น.313 ในการบรรยายครั้งที่ ๑๔ นี้ ยังจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า จตุราริยสัจจ์ หลัก วิชายอดสุดของธรรมศาสตรา ต่อจากการบรรยายในครั้งที่แล้วมา ซึ่งยังพูดไม่จบ, ดังนั้นจึง ต้อง ทบทวนเรื่องพอให้ติดต่อกัน. [ทบทวน.] จตุราริยสัจจ์ เรื่องอริยสัจจ์สี่ประการ กล่าวในหลักวิชา อยู่ในรูปหลักวิชา สำหรับรู้ในส่วนที่ต้องรู้ เกี่ยวกับปฏิบัติในส่วนที่ต้องปฏิบัติ เสร็จแล้วจึงจะเกิดเป็น ธรรมศาสตรา ตัดปัญหาอย่างยิ่ง คือเรื่องความทุกข์. เรื่องอริยสัจจ์นี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ทั้งอย่างย่อและอย่างพิสดาร เรียกกัน ว่า อย่างเล็กและอย่างใหญ่, ถ้าเป็นอย่างใหญ่ก็ทรงแสดงละเอียด ซึ่งเรื่องเหตุให้เกิดทุกข์ และความดับลงแห่งความทุกข์นี้ แสดงโดยรูปของปฏิจจสมุปบาท, สำหรับความทุกข์กับ ๒๘๑
น.314 ๒๘๒ ทางให้ถึงความดับทุกข์นั้นทรงแสดงไว้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอริยสัจจ์เล็กหรืออริย- สัจจ์ใหญ่ ทรงแสดงแปลกออกไปเป็นรูปปฏิจจสมุปบาท, เฉพาะในหัวข้อที่สองคือเหตุให้ เกิดทุกข์กับความดับสนิทแห่งความทุกข์ สำหรับอริยสัจจ์เล็กนั้น แสดงเหตุให้เกิดทุกข์ โดยระบุตัณหาเฉย ๆ แต่ถ้าในอริยสัจจ์ใหญ่ระบุปฏิจจสมุปบาท เรื่องความดับทุกข์นั้น ใน อริยสัจจ์เล็กก็แสดงการดับแห่งตัณหาเฉย ๆ, ในเรื่องอริยสัจจ์ใหญ่ ก็แสดงเรื่องปฏิจจ- สมุปบาทฝ่ายดับ. วันนี้เราจะได้กล่าวถึง อริยสัจจ์ที่สองและที่สาม คือ เหตุให้เกิดทุกข์ และ ความดับสนิทแห่งความทุกข์ ทั้งในรูปอริยสัจจ์เล็ก และ รูปอริยสัจจ์ใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นอันว่า ได้กล่าวถึงเรื่องปฏิจจสมุปบาทพร้อมกันไปในตัว ขอให้ตั้งใจฟังไว้ให้ดีๆ ให้ เข้าใจเรื่องปฏิจจสมุปบาท พร้อมกันไปในตัวกับเรื่องของอริยสัจจ์, เพราะเรื่องปฏิจจสมุป- บาทก็คือเรื่องอริยสัจจ์ที่ขยายออกไปให้พิสดาร ให้ชัดเจน หรือให้ละเอียดลออยิ่งขึ้น. โดยมากคนเขาไม่ได้เข้าใจอย่างนั้น ไปเข้าใจว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทก็ปฏิจจสมุปบาท เรื่อง อริยสัจจ์ก็เรื่องอริยสัจจ์ เลยกลายเป็นสองเรื่อง ถ้าเข้าใจอย่างนั้น ก็เป็นอันถือเสียใน ที่นี้ว่า พูดเรื่องปฏิจจสมุปบาทพร้อมกันไปในตัวคราวเดียวกัน. ทุกขสมุทัยในอริยสัจจ์เล็กคือตัณหา ๓. ทีนี้ก็มาถึงอริยสัจจ์ข้อที่สองเรียกว่า ทุกขสมุทัย แปลว่า เหตุให้เกิดทุกข์ คำว่า สมุทัย นี้ ตัว ภาษาบาลีแท้ ๆ ก็แปลว่า ตั้งขึ้นพร้อม, สะ หรือ สัง นี้แปลว่า พร้อม อุทะยะหรือ อุทัย นี้ แปลว่า ไป ขึ้น คือ ตั้งขึ้น, สมุทัย แปลว่า ตั้งขึ้นพร้อม. นี้ ทุกข. สมุทัย ก็เรียกว่า การตั้งขึ้นพร้อมหรือก่อขึ้นพร้อมแห่งความทุกข์. นี้เป็นกิริยา อาการที่ความทุกข์มันตั้งขึ้นมาก่อขึ้นมา เรียกว่าทุกขสมุทัย, ถ้าพูดถึงตัวเรื่องราว เรื่องนี้
น.315 (ต่อ) ก็เรียกว่าเรื่องทุกขสมุทยะอริยสัจจ์ ก็แปลว่าอริยสัจจ์เรื่องความเกิดขึ้นแห่งความทุกข์. คือพูดถึงเรื่องสิ่งที่จะต้องละเสียเพื่อจะให้ความทุกข์นั้นดับไป. โดยอริยสัจจ์เล็ก คือตามธรรมดาสามัญที่พูดกันทั่วไป เรียกว่าอริยสัจจ์เล็ก เมื่อถามว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์, ก็ตอบว่า ตัณหาสามประการ. ตัณหา แปลว่า ความอยาก แต่ไม่ใช่ความอยากปรกติทั่วไป ๆ มันเป็น ความอยากที่เกิดมาจากความไม่รู้ ; เมื่อเห็นอะไรเข้าแล้ว พอใจ ก็อยาก ด้วยความโง่ จะได้ จะเอา จะยึดครองนี้, หรือ ถ้าไม่พอใจ ก็อยากที่จะให้มันพ้นไปเสีย อยากจะฆ่าเสีย นี้มันเป็นเรื่องความโง่. ในบางอย่าง ถ้าอยากจะเป็น ถ้ามันเห็นว่าเป็นเรื่องอยากจะ เป็น นี้บางอย่างไม่น่าเป็น ไม่อยากเป็น หรือรู้สึกว่าไม่อยากจะเป็น แม้แต่ว่าอยากจะมี ชีวิตอยู่นี้มันก็ไม่อยาก ก็เกิดอยากตายขึ้นมา. นี่จับใจความของคำว่า ความอยากไว้ หนึ่งไว้ก่อน ว่ามัน อยากด้วยความไม่รู้ คือด้วยอวิชชา, เดี๋ยวก็จะว่ากันโดยละเอียด ตอนที่จะพูดถึง เหตุให้เกิดทุกข์ในรูปของปฏิจจสมุปบาท. เดี๋ยวนี้ก็เอาแต่สั้น ๆ ย่อ ๆ แล้วอาจจะเข้าใจได้ จากความอยากของตัวเองนั่นแหละ, คนทุกคนก็มีความอยาก. ความอยากนี้ภาษาไทยมันกำกวม อยากอะไรก็เรียกว่าอยากไปหมด, แต่ถ้า พูดว่า ตัณหาในภาษาบาลี แล้ว มันจำกัดความ เฉพาะความอยากที่เป็นไปด้วยอำนาจของ ความโง่คืออวิชชา นี้ก็จะถือโอกาสกล่าวไว้เลยว่า ความอยากมีชื่ออย่างอื่น อย่างเช่นว่า ความโลภ ที่เป็นกิเลส, ความโลภนี้ก็คือความอยาก ที่มาจากอวิชชาด้วยเหมือนกัน, ถ้าอยากตามธรรมดา ไม่ได้เกี่ยวกับอวิชชา นี้ก็ยังไม่เรียกว่ากิเลส ไม่เรียกว่าความ โลภ ไม่เรียกว่าตัณหา ยิ่ง ถ้าอยากด้วยวิชชา หรือความรู้ มันเป็นเพียงความต้องการ ว่าควรต้องการอะไร ควรจะทำอย่างไร ความอยากอย่างนี้มันไม่เป็นตัณหา แล้วความอยาก อย่างนี้ไม่ใช่ความโลภ.
น.316 ที่ผมพูดนี้ก็เพราะเกรงไปว่า คุณจะเข้าใจผิดไปตามที่คนบางคนหรือบางพวก เขาพูด เขาสอนกันอยู่ ว่าถ้าเรียกว่าความอยาก หรือถ้าขึ้นชื่อว่าความอยากแล้ว อยาก ชนิดไหนก็เรียกว่ากิเลสตัณหาไปหมด นี้มันไม่ถูก. เพราะถ้ากล่าวตามหลักธรรมะในพุทธ- ศาสนา ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ ความอยากที่เป็นกิเลส หรือได้ชื่อว่าความโลภนั้น ตัณหานั้น ต้องมาจากอวิชชา ความโง่ความไม่รู้เป็นเหตุให้อยาก. แต่ถ้า ความรู้อย่าง ถูกต้อง เป็นเหตุให้เราเกิดต้องการนั้นต้องการนี่ขึ้นมา อย่างนี้ไม่ใช่ตัณหา, อย่างนี้ ไม่ใช่ความโลภ, เว้นไว้แต่มันจะเผลอไป ก็ อยากด้วยความโง่ขึ้นมาอีก มันก็ จะกลาย เป็นตัณหา หรือเป็นความโลภขึ้นมาอีกทีหนึ่ง. ยกตัวอย่าง เช่นว่าเราอยากจะศึกษาเล่าเรียน ถ้าทำไปด้วยความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดี อยากแต่พอดี อยากด้วยสติสัมปชัญญะ ความอยากความต้องการอย่างนี้ ไม่เรียก ว่าตัณหา ไม่เรียกว่าความโลภ. แต่ถ้ามันเผลอไป อยากชนิดที่หมายมั่นจะเอาให้ได้ แล้ว มาเป็นประโยชน์ มาเป็นหนทางที่จะหาเงินหาอะไรมาใช้กันอย่างสนุกสนาน เป็น เรื่องกิเลสตัณหา, นี้มันเผลอไป มัน อยากด้วยอวิชชา มันก็ ต้องเป็นทุกข์เป็น ธรรมดา. ฉะนั้นขอให้รู้จักความอยาก โดยความหมายมีสองชนิดในภาษาไทยอย่างนี้ ในภาษาบาลีถ้าจะเรียกว่า กิเลสตัณหาหรือความโลภ แล้ว ต้องเป็นเรื่องที่ มาจากอวิชชา, ถ้ามาจากวิชชา ก็เรียกเป็นอย่างอื่น เรียกว่าเป็นความปรารถนา หรือความต้องการ หรือความขยันขันแข็งในหน้าที่การงานไปเสียทางโน้น, ไม่ได้เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ แต่ว่ากลับเป็นสิ่งที่จะทำลายความทุกข์ ความต้องการที่มันมีถูกต้อง แทนที่จะเป็นเหตุให้ เกิดทุกข์ กลายเป็นเรื่องจะดับความทุกข์. ความอยากในภาษาไทย ภาษากำกวม เพราะ ว่าเราไม่มีความหมายรัดกุมเหมือนภาษาบาลี ให้รู้กันไว้อย่างนี้.
น.317 จตุราริยสัจจ์ หลักวิชายอดสุดของธรรมศาสตรา (ต่อ) ๒๘๕ กามตัณหา. นี้ อย่างหนึ่งอยากในกาม กามตัณหา ก็ด้วยความโง่ ความหลง ความยึดมั่นถือมั่นด้วยอวิชชา จึงอยากในกาม, มันก็เร่าร้อนตั้งแต่เริ่มอยาก แล้วก็ เริ่มประพฤติปฏิบัติกระทำลงไป. แต่ข้อนี้สำหรับฆราวาสทั่วไป เขาก็มิได้หมายความว่า จะไม่ต้องเกี่ยวข้องกับกาม, เพราะคำว่า กามมีความหมายหลายอย่าง, กามเรื่องเกี่ยวกับ เพศ เพศหญิงเพศชายนี้ก็กาม, นี้ส่วนที่มันเนื่องกันไม่ถึงขนาดนั้น ก็ยังเรียกว่ากาม ; เช่น ชอบอาหารเอร็ดอร่อย ชอบเสียงไพเราะ, แม้ยังไม่เกี่ยวกับเพศ ก็ยังเรียกว่ากาม เหมือนกันเพราะมันเนื่องกันโดยส่วนลึก. ถ้าเราไปเกี่ยวข้องด้วย คือ ไปอยากด้วยความโง่ ความหลงอะไร มันก็ เกิดสิ่งเร่าร้อนหรือเป็นทุกข์ขึ้นมา . แต่ถ้าต้องไป เกี่ยวข้องด้วยสติสัมปชัญญะ ก็มี ความเป็นกามน้อยลง ; แม้เรื่องเพศที่จะประกอบกิจกรรมทางเพศ ด้วยความรู้สึกที่เป็น หน้าที่ของฆราวาส แล้วก็ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะอย่างนี้ ความที่เรียกว่าเป็นกามมันก็ น้อยลง. มันก็มีความเป็นกามตัณหาน้อยลง. ถ้าสมมติว่าบริสุทธิ์ใจจริง ๆในการที่จะ ทำเพียงหน้าที่เพื่อการสืบพันธุ์ล้วน ๆ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ มันก็ไม่ถึงกับจัดว่าเป็น กาม, มันกลายเป็นหน้าที่ไปก็ได้ แต่ตามปรกติไม่มีใครทำได้ เพราะว่า ธรรมชาติ มัน ลึกกว่ามันลึกซึ้งกว่า มันใส่กามไว้กับการสืบพันธุ์ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครชอบทำกันนัก, แต่ โดยเหตุมัน เอากามมาจ้าง , เอาความรู้สึกทางกามนี้มา จ้างให้สัตว์ทั้งหลายทำหน้าที่ สืบพันธุ์ มันยุ่งยากลำบากเท่าไรมันก็ยอมทน. นี้ถ้าเราไปโง่ ไปหลงกินเหยื่อของธรรมชาติอันนี้เข้า มันก็เกิดความ ทุกข์ จากสิ่งที่เรียกว่า กามตัณหา ; เมื่อ คนยังมือวิชชาอยู่ มันก็ต้องโง่ ก็ต้องตก
น.318 ๒๘๖ เป็นเหยื่อ ของสิ่งนี้เป็นทาสของอวิชชา เป็น ทาสของตัณหา, แล้วคนยอมลำบาก ให้สิ่งที่เรียกว่าตัณหา, โดยเฉพาะ กามตัณหานี้เดี๋ยวกิน ภาษาบาลีเขาใช้คำว่าเคี้ยวกิน คือคนมันเป็นทาสของกามตัณหา ยอมทนลำบากนานาประการเพื่อจะให้ได้มา นี้คือสิ่ง ที่เรียกว่ากามตัณหา หมายถึงเรื่องเพศโดยตรง. สิ่งที่เป็นอุปกรณ์ทางเพศ. ความไพเราะ สนุกสนาน เอร็ดอร่อย แม้ไม่ เกี่ยวกับเพศโดยตรง มันก็เป็นกาม, นี้ไปเกี่ยวกับเพศโดยตรง แล้วยิ่งเป็นกามอย่างยิ่ง, นี้ อย่างที่หนึ่ง เรียกว่า กามตัณหา. ภวตัณหา. อย่างที่สอง ก็คือว่า อยากเป็น ความเป็นอย่างไรที่น่าเป็น เรียกว่า ภ. สำเภา ว. แหวน ภวตัณหา คือ ภพ แปลว่าเป็น ภวตัณหา แปลว่า อยากเป็น. นี่ก็อยาก ด้วยอวิชชาอีกเหมือนกัน อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ที่มันยั่วกิเลสยั่วความอยาก บางทีมันก็ ปนเปกับกามตัณหา, เช่น อยากเป็นหญิงอยากเป็นชาย อยากเป็นนั่นเป็นนี่ ที่มัน ไปเกี่ยวกับทางเพศก็มี, อยากเป็นใหญ่เป็นโต อยากมีหน้ามีตา อยากเป็นผู้มีชื่อเสียง อยากเป็นผู้มีอำนาจวาสนา. ถ้าทำไปด้วยความโง่ของอวิชชา มันก็รุนแรง แล้วเป็นภวตัณหา, แล้วก็ เกิดทุกข์. แต่ถ้าเรามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีมีวิชชา เช่นว่า เป็นนักศึกษา อย่างที่นั่งอยู่ นี้ ก็อยากจะเป็นนักศึกษาที่ดีที่ถูกต้อง ตรงตามความหมาย อย่างนี้ก็ไม่ใช่ตัณหา, ไม่ใช่ภวตัณหา เพราะมันไม่ได้ทำไปด้วยอวิชชา ทำไปด้วยสติสัมปชัญญะด้วยปัญญา. อยากเป็นนักเรียนที่ดี อยากเป็นนักศึกษาที่ดี, แม้ที่สุดแต่ว่าอยากจะเป็นพ่อบ้านแม่เรือน ที่ดี ถ้ามันไม่ได้ทำไปด้วยความโง่ด้วยอวิชชา ด้วยความไม่รู้เท่าในสิ่งเหล่านี้แล้ว
น.319 ๒๘๗ จตุราอริยสัจจ์ หลักวิชายอดสุดของธรรมศาสตรา (ต่อ) ก็ไม่ถูกจัดเป็นตัณหา. แต่เป็นความปรารถนาความต้องการที่ควรจะปรารถนา, ฉะนั้น ขอให้มันแน่ลงไปที่ว่า มัน อยากด้วยวิชชาหรืออยากด้วยอวิชชา. แล้วก็อย่าลืมอย่างเดียวกันอีก เชื่อว่า คนบางพวก อาจารย์บางหมู่ เขาสอน กันลงไปตรง ๆ เลย ขึ้นชื่อว่า ความอยาก แล้ว เป็นกิเลสตัณหาไปหมด. นี้ผมไม่ถือ อย่างนั้น ไม่เข้าใจอย่างนั้น, หลังจากที่ได้ศึกษามาถึงป่านนี้แล้ว ไม่ทำให้เข้าใจอย่างนั้น ถ้าเผื่ออยาก เป็นอะไรให้มันดีขึ้นไป ให้มัน ถูกต้อง, ให้มันสำเร็จประโยชน์ด้วยการ รู้สึกตัวนี้ ไม่เรียกว่าตัณหา. ยกตัวอย่าง เช่นว่า อยากเป็นเทวดานี้ มันก็อยากด้วยอวิชชา ถ้าไปพิจารณา ดูให้ดี, แล้วเทวดานี้มันไม่น่าเป็นดอก แล้วมันก็ไม่อยากเองแหละ, ก็มันมีอะไรที่น่าเป็น ที่ควรจะเป็น มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี, พิจารณาดูแล้ว มัน ควรจะเป็นหรือควรจะ รับหน้าที่ อันนั้น มันก็เป็นได้โดยไม่ต้องเป็นตัณหา. อย่าง จะเป็นอาจารย์ อย่างนี้ เป็นตัณหาก็ได้, ไม่เป็นตัณหาก็ได้, มันแล้วแต่ความอยาก นั้นมีมูลมาจากอะไร จากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ถูกต้องสมบูรณ์นี้มันก็ไม่ต้องเป็นตัณหา ; หรือถ้ายิ่งไปกว่า นั้น อยากจะเป็นผู้ครองบ้านครองเมือง ก็ต้องรู้โดยหลักเกณฑ์อันเดียวกัน ถ้าทำไป ด้วยความโลภ ด้วยความโง่ ด้วยความหลง ด้วยความยึดมั่นแล้ว มันก็เป็นตัณหา ทั้งนั้น, แล้ว ก็เป็นความทุกข์. แต่ถ้าเป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีเหตุผล มี ความลืมหูลืมตามีสัมปชัญญะอยู่ รู้ว่าเป็นหน้าที่ ที่จะต้องช่วยเพื่อนมนุษย์กัน, อย่างนี้ ไม่เป็นตัณหาไม่เป็นกิเลสตัณหา. แต่แล้วมันก็หายากนะ หาโอกาสยากนะ หรือว่าเขาสมมติว่า พระพุทธเจ้า ท่านตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระพุทธเจ้า นี้ ด้วยเหตุผลอย่างนั้น ๆ ตามที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นตัณหาไม่ได้, มันเป็นความปรารถนา, แม้จะทำรุนแรงเป็นการ
น.320 อธิษฐานจิต ตั้งสัจจาทิฏฐานอะไรนี้ ก็ไม่เป็นตัณหาได้, เพราะ ทำได้ด้วยความรู้สึกผิด ชอบชั่วดีของวิชา ของสติสัมปชัญญะ การที่อยากเป็นอะไร ด้วยความลุ่มหลง ในผลของการที่จะได้เป็นแล้วมันก็เป็นตัณหา. วิภวตัณหา. นี้มาถึง อันที่สาม ก็เป็น วิภวตัณหา อยากไม่เป็น อยากไม่เป็นอย่างนั้น อยากไม่เป็นอย่างนี้ กระทั่งอยากไม่เป็นเสียเลยไม่เป็นอยู่เลย. เช่นอยากตายเป็นต้น พวกอยากเป็นนั้นเป็นนี่มันอาศัยสัสสตทิฏฐิ, ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นอยู่อย่างเที่ยงแท้ ถาวร พอมาถึงตอนนี้ มันเกิด อุจเฉททิฏฐิ เชื่อว่าต้องขาดสูญ, หรือไม่ได้เป็นอยู่ อย่างถาวร อุจเฉททิฏฐินี้มันชักจูงตัณหาให้เกิดวิภวตัณหา ไม่อยากเป็น ไม่อยากเป็นนั่น ไม่อยากเป็นนี่ ก็ด้วยความโง่, ไม่ใช่ไม่อยากเป็นด้วยความรู้ที่ถูกต้อง มันไม่อยากเป็น ด้วยความโง่ ความเอือมความระอาความอะไรที่เป็นความโง่ จนกระทั่งอยากตาย แล้วก็ ฆ่าตัวตายเป็นต้น. นี้ผู้ที่จะปราศจากตัณหาแล้วก็จะไม่มีความอยากอย่างนี้, ความอยาก ไม่เป็นนั้นไม่เป็นนี่นี้ก็เร่าร้อนเหมือนกันแหละ. คุณลองสังเกตดู เมื่อรู้สึกว่าเราไม่ได้อะไรอย่างอกอย่างใจ มันก็เดือดร้อน แล้วก็เป็นทุกข์ ; ฉะนั้นอย่าได้มีตัณหาสามอย่างนี้ แล้วก็ไม่มีทุกข์ ชนิดที่ระบุไปว่า ตัณหาสามอย่างนี้ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. ทีนี้ที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป พระพุทธเจ้าท่านตรัส ระบุตัณหาไว้ว่า โปโนพฺภวิกา นนทิราคะ สหฺตา ตตฺร ตตราภินนทินี. นี่ นันทิราคะ สะหะคะตานี้คือ กามตัณหาโดยตรง, แล้วก็ปัญหานอกนั้นโดยอ้อมก็ได้ ตัดตร ตัดตราภินันท์ นี้มันหลงใหลเคลิบเคลิ้มอยู่ใน สิ่งนั้น ๆ แล้วมีคำว่า โปโนพฺภวิกา-เป็นไปเพื่อให้เกิดภพใหม่, เกิดชาติใหม่นี่ พอเรา อยาก มีตัณหาขึ้นมาแล้วเราจะรู้สึกว่า เราอยาก เราผู้อยาก ฉันอยาก กูอยากอะไรก็
น.321 (ต่อ) เดือดพล่านอยู่นี้ นี่เรียกว่าเกิดตัวกูตัวใหม่ขึ้นมา หลังจากเกิดความอยากอย่างนี้ก็เรียกว่า โปโนพฺภวิกา ได้. เมื่อเราอยู่เฉยๆ เราไม่รู้สึกว่ามีตัวเรา หรือเราต้องการอะไรแต่พอมี การกระทำให้เกิดความอยากแล้ว หลังจากความอยากแล้วต้องเกิดความยึดถือเป็นอุปา- ทานแล้ว ตัวกูนี้จะเอาให้ได้คือตัวกูมันอยาก มันจึงเห็นได้ชัดว่า ตัณหา นี้ มันเป็นเหตุ ให้เกิดตัวกู คือชาติแห่งตัวกูอันใหม่ขึ้นมา, เกิดอย่างนี้บ่อยๆ บ่อย ๆ ก็คือใหม่ เรื่อยไปทุกที่ อันนี้จะเห็นชัดในเรื่องของปฏิจจสมุปบาท. นี้ผมพูดโดยอริยสัจจ์เล็ก ว่าเหตุให้เกิดทุกข์นั้นคือ ตัณหาสาม ประการ, สรุปโดยย่อว่า ความอยากที่มาจากอวิชชา ไม่รู้ตามที่เป็นจริง, มันก็ อยาก ไปในรูปของกาม เรื่องเพศบ้าง. ถ้าอยากในเรื่องของภพคือเป็นนั่นเป็นนี่ แม้ ไม่เกี่ยว กับกามบ้าง, แล้วเป็นวิภพ คือ ไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่. เขามักจะอธิบายกันว่า กามตัณหา อยากจะเกิดเป็นเทวดากามาวจร ในสวรรค์ ร่ำรวยด้วยนางฟ้า, แล้ว ภวตัณหา ก็อยากไปเกิดเป็นรูปพรหม, แล้ว วิภวตัณหา ก็คือไป อยากเกิดเป็น อรูปพรหม คือ พรหมที่ไม่มีรูป อย่างนี้ก็มี. นี่ที่เป็นเรื่องที่ อธิบายไปตาม ความคิดเห็นของอาจารย์ หรือพระอรรถกถาจารย์บางพวก ก็ได้เหมือนกัน, มันก็พอจะ ปรับให้เข้ารูปได้. แต่เดี๋ยวนี้ ไม่เกี่ยวกับเรานี่ เทวดาที่ไหน พรหมที่ไหนก็ไม่รู้. ถ้า อย่างนั้นเราก็ ไม่ต้องมีตัณหาบางอย่างซิ, เดี๋ยวนี้เรามีตัณหาครบทุกอย่างนะ. ดูให้ดี วันหนึ่งๆนะ บางทีเป็นกามตัณหา, บางทีก็เป็นภวตัณหา, อยากเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมา เช่น พี่น้องกันบางทีก็ข่มเหงทะเลาะวิวาทกัน เพราะพี่มันไม่ยอมแพ้น้องนั่น น้องมัน ไม่ยอมแพ้พี่อะไรนี้, หรือว่าเป็นสามีทะเลาะวิวาทเพราะอำนาจบาดใหญ่, สามีก็จะเอา ภรรยาให้ลง ภรรยาก็จะเอาสามีให้ลง, อย่างนี้ ไม่ใช่กามตัณหาแล้ว มันเป็นภวตัณหา แล้ว เช่นอยากจะเป็นนายเหนือสามี หรือสามีอยากจะเป็นนายเหนือภรรยาอย่างนี้เป็นต้น
น.322 มัน ไม่ต้องรอเพื่อไปพรหมโลก, มันเพื่อเป็นอะไรที่นี่เดี๋ยวนี้ ก็เรียกว่า ภวตัณหา แล้ว, เรื่องที่ไม่ชอบ หรือ มันรำคาญไม่อยากเป็น มันไปในทางตรงกันข้าม กระทั่ง ไปตายในที่สุด. ขอให้รู้จักตัณหาสามประการนี้ในชีวิตประจำวันอย่างนี้ เพราะเป็นเหตุให้ เกิดทุกข์. ทุกขสมุทยวาร ในอริยสัจจ์ใหญ่. ทีนี้ที่ว่า ในอริยสัจจ์ใหญ่ เมื่อถามว่า อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็แสดง ด้วยปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทย์วาร, ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายที่ก่อขึ้น ๆๆๆ ก็เรียกว่าฝ่าย สมุทยวาร จะพูดด้วยปฏิจจสมุปบาทชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสบ่อย ๆ ชนิดที่ท่านก็ชอบ เอามาว่าเล่น คุณคอยฟังให้ดี. ที่จริงก็เคยพูดหลายหนแล้ว แต่วันนี้อยากจะพูดให้เข้ารูป กับชุดนี้. ปฏิจจสมุปบาทนี้ก็เป็นไปทางทวารหก หรืออายตนะหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้, หกนี้เรียกว่า อายตนะหก หรือทวารหก หรืออินทรีย์หก. ทีนี้มันก็มี อารมณ์ที่คู่กัน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐ์พพะ ธัมมารมณ์ นี้ก็ หกอย่างอีก ข้างนอก, นี้เรียกว่าอารมณ์หกหรือว่าอายตนะภายนอกหก. เราเอาชื่อที่เป็น หลักสำคัญกันดีกว่าคือ อายตนะข้างในหก อายตนะข้างนอกหก นี่เป็นตัวเรื่อง หรือเป็นจุดตั้งต้น. คนเรามีชีวิตอยู่ ร่างกายเป็น ๆ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุวิญญาณ ยังสมบูรณ์อยู่ ; ถ้ามันจะมีเรื่อง มันก็ปรุงกันขึ้นเป็นอายตนะ อย่างใด อย่างหนึ่ง เพื่อทำหน้าที่นี้, เผอิญมัน จะเกิดการเห็นรูป ขึ้นมา มันก็ปรุงอายตนะ สำหรับเห็นรูปขึ้นมา ก็เรียกว่า ตาเกิดขึ้น หรือตาที่สมบูรณ์ที่ครบถ้วนบริบูรณ์ที่จะ รู้สึกได้ในกรณีนี้ได้เกิดขึ้น คือพร้อมที่จะทำหน้าที่ นี้เรียกว่ามีตาแล้ว, เมื่อไม่ทำหน้าที่
น.323 จตุราริยสัจจ์ หลักวิชายอดสุดของธรรมศาสตรา (ต่อ) ๒๙๑ เรายังไม่เรียกว่ามีตา, นี้รูปข้างนอกก็มีมาเผอิญว่ามีมา ได้อาศัยพบกันกับตานี้ แล้วก็ เกิด สิ่งที่สาม คือ การเห็นทางตา เรียกว่าวิญญาณหรือจักษุวิญญาณ, นี่เงื่อนต้นของ ปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างนี้. ทางหู ทางจมูก ก็ต้องเหมือนกัน, ต้องมีข้างใน และ ข้างนอก แล้วก็ เกิดทำหน้าที่ขึ้นที่อายตนะ นั้น ๆ เดี๋ยวนี้เรายกตัวอย่างเรื่องทางตา, มีตามีรูป อาศัยกัน แล้ว เกิดการเห็นทางตา เรียกว่า จักษุวิญญาณ. ตา + รูป + จักษุวิญญาณ สามอย่างนี้ พบกันก็เรียกว่า ผัสสะ คือ การ กระทบกัน ; การเห็นทางตา กระทบเข้าที่รูป โดยอาศัยตาเป็นรากฐาน, นี้เรียกว่า ผัสสะ คือการกระทบกัน. ถ้าในขณะนั้น มันเผลอสติ หรือมัน โง่ไปด้วยอวิชชา อย่างใดอย่างหนึ่ง, การกระทบนั้นเรียกว่า กระทบหรือสัมผัสก็ตามด้วยอวิชชา ก็ เรียกว่า อวิชชาสัมผัส โดยมากเป็นไปอย่างนี้. ถ้าว่าในขณะนั้น มีความรู้สึกดี สัมปชัญญะดี อะไรดี ความรอบรู้ก็ดี การที่ได้สัมผัสนั้น สัมผัสนั้นก็เรียกว่าวิชชา สัมผัส คือสัมผัสด้วยวิชชา, ถ้าอย่างนี้ไม่มีปัญหา ไม่เป็นไปในทางที่ให้เกิดทุกข์ กลับเป็นการศึกษา, เป็นอะไรที่เป็นประโยชน์ไปเสีย. นี้เราจะพูดในเรื่องปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ต้องหมายความว่า สัมผัสนั้นทำ ไปด้วยอวิชชา เรียกว่าอวิชชาสัมผัส ตาเห็นรูปเกิดการเห็น เกิดการกระทบด้วย จิตใจกำลังโง่ กำลังไม่รู้อะไร ก็ เรียกว่าอวิชชาสัมผัส. นี้ สัมผัสนี้ให้เกิดเวทนา ถ้ามาจากอวิชชาสัมผัส เวทนานี้ก็เป็น เวทนาที่มาจาก อวิชชาสัมผัส คือเป็นเวทนาที่จะหลอกจะลวง, มีความหลอกลวงอยู่ ในนั้น. นี้ เวทนาที่มาจากอวิชชา สัมผัสชนิดนี้ ก็ทำให้เกิดตัณหา คือความ อยากด้วยอำนาจของอวิชชา, ดังนั้น ตัณหาจึงเป็นความอยาก ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ
น.324 ของอวิชชาทีแรก ที่เข้ามาสัมผัสหรือกระทบ. แม้ไม่มีตัวหนังสือให้เห็น หรือไม่มี ออกเสียงว่ามาจากอวิชชา ก็รู้ได้ว่า ตัณหาต้องมาจากอวิชชา เพราะมันมาจากเวทนา ที่ มันมาจากอวิชชาสัมผัส, เพราะมันเป็นสัมผัสแห่งอวิชชา กิเลส ตัณหาก็เป็นความ อยากด้วยอวิชชา, ในเวทนาที่เกิดขึ้น ในขณะที่มีการสัมผัสด้วยอวิชชา. นี้ ตัณหาเกิดเป็นความอยาก แล้วต้อง รุนแรง เสมอ เพราะมันมาจาก ความโง่หรือ มาจาก อวิชชา, นี้เพราะตัณหาเป็นเหตุเป็นปัจจัย ก็เกิด อุปาทาน ความหมายมัน ความยึดมั่นถือมั่น ก็ด้วยอำนาจอวิชชา อีกนั่นแหละ, เพราะตัณหา มาจากอวิชชา แล้วอุปาทานมันก็จะมาจากวิชชาอย่างไรได้, ฉะนั้นมันก็คลอดเป็นอุปาทาน คือยึดมั่นถือมั่น มั่นหมายด้วยอำนาจอวิชชา. ตอนที่เป็นความอยาก มันก็ อยากที่รุนแรง ไม่มีความรู้สึกที่เป็นตัวกู - ของกู อะไรก่อน, แต่ พออยากรุนแรง เสร็จแล้ว มันจึงกลายเป็นความรู้สึกอัน ต่อมา เรียกว่าอุปาทาน, ตอนนี้ยึดมั่นเป็นตัวกูบ้าง, ยึดมั่นเป็นของกูบ้าง, แล้ว แต่กรณี, คือ จิต มัน สำคัญขึ้นมาว่า ฉัน หรือกูก็ตาม เป็นผู้ต้องการอยากอยู่อย่าง ยิ่ง แล้ว. นี่เรียกว่า ตัณหาให้เกิดตัวกู, ตัณหาให้เกิดชาติใหม่ของตัวกู. ภพ ใหม่ของตัวกู อย่างนี้. พอถึง อุปาทานเป็นตัวกูแล้ว ก็เริ่มแสดงบทบาทที่จะทุกข์, เพราะ มันยึดมั่นพอยึดมั่น มันก็ต้องมีเรื่องที่จะเกี่ยวกับทุกข์. ถ้าอย่างนั้นก็หนัก เริ่มสร้าง เรื่องของความทุกข์กันที่ตรงนี้. อุปาทาน นี้เป็นปัจจัยให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ภพ คือ ความเป็นตัวกู, เป็นตัวกูแรงขึ้นมาอีก.
น.325 ( ต่อ) ภพก็ให้เกิด ชาติ, ความเต็มที่แห่งตัวกู-ของกู มีความหมาย เป็นชาติ ความเกิดแห่งตัวกู. สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับชาตินี้ก็พลอยเป็นทุกข์ไปหมด, เพราะมันเป็นของกูไปหมด : ความแก่ของกู ความตายของกู. นี้รวมความว่า ถ้า ความรู้สึกว่าเป็นตัวกูเกิดขึ้นในจิตใจ เมื่อไร สิ่งต่าง ๆ มันจะเกิด เป็นตัณหาขึ้นมาทันที คือมันจะเป็นของตัวกู ขึ้นมามันก็ต้องทุกข์. ถ้า เราไม่เกิดความรู้สึกเป็นตัวกู, มันก็ไม่มีความรู้สึกว่าความแก่ของกู, ความตายของกูหรือ ทรัพย์สมบัติของกู หรืออะไรของกู มันก็มีไม่ได้, มัน ต้องโง่เกิดความเป็นตัวกูขึ้น มาเสียก่อน เป็นตัวเจ้าของเรื่อง แล้วมันจึงจะเกิดตัณหาขึ้นรอบด้าน ว่าอะไร ๆ ก็ของกู มันรำพึงไปได้ในทางเป็นของกู, ที่ตรงนี้ก็ของกู ที่อยู่ลับหลังก็ของกู อดีตก็ของกู ปัจจุบันก็ของกู อนาคตก็ของกู เรื่องมันก็ไปรอบด้าน จะมีความทุกข์จากอะไรก็ได้. เมื่อ เกิดชาติแล้ว ก็ต้องมีความหมายเป็นความทุกข์ เพราะชรา มรณะ โสกะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส, เพราะพรากจากของรักของพอใจ, เพราะพบกับสิ่งที่ ไม่รักไม่พอใจ, เพราะปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่เป็นไปตามปรารถนา. ในที่สุดสรุปว่า อุปาทานเข้าไปยึดในขันธ์ใดขันธ์หนึ่งแล้ว ขันธ์นั้นก็เป็นทุกข์. นี่ ความทุกข์เกิดขึ้น โดยรายละเอียดอย่างนี้ ซึ่ง จะมองกันในแง่จิตวิทยา ก็ได้, เป็นจิตวิทยาที่น่าศึกษาที่สุด จะมองในแง่ของธรรมะของศาสนาก็ได้, เป็น เรื่องความทุกข์เกิดขึ้นอย่างนี้ นี่จำไว้สำหรับไปศึกษาพิจารณาให้มองเห็นชัด ที่มันเกิด ขึ้นอยู่ในใจจริง ๆ พอเกิดตัณหา ก็เกิดอุปาทาน เกิดภพ เกิดชาติ แล้ว เกิดทุกข์ มันแบ่งเป็นสี่ตอน.
น.326 ถ้า ในอริยสัจจ์เล็ก ก็พูดว่า ตัณหาแล้วก็เกิดทุกข์, อริยสัจจ์ใหญ่ตัณหา เกิดอุปาทานในระหว่างนั้น เกิดภพเกิดชาติในระหว่างนั้น แล้วจึงจะเป็นทุกข์. หรือว่า เรื่องอะไรที่ก่อนหน้าตัณหาก็ไม่เอามาพูดถึง เช่น อวิชชาเป็นต้น ไม่ได้เอามาพูดถึง พูดแต่ว่าตัณหาเกิดทุกข์ แต่พอมาถึงเรื่องอริยสัจจ์ใหญ่นี้ จะชี้ให้เห็นว่า มันปรุงขึ้นมา อย่างไร, เป็นบัญชีหางว่าวเลย มี อายตนะ แล้วมีความรู้สึกทางอายตนะ, ความรู้สึก นั้น ประกอบด้วยอวิชชา จึงเกิดสัมผัส อย่างอวิชชา เกิดเวทนา อย่างอวิชชา, แล้ว ก็มา เกิดตัณหา อย่างนี้. ฉะนั้นจำไว้ให้ดีเถอะ, เอาไปคิดดู แล้วก็ไปปฏิบัติให้ได้ จึงจะสามารถ ควบคุมจิตใจได้. การแจกรายละเอียดอย่างนี้ ก็เพื่อว่าให้บุคคลนั้นฉลาดในการที่ จะบังคับจิตใจ ด้วยสติสัมปชัญญะที่ละเอียดลออ ที่ประณีต ที่รวดเร็ว ฉะนั้นเรา ต้องไปทำความเข้าใจดี ๆ. ว่าตาเห็นรูปปั๊บอย่างนี้ มันก็รู้สึก คือสัมปชัญญะไว้ก่อนเถิด ว่ามันจะเกิดอะไรแล้ว, มันเกิดการเห็นทางตา ถ้าสติสัมปชัญญะมาไม่ทันท่วงที มันก็ ต้องเกิดการสัมผัสด้วยอวิชชา จะโง่ไปตลอดสาย, อย่างนี้เรียกว่าตั้งต้นแห่งความทุกข์ ชี้ระบุตัวสำคัญที่สุดลงไป ตอนที่เรียกว่าตัณหาหรืออุปาทาน. ถ้ามันเป็นตัณหาแล้วมัน ก็ให้เป็นอุปาทาน คือตัวผู้อยากขึ้นมา, พอมีตัว ผู้ เท่านั้น ผู้นั้นผู้นี้ เท่านั้นก็ต้องเป็น ทุกข์แล้ว นี่ละเอียดอย่างนี้. ทีนี้ในบางกรณี ถ้ามันเป็นไปได้ ว่าสติสัมปชัญญะมันแทรกเข้ามาได้ทัน ท่วงที ในขณะเกิดความอยาก กำลังเกิดความอยากอยู่ แล้วมันอยากอยู่ ยังไม่ทันจะดับไป มันเกิดหวนระลึก ด้วยเหตุใดก็ตาม สติสัมปชัญญะมา ก็อ้าว, นี้มันอยากแล้ว จิตมัน ประกอบด้วยตัณหาแล้ว, มันก็ยัง อาจจะหยุดตัณหานั้นเสียได้. นี่จะเป็นเรื่องของการ ดับทุกข์ไป นี้เราไม่พูดถึง, พูดแต่ว่า ที่จะพรวดไปตลอดสาย ให้เกิดความทุกข์ อย่างนี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทชนิดสมุทยวาร คือ การปรุงแต่งเพื่อเกิดขึ้น นี่ เป็นทุกข์
น.327 จตุราริยสัจจ์ หลักวิชายอดสุดของธรรมศาสตรา (ต่อ) ๒๙๕ สมุทัย คือเป็นแดนเกิดแห่งความทุกข์, เป็นคำตอบที่จะเป็นชนิดที่สอง. คำตอบ ชนิดที่หนึ่งสำหรับอริยสัจจ์เล็กๆ ทั่วไปว่าเหตุให้เกิดทุกข์ คือ ตัณหา, พอมาถึง ชนิดที่สอง นี้ พูดอย่างนักปราชญ์เต็มที่ว่า เหตุให้เกิดทุกข์นี้ คือ ปฏิจจสมุปบาท ส่วนสมุทยวาร, พระพุทธเจ้าท่านก็เคยตรัสเรียกคำนี้ว่า ทุกขสมุทัย. เอ้า, ทีนี้อย่างที่สาม พูดอย่างชาวบ้าน พูดกันบ้าง ฉะนั้นจะพูดกันโดยที่ว่า คนธรรมดาสามัญมันจะตอบได้ทั้งนั้นแหละ ถูกทั้งนั้นก็ได้ เพราะคุณก็มองเห็นอยู่แล้วว่า ถ้าเป็นเรื่องปฏิจจสมุปบาทมันตั้งต้นมาจากอวิชชาเรื่อยมาจนถึงชาติ. นี้ถามว่า ความ ทุกข์เกิดจากอะไรกันแน่, คนหนึ่งตอบว่าเกิดมาจากตัณหา, มันก็ถูกเหมือน กัน คนหนึ่งตอบว่ามาจากอวิชชา มันก็ถูกเหมือนกัน, แม้แต่คน จะตอบว่ามาจาก ผัสสะ มันก็ถูกอีกนั่นแหละ, มาจากเวทนามันก็ถูกอีก นั่นแหละ, จากอุปาทาน มันก็ถูกอีก ฉะนั้นอย่าไปเถียงกัน. อย่าไปทะเลาะกันในข้อนี้. แม้จะตอบว่า มันเกิด จากเพราะมันมีตาเห็นรูปอย่างนี้ก็ถูก, แต่ต้องอธิบายให้ถูก. ที่ละเอียดไปกว่านั้นก็มี ซึ่งชาวบ้านจะไม่เข้าใจ หรือไม่ยอมรับก็ได้, เช่น อย่างที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เพราะการเกิดขึ้นแห่งธาตุ เกิดขึ้นแห่งธาตุ, พอธาตุเกิดขึ้น ก็คือการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ธาตุในที่นี้จะหมายถึง ธาตุไหนก็ได้ เช่น ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณ หกอย่างนี้มันเกิดหมายความว่า มัน ประชุมคุมกันเข้ารวมกันเป็นสิ่งที่เรียก ว่าอายตนะ มันก็ เกิดขันธ์ เกิดทุกข์ ไปได้. หรือบางทีก็เรียกว่า ธาตุตา ธาตุหู หรือ ธาตุจมูก อย่างนี้ก็มีเรียก ธาตุรูป ธาตุเสียง ธาตุกลิ่น ธาตุรส อย่างนี้ก็มีเรียก, เพราะว่า ธาตุข้างใน คือ ธาตุตา ธาตุข้างนอก คือ ธาตุรูปนั้น มันจะเกิดต่อเมื่อมันทำหน้าที่ เข้า มาสัมพันธ์กันแล้วก็ปรุงกันเป็นเรื่องเป็นราว อย่างนั้นจึงจะเรียกว่าเกิด เมื่อเป็น อย่างนี้ การที่จะตอบคำถามว่า เพราะ ธาตุเกิดขึ้นก็เป็นทุกข์ อย่างนี้ก็ถูกอีก ไม่มีทาง ค้าน ข้อที่ให้เถียงกัน เพราะมันเล็งกันคนละแง่.
น.328 ขอให้จำไว้ด้วย เราจะตอบว่า เพราะมีตาจึงเป็นทุกข์ มันก็ได้ เพราะมีหูจึง เป็นทุกข์ เพราะมีจมูกจึงเป็นทุกข์ก็ได้, หรือเพราะธาตุเกิดขึ้น ธาตุตากับธาตุรูปประสม กันเกิดวิญญาณธาตุขึ้นมา แล้วเกิดเป็นลำดับไปจนทุกข์ ก็ได้, อย่างนี้เรียกว่า ไม่มีหลัก ที่ตายตัว แล้วแต่เราจะระบุไปยังสิ่งใด ตอนไหน เมื่อใด ของระยะทางนั้น ว่านั่นเป็น เหตุให้เกิดทุกข์ ถูกแล้ว. นี้คือ เรื่องเหตุเกิดทุกข์ ที่เรียกว่าสมุทัย หรือทุกขสมุทัย จะมองเห็นโดย หลักกว้าง ๆ ใหญ่ๆ ว่า มันเป็นเรื่องของอิทัปปัจจยตา เพราะมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ จึงเกิดขึ้น เรียกว่าอิทัปปัจจยตา เพราะอันนั้นแหละ ที่ทำให้เกิความทุกข์ในที่นี้ ขึ้นมา. ตัณหา เพราะมีตัณหามันจึงเกิดทุกข์ขึ้นมา, เพราะมีอวิชชาจึงเกิดทุกข์ขึ้นมา หรือว่าเพราะมีปฏิจจสมุปบาทไปตลอดสายอย่างนี้ จึงเกิดทุกข์ขึ้นมา, ก็ถูกเหมือนกน. ถ้า เรียกเป็นภาษาบัญญัติเฉพาะ คำบัญญัติเฉพาะเรียกว่า อิทัปปัจจยตาฝ่ายสมุทยวาร คือ ฝ่ายเกิด ทำให้เป็นทุกข์. นี่เรื่องอริยสัจจ์ที่สอง มันมีหลักเกณฑ์อย่างนี้ ราย ละเอียดคุณไปแจกเอาเองเหมือนกับท่องสูตรคูณ ในกรณีเรื่องตาเป็นอย่างไร ในกรณีเรื่อง หูก็เป็นอย่างนั้น ทุกขนิโรธ. ทีนี้เราก็จะข้ามไปยัง อริยสัจจ์ที่สาม, อริยสัจจ์ที่สามเรียกว่า ทุกขนิโรธ หรือ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ - ความจริงอันประเสริฐเรื่องความดับไม่ เหลือแห่งความทุกข์, เรียกสั้น ๆ ก็เรียกว่า นิโรธ เฉย ๆ ก็ได้, เรียก อย่างกลาง ๆ ก็เรียกว่า ทุกขนิโรธ, เรียกเต็มยศ ก็เรียกว่า ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ยาวออกไปอย่างนั้น, เรียกว่า นิโรธ ก็ เพื่อจะประหยัดเวลาเรียก พูดกันสั้นๆ ว่า นิโรธ ๆ คือ ดบไม่เหลือ ก็ดับไม่เหลือแห่ง ความทุกข์.
น.329 (ต่อ) นี้เราได้พูดมาแล้วแต่ตอนต้น ๆ ว่า ถ้าพูดอย่างแบบอริยสัจจ์เล็ก ๆ อริยสัจจ์- ธรรมดาสามัญ ว่าอะไรเป็นความดับแห่งทุกข์ ก็ตอบว่าดับตัณหาเสียนั่นแหละ คือ ความดับแห่งทุกข์ คำพูดมีเท่านี้. แต่ ตอบอย่างอริยสัจจ์ใหญ่ พิสดารของผู้รู้นี้ ก็ตอบด้วยปฏิจจสมุปบาท ฝ่ายนิโรธวาร ที่ขึ้นเป็นสายว่า เพราะอวิชชาดับ-สังขารดับ, เพราะสังขารดับ-วิญญาณ ดับ, เพราะวิญญาณดับ-นามรูปดับ, เพราะนามรูปดับ-อายตนะดับ, เพราะอายตนะดับ ผัสสะดับ, เพราะผัสสะดับ-เวทนาก็ดับ, เพราะเวทนาดับ-ตัณหาก็ดับ, เพราะตัณหาดับ -อุปาทานก็ดับ, เพราะอุปาทานดับ-ภพก็ดับ, เพราะภพดับ-ชาติก็ดับ เพราะชาติดับ ทุกข์ทั้งปวงก็ดับนี่ก็ได้. แต่ถ้าจะพูดอย่าง ปฏิจจสมุปบาท อย่างเมื่อตะกี้นี้ ที่จะเป็นไปใน ฝ่ายดับ ทุกข์ นี้ ก็พูดอย่าง คล้าย ๆ กับทีแรก คือว่า ตาอาศัยรูปก็เกิดจักษุวิญญาณ คือการ เห็นขึ้นมา การเห็นด้วยตาขึ้นมา สามอย่างนี้เรียกว่าผัสสะ, นี้ในขณะแห่งผัสสะนั้น เกิด สติสัมปชัญญะรู้สึกทันท่วงที, ไม่มีอวิชชาเข้ามาได้ นั่นแหละคืออวิชชาดับ ไม่เป็นอวิชชา สัมผัส เพราะอวิชชาดับ ก็อวิชชาไม่มี, นี้สัมผัสนั้นก็ไม่ให้เกิดเวทนา, เพราะไม่มีเวทนา ก็ไม่มีตัณหา, เพราะไม่มีตัณหาก็ไม่มีอุปาทาน เพราะไม่มีอุปาทาน ก็ไม่มีภพ เพราะไม่ มีภพก็ไม่มีชาติ, เพราะไม่มีชาติก็ไม่มีความทุกข์ทั้งปวง ฝ่ายดับเป็นอย่างนี้. มองให้ดีซิว่า ตา แล้วก็ รูป แล้วก็วิญญาณ คือ การเห็น ทางตา สาม ประการนี้เรียกว่าผัสสะ นี้คือจุดทางสองแพร่ง มันจะไปแพร่งเกิดหรือแพร่งดับ ; ถ้าไปแพร่งเกิด ที่เรียกว่า ฝ่ายสมุทยวาร มันก็หมายความว่าโง่ ลืมตัวไม่มีสติสัมปชัญญะ ขณะนั้น ก็เป็นเกิดอวิชชาเข้าผสมลงไปในผัสสะ มันก็ เดินไปทางเกิดทุกข์ เรียกว่า
น.330 สมุทยวาร : ผัสสะให้เกิดเวทนาที่มาจากอวิชชา, เวทนาให้เกิดตัณหาที่มาจากอวิชชา, ตัณหาเกิดจากอุปาทานด้วยอวิชชา, แล้วให้เกิดภพเกิดชาติที่เป็นทุกข์. นี้ ถ้าฝ่ายดับทุกข์ ฝ่ายนิโรธวาร มันก็ เลี้ยวเสียตรงที่ผัสสะ เพราะว่า ตรงที่ผัสสะในกรณีนี้มัน มีวิชชา จะเป็นวิชชาเพราะเราเล่าเรียนมา, หรือเป็นวิชชาที่ เกิดมาจากเราเคยผ่านมาแล้วจนเข็ด, จนรู้สึกเข็ดรู้สึกหลาบ ก็เป็นวิชชาได้ทั้งนั้น, แล้วก็ต้องอยู่ ในรูปของสติสัมปชัญญะที่มาเร็ว มาทันท่วงที. ถ้าในครั้งแรกเราพลาดไปมันเกิดทุกข์, แล้วเราก็ เกิดความรู้ขึ้นมา สำหรับ ครั้งที่สอง เรา รู้จักกลัวรู้จักเข็ดหลาบ มันก็ไม่พลาด, อย่างนี้ก็เป็นวิชชาได้ ฉะนั้น ในรอบที่สองมันก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่เกิดทุกข์. หรือว่า ในขณะที่มาถึงเวทนาแล้ว เกิดเวทนาด้วยอวิชชาแล้ว, มันจะ ด้วยเหตุอะไรก็ตามเถอะ สติสัมปชัญญะอีกรูปหนึ่งมาถึง รู้สึกตัวว่า อ้าวนี้มันเวทนา ที่มาจากความสะเพร่าความเผลอไปเป็นอวิชชา, พอรู้เท่านี้เท่านั้นแหละ มันก็เปลี่ยน กระแสทันที คือ อวิชชา ที่มาเจืออยู่ในผัสสะ ในเวทนา ในขณะนั้นมันสลายลงไป. เวทนาที่มาจากอวิชชา มันก็หยุด, หยุดเป็นเวทนาชนิดนั้น มันเป็นเวทนาที่สติ สัมปชัญญะเข้ามาคุ้มครองเสียแล้ว, มีวิชชาเข้ามาเกี่ยวข้องเสียแล้ว. ฉะนั้น อวิชชาก็ ดับลงไป นี้ เวทนานี้ก็ไม่ปรุงให้เกิดตัณหา เรียกว่า ตัณหาก็ไม่เกิดคือดับ, พอ ตัณหาดับ-อุปาทานดับ อุปาทานดับ ภพดับ ชาติดับ ทุกข์ทั้งปวงก็ดับ. นี่ คือ กิริยาที่จะดับลงแห่งความทุกข์ เพราะดับเหตุที่ให้เกิดทุกข์ นี้โดยวิธีหรือโดยนัยพิสดารของอริยสัจจ์ที่เรียกว่า พิสดาร, สำคัญอยู่ที่สติที่จะมาทัน ท่วงทีในขณะที่มีการสัมผัส ตาสัมผัส หูสัมผัส จมูกสัมผัส ลิ้นสัมผัส ผิวหนังสัมผัส
น.331 ( ต่อ) หรือว่าจิตสัมผัสก็ตาม, มีสัมผัส แล้วขณะนั้นเป็นโอกาสที่ว่าจะไปกันทางไหนแน่ ถ้าวิชชา มาด้วยอำนาจของสติ มันก็เปลี่ยนกระแสเป็นดับทุกข์ดับกิเลส ไม่เกิดกิเลส. ฉะนั้น ต้องมีสติ ที่ถือว่า เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่มนุษย์เราจะต้องมี เพื่อ ไม่ให้เกิดความทุกข์ใด ๆ ขึ้น, ไปศึกษาเรื่องสติเป็นพิเศษ. ความระลึกได้ไม่ใช่ เพียงแต่ว่านึกได้ด้วยความจำ, มัน เป็นการระลึกได้ชนิดที่ว่าความที่ถูกต้องมันวิ่งมา, รู้จักสิ่งเหล่านี้ตามที่เป็นจริง เช่น สิ่งที่ตากำลังเห็น แล้วสงสัยหรือว่ารักใคร่อยู่พอใจอยู่ อะไรนี้, ก็ให้สติมาในขณะที่สัมผัสอย่างนี้ ยิ่งชั้นวิเศษที่สุดเลย มันจะป้องกันเสีย แต่ทีแรก แต่ต้นตอเลย พอตาสัมผัสรูปหูสัมผัสเสียง นี้ สติมาให้ทันท่วงที ก็ ควบคุมสัมผัสนั้นไว้ได้, ไม่ไปฝ่ายอวิชชา. ทีนี้ถ้าว่ามันพลาดไปในขณะแห่งสัมผัส ก็คือขณะถัดมา คือขณะแห่งเวทนา นี้ก็ต้องให้มีสติมาอีกทีหนึ่ง มีสติเมื่อมีเวทนาก็ยังนับว่าค่อนข้างดี, ถ้าสติมาในขณะแห่ง สัมผัส ก็ว่าดีเลิศ, ถ้าพวกที่มาในระยะถัดมาคือมาในขณะเวทนา ก็ยังดีอยู่ พอใช้ได้ อย่างน้อย. อันสุดท้าย นั่นก็คือ ในขณะที่เกิดตัณหา เกิดความอยากแล้วนั่นแหละ มีสติอีกทีหนึ่ง เพื่อทำลายตัณหานั้นเสีย นี่เป็นด่านสุดท้าย ถ้าไม่ชนะก็แพ้เลย ทีนี้จะต้องเป็นทุกข์แน่. มีสติเมื่อผัสสะเบ็นดีเลิศ, มีสติเมื่อเวทนาก็เป็นดี, มีสติ เมื่อตัณหา เกิดก็ยังพอใช้ได้, หวุดหวิดเต็มที. ตรงนี้ก็เหมือนกันขอแถมไว้เป็นพิเศษอีกว่า บางสำนัก บางครูบาอาจารย์ เขาจะไม่ยอมพูดอย่างนี้ แล้วไม่ยอมเชื่ออย่างนี้ แล้วหาว่าอย่างนี้พูดผิด, เขาว่าถ้าตัณหา
น.332 แล้วไม่มีทาง ที่จะมีสติมาได้ แล้วจะต้องเป็นทุกข์. แต่ในเมื่อเรา ตรวจสอบดูใน บาลี แล้วมัน ยังมีพบ ว่าเมื่อมีตัณหาเกิดขึ้นแล้ว มีสติดับตัณหาเสีย มันก็เปลี่ยนกระแส ไปในทางที่ไม่มีทุกข์ก็มี, แต่ครูบาอาจารย์บางสำนักเขาว่าไม่มี เพราะเขาไม่เคยเห็นบาลีนี้ หรืออะไรก็ไม่ทราบ. นี้ถ้าบางพวกแล้วก็ ไม่ยอมรับ เลยว่าเราจะมีสติ ในขณะแห่ง สัมผัส หรือจะมีสติแห่ง ขณะเวทนา นี้เขาไม่ยอมรับเลย แล้วคุณก็ไปคิดดูเอง ว่ามันจะเป็นไปได้ไหม ? เขาว่ามันเป็นไปไม่ได้. ผมว่ามันเป็นไปได้ ตามที่ได้ศึกษามาจน บัดนี้ จากพระบาลีโดยตรง ไม่เชื่อตามคำแนะนำตามคำสั่งสอนของอาจารย์เหล่านั้น ซึ่ง ผมถือว่า มักจะว่าเอาเอง. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เป็นหลักว่า สติจำเป็น เป็นสิ่งที่จำเป็น เป็นสิ่งที่ ต้องการ ในทุกกรณี ทุกขั้น, ในทุกระยะ มันจะเป็นขณะแห่งผัสสะก็ดี ในขณะแห่ง เวทนาก็ดี, ตัณหาก็ดี มัน ต้องการสติอยู่ แหละ. ต่อเมื่อมันเกิดอุปาทาน หรือเป็น ทุกข์แล้ว ก็ยังต้องมีความทุกข์ด้วยสติ, พอเป็นทุกข์แล้วก็ต้อง เป็นทุกข์ ด้วยสติ เพื่อ มันจะ ได้หายไปเสียโดยเร็ว, หรือมันจะได้มีความทุกข์น้อยเข้า. นี่ควรจะถือเป็นหลักได้เลยว่า สตินี้ต้องการใช้ทุกเมื่อ, เมื่อผิดก็สติ เมื่อถูกก็สติ, เมื่อได้ก็สติ, เมื่อเสียก็สติ ; โดยเฉพาะปฏิจจสมุปบาทนี้ ต้องมีสติ, ต้องใช้สติเป็นเครื่องแก้ไขไปทุก ๆ ขั้น ทุก ๆ ตอน. มีพระบาลีที่พูดไว้ว่า สติเป็นเครื่องกั้นกระแส, กระแสแห่งอะไร ก็กระแส แห่งปฏิจจสมุปบาท คือกระแสที่กิเลสมันจะปรุงแต่งให้ไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปนั่นแหละ, เรียกว่า กระแส ไปจบลงที่ความทุกข์. ทีนี้ อะไรจะสะกัดกระแส กั้นกระแสอันนี้ไว้ไม่ให้เกิดขึ้น, หรือถ้ามัน เกิดขึ้นแล้ว อย่าให้มันไหลไปทางความทุกข์ ให้มันไหลวกไปในทางที่จะไม่เป็นทุกข์
น.333 (ต่อ) หรือว่าให้กลายเป็นการศึกษาเสีย หรือมันจะสะกัดกั้นให้มันหยุดเสียเลย ในขณะแห่ง ผัสสะนั้น แห่งเวทนาก็ได้ ไม่เกิดทุกข์. อีกทีหนึ่งมันเอากำไรมากกว่านั้น ก็คือว่า สะกัดกั้นให้ย้อนกลับ ให้ไหล กลับไปอีกทางหนึ่ง เพื่อให้ได้ความรู้นี้ว่า เวทนาเป็นอย่างไร มันมาจากอะไร เราจะ ศึกษามันด้วยดี จะเข้าใจมันด้วยดี. ต่อไปนี้จะไม่ให้มันเล่นตลกหรือว่าหลอกลวงเราได้ อีก, อย่างนั้นกลายเป็นการศึกษา ทำให้เกิดความรู้ความชำนาญยิ่งขึ้นในกรณีนั้น ๆ อย่างนี้ มันก็ดี. นี่ สติเป็นเครื่องกั้นกระแส ให้หยุดกระแสแห่งความทุกข์เสีย คือให้ sublimate เปลี่ยนกระแสทดไปในทางให้เกิดวิชชาความรู้เสีย มันก็ยิ่งดี ยิ่งดีมาก แทน ที่จะให้เกิดความทุกข์ เอาไปให้เกิดวิชชาความรู้เสีย, นั่นแหละคุณของสติ และ จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องใช้ในการยับยั้งการเกิดแห่งความทุกข์ หรือว่าเปลี่ยนเรื่อง ให้เป็นเรื่องได้ประโยชน์, เป็นความดับทุกข์เสียนี้เรียกว่า ความดับทุกข์. ลักษณะของความดับ. ที่นี้ ก็จะขอพูดไปเสียเลยสักนิด คำว่า ดับ ๆ นี้ จะเป็นดับชั่วคราวหรือ ดับเด็ดขาด ; เราดับความทุกข์ได้ชั่วคราว ก็หมายความว่ามันยังจะเกิดอีก, แต่ว่า ดับเด็ดขาด ไม่เกิดอีก ชนิดนั้นไม่เกิดอีก อย่างนี้เรียกว่าเด็ดขาด, เรียกว่ากลับมาหรือ ไม่กลับมาอีกต่อไป ภาษาบาลี เขาเรียกว่า กุปปะ หรือ อกุปปะ, กุปปะ ก็ว่า เสร็จเรื่อง กัน, อกุปปะก็ยังไม่เสร็จเรื่องกัน.
น.334 ทีนี้ ดับเด็ดขาด มันก็ยังมีแบ่งได้ว่า เด็ดขาดทั้งหมด หรือว่าเด็ดขาด แต่บางส่วน เช่น กิเลสมันหลายชั้นหลายระดับ. เราประพฤติปฏิบัติจนดับมันได้เด็ดขาด แต่ว่ามันไม่ใช่เด็ดขาดไปทุกระดับ มันเด็ดขาดแต่บางระดับ ฉะนั้น การดบความทุกข์ในบางระดับ จึงเป็นเพียงพระโสดาบัน ก็มี แต่ว่ากิเลสอะไรที่พระโสดาบันละได้ แล้วก็ละเด็ดขาดเหมือนกัน, บางระดับก็ขึ้นถึง พระสกิทาคามี, อนาคามีก็มี, ถ้าดับเด็ดขาดหมดเลยทุกอย่างก็เป็นพระอรหันต์ ส่วน ปุถุชน นั้น เรียกว่า ดับชั่วคราว ดับทุกข์ดับกิเลสกันชั่วคราวอยู่เรื่อยไป. แต่ถึงอย่างไรก็ดี คือจะเป็นการดับชนิดไหน ก็เรียกว่า รวมอยู่ในเรื่อง อริยสัจจ์นี้ทั้งนั้น, ที่เป็นความดับทุกข์ ชั่วคราวก็ตาม, เด็ดขาดก็ตาม, เด็ดขาดบางส่วน ก็ตาม, เด็ดขาดทั้งหมดก็ตาม, รวมอยู่ในคำว่าดับ การดับนี้ใช้เครื่องมือสำคัญคือสติ เพราะว่า สติ นี้มัน เป็นข้าศึกกันกับ อวิชชา คือเป็นคู่ปรับกันกับอวิชชา, พอเผลอสติก็เป็นอวิชชา, พอไม่เผลอสติก็ไม่ เป็นอวิชชา. เพราะสติมันแบกเอาความรู้มา, สติมันจะต้องมีความรู้นะ ถ้าอย่าง นั้นระลึกอะไรเล่า คำว่าระลึก ก็ระลึกถึงความรู้ที่ถูกต้อง, ฉะนั้น ชื่อว่าสติ ก็จริง แต่มันหมายถึงความรู้ คือสัมปชัญญะจะรู้ตัว ก็ตาม นี่หมายถึง ปัญญารอบรู้ เหตุผล หรือดับทุกข์ได้ ก็ตามนี้ สติเป็นผู้พามาทันท่วงทีเสมอ, ฉะนั้นไม่ใช่สติ ๆ เฉย ๆ มันสติที่พาอะไรมาด้วย. เดี๋ยวนี้ เรามันขาดสติ เราจึงเปิดโอกาสใหกิเลสนานาชนิดเกิดขึ้น, ไปลุ่มหลงในเรื่องเพศเข้าเป็นครั้งแรก ก็คือ โง่, ก็เกิดความเคยชินในการที่จะโง่ซ้ำ ๆ ๆ ๆ อย่างนี้เรียกว่าอนุสัย คือ โง่ซ้ำ ๆ ๆ ๆ. กิเลสเกิดซ้ำๆ ๆ ๆ ก็เรียกว่า อนุสัย หรือ อาสวะ.
น.335 จตุราริยสัจจ์ หลักวิชายอดสุดของธรรมศาสตรา (ต่อ) ๓๐๓ ฉะนั้นกิเลสเกิดครั้งหนึ่งก็เพิ่มอนุสัยไว้หน่อยหนึ่ง กิเลสเกิดครั้งหนึ่งก็เพิ่มอนุสัยไว้หน่อย หนึ่ง จนมันมาก, จนละได้ยากนี่ ละอนุสัยหรือละอาสวะจึงละได้ยาก. ฉะนั้น มีสติป้องกัน เสีย อย่าให้มันเกิดกิเลส, นี่ อาสวะมันก็ไม่ถูกเพิ่ม มันไม่มาก แล้วมันจึงไม่ลำบาก การที่จะละอาสวะ ถ้าหนาแน่นไปด้วย อาสวะคือปล่อย ให้เพิ่มเรื่อย ๆ ๆ ๆ มันก็เกิดทุกข์ มันง่ายที่สุด มันก็เกิดมากขึ้น. เรื่องอาสวะ นี้ ก็เคยพูดไว้บ้างแล้วว่า ความหมักหมมความเคยชิน แห่ง ความเกิดของกิเลสไว้ในสันดาน นี้เรียกว่าอาสวะ. แล้ว อนุสัย นั้นคือมัน เพิ่มเข้าไป ๆ ๆ เพิ่มเข้าไปในความเคยชินนั้น ; เช่น เราชอบใจรักหลงที่หนึ่ง มันก็เพิ่มราคานุสัย อนุสัยคือราคะถูกเพิ่มขึ้น ให้มันเป็น คนที่รักง่ายกำหนัดง่ายอะไรแรงขึ้น ถ้าเรา ไปโกรธ ไป เกลียด ไปร้ายอะไรที่หนึ่ง มัน ก็เพิ่มปฏิฆานุสัย คือ อนุสัยที่ทำให้กระทบกระทั่งโกรธเกลียดนี้แรงขึ้น ถ้าเรา ไปหลงใหลสงสัย ไม่ถึงกับรัก หรือไม่ถึงกับโกรธนี้ แต่มัน ยัง สงสัย คือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์แน่ มันยังสงสัยว่ามันน่าจะมีอะไรดีอยู่ในนั้นอย่างนี้ นี้ก็ เรียกว่าไม่สุขไม่ทุกข์, นี่คือเพิ่ม อวิชชานุสัย ความเคยชินที่จะโง่ด้วยอวิชชานี้ถูกเพิ่ม ขึ้น ๆๆ คือมันไม่ตัดออกไปได้, มันไม่มีอะไรที่ควรจะยึดถือเป็นตัวกู-ของกูเลย, มัน ยังพะวงสงสัยอยู่เรื่อย ต้องมีอะไรที่ควรจะได้มาเป็นตัวกู-ของกูอะไรนี้, ในเมื่อเราเสวย อารมณ์ที่มิใช่สุขและมิใช่ทุกข์ แต่มันจะ ยังสงสัย ว่า มันจะต้องมีอะไรที่จะเอามาเป็น ของเราได้, อย่างนี้ก็เรียกว่า อวิชชานุสัย.
น.336 อนุสัย มันก็มีอยู่ ๓ รูป เท่านี้ : ราคานุสัย-ซินที่จะรักจะเอา, ปฏิฆานุ- สัย - ชินที่จะโกรธจะเกลียด, อวิชชานุสัย - ชินที่จะโง่ จะหลง จะสงสัย จะวิตก กังวล, ให้มีสติป้องกันไว้, ที่มาให้รักอย่ารัก, ที่มาให้เกลียดอย่าเกลียด, ที่มาให้สงสัย พะวง ก็อย่าไปสงสัยพะวง จะบางขึ้น ๆ ๆ ๆ. กิเลสหรืออนุสัยมันจะบาง, คือจะ น้อยลง ๆ ๆ มันไม่ได้รับการเพิ่มเติม มันก็ไม่หนาแน่น, แล้วมันก็จะหมดไปในที่สุด ได้ เพราะมันไม่ได้รับการเพิ่มเติมอะไร. คุณอย่าไปรักอะไรเลยดูสักสิบปีซิ มันจะหนาขึ้นได้อย่างไร มันก็จะมีนิสัยที่ จะรักอะไรยากมากขึ้น เท่ากับที่เราไม่ได้รักอะไรเลยมาสิบปี. เรื่องโกรธก็เหมือนกัน, เรื่องกลัวก็เหมือนกัน, เรื่องพะวงสงสัยวิตกกังวลก็เหมือนกัน, มันไม่พอกพูนขึ้นมา, นั่นแหละเป็นเรื่องอยู่ในความดับทุกข์ มัน ไม่เพิ่มกำลังให้แก่ต้นตอ หรือรกรากที่จะ เกิดความทุกข์. นี้ก็เป็น สิ่งที่ควรกระทำ เพื่อว่ามันจะเกิดความทุกข์ได้ยากที่สุด เพื่อ ว่า เมื่ออายตนะกระทบ กันแล้วไม่ทุกข์ เช่น ตากระทบรูป เป็นต้น มีสติวิ่งเข้ามา ทันท่วงที โดยง่าย มันชินไปในทางที่จะไม่เกิดกิเลสไม่เกิดความทุกข์, ฉะนั้นขอให้สนใจ. ถ้าคุณจะตั้งปัญหาให้แก่ตัวเอง ทำไมเราจึงรักง่ายเหลือเกิน เราจึง โกรธ ง่ายเหลือเกิน เราจึง กลัวง่ายเหลือเกิน, หรือว่าเรามี อารมณ์เสียง่ายเหลือเกิน, คำตอบจะได้จากหลักเกณฑ์ อย่างที่ผมได้พูดไปแล้วนี้. เอาไปศึกษาให้ดี จะตัด ปัญหาของตัวได้, จะได้มีความสุขความสบายมากขึ้น แม้ที่สุดแต่เป็นนักเรียนนี้ จะ เรียนดี มีใจคอผ่องใสดี ก็เรียนได้ดี ก็ได้ประโยชน์จากการเรียนดี.
น.337 (ต่อ) นี่ขอให้มองให้เห็นว่า แม้แต่เรื่องความดับทุกข์ ที่จะไปนิพพานอย่างนี้ มันก็ต้องดับทุกข์เล็ก ๆ น้อย ๆ ในการที่จะอยู่ในโลกนี้กับชาวบ้านนี้ ได้มากเหมือนกัน ฉะนั้นส่วนใดที่มันควรจะดับได้ ก็ให้มันดับไปเสียก่อน เถอะ, แม้ว่ายังจะไม่ถึง เรื่องบรรลุมรรค ผล นิพพาน, มันก็ ดับไปตามที่ควรจะดับนี้ก่อน. นี้เรา พูดกันถึงเรื่องทุกขสมุทัย ความทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร, แล้วก็ ได้พูดถึง ทุกขนิโรธ - คือ ความทุกข์จะดับลงไปได้อย่างไร เป็นสองเรื่องอริยสัจจ์ คือเป็นอริยสัจจ์ที่สองอริยสัจจ์ที่สาม ก็หมดเวลา. ก็ขอยุติไว้ที่หนึ่งก่อน จะได้พูดอันสุดท้ายในคราวหลัง วันนี้ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa