น.1414 ภาค ๓ ว่าด้วย นิโรธอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐคือความดับไม่เหลือของทุกข์ ๔๐๗
น.1415 ภาค ๓ มีเรื่อง : - นิทเทศ ๙ ว่าด้วยความดับแห่งตัณหา ๒๙ เรื่อง นิทเทศ ๑๐ ว่าด้วยธรรมเป็นที่ดับตัณหา ๖๑ เรื่อง นิทเทศ ๑๑ ว่าด้วยผู้ดับตัณหา ๑๐๖ เรื่อง นิทเทศ ๑๒ ว่าด้วยอาการดับแห่งตัณหา ๖๑ เรื่อง ๔๐๘
น.1416 ภาค ๓ ว่าด้วย นิโรธอริยสัจ ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของทุกข์ ( มี ๔ นิทเทศ ) อุทเทศแห่งนิโรธอริยสัจ ภิกษุ ท. ! ความจริงอันประเสริฐ คือความดับไม่เหลือของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความดับสนิทเพราะความจางคลายไปโดย ไม่เหลือของตัณหานั้นนั่นเทียว, ความละไปของตัณหานั้น, ความสลัดกลับคืน ของตัณหานั้น, ความหลุดออกไปของตัณหานั้น และความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไป ของตัณหานั้น อันใด; อันนี้ เราเรียกว่า ความจริงอันประเสริฐคือความดับ ไม่เหลือของทุกข์. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๓๔/๑๖๘๑. ๔๐๙
น.1417 นิทเทศแห่งนิโรธอริยสัจ นิทเทศ ๙ ว่าด้วยความดับแห่งตัณหา (มี ๒๙ เรื่อง) ที่ละไปดับไป แห่งตัณหา ภิกษุ ท. ! ตัณหานั้น เมื่อจะละไป ย่อมละไปในที่ไหน ? เมื่อ จะดับไป ย่อมดับไป ในที่ไหน ? ภิกษุ ท. ! สิ่งใด มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ตัณหานั้น เมื่อจะละไป ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ. เมื่อจะดับไป ย่อมดับไป ในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! สิ่งใดเล่า มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ? ภิกษุ ท. ! ตา มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, หู มีภาวะเป็นที่รัก ที่ยินดีในโลก, จมูก มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ลิ้น มีภาวะเป็นที่รัก ที่ยินดีในโลก, กาย มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ใจ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก; ตัณหานั้น เมื่อจะละไป ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ, เมื่อจะดับไป ย่อมดับไป ในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! รูป ทั้งหลาย มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, เสียง ทั้งหลายมีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, กลิ่น ทั้งหลาย มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก, รส ทั้งหลาย มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, โผฏฐัพพะ ทั้งหลาย มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ธรรมารมณ์ ทั้งหลาย มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี
น.1418 ในโลก ; ตัณหานั้น เมื่อจะละไป ย่อมละไปในสิ่งนั้น ๆ, เมื่อจะดับไป ย่อมดับไปในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! วิญญาณทางตา มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, วิญญาณ ทางหู มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, วิญญาณ ทางจมูก มีภาวะเป็น ที่รักที่ยินดีในโลก, วิญญาณ ทางลิ้น มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, วิญญาณ ทางกาย มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, วิญญาณ ทางใจ มีภาวะเป็นที่รัก ที่ยินดีในโลก; ตัณหานั้น เมื่อจะละ ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ, เมื่อจะดับ ย่อมดับไป ในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! สัมผัสทางตา มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, สัมผัส ทางหู มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, สัมผัส ทางจมูก มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก, สัมผัส ทางลิ้น มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, สัมผัส ทางกาย มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, สัมผัส ทางใจ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ; ตัณหานั้น เมื่อจะละไป ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ เมื่อจะดับ ย่อมดับไป ในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! เวทนาเกิดแต่สัมผัสทางตา มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก, เวทนาเกิดแต่สัมผัส ทางหู มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, เวทนา เกิดแต่สัมผัส ทางจมูก มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, เวทนาเกิดแต่สัมผัส ทางลิ้น มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, เวทนาเกิดแต่สัมผัส ทางกาย มีภาวะ เป็นที่รักที่ยินดีในโลก, เวทนาเกิดแต่สัมผัส ทางใจ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก; ตัณหานั้น เมื่อจะละ ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ เมื่อจะดับ ย่อม ดับไป ในสิ่งนั้น ๆ.
น.1419 ภิกษุ ท. ! ความหมายรู้ในรูป มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความหมายรู้ ในเสียง มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความหมายรู้ ในกลิ่น มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความหมายรู้ ในรส มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก, ความหมายรู้ ในโผฏฐัพพะ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความ หมายรู้ ในธรรมารมณ์ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก; ตัณหานั้น เมื่อจะละ ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ เมื่อจะดับ ย่อมดับไป ในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ความคิดนึกในรูป มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความคิดนึก ในเสียง มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความคิดนึก ในกลิ่น มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความคิดนึก ในรส มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก, ความคิดนึก ในโผฏฐัพพะ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความคิด นึก ในธรรมารมณ์ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ; ตัณหานั้น เมื่อจะละ ย่อม ละไป ในสิ่งนั้น ๆ เมื่อจะดับไป ย่อมดับไป ในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ตัณหาในรูป มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ตัณหา ในเสียง มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ตัณหา ในกลิ่น มีภาวะเป็นที่รัก ที่ยินดีในโลก, ตัณหา ในรส มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ตัณหา ใน โผฏฐัพพะ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ตัณหา ในธรรมารมณ์ มีภาวะเป็น ที่รักที่ยินดีในโลก ; ตัณหานั้น เมื่อจะละ ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ, เมื่อ จะดับ ย่อมดับไปในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ความตริตรึกในรูป มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความตริตรึก ในเสียง มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความตริตรึก ในกลิ่น
น.1420 มภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความตริตรึก ในรส มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก, ความตริตรึก ในโผฏฐัพพะ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความ ตริตรึก ในธรรมารมณ์ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก; ตัณหานั้น เมื่อจะละ ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ, เมื่อจะดับ ย่อมดับไป ในสิ่งนั้น ๆ. ภิกษุ ท. ! ความตริตรองในรูป มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความตริตรอง ในเสียง มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความตริตรอง ในกลิ่น มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความตริตรอง ในรส มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดี ในโลก, ความตริตรอง ในโผฏฐัพพะ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก, ความ ตริตรอง ในธรรมารมณ์ มีภาวะเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ; ตัณหานั้น เมื่อจะละไป ย่อมละไป ในสิ่งนั้น ๆ, เมื่อจะดับไป ย่อมดับไป ในสิ่งนั้น ๆ. - มหา. ที. ๑๐/๓๔๖/๒๙๘. ความดับทุกข์มี เพราะความดับแห่งนันทิ ปุณณะ ! รูป ที่เห็นด้วยตาก็ดี, เสียง ที่ฟังด้วยหูก็ดี, กลิ่น ที่ดมด้วย จมูกก็ดี, รส ที่ลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะ ที่สัมผัสด้วยกายก็ดี, ธรรมารมณ์ ที่รู้แจ้งด้วยใจก็ดี, อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ เป็นที่ยวนตา ยวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ย้อมใจ มีอยู่ ; ภิกษุย่อมไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมก ซึ่ง อารมณ์มีรูป เป็นต้นนั้น. เมื่อภิกษุไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่ เมาหมก ซึ่งอารมณ์มี รูป เป็นต้นนั้นอยู่, นันทิ (ความเพลิน) ย่อมดับไป.
