Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๑๖ — สมาธิภาวนาแบบอานาปานสติภาวนา (หมวดที่ ๑ กายานุปัสสนา)

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.358 การบรรยายครั้งนี้ ผมไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นการบรรยาย ต้องการจะให้เป็น การแสดงตัวอย่างหรือว่าทดลองทำ เพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า สมาธิภาวนา. โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ อานาปานสติภาวนา เป็นการ แสดงให้ดูด้วย และเป็นการ ขอร้องให้ลองทำด้วย แล้วจึงจะถือโอกาสบรรยายเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ สิ่งนั้นให้เข้าใจได้ง่ายทีหลัง. ถ้าจะเปรียบเสมือนกับว่า เรียนด้วยสิ่งของ เอาสิ่งของ มาดูมาทำความเข้าใจเสร็จแล้ว จึงค่อยอธิบาย ส่วนที่มันลึกกว่าที่จะเห็นได้ด้วยตา. ฉะนั้นโอกาสนี้ จะให้เป็นการสาธิตมากกว่า, แล้วเมื่อทำได้ หรือว่าเมื่อมองเห็นแล้ว จะ พูดเรื่องนี้ โดยทางทฤษฎีทีหลัง, มันง่ายแก่การเข้าใจ. แต่มันก็ออกจะแปลกอยู่ ที่ว่า แสดงการ ปฏิบัติก่อน, แล้วจึงบอกทฤษฎีทีหลัง. ๓๒๖

น.359 เอาละ, เป็นอันว่า เราจะทำในรูปของการสาธิตทั้งสองฝ่าย คือผมก็แนะให้ ทำแล้วคุณก็ลองทำ. ถ้ามีคนมาขอให้แนะการทำอานาปานสติภาวนา ก็บอกว่า เมื่อมี ร่างกายเหมาะสม คือ สบายดี มีการหายใจดีจมูกดีก็ทำได้ ไปสู่ที่สงัดตามที่จะหาได้ แต่ ก็ไม่ต้องลำบาก, ถ้าไม่ได้ที่ในป่าในดง ก็ ตรงไหนก็ได้ อย่าไปรู้ไปชี้กับใครก็แล้วกัน. การเตรียมเบื้องต้นในการปฏิบัติ วิธีนั่ง ทีนี้ให้นั่ง การนั่ง นี้มัน ก็มีเทคนิค มีความมุ่งหมายอยู่บ้างเหมือนกัน, คือ ว่าท่านั่งอย่างนั้นมันมั่นคงกว่านั่งอย่างนั้นเป็นต้น. เดี๋ยวนี้ดูผมนั่งซิ เหมือนกับ นั่งตาม สบายก็ได้เหมือนกัน, ก็ตาตุ่มลงไปแตะพื้นทั้งสองข้าง เอ้า, คุณลองนั่งดูทุก ๆ องค์ นั่ง อย่างตาตุ่มมันแตะพื้นทั้งสองข้างนะ, จีวรรุ่มร่าม, นี่ตาตุ่มมันแตะพื้นทั้งสองข้าง นี้มันก็อย่างหนึ่งนะ คือมันง่ายเกินไป. นี้ก็ตาตุ่มมันแตะพื้นข้างเดียว เพราะอันนี้มันขึ้นมาเสียข้างบน. ลองดูซิ เห็นไหม, มันก็ ค่อนข้างจะมีการขัดให้แน่นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง. ทีนี้ เอาขาข้างซ้ายขึ้นมาข้างบน นี้เสียอีกทีหนึ่ง แล้วไม่มีตาตุ่มไหนที่มัน ถูกพื้น. เอ้า,เอาขึ้นมาซิ มันเป็นเรื่องสาธิต, มันไม่มีตาตุ่มที่ถูกพื้นแล้ว, มีแต่กล้ามเนื้อ ทั้งนั้นที่ถูกกับพื้น. ไม่ใช่ คุณไม่ดูอย่างนี่ ขามันอยู่ข้างบนทั้งหมดนี้, เอาข้างนั้นขึ้นมา ข้างบนอีกทีหนึ่งซิ อย่างนั้น, เดี๋ยวนี้ตาตุ่มไม่ได้ถูกพื้นเลย. นี้ก็คือว่า มันแน่นหนา แล้วก็เลยเปรียบเทียบว่ามันต่างกันมากในสามชนิด นี้ ชนิดนี้มันซ้อน มันขัดกันแน่น แน่นแฟ้น นี้อย่างหนึ่ง, แล้วก็อีกอย่างหนึ่งก็คือ

น.360 ไม่ปวด, แต่ชอบอันนี้มาทางนี้ก็ได้ อันไหนมาก่อนแล้วแต่ขาที่เหมาะสมนี่อย่างนี้. ก็ เรียกว่า นั่งบนเบาะที่นี่มที่สุด ที่กล้ามเนื้อ เบาะกล้ามเนื้อขาเนื้อสะโพก, ฝรั่งเขานั่ง ไม่ค่อยได้ เพราะไม่เคยทำ แต่ คนไทยควรจะได้ muscle cushion นั่งบนเบาะทำด้วย กล้ามเนื้อ ไม่เจ็บไม่ปวด. ฉะนั้น เราจะมีเบาะรองหรือไม่รองก็ไม่ค่อยมีปัญหา นัก, แต่มีเบาะรองก็ดีเหมือนกัน อย่างนี้ก็เรียกว่าเต็มที่. นี้ถ้ามัน ชั้นเดียวเพียงอย่างนี้ มันก็ ขนาดกลาง นี้ถ้ามันสบายตามสะดวก สบาย ก็เหยียดขาออกไปก่อน แล้วก็ดึงเข้ามาตามสบายอย่างนี้ มันเป็นการถูกต้องกว่า. นี่ไปหัดนั่งให้มันชินกันบ้าง ถ้ามันไม่เคยชิน มันรู้สึกอึดอัดบ้าง เจ็บปวด บ้าง มันร้อนบ้าง อะไรบ้าง, ต้องทำจนเคยชิน. นี้ เขาเรียกว่า นั่งสมาธิ นั่งสมาธิก็คือว่า ขัดให้มันแน่นพอ ที่จะ อยู่ได้ไม่ล้ม ในเมื่อเรามีจิตไร้สำนึกหรือว่ากึ่งสำนึก เมื่อรู้สึกอย่างนี้อยู่ไม่เป็นไร พอทำ ไปหนักเข้า ๆ ๆ มันเหลือครึ่งสำนึกมันจะล้ม, แต่ถ้า นั่งอยู่อย่างนี้มันล้มไม่ได้ เหมือน กับไม้ระยาง ๆ โยงอยู่เป็น compact เหมือนกับปิรามิด ล้มไม่ได้ นั่งแบบปิรามิด นี่ล้ม ไม่ได้ ดูซิ มัน ล้มทางไหนก็ไม่ได้ ล้มข้างหน้าก็ไม่ได้ ล้มข้างหลังก็ไม่ได้, แล้วก็ ไม่ ปวด ด้วย, เป็นท่านั่งที่สนับสนุนความมีสมาธิโดยตรง จึงได้เรียกว่า นั่งขัดสมาธิ เรียกในภาษาไทย, ถ้าในภาษาบาลีเขาเรียกว่า นั่งคู้บัลลังก์ แต่ในภาษาไทยเขาเรียก นั่ง สมาธิ ท่านั่งที่มันเป็นประโยชน์ต่อการเจริญสมาธิ, พวกจีนเขาไปเรียกว่า ท่านั่งของชาว อินเดีย เพราะมันไม่มีท่านั่งแบบจีน จึงเป็นท่านั่งของชาวอินเดีย. เอาละ ในวันแรกนี้ ก็ จะให้นั่งขัดสมาธ ที่เรียกว่า สมาธิเพชร หรือ วัชระอาสน์ อย่างนี้ เอามาขัดกันแล้วเรียกว่า วัชระอาสน์ สมาธิเพชร. ถ้ายังไม่ได้

น.361 เดี๋ยวมันก็จะเจ็บขาเสีย อะไรเสีย ก็ฟังไม่รู้เรื่อง, ก็ไปหัดเอา หัดนั่งท่าที่ง่าย แล้วก็อยาก ขึ้นๆๆ ไปจนท่าที่ยากที่สุดจนชิน คนผอมก็ไม่มีปัญหาอะไร, คนอ้วนก็มีปัญหาบ้าง. เอ้า, ทีนี้นั่งตัวตรง ให้ตัวตรงให้เหยียดมากที่สุด ให้กระดูกสันหลังมัน เหยียดมากที่สุด ถ้ามันยังไม่เหยียดมากก็นั่งลงไปซิ นี่มันก็เหยียดหมดของมัน จะทำให้ กระดูกสันหลังมันเหยียดหมด เอาลงบนหัวเข่าซิ แล้วก็เหยียดแขนให้ตรงอย่าคู้แขน, ให้แขนมันตรง ก็หมายความว่ามันค้ำขึ้นไปหมด ให้เข่ามันค้ำลงไปถึงพื้นช่วยไว้. นี้เรา อยาก จะปรับปรุงให้กระดูกสันหลังตรงเหยียดหมด เพื่อให้ ปอดมันทำงานสะดวก แล้วก็ค่อยปล่อยสบายทีหลังก็ได้, ในครั้งแรกนี้จะดัดให้กระดูกสันหลังตรง เป็นท่าดัด ท่าหนึ่ง เขาเรียกว่าเป็นท่าของผู้ประกอบโยคะท่าหนึ่งด้วยเหมือนกัน เหยียดแขนอย่างนี้ นี่ขึ้นตรง มันคดไม่ได้เพราะมันถูกเหยียดออกไปมาก กระดูกสันหลังก็เรียบร้อย. นี้เริ่ม ตามสบายอย่างนี้ หรือว่าอย่างนี้อย่างนี้นั้นก็นิยมกันเหมือนกัน, แต่ผมเห็นพวกนักเลง พวกโยคีแท้ ๆ เขาก็เอาไว้อย่างนี้, เอาไว้อย่างนี้ (วางมือบนเข่า). เรื่องนี้ก็ต้องถือว่า ไม่ใช่ของพุทธ หรือของพุทธศาสนาโดยตรงอะไร ของมีอยู่ก่อนพระพุทธศาสนา เขาก็ทำเป็นกันทั้งนั้น, แล้วก็รับมาใช้ทั้งนั้น ฉะนั้นการให้มืออยู่อย่างนี้มันก็ดี เหมือนกัน มัน ไม่ค่อยร้อนมือ เอามือมาวางพักท่านี้ มันร้อนมือ. มันมีเหงื่อมีอะไร ได้ง่าย นี้ถ้าอากาศเย็นมันก็ควรอยู่เหมือนกันที่จะนั่งให้มือทับกัน. ถามว่า วางมืออย่างไร วางบนเข่าทั้งสองหรือว่าวางซ้อนกันบนตัก ? การ ที่วางบนเข่า ทั้งสอง มี ลักษณะช่วยประคองตัวได้มาก. ทีนี้ตา ถ้าเป็นนักเลง ถ้า นักเลงโยคะแท้ๆ เขายังไม่หลับ เขาจะลืมตา เขม็งเพ่งไปที่ปลายจมูก เห็นหรือไม่เห็นก็อย่าไปคิดมัน แต่เพ่งไปที่ปลายจมูกให้มาก ขึ้น ๆๆ เพ่งจะดูปลายจมูกให้เห็น แล้วมันก็จะไม่เห็นสิ่งอื่น ก็เหมือนกับไม่ได้ดูหรือ

น.362 หลับตาเพ่งเขม็งไปที่ปลายจมูก ลืมตาอย่าหลับเสียซิ ป้องกันไม่ให้ง่วงนอน แล้วหลับ ไปเสียเลย, หลับตาน่ะมันจะหลับไปเสียเลย. คุณเพ่งเบิ่งตาเต็มที่ดูไปที่ปลายจมูก แล้วมันค่อยๆ หลับของมันเองได้ เมื่อสมาธิมันเริ่มมี หรือมันลึกลงไป ลึกลงไป มันก็ หลับของมันเอง ที่หลังเมื่อไรก็ได้. ใน ชั้นนี้เราจะดูที่ปลายจมูก เป็นสมาธิอยู่อีกจุดหนึ่งเหมือนกัน คือเพ่งดูที่ ปลายจมูกด้วยตา หมายความว่า ใช้สายตาช่วยทำสมาธิ เพ่งดูอารมณ์ที่ปลายจมูก ดู นิมิตที่ปลายจมูก. ผมสังเกตดูว่า มันมีผลเหมือนกัน ทำไมพวกโยคี โดยเฉพาะนอกพุทธ- ศาสนา ไปเห็นเขาเพ่งปลายจมูก, แล้วก็ลืมตา. เราได้รับคำบอกเล่ามาแต่ให้หลับตา, แต่ในพระบาลีก็ไม่มีหลับตาหรือลืมตา ก็ถือประโยชน์เอาเองก็แล้วกัน, ลืมตานี้มันไม่ ชวนให้ง่วง คนที่ขึ้ง่วงขึ้นอนอยู่แล้ว พอหลับตาเดี๋ยวมันก็หลับเลย, แล้วทำไม่ได้ มัน ง่วงขึ้นมา. นี้ถ้าไปดูปลายจมูกเขม็งเข้าไว้ มันก็ง่วงยาก อีกอย่างหนึ่งรู้สึกว่า ตามัน ร้อนเร็วกว่า ถ้าเราไปหลับไว้. ถ้าตาลืมนี้ตามันยังเย็นอยู่ มันมีลมถูกตา. เขา อาจจะอธิบายเป็นเรื่องลึกหรือศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างอื่นไปก็ได้ เราก็ไม่เอาละ เอาแต่เพียงว่า ลืมตานี้มันเย็นสบาย แล้วก็ ง่วงยาก. ฉะนั้น ดูปลายจมูกจนไม่เห็นสิ่งอื่น คือไม่ สนใจกับสิ่งอื่น ต้องการจะดูปลายจมูก นี่ก็เหลือแต่ว่าลงมือหายใจ. การหายใจ. เราก็ หายใจ ชนิดที่เรียกว่าซ้อมก่อนไม่เอาจริง, หายใจให้มันเต็มที่คือ อย่างไร, ปล่อยไปตามสบายคืออย่างไร, ก็ควรจะหายใจเต็มที่ดูว่ามันเป็นอย่างไร. ธรรมดาเราไม่ได้หายใจเต็มที่ เราหายใจตามสบาย ถ้าอารมณ์ดี การหายใจปรกติ

น.363 ก็ค่อนข้างยาว, ถ้าอารมณ์ร้ายหรือเหนื่อย นี้ หรือตกใจหรืออะไรก็ตาม การหายใจ มนก็สั้น ๆ, ถ้าอารมณ์ร้ายมาก ๆ การ หายใจมันก็ยิ่งสั้นมาก เหมือนกับการหอบ ฮัก ๆ มันสั้น, นี้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องความไม่ปรกติ ถ้าปรกติมันก็หายใจนิ่มนวล มันก็ ค่อนข้างยาว. ทีนี้เพื่อว่าให้รู้ว่ามันยาวได้เท่าไร คุณก็ ลองหายใจยาวเต็มที่ที่จะหายใจได้, ลองหายใจเข้า พอเริ่มเข้ามันก็เริ่มพองที่หน้าอก นิดหนึ่ง เริ่มหายใจเข้า ก็เข้าอีก ๆๆ จนหน้าอกมันพองมากได้อีก ทางท้องมันก็ช่วยแฟบเข้ามา เพื่อให้หน้าอกมันพองได้ ถ้าที่ท้องไปชิงพองเสีย หน้าอกมันก็พองไม่ออก คือปอดมันพองไม่ออก, หายใจเข้า ตรงท้องมันรู้สึกว่าช่วยให้ปอดพอง ท้องมันแฟบ. เอ้าก็ลองดูซิ ทำไมนึ่งเสียเฉย ๆ หายใจเข้าที่สุด มัน จะช่วยยืดขึ้นมามาก, นี้จะช่วยแฟบเข้าไป มาพองอยู่ข้างบน พองอยู่ที่หน้าอกนี้, ถ้าเป็นหวัดทำยาก. นี้ ลองหายใจออก ๆๆ ๆๆ ให้ส่วนนี้แฟบเข้า แฟบเข้า แฟบเข้า มันจะเหลือท้องออกมากว่า ส่วนบน. นี่เรียกว่า ยาวที่สุดแหละ เข้ายาวที่สุด ออกยาวที่สุด ยาวสุดเหวี่ยง เพราะว่าบีบบังคับมัน ไม่ใช่มันเป็นไปเองนะ. อย่างนี้มีประโยชน์ จะได้รู้ยาวที่สุดด้วย แล้วเป็นการบริหารร่างกาย เป็นอนามัย เป็นอะไรไปได้ ผลนอกเรื่องก็พลอยได้นอกเรื่องเป็นอนามัย, หายใจยาว มาก ๆ ๆ เข้าไว้ เข้าออก เข้าออกเข้าออก นี้เป็นเรื่องอนามัย แล้วเป็นเรื่อง ได้ผล คือ เตรียมพร้อมที่จะทำสมาธิต่อไป.

น.364 หมวดที่ ๑ รู้จักธรรมชาติของลมหายใจ. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ทีนี้ก็ตั้งต้น หายใจเข้ายาวออกยาว นี้ เท่าที่เราคิดว่า มันจะยาวได้เท่าไร, ทีนี้เพื่อให้สะดวก อย่าหายใจให้แรง ก็เริ่มบทเรียนที่หนึ่ง. ขั้นที่หนึ่งบทเรียน วิ่งตาม วิ่งตาม วิ่งตามการหายใจ. วิ่งตามลม ที่หายใจที่เข้าออกอยู่ วิ่งตาม มันจะตามง่ายก็หายใจให้แรง. (วิ่งตามลมหายใจยาว) สมมติว่าจุดตั้งต้นข้างนอกอยู่ที่จมูก จะงอยจมูก, จุดที่ข้างในก็อยู่ที่สะดือ สมมตินะ ความกระเทือนไปสุดที่สะดือ ก็สมมติเอาตรงนั้น, เมื่อหายใจเข้าตั้งต้นที่จมูก สุดลงที่สะดือ หายใจออกเริ่มต้นที่สะดือมาสุดลงที่จมูก, หายใจกลับเข้าไปอีก ตั้งต้นที่จมูก ก็สุดลงที่สะดือ. สมมติว่าลมหายใจนี้เหมือนกับเป็นอะไรอันหนึ่งซึ่งมันเป็นลูก เป็นก้อนอะไรก็ตาม มันเข้าไปออกมา-เข้าไปออกมา -เข้าไปออกมา, มันกลิ้งเข้าไป, พูดให้มันสมมติมาก ๆ หน่อย มันกลิ้งออกมา. ทีนี้ก็เอาจิต หรือจะเรียกให้ถูก ก็คือ สติ ไปกำหนดเข้าที่ลมหายใจ ที่มันกลิ้งเข้าไปกลิ้งออกมานี้ ก็มีลักษณะเหมือนกับวิ่งตาม, ภาษาธรรมะ ภาษาสมาธิ จริง ๆ เขา เรียกว่าเอาสติกำหนดที่ลมหายใจ จะเรียกว่าจิตก็ถูก, สติมันก็คือคุณสมบัติของจิต อันหนึ่ง ที่ทำหน้าที่กำหนด. หรือหายใจให้แรงหน่อยซิ ให้จนได้ยินก็ได้ วันนี้ไม่ได้บอกให้ล้างจมูกมาให้ดีเสียก่อน เอาน้ำล้างจมูกมาให้ดีเสียก่อนให้ มันคล่อง. สูดเข้าไปสั่งออกมา, สูดเข้าไป สั่งออกมา, มันจะดีกว่าที่ไม่ได้ล้าง ตอนเช้า ถือโอกาสล้างจมูก เอาน้ำใส่ใจกลางฝ่ามือ สูดเข้าไปแล้วสั่งออกมาให้เคยจมูก สะอาดดีด้วย แล้วก็คล่องดีด้วย.

น.365 นี้ เริ่มหายใจ หายใจเข้า หายใจออก, หายใจเข้า หายใจออก, แล้ว คอยดูคล้ายกับว่ามันเข้าไปถึงไหนแล้ว สุดแล้ว ออกมาอีกแล้ว, ออกหมดแล้ว สุดแล้วกลับ เข้าไปอีกแล้ว ทำการ วิ่งตามอย่างนี้. ถ้ากำหนด ยากหายใจให้แรง ให้ กำหนดง่าย, หรือบางทีจะต้องให้มันแรงจนมีเสียงออกมา ด้วย ก็ได้, เสียงชุดนี้ ถ้าหายใจ สม่ำเสมอดี ก็มีเสียงสม่ำเสมอดีเป็นเครื่องบอกทางหูอีกอย่างด้วย, ทางหูมันจะช่วยเป็น สมาธิ คือ ฟังเสียงซูด ซาด ๆ นี้สม่ำเสมอดี, ตาก็เพ่งอยู่ที่จมูก เพื่อช่วยความเป็นสมาธิ ด้วย, หูก็พึงเสียงลมอีก ก็ช่วยเป็นสมาธิด้วย. แต่ว่า สมาธิตัวจริงนั้นอยู่ที่สติ ที่กำหนดอยู่ที่ลมหายใจที่วิ่งเข้า วิ่งออก ทำจนทำได้ นี่บทเรียนที่หนึ่ง คือวิ่งตาม ทำให้เรารู้สึกว่า เราสามารถ ทำได้, วิ่งตามอย่างนี้. ขั้นที่ ๒ ให้รู้จักลมหายใจยาวและสั้น. ทีนี้ที่มันมุ่งหมาย ก็คือในขณะที่วิ่งตามนั้นให้สังเกตไว้ด้วย ว่ามันยาวหรือ มันสั้น, ทีนี้มันยาวหรือมันสั้น. ทีนี้มันยาวกว่าที่แรก หรือมันสั้นกว่าทีแรก, ในที่ สุดก็จะพบได้ว่า ยาวหรือสั้น นี้ก็เข้ากับตัวสูตรที่ว่า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ว่าหาย ใจยาว, เมื่อ หายใจเข้ายาวก็รู้ว่าหายใจเข้ายาว หรือว่าเผอิญบางครั้ง มัน หายใจ ออกสั้น หรือ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่าเราหายใจเข้าสั้นหายใจออกสั้น. แต่ถ้า อาการมันวิ่งตามอยู่เสมอพร้อมกันนั้นสังเกตดูด้วยว่า มันยาวหรือมันสั้น ถ้าที่ไหนยาว ก็รู้ว่ายาว ที่ไหนสั้นก็รู้ว่าสั้น, ไม่เป็นระเบียบก็รู้ว่าไม่เป็นระเบียบ, สม่ำเสมอดีก็รู้ว่า สม่ำเสมอดี ตามสูตรของอานาปานสติ ขั้นที่หนึ่งก็คือ หายใจออกยาวก็รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาวก็ให้รู้ว่าหายใจเข้ายาว, หรือขั้นที่สอง ถ้าหายใจออกสั้น ก็รู้ว่าหายใจออกสั้น, หายใจเข้าสั้นก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น มันมีอยู่สองคู่

น.366 ๓๓๕ นี้ บทเรียนที่หนึ่ง ของเราวิ่งตาม วิ่งตาม เพื่อจะให้เป็นหลักของการ หายใจก่อน, แล้วจึงดูว่า มันยาวหรือมันสั้น ขั้นที่ ๓. รู้กายทั้งปวง. [สพฺพกาย ปฏิสํเวที] รู้เรื่องความยาวหรือความสั้นแล้ว ก็ดูต่อไป คือ สังเกตต่อไป ว่า มันมี อะไรแปลกออกมาบ้าง มีความหยาบหรือความละเอียด หยาบก็คือหายใจแรง ละเอียด ก็คือแทบจะไม่รู้สึก, เมื่อไรมันหยาบ เมื่อไรมันละเอียด, เมื่อไรมันยาว เมื่อไรมันสั้น รู้ทุกทีไปที่หายใจจะเข้าหรือออกก็ตาม สังเกตต่อไปอีกว่า เมื่อเรา หายใจหยาบ ร่างกายรู้สึกเป็นอย่างไร, เมื่อ หายใจละเอียด ร่างกายเนื้อหนังนี้รู้สึกเป็นอย่างไร, มันจะเนื่องกัน มันจะสัมพันธ์กัน. ถ้า ลมหายใจมันหยาบ ร่างกายมันก็หยาบ คือมันไม่สงบรำงับ พอหายใจละเอียด ก็รู้สึกว่า ร่างกายนี้มันก็ละเอียด คือมันสงบรำงับ, แล้วจะดูท่านั้นท่านี้ให้หมด เกี่ยวกับข้อเท็จจริง ของร่างกายที่สัมพันธ์กันอยู่กับลมหายใจ. มาถึงตอนนี้ก็เลยรู้กายทั้งปวง ในขั้นที่สามนี้ รู้กายทั้งปวง : กาย ลมหายใจก็รู้ กายเนื้อตัวนี้ก็รู้ นี้ก็ รู้ว่า กายลมหายใจกับกายเนื้อตัวนี้มันเนื่องกัน อยู่ สัมพันธ์กันอยู่, ถ้าว่าลมหายใจหยาบกายนี้มันก็หยาบ, คือร้อนหรือกระสับกระส่าย ถ้าลมหายใจมันละเอียด, กายนี้มันก็รำงับหรือเย็น. ฉะนั้นเราก็รู้ข้อเท็จจริงว่า กายลม หายใจกับร่างกายเนื้อหนังนี้มันสัมพันธ์กันอยู่, เมื่อเราหายใจยาวรู้สึกว่าร่างกายเป็นอย่างนั้น เมื่อหายใจสั้นรู้สึกว่าร่างกายเป็นอย่างนั้น. เมื่อหายใจหยาบร่างกายเป็นอย่างนั้น, หายใจ ละเอียดร่างกายเป็นอย่างนี้. เดี๋ยวก็ค่อยรู้มากขึ้นว่า มันเนื่องกันอย่างไรสักกี่อย่าง, นี้ เรียกว่า รู้เรื่องกายทั้งปวง หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่.

น.367 เช่นที่นี้เรารู้เรื่องหายใจหยาบ ร่างกายมันค่อนข้างจะไม่รำงับ ก็หายใจไปเสีย ทีหนึ่งก่อน, ก็แปลว่าหายใจคราวนี้ มันรู้เรื่องลมหายใจหยาบหรือกายหยาบ นี้ครั้ง ถัดไป หายใจละเอียด แล้วร่างกายมันก็พลอยนิ่งลงไปด้วย ก็รู้ว่าคราวนี้หายใจออกหรือ เข้านี้รู้ว่ามันหายใจละเอียด, ร่างกายมันสงบรำงับ. เป็นนักสังเกตอย่างนี้เรื่อยไป จนรู้หมดทุกเรื่อง ที่มันเกี่ยวข้องกันอยู่ ระหว่างลมหายใจกับร่างกาย นี้. อย่าลืมว่า ลมหายใจก็เรียกว่าร่างกายด้วยเหมือนกัน เรียกว่ากายลม, ร่างกายนี้ก็เรียกว่า ร่างกายเหมือนกัน คือ กายเนื้อหนัง, ทั้งสองกายนี้ขึ้นแก่กันและกันอยู่ ถ้าหยาบก็หยาบด้วยกัน, ถ้าละเอียดก็ละเอียดด้วยกัน, ถ้ากระสับกระส่ายก็กระสับกระส่าย ด้วยกัน ถ้ารำงับก็รำงับด้วยกัน. ฉะนั้น เราจะสามารถทำขั้นต่อไป. ขั้นที่ ๔. ทำกายสังขารให้รำงับ. [ปสฺสมฺภยํตํ ฯ] บังคับร่างกายนี้ให้สงบระงับ ด้วยการบังคับลมหายใจ, เพราะเรารู้ ความจริงของมันแล้ว ว่ามันขึ้นอยู่แก่กันและกัน. พอเราทำลมหายใจให้ละเอียด ร่างกาย มันก็ละเอียด, หรือรำงับ จึง ทำให้รำงับพร้อมกันลงไปหมดทั้งลมและทั้งร่างกาย, นี้ก็ข้อที่สี่ ก็เรียกว่า ทำกายสังขาร คือลมหายใจนั้นให้รำงับอยู่ ให้รำงับอยู่ หาย ใจออก หายใจเข้า, หายใจออก หายใจเข้า, ด้วยการผ่อนหรือบังคับหรือจัดสรรอะไรก็ ตาม ให้ลมหายใจมันละเอียดประณีตลง ประณีตลง, แล้วร่างกายมันค่อยสงบรำงับเย็นลง หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. นี้ เรียกว่า ทำกายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจเข้า, ทำ กายสังขารให้รำงับอยู่ หายใจออก.

น.368 บทเรียนในสี่หัวข้อแรกของอานาปานสติ เริ่มสังเกตเห็น, เริ่มรู้ เริ่ม เข้าใจ เรื่อง ลมหายใจยาว, เรื่อง ลมหายใจสั้น, เรื่อง ลมหายใจสัมพันธ์กันอยู่กับ ร่างกาย, แล้วก็ การที่บังคับโดยผ่านทางลมหายใจ; นี้เรียกว่าวิ่งตาม เมื่อวิ่งตาม สติมันกำหนดอยู่อย่างนี้ พร้อมกันนั้นรู้ความที่มันยาวหรือความที่มันสั้น, รู้ความที่มัน ละเอียดหรือไม่ละเอียด, รำงับหรือไม่รำงับรู้ความที่มันอาศัยกันและกัน มันปรุงแต่งกัน, รู้ความที่เดี๋ยวนี้มันละเอียดลงละเอียดลง. นี้ก็เป็นการเริ่มต้นการเจริญสมาธิ บทเรียนที่หนึ่งวิ่งตาม บทเรียนที่หนึ่งที่เรียกว่า วิ่งตาม นี่ เราจะได้ ความรู้สี่อย่างนี้ ; เรื่องยาว เรื่องสั้น, เรื่องข้อ ข้อเท็จจริงของทั้งหมด นั้น และ เรื่องที่มัน กำลังรำงับอยู่ รำงับอยู่. นี้ บทเรียนที่สอง ไม่วิ่งตามแล้ว. แล้วทีนี้ขี้เกียจวิ่งตามแล้ว พูดง่าย ๆ อย่างนั้น จะเฝ้าอยู่ดูที่จุดหนึ่ง. คุณจะต้องทายถูกว่า จุดที่เหมาะที่สุดก็คือ ข้างนอก ที่ปลายจมูก ที่จะงอยจมูก ที่ลมหายใจมันจะต้องผ่านทั้งเข้าและออก, ลมหายใจ จะต้อง ผ่านที่ตรงไหน เอาตรงนั้นเป็นที่เฝ้าดู ไม่วิ่งตามเข้าไปข้างในไม่วิ่งกลับออกมา ไม่แกว่ง ชิงช้าอย่างนั้น จะหยุดอยู่ที่จุดหนึ่ง นี้เราให้ ชื่อบทเรียนที่สองนี้ว่า เฝ้าดู. บทเรียนที่หนึ่ง ให้ชื่อว่า วิ่งตาม ไล่หลังกันไปเรื่อย วิ่งตามเรื่อย. บท เรียนที่สอง ก็ให้ชื่อว่า เฝ้าดู อยู่ที่ตรงปลายจมูกนั่นแหละดีที่สุด ลมกระทบเนื้อที่จมูกที่ ตรงไหน, เอาตรงนั้นแหละ, เอาที่เนื้อที่ลมมันกระทบ ก็อาศัยความสังเกตอย่างเดียวกัน อีก. เมื่อเฝ้าอยู่ตรงนั้นไม่ต้องวิ่งตาม ก็จะสามารถรู้ได้เหมือนกันว่าคราวนี้มันยาว คือ มันนานกว่ามันจะมากระทบอีก หรือว่ามันจะสิ้นสุดก็ตาม มันยาวก็รู้ มันสั้นก็รู้, แล้วก็ ยิ่งรู้ในข้อที่ว่า ร่างกายสัมพันธ์กันอยู่ที่ลมนี้ ดีขึ้นไปอีก เพราะมันประณีตมากขึ้นไป ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ แสดงว่าความเป็นสมาธิมันมากกว่ากลุ่มที่หนึ่ง.

น.369 นี้ก็รู้เหมือนกันว่า เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้มันยาวมันสั้นมันอะไร ทั้ง ๆ ที่เราเฝ้าดูที่ตรงนี้ไม่วิ่งตาม, แล้วทำให้ลมหายใจละเอียดลง ก็รู้ซิ เพราะมันมากระทบตรง นี้น้อยหรือละเอียด หรือมันหยาบก็รู้ว่ามันหยาบ เพราะมันกระทบตรงนั้นมันหยาบแล้ว เมื่อหยาบร่างกายเป็นอย่างไร. เมื่อละเอียดร่างกายเป็นอย่างไร ก็เลยรู้หมดเกี่ยวกับลม และร่างกายนี้, แต่ว่ารู้ดีละเอียดกว่าชุดวิ่งตาม นี่เรียกว่า ชุดเฝ้าดู. มันก็เลยบังคับ หรือว่าให้มันกระทบละเอียดเข้า ละเอียดเข้า ที่กระทบที่เรา เฝ้าดู จุดที่เราเฝ้าดู มันละเอียดเข้า ละเอียดเข้า, ร่างกายมันก็รำงับเข้า รำงับเข้า โดย การกระทำอย่างนี้ ก็รู้ครบทั้งสี่อย่างอีกเหมือนกัน ; ยาวก็รู้ สั้นก็รู้ ข้อเท็จจริง ต่างๆ ทั้งหมด มันก็รู้ คือกายทั้งปวง แล้วทำกายสังขารคือลมหายใจให้ละเอียดยิ่งไปกว่า เดิมก็รู้ แจกลูกเหมือนกันนะ บทเรียนที่หนึ่งว่าวิ่งตาม แจกรูปออกเป็นสี่ คือ ยาวก็รู้, สั้นก็รู้, ทั้งหมดก็รู้, รำงับอยู่ก็รู้. นี่พอหยุดเฝ้าดูที่นี้ ก็เหมือนกันอีกนั่นแหละ ยาวก็รู้ สั้นก็รู้ มีข้อเท็จจริงอย่างไรบ้างก็รู้หมด แล้วมันรำงับลงรำงับลง ก็รู้นี้ ได้ สองบทเรียนแล้ว. บทเรียนที่สอง คือ เฝ้าดูอยู่ที่จุดหนึ่ง ไม่วิ่งตาม แต่ก็รู้ความยาวความสั้น ข้อเท็จจริงทั้งหมด และข้อที่มันรำงับลงรำงับนี้ ก็รู้เหมือนกัน. ทีนี้เลื่อนไปอีก บทเรียนที่สาม สร้างมโนภาพขึ้นแทนตรงที่เฝ้าดู ตรงจุดใดที่ลมกระทบ ตรงนั้นเราพยายามให้เกิดมโนภาพขึ้นมาแทน คือแทนที่จะไป กำหนดลงที่ผิวหนังที่ลมมันกระทบ. นี้สมมติหรือทำในใจหรือว่าสร้างมโนภาพอะไรขึ้นมา

น.370 แทนเสียที่ตรงนั้น, คล้าย ๆ กับว่าลมหายใจมันผ่านที่ตรงนั้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ เข้า ก็เกิดอะไรเป็นความรู้สึกอันใหม่ขึ้นมา ไม่ใช่เนื้อหนังที่นั่น. แต่ว่าเป็นภาพที่เห็นด้วย ตา มันจะไม่ใช้ที่ตรงนั้นทีเดียวก็ได้, มันห่างออกมาหน่อยก็ได้, แต่ขอให้เห็นอยู่ คล้าย ๆ กับมันรวมจุดอยู่ตรงนั้น ที่ตรงข้างหน้าตรงปลายจมูกนั้น. นี้อธิบายคำว่า มโนภาพ คือ ภาพที่เห็นด้วยใจข้างใน, ด้วยตาข้างใน คือ ด้วยใจเห็น จะให้เข้าใจคำว่ามโนภาพง่าย ๆ หน่อย. เช่น ว่าเรา ดูดวงไฟฟ้า นี้แล้ว เรา หลับตาเสียก็ยังเห็น, ลืมตาดูอีก แล้วหลับตาเสียก็ยังเห็น, ลืมตาดูอีกแล้วหลับตา เสียก็ยังเห็น, ให้มันชัดเข้า ๆ จนมันเหมือนกับว่า ลืมตาเห็นอย่างไรแล้ว หลับตาก็เห็น อย่างนั้น, นี้เรียกว่ามโนภาพ, เมื่อเราลืมตาเห็น มันเป็นของธรรมดา เป็นตัวจริงเป็น ของธรรมดา มันไม่ใช่มโนภาพ, แต่ว่า หลับตาแล้วก็ยังเห็นอยู่อย่างนั้นอีก อัน นั้นคือ มโนภาพ. เราสร้างมโนภาพอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นที่จุดนั้น จุดที่ว่าลมมันกระทบที่ตรง เฝ้าดู สร้างมโนภาพนี้ มันก็ไม่ใช่สร้างอย่างสร้างของหรือบั้นอะไรขึ้นมา, มันต้อง จัดจิต ใจให้เหมาะสม ปรับปรุงให้เหมาะสม จัดให้เหมาะสม มันจะสามารถมองเห็นอะไร ได้ ตามที่เราอยากจะเห็น, หรือบางทีเราจะยืมภาพหลอดไฟฟ้านี้ ไปใส่แทนไว้ที่ก่อน ก็ได้, ถ้าเราทำกับหลอดไฟฟ้าได้. แต่ ตามแบบฉบับ เขาจะให้เห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มันเหมาะสม กับคนนั้น, หรือถูกกับเรื่องเนื้อหนังร่างกายจิตใจ ร่างกายของคนนั้น, อย่างที่เขาระบุไว้ เช่นว่าเห็นเหมือนกับว่าก้อนสำลีเล็ก ๆ อยู่แทนตรงนั้น แทนตรงที่ลมหายใจกระทบ เดิม เป็นเนื้อ, เดี๋ยวนี้ไม่รู้สึกเป็นเนื้อ รู้สึกคล้ายกับมีก้อนสำลีเล็ก ๆ เข้ามาอยู่แทนที่ตรงนั้น

น.371 หรือจะเป็นไอเป็นหมอกเป็นควันพลุ่งขึ้นมาจากที่ตรงนั้น ซึ่งมันทำได้ง่าย. ที่ตรงนั้น มันถูกลมถูมากขึ้น ลมหายใจถูไปถูมามากขึ้น, สมมติว่าขึ้นควัน สร้างมโนภาพ ว่าขึ้น ควัน แล้วก็ค่อยตระล่อมควันนั้น ให้เป็นจุดขาวขึ้นมา เป็นดวงขาวขึ้นมา, เป็นดวง ควัน, หรือเป็นสำลี. ตอนนี้ถ้าทำได้แล้วมันจะง่ายขึ้น คือน้อมไปอย่างไร มันก็จะเห็นอย่างนั้นได้, จะน้อมให้เห็นหน้าใครที่ตรงนั้นก็ได้ นี่น้อมไปเสียในทางว่าเห็นดวงขาว ๆ เหมือนกับ ดวงแก้วมณีดวงเพชร ดวงอาทิตย์เล็ก ๆ ดวงจันทร์เล็ก ๆ อะไรอยู่ที่ตรงนั้นก็ได้ อย่างนี้ ดีกว่า. ถ้าเราน้อมให้เห็นหน้าใครเข้าที่ตรงนั้นแล้ว ทีนี้จะไปทางอื่นแล้ว, จะไปทาง ฟุ้งซ่านหรือลำบาก แล้วเราตระล่อมให้ดี ๆ ความรู้สึก ความต้องการนี่ ให้เห็นสิ่งที่ไม่ มีชีวิตจิตใจ เป็นดวงก็แล้วกันเรียกว่าเป็นดวง, เพราะว่าเป็นมโนภาพไม่ใช่ของจริง. หรือว่าหลับตาลงเห็นเหมือนกับมีใยแมลงมุม กลางแสงแดดแวววาว อยู่ที่จะงอยจมูก นี้ ก็ได้เหมือนกัน, เห็นเป็นน้ำค้างที่ใบหญ้าแวววาวอยู่กลางแสงแดด แต่มันอยู่ที่ตรงนี้อยู่ที่ ตรงปลายจมูกของเรา นี้ก็ได้เหมือนกัน. ในคำอธิบายเขาเขียนไว้หลายอย่าง แต่เป็นจุดขาว ๆ คล้ายกับกลุ่มควันเล็ก ๆ, หรือว่า ก้อนสำลีเล็ก ๆ นั่นแหละดีที่สุด สะดวกที่สุด ง่ายที่สุด. แต่ว่า เราอาจจะลองดู ให้มันทุกอย่างก็ได้ น้อมไปให้ทุกอย่างก็ได้, แล้วมันจะค่อย ๆ ปล่อย อะไรมันเหมาะ ที่สุด ให้อะไรอันนนอยู่ อย่างนี้ก็จะง่ายขึ้นเหมือนกัน. อย่างนี้เรียกว่า สร้างมโนภาพ ขึ้นได้ที่นั่นสำเร็จ, มันเป็นบทเรียนที่สาม ที่มันยากกว่าสองบทที่แล้วมา. นี้อย่าลืมว่า หายใจเข้าอยู่ก็มองเห็นอันนั้น, หายใจออกอยู่ก็มองเห็นอันนั้น, หายใจเข้าอยู่ ก็มองเห็นอันนั้น, หายใจออกอยู่ก็มองเห็นอันนั้นตลอดเวลา. การหาย

น.372 ใจนี้ลืมไม่ได้ ต้องรู้สึกอยู่เสมอ, ถ้าการหายใจนี้ไม่รู้สึก ก็เรียกว่ามันเสียแล้ว การ หายใจเข้าออกต้องรู้สึกอยู่ และ นิมิตอันนั้นต้องรู้สึกอยู่, สองเรื่องอย่างน้อยนะสอง เรื่อง. ภาพที่เราเห็นในรูปมโนภาพนี้ เขาเรียกว่านิมิต ก็ยังเห็นอยู่. ความรู้สึก หายใจเข้าออก เข้าออกเหมือนกับจังหวะ ให้จังหวะอยู่ ก็รู้สึกอยู่. อย่างนั้นจึง เรียกว่าพอดี พอสมควรกับพอดี รู้สึกได้ทั้งสองอย่าง. ในขณะที่เราเอาลมหายใจจริงๆ เป็นของวิ่งตามอยู่ อย่างนั้น ก็เรียกว่า บริกรรมนิมิต, แม้เมื่อเอาเนื้อผิวหนังที่ตรงลมกระทบอยู่ เป็นที่กำหนดนั้น ก็เรียกว่า บริกรรมนิมิต คือนิมิตของธรรมดา. ทีนี้พอมาถึงบทที่สามคือ เอามโนภาพที่เห็นด้วย ตาข้างในเป็นที่เพ่ง อย่างนี้ก็เรียกว่า อุคคะหะนิมิต ชื่อมันต่างกันไป คือ นิมิตที่ สร้างขึ้นมาด้วยมโนภาพได้สำเร็จ. คุณสอบดูที่คุณจดนั้นถูกหรือผิด บทที่หนึ่ง-วิ่ง ตาม บทที่สอง-เฝ้าดู บทที่สาม-สร้างมโนภาพขึ้นที่จุดนั้น. นี้เพราะเหตุที่ว่า เราหายใจอยู่ เข้าอยู่ ออกอยู่, ก็จะรู้สึกอยู่ เหมือนกับ ยังจะรู้ความยาวหรือความสั้นได้ ถ้าต้องการจะรู้. แต่เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นแล้ว, แล้ว ก็ความ ที่ร่างกายเนื่องกันอยู่กับลมหายใจนี้ ก็ไม่จำเป็นจะต้องรู้แล้ว เพราะมันเป็นของมัน เองแล้ว, ก็คงรู้แต่ว่าเดี๋ยวนี้กายสังขารมันรำงับลงอีก รำงับลงอีก คือความเป็นสมาธิ มันมากขึ้นอีก, ลมหายใจละเอียดประณีตยิ่งขึ้นไปอีก, ความเป็นสมาธิก็มากขึ้นกว่าเดิม ฉะนั้น ในบทที่สามนี้ ความเป็นสมาธิของจิตก็มากกว่าบทที่สอง, ความเป็นสมาธิ ในบทที่สอง ก็มากกว่าบทที่หนึ่ง. นี้เรียกว่า อุคคะหะนิมิต หรือสร้างมโนภาพขึ้นมาได้ ที่จุดนั้น ใช้คำว่าอย่างนั้นนะ บทที่หนึ่ง-วิ่งตาม บทที่สอง-เฝ้าดู บทที่สาม-สร้าง มโนภาพ ขึ้นมาที่จุดที่เฝ้าดู.

น.373 เอ้า ทีนี้ ไปตลอดถึงบทเรียนที่สี่ เปลี่ยนแปลงมโนภาพนั้นได้ ตาม ความประสงค์. ฉะนั้นถ้าว่ามโนภาพนั้นที่เราเห็นอยู่ในบทที่สามอย่างไร เดี๋ยวนี้เราเห็นจะ จะเปลี่ยนแปลงมันเล่น คือ น้อมจิตไปเท่านั้น มันก็เปลี่ยน, สมมติว่าในกรณีของเรานี้ เห็นเป็นก้อนสำลีเล็ก ๆ อยู่ที่ตรงนั้น, นี้ก็จะเปลี่ยนภาพนั้นให้มัน เปลี่ยน ใหญ่ขึ้นบ้าง หรือเล็กลงไปบ้าง, นี้ก็เรียกว่า เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่าง เปลี่ยนขนาดหรือเปลี่ยนสีของมัน เสียบ้าง แทนที่จะเป็นสีขาวเป็นสีเหลือง สีเขียวสีแดงมันก็ได้, หรือเปลี่ยนอิริยาบถ นี้มันก็ยากขึ้นไปอีก, แทนที่จะติดอยู่ตรงนั้น, ให้มันถอยออกไป ไกลออกไป ไกลออกไป ให้มันวิ่งไปวิ่งมาในอากาศ แล้ว ก็กลับมาที่นี่อีก. นี้เพียง น้อมใจนึก ไปอย่างไร, มันก็จะเห็นภาพอย่างนั้น นี้เรียกว่าเปลี่ยนมโนภาพนั้นได้ตามความ ประสงค์ ก่อนนี้มันอยู่นิ่ง ๆ แล้วมีขนาดเดียวสีเดียว. ในบทที่สามมันนึ่ง บทที่สี่นี้ ก็ให้เปลี่ยน เปลี่ยนรูปร่าง เปลี่ยนขนาด เปลี่ยนสี เปลี่ยนความเคลื่อนไหวอะไรต่าง ๆ. อย่าได้คิดว่าของจริง คิดว่าเราสามารถบังคับจิต. ได้ดียิ่งขึ้นไป บังคับให้ เห็นอะไรก็ได้, หรือบังคับให้สิ่งที่เห็นนั้นเปลี่ยนไปตามความต้องการก็ได้. นี้เราเริ่มมี ความเป็นนายเหนือจิตในระดับหนึ่งแล้ว, นี่มันจะพร้อมหรือเตรียมพร้อมที่จะอยู่ใน อำนาจแล้ว จะเป็นสมาธิได้ตามต้องการ. แล้วอย่าลืมว่า การหายใจออกหายใจเข้า อยู่นั้น คงต้องรู้สึกอยู่ตาม เดิม การเห็นนิมิตนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างไร อันนี้ก็เป็นเหมือนกับว่าเครื่องเคาะจังหวะอยู่ ที่นั่น เข้าออก เข้าออก เข้าออก, เรียกว่าเครื่องเคาะจังหวะดีกว่า จะต้องอยู่เสมอ ต้อง ได้ยินอยู่เสมอ ต้องรู้สึกอยู่เสมอว่า หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่, หายใจออกอยู่ หายใจ เข้าอยู่, พร้อมกับที่นิมิตนั้น ก็เห็นและเปลี่ยนแปลงไปได้ตามต้องการ, ให้ใหญ่เท่าดวง อาทิตย์ได้, ให้เล็กลงมาอีกก็ได้, ให้เปลี่ยนสีเปลี่ยนอะไรได้, อันนี้ก็ยังรู้สึกต่อจังหวะของ

น.374 การหายใจเข้าออกอยู่, คือต้องแบ่งกันคนละครึ่ง ถ้าทำอย่างไรมากไปอันหนึ่งมันก็จะหาย ไปเสีย เพียงแต่เห็นอย่างเดียว, ไม่รู้สึกออกเข้า ออกเข้า นี้ก็ใช้ไม่ได้. ฉะนั้นมันจึง ไม่มี โอกาสที่จะลืมตัวได้ เพราะมันมีออกเข้า ออกเข้า ออกเข้านี้ ควบคุมอยู่ จึงไม่เผลอ ไปไหนได้, ไม่บ้า ไม่พื้นเพื่อน ไม่ลืมตัว เพราะว่าคุมไว้ ด้วยออกเข้า ออกเข้า ออกเข้านี้. ทีนี้ บทเรียนที่ห้า ก็เลือกเอามโนภาพอันหนึ่งที่เหมาะสมเป็นเครื่อง เพ่งอยู่, ไม่เปลี่ยนกันแล้ว, ทีนี้เลือกเอาที่เหมาะสมอันใดอันหนึ่งที่มันสบายแก่ความรู้สึก มาเพ่งเห็นอยู่, แล้วก็หายใจออกเข้า ออกเข้า นี่ก็รู้อยู่ รู้สึกอยู่ ก็ทำความกำหนดองค์ ฌานทั้งห้า ในบทที่ห้า นี้ใช้หัวข้อว่า กำหนดองค์ฌาน ทั้งห้า นี้ทำความรู้สึก, ทำ ความรู้สึกในองค์ฌานทั้งห้า. นี้จะเป็นสามเรื่องแล้ว จะต้องแบ่งความรู้สึกของจิตนี้ให้สมดุลเป็นสาม เรื่อง, คือ ออกเข้า ๆ นี้ก็รู้อยู่, ที่นี้ที่เห็นนิมิต นั้นก็เห็นอยู่, นี้ ความรู้สึกที่เรา สังเกตว่า เดี๋ยวนี้จิตกำหนดอยู่ที่อารมณ์หรือนิมิตนั้นก็เรียกว่า วิตก เป็นองค์ที่ หนึ่งที่เรียกว่าวิตก, ความรู้สึกทั่วถึงต่อนิมิต ที่เห็นอยู่นั้นก็ เรียกว่า วิจาร. นิมิตที่ เห็นอยู่ในขณะนี้ คือว่ามโนภาพอันหนึ่งที่เหมาะสมแก่เรื่องราวนี้มาเห็นอยู่ด้วยหายใจเข้า ออกอยู่ ก็รู้สึกอยู่ด้วย แล้วก็รู้สึกความที่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้จิตเกาะอยู่ที่นิมิตนั้น สติเกาะอยู่ ที่นิมิตนั้น, ตอนนี้ก็รู้สึกด้วย. นี่เรียกว่า รู้สึกต่อวิตก, แล้ว จิตรู้สึกละเอียดลออ ไม่ ใช่เพียงแต่เกาะอยู่เฉย ๆ เรียกว่า วิจาร, ถ้าเกาะเฉยๆ จับอยู่เฉยนี้ เรียกว่าวิตก. หรือเอาความที่จิต เกาะอยู่ที่อารมณ์ นี้ เรียกว่าวิตก, ความที่มันพัวพันอยู่รอบๆ อารมณ์ รู้สึกคลึง เคล้าอยู่กับอารมณ์ นี้ก็เรียกว่าวิจาร.

น.375 สองคำนี้ มันใกล้ชิดกันมาก ก็เข้าใจยากหน่อย วิตกวิจารนี้ ในเรื่องสมาธิ นี้ก็หมายถึง จิตเกาะอยู่ที่อารมณ์นั้นเรียกว่าวิตก, จิตซึมซาบต่ออารมณ์นั้นดีเรียก ว่าวิจาร, นี้ภาษาสมาธิ สองคำนี้มันหมายความอย่างนี้นะ. ถ้าในภาษาธรรมดา มัน หมายความอย่างอื่น วิตกคือเราคิดเรื่องอะไรเรียกว่าวิตก วิจาร-ก็พิจารณา อะไร. นั่น ภาษาอื่นไม่ใช่ภาษาสมาธิ. ภาษาสมาธิมันก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ. แต่เล็งถึงข้อที่ว่า มันตก อยู่ที่นั่น เรียกว่า วิตก มัน รอบรู้ต่อสิ่งนั้น ก็เรียกว่าวิจาร, รู้สึกทั่วถึงต่อสิ่งนั้น ไม่ใช่พิจารณาอยู่, ถ้าพิจารณาอยู่มันก็ไม่ เป็นสมาธิ แต่ว่ารู้สึกอยู่อย่างทั่วถึงได้. คำอธิบายนี้เขาใช้อุปมา มันง่ายดี คือว่า หลักมาปักเข้า แล้วเอาลูกวัวที่ เปรียบเหมือนกับจิตมา เอาเชือกมัดลูกวัวนั้น มัดไว้กับหลัก. ลูกวัวมันถูกมัดไว้กับหลัก, แล้วมันก็เดินพันหลัก ถูหลักอะไรไปตามเรื่องของมัน เบียดหลักถูหลัก ข้อที่มันถูกผูก ไว้กับหลัก นี้ก็เรียกว่าวิตก, ข้อที่มันเบียดถูอยู่กับหลักรอบ ๆ มันออกไม่ได้นี่ ก็เรียก ว่าวิจาร. จิตก็เหมือนกัน แหละ เมื่อกำหนดอยู่ที่อารมณ์นั้น สติเกาะอยู่ที่ อารมณ์นั้นเรียกว่าวิตก, และ ก็มีความรู้สึกต่ออารมณ์นั้นอย่างทั่วถึง นี้ก็เรียกว่า วิจาร. นี้สองความรู้สึก แล้วนะ วิตก อย่าง, วิจาร อย่าง. ทีนี้ ความรู้สึกที่สาม ก็คือ ปีติ, เวลานั้นเรารู้สึกปีติ เพราะพอใจ เพราะ มีความพอใจ ว่านี่เราทำสำเร็จ เราชนะจิต เป็นนายเหนือจิต, ประสบความสำเร็จในการ เป็นนายเหนือจิต, ก็มีสิ่งที่เรียกว่า ปีติ พอใจ ก็รู้สึกความรู้สึกที่เป็นปีติอยู่ในนั้นด้วย ก็เรียกว่า องค์ฌาน อันหนึ่งนี้ องค์ที่สาม. พร้อมกันนั้น รู้สึกแหมสบายจริง เป็นสุขสบายจริง, นี้ก็เรียกว่า สุข. ปีติกับใช่ของอย่างเดียวกัน ; ปีติคือพอใจ ว่าทำได้สำเร็จ แล้วสุขรู้สึกเป็นสุข เพราะว่ามันทำได้สำเร็จ มันต่างจากปีติอีกทีหนึ่ง จะรู้สึกเป็นสุข. นี่ องค์ฌานที่สี่ เรียก ว่า สุข.

น.376 องค์ฌานที่ห้าเรียกว่าเอกัคคตา คือภาวะที่จิตมีสิ่งเดียว สิ่งๆเดียว เป็นอารมณ์ เรียกว่าเอกัคคตา, ไม่มีสิ่งอื่นเป็นอารมณ์ คือมันไม่ไปไหน คือ ความที่จิตไม่แล่นไปไหน. สติกำหนดอยู่ที่อารมณ์เพียงอันเดียว ยอดสุดของจิตรวมอยู่ที่ อารมณ์อันเดียว. นี้เรียกว่า เอกัคคตา ก็เลยเป็นองค์ที่ห้า. องค์ที่หนึ่ง-วิตก, องค์ ที่สอง-วิจาร, องค์ที่สาม-บีติ, องค์ที่สี่-สุข, องค์ที่ห้า-เอกัคคตา. นี่พอแล้ว เกือบจะสุดวิสัยแล้ว ที่จะทำให้รู้องค์ฌานด้วย, นิมิตเห็นอยู่ด้วย ความรู้สึกของการหายใจออกหายใจเข้าก็รู้สึกอยู่ด้วย, นี่ก็สุดวิสัยที่จะทำได้แล้ว. แต่ว่า มันทำได้ เพราะความประณีตละเอียด มีความละเอียดพิเศษที่สุดของจิต มันจึงทำได้ อย่างนี้เรียกว่า เป็นสมาธิแล้ว, เป็นสมาธิถึงขนาดที่เรียกว่า สมาธิโดยสมบูรณ์ เรียกว่าปฐมฌาน บรรลุฌานที่หนึ่ง มีวิตก วิจาร บีติ สุข เอกัคคตา. เอ้า ตะกี้ลืมบอกชื่อ นิมิตประเภทที่เปลี่ยน นิมิตประเภทที่เปลี่ยนเรียก ว่าปฏิภาคนิมิต. นิมิตที่แรก คือลมหายใจโดยตรง หรือว่าเนื้อผิวหนังที่ลมกระทบ นั้นเรียกว่า บริกรรมนิมิตนิมิตตามธรรมชาติ นี้พอเอาภาพอื่นมาแทน นั้นก็เรียกว่า อุดคะหะนิมิต ที่สร้างขึ้นมา อุดคะหะนิมิตนั้นเองนี้ที่เปลี่ยนได้ตามต้องการ นี้ เรียก ชื่อใหม่ว่า ปฏิภาคนิมิตนิมิตที่ตรงตามที่เราต้องการเปลี่ยน ต้องการจะเปลี่ยน ต้อง การจะเห็นอะไรได้อย่างนั้น, ต้องการเห็นอะไรได้อย่างนั้น เปลี่ยนได้ตามต้องการ ตรง ตามส่วนที่เราต้องการเรียกว่าปฏิภาคนิมิต. ที่นี้จิตเป็นสมาธิถึงที่สุด ถึงขนาดที่เรียกว่า ฌานในอันดับที่หนึ่ง. นี้เรื่องต่อไป ถึงระดับ ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน นี้ไม่ใช่ความ มุ่งหมายแล้ว คือมันจะเกินไปแล้ว ถ้าต้องการก็ได้ แต่การปฏิบัติเพื่อจะไปสู่ความสิ้น อาสวะแล้ว เขาก็จะใช้ต่อไปทางอื่น ไม่ไปทำให้เกิดฌานที่ลึกลงไปเป็นฌานที่สอง ฌาน

น.377 ที่สาม ฌานที่สี่ แล้วก็ไปหยุดพอใจหยุดอยู่ที่นั้น, เป็นความสุขในทิฏฐธรรม นี้มันอีก แขนงหนึ่ง เรียกว่าทำสมาธิเพื่อทำให้เกิดความสุขทันในชาตินี้ปัจจุบันนี้ นั้นอีกพวกหนึ่ง. เดี๋ยวนี้ เราไม่ต้องการอย่างนั้น ต้องการทำสมาธิ, และใช้ความเป็นสมาธิพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ้นกิเลสอาสวะไปทางโน้น. นี้ถ้าคนมีความสามารถ มีความเหมาะสมในร่างกาย ที่เรียกว่า gift ; มันก็ทำ ได้ถึงปฐมฌานที่ว่านี้ก็ได้, แต่ถ้าคนที่มันหยาบไป หรือว่าอะไรไม่เหมาะสม มันก็ทำไม่ได้. แต่ถึงอย่างไรก็ดี มันก็จะทำให้เป็นสมาธิ ได้บ้าง ในเพียงว่าอุดคะหะนิมิต, หรือแม้แต่ที่สุด แต่ว่าเขาได้ทำให้มาถึงขนาดที่เรียกว่าเฝ้าดูอยู่ที่ตรงนั้น ก็เป็นสมาธิแล้ว. ถ้าเขาพอใจ ในการทำได้เพียงเท่านั้น ก็เรียกว่าปีติได้เหมือนกัน รู้สึกเป็นสุขได้เหมือนกัน, แต่ถ้า ปีติและสุขโดยแท้จริงโดยสมบูรณ์ มันก็ขึ้นมาถึงนี้ ขึ้นมาถึงที่เป็นองค์ฌานทั้ง ห้า. ถ้าเป็นคนที่ทำไม่ได้ ไม่ค่อยจะได้ ก็เอาเพียงว่าสำรวมจิตเป็นสมาธิ แม้ในขั้นวิ่งตาม วิ่งตาม หรือเฝ้าดูอยู่พอสมควรแล้ว, จิตนี้ก็ได้รับการฝึกฝนพอสมควร แล้ว, จะน้อมไปพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสียเลยก็ได้, แล้วแต่ว่าคนนั้น ๆ มันเป็นอย่างไร. บางคนว่าคนอุปนิสัยหยาบ ทำอย่างไรก็ทำต่อไปไม่ได้ มันก็พอใจ เพียงเท่านั้น ก็หันไปพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา, ถ้าคนมันมีอุปนิสัย มาก มีความละเอียด ดีมาก ก็ทำได้จนถึงเป็นสมาธิอันแท้จริง เป็นปฐมฌานแล้ว ได้ จิตที่เป็นสมาธิชั้นละเอียดประณีตนี้แล้ว จึงเอามาพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้ก็ได้, หรือที่รวบหัวรวบหางเอาว่า เอาเถอะมานั่งตรงนี้ แล้วก็ ทำจิตให้มัน สงบหน่อย แล้วพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาให้แรง นี้ ก็ได้เหมือนกัน, เพราะว่าการที่พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาให้แรง มันสร้างความเป็นสมาธิของมัน ขึ้นมาได้เอง ตามส่วนที่พอเหมาะสม. ฉะนั้นในบางทีเราก็จะเห็นว่า มานั่งพิจารณา

น.378 ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้จริงๆ เพ่งให้แรงๆ โดยอัตโนมัติก็มีสมาธิ เกิดขึ้นตามสมควรเล็ก ๆ น้อย ๆ. พอสมควรกับที่จะพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ แต่เดี๋ยวนี้ในฐานะที่เป็นนักศึกษา เขาถือว่าเป็นผู้ที่ธรรมชาติสร้างมาดี มี บุญบารมีอะไรอยู่บ้างนี้ ทำอานาปานสติชนิดที่สมบูรณ์แบบ ก็ต้องทำอย่างนี้. สรุปทบทวนความรู้และบทเรียนฝึกหัด. อานาปานสติแปลว่า สติกำหนดอยู่ที่ธรรมะข้อใดข้อหนึ่ง อย่างใด อย่างหนึ่ง ทุกครั้งที่หายใจออกเข้าอานะ แปลว่า ออก, ปานะ แปลว่า เข้า หรือ จะแปล อานะว่าเข้า, ปานะว่าออกก็ได้ อันนี้มันเถียงกันอยู่ ไม่มีความสำคัญอะไร. ขอแต่ให้ มัน ทุกครั้งที่หายใจออกและหายใจเข้า นี่ความหมายอันใหญ่. คุณจะจับได้ทีละนิด ทีละนิด. ตามลำดับ อานาปานสติ-สติกำหนดอยู่ที่ธรรม รูปธรรม นามธรรม หรือ อะไรธรรมก็ตามใจ อย่างใดอย่างหนึ่ง อยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า, นี้เรียกว่า อานา- ปานสติ. ทีนี้เราเริ่มโดยบทที่หนึ่ง ทบทวนที่คุณจดไว้ ทบทวนในบทเรียนที่หนึ่ง วิ่งตาม ลมหายใจที่กำลังหายใจเข้าออกอยู่ นี้ก็เรียกว่า เอารูปธรรม คือลมหายใจ นั่นแหละมันเป็นรูปธรรม เป็นอารมณ์ เป็นนิมิตของสิ่งที่เรียกว่าสติ และกำหนดมัน อยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า. ที่นี้ให้ก้าวหน้าต่อไป ก็กำหนดที่ความยาวของมันทุกครั้งที่หายใจออก เข้า นี้ก็เริ่ม เป็นนามธรรม กำหนดความสั้นของมันนี้ก็เริ่มเป็นนามธรรม หรือว่าเป็น ระหว่างรูปธรรมกับนามธรรมก็ได้.

น.379 แล้ว กำหนดข้อเท็จจริง ต่าง ๆ ที่เกี่ยวอยู่กับลมหายใจนั้น ทุกครั้งที่หายใจ ออกเข้า ข้อเท็จจริงนั้นก็เป็นนามธรรม ถูกกำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า. ขั้นต่อมากำหนดความที่ของเดี๋ยวนี้มัน รำงับลงทั้งลมหายใจทั้งร่างกาย รำงับลง ๆ เอาความที่มันรำงับลงนั้น เป็นนิมิต สำหรับกำหนดอยู่ ทุกครั้งที่หายใจออก เข้า นี่ก็เอานามธรรมคือความสงบรำงับลงเป็นนิมิตเป็นอารมณ์ นี้ชื่อว่าอานาปานสติ กำหนดอยู่ที่ธรรม ธรรมใดธรรมหนึ่ง เป็นอารมณ์ อยู่ ทุกครั้งที่หายใจออกเข้าอยู่ ชื่อว่าอานาปานสติ. บทเรียนที่หนึ่ง-วิ่งตาม เรียนรู้ความยาวความสั้น ความปรุงแต่งกันและ ความรำงับลง รำงับลง. บทเรียนที่สองเฝ้าดู ที่จุดหนึ่ง แต่ก็ยังรู้ความยาวความสั้น ความที่มัน ปรุงแต่งกัน หรือความที่มันรำงับลง ๆ. นี้ บทเรียนที่สาม สร้างมโนภาพ ขึ้นมาที่จุดนั้น ก็รู้อะไรได้มาก รู้ลม หายใจที่ออกอยู่เข้าอยู่ อย่างน้อยมโนภาพนั้นมันเป็นรูปธรรมอันหนึ่งชนิดหนึ่ง ที่สร้าง ขึ้นมา เป็นอารมณ์อยู่ กำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า. พอเป็น บทเรียนที่สี่ เปลี่ยนมโนภาพ นั้นตามต้องการ ก็มโนภาพที่กำลัง เปลี่ยนอยู่นั่นแหละ มันถูกกำหนดทุกครั้งที่หายใจออกเข้า. จนกระทั่ง บทเรียนที่ห้า สร้างความรู้สึกที่เป็นองค์ฌาน ขึ้นมาในความ รู้สึก นี้ก็เห็นพร้อมกันทั้งนิมิตให้หายไป, ความรู้สึกที่เป็นองค์ฌานนั้นก็เป็นนามธรรม

น.380 ชนิดหนึ่ง ที่ดีที่ละเอียดที่ประณีตอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกหายใจเข้า. อย่าลืมคำว่า หายใจ ออกหายใจเข้า นี้คือแม่บท, ไม่มีระยะไหนที่จะขาดเสียจากความรู้สึกที่ว่า เราหายใจ ออกอยู่ เราหายใจเข้าอยู่ คือ อานาปานสติภาวนา หมวดที่หนึ่ง มีผลอันสุดท้ายก็ คือ มีความรำงับลง ๆ ของลมหายใจและร่างกาย ถึงขนาดที่เป็นสมาธิเฉียด ๆ หรือเป็น สมาธิเต็มที่สมบูรณ์ คือ เป็นฌานที่หนึ่ง ขึ้นมาก็ได้. นี้เราพูดถึง อานาปานสติภาวนาหมวดที่หนึ่ง จบพอดีกับเวลา คุณก็ สวดมนต์อยู่แล้วไม่ใช่หรือ เอามาท่องสวดหรือเปล่า ทีฆํ วา อสฺสสฺโต ทีฏํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ; ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ. สี่คู่แรกนั้นคือที่ผมพูด, หายใจออกยาว รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาวรู้ว่าหายใจเข้ายาวนี่ หนึ่งแล้ว. หายใจ ออกสั้นรู้อยู่ หายใจเข้าสั้นรู้อยู่ นี่อีกคู่หนึ่ง. สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสสามีติ สิกฺขติ ; ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. รู้ซึ่งกายทั้งปวง คือรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกาย ทั้งปวง คือ สองกาย กายลมกับกายเนื้อ สรุปข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เกี่ยวกับกายนี้ด้วย ก็เลยรู้กายทั้งปวง หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. อันที่สี่ก็ว่า ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ, อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ. - ยังกายสังขาร คือลมหายใจให้รำงับอยู่ ๆ หายใจออกอยู่ หายใจ เข้าอยู่ เป็นอันสุดท้ายที่สี่ของหมวดที่หนึ่ง. เอ้าก็ทบทวนบทเรียนฝึกอีกทีว่า คุณก็นั่งให้ตัวตรง นั่งสมาธิให้ตัวตรง ให้นานที่สุด ให้สบายที่สุดเท่าที่จะนั่งได้ จะเอาอย่างนี้ก่อนก็ได้ ถ้ามันทำอะไรมากไม่ได้. นี่เพียงเท่านี้ก่อนก็ได้ แล้วจึงค่อยงัดขึ้นมา งัดขาขึ้นมา ให้มันแน่นปึ่กเลย นั่งตัวตรง แล้ว หายใจตามธรรมชาติ แล้วทดสอบว่ายาวที่สุดอย่างไร สั้นที่สุดอย่างไร พอสมควรแล้ว ทีนี้ก็หายใจไปตามธรรมชาติอีกทีหนึ่ง วิ่งตาม วิ่งตาม วิ่งตาม รู้ความยาวความสั้น รู้ข้อเท็จจริงของมัน รู้ความที่มันกำลังรำงับลง, แล้วก็เลื่อนขึ้นไป ขั้นที่สองเฝ้าดู, ขั้น

น.381 ที่สามสร้างมโนภาพ ขึ้นมา, ขั้นที่สี่เปลี่ยนมโนภาพ ตามต้องการ, ขั้นที่ห้า ทำความ รู้สึกในองค์ฌานทั้งห้าให้ปรากฏ มีเท่านั้น บทที่หนึ่ง. ถ้าเรา ซื่อตรงต่อความเป็นพระของเรา เราต้องสนใจเรื่องนี้ อย่าไป สนใจ เรื่องผู้หญิง เรื่องสูบบุหรี่ เรื่องอะไรต่าง ๆ มันจะหมดความเป็นพระเสีย. มี เวลาเท่าไร ก็นั่งปั๊บเลยหายใจซูดซาด หลับตาอยู่ก็ยังได้ มันมีผลดีทางอนามัย ร่างกาย สบายอะไรสบาย มีผลดีทางธรรมทางจิต ข้อที่เราบังคับ ทุกอย่างให้มันทำให้ได้นี้เรียกว่า ศีล, นี้ก็ ทำจิตให้จดอยู่ที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง นี้เรียกว่าสมาธิ, ที่เรารู้ข้อเท็จจริงของ ลมสั้นลมยาวอะไรต่าง ๆ นี้ก็เรียกว่าปัญญาได้โดยอนุโลม เพียงทำเท่านี้ในระยะแรกเท่านี้ ครบทั้งศีล ทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา อยู่ในตัวเอง แล้วจริงด้วย, ไม่ใช่ศีลว่าหลอก ๆ, ศีลรับแต่ปาก อันนั้นมันไม่แน่ แต่นี่มันศีลจริงๆ คือมันบังคับ สำรวม สังวรณ์ทั้งหมด เนื้อหนัง ร่างกาย ทั้งตัวให้มันมาอยู่ในกรอบอันนี้, ในการกระทำอันนี้ นี่ เรียกว่าศีล, ส่วนนี้บังคับให้ทำให้ลงไปจริง ๆ นี้เรียกว่า ศีล. พอจิตกำหนดที่อารมณ์ใดอารมณ์ หนึ่งก็เป็นสมาธิ พอรู้เรื่องในอารมณ์นั้น ๆ มีข้อเท็จจริงอย่างไร ก็ เป็นปัญญา. ก็น่าพอใจ น่าชื่นใจที่ว่าเรา มีศีล สมาธิ ปัญญา ได้เรื่อยๆ มัน ก็จะไป สู่มรรค ผล นิพพานได้. นี้ถ้าทำไปถึงหมวดที่สอง หมวดที่สามที่สี่ของอานาปานสติ ซึ่งมันมีทั้งหมดสี่หมวด ก็ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ขึ้น ๆ จน ถึงที่สุดก็บรรลุ มรรคผลได้. นี้ว่าแต่เพียงหมวดแรกหมวดที่หนึ่ง คือเตรียม เตรียมศีล สมาธิ ปัญญา จะมาพร้อม ๆ กัน. เอาละพอกันที่จะหมดเวลาแล้ว. ------------------

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต