันอยู่ที่นี้ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘. นี้ส่วน ปรัชญา ก็เลยเป็นอันว่าแยกออกไปได้ส่วนหนึ่ง คือ ความรู้ที่รู้ เกี่ยวกับสัจจะเหมือนกัน แต่มันมาก, แล้วก็สัจจะเพื่อสัจจะ ที่คุณก็จะตอบได้เองว่า มันจำเป็นหรือว่าที่จะต้องมีความรู้เรื่องปรัชญา มันไม่จำเป็น แต่ถ้าใครรู้ก็ไม่เป็นไร นอกจากว่า มันจะเสียเวลา. ถ้าเขารู้เรื่องที่จำเป็น รู้เสร็จแล้ว ปฏิบัติเสร็จแล้ว เขา อยากจะรู้เรื่องปรัชญาบ้างก็ได้, แต่เป็นสิ่งที่ไม่จบ เรียกว่ามันเป็นส่วนที่เพ้อหรือเกิน นี้ ถ้าจะถามว่า คนเรามีปัญหาส่วนที่เพื่อหรือส่วนที่เกินด้วยหรือนี้ มัน ก็ทำความลำบาก ในการที่จะตอบ เพราะว่าคนสมัยนี้ ชอบแต่เรื่องปัญหาเพื่อ หรือปัญหาเกิน, ไม่ชอบปัญหาที่จำเป็น มันจึงตั้งปัญหาเกินกันทั้งนั้น. แล้วโดย เฉพาะอย่างยิ่งสมัยเรานี้เขานิยมฝรั่ง ซึ่งเป็นพวกที่นิยมปรัชญา เราก็พลอยเป็นนักปรัชญา หรือเป็นนักปรัชญาสมัครเล่น, หรือเป็นนักปรัชญาตามกันฝรั่งไปเลย มันก็ต้องเกิดปัญหา เพื่อหรือเกินขึ้นมาจริง ๆ ช่วยไม่ได้.
น.288 ฉะนั้นไปพิจารณาดูให้ดี ที่พูดกันอยู่ ที่เถียงกันอยู่ในเรื่องอะไรก็ดี แม้แต่ เรื่องที่ไม่ใช่ศาสนาก็ดี มันก็เป็นเรื่องปรัชญาในแง่ปรัชญาไปหมด มันตั้งปัญหาได้มาก แล้วสนุกด้วย น่าทึ่งหรือชวนความสนใจ, แล้วก็ไม่ค่อยจะน่าเบื่อระอาสำหรับคนสมัยนี้ ซึ่งไม่ชอบการปฏิบัติเพื่อจะทำลายกิเลส เพราะเขารู้สึกว่าทำลายกิเลสนี้ไม่สนุกนี่ มันสูญ เสียความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยไปเสีย ก็เลยหันไปทางที่ไม่ทำลายกิเลส ไม่ดับทุกข์หรือ ดับกิเลส, ไปชอบเรื่องที่คิดแล้วมันสนุก, แล้วมันได้มีชื่อเสียงได้เป็นนักปราชญ์ เรียก ว่าเป็นนักปราชญ์ ดีกว่าเป็นพระอรหันต์แหละ, เป็นนักปราชญ์มันสนุก มีชื่อเสียงอยู่ใน โลกด้วยความสวยงามอะไรนี้. ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็หมดกิเลสหมดอะไรนี้ เขารู้สึกว่ามัน จืดชืดไป. นี่เป็นเหตุให้คนสมัยนี้มีปัญหาเพื่อ ก็ต้องไปหาธรรมศาสตราที่เพื่อมา เพื่อจะ ตัดปัญหาเพื่อ คือปรัชญานี้, หัวข้อเราจึงมีว่า ปรัชญาคือธรรมศาสตรา เพื่อจะตัด ปัญหาที่เพื่อหรือเกิน. อย่าไปสร้างปัญหาเพื่อหรือเกินขึ้น ปรัชญาก็ไม่จำเป็น. แล้วมันมีคำอยู่คำหนึ่งซึ่งยิ่งไปกันใหญ่ คือ อภิปรัชญา ที่เขามุ่งหมายให้ เป็นคำแปลของคำว่า meta-physic, ใช้คำว่าปรัชญากับ philosophy มันก็ผิดขนาดหนัก แล้ว, มันเป็นคนละเรื่องกัน. แล้วนี้ไปอภิปรัชญา เลยไปต่อไปอีกไกลต่อไปอีก. ไปจากตัวหนังสือ, โดยตัวหนังสือมันยิ่งผิดไกลออกไปอีก ว่า อภิปรัชญา มันจะกลาย เป็นตรงกันข้ามเสีย ด้วยซ้ำไป. ข้อความที่เป็นปรัชญา เป็นอภิปรัชญา เต็มไปในอภิธรรมปิฎก, ส่วนใน วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก นั้น มันเป็นเรื่องศาสนา แม้จะเปิดแง่ให้อธิบายกว้าง ออกไปบ้าง มันก็ยังอยู่ในขอบเขตของศาสนา. ฉะนั้น อยากจะเป็นนักปราชญ์ก็ไป ศึกษาอภิธรรมปิฎก, อยากจะเป็นพระอรหันต์ ก็รีบปฏิบัติตาม ที่มีกล่าวไว้แล้ว ในวินัยปิฎกและสุตตันตปิฎก, ไม่มัวมาตั้งปัญหาอย่างที่เรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิ.