น.1421 ปุณณะ ! เรากล่าวว่า "ความดับไม่มีเหลือของทุกข์มีได้ เพราะ ความดับไม่เหลือของความเพลิน" ดังนี้ แล. - อุปริ. ม. ๑๕/๔๘๒/๒๕๖. ลูกโซ่แห่งความดับทุกข์ ภิกษุ ท. ! เพราะความจางคลาย จนดับไม่เหลือแห่งอวิชชา นั่นแหละ จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป ; เพราะความดับแห่ง นามรูป จึงมีความดับแห่งอายตนะหก ; เพราะความดับแห่งอายตนะหก จึงมี ความดับแห่งผัสสะ ; เพราะความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา ; เพราะความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ; เพราะความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ ; เพราะความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ ; เพราะความดับแห่งชาติ, ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส ย่อมดับไม่เหลือ. ความ ดับไม่เหลือแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนั้น ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล. - นิทาน. สํ. ๑๖/๒/๓. พ้นทุกข์เพราะไม่เพลินในธาตุ ภิกษุ ท. ! ผู้ใด ย่อมไม่เพลินกะธาตุดิน (ปฐวีธาตุ) กะธาตุน้ำ (อาโปธาตุ) กะธาตุไฟ (เตโชธาตุ) กะธาตุลม (วาโยธาตุ), ผู้นั้นย่อมชื่อว่า Bool
น.1422 ไม่เพลินในสิ่งที่เป็นทุกข์. ผู้ใด ย่อมไม่เพลินในสิ่งที่เป็นทุกข์, เรากล่าว ผู้นั้นว่า เป็น "ผู้หลุดพ้นแล้ว จากทุกข์" ดังนี้ แล. -นิทาน. สํ.๑๖/๒๐๘/๔๑๓. ความหมายของคำว่า "ความดับ" "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระองค์กล่าวอยู่ว่า ‘ความดับ ๆ' ดังนี้. อันว่า ‘ความดับ ๆ' ดังกล่าวนี้ หมายถึงความดับแห่งธรรมทั้งหลาย เหล่าไหนเล่า ? พระเจ้าข้า !" อานนท์ ! รูปก็ดี เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารทั้งหลายก็ดี วิญญาณ ก็ดี เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว อาศัยกันและกันเกิดขึ้น มีความ สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา, คำอันเรากล่าวว่า "ความดับ ๆ" หมายถึงความดับ แห่งขันธ์มีรูปเป็นต้นนั้น ๆ ดังนี้. อานนท์! คำอันเรากล่าวว่า "ความดับ ๆ" ดังนี้ หมายถึงความดับ แห่งธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๐/๔๘. หมายเหตุ : ผู้ศึกษาพึงทำความสังเกตว่า พระองค์ตรัสความดับของเบญจขันธ์ หมายถึงความ ดับทุกข์โดยตรง เพราะได้ตรัสไว้ในที่ทั่วไปว่า ปัญจฺปาทานักขันธ์ คือตัวทุกข์ โดยสรุป และ เมื่อดับปัญจุปาทานักขันธ์เสียแล้ว ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ซึ่งเป็นอาการแห่งความทุกข์ ก็ดับ ไปด้วยกัน.
น.1423 รูปขันธ์ คือ ความดับของทุกข์ ภิกษุ ท. ! ความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ ของ สิ่งที่เรียกว่าธาตุดิน, ของสิ่งที่เรียกว่าธาตุน้ำ, ของสิ่งที่เรียกว่าธาตุไฟ, ของ สิ่งที่เรียกว่าธาตุลม ใด ๆ ; อันนั้นแหละเป็นความดับของทุกข์, อันนั้นแหละ เป็นความเข้าไปสงบรำงับของสิ่งซึ่งมีปรกติเสียบแทงทั้งหลาย, อันนั้นแหละ เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ของชราและมรณะ แล. - นิทาน. สํ. ๑๖/๒๐๙/๔๑๕. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๖/๔๙๕ ( ความดับในกรณีเช่นนี้ ทุกแห่ง หมายถึงดับนันทิราคะในสิ่งนั้น ๆ เสีย ). ความดับของเวทนาขันธ์ คือ ความดับของทุกข์ ภิกษุ ท. ! ความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ ของ เวทนาที่เกิดขึ้นแต่สัมผัสทางตา, ของเวทนาที่เกิดแต่สัมผัสทางหู ของเวทนา ที่เกิดแต่สัมผัสทางจมูก, ของเวทนาที่เกิดแต่สัมผัสทางลิ้น, ของเวทนาที่เกิด แต่สัมผัสทางกาย และของเวทนาที่เกิดแต่สัมผัสทางใจ ใด ๆ ; อันนั้นแหละ เป็นความดับของทุกข์, อันนั้นแหละเป็นความเข้าไปสงบรำงับของสิ่งซึ่งมีปรกติ เสียบแทงทั้งหลาย, อันนั้นแหละเป็นความตั้งอยู่ ไม่ได้ของชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๕/๔๘๘. ความดับของสัญญาขันธ์ คือ ความดับของทุกข์ ภิกษุ ท. ! ความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ ของสัญญาในรูป ของสัญญาในเสียง ของสัญญาในกลิ่น ของสัญญาในรส ของ
น.1424 สัญญาในโผฏฐัพพะ และของสัญญาในธรรมารมณ์ ใด ๆ, อันนั้นแหละเป็น ความดับของทุกข์, อันนั้นแหละเป็นความเข้าไปสงบรำงับของสิ่งซึ่งมีปรกติ เสียบแทง, อันนั้นแหละเป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ของชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๕/๔๙๐. ความดับของสังขารขันธ์ คือ ความดับของทุกข์ ภิกษุ ท. ! ความดับ ความเข้าไม่สงบรำงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ ของ สัญเจตนาในรูป ของสัญเจตนาในเสียง, ของสัญเจตนาในกลิ่น, ของ สัญเจตนาในรส, ของสัญเจตนาในโผฏฐัพพะ และของสัญเจตนาในธรรมารมณ์ ใด ๆ ; อันนั้นแหละเป็นความดับของทุกข์, อันนั้นแหละเป็นความเข้าไปสงบ รำงับของสิ่งซึ่งมีปรกติเสียบแทงทั้งหลาย, อันนั้นแหละเป็นความตั้งอยู่ไม่ได้ ของชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๕/๔๙๒. ความดับของวิญญาณขันธ์ คือ ความดับของทุกข์ ภิกษุ ท. ! ความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ ของ วิญญาณทางตา, ของวิญญาณทางหู. ของวิญญาณทางจมูก, ของวิญญาณ ทางลิ้น, ของวิญญาณทางกาย และของวิญญาณทางใจ ใดๆ ; อันนั้นแหละ เป็นความดับของทุกข์, อันนั้นแหละเป็นความเข้าไปสงบรำงับของสิ่งซึ่งมีปรกติ เสียบแทงทั้งหลาย อันนั้นแหละเป็นความตั้งอยู่ ไม่ได้ของชราและมรณะ แล - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๗/๔๙๘.
น.1425 เบญจขันธ์ คือ ความดับของทุกข์ ภิกษุ ท .! ความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ ความตั้งอยู่ไม่ได้ของรูป ของเวทนา ของสัญญา ของสังขาร และของวิญญาณ ใด ๆ, อันนั้นแหละเป็น ความดับของทุกข์, อันนั้นแหละเป็นความเข้าไปสงบรำงับ ของสิ่งซึ่งมีปรกติ เสียบแทงทั้งหลาย, อันนั้นแหละเป็นความตั้งอยู่ ไม่ได้ของชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๗/๔๙๘. K33 p. 182 ดับตัณหา คือปลงภาระหนักลงได้ ภิกษุ ท .! การปลงภาระหนักลงเสียได้ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความดับสนิทเพราะความจางคลายไปโดยไม่เหลือของ ตัณหานั้นนั่นเทียว, ความละไปของตัณหานั้น, ความสลัดกลับคืนของตัณหา นั้น, ความหลุดออกไปของตัณหานั้น, และความไม่มีที่อาศัยอีกต่อไปของ ตัณหานั้น อันใด; ภิกษุ ท .! อันนี้เราเรียกว่า การปลงภาระหนักลงเสียได้ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสพุทธวจนะนี้ ซึ่งเป็นคำร้อยกรองสืบต่อไป : - "ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ ! บุคคลแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป. การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก. การปลงภาระหนักเสียได้เป็นความสุข.
น.1426 พระอริยเจ้าปลงภาระหนักลงเสียแล้ว. ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก. ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก (อวิชชา) ; เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ" ดังนี้. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๒/๕๒-๕๓ KS3 p. 25 ละกิเลสตัณหาได้ คือละเบญจขันธ์ได้ ภิกษุ ท .! ความพอใจ (ฉันทะ) ก็ดี ความกำหนัด (ราคะ) ก็ดี ความเพลิน (นันทิ) ก็ดี ตัณหาก็ดี มีอยู่ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ทั้งหลาย ในวิญญาณ ใด ๆ. พวกเธอทั้งหลาย จงละกิเลสนั้น ๆ เสีย. ด้วย การทำอย่างนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณ นั้น ๆ จักเป็นสิ่งที่ พวกเธอละได้แล้ว เป็นสิ่งที่มีมูลรากอันตัดเสียแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดเน่า ทำให้มีอยู่ไม่ได้ ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๓๖/๓๗๕. KS 3 p. 137 -8 ราธะ ! ความพอใจก็ดี ความกำหนัดก็ดี ความเพลินก็ดี ตัณหาก็ดี อุปายะ (กิเลสเป็นเหตุให้เข้าไปสู่ภพ) ก็ดี และอุปาทานก็ดี อันเป็นเครื่องตั้งทับเครื่อง เข้าไปอาศัย และเครื่องนอนเนื่องแห่งจิต มีอยู่ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ใน สังขาร ในวิญญาณ ใด ๆ; พวกเธอทั้งหลายจงละกิเลสนั้น ๆ เสีย. ด้วยการ ทำอย่างนี้ รูป เวทนา สัญญา สังขารทั้งหลาย วิญญาณนั้น ๆ จักเป็นสิ่งที่พวก
น.1427 เธอละได้แล้ว เป็นสิ่งที่มีมูลรากอันตัดขาดเสียแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดเน่า ทำให้มีอยู่ไม่ได้ ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๓๗/๓๗๖. ละฉันทราคะแห่งสิ่งใด ก็คือการละซึ่งสิ่งนั้น ภิกษุ ท .! เมื่อ ไม่รู้ยิ่ง ไม่รู้รอบ ไม่คลายกำหนัด ไม่ละขาด ซึ่ง รูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ ก็ไม่ควรแก่ความสิ้นไป แห่งทุกข์. ภิกษุ ท .! เมื่อรู้ยิ่ง เมื่อรู้รอบ เมื่อคลายกำหนัด เมื่อละขาด ซึ่ง รูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ ก็ควรแก่ความสิ้นไป แห่งทุกข์. ภิกษุ ท .! เธอทั้งหลาย จงละฉันทราคะในรูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ เสีย; ด้วยการกระทำอย่างนี้ เป็นอันว่า รูป .... เวทนา .... สัญญา .... สังขาร .... วิญญาณ นั้น เป็นสิ่งที่เธอ ละขาดแล้ว มีรากอันขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนต้นตาลมีขั้วยอดอันขาดแล้ว ให้ถึงความไม่มีอยู่ มีอันไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๓/๕๖-๕๘. (ข้อความนี้มีประโยชน์มาก ที่ทำให้เราสามารถละสิ่งที่ควรละได้เต็มตามความหมาย ; คือไม่ใช่ละตัววัตถุนั้น แต่ละความกำหนัดพอใจในสิ่งนั้น จึงจะเป็นการละสิ่งนั้นได้เด็ดขาดและเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ยิ่งกว่าการที่จะไปละวัตถุนั้น ๆ โดยตรง).
น.1428 ความสิ้นตัณหา คือ นิพพาน "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ที่เรียกว่า ‘สัตว์ สัตว์" ดังนี้, อันว่าสัตว์มีได้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" ราธะ ! ความพอใจอันใด ราคะอันใด นันทิอันใด ตัณหาอันใด มีอยู่ในรูป ในเวทนำ ในสัญญา ในสังขารทั้งหลาย และในวิญญาณ, เพราะ การติดแล้ว ข้องแล้ว ในสิ่งนั้น ๆ, เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ‘สัตว์’ ดังนี้. ราธะ ! เปรียบเหมือนพวกกุมารน้อย ๆ หรือกุมารีน้อย ๆ เล่นเรือน น้อย ๆ ที่ทำด้วยดินอยู่. ตราบใดเขายังมีราคะ มีฉันทะ มีความรัก มีความ กระหาย มีความเร่าร้อน และมีตัณหา ในเรือนน้อยที่ทำด้วยดินเหล่านั้น ; ตราบนั้นพวกเด็กน้อยนั้น ๆ ย่อมอาลัยเรือนน้อยที่ทำด้วยดินเหล่านั้น ย่อม อยากเล่น ย่อมอยากมีเรือนน้อย ที่ทำด้วยดินเหล่านั้น ย่อมยึดถือเรือนน้อย ที่ทำด้วยดินเหล่านั้นว่าเป็นของเรา ดังนี้. ราธะ ! แต่เมื่อใดแล พวกกุมารน้อย ๆ หรือกุมารีน้อย ๆ เหล่านั้น มีราคะไปปราศแล้ว มีฉันทะไปปราศแล้ว มีความรักไปปราศแล้ว มีความกระหาย ไปปราศแล้ว มีความเร่าร้อนไปปราศแล้ว มีตัณหาไปปราศแล้ว ในเรือนน้อยที่ ทำด้วยดินเหล่านั้น, ในกาลนั้นแหละพวกเขาย่อมทำเรือนน้อย ๆ ที่ทำด้วย ดินเหล่านั้น ให้กระจัดกระจายเรี่ยรายเกลื่อนกล่นไป กระทำให้จบการเล่นเสีย ด้วยมือและเท้าทั้งหลาย, อุปมานี้ฉันใด ;
น.1429 ราธะ ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ แม้พวกเธอทั้งหลายจงเรี่ยรายกระจายออก ซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ. จงขจัดเสียให้ถูกวิธี, จงทำให้แหลกลาญโดยถูกวิธี, จงทำให้จบการเล่นให้ถูกวิธี, จงปฏิบัติเพื่อความสิ้นไปแห่งตัณหาเถิด. ราธะ! เพราะว่า ความสิ้นไปแห่งตัณหานั้น คือนิพพาน ดังนี้ แล. — ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๓๒/๓๖๗. KS 3 p. 156-7 ที่สุดของพรหมจรรย์ คือนิพพาน “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ที่เรียกว่า ‘มาร มาร’ ดังนี้, ด้วยเหตุเพียงเท่าไร เล่า จึงถูกเรียกว่า มาร พระเจ้าข้า! ” ราธะ ! เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณมีอยู่, จะพึงมีมาร, มีผู้ให้ตาย หรือว่าผู้ตาย. causer of slaying / slayer ราธะ ! เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ เธอจงเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ว่า ‘เป็นมาร’ เห็นว่าเป็น ‘ผู้ให้ตาย’ เห็นว่า ‘ผู้ตาย’ เห็นว่า ‘เป็นโรค’ เห็นว่า ‘เป็นหัวฝี’ เห็นว่า ‘เป็นลูกศร’ เห็นว่า ‘เป็นทุกข์’ เห็นว่า ‘เป็นทุกข์ที่เกิดแล้ว’ ดังนี้. พวกใดย่อมเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น ด้วยอาการอย่างนี้, พวกนั้น ชื่อว่า ย่อมเห็นโดยชอบ แล. “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! สัมมาทัสสนะ (การเห็นโดยชอบ) มีอะไรเป็น ประโยชน์ที่มุ่งหมายเล่า พระเจ้าข้า ! ”
น.1430 ราธะ ! สัมมาทัสสนะ มีนิพพิทา (ความเบื่อหน่าย) เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย. " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็นิพพิทา (ความเบื่อหน่าย) มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมายเล่า พระเจ้าข้า ! " ราธะ ! นิพพิทาแล มีวิราคะ (ความจางคลายไป) เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย. " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็วิราคะ มีอะไรเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมายเล่าพระเจ้าข้า ! ’ ราธะ ! วิราคะแล มีวิมุติ (ความหลุดพ้น) เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย. " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็วิมุติ มีอะไรเป็นประโยชน์ ที่มุ่งหมายเล่าพระเจ้าข้า ? " ราธะ ! วิมุติแล มี นิพพาน เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย. " ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ก็นิพพาน มีอะไรเป็นประโยชน์ ที่มุ่งหมายเล่าพระเจ้าข้า ? " ราธะ ! เธอได้ถามเลยปัญหาเสียแล้ว, เธอไม่อาจจะจับฉวยเอาที่สุดของปัญหาได้. ราธะ ! ด้วยว่า พรหมจรรย์ ที่ประพฤติกันอยู่นี้แล ย่อมหยั่งลงสู่นิพพาน มีนิพพานเป็นที่สุดท้าย . - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๓๑/๓๖๖. K33 p. 155-6
น.1431 ไม่เพลินในอายตนะ คือความหลุดพ้นจากทุกข์ ภิกษุ ท.! ส่วนผู้ใด ย่อมไม่เพลินกะตา, ไมเพลินกะหู, ไม่ เพลินกะจมูก, ไม่เพลินกะลิ้น, ไม่เพลินกะกาย, ไม่เพลินกะใจ แล้วไซร้ ; ผู้นั้น ชื่อว่า ย่อมไม่เพลิดเพลินกะสิ่งอันเป็นทุกข์. ผู้ใด ย่อมไม่เพลิดเพลิน กะสิ่งอันเป็นทุกข์ ; เรากล่าวว่า ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๖/๑๙. ภิกษุ ท.! ส่วนผู้ใดแล ย่อมไม่เพลิดเพลินกะรูป, ไม่เพลิดเพลิน กะเสียง, ไม่เพลิดเพลินกะกลิ่น, ไม่เพลิดเพลินกะรส, ไม่เพลิดเพลิน กะโผฏฐัพพะ, ไม่เพลิดเพลินกะธรรมารมณ์ แล้วไซร้; ผู้นั้น ชื่อว่า ย่อม ไม่เพลิดเพลินกะสิ่งอันเป็นทุกข์. ผู้ใด ย่อมไม่เพลิดเพลินกะสิ่งอันเป็นทุกข์, เรากล่าวว่า ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้แล. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๖/๒๐. หลุดพ้นจากทุกข์ เพราะไม่เพลิดเพลินในเบญจขันธ์ ภิกษุ ท.! ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ในรูป, ผู้นั้น เท่ากับ ไม่ เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ใน สิ่งที่เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้;
น.1432 ภิกษุ ท.! ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ในเวทนา , ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ " ดังนี้ ; ภิกษุ ท.! ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ในสัญญา , ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ " ดังนี้ : ภิกษุ ท.! ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ในสังขาร , ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์, เรากล่าวว่า "ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์ " ดังนี้; ภิกษุ ท.! ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ในวิญญาณ , ผู้นั้น เท่ากับ ไม่เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์. เรากล่าวว่า "ผู้ใด ไม่เพลิดเพลินอยู่ ในสิ่งที่เป็นทุกข์, ผู้นั้น ย่อมหลุดพ้นไปได้จากทุกข์" ดังนี้. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๙/๖๕. ความดับของอายตนะ คือ ความดับของทุกข์ ภิกษุ ท.! ความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ และความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งตา แห่งหู แห่งจมูก แห่งลิ้น แห่งกาย แห่งใจ ใดๆ; อันนั้นแหละเป็นความ ดับแห่งทุกข์, อันนั้นแหละเป็นความเข้าไปสงบรำงับแห่งสิ่งซึ่งมีปรกติเสียบแทง ทั้งหลาย, อันนั้นแหละเป็นความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๓/๔๘๐. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๗/๒๑.
น.1433 ความดับ ความเข้าไปสงบรำงับ และความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งรูป แห่งเสียง แห่งกลิ่น แห่งรส แห่งโผฏฐัพพะ แห่งธรรมารมณ์ ใด ๆ ; อันนั้นแหละ เป็นความดับแห่งทุกข์, อันนั้นแหละ เป็นความเข้าไปสงบรำงับ แห่งสิ่งซึ่งมีปรกติเสียบแทงทั้งหลาย, อันนั้นแหละ เป็นความตั้งอยู่ไม่ได้แห่ง ชราและมรณะ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๘๔/๔๘๒. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๗/๒๓. ความรู้ที่ถึงขั้นทำลายตัณหาแห่งกามคุณในอดีต มาคัณฑิยะ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : คนบางคนในโลก นี้ เคยได้รับการบำรุงบำเรอด้วยรูปทางตา อันเป็นรูปที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ มีลักษณะน่ารัก เป็นที่เข้าไปอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัด มาแล้ว; ครั้นสมัยอื่นอีก เขามา รู้แจ้งตามที่เป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ รสอร่อย โทษต่ำทราม และอุบายเครื่องออก แห่งรูปทั้งหลาย นั่นเทียว แล้วละเสียซึ่งตัณหาในรูป บรรเทาเสียซึ่งความเร่าร้อนในรูป ปราศจากความ กระหาย เป็นผู้มีจิตสงบแล้วในภายใน อยู่. มาคัณฑิยะ! ท่านมีอะไรที่จะ กล่าวปรารภบุคคลคนนี้บ้างไหม? "ไม่มีเลย พระเจ้าข้า !" (ต่อไปนี้ ได้มีการถาม - ตอบ ในกรณีแห่ง เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ โดยทำนอง เดียวกัน). - ม. ม. ๑๓/๒๗๓/๒๘๐.
น.1434 ความปลอดจากกามโยคะ ภิกษุ ท.! ความปลอดจากกิเลส อันเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ใน ภพ มี ๔ อย่างเหล่านี้. สี่อย่างเหล่าไหนเล่า ? สี่อย่างคือ ความปลอดจาก กามโยคะ, ความปลอดจากภวโยคะ, ความปลอดจากทิฏฐิโยคะ, ความ ปลอดจากอวิชชาโยคะ. ภิกษุ ท.! ความปลอดจากกามโยคะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้แจ้งชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความก่อขึ้นแห่งกาม ทั้งหลายด้วย ซึ่งความดับไปแห่งกามทั้งหลายด้วย ซึ่งรสอร่อยแห่งกามทั้งหลาย ด้วย ซึ่งโทษแห่งกามทั้งหลายด้วย ซึ่งอุบายเป็นเครื่องออกพ้นไปได้จากกาม ทั้งหลายด้วย; เมื่อเขารู้ตามที่เป็นจริงอยู่เช่นนั้น, ความกำหนัดในกาม ความเพลิดเพลินในกาม ความเสน่หาในกาม ความสยบอยู่ในกาม ความหิว กระหายในกาม ความเร่าร้อนเพราะกาม ความเมาหมกในกาม และกามตัณหา, ในกามทั้งหลาย เหล่านี้ย่อมไม่นอนเนื่องอยู่ในบุคคลนั้น ภิกษุ ท.! นี้เรา เรียกว่า ความปลอดจากกามโยคะ. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๔/๑๐. ความปลอดจากภวโยคะ ภิกษุ ท.! ความปลอดจากภวโยคะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้แจ้งชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความก่อขึ้นแห่งภพ ทั้งหลายด้วย ซึ่งความดับไปแห่งภพทั้งหลายด้วย ซึ่งรสอร่อยแห่งภพทั้งหลาย ด้วย ซึ่งโทษแห่งภพทั้งหลายด้วย ซึ่งอุบายเครื่องออกพ้นไปจากภพทั้งหลายด้วย ;
น.1435 เมื่อเขารู้ตามที่เป็นจริงอยู่เช่นนั้น, ความกำหนัดในภพ ความเพลิดเพลินในภพ ความเสน่หาในภพ ความสยบอยู่ในภพ ความหิวกระหายในภพ ความเร่าร้อน เพราะภพ ความเมาหมกในภพ และภวตัณหา, ในภพทั้งหลาย เหล่านี้ย่อม ไม่นอนเนื่องอยู่ในบุคคลผู้นั้น. ภิกษุ ท.! นี้เราเรียกว่า ความปลอดจากภวโยคะ. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๔/๑๐. ความปลอดจากทิฏฐิโยคะ ภิกษุ ท.! ความปลอดจากทิฏฐิโยคะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้แจ้งชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งความก่อขึ้นแห่งทิฏฐิ ทั้งหลายด้วย ซึ่งความดับไปแห่งทิฏฐิทั้งหลายด้วย ซึ่งรสอร่อยแห่งทิฏฐิทั้งหลาย ด้วย ซึ่งโทษแห่งทิฏฐิทั้งหลายด้วย ซึ่งอุบายเครื่องออกพ้นไปจากทิฏฐิทั้งหลาย ด้วย; เมื่อเขารู้ตามที่เป็นจริงอยู่เช่นนั้น, ความกำหนัดในทิฏฐิ ความเพลิด เพลินในทิฏฐิ ความเสน่หาในทิฏฐิ ความสยบอยู่ในทิฏฐิ ความหิวกระหายใน ทิฏฐิ ความเร่าร้อนเพราะทิฏฐิ ความเมาหมกในทิฏฐิ และตัณหาทางทิฏฐิ, ใน ทิฏฐิทั้งหลาย เหล่านี้ย่อมไม่นอนเนื่องอยู่ในบุคคลผู้นั้น. ภิกษุ ท.! นี้เรา เรียกว่า ความปลอดจากทิฏฐิโยคะ. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๕/๑๐. ความปลอดจากอวิชชาโยคะ ภิกษุ ท.! ความปลอดจากอวิชชาโยคะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้แจ้งชัดตามที่เป็นจริง ซึ่ง ความก่อขึ้นแห่งผัสสายตนะหกด้วย ซึ่งความดับไปแห่งผัสสายตนะหกด้วย ซึ่ง
น.1436 รสอร่อยแห่งผัสสายตนะหกด้วย ซึ่งโทษแห่งผัสสายตนะหกด้วย ซึ่งอุบายเครื่อง พ้นไปจากผัสสายตนะหกด้วย ; เมื่อเขารู้ชัดตามที่เป็นจริงอยู่เช่นนั้น, อวิชชา และอัญญาณใด ๆ ในผัสสายตนะหก อวิชชาและอัญญาณนั้น ย่อมไม่นอนเนื่อง อยู่ในบุคคลนั้น. ภิกษุ ท. ! นี้เราเรียกว่า ความปลอดจากอวิชชาโยคะ. ภิกษุ ท.! ด้วยเหตุนี้แหละจึงรวมเป็น การไม่ประกอบอยู่ด้วยกาม- โยคะ ๑ กามไม่ประกอบอยู่ด้วยภวโยคะ ๑ การไม่ประกอบอยู่ด้วยทิฏฐิโยคะ ๑ และการไม่ประกอบอยู่ด้วยอวิชชาโยคะ ๑. ภิกษุ ท.! บุคคลไม่ประกอบด้วยกิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ใน ภพโดยเด็ดขาด อันเป็นอกุศลธรรมอันลามกเศร้าหมอง เป็นเหตุให้มีภพใหม่ อันกระสับกระส่าย มีผลเป็นทุกข์ มีชาติชราและมรณะต่อไป; เพราะฉะนั้น เราจึงเรียกว่า "ผู้มีปรกติเกษมจากโยคะ (โยคกฺเขมี)" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้คือ ความปลอดจากกิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ ไว้ในภพ ๕ อย่าง แล. ( คาถาผนวกท้ายพระสูตร ) สัตว์ทั้งหลาย ประกอบพร้อมแล้วด้วยกามโยคะ ด้วย ภวโยคะ ด้วยทิฏฐิโยคะ และถูกอวิชชากระทำในเบื้องหน้าแล้ว, มีปรกติไปสู่ชาติและมรณะ ; ย่อมไปสู่สังสารวัฏ. ส่วนสัตว์เหล่าใดรอบรู้แล้ว ซึ่งกามและภวโยคะ โดย ประการทั้งปวง, ถอนขึ้นได้แล้วซึ่งทิฏฐิโยคะ, และพราก
น.1437 ออกได้โดยเด็ดขาดซึ่งอวิชชา, สัตว์เหล่านั้นแล ไม่ประกอบ แล้วด้วยกิเลสอันประกอบสัตว์ไว้ในภพทั้งปวง, เป็นมุนี ล่วง เสียได้ซึ่งโยคะกิเลสเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ ; ดังนี้แล. - จตุกุก. อํ. ๒๑/๑๕/๑๐. GS2 p- 12-3 เครื่องกีดขวางการละสัญโญชน์ ภิกษุ ท .! ภิกษุใดหนอ ยังเป็นผู้มีความพอใจ ในความคลุกคลีกัน เป็นหมู่ ๆ. ยังมีความยินดีในการคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ, ยังตามประกอบซึ่ง ความพอใจในความคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ, ยังมีความพอใจในคณะ ยังยินดีใน คณะ ยังตามประกอบซึ่งความพอใจในคณะ ; ภิกษุนั้น จักมาเป็นผู้อยู่เดี่ยว โดด อภิรมย์ในความสงบสงัด ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้. เมื่อ อยู่เดี่ยวโดดไม่ได้และไม่อภิรมย์ในความสงัดอยู่ ยังจักสามารถถือเอาซึ่งนิมิตแห่ง จิต ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้. เมื่อไม่อาจถือเอาซึ่งนิมิตแห่ง จิต แต่ยังจักทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้เป็น ไม่ได้. เมื่อไม่ทำสัมมาทิฏฐิในบริบูรณ์แล้ว จักทำสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ ดังนี้, ข้อนี้ เป็นฐานะที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้. เมื่อไม่ทำสัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ได้แล้ว จักละสัญโญชน์ทั้งหลายได้ ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้. เมื่อไม่ ละสัญโญชน์ทั้งหลายแล้ว จักทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะ ที่มีไม่ได้เป็นไม่ได้. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๗๑/๓๓๙. GS3 P. 298
น.1438 (ปฏิปักขนัย ) ภิกษุ ท .! ภิกษุนั้นหนอ ไม่เป็นผู้มีความพอใจ ในความคลุกคลี กันเป็นหมู่ ๆ, ไม่มีความยินดีในการคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ, ไม่ตามประกอบซึ่ง ความพอใจในการคลุกคลีกันเป็นหมู่ ๆ, ไม่มีความพอใจในคณะ ไม่ยินดีในคณะ ไม่ตามประกอบซึ่งความพอใจในคณะ ; ผู้เดี่ยวโดดนั้น จักอภิรมย์ในความสงบ สงัดอยู่ได้ ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้ ; ผู้เดี่ยวโดด เมื่ออภิรมย์ใน ความสงบสงัดอยู่ จักถือเอาซึ่งนิมิตแห่งจิตได้ ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็น ได้; เมื่อถือเอาซึ่งนิมิตแห่งจิตได้อยู่ จักทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้ ; เมื่อทำสัมมาทิฏฐิให้บริบูรณ์ ได้แล้ว จักทำ สัมมาสมาธิให้บริบูรณ์ได้ ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้; เมื่อทำสัมมา- สมาธิให้บริบูรณ์ได้แล้ว จักละสัญโญชน์ทั้งหลายได้ ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มี ได้เป็นได้; เมื่อละสัญโญชน์ทั้งหลายได้แล้ว จักทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ ดังนี้, ข้อนี้เป็นฐานะที่มีได้เป็นได้ แล. - ฉกุก. อํ. ๒๒/๔๗๒/๓๓๙. GS 3 p. 298 ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละเพื่อตัดอนุสัยโดยเด็ดขาด ภิกษุ ท.! อนุสัยมี ๗ อย่างเหล่านี้. เจ็ดอย่างเหล่าไหนเล่า ? เจ็ดอย่างคือ อนุสัยคือกามราคะ ๑ อนุสัยคือปฏิฆะ ๑ อนุสัยคือทิฏฐิ ๑ อนุสัย คือวิจิกิจฉา ๑ อนุสัยคือมานะ ๑ อนุสัยคือภวราคะ ๑ อนุสัยคืออวิชชา ๑. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แลคือ อนุสัย ๗ อย่าง.
น.1439 พรหมจรรย์ที่ประพฤติกันอยู่นี้ เพื่อละเพื่อตัดขาด ซึ่ง อนุสัย ๗ อย่าง. เจ็ดอย่างเหล่าไหนเล่า ? ภิกษุ ท.! พรหมจรรย์ที่ประพฤติกันอยู่ เพื่อละเพื่อตัดขาด ซึ่ง อนุสัยคือกามราคะ, เพื่อละเพื่อตัดขาด ซึ่งอนุสัยคือปฏิฆะ, เพื่อละเพื่อตัดขาด ซึ่งอนุสัยคือทิฏฐิ, เพื่อละเพื่อตัดขาด ซึ่งอนุสัยคือวิจิกิจฉา, เพื่อละเพื่อตัดขาด ซึ่งอนุสัยคือมานะ, เพื่อละเพื่อตัดขาด ซึ่งอนุสัยคือภวราคะ, เพื่อละเพื่อตัด ขาด ซึ่งอนุสัยคืออวิชชา. ภิกษุ .ท .! พรหมจรรย์ที่ประพฤติกันอยู่นี้ เพื่อละ เพื่อตัดขาด ซึ่งอนุสัย ๗ อย่างเหล่านี้แล. ภิกษุ ท.! เมื่อใดแล อนุสัยคือกามราคะก็ดี, อนุสัยคือปฏิฆะ ก็ดี, อนุสัยคือทิฏฐิก็ดี, อนุสัยคือวิจิกิจฉาก็ดี, อนุสัยคือมานะก็ดี, อนุสัย คือภวราคะก็ดี, และอนุสัยคืออวิชชาก็ดี, เป็นสิ่งที่ภิกษุละได้แล้ว มีรากเง่า อันตัดขาดแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดเน่า ทำให้มีอยู่ไม่ได้ ทำให้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้อีกต่อไป ; ภิกษุ ท. ! เมื่อนั้น, ภิกษุนี้ เราเรียกว่า "ตัดตัณหาได้แล้ว รื้อ ถอนสัญโญชน์แล้ว ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์เพราะรู้จักหน้าตาของมานะอย่างถูกต้อง แล้ว" ดังนี้ แล. - สตฺตก. อํ. ๒๓/๘-๙/๑๑-๑๒. GS4 p.6 cf5.6 (ความมุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ในสูตรนี้ ทรงแสดงว่า เพื่อละเสียซึ่ง อนุสัยเจ็ด: ในสูตรอื่น (๒๓/๗-๘/๘-๙) ทรงแสดงว่าเพื่อตัดเสียซึ่ง สังโยชน์เจ็ด ดูรายละเอียด ที่หัวข้อว่า "สังโยชน์เจ็ด" ที่หน้า ๓๘๘ แห่งหนังสือนี้.) Bookd
น.1440 เห็นโลกก็เห็นเหมือนเห็นฟองน้ำและพยับแดด บุคคลพึงเห็นฟองน้ำ ฉันใด, . พึงเห็นพยับแดด ฉันใด, พญามัจจุราช จักไม่เห็นผู้ที่พิจารณาเห็นโลก ฉันนั้นอยู่ แล. - ธ. ขุ. ๒๕/๓๘/๒๓. D p. 200 เห็นโลกชนิดที่ความตายไม่เห็นเรา “ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเทพฤษี ! ...ข้าพระองค์จะพิจารณาเห็นโลก อย่างไร ความตายจึงจะไม่แลเห็นข้าพระองค์เล่า พระเจ้าข้า ?” ดูก่อนโมฆราช ! ท่านจงเป็นคนมีสติ ถอนความตาม เห็นว่าเป็นตัวตนออกเสีย พิจารณาเห็นโลก โดยความเป็นของ ว่างเปล่าทุกเมื่อเถิด. ท่านจะพึงข้ามความตายเสียได้ ด้วยข้อ ปฏิบัติอย่างนี้, ความตายจะไม่แลเห็นท่าน ผู้พิจารณาเห็นโล อยู่ โดยอาการอย่างนี้ แล. - สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๔๙/๔๓๙. -จูฬนิ. ขุ. ๓๐/๒๔๕/๔๙๙, ๕๐๔. SN p.162-3 การดับทุกข์สิ้นเชิง ไม่เนื่องด้วยอิทธิวิธี แม้กระทั่งวิโมกข์ที่ไม่เกี่ยวกับการสิ้นอาสวะ (นักบวชเดียรถีย์อื่น ชื่อ สุสิมะ หาอุบายเข้ามาบวชในพุทธศาสนา เพื่อจะบรรลุ คุณวิเศษ สำหรับนำเอาไปทำให้คณะของตัวเจริญรุ่งเรืองด้วยลาภยศสักการะ เหมือนสังฆบริษัท ของพระพุทธองค์; ครั้นบวชแล้ว ได้เข้าไปหาพวกภิกษุปัญญาวิมุตต์ โดยคิดว่าภิกษุพวกนี้
น.1441 มีอภิญญาหก เมื่อได้ทราบว่าภิกษุพวกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอภิญญาหก และได้รับบอกเล่าว่า ความเป็นอริยบุคคล ไม่เนื่องด้วยอภิญญาหก ก็เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ซักไซ้ถึงเรื่องอภิญญาหก ว่าเกี่ยวข้องกันอย่างจำเป็นกับความสิ้นอาสวะตามความเชื่อของเขาหรือไม่. พระพุทธองค์ได้ทรง ใช้วิธีทำให้เขาเกิดธัมมฐิติญาณและนิพพานญาณ โดยทรงนำเอาเรื่องเบญจขันธ์ ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควรเห็นว่าเป็นของเรา เป็นเรา เป็นอัตตาของเรา จนเป็นธัมมฐิติญาณขึ้นมา ก่อน จนกระทั่งจิตเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น และรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว อันเป็นนิพพาน- ญาณ ตามนัยแห่งอนัตตลักขณสูตร ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว หรืออาจจะหาอ่านดูได้จากที่ ทั่วไป จนกระทั่งนักบวชชื่อสุสิมะนั้นเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในเรื่องความดับทุกข์หรือความสิ้น อาสวะนั้น ว่าเป็นไปได้ตามเหตุตามปัจจัยของมันเอง จนกระทั่งนักบวชชื่อสุสิมะเห็นชัดในความ จริงข้อนี้แล้ว จึงตรัสแก่เขาต่อไปว่า :- ) สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า ชรามรณะ มี เพราะชาติเป็นปัจจัย? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า ชาติ มี เพราะภพเป็นปัจจัย? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า ภพ มี เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย? "อย่าง นั้น พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า อุปาทาน มี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า ตัณหา มี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า !" สุสิมะ ! เธอเห็นไหมว่า เวทนา มี เพราะผัสสะเป็นปัจจัย? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!’
น.1442 สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า ผัสสะ มี เพราะสหายตนะเป็นปัจจัย? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า สฬายตนะ มี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า นามรูป มี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย? “อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า วิญญาณ มี เพราะสังขารเป็นปัจจัย ? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เธอเห็นไหมว่า สังขาร ทั้งหลายมี เพราะอวิชชาเป็น ปัจจัย? "อย่างนั้น พระเจ้าข้า!" (ต่อไปได้ตรัสชักนำให้เห็นปฏิจจสมุปบาทฝ่ายนิโรธวาร โดยรูปแบบแห่งถ้อยคำ อย่างเดียวกับข้อความข้างบนนี้ ครบทั้ง ๑๑ อาการ แล้วได้ตรัสว่า :- ) สุสิมะ! เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำ ให้มี อิทธิวิธี มีอย่างต่างๆ อยู่อีกหรือ คือคนเดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลาย คนเป็นคนเดียว, ... ฯลฯ. .. ๑ และแสดงอำนาจทางกาย เป็นไปตลอดถึง พรหมโลกได้ ดังนี้. "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!" สุสิมะ! เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำ ให้มี ทิพพโสต อยู่อีกหรือ คือมีโสตธาตุอันเป็นทิพย์ ...ฯลฯ... ๑ ทั้งที่ไกล และที่ใกล้ ดังนี้. "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า!" ๑. ลักษณะแห่งอภิญญาแต่ละอย่าง ๆ โดยละเอียด ออกจะยืดยาว ในที่นี้นำมาใส่ไว้แต่โดยย่อ พอเป็นเครื่องสังเกต ผู้ปรารถนาจะทราบโดยละเอียด พึงดูได้ที่หัวข้อว่า "ธรรมธาตุต่าง ๆ ที่เป็นผลของสมถวิปัสสนาอันดับสุดท้าย" ที่หน้า ๔๙๕ แห่งหนังสือนี้.
น.1443 สุสิมะ ! . เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำ ให้มี เจโตปริยญาณ อยู่อีกหรือ คือกำหนดรู้ใจแห่งสัตว์อื่น ... ฯลฯ ... ๑ จิตไม่ หลุดพ้นว่าไม่หลุดพ้น ดังนี้. "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" สุสิมะ ! เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำ ให้มี ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อยู่อีกหรือ คือระลึกได้ถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพ ก่อนมีอย่างต่าง ๆ ... ฯลฯ. .. ๑ พร้อมทั้งอาการและอุทเทส ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้. "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" สุสิมะ ! เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำ ให้มี ทิพพจักขุญาณ อยู่อีกหรือ คือ มีจักษุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์หมดจดล่วงจักษุ ของสามัญมนุษย์ ... ฯลฯ ... ๑ รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ ดังนี้. "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" สุสิมะ ! เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เธอยังจำเป็นที่จะต้องทำ ให้มี อารุปปวิโมกข์ อยู่อีกหรือ คือ วิโมกข์เหล่าใด อันสงบรำงับ เป็นอรูป- เพราะก้าวล่วงรูปเสียได้ เธอถูกต้องวิโมกข์เหล่านั้นด้วยนามกายแล้วและอยู่ ดังนี้. "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" สุสิมะ ! คราวนี้, คำพูดอย่างโน้นของเธอกับการที่ ( เธอกล่าว บัดนี้ว่า ) ไม่ต้องมีการบรรลุถึงอภิญญาธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ก็ได้, ในกรณีนี้ นี้เราจะว่าอย่างไรกัน. - นิทาน. สํ. ๑๖/๑๕๓-๑๕๕/๒๙๔-๓๐๒. นิทเทศ ๙ ว่าด้วยความดับแห่งตัณหา จบ
Buddhadasa