Buddhadasa.org

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 ครั้งที่ ๑๙ — ผลจากการใช้ธรรมศาสตรา

ธรรมศาสตรา เล่ม 1 — คำบรรยายพิเศษแก่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุปสมบทภาคฤดูร้อนเพื่อศึกษาธรรมะ ๒๙ เมษายน – ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖ ณ สวนโมกขพลาราม · วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๖

☰ สารบัญ 📅 ดูวันนี้ในปฏิทิน ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.423 ในการบรรยายครั้งที่ ๑๙ นี้ ผมจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า ผลจากการใช้ ธรรมศาสตรา, คิดว่า ครั้งนี้ก็เป็นครั้งสุดท้ายของการบรรยาย จึงในตอนท้ายจะเป็นเรื่อง สรุปความของเรื่องทั้งหมด. ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะทบทวน ถึงข้อที่ว่า ได้บรรยายมาอย่างไร. คำบรรยายชุดนี้ชื่อว่า ธรรมศาสตรา ก็พูดถึงศาสตราคือธรรมสำหรับตัด ปัญหา, แล้วก็ระบุตัวปัญหา ของคนแต่ละคนและปัญหาสังคม กระทั่ง ปัญหาของ โลก นี้ก็ถือเอา เรื่องตจุราริยสัจจ์ เป็นหลักวิชาชั้นยอดสุดของธรรมศาสตรา แล้ว ก็มีอานาปานสติเป็นตัวการปฏิบัติ หมายถึง การเตรียม การมีการหา การฝึก การใช้ศาสตรา ผลของการใช้ศาสตรา ก็สรุปเรียกว่า มรรค ผล นิพพาน. เรื่องที่ จะพูดกันวันนี้ ก็เป็นเรื่อง มรรค ผล นิพพาน นั่นเอง. อริยสัจจ์สี่ เรื่อง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เรื่อง ความดับทุกข์ และ ทาง ให้ถึงความดับทุกข์ ก็ควรจะมองเห็นว่า เรื่อง ทางให้ถึงความดับทุกข์ เป็นเรื่องที่ ๓๕๑

น.424 จะสำเร็จประโยชน์. ฉะนั้นจึงสำคัญอยู่ที่อริยสัจจ์ที่สี่, เรียกว่าอัฏฐังคิกมรรค คือ ความถูกต้องมีองค์ ๘ ประการ ทั้ง ๘ ประการนั้น สงเคราะห์ได้เป็นศีล สมาธิ ปัญญา. นี้เพื่อความรวบรัด ก็จึงรวบรัดปฏิบัติในอานาปานสติภาวนา เมื่อปฏิบัติ อานาปานสติภาวนาอยู่ มันมีครบหมดทั้งศีลทั้งสมาธิทั้งปัญญา อย่างที่ได้ชี้ให้เห็นแล้ว ในการบรรยายครั้งนั้น. ข้อที่เราสังวรระวัง ตั้งใจจะทำอะไรให้ดีที่สุดเป็นพิเศษ นี้ก็เรียกว่า ศีล แล้ว ทำจิตให้สงบเรียกว่าสมาธิ, ทำจิตให้รู้ก็เรียกว่า ปัญญา อย่างนี้มันมีครบถ้วนใน การปฏิบัติที่ชื่อว่าอานาปานสติ มันก็คล้ายๆ กับว่าเป็นการลัดโดยทางอ้อม ก็เพื่อผล อันใหญ่หลวง. คือ ปฏิบัติอานาปานสติอยู่แท้ ๆ มันกลายเป็นศีล สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ ถึงกับเป็นอริยมรรค อัฏฐังคิกมัคค์ด้วยก็ได้, แล้วยิ่งกว่านั้น อานาปานสติหมวด สุดท้าย มันเป็นการบรรลุมรรคผล, กระทั่งรู้ว่าบรรลุมรรคผลแล้ว คือรู้กันไปจน ถึงตอนสุดท้ายที่สุดว่า มันหมดเรื่องกันที. นี่ ปฏินิสสัคคานุบัสสี มันรวมอยู่ที่ว่ามัน หมดเรื่องกันที่ คืนให้ธรรมชาติหมดแล้ว, ไม่มีอะไรมายึดถือไว้โดยความเป็นตัวตน ของตน. คิดดูให้ดีซิว่า มันเป็นการปฏิบัติแต่ต้นจนถึงที่สุด, แล้วเกิดผลขึ้นมา ตามลำดับ จนกระทั่งผลสุดท้าย. นี้หัวข้อของเราใช้คำว่า ผลที่เกิดมาจากการใช้ธรรม ศาสตรา การปฏิบัติอานาปานสติเป็นการใช้ธรรมศาสตรา โดยรวมไปถึงการรักษา การมี การหา การฝึกฝนไว้ด้วยเสร็จ

น.425 ๓๙๓ ผลของการใช้ธรรมศาสตรา มรรค ผล นิพพาน คือความมุ่งหมายของการปฏิบัติ. ทีนี้เมื่อพูดถึงผลของการปฏิบัติ ซึ่งจะเรียกว่าปฏิบัติอานาปานสติก็ได้, ปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ได้, มันก็ควรจะมองกันให้กว้าง ๆ ว่าผลของการปฏิบัตินี้ เป็นผลที่เป็นไปตรงตามความมุ่งหมายของพุทธศาสนาโดยตรงก็มี. นี้คือมุ่งธรรมอัน สูงสุด คือ บรรลุ มรรค ผล นิพพาน นั่นเอง. ทีนี้มันยังมีผลอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความมุ่งหมายทั่ว ๆ ไปของคนทั่วๆ ไป ซึ่งเคยต้องการกันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาลโน้น กระทั่งถึงพวกคุณสมัยนี้ เวลานี้ เป็น นักศึกษาก็มีทางที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้ธรรมศาสตรานี้ นี้ก็ไม่ใช่แต่ บุคคลส่วนน้อยเช่นนี้ อาจจะเป็นประโยชน์แก่โลกทั้งโลก, แม้ที่สุดแต่ว่าเรื่องการบ้าน การเมือง. ผลของการปฏิบัติจะครอบคลุมไปถึงนั้น กระทั่งถึงยุคปัจจุบันนี้ทั้งหมด. นี้ดูว่าเป็น ผลมุ่งหมายโดยตรงของพุทธศาสนา คือ บรรลุมรรค ผล นิพพาน พอมาถึง สมัยนี้ ดูมัน คล้าย ๆ กับว่ามันจะหมดหวัง, มันยากที่จะเป็นที่สนใจ ของคนที่อยู่ในโลกในยุคนี้ ที่ผมเคยเรียกว่ายุคปิงปอง หรือยุคกระดอนไปกระดอนมา หาอะไรจริงจังไม่ได้ เล่นตลกกันเท่านั้นเอง. ถ้าเขารักอย่างนี้ เขาต้องการอย่างนี้ ต้องการประโยชน์อย่างนี้ แล้วจะไปหวังประโยชน์เป็นมรรค ผล นิพพานได้อย่างไร. นี่คือข้อที่ว่า โลกนี้กำลังมีวิกฤตการณ์อันถาวร คือคนเราวุ่นวายหาความ สงบสุขไม่ได้ อย่างถาวรทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็เรื่องการเมือง การเมืองก้าวหน้ามา ถึงยุคตีปิงปอง.

น.426 คนเขารู้จักกันแต่เรื่องทางวัตถุ, ต้องการผลของการปฏิบัติเป็นวัตถุ ก็จึงพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง. แม้ที่สุดแต่คำว่าอนารยชน หรืออารยชนนี้ มันก็เล่นตลก กันอยู่เรื่อย. พวกคนในโลกที่เป็น ชาวโลกจัด ก็หาว่าตัวเองเป็นอารยชน. พวก นักปฏิบัติที่อยู่ตามป่าตามเขา ตามวัดตามวา ก็เป็นอนารยชน คือหาความเจริญไม่ได้. พวกที่อยู่ตามวัดตามป่าตามเขา ก็ว่าตัวเองอารยชน คืออยู่ใกล้พระใกล้เจ้าขึ้นไป, พวกที่ อยู่ในโลกนั้นเป็นอนารยชน คือมีจิตใจเลวทราม เห็นแก่ตัวยิ่งกว่าคนป่าสมัยหิน ก็เลยเป็นอนารยชน. นี้ผลของการปฏบัติ มันก็เลยสับสนกันหมด, ขอให้คิดดู ให้ดี ๆ. เดี๋ยวนี้เราจะพูดกันตามหลักของพุทธศาสนา จึงจะพูดกันรู้เรื่อง, และผล ของการปฏิบัติ ก็หมายถึงผลตาม หลักของพุทธศาสนา เป็นอารยชน เป็นอนารยชน ก็ถือตามหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา หรือการปฏิบัตินี้มันให้ผล ให้เป็นอารยชน ตามหลักของพุทธศาสนา. อารยชนในพุทธศาสนา นี้ หมายถึงคนที่เป็นอารยะหรือ อริยะ เขามัก จะแปลคำนี้ว่า ประเสริฐ นั้นเป็นคำแปลที่ไกลออกไป, คำว่า อริยะน ต้องแปลว่า มันไกลจากข้าศึก ที่เป็นอาริยชน หรือเป็นอารยชนก็ตาม เป็นคนที่ไกลจากข้าศึก ความชั่วความเลวกิเลสทั้งหลายนี้ก็เป็นข้าศึก ไกลออกมาเสียได้ ก็เป็นอริยชน, หรือ จะพูดให้มันกว้างออกไป ว่ามันไกลจากข้าศึกนี้หมายความว่า ไกลจากความเป็นข้าศึก. พวกอริยชน ทั้งหลาย จะไม่เป็นข้าศึกแก่ใครเลย เบียดเบียนตัวเองก็ไม่ได้, เบียดเบียน ผู้อื่นก็ไม่ได้, นี้คืออารยชน. ความเป็นอารยชน คือผลของการปฏิบัติที่ถูกต้อง ด้วยการใช้ธรรมะเป็นศาสตรา, ตัดความเป็นป่าเถื่อนที่เป็นอนารยทั้งหลายออกไป เสียได้.