น.289 อันตคาหิกทิฏฐินี้ ความหมายดีมาก คือทิฏฐิที่กระโดดออกไป จับฉวย เอาสุดโต่งข้างโน้น ข้างนี้ ข้างนั้น ข้างใดข้างหนึ่ง, เขาเรียกว่า อันตคาหิกทิฏฐิ ; เช่น พวกที่หนึ่งก็กระโดดไปจับเอาสุดโต่งว่าโลกเที่ยง ว่าสัตว์ โลกเที่ยง, ก็สุดทั้งนั้นแหละ ข้างเที่ยง, ทีนี้ อีกพวกหนึ่งก็โดดไปข้างไม่เที่ยง มันก็เป็น สุดโต่งข้างไม่เที่ยง. แต่ถ้าเป็นพุทธศาสนา มันก็ออกมาในรูปว่า อิทัปปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็น ปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ย่อมเกิดขึ้น หรือเมื่อไม่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย, สิ่งนี้ ๆ ก็ ดับลง, ไม่อาจจะพูดได้ว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง. คำที่ว่า อนิจจัง - สังขารไม่เที่ยงนั้น มีความหมายอีกอันหนึ่ง, ไม่ใช่ความหมายในที่นี้ ที่ว่า โลกเที่ยงหรือโลกไม่เที่ยง ก็ เขาหมายถึงสุดโต่ง โลกมีที่สุดกับโลกไม่มีที่สุด. แต่ พุทธศาสนาก็ยังอยู่ที่ว่าอิทัป- ปัจจยตา ที่เราพูดกันแล้วพูดกันอีก คือ จะต้องไปตามเหตุตามปัจจัย โดยเฉพาะของ มัน. อย่าไปพูดว่า มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด, อย่าพูดว่าอันนี้หรืออันอื่น อิทัปปัจจยตามัน ไม่ใช่อันนี้ มันไม่ใช่อันอื่น, อย่าพูดว่าตายแล้วเกิด หรือตายแล้วไม่เกิด มันมีตัวตน ที่แน่นอน, พูดว่าเกิดก็สุดโต่ง พูดว่าไม่เกิดก็สุดโต่ง, ก็ต้องพูดว่า อิทัปปัจจยตา เป็น ไปตามเหตุตามปัจจัย โดยเฉพาะของมัน ไม่ใช่คำพูดที่กำกวม ไม่ถูก. นี่อยากจะให้รู้คำว่า สัจจะ, สัจจะแปลว่าจริง, ที่นี้ว่าสัจจะเพื่อสัจจะ ไม่มีประโยชน์อะไรแก่เรา ยิ่งสัจจะมันมีมากแล้ว สัจจะเพื่อสัจจะอันน้อยไม่รู้จบ, ถึงแม้ จะพูดว่า ปัจเจกสัจจะ - สัจจะเฉพาะคนหนึ่ง ๆ คนนั้นมันก็สุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง เช่นพวก ที่ถือว่าโลกเที่ยง หรือพวกที่ถือว่าโลกไม่เที่ยง เขาเรียกว่า ปัจเจกสัจจะอันหนึ่ง. คนนั้น มันไม่อาจจะถอนหรือเปลี่ยนความคิดได้, บางทีก็เรียกว่า สัจจาภินิเวส -ฝังตัวเข้าไป ในความยึดมั่นถือมั่นว่าอย่างนี้จริงอย่างอื่นไม่จริง อิทํ สจฺจํ โมฆมญฺญํ นี้เท่านั้นจริง อื่นเปล่า ไม่จริง, เป็นสัจจาภินิเวส. ฉะนั้นคนที่รู้ผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็พูดอย่างนั้น
น.290 พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้พูดอย่างนั้น, ท่านขอร้องหรือท่านห้ามว่า พุทธบริษัทจะไม่พูดว่า อย่างนั้น, อันนี้จริง, อื่นไม่จริง นี้ไม่ให้พูด, ว่านี้ ดับทุกข์หรือไม่ดับทุกข์ นั่นแหละ แล้ว ก็ พูดกันแต่จะดับทุกข์อย่างไร แล้วนั้นแหละคือจริง แล้วก็จริงอย่างประเสริฐด้วย. ฉะนั้นถ้าใครมามัวถามว่า ตายแล้วเกิดหรือตายแล้วไม่เกิด หรือมันแยก ความเกิดต่าง ๆ มากออกไปอีก ๆ อย่างที่ชอบถามกันนัก ก็รู้ไว้เถอะว่า นั่นมันไม่ใช่ของจำ เป็นมันของเฟ้อ เป็นปรัชญาออกไป ๆ ๆ แล้วก็เฟ้อ. พุทธศาสนาโดยเนื้อแท้เนื้อหานั้นเป็นศาสนา ไม่ได้เป็นปรัชญาแต่นี้ พวกคนบ้าปรัชญา. เขาก็หยิบเอาพุทธศาสนามาพูดมาอธิบายกันในแง่ของปรัชญา จึง เกิดเป็นพุทธปรัชญาขึ้นมา. ฉะนั้น หนังสือที่ฝรั่งแต่ง, พิมพ์ขึ้นในโลกจึงมีเป็น จำนวนมาก ใช้คำว่า พุทธปรัชญา Philosophy of Buddism นี้มันมีมาก, แล้ว เป็น เรื่องอภิธรรม เรื่องปรัชญาไป ไม่ดับทุกข์. ไปอ่านหนังสือชนิดนั้นสักหอบหนึ่ง ก็ไม่ดับทุกข์, เพราะเขาไม่ชี้ลงไปที่ความทุกข์ และเหตุให้เกิดทุกข์โดยตรง จึงจะ ต้องเรียนจากจิตใจ ไม่ใช่เรียนจากหนังสือ. เอาละ, ที่ผมพูดนี้ มันคงจะแปลกจากที่คุณเคยได้ยินได้ฟัง แล้วมันจะไป ค้านเปะ ๆ ปะ ๆ กันกับที่คนอื่นหรือครูบาอาจารย์คนอื่นเขาพูด นักปราชญ์คนอื่นเขาพูด, แต่ผมไม่ใช่นักปราชญ์ อย่าเอาไปเปรียบในฐานะเป็นนักปราชญ์. ผม พูดไปตามที่ได้ สังเกตเห็น ว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้วในประเทศไทยเราที่กรุงเทพ ฯ นั่นแหละ จะมีคนพูด อย่างอื่นซึ่งไม่ตรงกันอย่างนี้, เช่นพูดว่า พุทธศาสนาเป็นปรัชญา อย่างนี้เป็นต้น. มันมีปัญหาลำบากตรงที่ภาษาต่างประเทศ พอว่าเป็นศาสนา มันก็ตรงกับ คำว่า religion นี้ บางคนเขาไม่ยอมให้พุทธศาสนาเป็น religion, เพราะว่า religion
น.291 พื่อหรือเกิน ต้องมีพระเจ้า ปัญหามันก็ไปอยู่ที่คำว่าพระเจ้านั้นคืออะไร, ถ้าพูดอย่างบุคคลาธิษฐาน เหมือนรูปภาพเขียน อย่างนั้นในพุทธศาสนาก็ไม่มีพระเจ้าจริง ๆ เหมือนกัน แต่มันเป็น เพียงกฎที่ตายตัว ที่ทำให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องความทุกข์กับความ ดับทุกข์อย่างนี้ กฎนี้ก็มีในพุทธศาสนา ในฐานะเหมือนกับพระเจ้า แล้วที่ถูกนั้น เขา ว่าเอาเอง. พวกที่เขาเรียกตัวเขาว่า religion ศาสนาที่เขาเรียกตัวเขาว่า religion, หรือ ศาสนาที่เป็นเจ้าของภาษานี้ เขาสงวนไว้ไม่ให้เอาคำนั้นมาใช้กับพุทธศาสนา แล้วก็อย่าง ผิด ๆ. คำว่า religion ไปดูให้ดี ตัวหนังสือมันก็ แปลว่า การปฏิบัติที่มันทำให้ เกิดความผูกพันกันกับพระเจ้า หมายถึงภาวะที่ไม่มีความทุกข์, การปฏิบัติที่ทำให้ เกิดความผูกพันกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งสูงสุด คือพระเป็นเจ้า นี้เราก็จะเอาสิ่งสูงสุดนั้น ไม่ใช่เป็นพระเจ้าหนวดขาวถือไม้เท้า หมายถึงความดับทุกข์ได้, ความที่มนุษย์ขึ้นสู่สภาพ สูงสุดไม่มีความทุกข์เลยนั้นแหละ ให้มนุษย์ผูกพันกับสิ่งนั้นได้ จึงจะเรียกว่านิพพาน หรือ จะเรียกว่าอะไรก็สุดแท้แต่, เมื่อมีการปฏิบัติที่ทำให้มนุษย์ถึงสิ่งนั้น การปฏิบัตินั้นก็เรียกว่า religion ได้ ฉะนั้น พุทธศาสนาก็เป็น religion ได้ แล้วถูกกว่าที่จะเรียกพุทธศาสนา ว่าเป็นปรัชญา คือ philosophy. ถ้าคุณเข้าใจคำที่ผมพูดเหล่านี้ คงจะมีประโยชน์ เพราะต่อไปจะต้องเผชิญ กันเข้ากับปัญหาเหล่านี้ โดยทางคำพูดก็ตาม โดยทางหลักธรรมะก็ตาม ถ้าใครมีโชคดีได้ ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาในอนาคต ก็ยิ่งแน่นอน ที่จะต้องเผชิญหน้ากับพวกฝรั่งที่เขายึด มั่นในคำพูดบ้าง, ในหลักอะไรบ้าง มันก็ตีกันยุ่งไปหมดแหละ แต่เพื่อจะสางปัญหาเหล่านี้ แล้วก็ จะต้องถือตามอย่างที่ว่านี่. ปรัชญาหรือ philosophy ก็สัจจะเพื่อสัจจะทั้งหลายเลย สัจจะมันมากนี่ เพื่อ ประโยชน์แก่สัจจะ, ถ้าเป็นศาสนาก็ สัจจะเพื่อประโยชน์แก่ความดับทุกข์ ของมนุษย์
น.292 แล้วมีข้อเดียวเท่านั้น, ฉะนั้น philosophy มันจึงเป็นเรื่องเพ้อ สำหรับคิดกันอย่างเพ้อ ๆ แล้วเกิดปัญหาใหม่ ๆ ขึ้นมาเป็นปัญหาเพื่อ มันก็ต้องตัดด้วยสิ่งที่เพื่อด้วยกัน. นี่หัวข้อในวันนี้จึงมีพูดว่า พุทธปรัชญา ธรรมศาสตราเพื่อปัญหาที่เพือ หรือเกิน, ใช้คำว่าพุทธปรัชญาเสียเลยดีกว่าจะใช้คำว่าปรัชญาเฉย ๆ. ถ้าใช้คำว่าปรัชญา เฉย ๆ ทิ้งค้างไว้ เดี๋ยวคนเขาก็จะเข้าใจไปว่าพุทธปรัชญานี้ไม่เพ้อ, นี้ผมกำลังยืนยันว่า แม้พุทธปรัชญาก็เป็นเรื่องที่เพ้อ, หรือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอภิธรรมปิฎก คือ ความรู้ที่เพ้อหรือเกิน ที่ว่าบุคคลเป็นพระอรหันต์แล้วจะไม่ยอมเรียน นี้เป็นต้น. เพราะ มันเกินความจำเป็น. เอาละ, วันนี้เราพูดกันถึงเรื่องที่มันไม่เป็นสาระใช่ไหม ? ผมบอกตั้งแต่ต้น แล้ว ว่ามันเรื่องที่มันเพ้อเจ้อ ไม่ค่อยมีสาระอะไร, แต่มันจะเป็นประโยชน์สำหรับการที่จะ ต้องเผชิญหน้ากัน, ถกเถียงกัน เกี่ยวกับปัญหาที่มันเนื่องด้วยคำพูด. ฉะนั้นเราศึกษา ศาสนา ก็ศึกษาไปในรูปของศาสนา ถ้าจะศึกษาปรัชญา ก็ศึกษาไปในรูปของปรัชญา แล้วสิ่งที่เรียกว่าปรัชญานั้น เอาไปใช้ศึกษาอะไรได้ทั้งนั้น แล้วมันจะเกินทั้งนั้น ; เช่นว่า เราจะต้องกินอาหารอย่างนี้ ถ้าเราศึกษากันไปในแง่ของวิทยาศาสตร์, หรือว่าแม้แต่ ในแง่ของศาสนาเราก็จะกินอย่างไรให้มันดีที่สุด, แต่ถ้าปรัชญาแล้วมันเพื่อไป ละเอียดไป อะไรไปจนไม่ได้กิน จนไม่ได้ทำนากิน. เอาละเป็นอันว่า สิ่งที่มันจะสำเร็จประโยชน์ได้ ก็คือการประพฤติปฏิบัติที่ เราเรียกว่า พรหมจรรย์ หรือที่เรียกว่าศาสนา อันนี้ไม่ใช่ปรัชญา, แต่ว่าอาจจะเอามา ศึกษาอย่างปรัชญาก็ได้ ซึ่งผู้ที่ชอบคิดให้ลอดลงไปลึก ๆ จากที่ตาธรรมดาเห็น ให้ละเอียด ไปทุกแง่ทุกมุม จนกระทั่งเพื่อ คือไม่มีประโยชน์อะไร สิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา จะเป็น อย่างนั้น. เอาละ, พอกันทีสำหรับวันนี้.
Buddhadasa