น.338 ในการบรรยายครั้งที่ ๑๕ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อที่ว่า จตุราริยสัจจ์ ใน ฐานะที่เป็นวิชาหลักสุดยอดของธรรมศาสตรา ต่อไปอีกวาระหนึ่ง. ต่อจากครั้งที่แล้วมา เพราะว่าเรื่องนั้นยังไม่จบ. [ทบทวน.] ดังนั้น จึงต้องขอทบทวนเล็กน้อย พอให้เรื่องมันติดต่อกัน จตุราริยสัจจ์ คืออริยสัจจ์สี่ประการ มีหลักทั้งสำหรับรู้และสำหรับปฏิบัติ เมื่อรู้หรือปฏิบัติก็เกิด เป็นธรรมศาสตรา คือสิ่งที่จะตัดปัญหาได้, แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในรูปของปรัชญา, เมื่อเรา ยังไม่เข้าใจหรือแม้แต่เข้าใจแล้วแต่ยังไม่ได้ปฏิบัติ. แต่ครั้น ปฏิบัติแล้วหรือได้ผลแล้ว มันก็เห็นชัดเจนกลายเป็นอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์ หรือเป็นศาสนาไปโดยตรง ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ต้องสังวรณ์ไว้เสมอ. เพราะธรรมะทั้งหลายส่วนมากเป็นอย่างนั้นทั้งนั้น ส่วนมาก. ๓๐๖
น.339 (ต่อ) ที่นี้สำหรับอริยสัจจ์สี่ประการนั้น เราได้พูดกันมาแล้วสามประการข้างต้น ยัง เหลือแต่ประการสุดท้าย ที่เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ ชื่อมันยาว, ขอ ให้ทบทวนชื่อกันอีกครั้งหนึ่ง. อริยสัจจ์ที่หนึ่ง เรียกว่า ทุกขอริยสัจจ์ เราเรียกกัน สั้น ๆ ว่า ทุกข์เฉย ๆ, อริยสัจจ์ที่สอง เรียกว่า ทุกขสมุทยอริยสัจจ์ ซึ่งเรามักจะเรียกกัน สั้น ๆ ว่า สมุทัยเฉย ๆ. อริยสัจจ์ที่สาม เรียก ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ เราก็มักจะเรียกกันว่า นิโรธเฉยๆ อริยสัจจ์ที่สี่ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์นี้เรามักจะ เรียกกันว่า มรรค เฉย ๆ คำเดียว. เพราะว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ นั้น แสดงถึง วิธีปฏิบัติ เพื่อให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั่นเอง. จำคำที่เป็นภาษาบาลีเต็ม ๆ คำไว้ ช่วยให้เข้าใจได้ง่าย ทุกข์ก็ความทุกข์, ทุกขสมุทัยก็เหตุให้เกิดทุกข์, ทุกขนิโรธก็ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ทุกขนิโรธคามินีปฏิ- ปทา-ข้อปฏิบัติยังสัตว์ให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกขเป็นอริยสัจจ์สี่อย่างนี้. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. วันนี้ก็จะได้พูดกันถึงข้อสุดท้าย ซึ่งเรียกว่า ข้อปฏิบัติทำสัตว์ให้ถึงความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ก็เรียกกันสั้นๆ ว่า มรรค, คำว่า มรรค นี้แปลว่า หนทาง. พอมาถึงตอนนี้ ก็อยากจะให้ผู้ที่ยังไม่ทราบได้ทราบ ว่าคำบัญญัติเฉพาะใน พระพุทธศาสนา หรือแม้ในศาสนาอื่นด้วยก็ได้ แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพุทธศาสนา ซึ่ง เราได้รู้จักกันดี และได้สังเกตได้โดยละเอียดนั้น พบว่า คำบัญญัติเฉพาะนั้น ยืมมาจาก คำธรรมดาสามัญของชาวบ้าน นั้นเอง, เพราะว่าความรู้ทางธรรมทางศาสนานี้ เพิ่งพบ ใหม่ แล้วพบในด้านจิตใจ จะพบเรื่องนั้นหรือความจริงข้อนั้น ซึ่งไม่รู้จะเรียกชื่อว่าอะไร ขึ้นไปตั้งชื่อใหม่เป็นคำใหม่ขึ้นมา พูดกับใครก็ไม่รู้เรื่อง, โดยเฉพาะพูดกับชาวบ้านจะไม่
น.340 รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นจะต้องเอาคำชาวบ้านที่เขารู้กันอยู่ดีแล้ว หรือเขาใช้กันอยู่เป็นประจำ, ยืมเอาคำนั้นมา เป็นคำบัญญัติเฉพาะในทางธรรมหรือในทางศาสนา พอพูดขึ้นเขาก็จะ รู้เรื่องตั้งครึ่งตั้งค่อนเสียแล้ว. เช่น คำว่า มรรค นี้ ตามธรรมดาก็แปลว่า หนทาง หรือทางเดิน สัตว์ เดิน วัวเดิน ควายเดิน คนเดิน อยู่เป็นประจำ นี้เรียกว่ามรรคหรือมรรคาใน ภาษาไทย ถอดรูปมาจากคำว่า มรคะ ในภาษาสันสกฤต นี้ก็คือคำว่า มรรค นั่นเอง. แต่พอเรา บอกว่า นี้มันเป็นมรรคหรือทางสำหรับจิตใจเดิน หรือว่าสำหรับกาย วาจา ใจ ทั้งหมดเดิน เขาก็พอจะเข้าใจได้ คือ การปฏิบัติที่ทำให้ก้าวหน้าไป, ก้าวหน้าไปเรียกว่า มรรค. นี้ เป็นตัวอย่างเกี่ยวกับคำคำนี้ โดยตรง หรือคำอื่นก็เหมือนกันไปศึกษาสังเกตเอาเองก็ได้. หรือว่าจะไปศึกษาถึงคำที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์ หรือแม้แต่ภาษาทางกฎหมาย เป็นต้น ก็ยืมคำธรรมดาสามัญนี้ไปใช้ แล้วให้ความหมาย เฉพาะเรื่อง แต่มันก็มีลักษณะคล้ายกน ทำนองเดียวกันนี้ก็เลยเข้าใจได้ง่าย. คำฝรั่งที่เขา บัญญัติขึ้นใช้เฉพาะ เช่นในแขนงวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ก็ยังใช้คำเดิม ของชาวบ้านอยู่มาก, เมื่อถ่ายมาเป็นภาษาไทยอีกทีในรุ่นหลังนี้ ชอบใช้คำบาลีสันสกฤต ซึ่งยังไม่รู้ว่าอะไร ยัง ต้องจำกันอีกมากนี้มันก็ลำบาก, สู้วิธีตามธรรมชาติไม่ได้ พอจะพูดอะไรใหม่ซึ่งคนผู้ฟังยัง ไม่รู้ ก็ต้องใช้คำที่คนผู้ฟังรู้อยู่แล้ว เอามาเรียกชื่อสิ่งที่พบใหม่ นี่คำว่า มรรค นี้แปลว่า หนทาง. ทีนี้ คำว่าหนทางนี้ก็ไม่ได้มีแต่คำเดียว คำว่าปฏิปทา ที่แปลว่าข้อปฏิบัติ นั้น มันก็คือคำว่าหนทางเหมือนกัน ใช้กันอยู่ก่อนแต่ในรูปของหนทาง, ต่อมาใช้ใน
น.341 (ต่อ) ทางศาสนา จึงเปลี่ยนเป็นว่าปฏิบัติ. ฉะนั้นคำว่าปฏิบัติก็คำว่าเดินไป หรือเครื่องเดิน หรือการเดิน กลายเป็นทางของการปฏิบัติไป. สำหรับอริยสัจจ์นี้ ก็ใช้คำในบาลีว่า ปฏิปทา คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา การเดินไปหรือเครื่องเดินไป หรือหนทางเป็นเครื่องเดินไป สำหรับทำสัตว์ให้ถึงซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ถ้าใช้กับคำว่าปฏิปทาก็ใช้คำนี้ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา หรือ ว่ามัชฌิมาปฏิปทา เป็นต้น. แต่ใช้คำว่ามรรค ก็ไปใช้คำว่า อัฏฐังคิกมัคค์ - หนทาง ประกอบไปด้วยองค์ ๘ อย่าไปพื้นเผื่อในถ้อยคำเหล่านี้ เดี๋ยวนี้เรา กำลังใช้คำว่า มรรค อริยมรรคมีองค์ ๘ เขา เรียกอริยอัฏฐัง คิกมัคค์ มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ, นี้จะแสดงไปในรูปของการปฏิบัติ เป็นการประพฤติถูกต้อง ๘ ประการ รวมกันเป็นมรรค หรือหนทางสายหนึ่ง. ถ้า เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา นี้ ก็ ข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลาง, นี้แสดงความหมายไป ในรูปปรัชญามากกว่า ว่าความถูกต้องนั้นต้องเป็นกลาง คือไม่ไปข้างโน้นไม่ไปข้างนี้ ไม่ ไปซ้ายสุดขวาสุด. เหมือนกับปัญหาเรื่องทางการเมืองสมัยปัจจุบันนี้ มันมีแต่ซ้ายสุดขวาสุด มันก็ไม่มีทางจะถูกได้, ลองให้มันอยู่ตรงกลาง ๆ มันจะถูกง่าย มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ข้อปฏิบัติ หรือทางปฏิบัติที่เป็นสายกลาง นั้นแหละจะเป็นทุกขนิโรธคามินี หรือ เป็นเครื่องยังสัตว์ ให้ถึงซึ่งความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. อริยอัฏฐังคิกมัคค์. ทีนี้เราจะเริ่มกันด้วยคำว่า มรรค แปลว่า หนทาง อริย แปลว่า ประเสริฐ คือไปจากข้าศึก, อริยมรรค ก็คือ ทางประเสริฐคือไปจากข้าศึก, แล้วก็ประกอบอยู่ด้วย องค์ประกอบ ๘ องค์ นี่มรรค, เรียกว่า อัฏฐังคิกมันต์, อัฏฐังคะ - องค์ ๘, กิกะ แปลว่า ประกอบอยู่, มัคค์ ก็คือ มรรคประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ ประการ.
น.342 คำว่า องค์คำนี้ก็เป็นคำสำคัญคำหนึ่ง ซึ่งพวกที่ไม่ทราบก็ควร จะได้ ทราบไว้ ว่าในพุทธศาสนานี่ใช้มาก เช่น โพชฌงค์-องค์แห่งการตรัสรู้ เป็นต้น, นี้ คนสะเพร่าก็เอาไปพูดผิด เช่น พูดว่ามรรค ๘ ไปเลย, พอพูดว่า มรรค ๘ ก็ผิด เท่านั้น เพราะมรรคมันไม่ได้มี ๘. แต่มรรคจะต้องมีเพียงหนึ่ง แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบ หรือ factor นี้ ๘ องค์ นี่ได้รับการศึกษาอย่างนี้แล้ว. ขออย่าได้พูดผิด ๆ เกี่ยวกับ คำเช่นนี้ อย่าพูดว่ามรรค ๘ พูดว่ามรรคมีองค์ ๘ เสมอไป. คำว่า องค์ หรือ อวัยวะ นี้ คำเดียวกันแปลว่าส่วนประกอบ, บางทีเราก็ ใช้เป็นภาษาไทยในรูปใหม่ว่า อังคาพยพ อังคะ กับ อวัยวะ รวมกันเป็น อังคาวัยวะ แล้ว ก็เรียกเป็นรูปสั้น ๆ ไพเราะ ๆ ว่า อังคาพยพ มรรคนี่มีอังคาพยพ ๘ ส่วน ๘ องค์ นี้เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ก็ใช้คำว่า องค์ นั้น เป็นความถูกต้อง ซึ่งมีอยู่ ๘ ประการ, นี้เคยพูดแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะพูดแต่ชื่อเท่านั้น : ความถูกต้องในความคิด ความเห็น ความเชื่อ เหล่านี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ตามตัวหนังสือแปลว่า ความเห็น หรือถือทิฏฐิที่ถูกต้อง. นี้ถ้ามันมี ความถูกต้องในทางความใฝ่ฝัน ความคิด ความต้องการ ความประสงค์ ความหวังอะไรนี้ อย่างนี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ แปลว่า ความใฝ่ฝัน ที่ถูกต้อง แต่โดยทั่วไปใช้คำว่า ดำริ ความดำริที่ถูกต้อง นี้พวกหนึ่ง เรียกว่าพวกสติปัญญา. นี้ถัดไปเป็น ความถูกต้องของการพูดจา นี่เรียกว่า สัมมาวาจา เป็นวาจา ที่ถูกต้อง ที่มีประโยชน์ที่จริง ที่น่าฟัง ความถูกต้องที่เกี่ยวกับการกระทำทางกาย เรียกว่า สัมมากัมมันโต ตัว หนังสือแปลว่า การกระทำการงานที่ถูกต้อง การกระทำทางกายที่ถูกต้อง ไม่เป็นไปเพื่อ
น.343 (ต่อ) เบียดเบียนใครอย่างนี้, ไม่เบียดเบียนใครเพื่อล่วงละเมิดในทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ไม่กระทำ ผิดในทางกายทุก ๆ ชนิด แล้วก็มีหลักเรื่องศีลธรรมทั่ว ๆ ไปนี้เรียกว่า สัมมากัมมันโต, รวมพูดถึงการกระทำการงานแต่ไม่ให้การงานนั้นเป็นไปเพื่อผิดพลาด เช่นเบียดเบียน ชีวิตร่างกาย ทรัพย์สมบัติ ของรักใคร่ของบุคคลอื่น. ถ้าเป็น ความถูกต้องในการดำรงชีวิต เช่นเลี้ยงชีวิต หรือระบบแห่งการ เลี้ยงชีวิตการเป็นอยู่ อย่างนี้มีความถูกต้องแล้วก็เรียกว่า สัมมาอาชีโว อาชีพนั่นเอง อาชีพถูกต้อง คำว่า อาชีพ นี้เราถือเอาความให้มันกว้างสักหน่อย แปลว่าการดำรงชีพ เพราะคำว่า อา ในที่นี้แปลว่า ดำรง, การดำรงชีพ เรื่องการกิน การใช้ การหา การแสวง การอะไรทุกๆ อย่าง ที่มันเป็นเรื่องที่ทำให้ดำรงชีพอยู่ได้นี้ ก็ เรียกว่าอาชีพ, เมื่อถูกต้อง แล้วก็เรียกว่าสัมมาอาชี โว, ไม่ต้องไปสนธิให้เป็นสัมมาชี โวนะ ให้แยกกันอยู่เป็น สัมมาอาชีโว, สามพวกนี้เป็นกลุ่มของศีล, เรียกว่า ศีล มันเนื่องด้วยกายด้วยวาจา. นี้ต่อไปอีก ความถูกต้องทางความพากเพียร พยายามถูกต้อง ไม่ให้ เกิดความชั่ว ป้องกันความชั่ว ละความชั่ว สร้างความดี รักษาความดีอย่างนี้พยายาม อย่างนี้เรียกว่า, ความถูกต้องของความพยายาม เรียกชื่อบาลีว่า สัมมาวายาโม, วายาโม นั้นเป็นภาษาบาลี ตรงกับคำภาษาไทยว่าพยายาม ซึ่งเอามาจากภาษา สันสกฤตว่า วายามะ. ฉะนั้น สัมมาวายาโม คือสัมมาพยายามนั่นเอง คือ ความพยายามที่ถูกต้อง. นี้ถัดไปก็เป็นความถูกต้องของการดำรงสติ คือ ความรู้สึกสัมปฤดี รู้เนื้อ รู้ตัวสัมปฤดีอยู่อย่างถูกต้อง, เรียกว่าสัมมาสติ ให้เป็นความผิดชอบชั่วดี ตั้งแต่ต่ำที่สุด ถึงสูงที่สุดกระทั่งรู้เรื่องสติปัฏฐานอะไรนี้ ดำรงความรู้สึกอันนี้ไว้ได้ ก็เรียกว่า มีสติถูก ต้อง เรียกเป็นบาลีว่า สัมมาสติ คือ สติถูกต้อง.
น.344 นี้ต่อไปอันสุดท้ายก็คือ ความถูกต้องของการดำรงจิตมั่น ดำรงจิตไว้อย่าง มั่นคง, แล้วก็ต้องถูกต้อง นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิ คือ มีสมาธิถูกต้อง. เมื่อพูดว่าสมาธิแล้ว ทำไมจะพูดคำว่า ถูกต้องอีก เพราะว่ามันมีสมาธิที่ผิด อยู่อีกส่วนหนึ่ง ตั้งใจไว้มั่นคงแน่วแน่แต่มันไปในทางผิด, มันก็ผิดเท่านั้น. ฉะนั้นต้อง มีสมาธิที่ถูกต้อง เช่น เรามีใจมั่นคงมีใจว่องไวต่อการงาน หรือแม้ไม่มีความ หม่นหมองกิเลสอะไรรบกวน แต่ถ้าใช้ มันผิดก็เรียกว่าผิดแหละ กำลังจิตที่ใช้ผิด เรียกว่า มิจฉาสมาธิ คือใช้ไปในทางเอาประโยชน์ เห็นแก่ตัว. ฉะนั้นก็ต้องมีกำลังจิต หรือมี สมรรถภาพทางจิต ที่ เข้มแข้งเพียงพอ แล้วก็เป็น ไปในทางที่ถูกต้อง. สามข้อหลังนี้มันเรื่องของสมาธิ เป็นกลุ่มสมาธิ, กลุ่มแรกเริ่มด้วย ปัญญา, กลุ่มที่สอง - ศีล, กลุ่มที่สาม - สมาธิ มันได้รูปโครงเป็น ปัญญา เป็น ศีล เป็น สมาธิ. ที่นี้คนที่เคยได้ยินได้ฟังแต่คำว่า ศีล สมาธิ ปัญญา มันกลับกันอยู่ ถ้าเกิด สงสัยทำไมมันกลับกันอยู่, ก็ต้องรู้ว่าถ้า พูดเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา นี้พูดไปตามลำดับ ของความต่ำสูง, แล้วพูดเป็นรูปทฤษฎี คือวิชาสำหรับพูด พูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา. แต่ถ้า พูดถึงทางปฏิบัติจริง ๆ ที่เป็นอยู่จริงในคนทั้งหลายนี่ มันกลายเป็นเรียงลำดับ ใหม่ว่า ปัญญาศีล สมาธิ, เพราะเหตุว่าเรา ต้องมีความรู้ที่ถูกต้องเสียก่อน, ที่เรียกว่า ปัญญานั่นแหละ เราจึงหันมาสนใจกับศาสนา หรือจะมารักษาศีล มาเจริญสมาธิก็ตาม ต้องมีเรื่องปัญญาก่อน มันจึงจะทำให้ชอบศีลชอบสมาธิ, ต้องมีปัญญาก่อน มันจึงจะ ทำให้ศีลนี้เดินไปถูกทาง ให้สมาธิเดินไปถูกทาง.
น.345 (ต่อ) ถ้าปัญญามันไม่มีมาก่อน การรักษาศีลก็จะเดินผิดทาง, เช่นรักษาศีล ค้ากำไรเกินควรเป็นต้น ถ้าอย่างนี้มันเป็นเรื่องที่ไม่ใช่อัฏฐังคิกมัดค์ ที่จะดับทุกข์ชนิด นี้เป็นเรื่องศีลธรรมก็ได้, หรือว่าเป็นเรื่องน่าหัวไปก็ได้ เช่น รักษาศีลเอาหน้าหลอกให้ คนนับถืออย่างนี้ นี่เพราะไม่มีปัญญาที่ถูกต้องมาก่อน, มันก็ทำให้ศีลนั้นไม่ถูกต้อง ก็เป็น ศีลลับลมคมในไปเสีย แต่ถ้ามีปัญญาที่ถูกต้องแล้วมันก็ไม่รักษาศีลทำนองนั้น ไม่รักษา ศีลเอาหน้า ไม่รักษาศีลตบตาคน ก็เป็นศีลที่ถูกต้อง แล้วทำสมาธิ ก็สมาธิถูกต้อง ไม่เป็นมิจฉาสมาธิ, อะไรมันก็ถูกต้องไปหมด ถ้าปัญญามันนำมาข้างหน้า. นี้มีปัญญาแล้วก็มีศีลถูกต้องมีสมาธิถูกต้อง สมาธิมีผลดีแล้ว มันก็เพิ่ม อำนาจหรือกำลังให้แก่ปัญญาอีก ปัญญามันก็สูงขึ้นไปอีก แล้วทำให้ศีลสูงขึ้นไปอีก สมาธิ สูงขึ้นไปอีก, สมาธิสูงขึ้นไปอีก มันก็ย้อนไปส่งเสริมปัญญาให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก แล้วก็สูง ขึ้น ๆ ๆ ๆ จนถึงขั้นสุดท้าย นี่เวลาทำงานกันจริง มันทำงานกันอย่างนี้. อริยมรรค-เอกายนมรรค. เราไปพูดเอาตอนกลาง ๆ ก็จะพูดว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้เหมือนกัน แล้วในการปฏิบัตินั้นเขาก็มักจะแนะว่า รักษาศีลก่อน เสียซิอย่าเพ่ออะไรนักอย่าให้ มันมากไปนักซิ รักษาศีลแล้วทำสมาธิซิ, อย่างนี้มันก็ชักจะอึดอัดติดขัดเพราะไม่รู้ว่าจะ ทำอย่างไร มันไม่มีปัญญาพอ. ถ้ามีปัญญาพอก็จะรู้ว่าทำอย่างไร การรักษาศีลมันก็ ก้าวหน้า ทำสมาธิมันก็ก้าวหน้า. นี่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘. ความถูกต้องแปด- ประการ รวมกันเป็นหนทางสายเดียวสายหนึ่ง ใช้คำว่า เอก ก็ได้ คือ เอกายนมรรค. ทีนี้คำว่า เอก นี้แปลว่า เดียว ก็ได้, แปลว่า เลิศ ก็ได้, หรือ สำหรับคน เดียว ก็ได้, ทางนี้เส้นเดียวแล้วสำหรับคนเดียวเดินไปสู่ธรรมะอันเอกสูงสุด คือ
น.346 นิพพาน. คำว่าเอกมันจะใช้ได้หลายปริยายอย่างนี้ คือว่าเอกเส้นเดียว ถ้ามันหลายเส้น มันจะเดินอย่างไรวิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปวิ่งมาทุกเรื่องอย่างนี้ ก็น่าหัวตาย, มัน เป็นเส้นเดียวที่ ประกอบอยู่ด้วยความถูกต้องหรือองค์ประกอบแปดอย่าง. นี่เรียกว่าทางเส้นเดียว, แล้วก็บุคคลเดียวเดิน เดินแทนกันไม่ได้ ถึงจะ เดินไปพร้อมๆ กัน มันคนเดียวอยู่นั่นแหละ, เพราะคนหนึ่งก็ สร้างทางของตัวเอง โดยเฉพาะ, แล้วก็เดินอยู่นั่นแหละ แม้จะเป็นเพื่อนรักกันสักเท่าไร ก็เดินร่วมกันไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของจิตใจ. นี้ถ้าเดินไปตามนี้อย่างถูกต้องแล้ว มันก็ ไปสู่จุดหมายปลายทางอย่าง เดียวกัน นั่น สิ่งเดียวเท่านั้น คือ ดับทุกข์สิ้นเชิงที่เรียกว่านิพพาน. นี่คำว่าเอกเอก ๆ ในที่นี้มันตั้งสามความหมายนะ หนทางเอกนี่มันตั้งสามความหมาย หลักทั่วไปของมัชฌิมาปฏิปทา. เอ้า, ทีนี้ต้องพูดกันถึงคำว่า มัชฌิมาปฏิปทา บ้าง ก็เป็นเครื่องอธิบายความ ถูกต้องหรือโดยชอบ, ถูกต้องเป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือเป็นไปในระหว่างกลางไม่ เหวี่ยงไปสุดข้างไหน จึงจะเป็นพุทธศาสนา, หมายความว่าศาสนาอื่นเขาอาจจะเหวี่ยง สุดไปข้างอื่นก็ได้ ในครั้งพุทธกาลมีหลายศาสนาด้วยกัน, บางศาสนาเหวี่ยงสุดไปซ้าย บ้าง, เหวี่ยงสุดไปข้างขวาบ้าง, ส่วน พุทธศาสนามีหลักตายตัวลงไปว่าอยู่ตรงกลาง. เหวี่ยงสุดคู่แรกพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้เองว่า กามสุขัลลิกานุโยค นี้มัน เหวี่ยงสุดไปทางกามารมณ์ ศาสนาบางศาสนาเขายกเอากามารมณ์เป็นนิพพาน, แล้วก็ เหวี่ยงสุดไปทางกามารมณ์ หลงใหลบูชากามารมณ์ ยังเหลืออยู่กระทั่งบัดนี้ บัดนี้ก็มี
น.347 ๓๑๕ จตุรารียสัจจ์ ในฐานะเป็นหลักวิชายอดสุดของธรรมศาสตรา ( ต่อ) นี้ อีกทางหนึ่งมันเหวี่ยงสุดไปทางทำตนเองให้ลำบาก เรียกว่า อัตตะกิลมถานุโยค ทำตนให้ลำบาก ทรมานร่างกายเสีย ให้มันทุพพลภาพเสีย เพื่อว่าอย่าได้เกิดความ รู้สึกทางกามารมณ์. นี่มันบ้าสุดเหวี่ยงกันอย่างนี้ พวกหนึ่งหลงไปในทางกามารมณ์, พวกหนึ่งเกลียดกามารมณ์ จนเข้ากระดูกดำ ทำร่างกายให้ทุพพลภาพเสีย อย่าให้เกิด ความรู้สึกทางกามารมณ์ได้ พุทธศาสนาจะอยู่ที่ตรงกลาง ไม่ข้องแวะข้างโน้นข้างนี้แล้วมีความถูกต้อง อยู่ที่ตรงกลาง : ถ้าจะต้องเกี่ยวข้องกับกามารมณ์ในบางอย่าง บางส่วน บางระดับ ก็ทำ ไปอย่างถูกต้อง จนกว่าจะละได้ขาด, แล้วไม่จำเป็นจะต้องไปทำให้ร่างกายทุพพลภาพเสีย เราถือว่าร่างกายนี้มันเหมือนกับสัตว์พาหนะ ต้องเลี้ยงให้พอดี, อย่าให้มันผอม, อย่าให้มันอ้วนเกินไป, อย่าให้มันผอมเกินไปนี้ ให้มันพอดี, ถ้ามันอ้วนมันก็วิ่งไม่ไหว ถ้ามันผอมมันก็วิ่งไม่ไหว, แต่ถ้าพอดี มันจะสำเร็จประโยชน์. นี่ก็คู่หนึ่งแล้วเรียกว่า สุดเหวี่ยงทางกามารมณ์ สุดเหวี่ยงทางทำตนให้ลำบาก บางทีพระพุทธเจ้าท่านใช้คำคู่อื่น เรียกว่า อาคาฬหปฏิปทา แปลว่า เปียกชุ่ม, แล้วนี้อีก อันหนึ่งเรียกว่า นิชฌานปฏิปทา นี้แปลว่าไหม้เกรียม. เปียกชุ่มมันก็ไม่ไหว คือ กามารมณ์อยู่นั่นแหละ, ไหม้เกรียมมันก็ไม่ไหว คือทรมานเสียจนไม่มีอะไรเหลือ ความหมายอย่างเดียวกัน. ทำชีวิตให้พอดีไม่ให้มันเปียกชุ่ม, แล้วไม่ให้มันไหม้เกรียม, เป็น ความถูกต้องอยู่ที่ตรงกลาง นี้เป็นหลักทั่วไปสำหรับ มัชฌิมาปฏิปทา. ทีนี้ที่ละเอียดขึ้นไปอีก เป็นรูปปรัชญา มากขึ้นไปอีก แต่ใช้ปฏิบัติได้ ไม่ใช่ปรัชญาเพ้อ คือ อยู่ระหว่างกลางระหว่างความมีกับความไม่มี คือเรา ไม่
น.348 ยืนยันโดยส่วนเดียวว่ามีหรือต้องมี เราก็ไม่ยืนยันโดยส่วนเดียวว่าไม่มี, นั่นไม่มีนี่ไม่มี หรือนั่นมีนี่ มี แต่ พูดอยู่ตรงกลางว่าแล้วแต่เรื่องของมัน ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา เมื่อมีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆก็มี เมื่อไม่มีสิ่งนี้ ๆ เป็นปัจจัย สิ่งนี้ ๆ ก็ไม่มีหรือไม่เกิด ฉะนั้นเราจะไม่พูดเผงลงไปว่ามีแน่หรือไม่มีแน่, เราพูดเป็นรูปของอิทัปปัจจยตา. นี้ก็ระวังให้ดี, แม้ในปัจจุบันนี้มันก็ยังมี พูดแบบตายตัวหรือผ่าซาก กระต่ายขาเดียว นี้ไม่ถูกตามหลักตามพระพุทธศาสนา, ต้องปล่อยให้ไปตามเหตุ ตามปัจจัย, มองดูแล้วก็พูดว่ามันเป็นอย่างไรดีกว่า. นี้ตัวอย่างคู่นี้ จะพูดว่ามีก็ไม่ถูก, จะพูดว่าไม่มีก็ไม่ถูก. นี้มันก็รวมไปถึงคำว่า ตายแล้วเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก, จะพูดว่าเกิดอีก ก็ไม่ถูก, จะพูด ว่าไม่เกิดก็ไม่ถูก, มัน ต้องแล้วแต่อิทัปปัจจยตา คือเหตุปัจจัย. อย่าไปพูดกระต่ายขาเดียว ว่าตายแล้วเกิดอีก, พวกหนึ่งก็เถียงว่า ตายแล้วไม่เกิดอีก, อย่างนี้ไม่ใช่พุทธศาสนา. พุทธศาสนาจะมีอิทัปปัจจยตา ว่า มีเหตุมีปัจจัยมันก็ เป็นไป เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ไปเรียกว่าเกิดเรียกว่าตายนี้มันก็ยังไม่ถูกอยู่แล้ว, เพราะที่แท้มันเป็นความเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติเท่านั้น. แล้วเรา ไปสมมติ กันทีหลังว่าอย่างนี้เรียกว่าเกิด อย่างนี้เรียกว่าตาย. ถ้าเป็นปรมัตถ์ขั้นสูงสุด มันก็ ไม่เห็นเป็นเกิดหรือเป็นตาย มันเห็นเป็นความเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยนั้น ฉะนั้น จึงไม่พูดว่าอีกหรือไม่อีก. กระทั่ง ไม่พูดว่า เอง หรือ อื่นๆ เช่น ไม่พูดว่า ทำเอง หรือ ให้คนอื่น ทำ เพราะมันไม่มีคน, มันเป็นอิทัปปัจจยตา แต่ว่าเราก็ยึดคำว่าทำเอง หรือให้ คนอื่นทำ แน่นแฟ้นมากไป มันจึงมักจะผิดหวังอะไรอยู่บ่อย ๆ. ถ้าว่าปล่อยให้ไป เป็นเรื่องของอิทัปปัจจยตาแล้วก็ไม่ผิดหวัง, ก็หัวเราะได้ หัวเราะได้เรื่อย.
น.349 (ต่อ) นี้เรียกว่า เอาหลักอิทัปปัจจยตาเป็นหลัก, แล้วมันก็ไม่เอียงไปสุดโต่ง ทางซ้าย ไม่เอียงสุดโต่งไปทางขวา. ในการพูดจาหรือในการกระทำ, แม้แต่เรื่องสำคัญ ที่สุด เช่นเรื่องกรรมอย่างนี้ เมื่อถึงขนาดนี้แล้วก็ไม่เอาดีหรือไม่เอาชั่ว, แต่จะเอาที่ไม่ดี ไม่ชั่ว ที่เหนือดีเหนือชั่ว, ชั่วก็ไม่ไหว, ดีก็แย่, เพราะมันหลอกลวง อยู่เหนือเสีย ทั้งดีทั้งชั่ว ไม่ดีไม่ชั่ว นั่นแหละถูกที่สุด เป็นกลางที่สุด, เป็นไปทางนิพพาน. แล้วรู้ไว้ด้วยว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนี้ คือกรรมที่ทำให้พ้นดี พ้นชั่ว, ถ้าเดินไปตามทางของอริยมรรคแล้วมันจะไปสู่จุดที่เหนือดีเหนือชั่ว, ตัว อริยมรรคที่แท้จริง ก็ไม่ควรบัญญัติว่าดีหรือว่าชั่ว เพราะมันกำลังจะเป็นไปเพื่อพ้น ดีพ้นชั่ว หรือพูดให้ถูกกว่านั้นแล้ว. อริยมรรคนี้มันกำลังจะตัดเสียซึ่งความดีและความ ชั่ว ให้คนเป็นอิสระกันเสียที. นี้ก็เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา อยู่ตรงกลางไม่สุดโต่งไปข้างไหน บางทีแทนที่ จะเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา, หรือ แทนที่จะเรียกว่า อริยมรรคไปเรียกเสียว่าพรหมจรรย์ ก็มี, พรหมจรรย์ของภิกษุ คือปฏิบัติอย่างนี้. คำเรียกแทนกันได้นี้ มีอีกหลายคำ, บางทีไปเรียก ระบุลักษณะของการปฏิบัติ เช่นเรียกว่า โพธิปักขิยธรรม เสียก็มี แล้ว สิ่งที่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ หรือสิ่งที่อยู่ในฝักฝ่ายของการตรัสรู้นี่คือมัชฌิมาปฏิปทา เหมือนกัน, มันไม่ไปทางอื่น จะมุ่งไปในทางการตรัสรู้, ไม่แวะซ้ายแวะขวาอย่างนี้ ก็เรียกว่าโพธิบักขิยธรรมมีรายละเอียดอยู่หลายอย่างแต่มันทำหน้าที่เหมือนกันหมด เป็น องค์แห่งการตรัสรู้. ที่นี้สำหรับ มัชฌิมาปฏิปทานี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างมีความสำคัญ ที่ พวกเรา จะต้องทราบ ว่ามันเป็นสิ่งที่ท่านรู้เอง ไม่มีใครมาสอนให้ท่าน ตรัสว่า ตลาดเตน อภิสม . พุทฺธา-อันตถาคตรู้พร้อมเฉพาะแล้วก็-เอง มีจำกัดความชัดว่า ปุพฺเพ อนนุสฺเตสฺ
น.350 ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน คือไม่ได้รับมาจากครูบาอาจารย์คนไหนโดยตรง ว่าอย่างนี้ ตรัสรู้เอง จากการศึกษารอบด้านตลอดเวลายาวนาน. สรุปแล้วเป็นความรู้เกิดขึ้น อย่างนี้ ว่าต้องอยู่ตรงกลาง, อย่าไปบ้าตามพวกที่มีอยู่ในเวลานั้น มันสุดเหวี่ยงข้างใด ข้างหนึ่งทั้งนั้น พวกที่มีอยู่ในเวลานั้น; นี้ท่านก็เกิดทำไม่เหมือนใคร อยู่ตรงกลาง. นี่ อยู่ตรงกลางอย่างนี้แล้วมันก็เป็นเครื่องทำให้เกิดปัญญา เรียกว่า จกฺขุกรณี ญาณกรณี เป็น เครื่องกระทำให้เกิดจักษุ, เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ, ทำให้ เกิดตาในที่นี้ หมายถึงตาข้างในตาปัญญา, เกิดญาณคือความรู้ คือปัญญา ฉะนั้นสิ่งเดียว กันแหละจะเรียกว่าญาณก็ได้ เรียกว่าดวงตาก็ได้ มันเกิดดวงตาเห็นแจ้งขึ้นมา ว่าถ้า มัวไปจมอยู่ในกามารมณ์แล้วมันจะมีดวงตาได้อย่างไร. นี่เวลาที่มันบ้ากามารมณ์ มัน มืดยิ่งกว่าอะไร หรือถ้าไปทำการทรมาน ทำให้ลำบาก เจ็บปวด เจ็บปวด อย่างยิ่งอยู่นี้ มัน จะเกิดดวงตาได้อย่างไร. ต้องอยู่ตรงกลางที่พอดี เรียกว่าจกฺขุกรณี - เป็นเครื่องกระทำ ให้เกิดจักษุ, ญาณกรณี-เป็นเครื่องกระทำให้เกิดญาณ เหมือนกับที่เราสวดกันอยู่ แล้ว ก็ สมฺโพธาย นิพพิทาย วิราคาย กระทั่ง นิพพานาย เป็นไปเพื่อรู้พร้อม รู้ยิ่ง รู้จริง เพื่อ เบื่อหน่ายเพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับ เพื่อนิพพาน, นี่ จักขุกรณี มันเป็นอย่างนี้. ทำให้ เกิดดวงตาก็เห็นแจ้งเห็นจริงถูกต้องแล้ว มันก็เป็นไปเพื่อถูกต้อง เพื่อเบื่อหน่าย เพื่อ คลายกำหนัด เพื่อไม่หลง เพื่อดับทุกข์ทั้งปวง เพื่อนิพพานในที่สุด นี่คือ ลักษณะเฉพาะ ของสิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา. อริยมรรคเป็นรูปโครงของพุทธศาสนา. เอาละ, สรุปเป็นหัวข้อสำคัญ ก็คือว่า ต้องประกอบอยู่ด้วยองค์ ๘ คือ ความถูกต้อง ๘ ประการ นี้ความถูกต้อง ๘ ประการนี้รวมเป็นหนึ่ง, คนเดียวเดินไปสู่
น.351 ( ต่อ) จุดหมายปลายทางอันเดียว, เมื่อเป็นอย่างนี้ มันไม่ต้องเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา ไม่ต้อง เหวี่ยงไปข้างไหน มันไปตรงกลางที่ถูกต้องนั้นเอง. ตัวอย่างเช่น, ไม่เอียงไปทาง กามารมณ์, หรือไม่เอียงไปทางเกลียดชังกามารมณ์จน ทำลายอวัยวะเพื่อกามารมณ์. เมื่อเดินไปแล้วมันก็เกิดดวงตา เกิดความรู้ยิ่งขึ้น ๆ แล้วเป็นไปเพื่อนิพพานในที่สุด แล้ว สิ่งนี้พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้ยินได้ฟังมาแต่ก่อน ท่านค้นพบด้วยพระองค์เอง เรียกว่าอริยมรรค หรือเรียกเต็มรูปเต็มร่างว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นอริยสัจจ์ข้อที่สี่ นี้เราก็ได้พูดมาครบสี่ข้อแล้ว ทีละข้อทีละข้อ ตามลำดับมา. เอ้า, ทีนี้ในตอนสุดท้ายนี้ก็จะพูดพร้อม ๆ กันทั้งสี่ เพื่อให้กลายเป็นเรื่อง ของสิ่งที่มีการแบ่งแยกเป็นสี่ ก็อยากจะทบทวนอะไรบางอย่างที่เคยพูดแล้ว ว่า อริยสัจจ์ สีนี้มันเป็นรูปโครงของพุทธศาสนา ข้อที่หนึ่ง คือ ทุกข์, ข้อที่สอง คือสมุทัย, ข้อที่สามคือ นิโรธ, ข้อที่สี่ คือ มรรค, นี้เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค. ชาวบ้านหรือว่าแม้แต่ชาววัดก็ตาม ถ้าเขาพูดกันสั้น ๆ เขาจะเรียกอย่างนี้ทั้งนั้น. ถ้าเขา เรียกเต็มที่ก็เรียกว่า ทุกขอริยสัจจ์ ทุกขสมุทัยอริยสัจจ์ ทุกขนิโรธอริยสัจจ์ ทุกขนิโรธ- คามินีปฏิปทาอริยสัจจ์ · ทีนี้ ในสี่อย่างนี้ มีใจความสำคัญทาง logic คือ ทางตรรก ที่เราควรจะ สังเกตศึกษาเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ว่า ข้อที่หนึ่ง ทุกข์ คือมันบอกให้รู้ว่าอะไร เป็นอย่างไร เป็นอะไร, นี้ ข้อที่สอง สมุทัย บอกให้รู้ว่ามัน มาจากอะไร, ข้อที่สาม บอกให้รู้ว่า เพื่อประโยชน์อะไรในที่สุด, ข้อที่สี่ บอกให้รู้ว่า จะต้องทำอย่างไรจึง จะได้อย่างนั้น. นี่เป็นคำพูดที่อยู่ในรูปของตรรกหรือ logic ว่าอะไร, จากอะไร, เพื่อ อะไร, และ โดยวิธีใด, ซึ่งผมเตือนทุก ๆ คนว่า นี้ มีประโยชน์มากในการพูดจาไม่
น.352 ให้แพ้เขา หรือว่าที่จะบรรยายอะไรให้พิสดารออกไปโดยไม่พันเผื่อ ให้ใช้หลักอย่างนี้ ถ้ามันไม่เสียหลักอย่างนี้แล้ว มันไม่มีทางจะผิดได้, เราเรียกว่าตรรกในพุทธศาสนา, คือ แยกตัวออกมาหน่อย ไม่ใช่ตรรกโดยทั่วไปของวิชาตรรกวิทยา ซึ่งมันจะเพ้ออีก นั่นแหละ. ถ้ามันมีตรรกแต่เพียงอย่างนี้เท่านี้ ตามหลักพุทธศาสนาอย่างนี้แล้วไม่เพื่อ นอกจากจะไม่เพ้อแล้วมันยังสำเร็จประโยชน์ด้วย ช่วยจำไว้ให้ดี ๆ. ถ้าคุณอยาก จะศึกษาเรื่องอะไร สักเรื่องหนึ่ง แง่หนึ่ง ปมหนึ่งก็ตาม ต้อง เอานั้นมาเป็นวัตถุสำหรับศึกษาว่าคืออะไร จากอะไร เพื่ออะไร แล้วก็ โดยวิธีใด ; แม้ จะศึกษาเรื่องไก่ สักตัวหนึ่งนี้ ก็คืออะไร ไก่นี้มันคืออะไร แล้วมัน มาจากอะไร มัน เพื่อประโยชน์ในที่สุด อย่างไร, จะให้ถึงประโยชน์อันนี้ได้ โดยวิธีใด. พูดเรื่อง ไก่มันก็บริบูรณ์ นี่เรื่องทางวัตถุแท้ ๆ ก็ยังอาศัยหลักอย่างนี้ได้. นี้ที่เป็นหลักธรรมะโดยตรงสำหรับปฏิบัติ, คือว่าพูดไปมากมายนี้มันเป็นรูป ของหลักวิชา เป็นทฤษฎี. นี้พอมาเป็นเรื่องปฏิบัติ ก็เห็นชัดลงไปเลยว่า อริยสัจจ์ ข้อที่ ๑ คือความทุกข์ เป็นเรื่องต้องรู้ ต้องรู้ให้จนได้, รอบรู้ให้จนได้ ใช้คำว่า ปริญญา คำนี้ใช้คำว่าปริญญา อย่างที่พวกคุณใช้กันในมหาวิทยาลัย ปริญญานั้นปริญญานี้. แต่แล้วของพระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่าปริญญานี้ กับคำว่าความทุกข์ ต้องรอบรู้ ซึ่งความ ทุกข์. ที่นี้สำหรับ ข้อที่ ๒ คือเหตุให้เกิดทุกข์ นั้น ต้องละเสีย, ตัณหาเหตุให้เกิดทุกข์ นี้ต้องละเสีย, นี้ ข้อที่ ๓ ดับไม่เหลือ แห่งทุกข์ นี้ใช้คำว่า ต้องทำให้แจ่มแจ้ง ออกมา ใช้คำว่า สจฉิกาตฺพนฺติ. ที่นี้พอถึง ข้อที่ ๔ มรรคนี้ต้อง ทำให้มีขึ้นมา เรียกว่า ภาวนา ภาวิตา ภาเวตพฺพฺติ ทำให้มีขึ้นมา. ทบทวนอีกทีหนึ่งก็ได้ เดี๋ยวจะเขียนไม่ถูก เรื่องที่ ๑ เรียกว่า ทุกข์ ต้อง รอบรู้ ใช้คำว่าปริญญา ปริญญา ปริญญาตฺพา ปริญเผยยนฺตินี้ ล้วนแต่รอบรู้ทั้งนั้น
น.353 (ต่อ) ต้องรู้ ควรรู้ แล้วก็รู้แล้ว. นี้ข้อที่ ๒ ตัณหาเหตุให้เกิดทุกข์นี้ต้องละเสีย ใช้คำว่า ปหานะ แปลว่าละเสีย ปหาตฺพา-ควร ละ, ปหีนา-ละแล้ว. เรื่องที่ ๓ ทุกขนิโรธ หรือนิโรธหรือความดับทุกข์นี้, ต้องทำให้แจ้ง สจฺฉิกาตพุพาควรทำให้แจ้ง, สจฺฉิกตฺติ - ทำให้แจ้งแล้ว. ทีนี้พอมาถึงอันสุดท้ายมรรคนี้ก็ทำให้มีเรียกว่าภาวนา ภาโวตฺพา แปลว่า ควรทำให้มีขึ้น แล้ว ภาวิตา นี้ ทำให้มีได้แล้ว คือทำเสร็จแล้ว. พูดสั้น ๆ อีกทีว่า อย่างที่หนึ่งควรรู้, อย่างที่สองควรละ, อย่างที่สาม ควรรู้จัก. ทำให้แจ้ง, ให้ปรากฏออกมา ทำให้แจ้ง. อย่างที่สี่ทำให้เกิดมีขึ้นมา. อันที่สามนั้นทำให้รู้แจ้ง ให้เข้าใจแจ่มแจ้ง ทำให้แจ้งให้ปรากฏแก่ตัว มันต่างกับปริญญา ที่ว่านั้นมันรอบรู้ มันเพียงแต่รู้เดี๋ยวนี้มันทำให้แจ้งออกมาได้ ให้ได้รับ ให้ได้ดื่ม ให้ได้ เสวย แล้วต้องมีการกระทำให้เกิดขึ้นมา จึงจะเป็นเช่นนั้นได้. นี้เรียกว่า อริยสัจจ์สี่มันเกี่ยวเนื่องกัน อย่างนี้, ถ้าแยกกันอยู่มันไม่ สำเร็จประโยชน์อะไร สำหรับความรู้จะเป็นไปไม่ได้ถ้าแยกกันอยู่, ถึงแม้การปฏิบัติ มันก็ต้องเนื่องด้วยความรู้ ก็เลยเนื่องกันอยู่ทั้งสี่อย่าง. มีคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า ไม่ต้องชักออกหรือ ไม่เติมเข้ามา, สี่อย่างนี้พอแล้วอริยสัจจ์สี่นี้. อริยสัจจ์ใช้ปฏิบัติได้ในทุกกรณี ถ้าเป็นเรื่องของความรู้ทางธรรมดาสามัญ ที่จะเอาเปรียบเป็นอุปมา อุทาหรณ์ได้, เช่นเรื่องความเจ็บไข้ นี้คือความทุกข์ เหตุให้เกิดเป็นโรคขึ้นมา โรค นั้นแหละ คือความทุกข์, เหตุให้เกิดโรค ขึ้นมาก็คือเชื้อโรค, แล้ว นิโรธ ก็คือ ความไม่มีโรค ความหายโรคแล้ว มรรคก็คือ วิธี การรักษาโรค เยียวยาทั้งหลาย, รวม
น.354 ทั้งหมดทั้งอะไรต่าง ๆ นี้ ถ้าว่าจะเปรียบ ก็โรค แล้วก็เชื้อโรค แล้วความหายโรค แล้วก็ วิธีรักษาโรค. ในคัมภีร์ อรรถกถา มักจะชอบเปรียบว่า ความอดอยาก ข้าวยากหมากแพง คนตายมาก คือ ทุกข์, เหตุ ของมันคือฝนฟ้าไม่มี ในประเทศอินเดียเป็นอย่างนั้นจริง บางทีไม่มีฝนฟ้า ไม่มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร เพราะมันไม่มีฝนมีฟ้าตามฤดูกาล นี้ถ้าว่า ความสมบูรณ์ คือดับทุกข์ คือความสมบูรณ์ มีอะไรกินมีอะไรใช้ ร่ำรวยไปด้วยพืชพันธุ์ ธัญญาหาร. นี้ก็เป็น นิโรธดับทุกข์ได้ แล้วเพราะว่าฝนมันดี หรือการชลประทานดี อะไรดีก็ได้ ทำให้การทำกสิกรรมมันสำเร็จ. นี้ก็ทำให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า อริยสัจจ์ ดีขึ้น. นี้จะพูดตอนสุดท้ายว่า แม้ในเรื่องเกี่ยวกับในโลกปัจจุบันนี้ ก็ไม่พ้น จากเรื่องของอริยสัจจ์ทั้งสี่ประการ นี้ แล้วคุณก็มีปัญญา เป็นนักศึกษาพิจารณาดู เอาเองซิ. ผมไม่ต้องพูดโดยรายละเอียดก็ได้ ว่าแม้โลกปัจจุบันนี้ ยังต้องเป็นไปตาม กฎเกณฑ์ของอริยสัจจ์สี่ ในการแก้ปัญหาทุกชนิด หรือ ในการที่จะพิสูจน์ดูว่า มันเป็น ความทุกข์ยุ่งยากลำบาก ไม่มีสันติภาพเสียเลย ก็ เพราะเหตุอะไร เพราะเหตุ อย่างเดียวกันกับกฎเกณฑ์เรื่องอริยสัจจ์. สัตว์โลก ทั้งโลกในเวลานี้ ตกอยู่ในข่ายแห่งตัณหา : กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา สัตว์โลกทั้งหลายในเวลานี้ทั้งหมดนี้กำลังตกอยู่ในข่าย ตาข่ายแห่งตัณหา, ตัณหานี้ใช้อุปมาเหมือนกับตาข่าย เหมือนกับแห เหมือนกับอวนแล้วครอบไว้ มันโปร่ง อยู่แต่ออกไม่ได้ มันผูกไว้หลวมแต่มันหลุดไปไม่ได้มันจึงสนุกสนานเพลิดเพลินกันอยู่ ในนั้น เพราะมันผูกไว้หลวม ๆ พอให้โลดเต้นสนุกสนานได้ แต่มันออกไปไม่ได้ นี่คือ ความหลอกลวงล่อลวงของสิ่งที่เรียกว่า กามารมณ์ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนี้ บูชาลุ่ม
น.355 (ต่อ) หลงในกามารมณ์ศึกษาค้นคว้าผลิตออกมาแต่วัตถุของกามารมณ์ เพราะคนมันชอบ เพราะ มันขายได้มาก เพราะคนก็ต้องการ ก็ไม่มีคนคิดผลิตสิ่งที่ตรงกันข้าม มีแต่เรื่องกามารมณ์ ส่งเสริมกามารมณ์ จึงเรียกว่า สัตว์โลกนี้มันกำลังตกอยู่ในข่ายแห่งตัณหา นั่นคือการ เป็นไปตามกระแสของปฏิจจสมุปบาท ที่ได้พูดให้ฟังแล้วว่า ตา หู จมูก ลิ้น กายอะไร ของมันตกไปติดเป็นเรื่องสัมผัส เป็นอวิชชาไปหมด จึงเกิดความทุกข์หรือตามกระแส แห่งปฏิจจสมุปบาท. ถ้าพูดเดี๋ยวนี้ก็พูดได้เลย ถูกต้องที่สุดแต่คนฟังไม่ถูกว่า สัตว์โลกทั้งโลก ในปัจจุบัน นี้ กำลังลอยไปในกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทในฝ่ายสมุทรวาร ที่ทำ ให้เกิดทุกข์. คุณไปดูเอาเองซิรายละเอียด มันล้วนแต่ปรุงเพื่อตัณหา, เพื่อกิเลสตัณหา, นี่มันหลับอยู่ด้วยความหลับของกิเลสหรือของอวิชชา, หลับอยู่ด้วยกิเลสนิทรา กิเลสนิทรา ฟังดูขันดี แล้วก็เพราะดี กิเลสนิทรา-หลับอยู่ด้วยกิเลส. เดี๋ยวนี้โลก ทั้งโลก ปัจจุบันนี้ กำลังหลับอยู่ด้วยความหลับแห่งกิเลส มัน วิ่งว่อนไปด้วยรถไฟ เรือไฟ เรือบิน อะไรจรวดอวกาศอะไรต่าง ๆ มันวิ่งว่อนแต่มันหลับ อยู่ทั้งนั้น กำลังหลับอยู่ด้วยกิเลสนิทราทั้งนั้น มันจึงทำสิ่งนี้ ใช้สิ่งนั้น เพื่อเบียดเบียน ตนเอง เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น. เบียดเบียนตนเอง นี้ ฟังให้ดีนะ มันน่ากลัวที่สุด คือ ทำตัวเองให้ลำบากโดยไม่รู้สึกตัว, เบียดเบียนผู้อื่น เห็นง่าย คนที่หลับอยู่ด้วย กิเลสนิทราจะทำตัวเองให้ลำบากโดยไม่รู้ตัว. แล้วคน ติดอยู่ในอัสสาทะ คือ ความเอร็ดอร่อยของสิ่งที่มีความเอร็ด อร่อย ; อัสสาทะ คำนี้ก็จำไว้ด้วย แปลว่าเหยื่อหรือความเอร็ดอร่อยที่มีอยู่ในสิ่งต่าง ๆ, ถ้าสิ่งต่าง ๆ ไม่มีความเอร็ดอร่อยเป็นเหยื่อล่อแล้วก็ไม่มีใครติด. เดี๋ยวนี้เราติดอยู่ในอะไร ก็ตาม แม้จะติดในการศึกษา ก็เรียกว่ามันมีอัสสาทะแห่งการศึกษา ดึงเราให้ติดมัน
น.356 สนุกสนาน เอร็ดอร่อยในการศึกษา. นี้ไม่ต้องพูดถึงกามารมณ์ หรือที่เราจะ ไปติด อะไรเข้า สักอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นจะต้องมีอัสสาทะ เสมอ นั้นมันเหมือนกับเหยื่อ, ที่เรียกว่า อัสสาทะ หรือเหยื่อนี้ มันหุ้มความยากลำบากไว้มิด ไม่ให้เห็นเลย. ฉะนั้นเราจึงไป กินเหยื่อแล้วติดเบ็ด แล้วผูกพันตัวเองให้ติดอยู่ในสิ่งนั้น. พูดเป็นอุปมาหน่อย ก็ว่า ชักใยพันตัวเองมากขึ้น ๆๆ ให้มันจมอยู่ในกองทุกข์ มากขึ้น ๆ ๆ จนลืมตาไม่ได้ มองไม่เห็นจมอยู่ในความทุกข์. นี่คือ ภาวะของสัตว์โลกในปัจจุบัน จะตกลึกลงไป ลึกลงไป ลึกลงไป ในเหว แห่งอัสสาทะ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ. คำบาลีพระพุทธเจ้า ท่านใช้คำว่าเหว สัตว์กำลังทำเหวสร้างเหวให้แก่ตัวเอง แล้วก็ตกลงไป ตกลงไป ตกลงไป ได้แก่มนุษย์สมัยนี้ คิดค้นสร้างอะไรผลิตอะไรขึ้นมาก็เพื่อให้มันเป็นเหว สำหรับตัวนี้จะ ตกลงไป ตกลงไป ตกลงไป จนเข้าโลงก็ ไม่มีวันที่จะรื้อฟื้นออกมาได้. ฉะนั้น โลก เรา ในปัจจุบัน นี้ กำลังทำผิดอย่างมากในเรื่องที่เกี่ยวกับ จตุราริยสัจจ์, อริยสัจจ์สี่ประการ จึงไม่พบกันกับสันติภาพ หรือ สันติสุข พบกัน แต่ความทุกข์. เรื่องของความทุกข์ นี้ถ้าเขาจะสะสางปัญหาอันสำคัญนี้ ก็ต้องใช้ หลักเกณฑ์อันนี้คือ หลักเกณฑ์ของอริยสัจจ์ในพระพุทธศาสนา ก็คือหยุด หยุดสร้าง เหยื่อของตัณหาเสีย, ตัณหามันก็จะจางไป จนหมดสิ้นนี้ในที่สุด ก็ไม่มีความทุกข์อีก ต่อไป. ก็เรียกว่า นิโรธ หรือ นิพพาน, แล้วแต่ว่าจะเด็ดขาดหรือไม่เด็ดขาด แล้วแต่ บางส่วนหรือทั้งหมด. เรื่อง อริยสัจจ์มีความสำคัญอย่างนี้, แล้วก็ไม่ค่อยมีใครพูดถึง. พวกฝรั่ง เรียนเรื่องอริยสัจจ์กันบ้าง ก็เรียนในรูปของปรัชญาทั้งนั้น ฉะนั้นจึงไม่เกิดผลที่ว่าดับทุกข์ ของบุคคลนั้น ๆ ได้, โดยไม่ต้องพูดถึงการดับทุกข์ของคนทั้งโลก. กฎเกณฑ์เรื่องอริยสัจจ์
น.357 จตุราริยสัจจ์ ในฐานะเป็นหลักวิชายอดสุดของธรรมศาสตรา ( ต่อ) ๓๒๕ นี้มัน จึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นเหมือนกับพระเจ้า ที่จะบันดาลให้สัตว์โลกนี้ประสบ ความทุกข์หรือประสบความสุข คือดับทุกข์ได้. มันอยู่ที่สัตว์โลกทั้งหลายจะต้องทำให้ ถูกต้องเอง พระเจ้าจะมาช่วยทำให้นั้น มันไม่ใช่หน้าที่ของพระเจ้า, พระเจ้ามี หน้าที่แต่ให้สิ่งต่าง ๆ เป็นไปอย่างถูกต้อง ตาม กฎเกณฑ์, นี่ สัตว์ทั้งหลายต้องทำเอง ต้องเดินเอง. ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกทาง, พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้, ท่านไม่สามารถจะ มาช่วยอุ้มช่วยยกไปได้, ท่านทั้งหลายต้องเดินเอง ตถาคตเป็นแต่ผู้ชี้ทาง การชี้ทางนั้นก็คือ การชี้เรื่องอริยสัจจ์ทั้งสี่นี้ นี่ใจความเรื่องอริยสัจจ์สี่โดยย่อ ก็มีอยู่ตามที่ได้อธิบายมาใน การบรรยายสามครั้ง รวมทั้งครั้งนี้ด้วย. เป็นอันว่า เวลาวันนี้ก็หมด ยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้. -----------------
Buddhadasa