Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๑๘ — สมาธิภาวนาแบบอานาปานสติภาวนา (หมวดที่ ๔ ธัมมานุปัสสนา ฯ)

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.404 การบรรยายครั้งนี้ ผมก็จะได้กล่าวถึงเรื่องอานาปานสติตอนสุดท้ายที่ยังค้าง อยู่คือหมวดที่สี่ที่เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. [ทบทวน.] ผู้ฟังจะต้องทบทวนถึง เรื่องที่กล่าวมาแล้ว มีอยู่สามหมวดด้วยกัน คือ หมวดที่หนึ่ง พูดถึง เรื่องกาย หมายถึงลมหายใจและร่างกายที่เนื่องกันอยู่กับลม หายใจ ฝึกฝนจนควบคุมมันได้ คือควบคุมร่างกายได้ โดยทางควบคุมลมหายใจ การกระ- ทำทุกขั้นทุกตอนหรือเรียกว่าทุกกระเบียดนิ้ว ประกอบอยู่ด้วยสติ ทุกครั้งที่หายใจออก และเข้า กำหนดรายละเอียดต่าง ๆ เป็นอย่าง ๆ ไป ทุกๆ ครั้งที่หายใจออกหายใจเข้า. ๓๗๒

น.405 ทีนี้ หมวดที่สอง เรียกว่า เวทนาก็เอาเวทนาจริงๆ ที่ความรู้สึกที่เป็น ปีติ หรือว่าเป็นสุข อย่างใดอย่างหนึ่ง คือเกิดอยู่ในใจจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ เอามาจากการที่ทำกายให้สงบรำงับแล้ว รู้สึกพอใจเป็นสุขนั่นแหละ มาพิจารณาดู ให้รู้ถึง ข้อที่ว่า เวทนาเหล่านี้ปรุงแต่งจิตจน รู้ได้ทั่วไปว่า คนทั้งโลกมีความรู้สึกประเภท เวทนาว่าสุขว่าทุกข์ ว่าชอบใจ ไม่ชอบใจ ยินดียินร้าย, นี่เป็นเหตุให้คิดเรื่อยไป จน จับได้ว่าเวทนาทั้งหลายนี้เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต คือความคิด, แล้วก็หาวิธีทำลายตัด ทอนอำนาจปรุงแต่งของมันเสีย ด้วยการบังคับในรูปของสมาธิบ้าง, ด้วยการ พิจารณา ในรูปของปัญญา คือ ดูความที่มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง บ้าง ก็ทอนกำลังเสีย ได้ จิตนั้นก็อยู่ในสภาพที่ไม่ถูกปรุงแต่งหรือถูกปรุงแต่งได้โดยยาก เพราะไม่มีอะไรมาปรุง แต่งจิต, จะเป็นเวทนาชนิดใดก็ตาม เราสามารถตัดทอนกำลังของเวทนานั้น ฉะนั้น จึง ใช้ได้ไปทุกอย่าง ในการที่ว่าจะเกิดความคิดรัก โกรธ เกลียด กลัว อะไรก็สุดแท้ บรรเทา เสียได้ ด้วยการควบคุมหรือตัดรอนกำลังของเวทนา, มันยึดกันอยู่เป็นสองชั้นอย่างนี้ นี้เรียกว่าเรื่องที่เกี่ยวกับเวทนา ทั้งหมด รู้และปฏิบัติอยู่ ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้า-ออก จนรู้ดีและได้ผลของการปฏิบัติ นี้มาถึง หมวดที่สาม เรียกว่า จิตตานุปัสสนา หมวดนี้ ว่าด้วยจิต ล้วน ๆ ก็ดูจิตกันโดยเฉพาะเลย ว่ามันมีความเปลี่ยนแปลงเป็นจิตอย่างนี้ อย่างโน้น อย่างไหนได้กี่อย่าง กี่สิบอย่างกำลังรู้สึกจริง ๆ อยู่ภายใน, ดู มันก็เปลี่ยนแปลงไปได้, แล้วก็มีให้เราดู โดยหลักวางไว้ให้ดูเป็นคู่ ๆ ว่ามันแจ่มใสหรือไม่แจ่มใส มันมีวิตกหรือ ไม่มีวิตก, มันยึดถืออะไรอยู่หรือว่าไม่ได้ยึดถืออะไรอยู่ อย่างนี้เป็นต้น. ให้ศึกษา สังเกตจิตของตัวเองอย่างนี้ ให้แตกฉานให้ทั่วถึงนี้แล้ว ก็จะค่อย ๆ รู้ไปถึงต้นเหตุของ มันด้วยที่ว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น, ก็คือเวทนามันปรุงแต่ง, นี้ก็ดูทั่วถึงแล้วมัน เป็นอย่างไรได้บ้าง.

น.406 ทีนี้ ก็ลองแสดงฝีมือดู ว่าบังคับจิตให้เป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้น เป็น การจัดสรรมากกว่าที่จะบังคับชนิดที่หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า มันทำยากทำกับสิ่งที่เรียกว่าจิต, แม้จะทำกับสัตว์เดรัจฉานมันก็ยังทำยาก สู้ทำด้วยอุบายไม่ได้ ก็ทำด้วยอุบายด้วยบังคับ ด้วย, แล้วแต่มันจะควรทำอย่างไร. จะใช้คำว่า บริหารก็จะถูกกว่า คือจัดสรร จัดแจงให้ดี ให้จิตมันมีลักษณะบันเทิงเริงรื่น หายใจเข้า - ออกอยู่ อย่างนี้ก็ได้. ให้ จิตมันหยุด ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบ อย่างนี้ก็ได้, กระทั่งให้จิตมันปล่อย, คือหลุด ออกเสียจากสิ่งที่มาพัวพันจิตอยู่ อย่างนี้ก็ได้, เรื่องของจิตมีอย่างนี้ก็เป็นบทฝึกหัดที่ มากมายทำได้ แล้วก็เรียกว่า เดี๋ยวนี้เป็นผู้ที่เป็นนายของจิต มากทีเดียว คือบังคับจิตได้. [เริ่มการบรรยายครั้งนี้.] ต่อไปนี้ก็จะไปถึง หมวดสุดท้าย ที่เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าดูให้ดีก็จะเห็นได้ว่ามันเนื่องกัน เมื่อฝึกจิตให้อยู่ในอำนาจได้ดี. เดี๋ยวนี้ก็ จะใช้จิตที่ ฝึกดีแล้ว ให้ทำอะไรต่อไป เพื่อความหมดกิเลส เช่น ให้พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น, ไม่ใช่ว่าคนธรรมดาจะทำไม่ได้ ก็ทำได้บ้างเหมือนกัน แต่ว่าคนที่ ฝึกจิตมาดีแล้วอย่างนี้ ทำได้ดีกว่า ทำได้ลึกซึ้งกว่า มีผลกว่า, คล้าย ๆ กับว่ามีดหรืออะไร ที่มันไม่ได้ลับ หรือมันไม่มีคมเสียเลย จะไปตัดไปพ้นมันก็ไม่น่าดู บางทีมันก็ไม่ขาด ก็ได้ แต่ถ้า จิตที่ฝึกดีแล้ว มันก็เหมือนกับว่าอาวุธที่มันคม ถ้าเราเปรียบกับอาวุธ นี้เอาไปตัดปัญหาเกี่ยวกับความโง่ ความไม่รู้ หรือความรู้ผิดอะไรต่าง ๆ นี้ได้ดี. หมวดที่ ๔ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. ทีนี้ จะใช้จิตนี้ พิจารณาธรรมะสี่ประการ คือ พิจารณาอนิจจัง นี้อย่าง หนึ่ง เรียกว่า อนิจจานุปัสสี - เห็นอยู่เป็นประจำซึ่งความไม่เที่ยง หายใจออกอยู่ หายใจ

น.407 เข้าอยู่, แล้วก็ทำให้ดีเรื่อย ๆไป มันจะเกิดการเห็นอีกสามอย่างต่อไปได้ จะเรียกว่าโดย อัตโนมัติ เพราะ อันที่ถัดไปนั้นคือ ความคลายออกจากความยึดมั่นในสิ่งที่มันไม่ เที่ยง. ก่อนนี้เรามันโง่ ไปยึดมั่นสิ่งที่ไม่เที่ยง จะเอาเป็นตัวเป็นตน พอเห็นความไม่ เที่ยงแท้แล้ว มันก็คลายยึดมั่น, เรียกว่า เป็นวิราคานุปัสสี. เห็นวิราคะคือความ คลายอยู่อย่างนี้เป็นประจำ หายใจออกอยู่ หายใจเข้าอยู่. ทีนี้โดยธรรมชาตินั่นแหละ มันมีคลายออกแล้วมันก็ต้องดับ คือสิ้นสุดลงก็เรียกว่า นิโรธานุปัสสี นิโรธะดับแห่ง กิเลส ดับแห่งความยึดมั่นถือมั่น ดับแห่งความทุกข์ เรียกว่า นิโรธะ. อันสุดท้าย ก็ดูผลที่ว่ามัน ปล่อยหลุดวางหมด คืนแก่ธรรมชาติไปเลย เรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี. คำสำคัญมีอยู่สี่คำ ซึ่งควรจะจำไว้ให้คล่องปาก ๑. อนิจจานุปัสสี - เห็น อยู่ถึงความไม่เที่ยงเป็นประจำ ตลอดเวลา ๒. วิราคานุปัสสี - เห็นอยู่ซึ่งความคลายของ ความยึดมั่นถือมั่นอยู่เป็นประจำ, ๓. นิโรธานุปัสสี - เห็นอยู่ซึ่งความดับแห่งกิเลสและ ความทุกข์อยู่เป็นประจำ, ๔. ปฏินิสสัคคานุปัสสี - เห็นอยู่ซึ่งความสลัดคืน หมาย ความว่าเมื่อก่อนนี้อะไร ๆ มันมารวมกันอยู่ที่นี่ ด้วยความยึดมั่นบ้าง, ด้วยความที่มันเป็น ผล เป็นวิบากของกรรมบ้าง หลาย ๆ อย่างมันมารวมอยู่ที่นี่. เดี๋ยวนี้มัน ซัดออกไป หมด เรียกว่าปฏินิสสัคคะ. นี่คือหัวข้อของอานาปานสติหมวดที่สี่ บทเรียนในการปฏิบัติหมวดธัมมา ฯ พูดเป็นไทย ๆ ก็ว่า ๑. ดูความไม่เที่ยง อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก, แล้วก็ ๒. ดูความที่มันค่อยคลาย คลายความยึดมั่นถือมั่นอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก, ๓. ดูความ ที่มันดับลง ๆ แห่งกิเลสแห่งความทุกข์ ทุกครั้งที่หายใจเข้า - ออก, ๔. ทีนี้ ดูความ สำเร็จหรือของผลสำเร็จขั้นสุดท้าย ว่าเดี๋ยวนี้เลิกกัน เลิกกัน เลิกกันนี้ อยู่ทุกลม

น.408 หายใจเข้า-ออก ซึ่งดูก็จะเห็นได้ว่า หมวดนี้เป็นหมวดแสดงสิ่งสูงสุดคือ ปัญญา ซึ่งเป็นเหมือนธรรมศาสตรา, แล้ว ก็ตัดความยึดมั่นถือมั่น จนเป็นวิราคะ นิโรธะ กระทั่งเป็นปฏินิสสัคคะ. ในที่สุดเขาจึงจัด หมวดสุดท้ายนี้ เป็นหมวดปัญญาล้วน ๆ, ส่วนสามหมวดข้างหน้านั้น หมวดแรกเป็นสมถะสมาธิ เกือบจะล้วน ๆ เรียกว่า ล้วน ๆ ก็ได้. หมวดที่สองก็เจือกัน. หมวดที่สามมันก็เจือกันทั้งสมถะและปัญญา คือ ทั้งสมถะและวิปัสสนา. สมถะหมายถึงสมาธิ, วิปัสสนาหมายถึงปัญญา. แต่ว่าที่จะให้มันเป็นไปอย่างเดียวโดยอย่างเดียวนั้น มันเป็นไปไม่ได้ มันจะมีเจืออยู่ซ่อนอยู่ข้างใต้, เพราะว่าที่เราจะพิจารณาโดยปัญญานี้ ต้องมีสมาธิช่วยด้วยอยู่ คือกำลังของสมาธิช่วยให้ปัญญาทำงาน หรือเมื่อ เราทำสมาธิอยู่เป็นเรื่องของสมาธิอยู่ มันก็ทิ้งปัญญาไปไม่ได้ คือว่าถ้าทิ้งปัญญาเสียแล้วมันก็ทำไม่ถูก มันก็ไม่มีความรู้ที่จะควบคุมไปให้ถูกต้อง. แม้แต่การกำหนดลมหายใจ ก็ต้องเรียกว่ามีปัญญาเจืออยู่ข้างใต้ ซ่อนอยู่ข้างใน พอรู้ว่ากายทั้งปวงเป็นอย่างไร. นี้ก็เริ่มเป็นปัญญามากขึ้น ส่วนการกำหนดนั้นมันเป็นหลักสมาธิเต็มตัว. นี้ได้บอกแล้วว่า ศีลก็รวมอยู่ในนั้น คือความตั้งใจเต็มที่ ควบคุมเต็มที่ บังคับตัวเองเต็มที่ ให้ทำให้ได้นั้นมันเป็นศีล อยู่ในความสังวร. แต่เดี๋ยวนี้เราอยากจะชี้ระบุไปยังที่มันเห็นชัด มันขึ้นมาให้เห็นชัด, เห็นได้ว่า หมวดแรก ๆ เป็นเรื่องสมาธิสมถะ นี้ หมวดสุดท้ายเป็นเรื่องปัญญา กระทั่งเป็นปัญญาที่รู้ความสำเร็จ ผลสำเร็จของการงานทั้งปวง.

น.409 เอาละ, ทีนี้ก็พิจารณาดูกันทีละขั้น ก็จะได้เข้าใจเพียงพอ บทเรียนที่หนึ่งพิจารณา คำว่า อนิจจานุปัสสี ขั้นที่หนึ่งของหมวดที่สี่ มีปกติเห็นอยู่เป็นประจำ ซึ่งความไม่เที่ยง นี้ก็ขอเตือนตามเคยว่าเรื่องของ การปฏิบัติธรรมอันแท้จริงนั้น ไม่ใช่เรื่องตัวหนังสือ, ไม่ใช่ไปจดไว้จำไว้ เป็นความรู้ที่ถ่ายมาเป็นรูปของความจำ เป็นต้น, อย่างนี้ไม่ได้, แล้วก็ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการคำนวณ ด้วยเหตุผลว่า มันคงจะไม่เที่ยง เพราะเหตุอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้ก็ไม่ได้ คือว่าไม่พอ, ต้องเลยไปกว่านั้น คือ ต้องเห็นด้วยความรู้สึกด้วยความรู้สึก realize, realization หรือมัน experience เต็มที่ในความไม่เที่ยง. ฉะนั้นเราก็ ต้องเอาสิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นแหละมาทำความรู้สึกอยู่ ก็ตามวิถีทางของอานาปานสติ ต้องย้อนต้นเรื่อยไป, จำไว้ว่าหมายเลขหนึ่งเลขสองเลขสาม จะต้องซ้ำ ๆ ทบทวนอยู่เรื่อย ก็เลยไป ทำอานาปานสติหมวดที่หนึ่ง ข้อที่หนึ่งมาเลย เพื่อจะดูความไม่เที่ยงที่นั่น คือว่ากำหนดลมหายใจยาวเป็นอย่างไร, เหมือนกับที่ลงมือทำทีแรก ที่จะฝึกกำหนดการหายใจยาว. แต่เดี๋ยวนี้ การหายใจยาวเพื่อที่จะกำหนดดูความไม่เที่ยง. ดูความไม่เที่ยงของลมหายใจที่ว่ามันยาว หรือดูความยาวของมัน ก็ไม่ เที่ยง, ความสั้นก็ไม่เที่ยง แล้วความที่มันเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น, แล้วความที่มันจะต้องขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย เราดูความที่มันไม่ตายตัวลงไปได้นี้ ก็เรียกว่าความไม่เที่ยง. คำว่าดูในที่นี้ ไม่ใช่ดูด้วยตาเหมือนกับดูหนังสือ, ดูด้วยความรู้สึก เมื่อตะกี้นี้ร่างกายมันเป็นอย่างนี้, เดี๋ยวนี้ร่างกายมันสงบรำงับ, ลมหายใจมันก็สงบรำงับ, นี้ก็ ส่อความไม่เที่ยง แล้ว ความสงบรำงับของลมหายใจ หรือของร่างกายนี้ มันก็ยังมีเป็นชั้น เป็นชั้น เป็นชั้น เข้าไป นี้ก็คือความไม่เที่ยง ต้องดูความไม่เที่ยงด้วยความรู้สึกต่อสิ่งที่มันรู้สึกอยู่ในใจ.

น.410 นี่คือคำที่ผมพูดว่า ไม่ใช่ความรู้ อย่างที่เอามาจากหนังสือหนังหาคำพูดจา, แล้วก็ไ ม่ใช่การใช้เหตุผล แบบ, reasoning หรืออะไรทำนองนั้น, มันไม่เกี่ยวกับการ คำนึงคำนวณ ตามวิธีปรัชญาเลย. แต่มันเป็นการ รู้สึกอยู่ด้วยจิตใจ ในขณะนั้น ใน สิ่งนั้น ๆ นี่คือวิธีของธรรมะหรือของศาสนา มันอยู่ในรูปของวิทยาศาสตร์มากกว่า แต่มันเป็นเรื่องทางจิตใจเลยไม่ค่อยมีใครเรียกว่า วิทยาศาสตร์ แต่ที่จริงมันเป็นวิทยาศาสตร์ เต็มตัว แต่มันเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตใจ. เรื่องศาสนา เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ เรื่องปรัชญา คือ ไม่ต้องคำนึงคำนวณด้วยเหตุผล หรือการใช้เหตุผล แต่ตั้งรากฐาน อยู่บนความรู้สึกที่ประจักษ์แก่จิต เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ทางวัตถุ, มันประจักษ์แก่ การทดลอง. นี้ ข้อหนึ่งว่าไม่เที่ยงไม่คงที่ ก็มีความเปลี่ยนแปลงเรื่อย, เปลี่ยน- แปลงเรื่อย ไหลเรื่อย ถ้าเห็นเป็นไหลเรื่อยได้ก็ยิ่งดี. คุณจะเห็นก้อนหินเหล่านี้ไหล เรื่อยได้ไหม ? ที่จริงมันก็ไหลเรื่อย แต่เราไม่เห็น เพราะเราถูกกักอยู่ด้วยความรู้สึก เกี่ยวกับพื้นที่และเวลา. มันช้าไป เราจึงไม่เห็นก้อนหินนี้เปลี่ยนแปลงเหมือนกับไหล เรื่อย ถ้าใช้เวลาสักหมื่นปีแสนปีหรือ ล้าน ๆ ปี จะเห็นได้ว่าหินนี้ ไหลเรื่อย คือ เ ปลี่ยน จากภาวะอย่างนี้ไปอย่างโน้นเรื่อยไป จนกระทั่งสลายไป. นี้ ความไม่เที่ยงนี้ขึ้นอยู่กับเวลา แล้วก็ ขึ้นอยู่กับ รูปร่าง การกินเนื้อที่ ที่เรียกว่า time and space แล้วก็มีสัมพันธ์กันระหว่างของสองสิ่งนี้ ทำให้เราเข้าใจผิด เป็น อย่างนั้นอย่างนี้ ว่าสวย ว่างาม ว่าเที่ยงว่าอะไรก็ได้. เดี๋ยวนี้ก็ เห็นความไม่เที่ยง. ถ้าจะให้เห็นเป็นเหมือนก้อนหินนี้ไหล. เราไม่มีอายุตั้งล้านปี เราก็ไม่ เห็น จึงต้องใช้การคำนวณ แต่การใช้คำนวณอย่างนี้ไม่ใช่เรื่องของกรรมฐานหรือ วิปัสสนาแต่จะมีประโยชน์ก็ได้ คือ พิจารณาไปมา ให้มันช่วยให้เกิดความรู้สึกเชื่อ

น.411 แน่ขึ้นมาก็ได้ , แล้วเบื่อหน่ายคลายกำหนัดได้ ก็ใช้ได้เหมือนกัน เอาผลมากกว่าที่จะ เอาตัวกิริยาอาการหรือวัตถุสิ่งของที่แสดงอยู่ในเวลานั้น ถ้าเราฉลาดพอถึงกับมองเห็นก้อนหินนี้ไหลเรื่อย ก็พอจะทำให้เกิด ความรู้สึกสังเวชใจสลดใจ เบื่อหน่ายต่อการที่จะยึดมั่นสิ่งใดๆ ได้เหมือนกัน แต่มันก็ไม่พอ อีกแหละ มันไม่ใช่ความรู้สึกแท้จริง มันไม่มีอำนาจที่จะบังคับจิตใจได้ เต็มที่, คือไม่บีบจิตใจให้รู้สึกลึกซึ้งมากมาย สู้มัน รู้สึกในใจจริงไม่ได้ . ดังนั้น เราจึง เอาของข้างใน คือร่างกายที่เห็นอยู่รู้สึกอยู่ แต่ก็ยังช้านะ ร่างกายกินเวลานานถึงจะ เปลี่ยนให้เห็นได้สักที, บางทีเป็นวันเป็นเดือนเป็นปี แต่ถ้าเอาสิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกาย เช่น ลมหายใจเป็นต้น, หรือแม้แต่อาหารที่กินเข้าไปหรืออะไรต่าง ๆ นี้จะเห็นชัด ความไม่ เที่ยงมันเกี่ยวเนื่องกันไปหมด. เช่น ร่างกายนี้เนื่องอยู่กับลมหายใจ ลมหายใจ เนื่องอยู่กับร่างกาย, แล้ว ร่างกายเนื่องอยู่ด้วยอาหาร, ด้วยอากาศ ด้วยดินฟ้าอากาศ ด้วยสิ่งแวดล้อมอะไรต่าง ๆ มันเนื่องยุ่งกันไปหมด, ทุกส่วนมันไม่เที่ยง แต่มันมีอะไร อยู่อย่างหนึ่งซึ่งทำให้เราหลง พอใจความที่ไม่เที่ยง, หรือว่าความที่มันไม่เที่ยง มันทำให้มีรสมีชาติขึ้นมาในความรู้สึก ที่จะเอร็ดอร่อยหรือยึดมั่นถือมั่น. ถ้ามันเที่ยงคงที่ มันจะไม่รู้สึกอย่างที่เราหลงใหล มันทยอยกันเข้ามาเรื่อย, เปลี่ยนหน้าเข้ามาเรื่อย มันจึงไม่ค่อยเบื่อ มันต้องเปลี่ยนแปลง ที่จะรับรสนั้นได้เป็นระยะ ๆไป, จึงจะเกิดความไม่เบื่อ. นี้มันก็เป็นเ รื่องหลอกของ ความไม่เที่ยง, หลอกให้หลงใหลในความไม่เที่ยง. ฟังดูให้ดี นี่ความเปลี่ยน แปลงมันจึงอร่อย. นี่ดูความเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่มันหลอกลวง, พอเห็นจริงเข้าก็ เกิดระอา คือ ใช้คำว่าเป็นทุกข์, พอเราเห็นความไม่เที่ยงอันแท้จริงของสิ่งที่ไม่เที่ยงเข้า

น.412 อย่างน้อยเราจะต้องเกิดระอาใจ ในสิ่งที่มันหลอกลวงกันมากถึงอย่างนี้, นี้คำว่า ทุกข์ หรือ ทุกขัง มันจึงว่า ดูแล้วน่าเกลียดบ้าง , แล้วจะว่ างจากตัวตนเสียเหลือเกิน เพราะ มันเปลี่ยนเรื่อย . เมื่อเห็นความหมายอย่างนี้แล้ว ก็เห็นต่อไปถึงกับว่ามันมีความทุกข์ ทนทรมานแก่บุคคลที่เข้าไปยึดถือเอาว่าตัวเรา ว่าของเรา ที่นี้ถึงกับไม่อยากให้มันเปลี่ยน นั่น, หรือมัน ไม่เป็นไปตามความต้องการแห่งตัวกู - ของกู มันก็เป็นทุกข์ทรมาน. ดูความไม่เที่ยง ผลออกมาเป็นการเห็นความทุกข์ นี่เข้าใจได้ดี ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่ชื่อว่าเห็นความไม่เที่ยง, ถ้าเห็นความไม่เที่ยงอย่างผิวเผินหรือท่อง ๆ เอานี้ มันก็ไม่ รู้สึกอิดหนาระอาใจ เบื่อ เกลียดในสิ่งที่หลอกลวง อย่างนี้เรียกว่า ยังไม่เห็นความไม่เที่ยง โดยแท้จริง. บางทีจะไปหลงชอบความอร่อยที่เกิดจากความไม่เที่ยง หรือความเปลี่ยนแปลง นี้เสียด้วยซ้ำไป, จึงไม่สำเร็จประโยชน์. การเห็นความไม่เที่ยงอย่างผิวเผิน ไม่สำเร็จ ประโยชน์. นี้ต้องพอ ต้องลึกพอที่จะเกิดความเบื่อหน่าย ที่เรียกว่า นิพพิทา. เห็นความไม่เที่ยงจริง ๆ ก็เกิดความเบื่อหน่าย ที่เรียกว่านิพพิทา, นี้ถ้า เห็นความไม่เที่ยงมากถึงกับเห็นเป็นความทุกข์ น่าเกลียดน่าชังหลอกลวง, ไปยึดเข้าเป็น ทุกข์ ก็ยิ่งเบื่อหน่ายมากขึ้นไปอีก นิพพิทามากขึ้นไปอีก. ถ้าเห็นเลยไปถึงว่า มันไม่เที่ยงมันเป็นทุกข์นี่ คือ มันเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนอยู่ที่ตรงไหน , มันก็ จ ะ เบื่อหน่ายยิ่งขึ้นไปอีก , คือมีนิพพิทายิ่งขึ้นไป ๆ เรียกว่า เบื่อหน่าย มันกระวนกระวาย หน่อยตอนนี้. บทเรียนที่สองพอเห็นความเบื่อหน่ายมากพอ มันก็เลื่อนไปสู่ขั้น ที่สอง คือคลายกำหนัด ที่เรียกว่า วิราคานฺบัสสี ก็ถือโอกาสพิจารณาวิราคะ ดู วิราคะ รักษาวิราคะ คือ ความคลายกำหนัดนี้ ไว้ประจำใจอยู่ตลอดเวลานั้น, เห็นอยู่ ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า มันต่อไปขั้นที่สองได้อย่างนี้. ขั้นที่หนึ่ง - เห็นไม่เที่ยงใน

น.413 แง่ที่เปลี่ยนเรื่อย ก็เบื่อหน่าย, ในแง่ที่เป็นทุกข์ก็เบื่อหน่าย, ในแง่ที่ไม่ใช่ตน ก็เบื่อหน่าย. พอเบื่อหน่ายถึงขนาดมันก็คลายออก คลายกำหนัดออก คลายความยึดมั่น ถือมั่นออก ก็เรียกว่า วิราคานุบัสสี เห็นอยู่เป็นประจำซึ่งความคลายจาง จางคลาย. ก็เอาไปใช้กับ เรื่องที่เราเป็นปัญหาต่อสู้กันอยู่ เป็นประจำวัน เช่นกิเลสหรือความรู้สึก ด้วยกิเลส เช่นความรัก เป็นต้น. ถ้าอยากให้มันคลายให้มันจางออกก็ใช้วิธี อย่างนี้ ดูความที่มันไม่ เที่ยงให้มันลึกเข้าไป ลึกเข้าไป จนเกิดความเบื่อหน่าย, แล้ว จะคลายออกได้ แล้ว ถ้าทำซ้ำ ๆ ๆ ๆ อยู่ทุกครั้งหายใจเข้า - ออก หมายความว่ามันแน่นแฟ้น มันไม่กลับ. ถ้า เราดูเพียงประเดี๋ยวประด๋าว คิดด้วยเหตุผล ประเดี๋ยวประด๋าวมันก็กลับไปอีกแหละ ที่เคย รักมันก็กลับไปรักอีก, ที่เคยเกลียดก็กลับไปเกลียดอีก. นี้จึงเอามาทำกันใหม่ให้มันจริง จัง คือย้ำมันลงไปทุกครั้งที่หายใจออก - เข้า ไม่รู้กี่พันกี่หมื่นกี่แสนครั้ง นี่มันเอาจริง ขนาดนี้ ที่เรียกว่าอานาปานสติ หมายถึงเอามาประทับไว้ทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า. หรือว่าเราจะใช้ในทำนองที่ตรงกันข้าม, ถ้าเราอยากจะรักใคร ลองเอา มาคิดในแง่ของความรักไว้ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า. เดี๋ยวมันก็รักจนถอนไม่ออกอีก หรือ ว่า เราจะเกลียดใคร เรามาคิดดูในแง่ที่เกลียดอยู่ทุกลมหายใจออก - เข้า นานพอแล้ว มันจะเกลียด อย่างที่เรียกว่าเข้ากระดูกดำหรืออะไรทำนองนั้น ได้เหมือนกัน. นี้ก็เรียกว่า ประโยชน์ หรือ อิทธิพลอะไรของอานาปานสติ มันเป็น การย้ำ ๆๆ ๆๆ เข้าไปทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า ใน ข้อเท็จจริงอันใดอันหนึ่ง ลงไปใน ความรู้สึกของสติปัญญา มันมีสติด้วย มันมีสัมปชัญญะด้วย ที่จะช่วยฝั่งสิ่งนั้นหรือภาพ

น.414 ของสิ่งนั้น หรือความรู้สึกอย่างนั้น ลงไปในจิตส่วนลึก ลงไปใส่ไว้ในสันดาน ในก้นบึ้ง ก้นลึกของจิต ถ้าอยากจะจำอะไร สัก อย่าง หรือจำหน้าใครอย่างนี้ เอามาหลับตานึก หน้าคนนั้นอยู่ทุกลมหายใจออกเข้า หายใจออกเข้าตลอดเวลา ให้มันช่วยฝั่งลงไป, อาศัย อานาปานสตินี้ฝังลงไป ทำอย่างนี้ไม่กี่วัน ก็ไม่มีวันที่จะลืมหน้าของบุคคลคนนั้น, เรื่องอื่นก็เหมือนกัน ถ้าอยากจะให้แน่นแฟ้น ก็ใช้อุบายอันนี้. นี่คือ ข้อที่เ ราต้องใช้อานาปานสติ ทำให้เห็นอนิจจัง แล้วก็ย้ำ ๆๆ ความรู้สึกเป็นอนิจจังนี้ลงไปในความรู้สึกของจิตใจ มันถอนไม่ออก มันจะมีแต่ลึกซึ้ง ยิ่งขึ้น จนถึงกับว่า เบื่อหน่าย , ตอนนี้คลายกำหนัดข้อที่สองเรียกว่า คลายกำหนัด คือ จางคลาย เหมือนกับซักผ้าที่ย้อมด้วยสีให้สีออกให้หมด ต้องทำมาก ทำจนสีมันจางหรือ มันน่ายออกไป จนเหลือแต่ผ้า. นี้เราก็ต้องทำให้กิเลสหรืออุปาทานความยึดมั่นถือมั่นที่ เปรียบเหมือนสีที่มาจับอยู่ที่จิตนี้, จางออกไป จางออกไป จางออกไป จากความเคยชินที่ จะเป็นอย่างนั้น. ที่นี้ความเคยชินในสันดานของเรา มันมีการถูกย้อมหนาแน่น แน่นหนา ย้อมด้วยสี จะทำให้มันจางออก จางออก ด้วยอนิจจานุบัสสี มันก็จางออกได้ เป็น วิราคะ ขึ้นมา. วิราคะนี้มันเป็นญาณเป็นความรู้ด้วยเหมือนกัน , ถ้ามันทำหน้าที่เต็มที่ เห็นพรวดพราดลงไปในการหมดกิเลส ก็เรียกว่า อริยมรรค. อ ริยมรรคที่คู่กับมรรค ผลไม่ใช่อริยมรรคมีองค์ ๘. อริยมรรคที่คู่กับอริยผล คือ มรรค ผล. ถ้าจางหมด ก็เป็นพระอรหันต์, ถ้าจางบ้าง ก็เป็นพระโสดา สกิทาคามี อนาคามี ไปตามลำดับ เป็นอริยมรรคในชั้นอย่างนี้ แล้วแต่ว่า ทำให้คลายออกจางออกได้เท่าไร ฉะนั้นต้องรู้

น.415 อาการที่จางออกคลายออกนี้อย่างยิ่ง. ถึงขนาดที่แจ่มแจ้งอยู่ทุกครั้งที่หายใจออก - เข้า ด้วยเหมือนกัน จนกว่ามันจะตายตัวลงไป. ทีนี้ บทเรียนที่สาม นิโรธานุบัสสี พอมีจางออกถึงที่สุด, คือส่วนใดมัน จางไป ส่วนนั้นถือว่าดับ, ส่วนใดจางไปแล้วออกไปแล้ว ส่วนนั้นถือว่าดับ. ก็เป็น ขั้นที่ ๓. นิโรธะ คือ ความดับเกิด ขึ้นมา แทน โดยอัตโนมัติ กิเลสหรือความยึดมั่น ถือมั่นคลายไป คลายไป คลายไป คือดับไป-ดับไป-ดับไป, จน ปรากฏเห็นชัดว่าเดี๋ยวนี้ ความทุกข์มันดับ ดูที่ความดับเลยเรียกว่า นิโรธะ ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า นิโรธานุบัสสี ขึ้นมา เห็นความดับไม่เหลืออยู่เป็นประจำ หมายความว่าดับของกิเลสส่วนที่ดับไปแล้ว ดับของความทุกข์ส่วนที่ดับไปแล้ว ดูว่ามันดับจริงอย่างนี้นี่คือผล พอจะเรียกได้ว่าผล. เมื่อทุกข์ดับไป มันก็ไม่ต้องพูดถึงความสุขก็ได้, พอทุกข์ดับไปแล้วมัน ไม่มีความทุกข์แน่ มันไม่ต้องพูดถึงความสุขสำหรับจะยึดถือกันต่อไปอีก. ถ้าพูดใน ทาง logic หรือทางปรัชญาก็ตาม, ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า หลักในพุทธศาสนาที่เป็นขั้น แท้จริง จะไม่พูดถึงความสุข, จะพูดถึงความทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์ เท่านั้น. ถ้าไปเอ่ยถึงความสุขนี้ มันเป็นเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อ ให้คนที่ไม่อยากจะ ลองเข้ามาลอง. หรือว่าพูดอย่างสมมติอย่างชาวบ้านพูดโวหารสมมติ พูดว่าความสุขได้ เหมือนกัน เช่น พูดว่านิพพานเป็นสุข หรือ นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง นี้พูดสำหรับชาวบ้าน ในรูปโฆษณาชวนเชื่อ . ถ้าพูดโดยความจริงอันเด็ดขาดที่เรียกว่า ปรมัตถ์ จะพูดแต่ เพียงว่าที่สุดแห่งความทุกข์, ความทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งความทุกข์เท่านั้นแหละ จะไม่เลยไปถึงความสุข

น.416 ถ้าคุณจะอ่านพระไตรปิฎกด้วยตนเองต่อไปข้างหน้า ให้สังเกตข้อความ นี้ไว้ให้ดี ๆ มันจะมีที่ พระพุทธเจ้าท่านตรัส อย่างที่ว่าตรัสความจริง ท่านจะตรัสแต่เพียง ทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น, ไม่เอาสุขขึ้นมาพูดอีกแล้ว. มันเป็นเรื่องไม่จริงเรื่องความสุข, ถ้า มีความสุขแล้วก็มีความหมายที่เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือ. อันนี้เป็นเหตุให้พวก ฝรั่งแม้จะเป็นชั้นนกปราชญ์ เข้าใจพระพุทธศาสนาผิด ปรับให้พุทธศาสนาเป็นลัทธิ ที่มองสิ่งต่างๆ ในแง่ร้าย, ไม่มีอะไรมีแต่ทุกข์ อย่างดีที่สุดก็ มีแต่ความดับแห่งทุกข์, ไม่พูดถึงความสุขกันเลย. อย่างนี้ก็มี แต่เดี๋ยวนี้ก็ชักจะหายไปแล้ว ไม่กล่าวหาพุทธศาสนา ในลักษณะอย่างนี้ เพราะเขารู้มากขึ้น รู้ถึงขนาดที่รู้ว่า อ้อมันจริง, พูดกันแต่เรื่อง ความทุกข์ที่มีอยู่จริงแล้วดับมันเสียให้หมดก็หมดเรื่อง จะพูดถึงสุขทำไม เมื่อไม่มีทุกข์แล้ว มันก็หมดปัญหา. ฉะนั้น เราจึงพูดแต่นิโรธะ คือ ดับ ไม่มีเกิดอีก, ดับไปแห่งกิเลส และ ความทุกข์ก็พอ, แล้ว มีพระพุทธภาษิตที่ยืนยันไว้แล้ว ว่า เ ราบัญญัติแต่เรื่องความทุกข์ กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น, แต่ก่อนมาแล้วก็ดี เดี๋ยวนี้ก็ดี กระทั่งว่าต่อไปข้างหน้า ก็ดี เมื่อยังไม่นิพพาน ก็จะพูดแต่เรื่องทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์. คุณจะสังเกตได้ที่ เรื่องอริยสัจจ์สี่ เขาไม่พูดเรื่องสุขที่ตรงไหน, พูด เรื่องทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ และ วิธีที่จะให้ถึงซึ่งความ ดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ไม่ได้พูดถึงความสุข แต่อย่ากลัวว่ามันจะเป็นเรื่องไม่มีสุขเสีย เลย ก็ลองดับทุกข์ให้หมดเสียก่อนซิ, แล้วก็จะรู้ได้เอง. เดี๋ยวนี้มันทำไม่ได้แม้แต่ดับ ทุกข์ ฉะนั้น เราถือมันเป็นเรื่องจริงที่สุด, พูดทุกข์กับดับทุกข์. แต่ถ้าพูดสุขขึ้นมา มันยั่วให้เกิดความยึดถือใหม่อีก , เป็นการเกิดขึ้นใหม่. เมื่อมองเห็นความดับของกิเลส หรือของทุกข์อยู่ทุกครั้งที่หายใจเข้า-ออก ก็เรียกผู้นั้นว่า นิโรธานุบัสสี -คือ ผู้เห็นอยู่ซึ่งการดับอยู่เป็นประจำ แม้อันนี้ก็ต้องย้ำ

น.417 ย้ำหัวตะปู เห็นอยู่ทุกครั้งที่หายใจออกเข้า. เห็นความดับลง-ดับลง-ดับลง เห็น ละเอียดยิ่งขึ้นว่ามันดับลง ๆ เห็นในทุกแง่ทุกมุม ว่ามันดับลงอย่างไร, ด้วยเหตุอะไร นี้ก็เป็นผลที่ได้รับ จะสมมติเรียกว่าความสุขก็ได้, แต่มันไม่ใช่เป็นความสุขที่จะรู้สึกอย่าง พวกเวทนา ปีติสุข ในขั้นต้น ๆ หมวดที่สองโน้น. ฉะนั้น ความสุขชนิดนี้มันจึงไม่ ควรเรียกว่าความสุข เรียกว่าสิ้นสุดแห่งความทุกข์ เป็นความเฉย ว่าง ไม่รบกวน, ถ้าทุกข์ก็รบกวนในแง่ของความทุกข์, ถ้าสุขมันก็รบกวนในแง่ของความสุข คือ มันต้องไปรู้สึกเอร็ดอร่อย, ถ้าไม่รู้สึกว่าเอร็ดอร่อย มันจะมีประโยชน์อะไรสำหรับความสุข ถ้าไปรู้สึกเอร็ดอร่อยในความสุข มันก็รบกวน. ฉะนั้น ที่ สุดแห่งความทุกข์ดับไม่เหลือ แห่งความทุกข์ นี้ มันจึงว่างหรือเฉย. ถ้าเราจะพูดถึงเรื่องจิตใ จของพระอรหันต์ กันบ้าง, จิตถามว่า ท่านเป็น อย่างไร เป็น สุขหรือเป็นทุกข์ , มันมีหลักที่ตายตัวที่ จะต้องกล่าวว่าเฉย เฉยอย่างยิ่ง เฉยถึงที่สุด, ไม่ใช่เฉยอย่างคนธรรมดาเฉย, ไม่อาจจะเกิดความรักหรือความชัง อภิชฌา, หรือโทมนัส ได้อีก นี่คือดับ, กลายเป็นว่าง มีรสชาติเป็นเฉย, แล้วก็อยู่กับ ความเฉยทุกลมหายใจออกเข้า. นี้ยังไม่จบ บทเรียนที่สี่ มาดูอีกทีหนึ่ง เดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างไร, แล้วก็มา เห็นความที่เกลี้ยงเกลา. ก่อนนี้มันมีอะไรหลายอย่างมาเนื่องกันอยู่ มารวมกันอยู่มาพัว พันกันอยู่ มะรุมมะตุ้มน่ารำคาญ, อย่างนี้ มันว่าง เท่ากับว่า เกลี้ยง สลัดออกไปหมด. คำว่า สลัดออกไปหมด ก็คือสลัดตัวกู สลัดที่เป็นของกู , คิดดูว่ามัน เกลี้ยงหรือไม่เกลี้ยง. พอสลัดความรู้สึกเป็นตัวกู-ของกูออกไปได้แล้ว จิตจะเกลี้ยง, มันก็เกลี้ยงยิ่งกว่าเกลี้ยง นี่เรียกว่าสลัดออกไป คือปฏินิสสัคคะ สลัดคืน ๆ. เป็นขั้นที่ ๔ ปฏินิสสัคคานุบัสสี.

น.418 ผมพูดไว้ เป็นภาพพจน์ เป็นอุปมา ว่าคืนเจ้าของเดิม, ฟังง่ายหน่อย. เจ้าของเดิมคือ ธรรมชาติ, หรือเป็นสักว่าธาตุ, เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย, เป็นธรรมชาติ เจ้าของเดิม. นี้ จิตมันโง่ ไปดึงเอามา ไปโกงเอามา ไปปล้นเอามา มาเป็นตัวกู มาเป็นของกู อย่างนี้เป็นโจรยิ่งกว่าโจร, ไม่ใช่ของกูเอามาเป็นของกู, ไม่ใช่ตัวกูเอามา เป็นตัวกู นี้ก็ อุปมาต่อไปว่า เพราะมันเป็นโจร จึงถูกลงโทษให้เป็นทุกข์ เพราะไป ยึดมั่นคว้า เอาสิ่งใดว่าเป็นตัวกู - ของกู มันเป็นโจรนั่นแหละ, แล้วก็ถูกลงโทษให้ เป็นทุกข์, ยึดมั่นเมื่อไรก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น, ยึดมั่นเมื่อไรก็เป็นทุกข์เมื่อนั้น. นี่เป็น เรื่องผูกพันพัวพันรัดรุมกันรอบด้าน เพราะเหตุว่าไปปล้นเอาธรรมชาติมาเป็นเรา มาเป็นของเรา. แต่ถ้าพูดอย่างศาสนาอื่นที่เขา มีพระเจ้า ก็พูดได้เหมือนกันว่า ไปเอาของ พระเจ้ามา ไปโกงของพระเจ้ามา ไปปล้นเอาของพระเป็นเจ้ามาเป็นของตัว ก็เลยเป็นทุกข์. นี้ถ้ารู้จักพระเจ้าจริงก็คืนให้พระเจ้า ตัวกู ตัวตน, ชีวิตทั้งหลายมอบเป็นของพระเจ้าให้หมด ก็วิธีเดียวกันนั่น. แต่เขาพูดให้เป็นบุคคลขึ้นมา ไปโกงของพระเจ้ามา, เป็นบุคคล ระหว่างบุคคลนั้นกับพระเจ้าซึ่งก็เป็นบุคคลเหมือนกัน เขาพูดไว้ถูก, แต่คนพึ่งผิด พั่งเป็น บุคคลก็เลยไม่เชื่อ. ฉะนั้นศาสนาที่มีพระเจ้าอย่างบุคคลจึงลำบาก ที่จะอยู่ในโลกสมัยนี้ เพราะ ความรู้มันเจริญขึ้นมา จนเขารู้ว่าไม่มีพระเจ้าอย่างนั้นดอก. แต่ถ้าเราเปลี่ยนมาไม่ใช่ อย่างบุคคลอย่าง พุทธศาสนา นี้ มีสิ่ง ๆ หนึ่งซึ่งเป็นธรรมชาติ มันเป็นกฎที่ตายตัว ใครไปทำผิดกับมัน มันก็กัดเอา ก็คือความทุกข์ นี้เราทำผิดไปปล้นของมันมา มัน ก็กัดเอา. เดี๋ยวนี้คืนมันเสีย สลัดคืนให้เจ้าของเดิมเสีย มันก็เลิกกัน ไม่ต้องเป็นทุกข์.

น.419 นี่ความหมายของคำว่า ปฏินิสสัคคานุบัสสี-เป็นผู้เห็นซึ่งความสลัดคืน อยู่เป็นประจำ. เราคืนแล้ว คืนหมดแล้ว เราคืนหมดแล้ว, เราเห็นอยู่ทุกครั้งที่หายใจ ออกเข้า เราก็เกลี้ยง, เราก็หลุดจากความเป็นทาส เป็นอิสระจากความผูกพันทั้งหลาย มันก็ยิ่งกว่าความสุข. ถ้าจะดูกันง่ายๆ เดี๋ยวนี้ เราถูกผูกพันอยู่ด้วยทุกสิ่งกี่สิ่งก็ตามที่เราไป ยึดมั่นโดยความเป็นตัวกู บ้าง. โดยความ เป็นของกู บ้าง ไม่ต้องถามใคร ความรู้สึก มันมีอยู่ในใจ บางเวลามันเป็นตัวกู, บางเวลาเป็นของกู, มันเป็นความคิดปรุงแต่งขึ้นมา ด้วยอำนาจของอวิชชา จนชินเป็นนิสัย เรียกว่าอนุสัย หรือ อาสวะ ความซ้ำซากจน ชินเป็นนิสัย หมักดองอยู่ในสันดาน ถอนออกมายาก, เดี๋ยวนี้รื้อทิ้งหมด เรื่องมันก็จบ. อานาปานสติหมวดที่สี่ มันก็มีอย่างนี้ อนิจจานุบัสสี - เห็นความไม่ เที่ยง, วิราคานุบัสสี เห็นความที่ตัวคลายออก เพราะเป็นความไม่เที่ยง, นิโรธานุบัสสี เห็นดับลงแห่งกิเลสและความทุกข์ เพราะจางคลายออกได้แล้ว, ปฏินิสสัคคานุปัสสี - เห็นเกลี้ยง คือ มันสลัดทิ้งกลับไปหมดจนเกลี้ยง เป็นจิตเกลี้ยงหรือว่าง. ถามว่าว่างจากอะไร ตอบให้ถูกที่สุด ก็คือว่างจากตัวกู-ของกู ความรู้สึกที่เกิด จนเคยชินด้วยอำนาจอวิชชา เกิดเสียเรื่อยทุกครั้งที่มันมีอะไรมายั่วให้เกิด เดี๋ยวนี้พ้น, เลิก กันที เรียกว่าหลุดพ้น วิมุตติหลุดพ้นจากความเวียนว่ายอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ อยู่ในอาการ อย่างนั้น เพราะโยนทิ้งไปหมด, ไม่มีอะไรเหลือสำหรับที่จะปรุงแต่งให้เป็นความทุกข์. อานิสงส์ของการฝึกอานาปานสติ. เอ้า, ที่นี้เรามาดูกันในลักษณะอื่นบ้าง คือ มองดูอย่างทั่วถึงมองดูทั่ว ๆ ไป ว่า ระบอบปฏิบัติอันนี้มันมีประโยชน์อะไร คือมัน ตัดปัญหาอะไรได้บ้าง มันตัด

น.420 ปัญหาใหญ่ที่สุด ก็คือกิเลสและความทุกข์ให้หมดไป บรรลุนิพพาน นั้นเป็นหลัก การอันใหญ่ ที่เขามุ่งหมายอย่างนั้น. เราจะไม่พูดถึงนิพพานอะไรกันก่อน พูดถึงคนที่อยู่ในโลกนี้ ยังต้องประกอบ การงานหน้าที่ ตามสมควรแก่อาชีพ ก็ยังมีประโยชน์ที่ว่า จะได้รับการพักผ่อน เป็นสุข ใจ เพราะการปฏิบัติข้อนี้ คืออานาปานสติ ไว้หาความสุขใจเรื่อย ๆ ไปในโลกนี้, หรือจะให้ แคบเข้ามาอีก ให้ฝึกฝนสติปัญญาหรือว่าบังคับร่างกาย, บังคับวัตถุนี้ โดยทางลมหายใจ ให้มันสบายอย่างนี้. นี่การแสดงอานิสงส์ เพียงแต่รู้จักควบคุมหรือจัดสรรลมหายใจ ให้ถูก ต้องเท่านั้น มัน มีประโยชน์เหลือหลายแล้ว คือ ทำให้รำงับ ร่างกายก็รำงับ ก็เป็นสุข เป็นสุขที่เยือกเย็นที่สุด ไม่มีอะไรเย็นเท่า เพราะมันไม่ได้เจือด้วยกิเลส. ทีนี้ต่ำลงมาอีก กระทั่งว่าจะ บังคับความหงุดหงิดให้หายไป, ให้ร่างกาย มีความร้อนน้อยลง หรือ การฉีดของโลหิตที่เบาลง ก็อาจจะใช้เป็นวิธีหนึ่งสำหรับ ทำให้เลือดออกน้อย, เมื่อเป็นแผลก็ตาม หรือเป็นวัณโรคเลือดออกก็ตาม ถ้ารู้จักจัด ลมหายใจให้ละเอียดให้ประณีตเลือดจะออกน้อย นี้มันกลายเป็นผลทาง physic คืออย่างนี้ ก็ได้ ทั้งที่เรื่องเดิมเป็นเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ เป็นเรื่องบรรลุมรรคผลนิพพาน, มันก็ยัง มาใช้ในเรื่องของวัตถุ ทางวัตถุ ทางร่างกาย ทางเนื้อหนังนี้ได้. คนที่ หายใจยาว เป็นปรกติดี ก็จะมีผิวพรรณผ่องใสสบาย เลือดลมดี โรคภัยไข้เจ็บน้อย. ยังมีอานิสงส์พิเศษต่าง ๆ ทำนองปาฏิหาริย์อีกมาก คือว่าเมื่อเป็นนักเลงเฝ้า สังเกตอาการของลมหายใจอยู่เสมอ จนรู้จักกันดีกับลมหายใจ เป็นปีเป็นเดือนเป็นสิบ ๆ ปี ก็ รู้ความเปลี่ยนแปลงในร่างกายได้ ว่าปีนี้เราหายใจผิดไปแล้วจากปีก่อน, มีอะไร ทรุดโทรมลงไป, กระทั่งว่า ใกล้จะตายเข้าไป มันก็มีอาการหายใจที่เปลี่ยนไป ซึ่งอาจจะ คำนวณได้ว่าหายใจอีกกี่ครั้ง แล้วมันจะตายลงไป. เขาเคยทำได้ เขาเป็นนักเลงรู้เรื่อง ลมหายใจดีที่สุด.

น.421 มีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์ในอรรถกถา ว่าพวกที่จะรู้สึกได้ว่า จะตายลงไปในวินาที ไหน ทำได้แต่พวกที่เชี่ยวชาญในเรื่องอานาปานสติ. เขาจะจัดสรรตัวเองให้ตายลง ไปได้ในวินาทีนั้น ในการหายใจครั้งนั้น ว่าอย่างนี้เถอะ พวกอื่นไม่เคยชินไม่เข้าใจไม่ แตกฉานในเรื่องลมหายใจนี้ ไม่สามารถจะทำได้, คล้าย ๆ กับว่าปล่อยไปมันดับไปเมื่อไร ก็ไม่รู้ เพราะว่าเราไม่รู้ว่าร่างกายมันเปลี่ยนมาอย่างไร ลมมันเปลี่ยนมาอย่างไร. นักเลงอานาปานสติรู้ รู้ถึงว่า ใกล้เข้าไปแล้ว, อย่างนั้นใกล้เข้าไปแล้ว เขา จัดให้ลงจังหวะ เหมือนกับปิดสวิตช์ไฟแล้วตายอย่างนี้ก็ได้. เขามีเรื่องเล่าไว้อย่างนี้ว่า พระเถระองค์หนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญอานาปานสติ ถึงเวลาจะนิพพาน ก็บอกว่าจะทำอะไรให้ดู คล้าย ๆ อย่างนั้น. นี่ผมเล่าให้เป็นภาษาธรรมดา ลงไปที่กลางสนาม เธอยืนอยู่ตรงนี้ แล้ว ฉันก็จะเดินจงกรมหน้าเธอนี้ พอมาถึงก็คอยดู คอยดูฉันก็แล้วกัน. แล้วท่านก็นิพพาน ที่ตรงหน้านั้น ทั้งที่ยืนอยู่ คนที่เฝ้าอยู่นั้น เฝ้าอยู่จึงรับร่างของท่านผู้นิพพานแล้ว คือ ตายแล้ว หมดลมแล้ว. นี่เขาเล่าไว้อย่างนี้ ซึ่งการปฏิบัติอย่างอื่นทำไม่ได้ จะเป็น กายะคตาสติ - เป็นอะไรสติ ที่เป็นกรรมฐานอะไร ก็ทำไม่ได้อย่างนี้. มนเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของคนเราโดยตรง ก็ลองเอาไปสนใจดู, ถ้าอย่างไร ๆ ตรวจสอบชีวิตร่างกายให้ทุกวัน ๆ โดยการสังเกตที่ลมหายใจ ว่ามันปรกติดีอยู่ เรียบร้อยดีอยู่, เป็นไปตามปรกติดีอยู่ หรือมันเปลี่ยนแปลงไป เปลี่ยนแปลงไป, เข้าไป หาความชรา ที่มันจะต้องแตกดับในที่สุด, กระทั่งวันนี้อารมณ์ขุ่นมัว ก็รู้ได้ที่ลมหายใจ วันนี้แจ่มใสก็รู้ได้ที่ลมหายใจ คือมีประโยชน์. ฉะนั้นจึงอยากจะพูดว่า อานาปานสติภาวนานี้ เป็นเรื่องธรรมศาสตรา เป็นเรื่องการใช้ การมี การรักษา ธรรมศาสตรา ไว้แก้ปัญหาเกี่ยวกับความทุกข์ ในชีวิต, ในทุกแง่ทุกมุม กระทั่งทางร่างกาย มันก็พอ เรื่องเดียวก็พอ, ไม่ต้องสนใจ ต่อชุดอื่นหรือกลุ่มอื่น ของกรรมฐานนานาชนิดมากมาย. เพราะว่าเรื่องอานาปานสติ

น.422 เรื่องเดียวนี้ก็สามารถจะมีความสุขที่นี่และเดี๋ยวนี้ได้ แก้ปัญหาต่างๆได้, แล้วก็ทำให้ บรรลุมรรคผล นิพพานได้ ในเวลาอันใกล้ ถ้าทำจริง. คุณก็ไปทบทวนศึกษาให้เข้าใจ อย่าให้มันเลือน ๆไปเสีย เราพูดเรื่องนี้กัน สามครั้ง ; ครั้งที่หนึ่ง พูดเรื่อง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เรื่องร่างกายล้วน, ครั้งที่ สองเรื่องเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน กับจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สองเรื่อง, ครั้งสุดท้ายนี้พูดเรื่อง ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน. อนิจจัง ก็เรียกว่าธรรม, วิราคะ ก็เรียกว่าธรรม, นิโรธะ ก็เรียกว่าธรรม, ปฏินิสสัคคะ ก็เรียกว่าธรรม. ธรรมะหนึ่ง ๆในลักษณะหนึ่ง เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ ก็เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน การตั้งสติไว้ที่สิ่งที่เรียกว่า ธรรม, เพราะทำอยู่ ทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า จึงเรียกว่าอานาปานสติ. ถ้าเป็นการทำจิตใจให้เจริญ ก็ เรียกว่าภาวนา, คำว่า ภาวนา แปลว่า ทำให้เจริญ, ทำให้เจริญด้วยอาศัยลมหายใจ ออก - เข้า เลย เรียกว่า อานาปานสติภาวนา, มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ครบถ้วน อยู่ในนั้น ไม่ต้องขวนขวายให้มันหลายเรื่องหลายราว, ทำเรื่องเดียวกลายเป็นครบทุก เรื่อง ซึ่งมันยิ่งกว่ายิงทีเดียวได้นกสองตัว มันได้หลายตัว แล้วได้หมดไปตามลำดับ ด้วยการกระทำอย่างนี้อย่างเดียว. เอาละสรุปให้เป็นคำสุดท้ายว่า ถ้าจะให้อะไรมันได้ผลแน่นอนแล้ว ต้อง ทำลงไปทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า, จะไปทำอะไรก็ตามใจคุณ จะเอาผล อย่างไรก็ไป ทำอย่างนั้น แล้วทำจริงถึงขนาดที่ทุกครั้งที่หายใจออก-เข้า, ก็เป็นเรื่องอานาปานสติ โดยสมบูรณ์. เวลานี้ก็หมด ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ เราจะพูดกันอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จบชุดการบรรยายชุดนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต