น.382 วันนี้ก็ตั้งใจที่จะอธิบายให้ประกอบการสาธิต เกี่ยวกับเรื่องอานาปานสติต่อไป. [ทบทวนหมวด ๑.] ตอนนี้ก็อยากจะขอทบทวน ย้ำซ้อมความเข้าใจในตอนต้น เพราะว่าเรื่อง อานาปานสติ นี้มันมีแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ เนื่องกันเป็นสาย มีมากขึ้น, แต่ถ้าจะ ปฏิบัติขั้นไหนต่อไป คือ ไปถึงขั้นกลาง ๆ แล้ว พอลงมือปฏิบัติ ก็ ต้องย้อนมาหา ขั้นที่หนึ่ง. แล้ว ก็ตั้งต้นอย่างดีที่สุด ถูกต้องที่สุด เรียบร้อยที่สุด ไปตั้งแต่ขั้นที่หนึ่ง ขั้นที่สอง ขั้นที่สาม ขั้นที่สี่ ตามลำดับ จนถึงขั้นที่กำลังจะฝึกฝน. นี่ขอให้ดูเทคนิคชนิดนี้กันบ้าง เพื่อจะได้เห็นความเอาจริงเอาจัง หรือความ มีเหตุผลความถูกต้องของผู้ปฏิบัติกรรมฐานหรือวิปัสสนา ในพระพุทธศาสนา อย่างที่ ๓๕๐
น.383 ต่อ) ท่านวางหลักไว้อย่างไร เรามักจะสะเพร่า หวัด ๆ ว่าไปเรื่อยไป. คิดดูให้ดีมันก็เหมือน กับว่า ถ้าเราจะเรียนจำอะไร หรือว่าศึกษาอะไร เราจะตั้งต้นซ้อมไปจากต้นทุกวัน, แม้จะเรียนสวดมนต์ แม้เด็ก ๆ จะเรียน ก ข นี้ พอลงมือก็ต้องตั้งต้นไปตั้งแต่ตัว ก ข ค ไปจนถึงตัวที่เรียนถึงบทที่เรียน. นี้ก็เป็นหลักอันหนึ่งที่จะต้องทราบไว้, ทีนี้เรื่อง ของเรามันยังมากกว่านั้น คือยังเป็นเรื่องกำลังอธิบายให้เข้าใจ ประกอบท่าทางหรือ การสาธิตบางอย่าง. เอาละ, เป็นอันว่า คุณก็นั่งในท่าทางที่ถูกต้อง มีร่างกายถูกต้อง มีการ หายใจดี แล้วก็ลงมือ ปฏิบัติ ชนิดที่เรียกว่าวิ่งตาม, แล้วเฝ้าดู ที่จุดหนึ่ง ในสอง บทเรียนนี้, ก็ทำให้รู้เรื่อง ลมหายใจยาวลมหายใจสั้น, ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลมหายใจ ทั้งปวง, กระทั่งขยับขยายปรับปรุงให้มันรำงับลง ๆ สงบลงนี้ จนร่างกายก็สงบ นี้เป็นเรื่องของหมวดที่หนึ่งโดยตรง เรียกว่ามีอยู่สี่ขั้น; รู้เรื่องลม หายใจยาว รู้เรื่อง ลมหายใจสั้น, รู้ข้อเท็จจริง เช่น หน้าที่การงานอิทธิพลอะไรเป็นต้น ของลมหายใจนั้น ที่จะมีต่อร่างกายนี้ แล้วก็ ทำให้เกิดความสงบรำงับ ขึ้นที่ลมหายใจนั้น ร่างกายนี้ก็พลอยสงบรำงับด้วย, เรา รู้สึกเป็นสุข นี้เป็นตอนที่สำคัญ ถ้าจะเอาเป็นสุข ให้มาก, ก็ถึงกับว่า เป็นปฐมฌาน หรือวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาสมบูรณ์, แล้ว ก็นั่งเสวยความสุขอยู่ ทุกครั้งที่หายใจออก-หายใจเข้า. คำว่า หายใจออก-หายใจเข้า นี้ ก็เป็นความสำคัญที่สุด หายไปไม่ได้ เพราะถ้าหายแล้วมันก็จะรวนเร จะเผลอสติ จะไม่มีสติอันมั่นคง ที่จะควบคุมความรู้สึก ต่าง ๆ นั่นแหละจะเลือนจะลืม จะลืมตัวไปหรือเฟ้อไป.
น.384 หมวดที่สองเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ทีนี้เราก็จะมาถึง หมวดที่สอง โดยต่างจากหมวดที่หนึ่ง เพราะหมวดที่หนึ่ง นั้นมันยุ่งกันแต่เรื่องลมหายใจ หรือกายที่เนื่องกันอยู่กับลมหายใจ ฉะนั้นเขาเรียก หมวด หนึ่งว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะมัน ยุ่งกับเรื่องกาย คือลมหายใจ อย่างนั้น อย่างนี้ จนทำให้สงบรำงับได้ในที่สุด. หมวดที่สองนี้เรื่องเวทนา ซึ่งมีอยู่สี่ขั้นอีก เหมือนกัน. นี้ผม จะพูดพวกปริบทอะไรต่างๆ เกี่ยวกับคำเหล่านี้พอ ให้เข้าใจเสีย ก่อน เพราะบางคนยังไม่เข้าใจ. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำว่า เวทนา นี้ ภาษาไทยเอา เป็นเวท-นาหรือสงสารไปเลย น่าสมเพชเวทนา, ไม่ใช่เวทนาอย่างนั้น. เวทนาในภาษาบาลี ก็คือความรู้สึกไปในทางที่จะให้รู้สึกสุขหรือทุกข์ หรือ ไม่เป็นสุขไม่เป็นทุกข์ มีอยู่สามเวทนา นี้มันเกี่ยวกับมนุษย์, คือมนุษย์ก็พอใจใน สุขเวทนา, ทุกคนไม่ปฏิเสธว่าไม่พอใจในสุขเวทนา. สุขเวทนา นี้ก็ยังต่างกัน คือ มาจากกามารมณ์ก็มี, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเพศตรงกันข้าม เวทนามาจากเพศตรงกันข้ามนี้เป็นเวทนาที่ร้ายกาจ โดย เฉพาะอย่างยิ่งทางผิวหนัง การสัมผัสทางผิวหนัง ร้ายกาจกว่าทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ซึ่งมันเล็งถึงรูปเสียงกลิ่นรส ทางผิวหนังเรียกว่า โผฏฐัพพะ นี้ หมายถึงความ รู้สึกทางร่างกาย ส่วนที่ไวต่อความรู้สึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มันอ่อนหรือมันนิ่ม คนเขา ติดในเวทนานี้, เมื่อเป็นสุขก็เรียกว่า ความสุขทางกาม, เป็นเวทนาที่ร้ายกาจชนิดหนึ่ง.
น.385 ต่อ) นี้มีเวทนาที่เป็นสุขไม่เกี่ยวกับกาม เกี่ยวกับความสงบ เช่นความพัก ผ่อน เช่นการมานั่งเล่นสงบ ๆ หรือว่าเข้าฌานได้เป็นสุขเพราะฌานเพราะสมาธิ อย่างนี้ ก็เรียกว่า ความสุขเหมือนกัน แต่มันไม่ได้มาจากกาม มันมาจากสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับกาม ถ้าสิ่งนั้นมีรูป เรียกว่ารูปฌาน หรือรูปสุข, หรือเวทนาที่มาจากสิ่งที่มีรูป มาแต่ สิ่งที่มี รูป. ถ้าไม่มีรูป มันก็เป็นเวทนาที่มาแต่สิ่งที่ไม่มีรูป นี้ยังอาศัยความพอใจทั้งนั้น ถ้าเวทนาที่มาจากการรู้สึกได้เมื่อมีความหมดกิเลสแล้ว, ยิ่งเป็นความสุขสูงสุด. ฉะนั้นเวทนาที่ให้เกิดความสุขแล้ว ก็เรียกว่าสุขเวทนา มาจากกามารมณ์ ทุกชนิด ก็เรียกว่าความสุขที่มีเหยื่อ, เวทนาที่มีเหยื่อ. นี้ถ้ามันไม่มาจากกามารมณ์ ก็ เรียกว่า ไม่มีเหยื่อ, ไม่ใช่เหยื่อโดยตรง แต่มีสิ่งอื่นเป็นที่ตั้งแห่งความพอใจ จนกระทั่ง เวทนาที่มาจากความไม่มีกิเลส จึงจะเป็นเวทนาที่ไร้เหยื่อโดยสมบูรณ์, สุขที่ไม่ เกี่ยวกับเหยื่อ. พวกที่อยู่ที่บ้าน ก็มี เวทนาที่เกี่ยวกับกาม เกี่ยวกับบ้านเรือน, พวกที่ อยู่ที่วัด ก็มีเวทนาเกี่ยวกับรูป หรือ อรูป แต่ถ้าจิตใจมันยังต่ำอยู่ ก็ไปมีเวทนาที่ เกี่ยวกับกามเหมือนกันนี้พระอริยเจ้าแม้กระทั่งพระอรหันต์ทั้งหลาย มีสุขเวทนาที่มาจาก ความมีกิเลสเบาบางไปตามลำดับ, จนกระทั่งหมดกิเลส รู้สึกเป็นสุข ที่พูดนี้ก็เพื่อให้คุณจับใจความให้ได้สักอย่างหนึ่งว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่มัน รบกวนมนุษย์เรา ก็คือสิ่งที่เรียกว่าเวทนา นี่แหละที่มันเป็นสุข มันรบกวนอย่างไร, แล้วเราเป็นทาสเป็นบ่าวมันอย่างไร, ไปบูชามันอย่างไร, ก็พอจะเข้าใจแล้ว, เวทนาที่ เป็นทุกข์มันก็รบกวนไปอีกแบบหนึ่ง, ไม่ทุกข์ไม่สุข มันก็รบกวนไปอีกแบบหนึ่ง, คือชวนให้ฉงนสงสัย.
น.386 แต่ถึงอย่างไรก็ดี มันก็ สรุปความได้ว่า คนเรานี้จะพ่ายแพ้แก่สุขเวทนา, ถ้าเราเอาชนะเวทนาอันนี้เสียให้ได้ ก็เป็นการชนะอันใหญ่หลวง จึงเอามาทำเป็นบท เรียน, แล้วบทเรียนนี้ก็คือบทเรียนในอานาปานสติ ในหมวดที่สอง ที่เรียกว่า เวทนา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน แบ่งเป็น ๔ ขั้น สี่หัวข้อหรือสี่ขั้น สี่ลำดับ. ขั้นที่หนึ่ง ของหมวดนี้ก็คือ เอาสิ่งที่เรียกว่า ปีติมาชิมมาดื่ม มาทำความ รู้สึกอยู่ให้เต็มที่ในจิตใจ เพื่อจะ ให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า บีติ ฉะนั้น ข้อนี้จึง มีสูตรว่า ปีติปฏิสังเวที- รู้พร้อมเฉพาะในปีติ หายใจออก หายใจเข้าอยู่. ขั้นที่สอง ของหมวดนี้ก็คือว่า สุขปฏิสังเวที-รู้พร้อมเฉพาะอยู่ถึงความสุข หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. ขั้นที่สาม จิตตะสังขาระปฏิสังเวที- รู้พร้อมเฉพาะซึ่งจิตตสังขาร คือ ปีติ และสุขรวมทั้งเวทนาทั้งหลายอื่นด้วยว่ามันเป็นสิ่งที่ปรุงแต่งจิต, เขาเรียกว่า จิตตสังขาร. นี้ก็หมายความว่า เมื่อเราซึมซาบอยู่ในขณะที่ว่า ปีติเป็นอย่างไร สุขเป็นอย่างไร, ปีติเป็น อย่างไร ก็ให้รู้ในที่สุด ในขณะที่มีปีติ จิตใจเป็นอย่างไร. ร่างกายเป็นอย่างไร เกิด ความคิดนึกขึ้นมาอย่างไร มันชวนแต่จะให้คิดนึกอย่างไร, เมื่อเสวยสุขอยู่ก็เหมือนกัน นอกจากจะเสวยสุขถึงที่สุดแล้ว ก็รู้ว่าอันนี้มีอะไรบ้าง ลักษณะอย่างไรเปลี่ยนแปลง อย่างไร มีอิทธิพลแก่จิตใจอย่างไร. มาถึงตอนนี้ ขั้นที่สาม จึง รู้จิตตสังขาร คือเครื่องปรุงแต่งจิต ว่าปีติและ สุขนั่นแหละ เป็นเครื่องปรุงจิตให้คิดไปอย่างนั้นให้คิดไปอย่างนี้ ให้ตรึกไปอย่างนั้น ให้ ตรองไปอย่างนี้ จึงเรียกปีติและความสุขนี้ โดยชื่ออันใหม่ว่า จิตตสังขาร คือ เครื่อง ปรุงแต่งจิต. ในขั้นที่สามนี้ ดูกันแต่ในแง่ที่มันปรุงแต่งจิต ว่ากันโดยย่อก่อน.
น.387 ต่อ) พอถึง ขั้นที่สี่ ของหมวดนี้ ก็คือ บัสสัมภยัง จิตตะสังขารัง อัสสะสิส- สามิติสิกขติ บัสสะสิสสามีติสิกขติ-ทำจิตตสังขารให้รำงับอยู่ รำงับอยู่ หายใจออก- หายใจเข้า นี้มันก็คือ ทอนกำลังของปีติกับสุขในการที่มันจะปรุงแต่งจิตได้โดยวิธีใด ก็ทำโดย วิธีนั้น, แล้วทำอยู่อย่างนั้น จนรู้สึกว่า เอ้า ปีติและความสุขนั้นถอยกำลัง ไม่ปรุงแต่งจิต ไม่กระตุ้นจิตแรงเหมือนแต่ก่อน ๆ รู้อยู่อย่างนี้พอสำหรับขั้นนี้ นี่เป็นสี่ขั้นขึ้นมา. สรุปสั้น ๆ ว่า ในหมวดนี้ ขั้นที่หนึ่ง ก็คือ ดื่มด่ำในปีติให้มันรู้รสรู้อะไรกัน เสียที, ขั้นที่สองก็ดื่มด่ำในความสุข ให้มันรู้ซึมซาบเสีย ขั้นที่สามก็มาดู ในแง่ว่า สองอย่างนี้นี่เองกระตุ้นจิต ให้คิด ให้นึก มากมาย, และขั้นสุดท้าย ขั้นที่สี่ หาวิธี จะทอนกำลังที่มันกระตุ้นจิต, อย่าให้มันกระตุ้นได้หรือให้กระตุ้นแต่น้อยที่สุด นี้สี่ขั้น บทเรียนในการปฏิบัติหมวดเวทนา ฯ เอาละทีนี้ เรื่องการปฏิบัติ คุณจะเอาปีติและสุขมาแต่ไหน ? สำหรับมานั่ง ดื่มมานั่งชิมมานั่งเสวยอยู่นี้, ถ้าว่าเราทำได้สำเร็จในหมวดที่หนึ่ง, จนกระทั่งทำรูป- ฌานอันหนึ่งให้เกิดขึ้น ประกอบอยู่ด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา อย่างนี้ มันก็ ตอบชัดเจนอยู่แล้ว ว่าในนั้นมันมี ปีติและสุข นี้ จะยืมเอามาใช้ในหมวดที่สอง. ถ้าคนเขาไม่ทำได้ถึงอย่างนั้นจะทำอย่างไร ก็ให้ถอยลงไปอีก ทำได้เท่าไร ก็พอใจเท่านั้น พอใจเท่าไรมันก็มีความสุขเท่านั้น, แม้แต่เพียงว่าเรากำหนดลมหายใจยาวลม หายใจสั้นด้วยการวิ่งตาม เฝ้าดู ได้เพียงเท่านี้ก็ได้เหมือนกัน เราก็ จะมีความสุข, มีความ พอใจพอสมควร, พอสมควรในที่นี้คือได้รับรสอันใหม่ เอ นี้ทำไมมันไม่สบายอย่างนี้ หรือมันมีรสแปลกอย่างนี้ เท่านี้ก็พอแล้ว.
น.388 มันมีหลักที่ตายตัวอยู่ว่า จะไปยืมเอาเรื่องอื่นมาคิดมาคำนวณไม่ได้ ๆ, ถ้าวิธีปฏิบัติอานาปานสติแล้ว เราจะไปว่าคราวนั้นเรามีปีติอย่างนั้น แล้วคราวนั้นเป็น อย่างนี้ อย่างนี้ไม่ได้ ต้องให้มันรู้สึกจริงๆ จริงใจอยู่ในขณะนั้น เพราะเป็นการเรียน จากของจริง. ถ้าว่าเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งปีติอยู่ ก็ต้องเอาปีติมาจริงๆ ฉะนั้นจะต้อง ทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดปีติขึ้นจนได้, อย่างน้อยที่สุดก็มีบีติที่ว่าเราเป็นพระที่ ดีปฏิบัติดี, กระทั่งมาบังคับจิตบังคับลมหายใจ, บังคับจิตเกี่ยวกับอานาปานสตินี้ได้ แล้ว ก็พอใจ, อย่างนี้ก็ได้เหมือนกัน มันก็เป็นปีติระดับหนึ่ง ถ้าหาปีติมาไม่ได้แล้ว ก็เป็น อันว่า มันล้มละลาย เลิกกัน. บทเรียนที่หนึ่งทำอย่างไรที่จะให้ได้ปีติมา ก็เอากันตามที่จะทำกันได้, ถ้ามันไม่เกิดก็ต้องทำหมวดที่ต้นกว่านี้ ที่ทำกายสังขารให้รำงับอยู่, แล้วก็ได้ปีติ ได้ความสุขมาจากอันนั้นเอง, หรือว่าอาจจะทำได้ถึงขนาดว่า เรากำลังทำอะไรสำเร็จมา หยก ๆ. เดี๋ยวนี้การเรียนการศึกษาการค้นคว้าอะไรมันเกิดสำเร็จขึ้นมา ก็เอาปีตินั้นมาใช้ ก็ได้เหมือนกัน, แต่ต้องทำให้รู้สึกเกิดขึ้นมาในใจในเวลานั้นด้วย, อย่าไปยืมของ ที่ล่วงลับไปแล้วมา. นี่สมมติว่า เราได้ปีติมาจากการทำร่างกายนี้ให้รำงับ ให้ลมหายใจรำงับ, พอใจ และเป็นสุขอยู่ก็เอาส่วนที่พอใจก่อน. คำว่า พอใจนี้เรียกว่าปีติ มันก็มีลักษณะอาการ ของมันไปในทางที่มันซาบซ่าน, ผิดจากความสุขตรงที่ว่า ความสุขมันหยุดหรือมันสงบ นึ่ง. แต่ถ้าเรื่องปีตินี้มันจะซาบซ่าน มันจะระรัวก็ไม่เป็นไร ให้รู้รสว่ามันต่างกันก็แล้ว กัน นั่งกินนั่งดื่มปีติอยู่, ถ้ามันไม่มีปีติเข้ามา มันก็ทำไม่ได้ ก็ตั้งต้นอย่างอื่นให้ปิติมาให้ จนได้, แล้วนั่งพอใจอยู่ทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า. นี้เป็นใจความย่อ ๆ, พอใจที่ได้มา บวชในศาสนานี้, พอใจที่ได้ปฏิบัติ, เป็นที่พอใจอยู่ การศึกษาเล่าเรียน กระทั่งมาทำ สมาธิได้บ้างแล้ว นี้ก็พอใจ, เป็นอันว่าได้แน่.
น.389 ๓๕๗) สมาธิภาวนาแบบอานาปานสติภาวนา (ต่อ) บทเรียนที่สองพอมาขั้นความสุข มันก็เปลี่ยนรสของมัน เท่านั้นแหละ, ว่าความสุขมันเป็นตัวความสุข ความสงบสุข แม้ว่าจะเกิดมาจากความพอใจ, ก็ต้องเป็นอันว่า ความพอใจนั้นพ้นไปแล้วผ่านไปแล้ว ไม่ใช่ปีติแล้ว มันเปลี่ยนเป็นความสุขแล้ว สรรหาเอา แต่ความรู้สึกที่เป็นสุข มีรสชาติอย่างไรเอามานั่งดื่ม นั่งเสวย นั่งรู้สึก นั่งซึมซาบอยู่ มัน คงสบายแหละ. คุณไปลองดูเถอะ, มันก็ต้องเป็นวิธีอันหนึ่งที่เอากำไรกันไว้ก่อน. คือ ว่านั่งซึมซาบเอิบอาบอยู่ด้วยปีติบ้าง สุขบ้าง อย่างนี้ ก็ต้องให้ได้ก่อนถึงค่อยคิดไป ถึงขั้นต่อไป, ไม่อย่างนั้นมันไปไม่ได้ มันไม่ไปตามรูปเรื่องอันนี้ได้. ถ้าไม่คุ้นเคยกันถึงที่สุดเกี่ยวกับปีติและความสุข อันที่จะมารู้ว่าอันนี้ ปีติและสุขนี้เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต มัน ก็รู้ไม่ได้ มันก็รู้ยาก, เพราะบอกแล้วมัน เรียน จากของจริง เรียนจากความรู้สึก ไม่ใช่เรื่องของตัวหนังสือ. เมื่อเราผ่านปีติกับสุขมาแล้ว พอมาถึงขั้นนี้ ก็พิจารณาในข้อที่ว่าปีติและสุข นั้นมันทำอะไรขึ้นมาบ้าง ? นี้ดูตามหลักทั่วไปว่า คนเราจะคิดจะนึกอะไรต่อไป มันก็เนื่อง มาจากเพราะชอบ หรือเพราะไม่ชอบอะไรอยู่บางอย่าง, ส่วนที่ชอบ นี่มันมีแรงมาก มัน กระตุ้นให้เราคิด. ในกรณีอย่างนี้ นะ คำว่า สังขาร แปลว่า เครื่องกระตุ้น คุณจะจดหรือ จำให้แม่นยำก็ได้ ว่า สังขาร นี้หลายความหมาย ถ้าคุณเรียนแต่ภาษาไทย รู้แต่ในโรงเรียน นั่นแหละ คำว่า สังขาร คุณจะนึกว่ามันหมายถึงร่างกาย, หมายถึงสังขารร่างกาย, ไม่ใช่ หมายความอย่างนั้น สังขารแปลว่าการปรุงแต่ง ; ร่างกายนี้คือสิ่งปรุงแต่ง, สิ่งที่ถูกปรุงแต่งอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน, ดังนั้นร่างกายนี้จึงถูกเรียกว่า สังขาร. นี้อื่น ๆ มันก็สังขาร, ถ้ามันมีการปรุงแต่งแล้วเป็นสังขารทั้งนั้น ต้นไม้ก็เป็นสังขาร, แม้แต่ ก้อนหินนี้ก็เป็นสังขาร, นั้น เป็นพวกรูปธรรม.
น.390 ทีนี้ส่วน พวกนามธรรม นี้ คือ จิต มันก็เป็นสังขาร เหมือนกัน โดยเฉพาะ ตัวที่ทำหน้าที่กระตุ้นนั้น มันมีความหมายว่าเป็นผู้กระตุ้น เขา เรียกว่าสังขาร, ที่ถูกกระตุ้นนั้นก็เรียกว่าสังขาร, ภาษาบาลีคำนี้มันแปลก. ที่นี้ จิตตสังขาร - เครื่องปรุงแต่งจิต คือเครื่องกระตุ้นให้เกิดจิตขึ้นมา คือคิดนึก. เดี๋ยวนี้ เรากำลังพิจารณาดู สิ่งที่กระตุ้นจิตให้คิดนึก ก็คือปีติและสุข นั่นแหละ มันเป็นสิ่งที่กระตุ้นจิตให้คิดนึก, พอเราเกิดพอใจอะไรขึ้นมา เราก็คิดนึกที่จะ เอาให้ได้อย่างไร, จะรักษาไว้ได้อย่างไร, จะหวงจะหึงจะอะไรต่างๆ, มันไปกันใหญ่โต, ก็นงรู้สึกอยู่ว่า เดี๋ยวนี้ปีติที่เรากำลังรู้สึกอยู่นี้ มันทำให้เกิดความคิดอะไรขึ้นมา. นี้ ความสุข ที่เรากำลังรู้สึกอยู่ในใจ มันกำลังทำให้เราคิดอะไรขึ้นมา, นั่นแหละ เรียกว่าดูจิตตสังขาร คือปีติและความสุขที่กำลังกระตุ้นให้จิตเกิดขึ้นมา คือเกิดความคิด ขึ้นมา นี้เรียกว่าจิตเกิดขึ้นมา ก็ไม่ต้องถามใคร, ไม่ต้องหวังที่จะรู้จากใคร, ใครจะไปรู้ ของเราได้ มันอยู่ในใจเรานี่, เราก็ดูแต่ในใจนี้ ว่าเดี๋ยวนี้ความพอใจนี้ได้ทำให้เราคิดอะไร ขึ้นมาบ้าง เช่นว่า เราจะคิดว่า แหมวิเศษจริง, เราจะเอากันแต่อย่างนี้เรื่อยไป เราจะบวช ไม่สึกแล้ว อย่างนี้เป็นต้น, มันเป็นความคิดรูปใดก็ได้. ในบทเรียนที่สามนี้รู้แต่ว่า นี้มันเป็นสิ่งกระตุ้นจิตให้เกิดขึ้นแน่แล้ว, เห็นชัดอยู่. พอจะ ไปถึงบทเรียนที่สี่ ก็ไปนึกถึงข้อที่ว่า สิ่งที่ถูกกระตุ้นนั้นไม่ใช่ ของสนุก เขาเรียกว่าถูกเชิด, คำว่า สังขารในกรณีอย่างนี้ ถ้าในภาษาอังกฤษ เขาใช้ คำว่า condition อย่างที่เคยบอกแล้ว condition คือปรุงขึ้นดันขึ้นกระตุ้นขึ้น condition.
น.391 ต่อ) condition, ของจิต ก็คือปีติและสุข นี้ จะต้องทำให้มันถอยกำลังลงไป, ทำจิตสังขารให้ถอยกำลังลงไป อย่าให้มันกระตุ้นได้, หรือกระตุ้นได้มาก หรือกระตุ้นได้ ตามที่มันต้องการไปตามกิเลส. คอยฟังให้ดี บางทีจะไม่เข้าใจก็ได้ คือ มันจะวกไปหา สิ่งที่เรียกว่าปีติและสุขอีก; ถ้าเราปีติมาก มันก็กระตุ้นจิตมาก จนถึงกับบางทีมัน สั่นระรัวไปเลยฟุ้งซ่านไปเลย, นี้ถ้าเรา ทอนกำลังของปีติลงไปเท่าไร จิตก็ไม่ถูกกระตุ้น มากเท่านั้น, หรือมันถูกกระตุ้นน้อยลงไปเท่านั้น. ฉะนั้น เป็นอันว่า ได้สูตรตอนนี้ว่า ถ้าเราทอนกำลังปีติ ทอนกำลัง ของความสุขลงไปได้เท่าไร อำนาจที่กระตุ้นให้จิตคิดนึก ก็จะน้อยลงไปเท่านั้น. ทีนี้มีหลักต่อไปว่า จะทอนมันได้อย่างไร? ก็คือ พิจารณาให้เห็นความ เลวทรามของมัน, ปีติและสุขนี้มันทำให้เราเกิดความคิดเรื่อย เกิดความคิดเรื่อย ถ้าเราไป พอใจหลงใหลยึดถือในปีติและสุข มันก็ยิ่งเอาใหญ่เท่านั้นแหละ, ยิ่งกระตุ้นให้คิดมาก คิดกันจนกระทั่งเป็นทุกข์ไปเลย, จะลดกำลังลงไปเสีย ก็คือว่า ทำให้เราเกิดความเห็นแจ้ง ขึ้นมาว่า สิ่งนี้ไม่ใช่ของวิเศษ, ไม่ใช่ของที่เราจะเป็นทาสมัน, คือ พิจารณาดูไปใน ทำนองที่ว่าปีติและสุขนี้เป็นของหลอกลวง คือว่าไม่เที่ยง หรือเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน อย่างนี้ก็ได้ ก็นับว่าดีที่สุด คือว่าได้ผลที่สุด ได้เร็วที่สุด โดย ใช้วิธีปัญญา มาทอน กำลังของปีติและสุขให้น้อยลง. เพราะว่าถ้าเราเกิดเกลียดความหลอกลวงของปีติและ สุขแล้ว, นี้มันก็ มากระตุ้นให้เกิดความคิดบ้า ๆ บอ ๆ ต่อไปอีกไม่ได้. เมื่อเราหลงรักในอะไร สิ่งนั้นก็กระตุ้นให้เราคิดเป็นบ้าไปเลย, ที่นี้ พอมาดูใหม่ สิ่งที่เราหลงรักนั่นแหละ ให้พบความจริง ของมันเข้าว่า มันเป็นของ หลอกลวง มายา ทรมานเรา แม้แต่คู่รัก, ถ้าคุณมีคู่รักคุณก็ไปคิดดูก็แล้วกัน มันหลอก
น.392 ลวงเท่าไร, มายาเท่าไร, ทรมานใจเราเท่าไร, เดี๋ยวมันก็จะจางความรัก, นี้ก็ หมายความว่า การที่มันจะกระตุ้นจิตให้คิดให้นึก มันถอยกำลังลง. นี่ตัวอย่างนะ แต่ ว่าในการปฏิบัติในอานาปานสตินี้ ไม่ได้ใช้เรื่องนี้ นี้เป็นตัวอย่างเท่านั้น. ปีติและสุขทำให้มนุษย์เราหลงใหล เกิดความคิดต่าง ๆ มากมายไม่รู้ สิ้นสุด, เดี๋ยวนี้จะควบคุมสิ่งนี้. มองดูในแง่ร้าย ของมัน คือ ทำให้หลงใหล, โดย ที่แท้ก็เป็นมายา ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว, เปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่น่าหลงใหล, ปีติและสุขก็ถอยกำลังในการที่ปรุงแต่งจิต ถ้าเป็นอย่างอื่นก็เรียกว่าเป็นเรื่องหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า, เช่น จะเปลี่ยนรูป การกำหนด ไม่กำหนดปีติและสุข ใช้กำหนดสิ่งอื่นที่ตรงกันข้ามแทน มันก็ได้เหมือนกัน ไปกำหนดความทุกข์ ไปกำหนดความไม่ใช่ปีติไม่ใช่สุข มันก็ได้เหมือนกัน, เป็นเรื่อง บีบบังคับ หรือแม้แต่จะเปลี่ยนอารมณ์ ให้เป็นอารมณ์อันอื่นทับลงก็ได้ แต่นี้มัน ไม่ แนบเนียนเท่าที่ว่าคิดให้เห็นแจ้ง ที่กำลังรู้สึกเป็นสุขเอร็ดอร่อยอยู่นั่นแหละ ไปมองดู พร้อมกันไปอีกทีในที่นั้นว่า, เอ้าเดี๋ยวเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวหลอกกัน อย่างนั้น เดี๋ยวหลอกกันอย่างนี้ อย่างนี้ดีกว่า. ถ้าเอาตามพระคัมภีร์ทั้งในบาลีทั้งในอรรถกถา มันมีมากรายการ วิธีที่จะ ทอนกำลังของปีติและสุข. ผมเห็นว่ามันเกินไป ไม่เอามาเล่า ไม่เอามาบอกให้ฟัง มัน เสียเวลา เพราะว่าเราจะพูดกันแต่หลัก แล้วพูดเฉพาะบุคคล อย่างพวกคุณนี้. ที่มีเวลา น้อยแล้วมุ่งปฏิบัติ, ไม่ใช่จะพูดกันอย่างนักปราชญ์ ผู้เชี่ยวชาญแตกฉานนักนี่. ก็เป็นอันว่าเดี๋ยวนี้เรานั่งหายใจเข้า-ออก อยู่นี้ ดื่มด่ำในปีติและสุข ให้ เข้าถึงตัวของมัน, ทีนี้ก็เรียกว่ากลับหลังหัน ตีกลับ ดูในแง่ร้าย ของมัน ปรุงแต่ง
น.393 ต่อ) จิต มันปรุงแต่งจิต มันคล้าย ๆ กับปรุงแต่งตัวกูอย่างนั้น, ตัวกูที่ไม่เกิดก็ปรุงแต่งให้เกิด, เมื่อไปรักไปพอใจในปีติและสุขเข้า มันก็เกิดตัวกูขึ้นมา. ทีนี้เกิดอะไรก็ได้ เกิดโลภ โกรธ หลง ก็ได้ มองเห็นอย่างนี้ ก็เกลียด ก็เริ่มเกลียด แต่ไม่ใช่เกลียดจนถึงขนาด อะไร, เริ่มระอาเริ่มเกลียดต่อปีติและสุข ก็เฉยได้แล้วเดี๋ยวนี้, ทางนี้มันก็ถอยกำลัง ก็ดูเอ้า ถอยกำลังอย่างนี้-ถอยกำลังอย่างนี้-ถอยกำลังอย่างนี้ จนข้อสุดท้ายที่ว่าก็ทำจิตต สังขารให้รำงับอยู่. คุณเอาไปสอบกันเองกับบาลีที่สวดอยู่ทุกวัน ปีติปฏิสังเวทีอัสสะสิสสามิติ, ปัสสะสิสสามีติ สิกขติ - รู้จักทั่วถึงซึ่งปีติ หายใจออกอยู่ - หายใจเข้าอยู่ รู้จักทั่วถึงซึ่งสุข, หายใจออกอยู่ - หายใจเข้าอยู่, รู้จักจิตตสังขาร คือสองอย่างนั้น ทั่วถึงอยู่ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ ก็รู้สึกความที่จิตตสังขารนี้ลดลง ๆ ๆ อย่างทั่วถึงอย่างนี้ หายใจออกอยู่ หายใจ เข้าอยู่. ทีนี้จะชี้ให้มันชัด จำกัดความอีกทีก็ว่า ขั้นที่หนึ่ง-ซึมอยู่ด้วยปีติเต็มที่ ; ขั้นที่สอง-ซึมอยู่ด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขเต็มที่ ขั้นที่สาม-เริ่มดูที่ว่า ข้อเท็จจริง อันนี้ แล้วรู้สึกเกลียดชังหรือว่าจะเอือมระอาต่อสิ่งที่เรียกว่าปีติและสุข พอขั้น ที่สี ก็ดูข้อที่ว่าเดี๋ยวนี้มันถอยกำลังแล้ว, ถอยกำลังแล้วเราสามารถทำจิตนี้ให้เป็น อิสระจากการกระตุ้น, หรือการเชิดของสิ่งที่เรียกว่าปีติและสุข คือ ปีติและสุขไม่มากระตุ้น ไม่มาเชิดจิตให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้อีก. ถ้าคุณทำได้อย่างนี้คุณไปคิดดูเถอะ มันมีประโยชน์เท่าไร, ในการเรียน เราจะพบเหมือนกัน เราอยากจะเรียน อยากจะศึกษาอะไรให้ดี แต่แล้วบางทีเราก็ทำไม่ได้ เพราะอ่านหนังสือพิมพ์อร่อยอยู่นี้. เคยไหม เหมือนที่ว่าทำบทเรียนจริง ๆ นี้ แต่มัน ทำไม่ได้, ใจมันฟุ้งซ่าน เพราะมันไปอ่านหนังสือพิมพ์การเมืองกำลังอร่อยอยู่ มันพอใจ ยินดีอยู่ที่เรื่องในหน้าหนังสือพิมพ์ที่มันถูกกับกิเลสนั้น.
น.394 มันจะเป็นตัวอย่างที่ว่า เราจะกำจัดมันไปได้อย่างไร, ถ้าเราพิจารณาดูว่า อร่อยจากอ่านหนังสือพิมพ์นั้น มันหลอกลวง มันมายา มันหลอกลวง, เดี๋ยวมันก็ไม่มา กระตุ้นให้เราไปคิดติดอยู่ที่นั่น ให้ใจสลัดออกไปได้. จิตมันมีอิสระที่จะมาเรียนหนังสือ เรียนอะไรที่เราจะเรียน ที่เราตั้งใจจะเรียนจะคิดจะนึกโดยตรงได้อีก, ถ้ามันเป็นเพียง หนังสือพิมพ์ที่สนุก. ทีนี้ถ้าเป็น เรื่องเพศตรงกันข้าม จะทำอย่างไร คนที่มีความคิดเกี่ยวกับเพศ ตรงกันข้ามเข้ามากลุ้มอยู่ในจิต มันจะเรียนหนังสือรู้เรื่องได้อย่างไร ไม่เคยเป็นกันหรือ, ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นมากและรู้จักกันดี. หรือจะไปฟุ้งซ่านวิธีอื่น คิดฟุ้งซ่านวิธีอื่นก็ เหมือนกัน หลักเกณฑ์มันอย่างเดียวกัน, เพราะมัน ไปพอใจในสิ่งนั้น มัน ไปติดใน รส ของสิ่งนั้น มันถูกสิ่งนั้นกระตุ้น. พระพุทธเจ้าทรงมุ่งควบคุมเวทนา. นี่พิจารณาดู ความฉลาด ความลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า กันบ้างซิ คือ ระเบียบอานาปานสติ ๑๖ ขั้น แบบนี้ เราพูดได้เต็มปากเลย ว่าเป็นระเบียบที่พระ- พุทธเจ้าท่านวางขึ้น ไม่ใช่ของเดิม ไม่ใช่เหมือนวิธีสมถะกรรมฐานภาวนาอะไรอื่น, ซึ่งเป็นของเดิม ๆ ก่อนพระพุทธเจ้า อย่างโน้นมันก็มีอยู่พวกหนึ่ง. แต่พอระบบอาณา- ปานสติภาวนาที่กำลังศึกษากันอยู่นี้ พิจารณาดูเท่าไร ๆ ก็เห็นชัดว่า นี่ท่านไม่ได้ไปเอา ของใครมา, เพราะมันไม่เคยพบวี่แววอย่างนั้น มันเห็นอยู่ชัดว่า ในระบบนี้ มุ่งหมาย อย่างนี้ มุ่งหมายอย่างนี้, มุ่งหมายอย่างนี้, ชัดเลย รวมความแล้ว ก็คือ มุ่งหมายจะ บังคับ จะควบคุมสิ่งที่เรียกว่าเวทนา.
น.395 ต่อ) ในหลักธรรมทั้งหลายทั่วไป ในที่อื่นโน่น ถ้าคุณศึกษาต่อไปในวันหน้า คุณจะพบว่าพระพุทธเจ้าท่าน ระบุชี้ไปยังสิ่งที่เรียกว่าเวทนานี้ ว่าเป็นตัวร้ายกาจ เป็นข้าศึกอันร้ายกาจ, ถ้าไม่มีเวทนาแล้วก็ไม่เกิดตัณหา, ไม่เกิดความทุกข์. ฉะนั้น โลกนี้ มันลำบากอยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่าเวทนา, มนุษย์สัตว์ทั้งโลกนี้กำลังลำบากอยู่ มี ปัญหาหนักอยู่ด้วยสิ่งที่เรียกว่าเวทนา, แล้วเวทนาก็เป็นสิ่งที่หลีกไม่พ้น ด้วย เพราะว่า เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เดี๋ยวมันก็มีอะไรมากระทบ มันก็ต้องเกิดเวทนา. ฉะนั้น เราจึงถูกแวดล้อมอยู่ด้วยเวทนา. นี้ยิ่งดูให้ลึกลงไป มันก็ยิ่งผูกพันกันลึกซึ้งซับซ้อน, ที่ผมเคยเตือน ให้มองดูกันเสมอ ๆ แหละว่าโลกนี้กำลังยุ่งอยู่ด้วยเรื่องการเมือง การเศรษฐกิจ การทหาร การศึกษา หรืออะไรก็ตาม, ผลสุดท้ายมันมีต้นตออยู่ที่แต่ละคน แต่ละชีวิตมัน ต้องการสุขเวทนา เห็นไหม, มันจะรบจะฆ่ากันตายหมดสักครึ่งโลก ก็เพราะว่าผู้นั้น ต้องการจะกอบโกยสุขเวทนาทีหลัง. เมื่อเป็นผู้ชนะแล้วก็สามารถกอบโกยสุขเวทนา, หรือแม้แต่ว่าสัตว์เดรัจฉานมันจะกัดกันต่อสู้กัน ก็เพื่อชนะแล้วก็จะเป็นเจ้าของ ทำตัว เป็นเจ้าของสุขเวทนาได้เต็มที่, นั้นมันเรื่องต่อสู้กัน. ทีนี้คนเดี๋ยวนี้มันก็มีการต่อสู้กันข้างใน ความคิดเลว ๆ ฝ่ายต่ำ ฝ่ายกิเลสก็ ต้องการเสวยเวทนา, ทางฝ่ายสติปัญญา มันเห็นว่าอย่างนั้นมัน เป็นทุกข์มันก็ต่อสู้ มันก็เลย เป็นปัญหาอยู่ข้างใน. ถ้าชนะได้เท่าไรก็มีความสุขที่แท้จริงเท่านั้น, ฉะนั้น สุขที่เกิดจากเวทนานั้น เป็นสุขชนิดที่ร้อน, สุขที่เกิดมาจากชนะเหนือเวทนา ได้จึงจะเป็นสุขเย็น. เรื่องสุข เรื่อง ทุกข์ เรื่อง อทุกขมสุข ตามธรรมดาสามัญนี้ เป็นเรื่องเวทนา ปั่นป่วน วุ่นวาย เร่าร้อน เพราะมันให้เกิดกิเลส ให้เกิดจิตที่ว่านี้ ก็เป็นกิเลสรูปใดรูปหนึ่ง นี้ควบคุมเสียให้ได้ ชนะเวทนาเหล่านี้ ก็เกิดความสุขอันอื่น ที่เรียกว่าสุขไปทางพระนิพพาน ก็คือเป็นนายเหนือเวทนานั่นเอง.
น.396 ท่านมุ่งหมายอยู่อย่างนี้ ซ่อนอยู่อย่างนี้ บัญญัติไว้ในระบบอานาปานสติ ที่เราสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ตอนแรกมาอย่างนี้, แล้วมันก็ไปสมบูรณ์ตอนปลายหมวดสุดท้าย ฉะนั้น ขอให้เอื้อเฟื้อ หรือ เคารพระบบปฏิบัติที่เรียกว่า อานาปานสติภาวนา ซึ่ง เป็นของพระพุทธเจ้าโดยตรง, ไม่ได้ยืมเอาของเก่าของใครก่อน ๆ มา แล้วก็มีเหตุผล เห็นได้โดยทางของสติปัญญาหรือนักศึกษา จะรู้สึกได้ด้วยเหตุผลเหมือนกับวิทยาศาสตร์ คือรู้สึกอยู่แก่ใจจริง ๆ, ไม่ต้องฝากไว้กับความคาดคะเน หรือความเชื่อ อย่างนี้มันเป็น วิทยาศาสตร์ เป็นตัวศาสนา. นี้ถ้า เราปฏิบัติ ก็ปฏิบัติ หมวดที่หนึ่ง ตั้งต้น มาเรื่อย จนถึงกระทั่ง ได้บีติหรือสุขมา แล้วก็มาปฏิบัติหมวดที่สองอยู่ อย่างนี้, อย่าทำมักง่ายว่า คิด ๆๆ ๆ คิด ๆ ว่าปีติสุขมันเป็นอย่างนั้น คิด ๆ ๆ อย่างนี้ นี่เหมือนกับที่เขาเรียนกันในโรงเรียน นักธรรม, จบแล้วสอบไล่ได้แล้ว มันก็ไม่เกิดผลอะไรที่จะทำลายกิเลสได้ เพราะไปคิด คำนวณแบบปรัชญาอย่างนั้น, ไม่ได้มีสิ่งนั้นอยู่ในใจจริง, แล้วก็ประพฤติปฏิบัติให้เกิด อย่างนั้นเกิดอย่างนี้เกิดอย่างโน้นจริงๆ. ถ้าใช้ระบบอานาปานสตินี้ ทำจริง ด้วย สิ่งที่มีอยู่จริง เกิดผลขึ้นมาจริง ๆ รู้สึกอยู่แก่ใจจริงๆ ฉะนั้น จึงได้ผล. เอาละ, ที่นี้หมวดที่สอง คือเวทนา มีอยู่สี่ขั้น มันสิ้นสุดไปตอนนี้แล้ว. นี้ผมจะถือโอกาสพูดหมวดที่สามเสียเลย อยากจะพูดเพียงสามครั้งให้จบเรื่องนี้. หมวดที่สาม จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน. หมวดถัดไปเรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี้เปลี่ยนเรื่องเป็นเรื่องจิต คุณต้องทบทวนได้เองนะ หมวดที่หนึ่งเรื่องกาย คือลมหายใจกับกายเนื้อหนัง, หมวด
น.397 ต่อ) ที่สองคือเวทนา ลมหายใจนั้นเป็นกายสังขารปรุงแต่งกาย, เวทนาคือปีติและความสุขนี้ เป็นจิตตสังขารปรุงแต่งจิต เดี๋ยวนี้เราถึงขั้นที่ว่า เรารู้จักสิ่งปรุงแต่งจิตนั้น เราก็ต้องควรจะ รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตบ้างแล้วไม่มากก็น้อย, เพราะมันรู้เรื่องสิ่งที่ปรุงแต่งจิตให้เกิดขึ้นเป็น อย่างนั้นอย่างนี้ คือเวทนานั้น ฉะนั้นเราก็เริ่มรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตแล้วไม่มากก็น้อย นี้การปฏิบัติต่อไปใน หมวดที่สาม จะไปจับเอาเรื่องที่เกี่ยวกับจิตโดยตรง นี้ขึ้นมา ทำเป็นบทศึกษา. ฉะนั้น หมวดที่สาม นี้จึงมีคำว่า จิตตะปฏิสังเวที รู้พร้อมทั่วถึงเรื่องจิต แล้วถัดไปก็ว่า อภิปปโมทะยังจิตตัง - ทำจิตให้ปราโมทย์บันเทิงอยู่ แล้วก็รู้สึกนี้อยู่ หายใจเข้า - ออกอยู่ นี้อันที่สามก็ว่า สมาทหังจิตตัง อัสสสิสสามีติ สิกขติ - ทำจิต จัดแจงจิตให้มั่นตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ หายใจออกอยู่-หายใจเข้าอยู่ แล้วอันสุดท้าย วิโมจยัง จิตตังปัสสะสิสสามีติ สิกขติ - ทำจิตให้ปล่อยอยู่ ปล่อยอยู่ซึ่งสิ่งที่มาเกาะกุมจิต หรือว่า ปล่อยสิ่งเกาะกุมจิตออกไปเสียจากจิต เรียกว่า ทำจิตให้ปล่อยอยู่ หายใจออกอยู่ หายใจ เข้าอยู่. นี่ สี่ขั้นเด่นขึ้นมา. บทเรียนในการปฏิบัติหมวดจิตตา ฯ บทเรียนขั้นที่หนึ่งก็ว่า รู้พร้อมเฉพาะทั่วถึงซึ่งจิต หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. ก็ได้พูดกันมาแล้วว่า เวทนามันปรุงแต่งจิต นี้ถ้าสมมติว่า ในขณะนั้น มันมีเวทนาอะไรปรุงแต่งจิตอยู่ ก็ให้ถือเอาจิตนั้นมาดูกันเสียทีหนึ่งก่อน ว่าจิตนี้ เป็นอย่างไร, เอาจิตในเวลานั้นจริงๆ ก็ได้ เป็นตัวสำหรับพิจารณา ไม่ใช่คำนวณ เหมือนกันหมดไม่ใช่คำนวณ. จิตเวลานั้นกำลังเป็นอย่างไร, จิตชนิดไหน ถูกอะไร ปรุงแต่ง ฉะนั้น เขาจึง กล่าวไว้เป็นคู่ ๆ เช่นว่า จิตกำลังมีความสุข หรือ จิตกำลัง ไม่มีความสุข, จิตกำลังมีความทุกข์ หรือ จิตกำลัง ไม่มีความทุกข์, จิตกำลัง มีความ
น.398 โลภ หรือว่า ไม่มีความโลภ, จิต กำลังมีความโกรธ หรือ กำลังไม่มีความโกรธ กำลัง มีความหลง ไม่มีความหลง ฟุ้งซ่าน หรือไม่ ฟุ้งซ่าน ง่วงเหงาหรือไม่ง่วงเหงา ทุกอย่างเลย ทุก ๆ คู่ไปเลย เดี๋ยวนี้มานั่งดูจิตของตัวเล่น ใช้คำว่าเล่น แต่จริงไม่ได้ทำ เล่น. แต่นี้ก็ดูเล่นก็ได้ ดูเรื่อยไป ทุกครั้งหายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่ ในการหายใจออก ครั้งนี้จิตเป็นอย่างไร ในการหายใจเข้าครั้งนี้จิตเป็นอย่างไร, ในการหายใจออกครั้งต่อไป จิตเป็นอย่างไร, ในการหายใจเข้าครั้งต่อไปจิตเป็นอย่างไร, มันนักเลงเต็มที่เห็นไหม ทุกขณะทุกระยะที่หายใจ ดูลักษณะของจิต ว่าจิตเป็นอย่างไรอยู่ตลอดเวลา เคยทำอย่างนี้หรือเปล่า ผมคิดว่าไม่เคยทำดอก เพราะว่ามันละเอียดจนไม่มี จิตใจจะทำ เราชอบหวัด ๆ หยาบ ๆ, ทำอะไรผลุนผลัน ๆ จะมานั่งทำงานที่ละเอียดอย่างนี้ มันทำไม่ได้, ถ้าเราทำได้ เราก็กลายเป็นคนละเอียด. เดี๋ยวนี้เราเป็นคนหยาบ เราทำอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าทำได้เราก็กลายเป็นคนละเอียดขึ้นมา, มันจะละเอียดไปหมดแหละ เดี๋ยวนี้กิริยาวาจาของเรามันหยาบ เก้งก้าง ๆ เอะอะโวยวายไปหมด. ทำบทเรียนชนิดใดก็ตาม ที่ทำให้กลายเป็นคนละเอียดลออ สุขุมลึกซึ้ง ก็ได้ประโยชน์มากแหละ, เอาซิ นั่งดูจิต จิตเป็นอย่างไร มันก็จะเปลี่ยนไปได้เรื่อย ตาม ที่มันมีอะไรเข้ามาปรุงแต่งน้อมนึกไป. ในชั้น แรกก็จะเห็นจิตเลว ๆ กันทั้งนั้น นี่รู้จัก ตัวเองดีขึ้น บางวันบางเวลา จิตเลว ๆ มันก็เกิดขึ้นให้เห็น. เมื่อเราไปดูเข้ามันก็เห็น มันก็จะมีผลที่ทำให้เรารู้จักตัวเราดีขึ้น, คือเราจะเกลียดตัวเรา มีจิตเลว ๆ นับถือตัวเรา เมื่อมองเห็นจิตชั้นดี ๆ. แต่ว่าในการปฏิบัติอานาปานสติภาวนาข้อนี้ ต้องการให้รู้จักจิต เท่านั้นเอง, รู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิต ตามสภาพที่เป็นจริง ที่มีอยู่ในความรู้สึกของเราจริง ๆ. นี้พอมาถึง บทเรียนในขั้นที่สอง ที่สาม ที่สี่ของหมวดนี้ เป็นเรื่องการ ลองบังคับ มันดู คือลองเปลี่ยนแปลงมันดู ไปตามความประสงค์ของเรา, จึงมีคำว่า
น.399 ต่อ) ทำจิตให้ปราโมทย์บันเทิงอยู่ หายใจออกอยู่-หายใจเข้าอยู่. ในขั้นที่หนึ่งไปพบ กับ จิตไม่ปราโมทย์ ที่นี้ มาถึงขั้นที่สองนี้จะทำจิตให้ปราโมทย์ อภิปปะโมทะยัง จิตตัง ก็หาอุบายซิ คิดนึกขึ้นมาในทางที่ให้เกิดความปราโมทย์ขึ้นมาในจิต, ให้จิต ปราโมทย์ แล้วรู้จักจิตที่ปราโมทย์นั้น หายใจออก-เข้าอยู่. เรื่อง ปราโมทย์นี้มันคล้ายกับปีติ แต่ไม่ใช่อย่างเดียวกันแท้, บีตินั้นมี ความหมายมุ่งไปยังว่า พอใจว่าทำได้สำเร็จ ประสบความสำเร็จแล้วก็พอใจ นี้เรียกว่าปีติ ฉะนั้น หลังจากปีติก็เป็นปราโมทย์ได้ ไม่ใช่ตัวเดียวกันแท้ เพราะมันมามีผลเป็นความ ชุ่มชื่นแจ่มใส แล้วไม่ค่อยจะโยกโคลงซาบซ่านอะไรมากนักแล้ว, ปราโมทย์มันเย็นลงกว่า ที่เรียกว่าปีติ, แต่มันคล้ายกันมากคล้าย ๆ กับเรียกว่าตะเภาเดียวกันอย่างนั้นแหละ. ผมเชื่อว่าคุณจะต้องไปสังเกตได้เอง, ว่าอย่างนี้เรียกว่าปีติ, อย่างนี้เรียกว่า ปราโมทย์. ในภาษาไทยก็มักพูดควบกันไป สองคำนี้ ปีติปราโมทย์ แสดงว่า มัน ไม่ได้เป็นอันเดียวกันแท้. แต่มันจะต้องเนื่อง ๆ กันอยู่ เช่นเดียวกับคำว่าสติสัมปะ ชัญญะ ไม่ใช่สิ่งเดียวกันแท้. แต่มันมาด้วยกันเรื่อยไปเป็นคู่แฝด. จะเอาปราโมทย์อะไรที่เรามีอยู่ในเวลานั้น ยืมมาใช้ก่อนก็ได้, เช่น ปราโมทย์ว่าเราได้ทำความดี ทำอะไร พอให้มันเข้ารูปเป็นปราโมทย์ แล้วก็ จับความ รู้สึกอันนี้ไว้ให้มั่นอยู่ในใจ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่นี้, ซึมซาบอยู่ด้วยความ รู้สึกประเภทปราโมทย์ ถ้าทำได้สำเร็จก็หมายความว่าเราสามารถชนะจิตขึ้นมาอีกแง่หนึ่ง แล้ว, คือบังคับให้ปราโมทย์ก็ได้ ต้องการความปราโมทย์เมื่อไรเราบังคับให้เกิดความ ปราโมทย์เมื่อนั้นได้ นี้ก็กำไรโขอยู่แล้ว. บทเรียนถัดไปในขั้นที่สาม-สมาทหังจิตตัง, เรียกว่า สมาหิโต-ตั้งมั่น เรื่องปราโมทย์ก็ดี เรื่องปีติก็ดีนั้นไม่ใช่ความตั้งมั่น, มันยังไปตามอำนาจของความ
น.400 ปราโมทย์และปีติ ยังไม่อิสระแท้ แต่เริ่มมาอยู่ตรงกลาง. ความตั้งมั่นเป็นสมาธิ จะไปยืมเอาเรื่องปฐมฌานนี้มาใช้ตรงนี้อีกก็ได้, ก็ทำให้มันตั้งมั่นอยู่ด้วยลักษณะของ ปฐมฌาน ที่อธิบายกันดีแล้วในหมวดที่หนึ่งโน้น. หรือแม้ที่สุดจะเลิกความรู้สึก ต่างๆ เสีย กำหนดแต่ลมหายใจล้วน ๆ อย่างนี้ก็ยังเรียกว่า ตั้งมั่นในที่นี้ได้ คือไม่ให้ มีความรู้สึกใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง. จิตเป็นสมาธิลึกซึ้งเต็มที่ในการกำหนดลมหายใจ นั้นอย่างสงบรำงับ, เดี๋ยวมันก็เข้าไปในรูปของสมาธิ ของฌานที่หนึ่งฌานที่สองอะไร. นี้ถ้าว่า คนนั้นมีอุปนิสัย มีบุญบารมี จะฝึกตรงนี้ให้มันมากออกไปก็ได้, ก็ ทำรูปฌาน ได้ด้วยวิธีที่กล่าวแล้วในครั้งกระโน้น, ก็ทำให้มันขึ้นไปอีกเป็นทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน. แต่ว่าถ้ามันยิ่งลึกเข้าไปเท่าไร การกำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจ เข้า-ออกนี้มันยิ่งทำไม่ได้, อย่างมากมันคงจะไปได้เพียงแค่ว่าปฐมฌาน ทุติยฌาน ละ วิตกวิจารเหลือแต่ปีติและสุข. ถ้าเอาตัวเอกัคคตาที่เป็นตัวสำคัญนี้ มากำหนดอยู่ ก็เรียกว่าจิตตั้งมั่น พอเปลี่ยนเป็นตติยฌาน จตุตถฌานแล้ว ความรู้สึกจะเป็นใต้สำนึก ยิ่งขึ้นไปทุกที จนไม่รู้สึกว่าหายใจออกอยู่หายใจเข้าอยู่. ฉะนั้นจึงเลยไปถึงนั่นไม่ได้, เอา ได้เพียงแค่ว่ารู้สึกอะไรอยู่แล้วตั้งมั่นอยู่ แล้วก็รู้สึกว่า ความหายใจมีอยู่ ความหายใจเข้าอยู่. คู่กันไปเรื่อยกับการหายใจเข้าออกนี่. รวมความว่าเดี๋ยวนี้ เราบังคับจิตได้อีกแง่หนึ่ง แล้วว่าให้มันตั้งมัน ไม่มีความรู้สึกใดๆ มารบกวน. ทีนี้ บทเรียนในขั้นสุดท้ายที่ว่าให้ปล่อย -วิโมจะยังจิตตัง ก็เนื่องจาก ว่า ความรู้สึกอันใดยังเหลืออยู่ในจิตนั้นให้สลัดมันเสีย, จะมีวี่แววอะไรเหลืออยู่ เป็นความพอใจ เป็นความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ก็ปล่อยไปเสีย. แต่ถ้ามันมีปัญหามากกว่า นั้น เช่น นิวรณ์หรืออะไรเยี่ยม ๆ กราย ๆ มาอีก ความคิดนึกคล้ายๆ กับนิวรณ์เยี่ยม กรายมาอีก, หรือว่าถึงขนาดที่มีความโลภอย่างละเอียดเยี่ยมกรายมาอีก, กระทั่งความ
น.401 ต่อ) ยึดมั่นเป็นความได้ดีของกู, เป็นความสำเร็จของกู, อะไรเกิดขึ้นมานี้ ก็เป็นสิ่งที่ต้องสลัด ออกไป. นี่จะเป็นการทำให้จิตเกลี้ยงเกลา และเป็นอิสระอย่างยิ่ง, ก็พูดง่ายๆ ว่า รักษาจิตเกลี้ยงไว้, ตั้งมั่นแล้วก็เกลี้ยงด้วย, มีความเกลี้ยงจากสิ่งที่เข้ามารบกวน ปรุงแต่งจิต. แต่สำคัญอยู่ที่ตรงว่า ทำอย่างไรมันจึงจะเกลี้ยง แล้วก็รู้สึกอยู่ในข้อ นั้นทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า, นี่ ทำจิตให้ปล่อยอยู่. แล้วก็หายใจออกเข้าอยู่ ดูความ ที่มันเกลี้ยงออกไปได้อย่างไรด้วย ก็เลยเป็นเรื่องที่พิจารณากันอย่างละเอียด, สังเกต กันอย่างละเอียด, เข้าใจกันอย่างละเอียด, อะไรเข้ามาอะไรออกไป. นี่มันละเอียดเกิน กว่าคนธรรมดาเข้าใจอย่างนี้ ทีนี้ เราดูกันทีเดียวทั้งหมวดใน หมวดนี้ที่เรียกว่า จิตตานุปัสสนาสติ- ปัฏฐาน จะเห็นได้ทันทีว่าทุก บทเรียนทั้งสี่ขั้น นี้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวอยู่กับจิตทั้งนั้น จนพูดได้ง่ายๆ ว่า อันแรกก็ ดูจิตทั่วไป เป็นอย่างไร กันบ้าง, แล้วถัด ๆ มาก็เอ้า, มาอยู่ ในอย่างนี้ สบายบันเทิงพอใจอย่างนี้, เอ้ามาอยู่อย่างนี้ คือ หยุด นิ่ง สงบ, แล้วก็เป็น อันว่าเกลี้ยง, ไม่มีอะไรมาพัวพัน มาวี่แวว มาไต่ตอม มันเป็นจิตเกลี้ยง. เรื่องจิตตา- นุปัสสนาสติปัฏฐาน ในระบบอานาปานสติเป็นอย่างนี้, แล้วอาจจะต่างกับระบบ อื่นๆ ที่เรียกชื่ออย่างอื่น ซึ่งเขาเรียกจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานเหมือนกัน, แต่มันเป็น อย่างอื่น อธิบายอย่างอื่นก็มี. นี้ผมพูดเรื่องอานาปานสติอย่างเดียว. วันนี้เราพูดกันสองหมวด หมวดเวทนากับหมวดจิต สรุปหัวข้อให้ได้ ให้คล่องแคล่ว ไม่ต้องเปิดดูสมุด : หมวดเวทนา ว่าอย่างไร, หมวดจิตว่า อย่างไร, เพราะเหตุไรจึงได้เรียกว่า อานาปานสติ. ที่เรียกว่า อานาปานสติ ไปหมดเลยตลอด สายเลยทุก ๆ ขั้น เพราะว่ามัน กำหนดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า.
น.402 อานาปานสติต้องกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า. นี่ผม ขอทบทวนไว้ อย่างนี้ไว้เสมอ, ไม่ใช่กำหนดที่ลมหายใจออกเข้า นั้นพูดผิด ๆ มีคนพูดอย่างนั้น มีคนสอนอย่างนั้นมันผิด. แต่เราจะไม่ไปว่าเขาผิด เดี๋ยว เขาจะโกรธเอา. ผมเห็นหนังสือบางเล่มที่เขาพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ โดยพวกฝรั่งแต่ง นี้ก็ผิดเหมือนกัน, ถ้าไปแปลว่า กำหนดที่ลมหายใจออกเข้าแล้วมันก็ผิดทั้งนั้นแหละ. หมวดที่หนึ่ง กำหนดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า และ รู้สึกอยู่ว่า เราหายใจออกเข้า, แต่มันมุ่งกำหนดอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง. หมวดที่สองเวทนา กำหนดอยู่ที่บีติซึ่งเป็นนามธรรม อันหนึ่ง ทุกครั้ง ที่หายใจออกเข้า, แล้วกำหนดอยู่ที่ความสุขที่เป็นนามธรรม อันหนึ่ง อยู่ทุกครั้งที่ หายใจออกเข้า กำหนดอยู่ที่ข้อเท็จจริง ซึ่งมันเป็นนามธรรมอันหนึ่ง ว่านี้ที่มันปรุงแต่ง จิต. นี้ก็ทุกลมหายใจออกเข้า กำหนดความที่การปรุงแต่งจิตนี้อ่อนกำลังลง ถอย กำลังลง นี้ เป็นนามธรรมอันหนึ่ง, เป็นความจริงอันหนึ่ง, กำหนดอยู่ทุกครั้งที่หายใจ ออกเข้า ไม่ได้กำหนดที่ตัวลมอย่างเดียว. มาหมวดที่สามนี้ก็กำหนดจิตที่มีลักษณะอย่างไรอยู่ทุกครั้งที่หายใจออก เข้า, แล้วกำหนดจิตที่เราควบคุมจิตให้มันปราโมทย์, หรือกำหนดที่ความปราโมทย์ของ จิตนั้นก็ได้ อยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า, แล้ว กำหนดที่จิตมัน ตั้งมั่น, หรือความมั่น ของจิต จิตที่มีความมั่นคงนี้ อยู่ทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า, กระทั่งกำหนดที่จิตมันเกลี้ยง หรือที่ความเกลี้ยงของจิตอยู่ทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า.
น.403 ต่อ) นี้คุณก็ลองเทียบเปรียบกันดูกับหมวดที่หนึ่งแรกทีเดียว มันเรื่องลมหายใจ กำหนดลมยาว กำหนดที่ลมยาว กำหนดการหายใจที่ยาว หรือที่ความยาวของลมหายใจ ทุกครั้งออก-เข้า, กำหนดที่ลมหายใจสั้น หรือความสั้นของลมหายใจทุกครั้งที่หายใจ ออก-เข้า, กำหนดความที่ลมหายใจนี้ปรุงแต่งกาย ทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า, กำหนดที่อำนาจการปรุงแต่งกายของลมหายใจ นี้หย่อนลง อ่อนลง ๆ สงบลง ทุก ครั้งที่หายใจออกเข้า. นี้คุณไปเขียนเอาเองลงในกระดาษสักแผ่นหนึ่ง ให้ชัดสำหรับมองดูทีเดียว เข้าใจได้หมด, เขียนเป็น chart. เป็นอันว่าวันนี้เราพูดกันมาจนถึงอานาปานสติหมวดที่สาม คือเรื่องเกี่ยวกับจิต แล้ว เวลาก็หมดแล้ว ขอยุติการบรรยายวันนี้ ไว้เพียงเท่านี้ ..
Buddhadasa