น.427 เดี๋ยวนี้ผมกำลังพูดกับพวกคุณ ที่ไม่เคยเข้าวัดเข้าวา จึงต้องอธิบายถ้อยคำ ชนิดนี้ แล้วก็จะอธิบายคำบางคำที่มันเกี่ยวข้องกัน. เมื่อพูดว่า มรรค ผล นิพพาน ก็ได้ยินอยู่มาก เคยได้ยินได้ฟังกันมาก แต่ว่าให้รู้กันลงไปจริง ๆ ว่า มรรคคืออะไร, ผลคือ อะไร, นิพพานคืออะไรนี้, ดูมันยังยาก. นี้ก็ตั้งหน้าตั้งตาที่จะศึกษาธรรมะ แล้วก็ได้ ศึกษามาตามลำดับ จนมาถึงผลสุดท้ายที่เรียกว่า มรรค ผล นิพพานนี้ ควรจะเข้าใจ. คำว่า มรรค ผลเดี๋ยวนี้ในภาษาไทยเอามาใช้เป็นชื่อของการสำเร็จประโยชน์ ได้รับประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอันตรงตามประสงค์ อย่างนี้เรียกว่าได้มรรคได้ผล, เขาพูดกัน อย่างนี้ก็มี. แต่อย่าไปเอามรรคผลเช่นนั้นมาในกรณีที่กำลังพูดถึงนี้ เพราะหมายถึง การปฏิบัติในชั้นสูง ที่ทำให้หมดกิเลส บรรลุมรรคผลไปตามลำดับ. นี้คุณก็นึกถึงคำที่มันเกี่ยวข้องกัน, เช่นว่าคำว่า พระโสดาบัน พระสกิทา- คามี พระอนาคามี และ พระอรหันต์ แล้วก็หาทางที่ทำความเข้าใจว่า คำเหล่านี้มัน หมายถึงอะไร. ที่เขาพูดว่า มรรคและผล ก็หมายถึงโสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล, สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล, อนาคามีมรรค อนาคามีผล, แล้วก็อรหัตตมรรค อรหัตตผล. บางทีก็จะเรียกสั้น ๆ ว่า โสดามรรคโสดาผล สกิทาคามรรคสกิทาคาผล, อนาคามิมรรค อนาคามิผล, อรหัตตมรรค อรหัตตผล อย่างนี้ก็ได้เหมือนกันมีคนพูด เหมือนกัน, แต่ใจความสำคัญมันอยู่ที่ตรงชื่อนั้น ๆ, เช่น โสดา สกิทา อนาคานี้ เป็นคำ ย่อ ๆ. ถ้าคำเต็มก็ต้องใช้คำว่า โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์. พวกชาวบ้าน เขาชอบพูดตัดสั้น เขาก็รู้ความหมายกันอยู่ แล้วจนกระทั่งมันเลือนไปจนไม่รู้. คนแต่ ก่อนเขารู้เพราะเขาเรียน, คนเดี๋ยวนี้ไม่เรียน แล้วก็อยากจะรู้ก็เลยเหมา ๆ เอา.

น.428 สำหรับ ความเป็นพระโสดาบัน เรานักศึกษาตามธรรมดา ก็ถือเอาความ หมายว่า แรกถึงกระแส หรือเอาถึงกระแสก็แล้วกัน, กระแส ในที่นี้ คือกระแสไป นิพพาน คือ จะหมดกิเลสสิ้นเชิง เรียกว่านิพพาน. พอมันถึงจุดที่อาจจะหมดกิเลส สิ้นเชิงได้นี้ก็เรียกว่าถึงกระแส ถึงกระแสแห่งนิพพาน, เมื่อแน่นอนอย่างนี้ คนนั้น ก็เรียกว่า โสดาบัน มาจากคำว่า โสตาปันนะ แปลว่า ถึงทั่วซึ่งกระแส หรือว่ามาถึงซึ่ง กระแส. นี้คำว่ามาถึงนี้ มันหมายความว่าเริ่มแรก เป็นจุดตั้งต้น เป็นจุดเริ่มแรก การเข้าถึงกระแสหมายถึงมาถึงจุดที่ตั้งต้น ยังไม่ได้ล่องลอยไปตามกระแส หรือยังไม่ถึง ปลายทาง ยังไม่ถึงปลายกระแส. จุดเริ่มแรกนี้ มันอยู่ที่ตรงว่า ละสิ่งที่เรียกว่า ตัวกู- ของกู เท่านั้นเอง เริ่มถึงกระแสที่ละตัวกู - ของกูได้, แต่ ไม่ใช่ละได้หมด ไม่ได้ ละจริงจังอะไร แต่มันถึงกระแสที่มันจะละได้โดยแน่นอนอย่างนี้ ถ้าจิตใจของใครสูงขึ้นมาถึงขั้นที่เรียกว่า จะต้องละตัวกู - ของกูได้ โดย แน่นอน ในการข้างหน้า นี้ก็เรียกว่า คนนั้นถึงกระแส กระแสแห่งการละตัวกู-ของกู. ฉะนั้น เรื่องของพระโสดาบัน จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการละพวกความโง่เท่านั้น แหละ, ยังไม่ได้ละเรื่องกามราคะหรือกามารมณ์ หรือว่าเรื่อง โทสะ โกธะ อะไรมากมาย มันไป ตั้งต้นด้วยเรื่องละโมหะละความโง่ก่อน. นี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสังเกต แล้วคุณควรสังเกตไว้ ว่าการที่จะก้าวหน้าไปจนถึง จุดปลายทางนั้น แทนที่จะละราคะหรือโลภะหรือกามารมณ์หรือโทสะ ขี้โกรธอะไรก่อน แล้วจึงไปละถึงโมหะ, นี้มันกลับไม่เป็นอย่างนั้น. พระโสดาบันจะต้องตั้งต้นละความ

น.429 โง่ก่อน, ถ้าพูดกันภาษาธรรมดาก็ว่า จัดการกับความโง่ก่อน เรื่องกามารมณ์หรือเรื่อง ความโกรธประทุษร้ายนั้นมาพูดกันทีหลัง นี้มันแสดงอยู่ชัดว่าต้อง ตั้งต้นด้วยปัญญาก่อน ซึ่งผมก็เคยได้แนะแล้ว แนะอีกว่าให้สังเกตให้ดี เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา นั้นมัน เอาไว้พูด, แต่ พอถึงคราว ปฏิบัติ นั้น มันกลายเป็นว่าปัญญา แล้วก็ศีล แล้วก็สมาธิ. ให้ดูที่มรรคมีองค์ ๘ ประการ สององค์แรกเป็นปัญญา. สามองค์ถัดมาเป็นศีล, สามองค์ถัดมาเป็น สมาธิ, มันได้รูปโครงเป็นว่า ปัญญา แล้วก็ศีล แล้วก็สมาธิ ปัญญาต้องมาก่อน มันจึงจะทำอะไรถูก, แม้จะรักษาศีล ถ้าไม่มีปัญญามาก่อน มันก็ รักษาศีลผิดหมด, ผิดความมุ่งหมายหมด. ให้ปัญญามาก่อน นำหน้าศีล ศีลก็ถูก มีศีลแล้วก็มีสมาธิ ได้ง่าย มีสมาธิแล้วก็มีปัญญาสูงยิ่งขึ้นไปอีก. ปัญญานั้นก็ช่วยให้ศีลสมาธิสูงขึ้นไปอีก, สมาธิสูง แล้วก็ส่งให้ปัญญาสูงขึ้นไปอีก มันคล้ายกับเล่นงูกินหางกันอยู่อย่างนี้ แต่มันก้าวหน้าไป เรื่อย ๆ มันก็เลยไปถึงปลายทางได้. ลำดับการละกิเลสของพระอริยบุคคล. ข้อนี้มันมา พิสูจน์ได้ อยู่ตรงที่ การละกิเลสของพระอริยบุคคล พระโสดา- บันนี่ ต้องละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลลัพพัตต์ปรามาสสามอย่างนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่อง ความโง่หรือโมหะทั้งนั้น. พระสกิทาคามี ก็ยังอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ละได้มากขึ้นไปอีก, หรือว่า ถ้าจะดูถึง ราคะ โทสะ โมหะ ส่วนที่ละไปได้นั้น ละได้มากกว่าพระโสดาบัน

น.430 ทีนี้ พระอนาคามี จึงจะถึงเรื่อง ละกามารมณ์ หรือ ละโทสะได้สิ้นเชิง ซึ่งเขาถือกันว่าสิ้นเชิง, แต่ว่าละกามราคะได้นั้น ไม่ใช่หมายความว่าหมดราคะ, ยังมี ราคะอันอื่นอีก คือรูปราคะ อรูปราคะ ซึ่งจะไปละกันอีกในตอนพระอรหันต์. พระอรหันต์ละความโง่, กิเลสประเภทความโง่ที่เหลืออยู่อีกทั้งหมด ให้หมดไปอีกทีหนึ่ง นี่ก็เป็นพระอรหันต์ ถ้าจะดูทิวทัศน์ทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียว ของการละกิเลสของพระ อริยบุคคล นี้ จะเห็นได้ว่า ละพวกความโง่ ที่โง่อย่างหยาบ ๆ นั้น เสียก่อน, แล้วจึง ละกาม แล้วละความโกรธ, ต่อจากนั้นจึงละราคะที่สูงไปกว่ากาม กับความโง่ ทั้งหมด ที่ยังเหลือ ไม่ให้มีเหลือ คือละโง่ แล้วละกามกับความโกรธ แล้วจึงจะละความ ยึดมั่นถือมั่นอย่างอื่น ในที่สุดก็จบกัน. นี้จะพูดให้ละเอียดออกไปหน่อยก็ว่า พระโสดาบัน แรกถึงกระแสแห่ง นิพพาน ๑. ต้องละสักกายทิฏฐิ - ความคิดเห็นว่ากายนี้เป็นของตน ในขั้นหยาบ, ๒. ละวิจิกิจฉา - คือ ความลังเลในปัญหาอันสำคัญที่สุดของชีวิต, แล้วก็ ละสีลัพพัตต- ปรามาส - คือความประพฤติต่าง ๆ อย่างงมงาย ที่เคยประพฤติมาชิน ก่อนหน้านี้ ซึ่ง เป็นของที่ละยากเหมือนกัน เมื่อจะมองดูในสายตาของนักศึกษา ก็มองดูซิ ละความสำคัญว่า กาย นี้ของตน, หรือว่ากลุ่มนี้ทั้งกลุ่มที่ประกอบขึ้นเป็นกายนี้มันเป็นของกู, นี้เรียกว่า ความ โง่ขั้นหยาบที่สุด เพราะตั้งแต่เด็ก ๆ มา มันก็จะมีความเข้าใจอย่างนี้ กายนี้ของกู ต่อเมื่อฉลาดกว่านั้นมาก จึงจะไปเห็นอันอื่นที่ดีกว่ากายนี้ ว่าของกู, จะไปเห็นที่จิตอัน ละเอียด, หรือว่าความดีอันละเอียด หรือสิ่งที่มันเป็นอสังขตะอะไรเป็นของกู นั้นมันชั้น ละเอียดขึ้นไป ฉะนั้นหยาบ ๆ นี้ก็เอาที่กายนี้เป็นของกู

น.431 ของกูนี้ก็หมายความว่า มันเที่ยง หรือมันเป็นตามความต้องการของกู นี้ก็ ต้องเริ่มเข้าใจ คือว่าเริ่มลืมหูลืมตากันว่า กายนี้มันไม่ใช่ของกู เพราะมันไปตามเหตุ ตามปัจจัย ต้องเปลี่ยนแปลงเป็นต้น เห็นเค้าเงื่อนอันนี้ก็เรียกว่า ละสักกายทิฏฐิ แต่ว่า ไม่ได้หมายความว่า ละความยึดถือว่าตัวกู - ของกู นี้ได้หมดจดสิ้นเชิง ไม่ใช่, มันละ ส่วนหยาบเท่านั้น. คุณก็ไปเปรียบเทียบเอาเองว่า เราเคยรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับกายนี้ของกู ถ้ามัน ยังหนาเท่าเดิมมันก็ยังไม่ได้ละ. แต่เริ่มเห็นว่ากายนี้ถ้าจะไม่ใช่ของกู นี้ก็ยังดี, มองเห็น ว่าความที่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. มองเห็นความที่หลาย ๆ อย่างรวมกันเข้าเป็น กลุ่มหนึ่ง, รู้จักคิด รู้จักนึก รู้จักกระทำอะไรนี้ เป็นธรรมชาติ เป็นไปตามธรรมชาติ. ถ้าจะพูดให้คนธรรมดาสามัญเข้าใจได้ดีที่สุด ก็ว่า ละความสำคัญว่า ตัวกู ที่ติดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ด้วยความไม่รู้. เดี๋ยวนี้เริ่มลืมตาขึ้นมา ก็เริ่มรู้ว่า ที่เคยคิดว่าตัวกู-ของกู ตลอดเวลานั้น ไม่ใช่แล้ว, ไม่ใช่แล้ว, แต่ยังละไม่ได้ แต่รู้ ว่าไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่แล้ว. สักกายทิฏฐิ ในส่วนนี้ก็มีความหมายอย่างนี้ อยากจะเป็นพระโสดาบัน ก็ สนใจศึกษา คำว่า "อยาก” ในที่นี้, ไม่ได้หมายความว่า ทะเยอทะยาน เห่ออะไร ไม่ใช่, แต่ต้องการให้มันก้าวหน้าไปตามลำดับ ให้ไปถึงที่สุดของความทุกข์. นี้ดูคำ ที่สอง ว่า วิจิกิจฉาความลังเลในปัญหาสำคัญที่สุดของชีวิต, ที่ว่า สำคัญที่สุดนี้มันยังไม่รู้ว่าอะไรเสียอีก, ก็ลองนึกดูว่า เรามีปัญหาอะไรที่ใหญ่ที่สุด มันจะ ได้แก่ ปัญหาที่ว่า จะไปนิพพานดีหรือจะไม่ไปดี. ลองคิดดูซิ ลังเลว่าจะเป็นพระดี หรือเป็นฆราวาสอย่างนี้ หรือลังเลละเอียดออกไปว่า พุทธศาสนานี้จะใช้ได้หรือไม่ จะ

น.432 จริงหรือไม่, ลังเลกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับความจริงต่าง ๆ, เรียกว่า วิจิกิจฉา. ลังเล ว่า พระพุทธเจ้า นั้นจะดีอย่างที่เขาว่ากันแน่หรือ, พระธรรม นี้จะดีอย่างที่เขาว่า ๆ กันแน่ หรือ, พระสงฆ์ ก็เหมือนกันจะดีอย่างที่เขาว่า ๆ กันแน่หรือ, หรือว่าศีล สมาธิ ปัญญา นี้จะเป็นธรรมศาสตรา ตัดปัญหาได้จริงหรือ อย่างนี้. เดี๋ยวนี้คุณจะนึกถึงปัญหาส่วนตัวดูก็ได้ แล้วก็จะรู้สึกว่า มันก็ยังลังเลอยู่ นั่น, นับตั้งแต่สอบไล่ มันก็ยังลังเลว่าจะสอบไล่ตก หรือลังเลว่า เราจะประกอบอาชีพ อะไร. แม้การศึกษาที่เรากำลังเรียนศึกษาอะไรอยู่นี้ เราก็ยังลังเลอยู่ว่า มันจะช่วยเราได้ หรือไม่ มันถูกทางแล้วหรือยัง. ถ้ายังมีความลังเลอย่างนี้อยู่ แล้วก็ว่า จิตใจนี้มันยัง เต็มไปด้วยกิเลสด้วยเครื่องผูกพัน คือหนาไปด้วยกิเลส. ควรจะแน่กันลงไปเสียว่า เราเกิดมานี้ควรจะได้อะไร, สิ่งนั้นต้องดีแน่ สิ่งนั้นต้องทำให้ได้ ในวันหนึ่งข้างหน้านี้ อย่าให้มันมีการลังเล. สิ่งที่เขาบัญญัติไว้ มองเห็นจริงก็ไม่ต้องลังเล ธรรมะนี้ดีแน่ มี ประโยชน์แน่ ไม่ต้องลังเล เหมือนที่คนโดยมากก็ยังลังเลอยู่. สีลัพพัตตะปรามาส นี้ลูบคลำศีลและพรตที่ มีความมุ่งหมายดี มีคุณสมบัติ ดี ให้กลายเป็นของไม่ดี คือ โง่เง่าหรืองมงายไป. ข้อปฏิบัติต่างๆ มันละกิเลส ได้ เมื่อละได้ก็ได้สิ่งที่ดี, เดี๋ยวนี้ไม่มองเห็น ข้อปฏิบัติในรูปนั้น ไปเห็นเป็นของศักดิ์ สิทธิ์จะช่วยให้คนเรากลายเป็นอะไรไป ได้ปุบบับ ๆ เป็นของศักดิ์สิทธิ์ไปเลย. ฉะนั้น เรื่องเสกเป่าจึงเข้ามาก่อน, เสกให้เป็นพระด้วยการเสก เดี๋ยวเป็นพระทันที ไม่ใช่เป็น เรื่องของการปฏิบัติแล้ว. สิ่งที่เขามีไว้อย่างดีอย่างถูกต้อง เราไปลูบคลำด้วยความงมงาย ก็เลย ใช้มันผิด , ก็เลยกลายเป็นของผิด ก็เรียกว่าสีลัพพัตตะปรามาสทั้งนั้น มีมากมาย หลายอย่าง. ก็เป็นไปเพื่องมงาย ๆ หนักขึ้น แม้ได้ของดีมาก็เอาไปทำให้งมงายเสีย ได้

น.433 ธรรมะมาก็เอาไปเป็นเรื่องของเสกเป่า เป็นเรื่องขลัง เรื่องศักดิ์สิทธิ์, ทำอานาปานสต จึงได้บ้าเลย สมน้ำหน้า คือไปจับฉวยเอาด้วยความงมงาย ทำสิ่งที่ดีให้กลายเป็นของ งมงาย. ยกตัวอย่าง ง่ายๆ, เดี๋ยวนี้เช่นว่า แขวนพระเครื่องรางที่คอนี้ แขวน ให้โง่ก็ได้, แขวนให้ฉลาดให้ดีก็ได้ แขวนให้เป็นอันธพาลก็ได้. ไปเอาพระเครื่องมา แขวน แล้วมันก็อวดว่า กูไม่ตาย ใครยิงกูไม่เข้าอะไรนี้ มันก็ไปเป็นอันธพาลเท่านั้น, นี่แขวนพระเครื่องให้เป็นอันธพาลไป, แขวนให้โง่ คือเข้าใจผิด ผิดจากความมุ่งหมายที่ ต้องการให้ฉลาด แล้วเพื่อกันลืม กันลืมสิ่งที่สำคัญที่สุด, เช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอนุสรณ์ เป็น วัตถุกันลืม หรือเอาวัตถุนี้เป็นจุดเป็นเป้าหมาย ที่เราจะ ปฏิบัติเพื่อให้มันทะลุไป อย่างนี้ก็แขวนพระเครื่องให้ฉลาด ให้ใกล้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ยิ่งขึ้น เพราะเตือนไม่ให้ลืม แล้วอย่างไหนมันงมงาย คุณก็คิดดูเอง จะแขวน พระเครื่องให้งมงายก็ได้, จะแขวนพระเครื่องช่วยให้ฉลาดก็ได้, แต่ถ้า ฉลาดถึงที่สุดแล้ว ไม่ต้องแขวนก็ได้. ยกตัวอย่าง ว่าสิ่งที่เขาไม่ได้ทำไว้สำหรับงมงาย, คนเราก็เอามา ทำให้เป็นเรื่องงมงายไปได้ นี้ก็ต้องละ. นี่แปลว่า ละความโง่เขลาในอันดับแรก ของมนุษย์เราได้ ก็เป็นพระ โสดาบัน หรือถึงกระแสของนิพพาน, ละสักกายทิฏฐิ ละความ โง่เขลาว่ากายนี้ของกู, ละวิจิกิจฉา คือ ความลังเล ความรวนเรของสติปัญญา แล้วก็ละสิ่งที่เป็นความงมงาย ที่ถูกแวดล้อมให้เข้ามาหาเราตั้งแต่แรกเกิดจนบัดนี้. นี้ก็ฉลา ด สลัดทิ้งออกไปเสีย ให้หมด ไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับจะงมงาย ก็เรียกว่า เป็นพระโสดาบัน. ถ้าใครมองเห็นเรื่องนี้ตามที่เป็นจริง ก็จะเห็นว่า การเป็นพระโสดาบัน นี้ประเสริฐอย่างยิ่ง, ไม่ใช่เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะมันเป็นเรื่องแน่นอนต่อนิพพาน

น.434 เป็นผู้ถึงกระแสแห่งพระนิพพาน. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ น่าตกใจ เพียงแต่ถึงกระแส แห่งพระโสดาบันเท่านั้น ความทุกข์มันหมดไปมากมายมหาศาล. ถ้าสมมติว่า ความทุกข์ มันมีร้อยหนึ่งนี้ พอสักว่าเป็นพระโสดาบันเท่านั้น, ความทุกข์มันจะหมดไปตั้ง ๗๐-๘๐ ยังเหลืออยู่นิดเดียว ก็เป็นหน้าที่ที่จะละต่อไป. อุปมาเรื่องนี้พบในบาลีพระพุทธเจ้าตรัสว่า ฝุ่นที่ติดอยู่ที่เล็บของฉันนี้ กับฝุ่น ทั้งโลกนี้ อันไหนมันมากกว่า. ภิกษุก็ทูลตอบว่า มันจะเปรียบกันได้อย่างไร, ฝุ่นที่หยิบ ขึ้นมาด้วยปลายเล็บนี้กับฝุ่นทั้งโลก. ที่นี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่า เออนั่นแหละ ๆ พอสักว่าเป็นพระโสดาบันเท่านั้น ความทุกข์มันหมดไป เท่ากับฝุ่นทั้งโลก มันเหลือยกเว้น ฝุ่นที่ปลายเล็บนี้เท่านั้น อย่างนี้มีมากที่สุด. ข้อความอย่างนี้ในพระบาลี เขาคงเล็งถึงข้อนี้ ว่า แน่นอนว่าจะบรรลุนิพพาน จึงเรียกว่าโสดาบัน คือ ถึงกระแสโดยแท้จริง. จำคำสามคำนี้ไว้ให้ดี สั กกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส แปล เป็นไทยว่า ละความเข้าใจว่ากายนี้ของตน, ละความไม่แน่นอนของสติปัญญาเสีย, ละความ งมงายที่เคยสะสมไว้แต่กาลก่อนเสีย ก็เป็นพระโสดาบัน. แล้วถ้าดูอีกทางหนึ่ง เขาก็วางมาตรฐานไว้ว่า คนชนิดนี้มีความแน่ใจมั่น คงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์, แล้วก็มี ศีลประเสริฐบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีใครติเตียน ได้ อย่างนี้ก็มี. แต่ใจความแท้ ๆ ละสามอย่างนี้ได้ เป็นความหมายของความเป็นพระ โสดาบัน. การกลับมาของพระอริยบุคคล. พระสกิทาคามี ก็แปลว่า ผู้ที่จะกลับมาเพียงครั้งเดียว, ผู้จะมาอีกเพียง ครั้งเดียว. สำหรับพระโสดาบันนั้น ในตัวชื่อนี้ไม่ได้บอกว่า จะกลับมากี่ครั้ง, แต่ตาม

น.435 หลักที่เขาสอนกันอยู่เขาว่า ๗ ครั้ง อย่างน้อยก็สอง-สามครั้ง. การกลับมานี่ตีความ กันว่ากลับมาสู่โลกนี้ คือตายแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์นี่อีกตั้ง ๗ ครั้ง, อีก ๒-๓ ครั้งบ้าง ; อย่างพระสกิทาคามีนี้มาอีกครั้งเดียว แล้วพระอนาคามีนั้นไม่มาอีกเลย, เขาตีความกัน อย่างนี้. ผมไม่ตีความอย่างนั้น เดี๋ยวจะว่าให้ฟังว่าพระโสดาบันจะเกิดอีก ๗ ชาติ เข้า โลงอีก ๗ ชาติ. ผมว่าไม่ใช่อย่างนั้น คือ จะมีจิตที่วกกลับมา กามารมณ์ อีกเพียง ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก, พระสกิทาคามีก็จะกลับมาอีกหนึ่งครั้ง อย่างมาก, พระ อนาคามีก็จะไม่กลับมาเลย. นี้เป็นเรื่องชาติ ที่อธิบายด้วยความรู้สึกในจิตที่ยึดมั่น ถือมั่นเป็นตัวกู-ของกูเป็นชาติหนึ่ง แล้วชาตินั้นเกิดขึ้นเพราะอาศัยสิ่งที่เรียกว่ากาม หรือกามารมณ์เป็นต้นเหตุ พระสกิทาคามีที่ว่าจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะ ละ อะไรได้ส ามอย่างเท่า พระโสดาบัน, แต่ว่ามันมีน้ำหนักมากกว่า คือว่าทำให้ โลภะ โทสะ โมหะนี้เบาบางกว่า พระโสดาบัน, ยังไม่หมดราคะ โทสะ โมหะ ด้วยกันทั้งสองพวก ทั้งพระโสดาบัน และพระสกิทาคามี แต่มันก็เบาบางไปมาก. พระอนาคามีหมดไปในเรื่องกามราคะ ปฏิฆะ, เหลือราคะอื่น คือ รูป ราคะ อรูปราคะ เป็นต้น, ถือกันว่าหมดโทสะ โทสะจะไม่มาปรากฏอีก ; จะเห็นได้ตรงนี้ ว่า พระอนาคามีละกามราคะได้เด็ดขาด แต่ไม่อาจจะละรูปราคะ อรูปราคะ ก็หมาย ความว่า พระอนาคามีไม่มาสู่กามราคะ คือ ไม่มาสู่กามอีกเท่านั้นเอง. เมื่อพระอนาคามี ไม่มาสู่กามนี้อีก พระสกิทาคามีก็หมายความว่าก็กลับมาสู่กามนี้เพียงครั้งเดียว, แล้วพระ โสดาบันก็จะมาสู่กามนี้อีกเจ็ดครั้งเป็นอย่างมาก.

น.436 คำว่าครั้งหนึ่งนี้ในพระบาลี ตัวหนังสือแท้ ๆ ก็ไม่ได้แสดงว่าชาติหรือ ความเกิด, ใช้คำว่าครั้งเฉยๆ. มันครั้งของอะไร ครั้งของการเกิดทางเนื้อหนัง หรือ ว่าครั้งของการเกิดทางจิต คือเกิดทางอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น. พิจารณาดูแล้ว มันครั้งของการเกิดทางจิต ด้วยความยึดมั่นถือมั่น ในกามโดยตรง เพราะพระอนาคามี ละได้แต่เพียงกามราคะ เหลือรูปราคะ อรูปราคะ ฉะนั้นราคะนั้นมันไม่ใช่กามราคะ พระอนาคามีไม่มาสู่กามราคะอีก นี่คือข้อที่แสดงให้เห็นว่า คำว่าครั้งในที่นี้ หมายถึงครั้ง ของการมาสู่กาม ไม่ใช่ครั้งของการเกิดอย่างเข้าโลงแล้วเกิดอีก, เข้าโลงแล้วเกิดอีก, เว้นไว้เสียแต่จะแปลคำ ว่าเข้าโลงนั้นในความหมายในภาษาธรรมอีกเหมือนกัน. พระอนาคามี ก็ละกามราคะกับปฏิฆะได้, เห็นชัดเลยว่า ละเรื่องกาม กับเรื่องโกรธนั้นได้ ; ปฏิฆะคือเรื่องโกรธ, กามราคะ คือเรื่องกาม พระอนาคามี ละได้ คือ ละได้เพิ่มขึ้นมาอีกสองอย่าง จากที่พระโสดาบันละได้แล้ว. คุณจำชื่อเหล่านี้ ไว้ก็จะมีประโยชน์เหมือนกัน. ทบทวนอีกว่า พระโสดาบันก็ดี พระสกิทาคามี ก็ดี ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ได้, ส่วนพระอนาคามีละกามราคะ กับ ปฏิฆะเพิ่มอีก สองอย่างเลย เป็นอย่างนี้. ยังเหลืออีกห้าอย่างที่ พระอรหันต์จะต้องละ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา. รูปราคะ - คือ กำหนัดในสิ่งที่มิใช่กาม, สักว่าเป็นรูปล้วน ๆ รูปบริสุทธิ์ อรูปราคะ - ก็กำหนัดในสิ่งที่ไม่มีรูป เพราะคำว่าราคะนี้ เขาใช้กว้างกว่าที่เราใช้กันใน

น.437 ภาษาไทย รักลูกรักหลานนี้มันไม่ใช่กาม, แต่ก็เป็นราคะ แม้แต่รักเรือกสวนไร่นาไม่เล็ง ถึงกาม แต่ก็ไปเป็นราคะ. ที่แปลกมากอีกคำหนึ่ง ใช้คำว่าราคะนี้ ฉันทราคะ ในความหมายที่ว่า รักเพื่อนบ้าน คือเป็นนายบ้านเป็นผู้ใหญ่บ้าน แล้วก็รักลูกบ้าน อย่างนี้ก็เรียกว่าฉันท- ราคะเหมือนกัน, รักลูกบ้านขนาดเป็นชีวิตจิตใจเลย. อย่างนี้ไม่ใช่กาม มันแล้วแต่ ว่าความรักของเขานั้น ไปในรูปไหน ถ้ารักคนก็เป็นรูปราคะได้ ถ้ารักความดีของเขา รักอะไรของเขาก็เป็นอรูปราคะได้. มีเรื่องเล่าไว้ว่า นายบ้าน คนนั้นมีความลำบากยากใจ มีฉันทราคะในลูกบ้าน ว่ามีความทุกข์ ไปหา ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยแก้ปัญหาข้อนี้. เป็นตัวอย่างแสดงว่า คำว่า ราคะ นี้ไม่ได้ใช้อย่างที่เราใช้กันในภาษาไทย หรือว่าจิตนั่น มั่นหมายในสิ่งใด ยึดมั่น ด้วยอำนาจความพอใจ แล้วก็เรียกว่าราคะได้ทั้งนั้น. พระอนาคามียังเหลือรูปราคะอรูปราคะ. ไม่มีกามแน่ นี้สำหรับ มานะคือความสำคัญมั่น หมายไปในทางเปรียบเทียบ ว่า เราดีกว่าเขา หรือ เราเสมอเขา หรือว่า เราเลวกว่าเขา. เราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา หรือเราดีกว่าเขา นี่ทะนงตัวอย่างนี้ก็เรียกว่ามานะ ไปละกันตอนเป็นพระอรหันต์โน่น คือ ความรู้สึกว่าเราดีกว่าเขาเลวกว่าเขา นี้มันละยาก มันเป็นความรู้สึก อุทธิจจะ ในที่นี้หมายถึง มีจิตทึ่งหรือสนใจอะไรในสิ่งมี่มันน่าทึ่ง มันมีอะไรอยู่เรื่อย. พระอรหันต์เท่านั้นที่จะละได้, ต่ำกว่าพระอรหันต์ก็ละไม่ได้, เพราะมันมีสิ่งที่น่าทึ่งอยู่ทั่วๆไป หมายความว่ามันมีส่วนที่น่าทึ่งจริง ๆ มันยังหวั่นไหว ในเมื่อมีสิ่งที่น่าทึ่งเข้ามาให้ทึ่ง หรือให้สนใจ คือ จิตมันกระเพื่อมผิดไปจากปรกติของมัน เพราะมันไปสนใจเท่านั้นแหละ ไม่ถึงกับรัก โกรธเกลียด กลัว อะไรให้มากมาย เพียงแต่ ไปทึ่งหรือไปสนใจเข้าเท่านั้น หรือถึงกับสงสัยเข้า.

น.438 นี้ อวิชชา นั้นอันสุดท้าย ละความไม่รู้, หรือ สภาพที่ปราศจากความรู้ ที่ถูกต้องเสียได้หมด ก็ได้เป็นอันว่าละ อวิชชา. อย่างนี้เรียกว่า พระอรหันต์ ละราคะ ที่เหลือจากพระอนาคามีละ, แล้วก็ ละโมหะ ที่เหลือจากท่านเหล่านั้นละ จริงอยู่ที่จะ ละโมหะเป็นส่วนใหญ่ ก็ถึงซึ่งความสิ้นอาสวะสิ้นกรรมสิ้นภพ. พระอรหันต์นี่สิ้นอาสวะ ไม่ถึงพระอรหันต์ก็ไม่สิ้นอาสวะ. การสิ้นอาสวะและสิ้นกรรม. นี้คุณเป็นนักศึกษาอย่างในเวลานี้ ควรจะรู้จักคำว่า อาสวะ หรือ ความสิ้น อาสวะไหม ผมเป็นคนที่ถูกเขาเยาะเย้ยล้อเลียนถากถาง หรือว่าเขาด่าก็มี ถ้าพูดกันตรงๆ ก็ต้องพูดว่าไอ้บ้า เอาเรื่องอาสวะเรื่องกิเลสไปสอนนักศึกษาหนุ่ม, เช่นผู้พิพากษา เป็นต้นนี้ แต่เขาไม่กล้าพูดใช้คำอย่างนั้นดอก แต่ในใจของเขานึกอย่างนั้น. นี้คุณก็ เหมือนกันแหละ จะรู้จักคำว่า อาสวะดีไหม, จะรู้จักความสิ้นอาสวะดีไหม, ผมคิด ว่าคนที่ว่าผม ไม่รู้ว่าอาสวะนั้นคืออะไรแล้วเขาว่า ว่าเอาเรื่องอาสวะเรื่องสิ้นอาสวะมาพูด กับพวกคุณ. อาสวะ หรือ อนุสัย นี่ ฟังแล้วมันก็แปลกหูมาก แต่ ที่จริง มันก็ของง่ายที่ มัน มีอยู่กับทุกคนในชีวิตแท้จริงที่ประจำวัน คือ ความเคยชินในการที่จะทำผิด ความเคยชินรุนแรงมากในการที่จะทำความทุกข์เกิดขึ้นมา เขาเรียกว่าอาสวะ, มันเป็น กิเลสที่สะสมไว้จนเป็นความเคยชิน ชินที่จะรัก ชินที่จะโกรธ จะเกลียด จะกลัว มัน ชินมาก จนแว็บเดียวมันโกรธเลย เกลียดเลยกลัวเลย. พอเห็นอะไรก็กลัวแล้ว, เห็น อะไรมาก็โกรธแล้ว นี่ คือฤทธิเดชของอาสวะหรือของอนุสัย. ถ้าเราหมดอันนี้ จะดีไหม มันจะสบายสักกี่มากน้อย.

น.439 เดี๋ยวนี้ปัญหาของเรามันทำไม่ได้ คือว่าจะหยุดมันไม่ได้ มันไม่ทัน เพราะ มันไวเกินไป เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่าอาสวะหรืออนุสัยอยู่เป็นเจ้าเรือน. ถ้าสิ่งนั้นละไป ได้มันก็ยากจะรู้สึกรัก โกรธ เกลียด กลัว หรือเกิดกิเลสอะไรขึ้นมา, ก็ลองพิจารณาดู เอาเองว่า คนหนุ่ม ๆ สมัยนี้ ควรจะเรียนรู้จักสิ่งที่ เรียกว่า อาสวะหรืออนุสัยไหม ? ถ้ารู้จักและมันบรรเทาลงไปได้ มันจะดีสักเท่าไร. ที่จะ ละเด็ดขาดอย่างพระอรหันต์ นั้น มันก็ยังไม่มีหวังจริง เหมือนกันเวลานี้, แต่รู้จักบรรเทา รู้จักควบคุม รู้จัก ทอนกำลังมันเสีย แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรมากมาย. ถ้าเราจะละอนุสัย ละอาสวะ ก็คือค่อยๆ ถอนออก, ถอนออก, เพราะ ว่าเราโกรธที่หนึ่งมันเพิ่มอนุสัยเพิ่มอาสวะทีหนึ่ง ถ้าเราไม่โกรธที่หนึ่ง มันก็ลดกำลัง ของอาสวะของอนุสัยที่หนึ่งเหมือนกัน. เราต้องโกรธมากๆครั้งมันจึงจะเกิดอนุสัย โกรธ, เราต้องรักมาก ๆ ครั้งก็จะเกิดอนุสัยรัก, หรือเราจะกลัวหลาย ๆ ครั้ง มันก็จะเพิ่มอนุสัยกลัว ก็จะกลัวง่ายเข้า เดี๋ยวนี้เราหยุดเสีย ไม่โกรธครั้งหนึ่ง มันก็ถอนอนุสัยมันลบอนุสัยโกรธ. เสียหน่วยหนึ่ง, ไม่โกรธหลาย ๆ หนู มันก็ลบหลาย ๆ หน่วย, ไม่เท่าไรมันก็หมดความ เคยชินที่จะโกรธ, อย่างนี้เขาเรียกว่า มันหมดอนุสัยโกรธ. เรื่องรักก็เหมือนกัน, เรื่อง เกลียดเรื่องกลัว ทุกอย่างมันก็เหมือนกัน, ถ้าคนเราได้อย่างนี้ดีไหม? ไปคิดเอาเอง ว่า ผลของการปฏิบัติธรรมมันจะดีหรือไม่ดี ก็ดูกันที่ตรงนี้. นี้ อีกคำหนึ่ง ว่า สิ้นกรรม ความสิ้นกรรม, เดี๋ยวนี้ เราไม่สิ้นกรรม, เพราะมันโง่ มันโง่มันก็ อยาก มันอยากก็ทำ ทำก็เป็นกรรม แล้วมันก็ต้องเป็นไป ตามกรรม แล้วก็รับปฏิกิริยา หรือรับผลกรรม, อย่างนี้เรียกว่า เป็นไปตามกรรม เพราะมันหลงเรื่องดี เรื่องชั่ว, ไม่มีจิตใจที่จะอยู่เหนือดีเหนือชั่ว มันก็ต้องเป็นไปตาม กรรม กรรมดีกรรมชั่ว. ถ้าไม่มีกิเลสมันก็ไม่มีกรรม ทำกรรมไม่ได้, พระอรหันต์

น.440 ก็สิ้นกรรมเพราะไม่มีกิเลส, คนที่ไม่เป็นพระอรหันต์ก็ยังมีกรรม มีความที่ต้องเป็นไป ตามกรรม, หมายความว่า พอโกรธขึ้นมาทีมันก็ร้อน, พอกำหนัดรักขึ้นมาที มันก็ร้อน, มันแสดงชัดอยู่ว่า, พอทำลงไปมันก็รับผลกรรมทันที ไม่ต้องรอ. ส่วนนอกนั้นเขาเรียกว่า เศษกรรมหรือปฏิกิริยา จากภายนอกมากกว่า. อย่าไปคิดว่า ที่ว่ากรรมทำลงไปแล้วพรุ่งนี้จึงค่อยจะรับผล, หรือชาติหน้า จึงจะได้รับผลนั้น มันเรื่องปฏิกิริยาอื่น, วิบากที่เป็นเศษเหลือมากกว่า. ถ้าเป็น ผลกรรมจริง ๆ มันก็จะทันควันในการกระทำ, เมื่อเราฟาดลงไปมันก็ดังโป้งขึ้นมา อย่างนั้น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ มโนกรรม พอเราโกรธมันก็ร้อน เรารักมันก็ร้อน, เราโง่ก็ร้อน มันทันควันขึ้นมา, ส่วนที่จะมีอะไรอื่นตามมาทีหลังนั้น มันเรื่องอื่นที่ไกล ออกไป กรรมที่แท้จริงมันมีอย่างนี้ กรรมดีก็ยึดมั่นอย่างดี กรรมชั่วก็ยึดมั่นอย่างชั่ว, มันก็ร้อนไปตามดีตามชั่ว นี้แน่นอนไม่ต้องรอ ไม่ต้องขึ้นกับเวลา. ถ้าเราไม่มีกิเลส มันก็ไม่เป็นกรรมได้ . คือไม่ไปหลงดีหลงชั่วยึดมั่นอะไร, ไม่อยากด้วยอวิชชาได้ มันก็ไม่มีกรรม, ในระหว่างที่เรามีกรรม หรือเป็นไปในกระแสของกรรมมันก็ร้อน เท่านั้นแหละมันก็ทุกข์. นี้อีกคำหนึ่ง ว่า สิ้นภพ นี่คือสิ้นความรู้สึกว่าเป็นอะไร สิ้นความรู้สึก ว่าตัวกูเป็นอะไร ไม่มีความรู้สึกว่าตัวกู มันก็จึงสิ้นความรู้สึกว่าตัวกูเป็นอะไร, เพราะ มันไม่มีตัวกู อย่างนี้ว่าสิ้นภพ จะสบายไหมก็ลองคิดดู. นี้เรียกว่า เรื่องมรรค ผล ก็มีอยู่สี่ โสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล, สกิทาคามี มรรค สกิทาคามิผล, อนาคามิมรรค อนาคามิผล, อรหัตตมรรค อรหัตตผล. คำว่า

น.441 มรรค นี้มัน ต่างกับผล ; มรรคหมายถึงกิริยา ที่มันสิ้นของกิเลสชื่อนั้น ๆ. กิริยาอาการ ที่มันสิ้นลงไปด้วยการตัด ด้วยการรู้แจ้ง ด้วยการอะไร ในการปฏิบัตินี้เรียกว่ามรรค ขณะนั้นเรียกว่ามรรค, พอหลังจากนั้นมาก็เป็นผล, ได้รู้ผลของการที่กิเลสนั้นสิ้นไป ฉะนั้นคำว่า มรรค เกือบจะไม่ต้องพูดถึงก็ได้ เพราะมัน ชั่วแวบเดียว, แล้วก็ เหลืออยู่ เป็นผล; เป็นพระโสดาบันก็ได้รับความสุขจากความเป็นพระโสดาบัน คือว่ากิเลสส่วน ที่ละได้ไม่มารบกวนอีก, เป็นพระสกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ก็ตาม มันจะมีความ รู้สึกที่เป็นสุขจากการที่ไม่ถูกรบกวนด้วยกิเลสที่ละได้แล้ว. สอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสนิพพาน. ทีนี้ก็มาถึงคำสุดท้ายที่เรียกว่า นิพพาน-ผลของการปฏิบัติอันสุดท้าย สูงสุด ก็คือสิ่งที่เรียกว่านิพพาน แต่ใช้คำอย่างอื่นก็มี เช่น คำว่าวิมุตติเป็นต้น. นิพพานนี้เป็นคำบัญญัติในพุทธศาสนา ให้เป็นอันดับสุดท้ายแล้วของการดับ ทุกข์. นิพพานแปลว่าเย็นก็ได้, แปลว่า ไม่เสียดแทงเผาลนก็ได้ เพราะมันเป็น ของร้อน ถ้ามันเย็นลงไป มันก็ไม่เผาไม่ลน. นิพพานตามธรรมดา ตามตัวหนังสือนี้ แปลว่า เย็น นี้คำอธิบายจากภาษาชาวบ้าน ถูกยืมมาเป็นภาษาบัญญัติเฉพาะในทางธรรมนี้, ได้อธิบายไว้ในเรื่องอื่น คราวอื่นมากพอแล้ว ไปหาอ่านดู. แต่ในที่นี้มุ่งหมายจะให้ รู้จักคำว่านิพพาน คือแปลว่าเย็น กิเลสเป็นของร้อน, ถ้ากิเลสไม่มามันก็ไม่ร้อน ไม่ร้อน ก็คือเย็น ถ้ากิเลสไม่มาชั่วคราว ก็เย็นชั่วคราว. ถ้ากิเลสมันเด็ดขาดลงไป มันก็เย็น ตลอดกาล ถ้ากิเลสมันละได้บางส่วน ก็เย็นบางส่วน. ที่นี้สำหรับคำว่า นิพพานนี้ มีคำว่า นิพพานที่ยังมีเศษเหลือ กับ ไม่มี เศษเหลือ-อนุปาทิเสสนิพพาน, สอุปาทิเสสนิพพาน ก็คงจะได้ยิน คำนี้เถียงกันมาก

น.442 จนทะเลาะวิวาทกัน ว่าหมายถึงอะไรกันแน่ เลยเกิดเป็นการอธิบายขึ้นตั้งสามชนิดนะ ถ้าถือเอาอย่างที่ชาวบ้านเขารู้กันอยู่มาก สอุปาทิเสสนิพพาน มีเศษเหลือ หมายถึงพระ อรหันต์ยังไม่ทันจะตาย, พระอรหันต์ยังไม่ทันจะดับขันธ์ร่างกาย นี้เขาเรียกว่า สอุปาทิ- เสสนิพพาน. กิเลสหมดแล้วแต่มีร่างกายเหลือ. ถ้าอนุปาทิเสสนิพพานนั้นคือตาย ลงไป ดับขันธ์ลงไปอีกทีหนึ่ง นี้มันก็น่าหัวเหมือนกัน, การที่ดับขันธ์ลงไปเรียกว่า ได้บรรลุอะไรอีกอย่างหนึ่ง. นี้ถ้าเราถือเอา ตามอีกคัมภีร์หนึ่งก็เรียกคัมภีร์อิติวุตตกะ นี้อธิบายไปอีก อย่างหนึ่งว่า พอหมดกิเลสเป็นพระอรหันต์นี้ ถ้ายังใหม่อยู่มันยังไม่เย็นสนิท, เหมือน หม้อเพิ่งเขี่ยออกมาจากเตา มันดับดำไปแล้ว แต่มันยังร้อนอยู่ยังไม่เย็น ไปถูกเข้ามือยัง พองนี้, แต่มันไม่ลุกเป็นไฟแล้ว. อย่างนี้ก็เรียกว่ามีเศษเหลือสอุปาทิเสส เหลือ จนกว่ามันจะเย็นสนิท เมื่อไรก็ตามให้เย็นสนิท จึงจะเป็นอนุปาทิเสส - คือไม่มี เศษเหลือ, นี้ก็แปลกออกไปอย่างนี้ ทีนี้ในอังคุตตรนิกาย อธิบายเป็นอย่างอื่นว่าที่มีเศษเหลือนั้น คือพวกที่ยังไม่ เป็นพระอรหันต์, เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี นี้ก็มีเศษเหลือ. นิพพานที่มีเศษ เหลือ คือบุคคลที่ยังมีเศษของกิเลสเหลือ พระอรหันต์เท่านั้นที่ว่าไม่มีเศษเหลือ เอาละ, เขาพูดกันอย่างไรไม่สำคัญ เขาอาจจะ มุ่งหมายอย่างใดอย่าง- หนึ่งก็ได้. เดี๋ยวนี้เรารู้กันไว้แต่เพียงว่า นิพพานนี้มันก็ยังไม่ได้หมายความ ว่าที่เดียวหมดได้, ก็ยังมีส่วนที่ดับเย็นไปแล้วส่วนหนึ่ง. แล้วอีกส่วนที่ยังไม่ดับเย็น มันก็มี ก็ต้องทำต่อไปจนมันดับเย็นหมด จนไม่มีปัญหาอะไรเหลืออยู่เลยนี้ก็เรียกว่านิพพาน. นี้ก็เป็นผลของการปฏิบัติ ที่เรียกโดยหัวข้อนี้ว่า ผลที่เกิดมาจากการใช้ธรรมศาสตรา กล่าวไปตามความมุ่งหมายโดยตรงของพุทธศาสนา ก็เป็นอย่างนี้. ถ้ากล่าวไปตามที่ความ

น.443 มุ่งหมายของคนทั่วๆ ไป คนเขาไม่ได้ต้องการอย่างนั้น, แม้ในยุคนี้ การปฏิบัติธรรม ก็ทำให้มีผลดีได้ทั่ว ๆ ไปในส่วนบุคคล ในส่วนสังคม ในส่วนโลก ทำให้โลกเย็นลงได้ มีความทุกข์น้อยลงได้ มีวิกฤตการณ์น้อยลงได้, นี้ไม่ได้ความมุ่งหมายโดยตรงของพุทธ- ศาสนา ที่วางข้อปฏิบัติไว้อย่างนี้ วางข้อปฏิบัติไว้เพื่อให้ดับกิเลส ให้หมดจดสิ้นเชิง. นี้ผมพูดถึงผลของการใช้ธรรมศาสตราอย่างสูงสุด ดับกิเลสดับทุกข์สิ้นเชิง, หรือว่า ถ้ายังไม่ต้องการถึงอย่างนั้น มันก็ดับได้ตามที่ต้องการ ตามส่วนที่ต้องการ. สรุปข้อความที่พูดมาแล้ว. ทีนี้อยากจะพูดต่อไปในเวลาที่เหลือนี้ เพื่อจะเป็นการ สรุปความทั้งหมด ปิดการบรรยายชุดนี้ ขอให้ตั้งใจฟังอีกครั้งหนึ่ง. ตามหัวข้อ ๑๘ ครั้งที่แล้วมา ๑๙ ทั้งครั้งนี้ เราได้พูดกันเพื่อให้เกิดความ เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่า, เราควรจะมีสิ่งที่เราอยากเรียกในที่นี้ว่า ธรรมศาสตรา คือ ของมีคมที่จะตัดสิ่งที่จะต้องตัด คือปัญหาต่าง ๆ นี้ธรรมศาสตราแปลว่าศาสตราหรือ ของมีคมนั้นคือธรรมะ ผมคิดว่าผมกำลังพูดกับพวกคุณ ที่เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ทั้งนั้น ก็เลยให้ชื่อเรื่องให้มันเข้ากับพวกคุณว่า ธรรมศาสตรา นี่เป็นเจตนาอย่างนี้ คำว่าศาสตราก็คือ บัญญาวุธ, อาวุธคือปัญญา นั่นแหละคือธรรมศาสตรา นี้ธรรมในที่นี้มันมีหลายชนิด ธรรมบางชนิดเพียงแต่รู้เข้าก็เป็นธรรมศาสตรา คือ ตัดความ โง่ได้, ธรรมบางชนิดเพียงปฏิบัติเข้าก็เป็นธรรมศาสตรา ตัดความทุกข์ตัดกิเลสได้, มัน เป็นธรรมศาสตราไปเสียทั้งนั้นแหละธรรมะนี่. “ถ้าไปรู้เข้าไปปฏิบัติเข้า จะตัดปัญหา

น.444 ต่างๆ รู้เรื่องสภาวะธรรม ก็ตัดความโง่ที่ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักสิ่งต่าง ๆ ที่ประกอบ กันขึ้นเป็นโลกนี้. พอรู้เข้ามันก็ตัดปัญหานี้ รู้จักสัจจธรรม คือกฎเกณฑ์ทั้งหลาย มันก็หายโง่ แล้วก็จะเลือกปฏิบัติได้. นี้ถ้า เป็นปฏิบัติธรรมขึ้นมา มันก็ตัดความ ทุกข์ได้ กระทั่งเป็นผลของการปฏิบัตินี้ ก็แสดงว่า ความทุกข์มันได้ถูกตัดไปแล้ว ทีนี้จัดกัน ในแง่ของสังคม ก็ยังได้, ในแง่ของคนคนหนึ่งโดยเฉพาะก็ได้, ถ้าในแง่ของคนคนหนึ่งก็ตัดได้ลึกได้ไกลไปนิพพานได้, แต่ว่า สังคม นี้มันเนื่องกัน มาก มันก็ตัดถึงขนาดนั้นไม่ได้ มันก็ ได้เพียงความสงบสุขในสังคม เราเรียนรู้เรื่องศีลธรรม ก็เป็นธรรมศาสตราตัดปัญหาของสังคม, ถ้าเรา เรียนปรมัตถธรรม มันก็เป็นธรรมศาสตราที่จะตัดปัญหาปัจเจกชน โดยเฉพาะให้ หมดสิ้นไปเลย. ส่วน พุทธปรัชญา นั้นมัน เป็นธรรมศาสตราส่วนเพื่อ หรือส่วนเกิน, ฉะนั้นจึง ตัดปัญหาส่วนเพื่อหรือส่วนเกิน ฟังดูก็น่าหัว ที่เรียกว่าปรัชญานั้น มันเป็น เรื่องบ้าความจริงหลงความจริง กลายเป็นความจริงเพื่อความจริง สัจจะเพื่อประโยชน์แก่ สัจจะนั่นแหละคือปรัชญา. จะค้นแต่จริงอย่างนั้นจริงอย่างนี้จริงอย่างโน้น เพื่อประโยชน์ ความจริงเสียเรื่อย เพราะว่าเป็นปรัชญา. แต่ปัญหานี้มันเกิดมาจากการที่เอาคำนี้ไปใช้ ผิด เพื่อไปลงกับคำว่า philosophy, นั่นคือตัวสัจจะเพื่อสัจจะ, ความจริงเพื่อความจริง คำว่าปรัชญาในภาษาสันสกฤตนี้ ไม่ใช่อย่างนั้น. แต่มันเป็นกรรมของเรา ไม่รู้ใครเอา ไปใช้กันเข้า ซึ่งมันไม่ได้ตรงกันเลย นี้ปรัชญาต้องเล็งถึง philosophy ไม่ใช่ปัญญาตาม รูปศัพท์นั้น พอเป็น philosophy, มันก็เป็นสัจจะเพื่อสัจจะ แล้วไม่มีประโยชน์อะไร. ต่อเมื่อมันเป็นสัจจะเพื่อมนุษย์ เพื่อประโยชน์แก่มนุษย์, มันจึงจะเป็นประโยชน์ นี้คือ เรื่องธรรมะในพระพุทธศาสนาโดยตรง ซึ่งไม่ใช่ปรัชญา.

น.445 แต่ว่าสิ่งที่เรียกว่า ปรัชญา ในพุทธศาสนานั้น ก็มีได้เหมือนกัน, เช่น พวกอภิธรรม พวกอะไรต่าง ๆ ที่มันเป็นสัจจะเพื่อสัจจะ ว่ากันไปเรื่อยเปื่อยตามรูป ของตัวหนังสือ, หรือความคิดที่มันเพื่อหรือเกินไปนี่. ฉะนั้นปรัชญาจึงเป็นศาสตราที่ ตัดปัญหาในส่วนที่เพื่อหรือเกิน ซึ่งไม่ควรจะเป็นปัญหา ไม่ต้องเอามาเป็นปัญหาก็ได้ แม้ว่าจะมีพุทธปรัชญาขึ้นมา มันก็มีได้. แต่มันก็เป็นธรรมศาสตราที่เพื่อหรือเกิน มัน ก็ตัดปัญหาที่เพื่อหรือเกิน. นี้ส่วน จตุราริยสัจจ์ สี่ประการนี้ไม่ใช่ปรัชญา มัน เป็นศาสนา เป็นการปฏิบัติตามวิธีการของศาสนา, เป็นสัจจะเพื่อประโยชน์แก่มนุษย์, ไม่ใช่ สัจจะเพื่อสัจจะ. ฉะนั้นเราเรียนเรื่องอริยสัจจ์สี่นี้ อย่าไปเรียนในแง่ของปรัชญา. พระพุทธเจ้าท่านไม่ประสงค์อย่างนั้น ประสงค์จะให้เราเอาประโยชน์จากธรรมะ เป็นความดับทุกข์โดยตรง ก็เรียนอริยสัจจ์เพื่อให้รู้สำหรับดับทุกข์, ไม่ใช่รู้เพื่อ ความจริงอันเตลิดเปิดเปิงไป, ไป สำคัญอยู่ที่มรรคที่ต้องปฏิบัติ ซึ่งมันก็มีมากมาย เราใช้วิธีลัดโดยการปฏิบัติอานาปานสติเพียงอย่างเดียว มันก็ ครบขึ้นมาทั้งศีล ทั้งสมาธิ และปัญญา. นี่ ผลของการใช้อริยสัจจ์เป็นธรรมศาสตรา ก็เกิดมรรค ผล นิพพาน นี่คือเรื่องของเรามันมาอย่างนี้ พูดกันมาอย่างนี้ แล้วมันมาจบลงในลักษณะ อย่างนี้. เราจะใช้ธรรมศาสตราเป็นอนุกรมแห่งชีวิต. ทีนี้จะดูกันในแง่ที่เกี่ยวข้องกับคน กับพวกคุณโดยตรงนี่แหละ อีกสักหน่อย หนึ่ง ว่าเราจะเอาธรรมะทั้งหลายเหล่านี้ หรือ ธรรมศาสตราทั้งหลายเหล่านี้มาใช้เป็น ประโยชน์ได้อย่างไรกัน, ก็ยังมีสิ่งที่ จะต้องพิจารณาว่า ชีวิตของคน คนนั้น มัน ยังอยู่ในลักษณะอย่างไร.

น.446 เราจะใช้คำอีกสักคำหนึ่งว่า ชีวิตอนุกรม อนุกรมแห่งชีวิต สนธิกันเข้าแล้ว มันก็จะฟังเพราะเลยเถิดไปเสียอีกว่า ชีวิตานุกรม, เอาชีวิตอนุกรมกันดีกว่า ลำดับแห่ง ชีวิตนี้ มันมีอยู่เป็นระยะ ๆ ๆ เป็นระดับ ๆๆ ไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตจะมีอยู่อย่างเดียวแล้วก็ ตลอดไป มันเป็นขั้นเป็นตอนตามวิวัฒนาการที่ตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่ แล้วก็เป็น อะไรไปดูเถอะ เป็นเด็กเล็ก เป็นเด็กโต เป็นหนุ่มสาว เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นคน สูงอายุ เป็นคนแก่ชราหง่อมไปเลย, มันเป็นอนุกรม อย่างนี้. มันก็ ต้องมีธรรมะ นี้ ให้มันถูกต้องตามชั้นตามลำดับของชีวิต นั้น, นี้เรียกว่าฝ่ายเนื้อหนังฝ่ายร่างกาย มันก็ เป็นอนุกรมอย่างนี้. นี้ถ้าเอาอย่างอุดมคติ มันเป็นเรื่องทางจิตใจ ก็เอาอุดมคตินั่นแหละเป็น หลัก ว่าเด็ก ๆ นี้มันจะทำได้สักเท่าไร คนหนุ่มคนสาวควรจะทำได้สักเท่าไร ผู้ใหญ่ควร จะทำได้สักเท่าไร คนแก่จะทำได้สักเท่าไร. ถ้าเป็นเรื่องทางฝ่ายวิญญาณ อย่างนี้แล้ว ก็อยากจะแนะให้จำเอาภาพ ที่เขียนไว้ในโรงหนัง นั้นแหละเป็นหลัก. รูปเด็ก ๆ ที่เกิดมาในครั้งแรก เหลียวหน้า เหลียวหลัง หันรีหันขวางไม่รู้จะไปทางไหนนี้ แล้วต่อมาเด็กเห็นรอยวัวที่แผ่นดินเข้า ก็ ตามรอยวัวไป. ไปเห็นก้นวัว ก็ไล่ไปจนทัน, แล้วก็จับวัว สู้วัวเกือบเป็นเกือบตาย มันก็ได้วัว นี้มันก็เอามาเป่าปี่ขี่วัวสนุกสนานอย่างยิ่ง เสวยความสุขเพราะได้วัวนี้. นี้ ไม่เท่าไรมันก็เอือมระอา ไม่อยากจะยุ่งกับวัว กระทั่งตัวเองก็ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ตัวเอง หมดตัวเอง, และก็ไปโผล่ใหม่เป็นการช่วยผู้อื่น ที่เรียกว่า เที่ยวแจกของส่องตะเกียง ความคิดอันนี้เขาเขียนเป็นรูปภาพ, เป็นเรื่องจับวัว สะดวกที่สุดที่จะเอามาเป็นอนุกรม หรือ ลำดับของชีวิต.

น.447 อย่างพวกคุณ เป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ คงจะได้เห็นรอยวัวอะไรเข้า บ้าง ที่เขาได้ทำกันมาแต่กาลก่อน ก็เลยตามรอยวัว, สะกดรอยวัวอยู่เรื่อย คือเรียน เล่า เรียน เรียนวิชา เพื่อที่จะได้อาชีพอะไรสักอย่างหนึ่ง, จนกว่ามันจะเรียนเสร็จแล้ว ก็ไปต่อ สู้กับอาชีพ เหมือนกับจับวัว มันอันตราย เผลอเข้ามันก็ตายเหมือนกัน. แต่ถ้าเรา เรียนมาดี เราก็จับได้ ประสบความสำเร็จในเรื่องของอาชีพ แล้วก็เที่ยวเป่าปี่ขี่วัวอยู่พัก หนึ่ง, บ้าไปพักหนึ่ง กว่าจะหมดวัว, หมดตัวกู แล้ว ก็ไปเที่ยวทำประโยชน์ผู้อื่น, แจก ของส่องตะเกียง. แต่มันน้อยนัก น้อยนัก ที่ มนุษย์ สมัยนี้จะกระโดดออกไปเป็นผู้แจก ของส่องตะเกียง มันมีความตะกละไม่มีสิ้นสุด มันก็เป่าปี่ขี่วัวจนตายก็ไม่พอ, บางทีมันก็ จับวัวไม่ได้ด้วยซ้ำไป มันเลยกลายเป็นอันธพาล. นี้ขอให้ มองดูอุดมคติว่าในทางร่างกายมันก็ไปตามลำดับ ๆ ต้องมีธรรมะ ที่เหมาะสมกับวัย ส่วนอุดมคติ มันก็มีระดับเป็นชั้น ๆ ไป ควรจะไปให้ถึงที่สุด. คนแก่นั้นผ่านโลกมามาก เพียงแต่นั่งอยู่ให้ใครมาถามปัญหา, ตอบให้ถูกก็แล้วกัน มันก็เป็นเรื่องแจกของส่องตะเกียงได้. นี้กลัวว่าจะไม่ไปถึงขนาดนั้น มันจะเป็นคน ตาบอดอยู่นั้น. แจกของส่องตะเกียงให้ใครไม่ได้. มนุษย์แปลว่าสัตว์ที่มีใจสูง พูดแล้วพูดอีกพร่ำ ๆ เพรื่อ ๆ จนคนเขารำคาญ แล้ว ที่จะตะโกนอยู่เสมอ มนุษย์แปลว่าสัตว์มีใจสูง ถ้าใจไม่สูงไม่ใช่มนุษย์ นี้สูงไป ถึงไหนกัน, มันก็ต้อง ไปถึงนิพพาน คือว่า ไปถึงแจกของส่องตะเกียงนั้นก็ใช้ได้ คือมันดับความทุกข์ส่วนตัวได้แล้ว ก็แนะวิธีให้ผู้อื่น, ไปถึงแจกของส่องตะเกียง ก็ได้ ไปถึงนิพพานก็ได้ นั่นจึงจะเรียกว่า มนุษย์มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่นิพพาน, จะ มีบุตรมีภรรยาเดี๋ยวนี้ ก็เพื่อเป็นเพื่อนเดินทางไปนิพพาน. ผมพูดอย่างนี้ เขาว่าบ้าแล้ว พระบ้าพูด ว่ามีบุตรภรรยาเพื่อเป็นเพื่อนเดินทางไปนิพพาน ไม่มีใครยอมเข้าใจ มันก็มี บุตรภรรยาเพื่ออย่างอื่น, ไม่ใช่ที่จะเป็นเพื่อนปรึกษาหารือ หรือเป็นเพื่อนศึกษาให้รู้จัก

น.448 ความจริงของชีวิต แล้วก็จะถอนความยึดมั่นถือมั่นด้วยกันได้, ถ้าพ่อมันไปไม่ถึง ก็ให้ ลูกมันไปให้ถึงซิ คือมันรับถ่ายทอดไปได้มาก. นี้ คนสมัยนี้ ไม่ต้องการ อย่างนี้ ไม่มีอุดมคติอะไรนอกจากเรื่องความ สุขทางเนื้อทางหนัง คือกามารมณ์ นั่นแหละ, มุ่งแต่เรื่องนี้ท่าเดียว, จนไม่รู้ว่า เกิดมาเพื่ออะไรอื่นอีกนี้ไม่ได้รู้ รู้เพื่อได้เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง คือทางกามารมณ์, ก็ขวนขวายในทางนั้น เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ในเรื่องของกามารมณ์, ยิ่งแต่งตัวสวยมันก็ ยิ่งเป็นคนจิตทราม. นี้ก็เรื่องพระบ้าพูดอีกแล้ว ว่ายิ่งแต่งตัวสวย มันก็เป็นเรื่องจิต ทราม, ทำไมจะต้องแต่งตัวสวย เพราะมันอยากจะอวดเขา, มันไม่มีปัญญาอะไรจะดี มากไปกว่าจะแต่งตัวให้สวย ตามที่เขาเห็นกันว่าสวย มันจะหมดเปลืองมันจะเสียหายอะไร เพราะเรื่องนี้มันก็ยอม, ยิ่งอยากแต่งตัวสวย ก็ยิ่งมีจิตทราม ยิ่งแต่งตัวสวยเข้าจริง, มัน ก็ยิ่งทรามจริง ด้วยเหมือนกัน. นี้อย่าหาว่าดูถูกดูหมิ่น มันเป็นความโง่ยิ่งกว่าปุถุชน ธรรมดาเสียอีก, ถ้าถึงขนาดจะแต่งตัวหรืออะไรเพื่อยั่วเขา ก็ เป็นโสเภณีทาง วิญญาณ. เดี๋ยวนี้มันเกลื่อนไปหมด ทั้งบ้านทั้งเมือง เป็นโสโภณีทางวิญญาณ. แต่ง เนื้อแต่งตัวเพื่อจะยั่วคนอื่น มีจริตกิริยาที่เพื่อจะยั่วคนอื่น ก็เป็นโสเภณีทางวิญญาณ, โสเภณีตามธรรมดาไม่ต้องพูดถึงกันแล้ว นั้นมันเรื่องยั่วเพื่อประโยชน์โดยตรงอยู่แล้ว, แต่ขึ้นชื่อว่ายั่วหรือหลอกกันแล้ว มันก็ต้องเพื่อประโยชน์เหมือนกัน. นี่เดี๋ยวนี้ในโลกนี้ มันเต็มไปด้วยโสเภณีทางวิญญาณ แฟชั่นแต่งตัวอะไรก็ตาม หรือกิริยาท่าทางที่จะสรรหา มาดัดจริตกันก็ตาม ทำให้เป็นโสเภณีทางวิญญาณกันเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง, แล้วจะต้อง การนิพพานอย่างไรได้, เพราะมีจิตใจต่ำ. เดี๋ยวนี้มันไม่มีระเบียบที่ว่า เป็นผู้หญิงเป็นผู้ชาย เป็นบิดามารดา มันปนเปกัน ไปหมด ; ผู้หญิงอยากจะทำอย่างผู้ชาย, ผู้ชายอยากจะทำอย่างผู้หญิง, นี่เรียกว่า โลกนี้

น.449 ไม่มีบิดา โลกนี้ไม่มีมารดา, ไม่แบ่งกันทำหน้าที่ให้ครบถ้วน มีทั้งบิดามารดาเด็กๆ จึงจะมีจิตใจที่สมประกอบ. นี้เขามีภรรยา มีอะไรก็เพื่อว่าจะจมกันอยู่ในอบายนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย คือความร้อนรนความมืดมนท์ต่าง ๆ นี้เกิดปั่นป่วนไปหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องศีลธรรม, ฉะนั้นอย่าไปตามก้นเขาเลย. เรามีธรรมศาสตรา ควรจะมีหูตาสว่าง, อย่าไปตามก้นเขาเลย, เดิน ตามทางธรรมะดีกว่า, ให้รู้ว่าสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ นี้มันลึกซึ้งที่สุด, เป็นธรรมศาสตรา แก้ปัญหาได้ทุกแง่ทุกมุม, มันคู่กันมากับชีวิต. ถ้าปราศจากธรรมะแล้ว ชีวิตนี้มัน รอดมาไม่ได้, ก่อนแต่จะเกิด หรือว่าจะเกิดขึ้นมา เกิดมาแล้วจนกระทั่งเดี๋ยวนี้, มีสิ่งที่ เรียกว่า ธรรมะ คอยแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ให้ ชีวิตมันจึงรอดมาได้, จะรู้สึกตัวหรือ ไม่รู้สึกตัวนี้ไม่สำคัญ แล้วมันเป็นโดยธรรมชาติ โดยอัตโนมัติไม่ต้องรู้สึกตัวก็ได้, นี้ใน เรื่องต่ำ ๆ. ฉะนั้นคนเขารู้จักหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บ กระทั่งหลีกเลี่ยงอะไรต่างๆ ที่ควรจะ หลีกเลี่ยง ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ, นี้เรียกว่า มีธรรมะโดยไม่รู้สึกตัว ช่วย ตัดปัญหาโดยไม่รู้สึกตัว อยู่ส่วนหนึ่งแล้วโดยอัตโนมัติ โดยธรรมชาติ แล้วคู่กันมากับ ชีวิตแล้วคู่กันไปกับชีวิตต่อไป. ขาดธรรมะเมื่อไรตายเมื่อนั้น นี่ธรรมะในส่วนนี้ มันมีอยู่ส่วนหนึ่ง. เดี๋ยวนี้ เราจะต้องการทำให้มันมากกว่านั้น ที่เรียกว่า พัฒนาให้ยิ่งไป กว่านั้น ให้สูงกว่าที่ธรรมชาติมันมีให้ หรือให้มากไปกว่าที่จะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ คือให้มาอยู่ในความควบคุมของเรามากขึ้น ๆ, เรา จะได้จัดได้ทำให้ตรงตามความ ประสงค์ แล้วไปโดยเร็ว, เป็นการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ได้ทันในชาตินี้.

น.450 นี้ อย่าไปทำให้มันผิดเสีย, คือว่า ธรรมชาติสร้างมาให้ดีแล้ว, สร้างมา ให้พอแล้ว ส่วนที่ควรจะมีโดยอัตโนมัติก็มีแล้วโดยอัตโนมัติแล้ว. ทีนี้มัน ไม่พอ จึง ต้องทำสำหรับที่จะให้ยิ่งไปกว่านั้น เราจึง มาหาธรรมศาสตรา กันใหม่ ด้วยการ ปฏิบัติธรรม, ชีวิตนี้ก็หมดปัญหา. ปัญหาส่วนใหญ่ที่ว่าเกิดมาทำไม นั้นมันจะหมด ไป, เกิดมาเพื่ออะไร เพื่อจะได้อะไร นี้มันก็ได้สิ้นไป เพราะว่ามีธรรมะเป็นเครื่องช่วย ส่วน ปัญหาปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ ประจำวันนั้น มันก็หมดไปเอง, ปัญหาส่วนตัวก็ หมด, ปัญหาสังคมมันก็หมด เพราะมันเนื่องกัน. ถ้าคนทุกคนดี แล้วจะเกิดปัญหาทาง สังคมได้อย่างไร. เดี๋ยวนี้คนไม่ดีมาแทรกแซง สังคมเลยมีปัญหา ก็ แก้ได้โดยธรรม ฉะนั้นการที่จะแจกของส่องตะเกียงตาม ที่จะทำได้นี้ จะช่วยแก้ปัญหาข้อนี้ได้มากอยู่ เหมือนกัน. แล้วเขายังไม่เอาด้วย เพราะสังคมทั้งหลายสมัยนี้, สมัยปิงปอง สมัยอะไรนี้ เขาไม่เอาด้วย. เขาจะเอาแต่ทางเนื้อหนังหรือทางวัตถุก็ตามใจซิ, เราไม่อยากจะไปจม นรกกับเขา เราก็ยังมีทางปลีกตัวออกมาได้. อย่าเข้าใจผิด แล้วอย่าถือเอาเป็นข้อ แก้ตัว เช่นจะละการสูบบุหรี่สักหน่อย ก็ว่าสังคมเขาสูบ, จะเข้าสังคมกับเขาไม่ได้, นี้ มันโกหก โกหกตัวเองชัดๆ เลย, ไม่เป็นธรรมะ เพราะธรรมะเขามีไว้ให้ ว่าเมื่อคนอื่น เขาไม่เอา เราก็มีทางออกที่จะมาเอา ถ้าเรามันจริงพอ. ก็เป็นอันว่า ธรรมะนี่จะช่วยแก้ปัญหาให้หมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ จน กระทั่งว่าเมื่อทั้งโลกเขาไม่เอากัน เราก็ยังเอาได้มีธรรมะได้. ในที่สุดก็ว่า เราควรจะมี ความหวังที่จะใช้ธรรมศาสตรานี้, ผมขอแสดงความหวังว่า พวกคุณทุกคนจะมีการ ประพฤติปฏิบัติกระทำ ที่มันเป็นการหาธรรมศาสตรา ฝึกการใช้ธรรมศาสตรา, มี ธรรมศาสตราไว้พร้อมมูล, แล้วก็ใช้เมื่อควรจะใช้ แล้วก็ได้ผลดี. เวลาที่เหลือก็แนะให้

น.451 ผู้อื่น รู้จักมีรู้จักใช้ไปด้วยกัน. ขอแสดงความหวังว่าพวกคุณจะทำอย่างนี้, แล้วคุณก็ ควรจะหวัง ว่าจะไม่ให้ชีวิตนี้เป็นหมัน, ไม่ให้เสียที่ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และ ได้พบพระพุทธศาสนา คือ ให้ได้สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้ โดยการ มีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมศาสตรานี้ เป็นเครื่องมือที่จะตัดปัญหาต่าง ๆ ออกไปให้หมดสิ้น เราก็จะขึ้นถึง จุดที่เรียกว่า สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ เรื่องก็จบกัน. เอาละเป็นอันว่า สรุปคำบรรยายทั้งหมดได้อย่างนี้, คำพูดคำสุดท้ายก็คือ ขอให้ทุกฝ่ายเป็นไปตามที่เราหวัง หรือควรจะหวัง ว่าตัณหาจะหมดไปด้วยอำนาจการใช้ ธรรมศาสตรานั้น. ขอปิดการอบรมชุดนี้ในเวลานี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอให้ทุกอย่างเป็นไป ด้วยดี สมกับที่มีธรรมศาสตราประจำตัวกันทุก ๆ คนเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต