น.293 ในการบรรยายครั้งที่ ๑๓ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า จตุราริยสัจจ์ คือ หลักวิชายอดสุดของธรรมศาสตรา. เราได้พูดกันมาตามลำดับ ถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่ให้ ชื่อว่าธรรมศาสตรากันมาในทุกแง่ทุกมุม. เดี๋ยวนี้ก็อยากจะกล่าวถึงหลักวิชาสูงสุด ที่จะ ใช้เป็นธรรมศาสตรา ซึ่งได้แก่เรื่องที่เรียกว่า อริยสัจจ์ทั้ง ๔ ที่เขาเรียกกันเป็นภาษาบาลี ไพเราะ ๆ ๆ นั้นก็เรียกว่า จตุราริยสัจจ์. [ทบทวน.] ทีนี้อยากจะขอทบทวนตามเคยว่าสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม ก็เป็นธรรมศาสตรา เพื่อแก้ปัญหาสังคม, สิ่งที่เรียกว่าปรมัตถธรรม ก็เรียกว่า ธรรมศาสตราอันลึกซึ้ง ที่จะแก้ปัญหาทางจิตทางวิญญาณ ของคนคนหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ นี้รวมเรียกกันว่าในรูป ของศาสนา. ทีนี้ก็ยังมีเรื่องปรัชญา ถ้าจะให้เป็นธรรมศาสตรา ก็สำหรับแก้ปัญหาที่เฟ้อ หรือเกิน หรือของผู้ที่ชอบคิด อย่างที่เรียกว่า เป็นนักคิด บูชาการคิด รักที่จะรู้ รักที่ ๒๖๑
น.294 จะเรียนเพื่อความรู้อย่างเดียว ให้สมตามที่ความมุ่งหมายของสิ่งที่เรียกว่าปรัชญาหรือ philosophy นั้นมีว่า สัจจะเพื่อประโยชน์แก่สัจจะ. ส่วน ศาสนานั้นเป็นสัจจะที่ ยังประโยชน์แก่คน ปัญหาเฉพาะหน้าโดยตรงปัญหาเดียว. วิชาที่เป็นปรัชญานั้น เขาไม่ได้มุ่งประโยชน์โดยตรง ไม่ได้มุ่งไปตรงๆ ที่ประโยชน์ เพียงแต่คิดเรื่องสัจจะหรือความจริงเผื่อ ๆ ไว้มากมาย อย่าว่าแต่หลายแง่ หลายมุมมันอาจจะเป็นหลายร้อยแง่หลายร้อยมุม, เมื่อพูดให้ลึกลงไปแม้แต่คำพูดคำเดียวนี้ ดังนั้นมันจึงมีรากฐานอยู่ที่การคิดนึกคำนวณ เรื่องทางเหตุผลหรือเรื่องนามธรรม ถ้าจะ เอาวัตถุมาคิด ก็คิดในแง่ของนามธรรม. ดังนั้นมันจึงต่างจากวิทยาศาสตร์ ซึ่งมุ่งหมาย ประโยชน์ทางวัตถุธรรม มีการคิดไปตามเหตุผลทางวัตถุที่เห็นอยู่เฉพาะหน้า ที่เรียกว่า การพิสูจน์การทดลอง, แม้จะเป็นสิ่งที่เล็กละเอียดจนเห็นไม่ได้ด้วยตา ก็ยังเรียกว่าวัตถุ ธรรมอยู่นั่นแหละ ปรัชญามันจึงเป็นเรื่องไม่เห็นตัว วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่เห็นตัว. ทีนี้ศาสนานี้เป็นได้ทั้งตามหลักของปรัชญาและ ตามหลักของวิทยาศาสตร์, ศาสนาที่เป็นไปในรูปปรัชญานั้น มันก็เฟ้อหรือเพ้อเจ้อ, ถ้าเป็นไปในรูปของวิทยาศาสตร์ อย่างกับว่าเป็นวัตถุธรรม เอาความรู้สึกที่รู้สึกได้ในจิตใจที่กำลังรู้สึกอยู่จริง ๆ ที่เนื้อที่ตัว ที่ใจนั้น ศาสนาชนิดนี้ก็เป็นรูปวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือพุทธศาสนา หมายความว่า ต่อเมื่อมันรู้สึกอยู่กับใจ โดยไม่ต้องเชื่อใคร อย่างนี้ จึงจะเรียกว่า เป็น ตัวแท้ของธรรมะหรือของศาสนา. ศาสนาอื่นอาจจะไม่เป็นอย่างนี้ทีเดียวก็ได้ คือว่า ฝากไว้กับปรัชญา หรือ อย่างน้อยก็ความเชื่อ, อาศัยความเชื่อเป็นหลัก มีความเชื่อว่าดับทุกข์, เอากำลังของความ เชื่อมาเป็นเครื่องดับทุกข์ อย่างนี้ก็มี. แต่ระวังให้ดี ไปสังเกตส่วนที่ลึกซึ้งว่า ที่ให้เชื่อ ก็ให้เชื่อไปในทางที่จะไม่ให้เห็นแก่ตัว กิเลสก็เกิดไม่ได้เหมือนกัน, และถ้าเป็นเรื่องปัญญา
น.295 อย่างพุทธศาสนานี้ไม่ไปบังคับให้เชื่อ อย่างที่เรียกว่าไม่เห็นแก่ตัว อย่างที่ไม่มองเห็นตัว แล้วก็ให้มาเชื่อด้วยปัญญาที่รู้สึกอยู่ แล้วก็เป็นไปเพื่อไม่เห็นแก่ตัวอีกเหมือนกัน นี่มันจึง ดับกิเลสดับทุกข์กันที่ตรงนี้. พุทธศาสนามีความงามทั้งเบื้องต้นท่ามกลางเบื้องปลาย. นี้ถ้ามองกันในแง่ของความงามบ้าง คือเป็นศิลปที่น่าดู เป็น art ที่น่าดู มันก็ มีความงามตามแบบของเรื่องทางจิตใจ ทางฝ่าย spiritual มันมีความงามที่สุด ยิ่งกว่าความงามทางวัตถุ ทางเส้นทางเสียงอะไรนี้ แล้วกิริยาที่ทำให้ดับทุกข์ได้นั้นมี ความงามที่สุด ฉะนั้นเขาจึงใช้คำว่างาม, แม้แต่คำ ภาษาบาลีก็ใช้คำว่างาม คือ กลฺยาโณ, อย่างที่สวดอยู่ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ นี้คือความงาม ในแง่ของ ศิลปะ ในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณฝ่าย spiritual. ถ้าใครไม่เข้าใจ ถึงข้อนี้ก็ เรียกว่า ยังไม่ได้ชิมรสของธรรมะหรือของ การปฏิบัติธรรม จึงไม่รู้สึกความงามของความสุขชนิดที่แปลกประหลาด ที่เกิดขึ้นจากการ ปฏิบัติธรรม. ขออย่าได้ประมาทเลย ตั้งใจศึกษาให้เข้าใจ แล้ว พ ยายามทำให้มันเกิด ความรู้สึกในความสุขคือรสชาติ อันนี้แล้วก็จะรู้จักความงามของพระพุทธศาสนา, ที่ว่า งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในเบื้องปลาย. พวกคุณบางคนที่ว่าบวชระหว่างปิดภาค แล้วก็มาเพื่อเวลาเล็กน้อย มันก็ ยากที่จะเข้าถึงความงามอันนี้, แล้วยิ่งบางองค์บวชกันตาม ๆ กันมาสอง-สามวันก็เปิดแล้ว ไม่ทันจะเข้าถึงตัวธรรมะ, แล้วก็ไม่มีหวังที่จะมองเห็นในแง่อย่างนี้ คือในแง่สิ่งสูงสุด ลึกซึ้งที่สุด. นี้ขอให้ตั้งใจดี ๆ คืออย่าประมาทเสีย แล้ว ลองคิดตามไป ให้มีความ เข้าใจตามไป อย่างที่ผมพยายามที่จะชี้ให้เห็นเป็นเรื่อง ๆไป แล้วก็เรียกว่าจะทบทวน หลักเหล่านี้ให้มันแจ่มแจ้งอยู่เสมอ.
น.296 นี้ความกำกวมมันมีมากขึ้น เพราะว่าภาษามันถ่ายทอด แล้วเปลี่ยนแปลง ได้ง่าย คือเข้าใจตัวจริงหรือของจริงนั้นผิดออกไป ผิดออกไป ผิดออกไป, กระทั่งสิ่งที่ เรียกว่าศาสนาก็หมายถึงโบสถ์ วิหาร วัดวาอารามหรือสัญลักษณ์ของศาสนาเท่านั้น เอามา เป็นตัวศาสนา. นั้นเป็นเพียงเปลือกหรือสัญลักษณ์ของศาสนามากกว่า. ตัวศาสนา นี้จะต้องจับกัน โดยการตั้งต้นที่การศึกษาเล่าเรียนให้รู้จริง, แล้วปฏิบัติ จนเรียกว่า มีการเป็นอยู่ด้วยการปฏิบัติตลอดเวลาทั้งวันทั้งคืน. นี้เรียกว่าศาสนาเป็นตัวการปฏิบัติ จนกว่ามันจะได้ผล คือเป็นความสุขหรือเป็นความงามหรือเป็นอะไรก็สุดแท้ แก่จิตใจ. อริยสัจจ์เป็นปรัชญาก็ได้, ผลปฏิบัติเป็นวิทยาศาสตร์. โดยเฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนานี้ เราไม่ได้อวด ไม่ได้คุยโต มันมีอะไรมาก จนถึงกับว่า จะมองกันได้ทุกแง่ทุกมุมเลย นี้ค่อยพิจารณากันให้ละเอียดทีหลังก็ได้, แต่ว่า อยากจะให้ทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะมองในรูปของวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งได้ ก็คือเรื่อง อริยสัจจ์ที่กำลังจะกล่าวนี้, จะมองในแง่ของปรัชญาก็ได้, หรือจะมอง ในแง่ของบุคคล ผู้รักความงาม ก็มองในแง่ศิลปก็ได้, บางคนลึกมากถึงกับมองในแง่กวีนิพนธ์ ของ ความสัมพันธ์กันระหว่างธรรมะทั้งหลาย. แต่ที่นี้ มีความสำคัญเป็นพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งต้องเข้าใจให้ดี และมี ความสำคัญมาก ว่า ธรรมะตัวจริงหรือว่าศาสนาตัวจริงนั้น ถ้ายังไม่บรรลุถึงธรรมะ นั้น จะยังสงสัยอยู่ ยังต้องคาดคะเนอยู่. ธรรมะนั้นหรือศาสนาส่วนนั้นก็ได้ มันจะ อยู่ในรูปของปรัชญา, แล้วเรื่องเดียวกันนั้น ธรรมะข้อนั้น เมื่อ เข้าถึงแล้ว สำเร็จ เป็นผลปรากฏแก่ใจจริง ๆ แล้ว มันก็กลายเป็นวิทยาศาสตร์.
น.297 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่องจตุราริยสัจจ์สี่ประการ นี้ ถ้ายังเข้าไม่ถึง คือยังไม่ได้เห็นตามที่เป็นจริง คือไม่ได้เกิดขึ้นหรือรู้สึกอยู่ภายใน เรื่องอริยสัจจ์นี้ก็เป็น เรื่องปรัชญา. คนส่วนมากโดยเฉพาะพวกฝรั่ง จะรู้จักอริยสัจจ์ในรูปของปรัชญา, ศึกษาในรูปของปรัชญา คือยังเข้าไม่ถึง, มันก็ยังมีความสงสัยหรือคาดคะเน หรือการใช้ เหตุผลตามแบบของปรัชญา. แต่ถ้าเข้าถึงก็ดับทุกข์ได้เช่นพระอริยเจ้า ทั้งหลาย มันก็ปรากฏอยู่แก่ใจชัด ๆ เหมือนกับวิทยาศาสตร์ ว่าความทุกข์เป็นอย่างนี้ ๆ ไม่ใช่ว่าด้วย ปาก มันรู้สึกอยู่ด้วยใจ แล้วเหตุของมันคืออย่างนี้ ๆ แล้ว ความดับของมันคืออย่างนี้ ๆ, แล้วการปฏิบัติที่เราได้ปฏิบัติแล้วมาอย่างนี้ ๆ มันจึงดับเหตุของความทุกข์อย่างนั้น ๆ, มัน เห็นชัดอย่างนี้มันเป็นรูปของวิทยาศาสตร์. แต่เมื่อยังทำไม่ได้อย่างนั้น ก็เอาความรู้สึกของพวกคุณเองก็แล้วกันทุกคนนี้. เรื่องอริยสัจจ์ เป็นเรื่องอะไร ? ก็เรื่องวิชาแล้วก็ในรูปร่างของปรัชญา ที่จะคำนึง คำนวณตามเหตุผลทางปรัชญา ว่ามันจริงอย่างนั้นจริงหรือไม่, ความทุกข์เป็นอย่างนี้ ; เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ก็ไม่เห็นว่าเป็นอย่างไหน แล้วก็เลยคำนวณไปตามหลักการ ที่มีอยู่ หรือพระบาลีที่วางไว้. เช่นว่า ความทุกข์ คือเกิด แก่ เจ็บตาย เป็นความทุกข์, ความยึดมั่นถือมั่น เบญจขันธ์ เป็นความทุกข์ ก็ยังไม่มองเห็น, แม้ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย จะมีอยู่ ก็ ไม่เคยดู แล้วไม่เข้าถึงตัวความหมายของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เห็นแต่ภาพอย่างผิวเผิน ไม่มีปัญหาเดือดร้อนที่เกี่ยวกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ก็เรียกว่ายังไม่ เห็นความทุกข์. .. มันก็น่าหัว ความทุกข์ที่อยู่ที่เนื้อที่ตัวแท้ ๆ ก็มิได้เห็น.
น.298 มันจึงเป็นรูปที่ ต้องคิดต้องนึกต้องคำนวณไปเสียเรื่อย ความทุกข์เป็น อย่างไร, เหตุให้เกิดความทุกข์เป็นอย่างไร, อยู่ที่ตรงไหนก็ไม่รู้, โดยเฉพาะความดับทุกข์ คือดับกิเลส ก็ยิ่งยากที่จะมองเห็น. แต่ก็ มองเห็นได้ในรูปของปรัชญากันไปก่อน, แล้วขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด มันก็เตลิดเปิดเปิง เป็นรูปเพ้อหรือเฟ้อไป. นี้จะสำเร็จได้ก็ด้วยการปฏิบัติตามทางให้ถึงความดับทุกข์. อันนี้ก็จะเริ่ม ช่วยให้เข้าใจกันขึ้นมา ทั้ง ๔ อย่างพร้อม ๆ กัน จะเข้าถึงตัวอริยสัจจ์เพียงอย่างเดียวนั้น มันเป็นไปไม่ได้ มันจะเข้าถึงพร้อมกันมาเรื่อย ตามสัดส่วนที่พอเหมาะสมแก่กัน, หรือ ถ้าเราพูดว่าเราเข้าใจความทุกข์หรือเรื่องความทุกข์ นี่ก็รู้แต่เรื่องของการศึกษา แล้วใน รูปของปรัชญา, คือลองคิดคำนวณทีหนึ่งว่า ทำไมนะความเกิดจึงเป็นทุกข์ ทำไมนะ ความแก่จึงเป็นทุกข์, อย่างนี้เป็นต้น. ขอให้เข้าใจว่า หลักธรรมะหรือศาสนานี้ ถ้ายังเข้าไม่ถึงมันก็อยู่ในสิ่ง ที่ เป็นที่ตั้งแห่งความคิดนึก ความฉงน ความสงสัย ความอะไรไปเรื่อย ๆ คืออาศัยความ เชื่อ มันคงจะดีแน่, นี้ศรัทธาก็พาไปให้แตะต้องหรือลูบคลำอะไรมากขึ้น ๆ จนกว่าจะเข้า ถึงตัวศาสนานั้น ๆ หรือบางทีใช้ปัญญาอย่างธรรมดาสามัญ ปัญญาชาวบ้าน นี่มาคิดดูก็ เป็นเหตุให้น่าสนใจ ก็สนใจว่าควรจะลองสนใจไปก่อน มันก็เข้าไปถึงได้ในที่สุดเหมือนกัน นี่ อาศัยศรัทธาบ้าง, อาศัยปัญญาบ้าง, อาศัยทั้ง สองอย่างเจือกันบ้าง, หรือ เห็น เขาทำ ๆ ก็อยากจะลองดูบ้าง นี้ก็อยู่ในพวกความเชื่อในทีแรก แล้วเข้าไปสู่ศาสนาหรือ การปฏิบัติธรรมได้. เรื่องอริยสัจจ์ซึ่งเป็นตัวแท้ของพุทธศาสนา ก็อยู่ในสภาพอย่างนี้, ฉะนั้นอย่า เพิ่งประมาท ว่าเพียงแต่ว่าจำรายละเอียดได้แล้วมันก็พอ มันก็เป็นเรื่องจำ เรื่องความรู้ เท่านั้นแหละ ยังจะไม่เป็นปรัชญาด้วยซ้ำไป, จดไว้ก็เป็นความรู้ ไปคิดในแง่ของปรัชญา
น.299 ก็เป็นปรัชญา, พอปฏิบัติแล้วจึงจะเป็นไปในรูปของวิทยาศาสตร์ หรือเป็นศาสนา. นี่ ขอให้เข้าใจความที่มันสับสนกันยุ่งไปหมด หรือความกำกวมทางภาษา ฉะนั้นการไปเถียง กันว่าพุทธศาสนาเป็นปรัชญา หรือเป็นวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ก็เหมือนกับว่าตาบอดคลำช้าง คือ คลำกันคนละแง่ คนละมุม คนละเวลา ไปเถียงกัน. อริยสัจจ์เป็นสัจจะที่ประเสริฐ. ทีนี้จะพูดถึงเรื่อง จตุราริยสัจจ์ที่เป็นความมุ่งหมาย, จตุราริยสัจจ์ แปลว่า อริยสัจจ์สี่ อริยสัจจ์นี่ก็คือสัจจะชนิดที่เป็นประโยชน์โดยตรง ที่พระพุทธเจ้าท่านนำมาให้ กำมือเดียว. จากสัจจะทั้งหลายที่มีมากมายเหมือนกับใบไม้ทั้งบ่า แล้วทรงนำมาให้กำมือ เดียว ฉะนั้นจึงเป็นสัจจะที่ประเสริฐ ตรงที่ว่ามันตรงกับเรื่องของมนุษย์ จะแก้ปัญหา ของมนุษย์ได้ จึงเรียกว่าอริยะ คือ ประเสริฐ. ประเสริฐนั้นมันดับทุกข์ได้ อริ แปลว่า ข้าศึก ยะ แปลว่า ไป อริยะ แปลว่า ไปเสียจากข้าศึก, ข้าศึกนั้นคือความทุกข์ นั้น มันประเสริฐตรงที่มันดับทุกข์ได้. นี้ถ้าเอาความหมายของคำนี้กันว่าอย่างนี้ ไม่ใช่ ประเสริฐว่า ๆ เอา ว่าประเสริฐแล้วมันก็จะประเสริฐ ประเสริฐตรงที่ไปเสียจากข้าศึก ก็คือความทุกข์หรือกิเลสได้. แล้ว มีอยู่สี่อย่างที่เนื่องกัน คือ:- เรื่องความทุกข์, เรื่องเหตุให้ เกิดความทุกข์, เรื่อง ความดับสนิทของความทุกข์, แล้วก็ทาง ให้ถึงความดับสนิท ของความทุกข์. มันเป็นสี่เรื่องขึ้นมา. แต่ถ้าจะทำให้น้อยลง ก็เหลือสองเรื่องคือ เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านทรงยืนยันไว้ อย่างนั้นว่า ฉันพูดแต่เรื่อง
น.300 ความทุกข์กับความดับทุกข์ แต่ โดยที่ พูดไปถึงเหตุหรือหนทางด้วย ทั้งของทางความ ทุกข์ และ ความดับทุกข์ มัน จึงเป็นสี่. ทีนี้แยกเป็นสองแล้ว ก็เหลือแต่ ความทุกข์ กับ ความดับทุกข์ อันไหน มันสำคัญกว่ากัน ? มันก็ความดับทุกข์. ฉะนั้น จะให้เหลือเรื่องเดียว ก็เหลือเรื่อง ความดับทุกข์. พุทธศาสนาคือเรื่องเดียวคือความดับทุกข์, พรหมจรรย์นี้เป็น ไปเพื่อความวิมุตติ หลุดพ้นจากความทุกข์ ก็เหลือเรื่องเดียว. แต่เดี๋ยวนี้เราแยกออกไปเพื่อสะดวกแก่การศึกษา ว่าความดับทุกข์นี้, จะ ต้องรู้เรื่องความทุกข์กับความดับทุกข์ เรื่องความทุกข์ก็ รู้เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ด้วย, เรื่องความดับทุกข์ ก็ต้องรู้ว่าทำอย่างไร จึงจะได้มาด้วย ก็เลย เป็นสี่เรื่อง. ถ้าอาศัย logic ธรรมดาทั่วไป ก็จะเกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง สี่หัวข้อ ว่า ความทุกข์นั้นคืออะไร, มาจากอะไร, เพื่อประโยชน์อันใด แล้วก็ สำเร็จประโยชน์ ได้โดยวิธีใด . นี้เป็นหลักที่เป็นหัวใจในเรื่องของอริยสัจจ์ เอาไปใช้ได้แก่ทุกสิ่งที่เรา ต้องการจะศึกษา. ถ้าคุณต้องการ จะศึกษาเรื่องอะไร ให้สำเร็จประโยชน์ ในเรื่องนั้น ก็ใช้ หัวข้อสี่อย่างนี้ได้ดีนะ ว่ามัน คืออะไร มาจากอะไร เพื่อประโยชน์อะไร ในที่สุด แล้ว จะสำเร็จได้โดยวิธีใด; แม้จะศึกษาเรื่องการทำนา หรือทำอะไร ก็จะ ใช้สี่หัวข้อ นี้ได้ ทั้งนั้น แม้ที่สุดแต่ว่าคุณจะไปบรรยายไปพูดไปเทศน์ ก็ลองใช้สี่หัวข้อนี้ มันจะง่าย ดายในการพูดจาบรรยาย มีเรื่องให้พูดเยอะแยะเสียอีก. ทีนี้เมื่อไม่รู้จะจัดหัวข้ออย่างนี้แล้ว มันก็พูดไม่ออก หรือมันพูดวกวน นี่ประโยชน์ แม้แต่ประโยชน์ที่เป็นวิธีการที่จะใช้ใน การศึกษาหรือการพูดจา มันมีอยู่ในอริยสัจจ์สี่นี้.
น.301 ทีนี้ อริยสัจจ์นี่มันเป็นหลักวิชา คือในรูปของหลักวิชาก่อน, แล้วก็ได้ เป็นในรูปของการปฏิบัติ อย่างที่กล่าวมา. เดี๋ยวนี้เรากำลังพูดกัน ก็เป็นเรื่องหลัก วิชา จนกว่าจะไปเป็นการปฏิบัติ โดยผู้ที่รู้วิชานั้น ๆ แล้วไปปฏิบัติ ให้มันสมบูรณ์ ขึ้นมาทั้งวิชาและการปฏิบัติ. ศึกษาอริยสัจจ์โดยเป็นหลักวิชา. วันนี้จะพูดเรื่องหลักวิชา ให้รู้ไว้ก่อน ตามที่พระอริยเจ้าท่านได้รู้ เราก็ไม่ เสียเวลามากที่จะคิดค้นเอง แม้ในการอธิบาย นี้จะเห็นได้ในตอนสุดท้ายว่า มันเป็น หลักวิชาที่เป็นยอดสุดของธรรมศาสตรา ได้อย่างไร นี้เรื่องอริยสัจจ์นี้คุ้นปาก, ผมก็ใช้เรื่องคำว่า เรื่องอริยสัจจ์สี่แทนที่จะใช้ว่า จตุราริยสัจจ์. อริยสัจจ์นี้ ก็แบ่งได้เป็นสองชนิด คือ อริยสัจจ์เล็ก ๆ พูดง่าย ๆ ที่พูดกัน อยู่ทั่วไป จะเรียกว่า อริยสัจจ์เล็กดีกว่า, แล้วเรื่อง อริยสัจจ์ใหญ่ คือเรื่องเดียวกันแต่ ขยายความให้มันใหญ่ไป ให้มันเห็นชัดขึ้นหรือมันน่าดู. เรื่อง อริยสัจจ์เล็ก ก็คือที่ พูดกันอยู่ทั่วไป , ใคร ๆ ก็พูดได้ว่าทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สี่อย่างนี้ : ทุกข์ ก็คือ ความรู้สึกที่เป็นทุกข์, สมุทัย - เหตุให้เกิด ทุกข์ ก็คือตัณหา-ความอยากด้วยความโง่, ทีนี้ ความดับทุกข์ คือ ดับตัณหา เสีย, นี้ ทางให้ถึงความดับทุกข์ ก็ ปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ประการ นั้นแหละเท่านั้น. ทุกข์ก็คือความทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์ คือตัณหา, ความดับทุกข์ ก็คือดับตัณหาเสีย, ทาง ดับทุกข์ก็คือปฏิบัติให้ถูกต้อง ๘ ประการอยู่. นี้คนทั่วไปก็พูดอย่างนี้ ฟังง่าย ก็เรียกว่า ไม่ต้องมีความรู้ที่มากมายอะไร.
น.302 แต่ ถ้าเป็นเรื่องอริยสัจจ์ใหญ่ เมื่อ พูดถึงเรื่องที่หนึ่ง ความทุกข์ ก็เหมือน กับที่ พูดในเรื่องอริยสัจจ์เล็ก ; ก็เกิด แก่ เจ็บ ตาย ความเศร้าโศก ความร่ำไรรำพัน, สรุปแล้วก็ ยึดมั่นถือมั่น. แต่พอถึงคราวที่จะแสดงถึงเรื่องที่สอง สมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์ ก็แสดง โดยเรื่องปฏิจจสมุปบาท. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้เคยบรรยายไว้ โดยรายละเอียดในที่อื่น ๆ ในที่นี้ก็จะชี้ให้เห็นเพียงแนวของมัน. เมื่อถามถึงเหตุให้เกิดทุกข์ หรือการเกิดขึ้น แห่งความทุกข์ ไม่ได้ตอบคำเดียวว่าตัณหาเฉย ๆ ดอก แต่ ตอบว่าอวิชชา. ไปตั้งต้นที่อวิชชา ให้เกิด สิ่งที่เรียกว่า สังขาร คือสภาพปรุงแต่งทางจิตใจ. - สังขารให้เกิดวิญญาณ คือทำให้เกิดความรู้สึกที่คิดนึกทางจิต โดยเฉพาะ กรณีนั้น ๆ ขึ้นมา - ก็ เอาวิญญาณธาตุ ทั่ว ๆ มาปรุงเป็นวิญญาณเฉพาะกรณี. - วิญญาณ ใหเกิดนามรูป คือร่างกายและจิตใจที่แฝดกันอยู่ ที่เหมาะสม เฉพาะกรณีนี้ขึ้นในขณะนั้น เขาไม่ได้ถือว่าเกิดอยู่ตลอดเวลา คนเรานี้. - นี้ นามรูปให้มีการสัมผัสทางอายตนะ คือ ทำหน้าที่ทางตา ทางหู ทาง จมูก ทางลิ้น ทางกาย และใจเอง นี่เรียกว่า อายตนะ. - อายตนะก็เป็นเหตุให้เกิดผัสสะ คือสัมผัสอารมณ์ข้างนอก ตากับรูป หูกับเสียงเป็นต้น. - นี้ ผัสสะนี้ก็ให้เกิดเวทนา รู้สึกในใจ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ หรือไม่สุข ไม่ทุกข์, เวทนาให้เกิดตัณหา - มาถึงเรื่องชื่อเดียวกันแล้ว.
น.303 - ตัณหาก็ให้เกิดอุปาทาน ตัณหาคือความอยากด้วยความโง่ด้วยอวิชชา ให้เกิดอุปาทาน. - อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ด้วยความโง่ ยึดมั่นอย่างนี้ก็ ให้เกิดภพ สมบูรณ์เป็นตัวกู - ของกู อยู่ในกรณีนั้น ๆ เป็นกรณีไป ๆ. - ก็ เกิดชาติ ความเต็มที่แห่งการปรุงแต่งแห่งตัว - กูของกู เป็นชาติขึ้นมา เดี๋ยวนั้น คือว่าถ้ามันคิดเลวก็เป็นชาติเลว ถ้าคิดดีก็เป็นชาติดี จนจะบัญญัติว่าเป็นคน เป็นสัตว์เป็นเดรัจฉานอะไรก็ได้, แต่แล้วมันมีความทุกข์ตรงไปยึดมั่นถือมั่นในเวทนา นั้น จึงว่า :- - ชาตินี้ให้เกิดชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส, เรียกว่า ทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะ ชาติ เพราะมีตัวกู-ของกู. จะเห็นได้ว่า ต้องพูดถึง ๑๑ ครั้ง ในการที่จะตอบว่าความทุกข์เกิดมา จากอะไร, นี้เรียกว่า อริยสัจจ์ใหญ่ อธิบายความเกิดขึ้นแห่งความทุกข์. ถ้าเป็น อริยสัจจ์เล็กก็ตอบว่าตัณหาคำเดียวเท่านั้น เหตุให้เกิดทุกข์, แต่ถ้าเป็นอริยสัจจ์ใหญ่ ต้องพูดถึง ๑๑ ครั้ง ครั้ง ๑๒ เป็นคำสุดท้ายคือความทุกข์. ทีนี้เรื่องที่สามที่ว่า ความดับแห่งทุกข์ อริยสัจจ์เล็กเขาก็ตอบว่า ดับตัณหา เสียซิ, พออริยสัจจ์ใหญ่มันก็มาจากอวิชชาอีก : ดับอวิชชา เพราะอวิชชาดับสังขาร ดับ, เพราะสังขารดับ -วิญญาณดับ ; เพราะวิญญาณดับ - นามรูปดับ เพราะนามรูป ดับ - อายตนะดับ, เพราะอายตนะดับ - ผัสสะดับ เพราะผัสสะดับ -ก็เวทนาดับ เวทนา ดับ - ตัณหาก็ดับ, เพราะตัณหาดับ - อุปาทานก็ดับ, เพราะอุปาทานดับ - ภพก็ดับ, เพราะภพดับชาติก็ดับ เพราะชาติดับ - ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส
น.304 อุปายาสทั้งหลายก็ดับ ทุกข์ก็ดับตรงนี้, พูดถึง ๑๑ ครั้ง นี้ก็เรียกว่า อริยสัจจ์ใหญ่ คือ มันพิสดาร. พอมาถึงเรื่องที่สี่สิ่งสุดท้าย - คือ ทางให้ถึงความดับทุกข์ นี้ก็แสดงด้วย มรรคมีองค์ ๘ ประการ เหมือนกันทั้งอริยสัจจ์เล็กและอริยสัจจ์ใหญ่, ฉะนั้นเรื่องอริยสัจจ์ ใหญ่จึงมีคำพูดมากกว่า ขยายความออกไปมากกว่า แม้แต่เรื่องความทุกข์ก็พูดได้มากกว่า เป็นรายการที่มากกว่า รายละเอียดกว่า. พอมาถึง ทางให้ถึงความดับทุกข์ ก็ขยาย ความได้มากกว่า ให้ละเอียดออกไป, แต่มัน สำคัญอยู่ตรงที่ เหตุให้เกิดทุกข์ กับ ความดับแห่งความทุกข์ ที่แสดงด้วยปฏิจจสมุปปาท. คุณก็ไปหาโอกาสศึกษาเรื่อง นี้ โดยเฉพาะ. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นคือ เรื่องอริยสัจจ์โดยพิสดาร ที่ว่าอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าเอาเอง ก็มี พระพุทธภาษิตตรัสไว้ ที่พระองค์ตรัสว่าเราจะแสดงอริยสัจจ์แก่พวกเธอ คอยฟังให้ดี, แล้วก็ตรัสออกมาในรูปของปฏิจจสมุปบาท อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน. แต่ โดยทั่วไปท่านก็ตรัสในรูปของอริยสัจจ์สี่อย่างเล็ก อย่างอริยสัจจ์เล็กนี้, ก็มีเหมือนกันที่ ตรัสอริยสัจจ์สี่อย่างปฏิจจสมุปบาท, ฉะนั้นเราจึงเห็นกันว่า เป็นการสะดวกที่จะจัดเรื่อง- อริยสัจจ์ให้เป็นสองขนาด เรียกว่าเรื่องอริยสัจจ์เล็กแล้วก็เรื่องอริยสัจจ์ใหญ่. เนื้อตัวมัน ตรงกันแท้ แต่คำอธิบายหรือคำชี้แจงนี้มันมากกว่ากัน, นี่คือข้อที่ว่า ถ้าเราไม่รู้ ถึงข้อเท็จจริงปลีกย่อยเหล่านี้ เราก็จะเถียงกันเรื่อย. เรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้ก็คืออริยสัจจ์, คุณอย่าลืมว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาทนี้คือ เรื่องอริยสัจจ์ เป็นเรื่องอริยสัจจ์ใหญ่ แล้วมันเข้าใจยากกว่าเรื่องอริยสัจจ์เล็ก, ฉะนั้น เรื่องปฏิจจสมุปบาทมันจึงยังคาราคาซังอยู่ในรูปของปรัชญาเสมอไป. พอฝรั่งมา แตะต้องเรื่องนี้เข้า ก็รู้สึกเป็นปรัชญาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็เลยหาว่าพุทธศาสนาเป็น ปรัชญาเสีย ไม่ใช่ศาสนาหรือไม่ใช่วิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำ. ขอให้เข้าใจข้อนี้ไว้ด้วย
น.305 เพราะต่อไปจะต้องเผชิญหน้ากับพวกชาวต่างประเทศอะไรเหล่านี้. เรื่องปฏิจจสมุปบาท นี้แล้วยิ่งสำคัญ ในข้อที่ว่า ถ้ายังไม่รู้ ไม่ถึง ก็เป็นเรื่องปรัชญาอย่างขนาดหนัก แต่ถ้าเข้าถึงแล้วเป็นพระอรหันต์แล้ว เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็กลายเป็นเรื่อง เปิดเผยชัดเจน, เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ขึ้นมาทันที เหมือนกับเราเห็นอะไรรู้อะไร อยู่เฉพาะหน้า นี่คือข้อที่ลำบากในการศึกษา. นี้เราพูดกันในเรื่องอริยสัจจ์เล็กอริยสัจจ์ใหญ่ ซึ่งมีอยู่สี่ข้อ ทีนี้ก็จะได้พูด ถึงข้อที่แรกคือเรื่องทุกขอริยสัจจ์ต่อไป ตามสมควร อย่าลืมว่า ผมกำลังพูดว่า เป็นหลัก วิชายอดสุดของธรรมศาสตรา คือจะพูด ในแง่หลักวิชา ให้เข้าใจ. ทุกขอริยสัจจ์. สำหรับสิ่งที่เรียกว่า ทุกข์ ถ้าดูกัน ในแง่ของศาสนาหรือตามความมุ่ง หมายของพุทธศาสนาโดยเฉพาะ . ความทุกข์ในที่นี้ก็มีความหมายธรรมดาสามัญที่สุด คือ ความทุกข์ที่เจ็บปวด ที่ทนทรมาน ที่เราไม่ต้องการ นั่นแหละเรียกว่าความ ทุกข์, เพราะฉะนั้นมันจึง มีได้แก่เฉพาะสัตว์ที่มีความรู้สึกเท่านั้นแหละ มันไม่อาจจะ มีได้แก่ก้อนหิน หรือแก่อะไรที่มันไม่มีความรู้สึก หรือถ้ามันยังต่ำเกินไปเช่นต้นไม้ อย่างนี้ก็ไม่เป็นปัญหาความทุกข์ในลักษณะอย่างนี้ ; ฉะนั้น จึงมีปัญหาแก่ สัตว์ที่มีความรู้สึกสมบูรณ์ โดย เฉพาะอย่างยิ่งก็ คือมนุษย์ ; สัตว์เดรัจฉานมันมีความรู้สึกน้อย แล้วเรื่องอริยสัจจ์ของมันก็ไม่ถึงขนาด เรื่องความทุกข์ของมันไม่ถึงขนาด เพราะมันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นเป็นมากเหมือนกับมนุษย์, ฉะนั้นจึงยุติอยู่ที่แค่มนุษย์ที่มีความรู้สึกสมบูรณ์ มนุษย์ที่บ้า ๆ บอ ๆ ก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจ
น.306 อริยสัจจ์ได้ แต่อาจจะรู้สึกแก่ความทุกข์ได้, ซึ่งเป็นเวทนาอันหนึ่ง, ฉะนั้นความทุกข์ เมื่อมองกัน ในแง่ของศาสนา ก็คือ ความที่มันทนได้ยาก เจ็บปวด. แต่ถ้ามอง ในแง่ของปรัชญา ความหมายก็เตลิดออกไปได้ ซึ่งถือตามหลัก ในอรรถคาถาไม่ใช่ในพระพุทธภาษิต ไม่ใช่บาลีพระพุทธภาษิต ถ้าถือตามอรรถกถา ก็ ช่วยอธิบายความทุกข์ในแง่ของปรัชญา ก็ช่วยอธิบายบาลีบางคำเหมือนกันว่า ความทุกข์ นั้น มันยัง มีความหมาย ไหลออกไปถึง ว่า ดูแล้วน่าเกลียด ; ทุ แปลว่า น่าเกลียด อิขะ แปลว่า ดูหรือเห็น, ดูแล้วน่าเกลียด ดูแล้วรู้สึกเศร้า เป็นต้น. นี่ความหมายมันจะ กินกว้างออกไป จนถึงว่าก้อนหินมันก็มีความ ทุกข์ เพราะมีอาการเปลี่ยนแปลง, อาการเปลี่ยนแปลงนั้นคือ อาการน่าเกลียด ฉะนั้นก้อนหิน ก้อนดินอะไรก็ตามที่ไม่มี ความรู้สึกเลยก็เป็นทุกข์ เพราะดูแล้วมันน่าเกลียดในข้อที่มันเปลี่ยนแปลง, ความเปลี่ยน แปลงของมันน่าเกลียด แล้วเป็นทุกข์แก่ตาของผู้เห็น. ข้อนี้จะช่วย อธิบายหลักทั่วไป ที่ ว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ จะเป็นสังขารมีความรู้สึกหรือไม่มีความรู้สึก ก็อธิบายได้ ว่ามันเป็นทุกข์โดยลักษณะนี้. ทีนี้อีกทีหนึ่ง คำว่า ทุกข์นี้ แปลว่า ว่างอย่างน่าใจหาย ว่างอย่างน่าเกลียด, ทุ แปลว่า น่าเกลียด, ขัง หรือ ขะ นี้แปลว่า ว่าง ก็มี ทุกขังนี้ แปลว่า ว่างอย่างน่าเกลียด คือ มันว่างอย่างที่มองดูแล้วใจหายวาบเลย เพราะไม่มีอะไรเป็นของจริงของจัง ไม่ เป็นตัวเป็นตนที่แท้จริงได้. สังขารทั้งปวงแม้แต่ก้อนหินก้อนดินนี้ ดูเข้าไปให้เห็นว่า ว่างจากสาระที่เป็นตัวตนอย่างน่าเกลียด อย่างนี้ก็ ใช้คำนึงคำนวณ ไม่เกี่ยวกับ ความรู้สึก ก็เป็นรูปปรัชญาทำให้อธิบายประโยคที่ว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ได้กว้าง ขวางออกไปถึงสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกคิดนึก.
น.307 แต่ตรงนี้ก็อยากจะแสดงความสงสัยไว้สักอย่างหนึ่งว่า ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่า สังขารเป็นทุกข์นี้ คำว่า สังขารนั้นจะหมายถึงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีวิญญาณและ ไม่มีวิญญาณ อย่างที่เราอธิบายกันโดยมากหรือไม่ นี้ก็ ยังสงสัยอยู่, เพราะว่าอรรถกถา ก็ช่วยอธิบายไปในทางว่า เป็นทั้งหมดเลย จะมีวิญญาณหรือไม่มีวิญญาณก็เรียกว่าสังขาร ทั้งนั้น เพราะมันเป็นการปรุงแต่ง ก็เลยเรียกว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์. แต่ถ้าเป็น ไปในทางอื่น คือเป็นไปในทางที่ว่า คำว่า สังขารนั้นจะหมายเฉพาะกิริยาอาการแห่ง การปรุงแต่งที่มนุษย์รู้สึกอยู่ แล้วเป็นตัวทุกข์ สังขารอย่างนี้จะหมายเฉพาะความ ปรุงแต่งในจิตใจของมนุษย์, นี้เป็นตัวทุกข์จริง ก็เข้ารูปเดิมที่ว่ามันต้องทน ถ้า ต้องทนก็เป็นทุกข์. นี่ผมกำลังพูดที่จะไกลออกไป ที่จะเกินออกไปจะไกลออกไป จนจะไปเป็น รูปของปรัชญา ; ถ้าอย่างไรก็ ให้ถือว่า เป็นตัวอย่าง ที่จะพูดกันในรูปปรัชญา มันจะเป็นอย่างไร. ถ้าจะพูดกันให้แคบ จำกัดอยู่ในวงของศาสนาแล้วมันจะเป็น อย่างไร, นี้คนทั่วไปไม่ต้องการปรัชญา เขาต้องการความรู้ทางศาสนา ดับทุกข์กัน โดยเร็วที่นี้และเดี๋ยวนี้, นี้ถึงเราก็เหมือนกัน. นี่สรุปว่าคำว่า ทุกข์ คำเดียวนี้ มันก็ยังมีปัญหาได้อย่างนี้แล้ว, ทางศาสนา จะเพ่งเล็งแต่ความทุกข์ที่ต้องทนทรมาน อยากจะหลุดพ้น เสียโดยเร็ว, แต่ทาง ปรัชญา มันก็ออกไป ถึงกับว่า มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต, มีความรู้สึกหรือไม่รู้สึก ก็เรียกว่าสังขาร แล้วมันเป็นทุกข์ เพราะว่าดูแล้วมันน่าเกลียดน่าระอา ดูแล้วมันว่าง เวิ้งว้างไปหมด ไม่มีอะไรที่จะไปจับฉวยยึดถือได้ ทีนี้ก็จะดู ความทุกข์ที่เป็นปัญหาโดยตรง หรือทางศาสนา หรือเรื่อง อริยสัจจ์โดยตรง เรากำลังพูดเรื่องอริยสัจจ์ ; ฉะนั้น ความทุกข์ในที่นี้ จะพูดตามแง่
น.308 ของอริยสัจจ์, จะไม่พูดตามแง่ของสามัญลักษณะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไปไกลกว้าง ไกลไปโน้น, จะยังไม่พูด จะพูดแต่ในแง่ของอริยสัจจ์ ที่ว่า ความทุกข์ คือทนยาก ทนไม่ได้ ทนไม่ไหว ไม่อยากทน. สิ่งที่เรียกว่า ความทุกข์นี้ ถ้าพูดกันโดยกิริยาอาการ หรือโดยอาการ ก็ เหมือนที่คุณท่องอยู่ทุกวัน ; ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็น ทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส เป็นทุกข์ ความ ประสบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ปรารถนา สิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ กระทั่งว่า ปัญจุปาทานักขันธ์เป็นทุกข์, นี้ล้วนแต่ ต้องทนทั้งนั้น แล้วก็ ทนเจ็บยาก, โดยกิริยาอาการก็ไปนับดูซิ ความเกิดหนึ่ง ความ แก่หนึ่ง ความเจ็บหนึ่ง ความตายหนึ่ง ความโศกหนึ่ง ความทุกข์หนึ่ง ความโทมนัสหนึ่ง อุปายาสหนึ่ง สัมปโยคะหนึ่ง วิปปโยคะหนึ่ง ละภะติหนึ่ง แล้วก็อุปาทานขันธ์หนึ่ง ก็เป็น ตั้งสิบ ไปนับเอาเองก็ได้ นี้โดยอาการมันมีอยู่อย่างนี้ แจกเป็นอาการ ๆ ไป. ทีนี้จะ ดูโดยที่ตั้งหรือที่รองรับของมัน อยู่ที่ตรงไหน ก็ อยู่ที่เบญจขันธ์ ความทุกข์ถ้าเกิดก็เกิดที่เบญจขันธ์ ที่เป็นตัวทำความรู้สึกเป็นตัวตนขึ้นมา ถ้ายังไม่เป็น ตัวตน คือเป็นขันธ์เฉยๆ ก็ทุกข์อย่างที่ว่าดูแล้วน่าเกลียด, พอเป็นอุปาทานขันธ์ ขึ้นมา ก็ทุกข์อย่างทนทรมาน มันจะกินเวลาบ้างก็ลองทนฟัง. เ กิดขันธ์เฉย ๆ ยัง ไม่มีอุปาทาน, เช่น ตาเห็นรูปเข้าแล้ว ก็เกิดรูปขันธ์ วิญญาณที่เห็นนั้นก็วิญญาณขันธ์, แล้วเวทนาสบายตาหรือไม่สบายตา สวยไม่สวยเฉย ๆ อย่างนี้เรียกว่าเวทนาขันธ์, จำได้ว่า อะไร ว่ามันเป็นอะไร, แต่ไม่ได้ไปยึดถือก็เรียกว่าสัญญาขันธ์ สังขารคิดนึกเล่น ๆ ว่า นี่ถ้าทำอย่างนั้นอย่างนี้ก็ดีนะ, ก็ไม่ได้ยึดถืออะไร อย่างนี้ ขันธ์เฉย ๆ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เฉย ๆ อย่างนี้ก็เรียกว่าขันธ์ห้าเฉย ๆ. ถ้าจะเกณฑ์ให้เป็น
น.309 ทุกข์ ก็ทุกข์ เพราะอนิจจัง ไม่น่าดู น่าเกลียด น่าระอา, นี่ก็ขันธ์เป็นทุกข์ ตัวขันธ์ นั้นรองรับความทุกข์. นี้ ถ้าว่ายึดมั่นเป็นเรื่องตัวกู - ของกู, สวยงามจนเกิดกิเลสอะไรเป็นต้น อย่างนี้ รูปนั้นก็เป็นรูปูปาทานักขันธ์ - รูปขันธ์ที่ถูกยึดถือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ถูกยึดถือเป็น ปัญจุปาทานักขันธ์ ขันธ์ที่กำลังมีความยึดถืออยู่นั่นแหละ ถูกยึดถืออยู่นั่นแหละ เป็นตัวรองรับความทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. เราจะ เรียกว่า โดยที่ตั้งหรือที่รองรับของความทุกข์ แล้วจะมองที่บัญจฺปาทานขันธ์ เป็นตัวรอง รับความทุกข์อยู่, จะมองในแง่ของทุกข์ก็ได้, ในนั้นมันเป็นตัวความทุกข์หนักอยู่, จะ มองในฐานะที่เป็นสิ่งรองรับ เป็นที่ตั้งที่อาศัยแห่งความทุกข์ ก็เรียกว่า ขันธ์ทั้งห้าที่มี อุปาทานยึดครองอยู่นี้เป็นตัวทุกข์. ทีนี้ ดูต่อไป โดยความหมาย ของมัน คำว่าทุกข์ นี้ ถือเอาโดยความหมาย ก็คือทนยาก เจ็บปวด, แล้ว ความหมายที่แท้จริงนั้น เล็งถึงความเจ็บปวดที่มา จากความยึดมั่น ที่เกิดจากความยึดมั่น คือเจ็บใจ, แม้เจ็บกายถ้าไม่ได้ยึดมั่น มันก็ เป็นเพียงธรรมชาติ หรือเวทนาตามธรรมชาติอันหนึ่ง ยังไม่ได้หมายถึงความทุกข์ในกรณี อย่างนี้. กรณีอย่างนี้ก็หมายถึง ความเจ็บปวดที่มาจากความยึดมั่นด้วย, เป็นเรื่อง ของเจ็บใจเพราะความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าจะให้จำได้ง่ายลืมยากแล้ว คุณนึกถึงเรื่องที่เคยพูดบ่อย ๆ เรื่อง "ลูกศรดอก ที่สอง" ใช้คำว่าลูกศรดอกที่สอง แล้วใส่อัญญประกาศไว้ มันจะกันปนเปกัน ลูกศรดอกที่ หนึ่งคือเจ็บปวดโดยอุบัติเหตุหรือด้วยอะไร ตามธรรมชาติ นี้ไม่เจ็บปวดเท่าไร, พอไป รับเอาความเจ็บนั้นมาเป็นของกู เข้าเท่านั้นแหละ มันเกิดเป็นลูกศรดอกที่สองมาอีก. นี่ ความเจ็บปวดแท้จริงก็เกิดขึ้น ในเรื่องอริยสัจจ์. เรื่องความทุกข์ในอริยสัจจ์ หรือบาง
น.310 คนจะลืมเสียแล้ว ดอกศรดอกที่หนึ่งเป็นดอกศรเล็ก ๆ ไม่มีอะไรทา ยิงมาถูกก็เจ็บเท่า นั้นแหละ ดึงออกเสีย ล้างเสียก็อาจจะหายได้ ห้ามเลือดเสีย แต่มันมีลูกศรอีกลูกหนึ่ง ตามมา เป็นลูกศรที่อาบยาพิษ พอเสียบเข้าไปมันก็เจ็บเพราะยาพิษนั้น แล้วก็ตายเลย อย่างนี้. ความทุกข์ ที่มันเกิดอยู่ ตามธรรมชาติ เป็นตัวธรรมชาติ แม้จะเป็นความ แก่ ความเจ็บ ความตาย อะไรก็ตาม, ถ้าไม่ถูกยึดถือ ด้วยความโง่ด้วยอวิชชา เอา มาเป็นอุปาทานแล้ว มันไม่เป็นความทุกข์ที่สมบูรณ์ได้, แม้เราทำอะไรบาดมือบาดเท้า เป็นบาดแผล มันก็เจ็บอย่างนั้นตามธรรมชาติ. แต่ถ้าว่าจิตมันไปรับเอามาเป็นตัวกูเป็น ของกู, กูเจ็บอะไรนี้มันมากกว่านั้น, เป็นความเจ็บที่มากกว่านั้นและสมบูรณ์. แต่นี้ เราไม่ค่อยรู้สึกดอก เราไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้ พอเราเจ็บขึ้นมาก็รับเป็น ความเจ็บของกูทีเดียวเลย, ไม่ได้แยก ก็ถูกลูกศรทีเดียวกันพร้อมกันทั้งสองดอกเลย ความ เจ็บที่เป็นทุกข์มากที่สุด ก็คือลูกศรดอกที่สอง คือไปรับเอามาเป็นตัวกูเป็นของกู เหมือน กับลูกศรที่อาบยาพิษ มันจึงเจ็บมาก. ฉะนั้น ความทุกข์ความเจ็บปวดจะมีอยู่สองชั้น อย่างนี้ ที่แจกรายการ ละเอียดเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ตามธรรมชาตินั้น ลูกศรดอกที่ หนึ่ง. แต่แล้วมัน แสดงชัดอยู่ในตัวบาลี ว่า มันมีอุปาทานมาแล้ว ถ้ามีอุปาทานมา แล้ว มันเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นต้น ที่ถูกยึดเอาด้วยอุปาทาน โดยเป็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายของกูนี้ก็เป็นลูกศรดอกที่สอง. นี้ พระอรหันต์ท่านยังเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยธรรมชาติด้วยอุบัติเหตุอยู่เสมอ แต่ท่านไม่เป็น ทุกข์ เพราะพระอรหันต์ไม่มีทางที่จะถูกลูกศรดอกที่สอง คงถูกลูกศรดอกที่หนึ่งตาม ธรรมชาติ นี้ก็ไม่เป็นไร ในจิตใจก็ไม่ได้หมายมั่นอะไรเป็นของตน, มันก็เลยเหมือน กับว่ามันคนละคน หรือว่ามันอยู่ข้างนอก. แต่ถ้าปุถุชนแล้วพอถูกปับเข้ามันก็กลาย
น.311 เป็นลูกศรพร้อมกันสองดอกเสมอ เพราะยังมีทางที่จะเกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน ทันที ทันควันที่มันมีอะไรมาครอบงำหรือกระทบ. ขอให้สังเกตโดยลักษณะอย่างนี้ เท่าที่จำกัดอยู่ในขอบเขตที่ควรจะรู้จะเห็น ไม่ต้องการให้เพื่อเลยขอบเขต คือเรื่องปรัชญาหรือเป็นอภิธรรมไปเสีย, ให้คงเป็นเรื่อง ธรรมตามธรรมดา ที่จะดับทุกข์ได้โดยตรง เราจะดูว่า ความทุกข์นี้ถ้าว่าดูกันในแง่ ของศาสนา ก็คือความเจ็บปวดในทางจิตทางวิญญาณ เพราะได้รับเอาความทุกข์ ข้างนอกตามธรรมดามาเป็นตัวกู-ของกู มันก็เหมือนกับไฟเผาในทางจิตทางวิญญาณ แต่ ถ้าดูทางปรัชญา มันก็ ออกไปถึงข้างนอก ; แม้แต่สิ่งที่มันไม่มีความรู้สึกอะไรเลยก็ มีอาการแห่งความทุกข์ คือมันเปลี่ยนแปลง, อาการแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้นถือว่า เป็นความทุกข์ทรมาน จึงดูแล้วน่าเกลียด ดูแล้วว่างอย่างน่าเกลียด. นี้ ปัญหาของความทุกข์ในเรื่องอริยสัจจ์ โดยเฉพาะนี้ จะพูดกันแต่เรื่อง ของสัตว์ที่มีความรู้สึกอย่างสมบูรณ์ คือมนุษย์ปรกติ ฉะนั้นความทุกข์ของเราก็คือ อาการที่ต้องทนทรมานในทางจิตทางวิญญาณ. นี้ ความทุกข์นี้ถ้าดูโดยอาการที่ปรากฏ เช่น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความทุกข์ ความโทมนัส อย่างที่สวด, ถ้าดูโดยที่ตั้ง ที่งอก ที่รองรับของมน ก็อยู่ที่เบญจขันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเบญจขันธ์ประเภทที่มีอุปาทานเข้าไปจับฉวยเอา, คือความโง่ของคนเข้าไปจับฉวยเอานั้นโดยความเป็นตัวกูของเบญจขันธ์ที่ประกอบด้วย อุปาทาน. ถ้าว่ากันโดยความหมายอันแท้จริง มันมีความหมายอันแท้จริงอยู่ ที่ ความเจ็บทางวิญญาณทางจิตใจ ที่เกิดขึ้น เพราะความยึดถือ นั้นเอง สมมติเรียกให้จำ ง่าย จำได้ง่าย ๆ ว่า ลูกศรดอกที่สอง.
น.312 นี้เรียกว่าความทุกข์ในเรื่องของอริยสัจจ์ เรียกสั้น ๆ ว่าทุกข์ เฉย ๆ, เรียก ให้เต็มความหมายขึ้นไปอีกหน่อยเรียกว่า ทุกขสัจจ์ ทุกขสัจจะ. บางทีก็เรียกว่า ทุกข อริยสัจจ์นี้เรียกว่าเรียกเต็มที่เลย ทุกขอริยสัจจ์ - ความจริงอันประเสริฐเกี่ยวกับความทุกข์ ความจริงอันประเสริฐเรื่องความทุกข์ ไม่ใช่ความทุกข์ประเสริฐนะ. ฟังดูให้ดี ๆ ความ จริงต่างหากมันประเสริฐ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องความทุกข์. พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรียก เต็ม ๆ ว่า ทุกขอริยสัจจ์ ภาษาบาลีว่า ทุกขอริยสัจ เป็นสัจจะอันหนึ่งในสี่อย่าง. นี่เวลาในวันนี้ก็มีให้พูดได้เพียงทุกขอริยสัจจ์ เพราะว่าจำกัดเวลาอยู่ จะต้อง ไปบิณฑบาตบ้างอะไรบ้าง วันนี้จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa