น.1444 นิทเทศ ๑๐ ว่าด้วยธรรมเป็นที่ดับแห่งตัณหา ( มี ๖๑ เรื่อง ) ทิฏฐิทัสสนะที่เป็นไปเพื่อทุกขนิโรธ “พระโคดมผู้เจริญ! ทิฏฐิตะไรๆ ของพระโคดม มีอยู่หรือ ?" วัจฉะ ! สิ่งที่เรียกว่า "ทิฏฐิคตะ" นั้น ตถาคตนำออกหมดสิ้นแล้ว. วัจฉะ ! สัจจะที่ตถาคตเห็นแล้วนั่น มีอยู่ว่า " รูป เป็นอย่างนี้, การเกิด ขึ้นแห่งรูป เป็นอย่างนี้, การดับไปแห่งรูป เป็นอย่างนี้; เวทนา เป็น อย่างนี้, การเกิดขึ้นแห่งเวทนา เป็นอย่างนี้, การดับไปแห่งเวทนา เป็น อย่างนี้; สัญญา เป็นอย่างนี้, การเกิดขึ้นแห่งสัญญา เป็นอย่างนี้, การ ดับไปแห่งสัญญา เป็นอย่างนี้; สังขาร เป็นอย่างนี้, การเกิดขึ้นแห่งสังขาร เป็นอย่างนี้, การดับไปแห่งสังขาร เป็นอย่างนี้, วิญญาณ เป็นอย่างนี้, การเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ เป็นอย่างนี้, การดับไปแห่งวิญญาณ เป็นอย่างนี้" ดังนี้; เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวว่า "ตถาคตเป็นผู้พ้นวิเศษแล้ว เพราะไม่ ยึดมั่นด้วยอุปาทาน ทั้งนี้เป็นเพราะความสิ้นไป ความจางคลาย ความดับไม่เหลือ ความสละ ความสลัดคืน ซึ่งความสำคัญหมายทั้งปวง ความต้องการทั้งปวง อหังการมมังการมานานุสัยทั้งปวง" ดังนี้. - ม. ม. ๑๓/๒๔๔/๒๔๗.
น.1445 "ที่" ซึ่งนามรูปดับไม่มีเหลือ ภิกษุ! สำหรับปัญหาของเธอนั้น เธอไม่ควรตั้งคำถามขึ้นว่า "มหาภูตสี่ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้ ย่อมดับสนิทไม่มีเหลือ ในที่ไหน ?" ดังนี้เลย; อันที่จริง เธอควรจะตั้งคำถามขึ้นอย่างนี้ว่า : - "ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้ในที่ไหน ? ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่หยั่ง ลงได้ในที่ไหน ? นามรูปดับสนิทไม่มีเหลือ ในที่ไหน ?" ดังนี้ ต่างหาก. ภิกษุ! ในปัญหานั้น คำตอบมีดังนี้ :- "สิ่ง" สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลพึงรู้แจ้ง เป็นสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่มีที่สุด มีทางปฏิบัติเข้ามาถึงได้โดยรอบ, นั้นมีอยู่; ใน "สิ่ง" นั้นแหละ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้; ใน "สิ่ง" นั้นแหละ ความยาว ความสั้น ความเล็ก ความใหญ่ ความงาม ความไม่งาม ไม่ หยั่งลงได้; ใน "สิ่ง" นั้นแหละ นามรูป ดับสนิทไม่มีเหลือ ; นามรูป ดับสนิท ใน "สิ่ง" นี้ เพราะการดับสนิทของวิญญาณ ; ดังนี้แล. -สี. ที. ๙/๒๘๙/๓๔๘-๓๕๐. "ที่" ซึ่งธาตุสี่หยั่งลงไม่ถึง "สระทั้งหลาย จะไหลกลับจากที่ไหน ? วัฏฏะ (วังวน) ย่อม ไม่หมุนในที่ไหน ? นามและรูปย่อมดับสนิทไม่มีเหลือ ในที่ไหน ?"
น.1446 ในที่ใด, ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่หยั่งลงได้, จากที่นั้นแหละ สระทั้งหลาย ย่อมไหลกลับ ; ในที่นั้นแหละ วัฏฏะย่อมไม่หมุน ; ในที่นั้นแหละ นามและรูป ย่อมดับไม่เหลือ; ดังนี้ แล. - สคา. สํ. ๑๕/๒๒/๗๐-๗๑. ที่เที่ยว นอกโลก พวกเทวดาทั้งหลาย ทั้งในชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นวสวัตตี ล้วนแต่ถูกผูกมัดรัดรึงอยู่ด้วยเครื่องผูก คือ กามคุณ, ต้องกลับไปสู่อำนาจของมารอีก. โลกทั้งปวงร้อน- เปรี้ยง. โลกทั้งปวงควันกลุ้ม. โลกทั้งปวงลุกโพลง ๆ. โลก ทั้งปวงไหวโยกเยกอยู่. ที่ใด มีมารไปไม่ถึง ที่นั่นไม่หวั่นไหว ที่นั่น ไม่โยกเยก ที่นั่น ไม่ใช่ที่เที่ยวของบุถุชน. มารเลย, ใจ เรายินดีในที่นั้นเสียแล้ว. - สคา. สํ. ๑๕/๑๙๕/๕๔๔. ( ข้อความนี้ เป็นเถรีภาษิต นำมาขยายความพุทธภาษิต ). สิ่งที่ ไม่ปรุง ภิกษุ ท .! เมื่อใด อวิชชาของภิกษุละขาดไป วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ; เธอนั้น เพราะอวิชชาจางหายไป เพราะวิชชาเกิดขึ้นแทน ย่อมไม่ปรุงเครื่องปรุง อันเป็นบุญนั่นเที่ยว, ย่อมไม่ปรุงเครื่องปรุงอันมิใช่บุญ, ย่อมไม่ปรุงเครื่อง ปรุงอันเป็นอเนญชา. เธอนั้น เมื่อไม่ปรุง เมื่อไม่ก่อ ย่อมไม่ถือมั่นสิ่งไร ๆ
น.1447 ในโลก. เมื่อไม่ถือมั่น ย่อมไม่เสียวสะดุ้ง. เมื่อไม่เสียวสะดุ้ง ย่อม ปรินิพพาน. เธอนั้น ย่อมรู้ชัดว่า “ชาติสิ้นสุดแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความหลุดพ้นเช่นนี้มิได้มีอีก" ดังนี้ แล. - นิทาน. สํ. ๑๖/๙๙/๑๙๒. KS2 p. 57 "สิ่งนั้น" หาพบในกายนี้ "แน่ะเธอ! ที่สุดโลก แห่งใด อันสัตว์ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบติ , เราไม่กล่าวว่าใคร ๆ อาจรู้ อาจเห็น อาจถึง ที่สุดแห่งโลกนั้น ด้วย การไป. "แน่ะเธอ! ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่งนี้ ที่ยังประกอบด้วย สัญญาและใจนี่เอง, เราได้บัญญัติโลก, เหตุให้เกิดโลก, ความดับสนิท ไม่เหลือของโลก, และทางดำเนินให้ถึงความดับสนิทไม่เหลือของโลก ไว้" ดังนี้แล. - จตุกฺก. อํ. ๒๑/๖๒/๔๕. QS 2 p.57 อาณาจักรแห่งโลกอุดร ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่อาจเข้าไปอยู่ ในที่ใด ; ในที่นั้นดาวศุกร ทั้งหลาย ย่อมไม่ส่องแสง ; ในที่นั้น, ดวงอาทิตย์ก็ไม่ปรากฏ ; ในที่นั้น, ดวงจันทร์ก็ไม่ส่องแสง; แต่ความมืด ก็มิได้มีอยู่, ในที่นั้น.
น.1448 ในกาลใด, มุนี ผู้ตั้งหน้าปฏิบัติ ได้รู้แจ่มแจ้ง ( ในสิ่งที่ กล่าวนี้) ด้วยตนเอง ด้วยความรู้ ; ในกาลนั้น, มุนีนั้น ย่อมพ้น ไปจากรูป ย่อมพ้นไปจากอรูป, ย่อมพ้นไปจากสุขและทุกข์ โดย สิ้นเชิง, ดังนี้แล . -อุ. ขุ. ๒๕/๘๕/๕๐. AP p.12 เมื่อ "เธอ" ไม่มี ! พาหิยะ ! เมื่อใด เธอเห็นรูปแล้ว สักว่าเห็น, ได้ฟังเสียงแล้ว สักว่าฟัง, ได้กลิ่น, ลิ้มรส, สัมผัสทางผิวกาย, ก็สักว่า ดม ลิ้ม สัมผัส, ได้รู้แจ้ง ธรรมารมณ์ ก็สักว่าได้รู้แจ้ง แล้ว; เมื่อนั้น "เธอ" จักไม่มี. เมื่อใด “เธอ" ไม่มี; เมื่อนั้นเธอก็ไม่ปรากฏในโลกนี้, ไม่ปรากฏในโลกอื่น, ไม่ ปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง : นั่นแหละ คือที่สุดแห่งทุกข์ ละ. -อุ.ขุ. ๒๕/๘๓/๔๙. AP p.10 สิ่งที่ ไม่เต็มขึ้นหรือพร่องลง ภิกษุ ท.! แม่น้ำทั้งหลาย ย่อมไหลไปยังมหาสมุทร. น้ำฝนที่ ตกจากอากาศ, ก็ไหลไปยังมหาสมุทร, แต่ความลดหรือความเต็มของ มหาสมุทร ย่อมไม่ปรากฏ (แก่ตา) ฉันใด ; ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมากย่อม ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ แต่ความลดหรือความเต็มขึ้นของ นิพพานธาตุนั้น ก็ไม่ปรากฏ เพราะเหตุนั้น ฉันนั้น.
น.1449 ภิกษุ ท.! ข้อที่ ความลดหรือความเต็มของนิพพานธาตุ ย่อมไม่ ปรากฏ เพราะเหตุนั้น ๆ; นั่น ก็เป็นความประหลาดมหัศจรรย์ข้อหนึ่ง ใน ธรรมวินัยนี้. -อุ. ขุ. ๒๕/๑๕๗/๑๑๘. AP p.66-7 ตรงกันข้ามไปเสียทุกอย่าง ภิกษุ ท. ! "สิ่ง" สิ่งนั้นมีอยู่ เป็นสิ่งซึ่งในนั้นไม่มีดิน ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีลม, ไม่ใช่อากาสานัญจายตนะ ไม่ใช่วิญญาณัญจายตนะ ไม่ใช่อากิญจัญญายตนะ ไม่ใช่เนวสัญญานาสัญญายตนะ, ไม่ใช่โลกนี้ ไม่ใช่ โลกอื่น, ไม่ใช่ดวงจันทร์ หรือดวงอาทิตย์ทั้งสองอย่าง. ภิกษุ ท.! ในกรณีอันเดียวกับ "สิ่ง" สิ่งนั้น เราไม่กล่าวว่ามีการมา, ไม่กล่าวว่ามีการไป, ไม่กล่าวว่ามีการหยุด, ไม่กล่าวว่ามีการจุติ, ไม่กล่าวว่า มีการเกิดขึ้น. สิ่งนั้นมิได้ตั้งอยู่, สิ่งนั้นมิได้เป็นไป และ สิ่งนั้นมิใช่อารมณ์ ; นั่นแหละคือ ที่สุดแห่งทุกข์ ละ. -อุ. ขุ. ๒๕/๒๐๖/๑๕๘. AP p.97 ที่สุดแห่งทุกข์ เมื่อสันดานยังเป็นสิ่งที่ตัณหาและทิฏฐิอาศัยอยู่ได้ ,ความหวั่นไหวก็ยัง มีอยู่. เมื่อสันดานเป็นสิ่งที่ตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัยอยู่ได้ ความหวั่นไหวก็ ไม่อาจมี. เมื่อความหวั่นไหวไม่มี ความรำงับแห่งจิตย่อมมี ; เมื่อความรำงับ
น.1450 แห่งจิตมี ความน้อมไปทางใดทางหนึ่งของจิตย่อมไม่มี ; เมื่อความน้อมไปทางใด ทางหนึ่งของจิตไม่มี การมาการไปก็ไม่มี ; เมื่อการมาการไปไม่มี การจุติและ การเกิดขึ้นใหม่ก็ไม่มี. เมื่อการจุติและการเกิดขึ้นใหม่ ไม่มี ก็ไม่มีการปรากฏ ในโลกนี้ ไม่มีการปรากฏในโลกอื่น ไม่มีการปรากฏในระหว่างแห่งโลกทั้งสอง : นั่นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์ละ. -อุ. ขุ. ๒๕/๒๐๘/๑๖๑. AP p.98-9 สิ่งนั้นมีแน่ ! ภิกษุ ท.! สิ่งซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูก อะไรปรุง นั้นมีอยู่. ภิกษุ ท.! ถ้าหากว่า สิ่งที่มิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง จักไม่มีอยู่แล้วไซร้, ความรอดออกไปได้ของ สิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง ก็จักไม่ปรากฏเลย ภิกษุ ท.! เพราะเหตุที่มีสิ่ง ซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกกระทำ มิได้ถูกอะไรปรุง นั่นเอง จึงได้มีความรอดออกไปได้ ของสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง, ปรากฏอยู่. -อุ. ขุ. ๒๕/๒๐๗/๑๖๐. AP p.98 ธรรมที่ชื่อว่า "นิพพาน” นั่น สงบจริง ! นั่น ประณีตจริง ! ที่นี้เอง เป็นที่สงบสังขารทั้งปวง, เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง, เป็นที่ สิ้นตัณหา, เป็นที่คลายความกำหนัด, เป็นที่ดับกิเลส. นี่คือนิพพาน แล. - นวก. อํ. ๒๓/๔๓๙/๒๔๐. QS4 p.285 - เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๔๔/๒๑๔. QS5 p.203 cf 76
น.1451 ความไม่กังวล ความไม่ถือมั่น นั่นแล คือ ธรรมอันเป็นเกาะ ไม่มีธรรมอื่นอีก. เรากล่าวธรรมนั้นว่า "นิพพาน” เป็นที่หมดสิ้น แห่งชราและมรณะ แล. - สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๔๔/๔๓๔. SN. p.159 เพราะละตัณหาได้ขาด ท่านกล่าวว่า "นิพพาน". - สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๔๗/๔๓๗. - จูฬนิ. ขุ. ๓๐/๒๑๖/๔๕๔. SN p.161 ความดับด้วยความจางคลายโดยไม่เหลือ เพราะความสิ้นไป แห่งตัณหาทั้งหลาย ด้วยประการทั้งปวง เป็น นิพพาน. -อุ. ขุ. ๒๕/๑๒๒/๘๔. AP p.40 ผู้รู้ทั้งหลาย ย่อมกล่าวนิพพานว่าเป็นธรรมยอดยิ่ง. -ธ. ขุ. ๒๕/๔๐/๒๔. D p.235 นิพพานธาตุ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ที่พระองค์ทรงเรียกอยู่ว่า ‘ธรรมเป็นที่กำจัดราคะ, เป็นที่กำจัดโทสะ, เป็นที่กำจัดโมหะ' ดังนี้, คำว่า ‘ธรรมเป็นที่กำจัดราคะ, เป็นที่กำจัด โทสะ, เป็นที่กำจัดโมหะ’ นี้ เป็นคำที่ใช้เรียกแทนชื่อของอะไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท.! คำว่า "ธรรมเป็นที่กำจัดราคะ (ราควินโย) เป็นที่กำจัด โทสะ เป็นที่กำจัดโมหะ" นี้ เป็นคำที่ใช้เรียกแทนชื่อของนิพพานธาตุ ; เรียกว่าเป็นธรรมที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แล. - มหาวาร. สํ. ๑๙/๑๐/๓๑. KS5 p. 7
น.1452 ลักษณะแห่งนิพพานธาตุสองชนิด ภิกษุ ท.! นิพพานธาตุมี ๒ อย่าง. สองอย่างเหล่าไหนเล่า ? สองอย่างคือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. ก. สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภิกษุ ท. ! สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันต์ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว ได้บรรลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีกิเลสอันเป็นเครื่องผูกติดให้อยู่กับภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ โดยชอบ. อินทรีย์ห้าของเธอยังตั้งอยู่ เพราะเป็นอินทรีย์ที่ยังไม่ถูกกำจัด เธอ ย่อมเสวยอารมณ์อันเป็นที่ชอบใจบ้าง ไม่เป็นที่ชอบใจบ้าง ให้รู้สึกสุขและ ทุกข์บ้าง. ความสิ้นไปแห่งราคะ ความสิ้นไปแห่งโทสะ ความสิ้นไปแห่งโมหะ ของเธอ อันใด, ภิกษุ ท.! อันนั้นแหละ เราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ข. อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภิกษุ ท.! ก็ อ นุปาทิเสสนิพพานธาตุ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันต์ ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระลงได้แล้ว ได้บรรลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีกิเลสอันเป็นเครื่องผูกติดอยู่กับภพสิ้นไปรอบแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ. ภิกษุ ท.! เวทนาทั้งหลายทั้งปวงของเธอ อันเธอไม่เพลิดเพลินแล้ว จักดับเย็น ในโลกนี้เอง. ภิกษุ ท.! อย่างนี้แล เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. AP p.145
น.1453 (คาถาผนวกท้ายพระสูตรนี้ มีว่า :- ) นิพพานธาตุ อันพระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ ผู้อันตัณหาและทิฏฐิ ไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ ได้ประกาศไว้แล้ว มีอยู่ ๒ อย่าง เหล่านี้คือ นิพพานธาตุอย่างหนึ่ง (มี) เพราะความสิ้นไปแห่งภวเนตติ เป็นไป ในทิฏฐธรรมนี้ (อิธ ทิฏฺฐธมฺมิกา) ยังมีอุปาทิเหลือ, และ นิพพาน- ธาตุ (อีกอย่างหนึ่ง) ไม่มีอุปาทิเหลือ เป็นไปในกาลเบื้องหน้า (สมฺปรายิกา) เป็นที่ดับแห่งภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง. บุ คคลเหล่าใด รู้ทั่วถึงแล้วซึ่งนิพพานธาตุสองอย่างนั่นอันเป็น อสังขตบท เป็นผู้มีจิตหลุดพ้นพิเศษแล้วเพราะความสิ้นไปแห่งภว- เนตติ ; บุคคลเหล่านั้น ยินดีแล้ว ในความสิ้นไป (แห่งทุกข์) เพราะ การถึงทับซึ่งธรรมอันเป็นสาระ เป็นผู้คงที่ ละแล้วซึ่งภพทั้งปวง, ดังนี้. AP p.144 เนื้อความแม้นี้ เป็นเนื้อความอันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ข้าพเจ้าได้พังมาแล้ว อย่างนี้, ดังนี้. (ถ้อยคำในพากย์บาลี มีดังต่อไปนี้ : - ) เทฺว อิมา จกฺขุมตา ปกาสิตา นิพฺพานธาตู อนิสฺสิเตน ตาทินา เอกา หิ ธาตุ อิธ ทิฏฺฐธมฺมิกา สอุปาทิเสสา ภวเนตฺติสงฺขยา อนุปาทิเสสา ปน สมฺปรายิกา ยมฺหิ นิรุชฺฌนฺติ ภวานิ สพฺพโส. เย เอตทญฺญาย ปทํ อสงฺขตํ วิมุตฺตจิตฺตา ภวเนตฺติสงฺขยา
น.1454 เต ธมฺมสาราธิคมกุขเย รตา ปหํสุ เต สพฺพภวานิ ตาทิโนติ. อยมฺปิ อตฺโถ วุตฺโต ภควตา อิติ เม สุตนุติ. - อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๕๘-๒๕๙/๒๒๒. (นิพพานธาตุทั้งสองอย่างนี้ เป็นนิพพานธาตุสำหรับพระอรหันต์ผู้สิ้นอาสวะกิเลส แล้ว ทั้งสองชนิด หากแต่ผู้บรรลุนิพพานธาตุชนิดสอุปาทิเสสะนั้น ระบบแห่งความรู้สึกทาง อินทรีย์ห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ของท่าน ยังไม่ถูกกำจัดโดยสิ้นเชิงด้วยอำนาจนิพพานธาตุ นั้น ความเคยชินในความรู้สึกต่ออารมณ์สำหรับจะรู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ยังเหลืออยู่ จึงเรียกว่า สอุปาทิเสสะ - มีอุปาทิเหลืออยู่ นั่นคือดังข้อความในข้อ ก. ; ส่วนพระอรหันต์จำพวกหลังนั้น ความเคยชินในความรู้สึกต่ออารมณ์ของอินทรีย์ทั้งห้า ถูกนิพพานธาตุอย่างที่สองกำจัดแล้วสิ้นเชิง เวทนาของท่านจึงเย็นสนิท ไม่รู้สึกเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ จึงเรียกว่า อนุปาทิเสสะ - ไม่มีอุปาทิ เหลืออยู่ ดังข้อความที่กล่าวแล้วในข้อ ข. หาใช้ต้องทำลายขันธ์ถึงมรณภาพไปไม่ เพราะบาลี มีอยู่อย่างชัดเจนว่า เวทนาเหล่านั้นดับเย็น (คือไม่เป็นสุขหรือเป็นทุกข์) ในอัตภาพนี้หรือใน โลกนี้เอง. การที่มีผู้เข้าใจไปว่า นิพพานธาตุอย่างแรกเป็นของพระอรหันต์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ และ นิพพานธาตุอย่างหลังเป็นของพระอรหันต์ผู้ถึงแก่มรณภาพแล้วดังนี้นั้น คงจะเนื่องจากความเข้า ใจผิดต่อคำบาลีสองคำ ในคาถาผนวกท้ายสูตรนั่นเอง คือคำว่า สมุปรายิกา ซึ่งแปลกันว่า โลกหน้า หรือ ต่อตายแล้ว ซึ่งที่แท้แปลว่า ในเวลาถัด ๆ ไป ก็ได้, ส่วนคำว่า ทิฎฺฐธมุมิกา มีความหมายว่า ทันทีทันใดที่เหตุการณ์นั้น ๆ ได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องระบุว่าในชาตินี้ภพนี้ เสมอไป. ผู้รวบรวมมีความเห็นว่า นิพพานธาตุทั้งสองอย่างนี้ มีสำหรับพระอรหันต์ที่ยังมี ชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งนั้น ต่างกันเพียงแต่ว่า พวกแรกนั้น อินทรีย์ยังรู้สึกต่อสุขและทุกข์ แม้จะไม่ มีความยึดถือในเวทนานั้น, ส่วนพวกหลังนั้นไม่มีความรู้สึกเป็นสุขหรือทุกข์ จึงกล่าวว่าเวทนา เป็นของเย็น ในอัตภาพนี้ หรือในโลกนี้. ข้อนี้จะยุกติเป็นอย่างไร ผู้ศึกษาจงพิจารณาดูเองเถิด).
น.1455 อสังขตลักษณะ ๓ อย่าง ภิกษุ ท.! สังขตลักษณะแห่งสังขตธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่างอย่างไรเล่า ? สามอย่างคือ : - ๑. มีการเกิดปรากฏ (อุปฺปาโท ปญฺญายติ) ; ๒. มีการเสื่อมปรากฏ (วโย ปญฺญายติ) ; ๓. เมื่อตั้งอยู่ ก็มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ (ฐิตสฺส อญฺญฺถตฺตํ ปญฺญายติ). ภิกษุ ท.! สามอย่างเหล่านี้แล คือสังขตลักษณะแห่งสังขตธรรม. ภิกษุ ท.! อสังขตลักษณะของอสังขตธรรม ๓ อย่าง เหล่านี้ มีอยู่. สามอย่างอย่างไรเล่า? สามอย่างคือ : - ๑. ไม่ปรากฏมีการเกิด (น อุปฺปาโท ปญฺญายติ) ; ๒. ไม่ปรากฏมีการเสื่อม (น วโย ปญฺญายติ) ; ๓. เมื่อตั้งอยู่ ก็ไม่มีภาวะอย่างอื่นปรากฏ (น ฐิตสฺส อญฺญฺถตฺตํ ปญฺญายติ). ภิกษุ ท.! สามอย่างเหล่านี้แล คืออสังขตลักษณะของอสังขตธรรม. - ติก. อํ. ๒๐/๑๙๒/๔๘๖-๔๘๗. GS1 p.135 ความดับเย็นของเวทนามีได้ แม้ในทิฏฐธรรมนี้ วัปปะ ! เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบอย่างนี้แล้ว สตตวิหาร- ธรรม ๑ ทั้งหลาย ๖ ประกา ร ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นถึงทับแล้ว : ภิกษุนั้นเห็น ๑. สตตวิหารธรรม ในที่นี้ หมายความว่า มีสติสัมปชัญญะติดต่อกันไป ในการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เกิดยินดียินร้ายขึ้นมาได้ อย่างติดต่อกัน ไม่มีเวลาเผลอ. เมื่อมีสติควบคุมสิ่งทั้งหกนี้ไว้ได้ อย่างติดต่อกันเช่นนี้ การเป็นอยู่อย่างนี้ ก็เรียกได้ว่า "สตตวิหารธรรม ๖ ประการ".
น.1456 รูปด้วยจักษุแล้ว ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ อยู่ ; ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว ....; รู้สึกกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ....; ลิ้มรส ด้วยชิวหาแล้ว ....; ถูกต้องสัมผัสผิวหนังด้วยผิวกายแล้ว ....; รู้สึก ธรรมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ สัมปชัญญะอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นสุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่ ; เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด รอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่าเราเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่ : เธอย่อมรู้ชัดว่า "เวทนาทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของเย็นในอัตตภาพนี้ ๑ นั่นเทียว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลายแห่งกาย ดังนี้. วัปปะ ! เปรียบเหมือนเงาย่อมปรากฏเพราะอาศัยเสาสดมภ์ (ถูณะ). ลำดับนั้น บุรุษถือเอามาซึ่งจอบและตะกร้า เขาตัดซึ่งเสานั้นที่โคน, ครั้นตัด ที่โคนแล้ว พึงขุด, ครั้นขุดแล้ว พึงรื้อซึ่งรากทั้งหลาย ไม่ให้เหลือแม้ที่สุด สักแต่ว่าเท่าต้นแฝก. บุรุษนั้น พึงตัดซึ่งเสานั้นให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ; ครั้นตัดซึ่งเสานั้นให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่แล้ว พึงผ่า; ครั้นผ่าแล้ว พึงจัก ให้เป็นซีกเล็กๆ; ครั้นจักให้เป็นซีกเล็ก ๆ แล้ว พึงผึ่งให้แห้งในลมและแดด ; ครั้นผึ่งให้แห้งในลมและแดดแล้ว พึงเผาด้วยไฟ; ครั้นเผาด้วยไฟแล้ว พึงทำให้ เป็นผงเถ้าถ่าน : ครั้นทำให้เป็นผงเถ้าถ่านแล้ว พึงโปรยไปในกระแสลมอัน พัดจัด หรือว่าพึงให้ลอยไปในกระแสอันเชี่ยวแห่งแม่น้ำ. วัปปะ ! เงาอันใด ที่อาศัยเสาสดมภ์, เงาอันนั้นย่อมถึงซึ่งความมีมูลเหตุอันขาดแล้ว ถูกกระทำให้ ๑. การดับเย็นแห่งเวทนาในอัตภาพนี้ มีอธิบายอีกในหัวข้อว่า "การไม่เกิดอนุสัยสามเมื่อ เสวยเวทนาสามแล้วดับเย็น" ที่หน้า ๗๘๗ แห่งหนังสือนี้.
น.1457 เหมือนตาลมีขั้วยอดอันด้วน กระทำให้ถึงความไม่มีอยู่ มีอันไม่บังเกิดขึ้นต่อไป เป็นธรรมดา, นี้ฉันใด ; วัปปะ ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ เมื่อภิกษุมีจิตหลุดพ้นโดยชอบ อย่างนี้แล้ว สตตวิหารธรรม ท. ๖ ประการ ก็เป็นอันว่าภิกษุนั้นถึงทับแล้ว : ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ; ฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว ....; รู้สึกกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ....; ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ....; ถูกต้องสัมผัสผิวหนังด้วยกายะแล้ว ....; รู้สึกธัมมารมณ์ด้วยมโนแล้ว ไม่เป็นผู้ดีใจ ไม่เป็นผู้เสียใจ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนามีกายเป็นที่สุดรอบอยู่ ; เมื่อเสวยซึ่งเวทนามี ชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเสวยซึ่งเวทนามีชีวิตเป็นที่สุดรอบอยู่ : เธอย่อมรู้ชัดว่า “เวทนาทั้งหลายทั้งปวง อันเราไม่เพลิดเพลินแล้ว จักเป็นของ เย็นในอัตตภาพนี้นั่นเที่ยว จนกระทั่งถึงที่สุดรอบแห่งชีวิต เพราะการแตกทำลาย แห่งกาย" ดังนี้. - จตุกฺก. อ. ๒๑/๒๖๙/๑๙๕. GS 2 p. 209-11 นิพพานคือ วิราคธรรม ภิกษุ ท.! สังขตธรรมก็ดี อสังขตธรรมก็ดี มีประมาณเท่าใด, วิราคธรรม เรากล่าวว่า เป็นยอดของสังขตธรรม และอสังขตธรรมเหล่านั้นทั้ง- หมด. วิราคธรรมนั้นได้แก่ ธรรมอันเป็นที่สร่างแห่งความเมา, เป็นที่ขจัด ความกระหาย, เป็นที่ถอนความอาลัย, เป็นที่ตัดวัฏฏะ (วน), เป็นที่สิ้นตัณหา, เป็นที่คลายความกำหนัด, เป็นที่ดับกิเลส, นี่แลคือ นิพพาน. - อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๙๘/๒๗๐. AP p.178
น.1458 ไวพจน์ของนิพพาน ( ๓๒ คำ ) ภิกษุ ท.! เราจักแสดง ซึ่งนิพพาน แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวก เธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท .! นิพพาน เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า นิพพาน. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๑ ภิกษุ ท.! เราจักแสดง ซึ่ง อสังขตะ (สิ่งที่ไม่ถูกอะไรปรุงแต่ง) แก่ พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท.! อสังขตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท.! อันนี้แล เราเรียกว่า อสังขตะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๔๑/๖๗๔. KS 4 p. 256 ภิกษุ ท.! เราจักแสดง ซึ่ง อนตะ (สิ่งซึ่งอะไร ๆ น้อมไปไม่ได้) แก่ พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท .! อนตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1459 นตะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐/๗๒๐. KS 4 p.261 ภิกษุ ท.! เราจักแสดง ซึ่ง อนาสวะ (สิ่งที่ไม่มีอาสวะ) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท.! อนาสวะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท.! อันนี้แล เราเรียกว่า อนาสวะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐/๗๒๑. KS 4 p. 261 ภิกษุ ท.! เราจักแสดง ซึ่ง สัจจะ (ของจริง) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท.! สัจจะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท.! อันนี้แล เราเรียกว่า สัจจะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐/๗๒๒. KS4 p. 261 ภิกษุ ท.! เราจักแสดง ซึ่ง ปาระ (ฝั่งนอก) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท.! ปาระ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท.! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1460 ภิกษุ ท .! อันนี้แล เราเรียกว่า ปาระ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐/๗๒๓. KS 4 p.261 ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง นิปุณะ (ของละเอียด) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! นิปุณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท .! อันนี้แล เราเรียกว่า นิปุณะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐/๗๒๔. KS 4 p. 261 ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง สุทุททสะ (ของเห็นได้ยากอย่างยิ่ง) แก่พวก เธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท . สุทฺททสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท .! อันนี้แล เราเรียกว่า สุทฺททสะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐/๗๒๕. KS 4 p. 262 ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อชัชชระ (ของที่ไม่คร่ำคร่า) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท .! อชัชชระ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1461 ชัชชระ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐๒๗๒๖. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ซึ่ง ธุวะ (ของยั่งยืน) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! ธุวะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า ธุวะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐/๗๒๗. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ซึ่ง อปโลกินะ (เป้าที่หมาย) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท. ! อปโลกินะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า อปโลกินะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๐/๒๗๒๘. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อนิทัสสนะ (สิ่งที่ไม่แสดงตัว) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท. ! อนิทัสสนะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1462 ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า อนิทัสสนะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๒๙. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง นิปปปัญจะ (สิ่งที่ไม่ถ่วงไว้ในโลกนี้) แก่ พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท. ! นิปปปัญจะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า นิปปปัญจะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๓๐. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง สันตะ (สิ่งสงบระงับ) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! สันตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า สันตะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๓๑. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อมตะ (สิ่งไม่ตาย) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! อมตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสั้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1463 มตะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๓๒. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง ปณีตะ (สิ่งประณีต) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท .! ปณีตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า ปณีตะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๓๓. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ซึ่ง สิวะ (สิ่งที่เย็น) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! สิวะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท .! อันนี้แล เราเรียกว่า สิวะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๓๔. ภิกษุ ท .! เราจักแสดง ซึ่ง เขมะ (ที่เกษม) แก่พวกเธอทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท .! เขมะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1464 ภิกษุ ท .! อันนี้แล เราเรียกว่า เขมะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑๒๗๓๕. ภิกษุ ท .! เราจักแสดงซึ่ง ตัณหักขยะ (ที่สิ้นตัณหา) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท .! ตัณหักขยะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า ตัณหักขยะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๓๖. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อัจฉริยะ (สิ่งน่าอัศจรรย์) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท .! อัจฉริยะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท .! อันนี้แล เราเรียกว่า อัจฉริยะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๓๗. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อัพภุตะ (สิ่งที่ไม่มีไม่เป็น) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท .! อัพภุตะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1465 อัพภุตะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๑/๗๓๘. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อนีติกะ (สิ่งที่ไม่มีเสนียด) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! อนิติกะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า อนีติกะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๓๙. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อนีติกธัมมะ (ธรรมที่ไม่มีเสนียด) แก่พวก เธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท. ! อนีติกธัมมะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า อนีติกธัมมะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๐. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อัพ๎ยาปัชฌะ (สิ่งที่ไม่เบียดเบียนสัตว์) แก่ พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! อัพ๎ยาปัชฌะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1466 ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า อัพ๎ยาปัชฌะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๒. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง วิราคะ (ที่คลายกำหนัด) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท. ! วิราคะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เ ราเรียกว่า วิราคะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๓. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง สุทธิ (สิ่งบริสุทธิ์) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! สุทธิ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า สุทธิ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๔. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง มุตติ (ความพ้น) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! มุตติ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;
น.1467 มุตติ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๕. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง อนาลยะ (สิ่งที่ไม่มีอาลัย) แก่พวกเธอ ทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท. ! อนาลยะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ;" ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า อนาลยะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๔๖. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง ทีปะ (เกาะที่พ้นน้ำ) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! ทีปะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า ทีปะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๒/๗๕๗. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง ซึ่ง เลณะ (ที่ซ่อน) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! เลณะ เป็นอย่างไรเล่า ?
น.1468 ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า เลณะ. - สฬา. สํ. ๑๘๒๔๕๒/๗๔๘. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง ตาณะ (ที่ป้องกัน) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น ภิกษุ ท. ! ตาณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท.! อันนี้แล เราเรียกว่า ตาณะ. - สฬา. สํ. ๑๘๒๔๕๓/๗๔๙. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง สรณะ (ที่พึ่ง) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น. ภิกษุ ท. ! สรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า สรณะ - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๓/๗๕๐. ภิกษุ ท. ! เราจักแสดงซึ่ง ปรายนะ (ที่สุดทาง) แก่พวกเธอทั้งหลาย, พวกเธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น.
น.1469 ปรายนะ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสิ้นไปแห่งราคะ, ความสิ้นไปแห่งโทสะ, ความ สิ้นไปแห่งโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนี้แล เราเรียกว่า ปรายนะ. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๕๓/๗๕๑. นิพพานอธิวจนะ [คำว่า "นิพพาน" ในข้อความในสูตรอื่น ๆ เป็นอันมาก ได้ทรงแสดงไว้ด้วย อธิวจนะคือคำแทนชื่อต่าง ๆ กัน และมีเรื่องที่จะพึงศึกษาและปฏิบัติอย่างเดียวกัน คือทรงแสดง ไว้ด้วยคำว่า :- อสังขตะ (ธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง หรือปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้) อนตะ (ธรรมที่ไม่น้อมไปในสิ่งใด หรือสิ่งใดน้อมไปไม่ได้) อนาสวะ (ไม่มีอาสวะอันเป็นสิ่งเศร้าหมองโดยประการทั้งปวง) สัจจะ (ของจริงเพียงสิ่งเดียว ไม่มีสิ่งที่สองเทียบ) ปาระ (ฝั่งนอกที่กิเลสและทุกข์ตามไปไม่ถึง) นิปุณะ (สิ่งละเอียดอ่อนสำหรับการศึกษาและปฏิบัติ ไม่มีสิ่งใดยิ่งกว่า) สุทุททสะ (อันผู้ไม่สิ้นอาสวะเห็นได้ยากที่สุด) อชัชชระ (ไม่มีความคร่ำคร่าลงโดยประการทั้งปวง) ธุวะ (ยั่งยืนมั่นคงไม่แปรผัน) อปโลกินะ (เป็นที่จ้องมองแห่งสัตว์เพื่อการบรรลุถึง) อนิทัสสนะ (ไม่มีการแสดงออกทางวัตถุ หรือทางตา ; ผู้อื่นพลอยเห็นด้วยไม่ได้ ) นิปปปัญจะ (ไม่มีเครื่องกีดกั้นให้เนิ่นช้าเพราะว่างจากกิเลส)
น.1470 สันตะ (สงบระงับจากการปรุงแต่งเสียดแทงเผาลน) อมตะ (ไม่ตายเพราะไม่มีการเกิด เพราะไม่อยู่ในอำนาจเหตุปัจจัย) ปณีตะ (ประณีตละเอียด เพราะพ้นไปจากความเป็นรูปธรรมและนามธรรม) สิวะ (สงบเย็นเพราะไม่มีไฟกิเลสและไฟทุกข์) เขมะ (เกษมจากสิ่งรบกวนทุกชนิด) ตัณหักขยะ (เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา หรือภาวะสิ้นสุดแห่งตัณหา) อัจฉริยะ (น่าอัศจรรย์ ไม่มีสิ่งใดน่าอัศจรรย์เท่า) อัพภุตะ (ประหลาดควรนำมาบอกกล่าวในฐานะสิ่งที่ไม่เคยบอกกล่าว) อนีติกะ (ไม่มีเสนียดจัญไร เพราะพ้นดีพ้นชั่ว) อนีติกธัมมะ (มีปรกติภาวะไม่มีเสนียดจัญไรเป็นธรรมดา) อัพยาปัชฌะ (ไม่มีความเบียดเบียนเป็นสภาวะ) วิราคะ (ไม่มีความย้อมติดในสิ่งใด มีแต่จะทำให้คลายออก) สุทธิ (บริสุทธิ์หมดจด เพราะไม่มีที่ตั้งแห่งความเศร้าหมอง) มุตติ (เป็นความปล่อยความหลุดจากความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน) อนาลยะ (ไม่เป็นที่ตั้งที่อาศัยแห่งกิเลสและความทุกข์) ทีปะ (เป็นดวงประทีปที่พึ่งของสัตว์ผู้ตกจมอยู่ในความมืดคืออวิชชา) เลณะ (เป็นเสมือนที่หลบซ่อนจากภัยของสัตว์ผู้หนีภัย) ตาณะ (เป็นเสมือนที่ต้านทานของสัตว์ผู้แสวงหาที่ต้านทานข้าศึกศัตรู) สรณะ (เป็นที่แล่นไปสู่แห่งจิตที่รู้สึกว่ามีภัยต้องการที่พึ่ง) ปรายนะ (เป็นเป้าหมายในเบื้องหน้าแห่งสัตว์ผู้เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ). คำแทนชื่อกันและกันชนิดนี้ ในบาลีท่านเรียกว่า อธิวจนะ ในที่นี้เป็นอธิวจนะของ คำว่านิพพาน ]. - สฬา. สํ. ๑๘/๔๔๑- ๔๔๒, ๔๕๐ - ๔๕๓/๖๗๔- ๖๘๔, ๗๒๐ -๗๕๑.
น.1471 ยาถ่ายและยาสำรอกความเกิด - แก่ - ตาย ภิกษุ ท .! แพทย์ทั้งหลาย ย่อมให้ยาถ่ายเพื่อกำจัดโรค ที่มีดีเป็น สมุฏฐานบ้าง ที่มีเสมหะเป็นสมุฏฐานบ้าง ที่มีลมเป็นสมุฏฐานบ้าง. ภิกษุ ท .! เรากล่าวว่า ยาถ่ายชนิดนั้น มีอยู่ มิใช่ไม่มี แต่ว่ายาถ่ายชนิดนั้น บางที ก็มีผล บางทีก็ไม่มีผล. ภิกษุ ท .! เราจักแสดง ยาถ่ายอันเป็นอริยะ (อริยวิเรจน) อันเป็น ยาถ่ายมีผลโดยส่วนเดียว ไม่มีที่จะไม่ให้ผล อันเป็นยาถ่ายซึ่งอาศัยแล้ว สัตว์ที่มี ความเกิดเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเกิด ที่มีความแก่เป็นธรรมดาจะพ้นจาก ความแก่ ที่มีความตายเป็นธรรมดาจะพ้นจากความตาย สัตว์ที่มีโสกะปริเทวะ- ทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายเป็นธรรมดาจะพ้นจากโสกะ ปริเทวะ ทุกขะโทมนัส- อุปายาสทั้งหลาย. พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. ภิกษุ ท .! ยาถ่ายอันเป็นอริยะ อันให้ผลโดยส่วนเดียว ไม่มีเสีย ผลเลย อันสัตว์อาศัยแล้ว จักพ้นจากชาติ ฯลฯ ได้นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! มิจฉาทิฏฐิ อัน สัมมาทิฏฐิกบุคคลระบายออก ได้แล้ว ; กล่าวคือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกเกิดขึ้นเพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยเหล่าใด บาปอกุศลธรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เขาระบายออกได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์. GS5 p . 153 - 4
น.1472 ภิกษุ ท .! มิจฉาสังกัปปะ อัน ผู้มีสัมมาสังกัปปะระบายออก ได้แล้ว ... ฯลฯ .... ภิกษุ ท. ! มิจฉาวาจา อัน ผู้มีสัมมาวาจาระบายออก ได้แล้ว .... ฯลฯ .... ภิกษุ ท .! มิจฉากัมมันตะ อัน ผู้มีสัมมากัมมันตะระบาย ออกได้ แล้ว .... ฯลฯ .... ภิกษุ ท. ! มิจฉาอาชีวะ อัน ผู้มีสัมมาอาชีวะระบายออก ได้แล้ว .... ฯลฯ .... ภิกษุ ท. ! มิจฉาวายามะ อัน ผู้มีสัมมาวายามะระบายออก ได้แล้ว .... ฯลฯ .... ภิกษุ ท. ! มิจฉาสติ อัน ผู้มีสัมมาสติระบายออก ได้แล้ว .... ฯลฯ .... ภิกษุ ท. ! มิจฉาสมาธิ อัน ผู้มีสัมมาสมาธิ ระบายออก ได้แล้ว .... ฯลฯ .... ภิกษุ ท .! มิจฉาญาณะ อัน ผู้มีสัมมาญาณะระบายออก ได้แล้ว .... ฯลฯ .... ภิกษุ ท. ! มิจฉาวิมุตติ อัน ผู้มีสัมมาวิมุตติระบายออก ได้แล้ว ; กล่าวคือ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกเกิดขึ้นเพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยเหล่าใด บาบ่อกุศลธรรมเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เขาระบายออกได้แล้ว และกุศลธรรมเป็นอเนก ที่มีสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์.
น.1473 นี้แล ยาถ่ายอันเป็นอริยะ (รวม ๑๐ ประการ) อันเป็น ยาถ่ายมีผลโดยส่วนเดียว ไม่มีที่จะไม่ให้ผล อันเป็นยาถ่ายซึ่งอาศัยแล้ว สัตว์ ที่มีความเกิดเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเกิด ที่มีความแก่เป็นธรรมดาจะพ้นจาก ความแก่ ที่มีความตายเป็นธรรมดาจะพ้นจากความตาย สัตว์ที่มีโสกะปริเทวะ- ทุก ขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลายเป็น ธรรมดาจะพ้นจากโสกะปริเทวะ ทุกขะโทม- นัสอุปายาสทั้งหลาย. GS 5 P. 154 - ทสก. อํ. ๒๔/๒๓๓/๑๐๘. [ธรรมสิบประการ ซึ่งในสูตรข้างบนนี้ตรัสเรียกว่า ยาถ่าย (วิเรจนํ) : ส่วนใน สูตรถัดไปทรงเรียกว่า ยาสำรอกให้อาเจียน (วมนํ) ; มีข้อความเหมือนกันทุกประการ. ในสูตรถัดไปอีก ตรัสเรียกธรรมสิบประการนั้น ว่า มนต์เครื่องปัดเป่า (นิทฺธมนํ) สามารถปัดเป่าบาปอกุศลให้สิ้นไป และให้ธรรมที่เป็นกุศลถึงพร้อม แต่ไม่มีกล่าวถึงกับว่า สัตว์ ที่มีความเกิดเป็นธรรมดาจะพ้นจากความเกิด เป็นต้น ; ผู้ทำการเสกเป่าพึงพิจารณาดูเถิด. ในสูตรอื่นอีก (๒๔/๒๓๑/๑๐๗) ตรัสเรียกธรรมสิบประการในข้อความข้างบนนี้ ว่า น้ำชำระกระดูกให้บริสุทธิ์ (โธวน์) ตามประเพณีชาวบ้านที่เขาทำกันอยู่อย่างเป็นพิธีรีตองมา แต่โบราณ แต่น้ำชำระที่เป็นอริยะนี้สามารถชำระบาปอกุศลให้สิ้นไป ทำกุศลให้ถึงพร้อม และ เป็นไปเพื่อรู้ยิ่งรู้พร้อม เพื่อนิพพาน และเมื่อสัตว์อาศัยแล้ว สัตว์ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเกิดเป็นต้น ]. ธรรมเป็นเครื่องถอนอัสมิมานะในปัจจุบัน ภิกษุ ท .! นี้เป็นสิ่งที่หวังได้ สำหรับภิกษุผู้มีมิตรดี (กลฺยาณมิตฺต) มีสหายดี (กลฺยาณสหาย) มีพวกพ้องดี (กลฺยาณสมุปวงฺก) คือ จักเป็นผู้มีศีล สำรวมด้วยการสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและโคจร มีปกติเห็น
น.1474 เป็นภัยในโทษทั้งหลายแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลาย อยู่ : ภิกษุ ท. ! นี้เป็นสิ่งที่หวังได้สำหรับภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มี พวกพ้องดี ; กล่าวคือ กถาเป็นเครื่องขูดเกลาอย่างยิ่ง เป็นธรรมเครื่องสบาย แก่การเปิดโล่งแห่งจิต ได้แก่อัปปิจฉกถา (เรื่องปรารถนาน้อย) สันตุฏฐิกถา (เรื่องสันโดษ) ปวิเวกกถา (เรื่องความสงัด) อสังสัคคกถา (เรื่องไม่คลุกคลี) วิริยา- รัมภกถา (เรื่องมีความเพียร) สีลกถา (เรื่องศีล) สมาธิกถา (เรื่องสมาธิ) ปัญญา- กถา (เรื่องปัญญา) วิมุตติกถา (เรื่องวิมุตติ) วิมุตติญาณทัสสนกถา (เรื่องวิมุตติญาณ- ทัสสนะ), เธอ จักเป็นผู้ได้โดยง่าย ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งกถาเช่นนี้ ; ภิกษุ ท. ! นี้เป็นสิ่งที่หวังได้สำหรับภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มี พวกพ้องดี ; กล่าวคือ จักเป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว เพื่อการละซึ่งอกุศล- ธรรมทั้งหลาย เพื่อการถึงพร้อมแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย มีกำลัง (จิต) มีความ บากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ; ภิกษุ ท. ! นี้เป็นสิ่งที่หวังได้สำหรับภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มี พวกพ้องดี ; กล่าวคือ จักเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องให้รู้ซึ่ง ความเกิดและความดับ (อุทยตฺถคามินี) อันเป็นปัญญาที่เป็นอริยะ เป็นเครื่อง เจาะแทงกิเลส ให้ถึงซึ่งความสิ้นทุกข์โดยชอบ
น.1475 ภิกษุ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมห้าประการ ๑ เหล่านี้แล้ว พึง เจริญธรรม ๔ ประการให้ยิ่งขึ้นไป คือ :- เจริญ อสุภะ เพื่อ ละ ราคะ ; เจริญ เมตตา เพื่อ ละ พยาบาท ; เจริญ อานาปานสติ เพื่อ ตัดเสียซึ่ง วิตก ; เจริญ อนิจจสัญญา เพื่อ ถอน อัส๎มิมานะ . ภิกษุ ท. ! เมื่อภิกษุมือนิจจสัญญา, อนัตตสัญญา ย่อมตั้งมั่น ; ผู้มือนัตตสัญญา ย่อมถึงการถอนเสียได้ซึ่งอัส๎มิมานะ คือ นิพพาน ในทิฏฐธรรม เที่ยว. - นวก. อํ. ๒๓/๓๖๕/๒๐๕ (เมื่ออ่านข้อความตอนนี้ ผู้ศึกษาพึงระลึกถึงคำที่ตรัสว่า "ความมีมิตรดีเป็นทั้ง หมดแห่งพรหมจรรย์" อันเป็นข้อความที่ผ่านสายตากันบ่อยๆ แต่ไม่ค่อยจะรู้ว่าหมายความว่า อย่างไร). สมาธิที่มีผลเป็นความไม่มือพังการะมมังการะมานานุสัย พระอานนท์ ได้ทูลถามว่า "มีอยู่หรือหนอ พระเจ้าข้า ! การที่ภิกษุได้สมาธิ ชนิดที่มีผลคือ ไม่มีอหังการะมมังการะมานานสัย ในกายอันมีวิญญาณนี้ด้วย, ไม่มีอหัง- การะมมังการะมานานสัย ในนิมิตทั้งปวงในภายนอก ด้วย, และเธอนั้นเข้าถึงแล้วและอยู่ ซึ่ง เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มีอหังการะมมังการะมานานุสัย ด้วย, พระเจ้าข้า ?" ๑. คำว่า ๕ ประการ ในที่นี้ นับรวมทั้งความมีมิตรดี พวกพ้องดี เข้าด้วยอีกประการหนึ่ง ; ดูข้อความอันชัดเจนที่หัวข้อว่า “วิธีบ่มวิมุตติให้ถึงที่สุด" ที่หน้า ๘๐๔ แห่งหนังสือนี้.
น.1476 อานนท์! สมาธิที่ภิกษุได้แล้วมีผลเป็นอย่างนั้น มีอยู่ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! สมาธิที่ภิกษุได้แล้วมีผลเป็นอย่างนั้น มีอยู่ เป็น อย่างไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" อานนท์! ความเพ่งเฉพาะของภิกษุในกรณีนี้ มีอยู่อย่างนี้ว่า "นั่นสงบ- ระงับ นั่นประณีต : นั่นคือธรรมชาติเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง เป็นที่สลัดคืน ซึ่งอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา เป็นความจางคลาย เป็นความดับ เป็นนิพพาน (เย็น)" ดังนี้. อานนท์ ! อย่างนี้แล การที่ภิกษุได้สมาธิชนิดที่มีผล คือ ไม่มีอหัง- การะมมังการะมานานุสัย ในกายอันมีวิญญาณนี้ ด้วย, ไม่มีอหังการะมมังการะ- มามานุสัย ในนิมิตทั้งปวงในภายนอก ด้วย, และเธอนั้นเข้าถึงแล้วแลอยู่ ซึ่ง เจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติอันไม่มือหังการะมมังการะมานานุสัย ด้วย. อานนท์ ! ข้อนี้เรากล่าวอาศัยคำกล่าว ในการตอบปัญหาแก่ปุณณก- มาณพ ในปารายนสมาคม ว่า :- "ท่านผู้ใด พิจารณาเห็นแล้ว ซึ่งสภาพยิ่งและหย่อนในโลก (ว่าเป็นของว่างเสมอกัน) ไม่มีความหวั่นไหวไปในอารมณ์ไหน ๆ ใน โลกเลย, เป็นผู้รำงับสงบแล้ว ไม่มีกิเลสฟุ้งกลุ้มเหมือนควัน ไม่มี ความทุกข์ความคับแค้นแล้ว เป็นผู้ไม่หวังอะไรแล้ว, เราตถาคตกล่าว ผู้นั้น ว่าเป็นผู้ข้ามเสียได้ซึ่งความเกิดและความแก่" ดังนี้แล. (ข้อความแห่งคาถาข้างบนนี้ คือความหมายแห่งคำว่า ไม่มีอหังการะมมังการะ- มานานุสัย). - ติก. อํ. ๒๐/๑๖๘/๔๗๑.
น.1477 นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี, โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี, ทุกข์ ทั้งหลายเสมอด้วยขันธ์ไม่มี, สุขอื่นนอกจาก ความสงบ (นิพพาน) ก็ไม่มี. ความหิว เป็นเครื่องเสียบแทงอย่างยิ่ง, สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ; เมื่อรู้ความข้อนั้น ตามที่เป็นจริงแล้ว ดับเสียได้ เป็นสุขอย่างยิ่ง. ความไม่มีโรค เป็นลาภอย่างยิ่ง, ความสันโดษ เป็นทรัพย์ อย่างยิ่ง, ความคุ้นเคยกัน เป็นญาติอย่างยิ่ง, นิพพาน เป็นสุข อย่างยิ่ง. - ธ. ขุ. ๒๕/๔๒/๒๕. นิพพานเห็นได้ยากยิ่ง ขึ้นชื่อว่า นิพพาน อันบุคคลเห็นได้ยาก, ไม่มีตัณหาเครื่อง น้อมไป. เพราะว่านิพพานนั้น เป็นธรรมชาติจริงแท้, อันบุคคล เห็นไม่ได้ง่ายเลย. ตัณหา อันเราแทงตลอดแล้ว เพราะเรารู้อยู่ เห็นอยู่ จึงไม่มีกิเลสเครื่องกังวล. ดังนี้แล. -อุ. ขุ. ๒๕/๒๐๗/๑๕๙. พอนิพพานธรรมปรากฏก็หมดสงสัย เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏ แก่ผู้ปฏิบัติเพื่อหมด บาป ผู้เพียรเพ่งเผากิเลสอยู่, เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของผู้
น.1478 ปฏิบัติเพื่อหมดบาปนั้น ย่อมสิ้นไป โดยที่รู้แจ้งชัดแล้วซึ่งธรรมพร้อม ทั้งเหตุ แล. -อุ. ขุ. ๒๕/๗๔/๓๘. เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏ แก่ผู้ปฏิบัติเพื่อหมด บาป ผู้เพียรเพ่งเผากิเลสอยู่, เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของผู้ปฏิบัติ เพื่อหมดบาปนั้น ย่อมสิ้นไป โดยที่รู้แจ้งชัดแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่ง ปัจจัยทั้งหลาย แล. -อุ. ขุ. ๒๕๒๗๔/๓๙. เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ย่อมปรากฏ แก่ผู้ปฏิบัติเพื่อหมด บาป ผู้เพียรเพ่งเผากิเลสอยู่, เมื่อนั้น ผู้ปฏิบัติเพื่อหมดบาป ย่อม กำจัดมารและเสนามารเสียได้ ตั้งอยู่ ดุจดวงอาทิตย์อุทัยกำจัดมืด ส่อง อากาศให้สว่าง ฉะนั้นแล. -อุ. ขุ. ๒๕/๗๖/๔๐. นิพพานเป็นที่มุ่งแสวงของผู้มองเห็นโทษในโลก ภิกษุ ท. ! การแสวงหาอย่างประเสริฐ เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! บุคคลบางคนในโลกนี้ เมื่อตนเองมี ความเกิด เป็น ธรรมดา ก็รู้แจ้งซึ่งโทษในข้อที่ตนมีความเกิดเป็นธรรมดา แล้วย่อมแสวงหาซึ่ง นิพพาน อันไม่เกิด อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า เมื่อตนเองมี ความแก่ เป็นธรรมดา ก็รู้แจ้งซึ่งโทษโนข้อที่ตนมีความ แก่เป็นธรรมดา แล้วย่อมแสวงหาซึ่งนิพพาน อันไม่แก่ อันเป็นธรรมเกษม จากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า.
น.1479 เมื่อตนเองมี ความเจ็บไข้ เป็นธรรมดา ก็รู้แจ้งซึ่งโทษในข้อที่ตนมี ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา แล้วย่อมแสวงหาซึ่งนิพพาน อันไม่มีความเจ็บไข้ อัน เป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า เมื่อตนเองมี ความตาย เป็นธรรมดา ก็รู้แจ้งซึ่งโทษในข้อที่ตนมีความ ตายเป็นธรรมดา แล้วย่อมแสวงหาซึ่งนิพพาน อันไม่มีความตาย อันเป็นธรรม เกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า เมื่อตนเองมี ความโศก เป็นธรรมดา ก็รู้แจ้งซึ่งโทษในข้อที่ตนมีความ โศกเป็นธรรมดา แล้วย่อมแสวงหาซึ่งนิพพาน อันไม่มีความโศก อันเป็นธรรม เกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า เมื่อตนเองมี ความเศร้าหมองรอบด้าน เป็นธรรมดา ก็รู้แจ้งซึ่งโทษ ในข้อที่ตนมีความเศร้าหมองรอบด้านเป็นธรรมดา แล้วย่อมแสวงหาซึ่งนิพพาน อันไม่มีความเศร้าหมองรอบด้าน อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะ ไม่มีอื่นยิ่งกว่า. ภิกษุ ท. ! แม้นี้ชื่อว่าเป็นการแสวงหาอย่างประเสริฐ แล. - มู. ม. ๑๒/๓๑๖/๓๑๕. เพราะมีสิ่งที่ไม่ตาย สิ่งที่ตายจึงมีทางออก ภิกษุ ท. ! สิ่งซึ่งมิได้เกิด (อชาตํ) มิได้เป็น (อภูตํ) มิได้ถูก อะไรทำ (อกตํ) มิได้ถูกอะไรปรุง (อสงฺขตํ) นั้นมีอยู่.
น.1480 ภิกษุ ท. ! ถ้าหากว่า สิ่งที่มิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไรทำ มิได้ถูกอะไรปรุง จักไม่มีอยู่แล้วไซร้ การรอดออกไปได้สำหรับสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูกอะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง ก็จักไม่ปรากฏ ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุที่มีสิ่ง ซึ่งมิได้เกิด มิได้เป็น มิได้ถูกอะไร ทำ มิได้ถูกอะไรปรุง นั่นเอง การรอดออกไปได้สำหรับสิ่งที่เกิด ที่เป็น ที่ถูก อะไรทำ ที่ถูกอะไรปรุง จึงได้ปรากฏอยู่. (ต่อไปนี้เป็นคำอธิบายที่ตรัสไว้เป็นคาถา : - ) ใคร ๆ ไม่ควรเพลิดเพลิน ต่อสิ่งซึ่งเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดขึ้น พร้อมแล้ว อันปัจจัยกระทำแล้ว อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ไม่ยั่งยืน ปรุงแต่งเพื่อชราและมรณะ เป็นรังโรค เป็นของผุพัง มีอาหารและ เนตติ (ตัณหา) เป็นแดนเกิด. ส่วนการออกไปเสียได้จากสิ่ง (ซึ่งเกิดแล้วเป็นต้น) นั้น เป็น ธรรมชาติอันสงบ ไม่เป็นวิสัยแห่งความตรึก เป็นของยั่งยืน ไม่เกิด ไม่เกิดขึ้นพร้อม ไม่มีโศก ปราศจากธุลี เป็นที่ควรไปถึง เป็นที่ดับ แห่งสิ่งที่มีความทุกข์เป็นธรรมดา เป็นความเข้าไปสงบรำงับแห่งสังขาร เป็นสุข, ดังนี้. - อิติวุ. ขุ. ๒๕/๒๕๗/๒๒๑. ไม่ถึงนิพพาน เพราะพลัดออกนอกทางจนหลงทาง "ก็สาวกของพระโคดมผู้เจริญ เมื่อพระโคดมกล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ ทุกๆ รูปได้บรรลุนิพพานอันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่งหรือ ? หรือว่าไม่ได้บรรลุ ?" พราหมณ์ ผู้หนึ่งทูลถามพระผู้มีพระภาค.
น.1481 พราหมณ์ ! สาวกของเรา แม้เรากล่าวสอน พร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวกที่ได้บรรลุนิพพา น อันเป็นผลสำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่ง, บางพวกไม่ได้ บรรลุ. "พระโคดมผู้เจริญ ! อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็นปัจจัย, ที่พระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่, หนทางที่ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่. พระโคดมผู้ชักชวน (เพื่อดำเนิน ไป) ก็ยังตั้งอยู่, ทำไมน้อยพวก ที่บรรลุ และบางพวกไม่บรรลุ?" พราหมณ์ ! เราจักย้อนถามท่านในเรื่องนี้, ท่านจงตอบตามควร. ท่านเป็นผู้ช่ำชองในหนทางไปสู่เมืองราชคฤห์มิใช่หรือ ? มีบุรุษผู้จะไปเมือง ราชคฤห์ เข้ามาหาและกล่าวกับท่านว่า "ท่านผู้เจริญ! ข้าพเจ้าปรารถนาจะไป เมืองราชคฤห์ ขอท่านจงชี้บอกทางไปเมืองราชคฤห์ แก่ข้าพเจ้าเถิด" ดังนี้ ; ท่านก็จะกล่าวกะบุรุษผู้นั้นว่า "มาซิท่าน ทางนี้ไปเมืองราชคฤห์ ไปได้ครู่ หนึ่งจักพบบ้านชื่อโน้น แล้วจักเห็นนิคมชื่อโน้น จักเห็นสวนและป่าอันน่าสนุก จักเห็นภูมิภาคอันน่าสนุก สระโบกขรณีอันน่าสนุก ของเมืองราชคฤห์" ดังนี้. บุรุษนั้นอันท่านพร่ำบอก พร่ำชี้ให้อย่างนี้ ก็ยังถือเอาทางผิด กลับหลังตรงกัน ข้ามไป, ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่ง (อันท่านพร่ำบอกพร่ำชี้อย่างเดียวกัน) ไปถึง เมืองราชคฤห์ ได้โดยสวัสดี. พราหมณ์เอย! อะไรเล่าเป็นเหตุ อะไรเล่าเป็น ปัจจัย ที่เมืองราชคฤห์ก็ยังตั้งอยู่ ท่านผู้ชี้บอกก็ยังตั้งอยู่ แต่ทำไม บุรุษผู้หนึ่ง กลับหลงผิดทาง. ส่วนบุรุษอีกผู้หนึ่งไปถึงเมืองราชคฤห์ ได้โดยสวัสดี ? “ พระโคดมผู้เจริญ ! ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าจักทำอย่างไรได้เล่า, เพราะข้าพเจ้า เป็นแต่เพียงผู้บอกทางเท่านั้น"
น.1482 พราหมณ์ ! ฉันใดก็ฉันนั้นแล, ที่พระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่ ทาง เป็นเครื่องถึงพระนิพพาน ก็ยังตั้งอยู่ เราผู้ชักชวนก็ยังตั้งอยู่ ; แต่สาวก แม้เรากล่าวสอนพร่ำสอนอยู่อย่างนี้ น้อยพวก ที่ได้บรรลุนิพพานอันเป็นผล สำเร็จถึงที่สุดอย่างยิ่ง, บางพวกไม่ได้บรรลุ. พราหมณ์ ! ในเรื่องนี้ เรา จักทำอย่างไรได้เล่า, เพราะ เราเป็นแต่ผู้บอกทาง เท่านั้น. - อุปริ. ม. ๑๔/๘๕-๘๗/๑๐๑-๑๐๓. นิพพานของคนตาบอด ( มิจฉาทิฏฐิ ) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาแต่ก่อน คือข้อที่พระ- สมณโคดมได้กล่าวคำนี้ว่า ‘ลาภทั้งหลายมีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง, นิพพาน เป็น สุขอย่างยิ่ง' ดังนี้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าก็ได้เคยฟังคำกล่าวนี้ ของ ปริพพาชกผู้เป็นอาจารย์แห่งอาจารย์ในกาลก่อน กล่าวอยู่ว่า ‘ ลาภทั้งหลาย มีความไม่มี โรคเป็นอย่างยิ่ง, นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง’ ดังนี้ด้วยเหมือนกัน. ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญ ! ข้อนี้ช่างตรงกันแท้". มาคัณฑิยะ ! ข้อที่ท่านฟังมาแต่ปริพพาชกผู้เป็นอาจารย์แห่งอาจารย์ ในกาลก่อน ที่กล่าวอยู่ว่า “ลาภทั้งหลาย มีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง, นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง" ดังนี้นั้น อะไรเล่าคือความไม่มีโรคนั้น, อะไรเล่าคือนิพพาน นั้น ? เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว มาคัณฑิยปริพพาชก ได้ลูบร่างกายของตน ด้วยฝ่ามือ แล้วร้องขึ้นว่า "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! นี่ยังไงล่ะ ความไม่มีโรค! นี่ยังไงล่ะ นิพพาน ! พระโคดมผู้เจริญ ! เวลานี้ ข้าพเจ้าเป็นสุข ไม่มีโรค ไม่มีอาพาธไร ๆ"
น.1483 มาคัณฑิยะ ! ข้อนี้เปรียบเหมือนบุรุษตาบอดมาแต่กำเนิด เขาไม่ อาจเห็นรูปดำขาว รูปเขียว รูปเหลือง รูปแดง รูปสีส้ม ไม่อาจเห็นที่ขรุขระ ไม่อาจเห็นดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์. เขาได้ยินคนตาดีกล่าวอยู่ว่า "ท่านผู้เจริญ ! ผ้าขาวผ่อง สะอาด ไม่มีมลทิน งามนักหนอ". บุรุษตาบอดนั้น ก็เที่ยวแสวงหาผ้าขาว. บุรุษคนหนึ่งลวงเขาด้วยผ้าเก่าเปื้อนเขม่าน้ำมันว่า "บุรุษผู้เจริญ ! นี้ ผ้าขาวผ่อง สะอาด ไม่มีมลทิน งามนัก สำหรับท่าน" . บุรุษ ตาบอดนั้น รับผ้านั้นไปห่ม แล้วเที่ยวประกาศความพอใจของตนว่า "ท่านผู้เจริญ ทั้งหลายเอ๋ย ! นี่ ผ้าขาวผ่อง สะอาด ไม่มีมลทิน งามนักหนอ" ดังนี้. มาคัณฑิยะ ! ท่านจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษตาบอดแต่กำเนิดนั้นรู้อยู่เห็นอยู่ แล้ว รับเอาผ้าเก่าเปื้อนเขม่าน้ำมันไปห่ม แล้วเที่ยวคุยอวดอยู่ว่า "ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เอ๋ย ! นี่ ผ้าขาวผ่อง สะอาด ไม่มีมลทิน งามนักหนอ" ดังนี้หรือ ? หรือว่า เขากล่าวเช่นนั้นเพราะเชื่อคนตาดีที่ลวงเขา ? "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! เข้ากล่าวเช่นนั้น เพราะเชื่อคนตาดีที่ลวงเขาเท่านั้น" มาคัณฑิยะ ! ฉันใดก็ฉันนั้น ที่ปริพพาชกเดียรถีย์เหล่าอื่นเป็นคน บอดไม่มีจักษุ ไม่รู้จักความไม่มีโรค ไม่เห็นนิพพาน ก็ยังมากล่าวคำนี้ว่า “ลาภ ทั้งหลาย มีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง, นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง" ดังนี้. มาคัณฑิยะ ! คาถานี้ เป็นคาถาที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหลายกล่าวกันแล้วในกาลก่อน ว่า :- “ลาภทั้งหลาย มีความไม่มีโรคเป็นอย่างยิ่ง, นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง, อัฏฐังคิกมรรค เป็นทางอันเกษมกว่าทางทั้งหลาย ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึง อมตะ"
น.1484 ดังนี้นั้น บัดนี้ ได้มากลายเป็นคาถาของบุถุชนกล่าวไปเสียแล้ว. มาคัณฑิยะ ! กายนี้นะหรือ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความลำบาก เป็นอาพาธ, ท่านก็มากล่าวมันว่าเป็นความไม่มีโรค เป็นนิพพาน. มาคัณฑิยะเอ๋ย ! อริยจักษุสำหรับจะรู้จักความไม่มีโรค จะเห็นนิพพาน ของท่าน ไม่มี - ม. ม. ๑๓/๒๘๑-๒๘๓/๒๘๗-๒๘๘. (ปริพพาชกผู้นี้ สำคัญตัวเขาเองว่า เป็นความไม่มีโรคเป็นนิพพาน ดังนั้นจึงต้อง เรียกว่า นิพพานของคนตาบอด, เช่นเดียวกับคนตาบอดในอุปมานี้ สำคัญผ้าสกปรกว่าเป็น ผ้าขาว). ไม่นิพพานเพราะยึดถือธรรมที่ได้บรรลุ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ (ในปฏิปทาอัน เป็นที่สบายแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ) อย่างนั้นแล้ว ย่อมได้เฉพาะซึ่งอุเบกขาว่า ‘ถ้าไม่ ควรมี และไม่พึงมีแก่เรา, ก็ต้องไม่มีแก่เรา ; สิ่งใดมีอยู่ สิ่งใดมีแล้ว เราจะละสิ่งนั้น เสีย' ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ภิกษุนั้นควรจะปรินิพพานหรือ ? หรือว่าไม่ควร จะปรินิพพานเล่า ? พระเจ้าข้า !" อานนท์ ! ภิกษุในกรณีเช่นที่กล่าวนี้ บางรูปจะปรินิพพาน, แต่ บางรูปจะไม่ปรินิพพาน. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่ภิกษุในกรณีเช่นที่กล่าวนี้ บางรูปจะปรินิพพาน แต่บางรูปจะไม่ปรินิพพาน เ ล่า ? พระเจ้าข้า !"
น.1485 อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ (ในปฏิปทาอันเป็น ที่สบายแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ ) อย่างนั้นแล้ว ย่อมได้เฉพาะซึ่งอุเบกขาว่า "ถ้าไม่ควรมี และไม่พึงมีแก่เรา, ก็ต้องไม่มีแก่เรา ; สิ่งใดมีอยู่, สิ่งใดมีแล้ว เราจะละสิ่งนั้นเสีย" ดังนี้; ภิกษุ (บางรูป) นั้น ย่อมเพลิดเพลิน พร่ำ สรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งอุเบกขานั้น. เมื่อเพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งอุเบกขานั้น, วิญญาณของเธอ ก็เป็นธรรมชาติอาศัยอยู่ซึ่ง อุเบกขานั้น มีอุเบกขานั้นเป็นอุปาทาน. อานนท์ ! ภิกษุผู้ยังมีอุปาทานอยู่ จะปรินิพพานไม่ได้ แล - อุปริ. ม. ๑๔/๗๘/๘๙-๙๐. การทำรถให้แล่นไปได้ถึงนิพพาน "สรีรยนต์ มีสี่ล้อ, มีประตูเก้าประตู, เต็มไปด้วยของไม่ สะอาด ประกอบด้วยโลภะ เกิดแล้วในเปือกตม. ข้าแต่พระองค์มหา- วีระ ! ทำอย่างไร, จักถึงฝั่งโน้นได้ ?" ตัดความผูกโกรธดังเชือกหนังที่รึงรัดเสีย, ตัดทิฏฐิดังเชือกที่ ผูกล่ามเสีย, ตัดความอยากและความโลภอันลามกเสียแล้ว, ถอน ตัณหาพร้อมทั้งราก (อวิชชา) เสีย, สรีรยนต์ก็จะแล่นไปถึงฝั่งโน้น ด้วยการทำอย่างนี้ แล. - สคา. สํ. ๑๕/๒๓/๗๔-๗๕.
น.1486 ถ้ายังมีเชื้อก็ยังไม่ปรินิพพาน "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเล่า ที่สัตว์ทั้งหลายบางเหล่า ในโลกนี้ ยังไม่ปรินิพพาน ในปัจจุบันนี้ 2 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อะไรเป็นเหตุเป็น ปัจจัยเล่า ที่สัตว์ทั้งหลายบางเหล่าในโลกนี้ ปรินิพพานในปัจจุบันนี้ ? พระเจ้าข้า !" คฤหบดี ! รูปทั้งหลาย ที่เห็นด้วยตาก็ดี, เสียงทั้งหลาย ที่ฟังด้วยหูก็ดี, กลิ่นทั้งหลาย ที่ดมด้วยจมูกก็ดี, รสทั้งหลาย ที่ลิ้มด้วยลิ้นก็ดี, โผฏฐัพพะ ทั้งหลาย ที่สัมผัสด้วยกายก็ดี, และธรรมารมณ์ทั้งหลาย ที่รู้แจ้งด้วยใจก็ดี ; อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ที่ยวนตายวนใจให้รัก เป็นที่เข้า ไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่. และ ภิกษุก็เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้น. เมื่อ เพลิดเพลิน พร่ำสรรเสริญ เมาหมกอยู่ ซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้น วิญญาณ ของภิกษุนั้น ก็อาศัยซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้นอยู่ มีสิ่งนั้นแหละเป็นอุปาทาน คฤหบดี ! ภิกษุผู้ยังมีอุปาทานอยู่ ย่อมไม่ปรินิพพาน. คฤหบดี ! นี่แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย ที่สัตว์ทั้งหลายบางเหล่าในโลกนี้ ย่อมไม่ปรินิพพาน ในปัจจุบันนี้. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๓๗/๑๙๑. ถ้าหมดเชื้อก็ปรินิพพาน คฤหบดี ! รูปทั้งหลาย ที่เห็นด้วยตาก็ดี, เสียงทั้งหลาย ที่ฟังด้วย หูก็ดี, กลิ่นทั้งหลาย ที่ดมด้วยจมูกก็ดี, รสทั้งหลาย ที่ลิ้มด้วยลิ้นก็ดี,
น.1487 โผฏฐัพพะทั้งหลาย ที่สัมผัสด้วยกายก็ดี และธรรมารมณ์ทั้งหลาย ที่รู้แจ้งด้วยใจ ก็ดี ; อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ที่ยวนตายวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดย้อมใจ มีอยู่ : และภิกษุก็ไม่เป็นผู้เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอารมณ์มีรูป เป็นต้นนั้น, เมื่อไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอารมณ์ มีรูปเป็นต้นนั้น วิญญาณของภิกษุนั้น ก็ไม่อาศัยซึ่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นนั้น ไม่ มีสิ่งนั้น ๆ เป็นอุปาทาน คฤหบดี ! ภิกษุผู้หมดอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน. คฤหบดี ! นี่แล เป็นเหตุเป็นปัจจัย (ซึ่งด้วยความหมดอุปาทาน นั่นแหละ) ที่สัตว์ทั้งหลายบางเหล่าในโลกนี้ ย่อมจักปรินิพพานในปัจจุบันนี้ แล - สฬา. สํ. ๑๘/๑๓๘/๑๙๒. ภิกษุ ท. ! ถ้าภิกษุ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน : เพราะความหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับเย็นแล้ว ที่ตา, ที่หู ที่จมูก, ที่ลิ้น, ที่กาย, ที่ใจ : ก็เป็นการสมควรที่จะกล่าวว่าภิกษุ เป็นผู้ ถึงแล้วซึ่ง นิพพานในทิฏฐธรรมนี้ นั่นแล. - สฬา. สํ. ๑๘/๑๗๗/๒๔๔. นิพพานที่เห็นได้เอง ( เมื่อบุคคลนั้นรู้สึกต่อความสิ้นราคะ - โทสะ - โมหะ ) "ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! คำที่พระโคดมกล่าวว่า "นิพพานที่เห็นได้เอง นิพพานที่เห็นได้เอง" ดังนี้. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! นิพพานที่เห็นได้เอง ไม่ประกอบ
น.1488 ด้วยกาล, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ เป็น สิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ ได้เฉพาะตน นั้นมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรเล่า ? พระเจ้าข้า !" พราหมณ์ ! บุคคลผู้กำหนัดแล้ว อันราคะครอบงำแล้ว, มีจิต อันราคะรึงรัดแล้ว ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียน ผู้อื่นบ้าง ย่อมคิดเพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองบ้าง, ย่อมเสวยเฉพาะ ซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง. เมื่อละราคะได้แล้ว, เขาย่อมไม่คิดแม้เพื่อ เบียดเบียนตนเอง ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียน ตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง, และย่อมไม่เสวยเฉพาะ ซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็น ไปทางจิตโดยแท้. พราหมณ์ ! นิพพานที่เห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ เป็น สิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล. พราหมณ์ ! บุคคลผู้เกิดโทสะแล้ว, อันโทสะครอบงำแล้ว มีจิต อันโทสะรึงรัดแล้ว ย่อมคิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ย่อมคิดแม้เพื่อเบียด- เบียนผู้อื่นบ้าง ย่อมคิดแม้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นทั้งสองบ้าง, ย่อม เสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง. เมื่อละโทสะได้แล้ว, เขา ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมไม่คิด แม้เพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง, และย่อมไม่เสวยเฉพาะซึ่งทุกข- โทมนัสอันเป็นไปทางจิตโดยแท้. พราหมณ์ ! นิพพานที่เห็นได้เอง ไม่ประกอบ ด้วยกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามา ใส่ใจ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล.
น.1489 พราหมณ์ ! บุคคลผู้มีโมหะแล้ว, อันโมหะครอบงำแล้ว มีจิตอัน โมหะรึงรัดแล้ว ย่อมคิดแม้เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง, ย่อมคิดแม้เพื่อเบียด- เบียนผู้อื่นบ้าง, ย่อมคิดแม้เพื่อเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นบ้าง, ย่อมเสวย เฉพาะซึ่งทุกขโทมนัสอันเป็นไปทางจิตบ้าง. เมื่อละโมหะได้แล้ว, ย่อมไม่คิด แม้เพื่อเบียดเบียนตนเอง ย่อมไม่คิดแม้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมไม่คิดแม้เพื่อ เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นทั้งสองอย่าง, และย่อมไม่เสวยเฉพาะซึ่งทุกขโทมนัส อันเป็นไปในทางจิตโดยแท้. พราหมณ์ ! นิพพานที่เห็นได้เอง ไม่ประกอบ ด้วยกาล เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้า มาใส่ใจ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ย่อมมีได้ แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล. พราหมณ์ ! เมื่อใดแล, ผู้นี้ ย่อมเสวยเฉพาะ ซึ่งความสิ้นไปแห่ง ราคะ อันหาเศษเหลือมิได้, ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่งโทสะ อันหา เศษเหลือมิได้ , ย่อมเสวยเฉพาะซึ่งความสิ้นไปแห่งโมหะ อันหาเศษเหลือมิได้ ; พราหมณ์เอย ! เมื่อนั้น, นิพพานที่เห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล เป็นสิ่งที่ ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ใจ เป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้แล. - ติก. อํ. ๒๐/๒๐๒/๔๙๕. นิพพานที่เห็นได้เอง ตามคำของพระอานนท์ "อาวุโส ! มีคำกล่าวกันอยู่ว่า 'สันทิฏฐิกนิพพาน สันทิฏฐิกนิพพาน' ดังนี้. อาวุโส ! สันทิฏฐิกนิพพานนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอแล?" (พระอุทายีถามพระอานนท์, พระอานนท์เป็นผู้ตอบ).
น.1490 อาวุโส ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม เข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่. อาวุโส ! สันทิฏฐิกนิพพาน อันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ด้วยเหตุมีประมาณ เท่านี้แล เมื่อกล่าว โดยปริยาย. (ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำว่า สันทิฏฐิกนิพพาน ในที่นี้ ต้องหมายถึงความสุข อันเป็นผลจากปฐมฌานที่บุคคลนั้นรู้สึกเสวยอยู่ นั่นเอง, เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ความสุข อันเกิดจากเนกขัมมะ โดยเฉพาะคือฌานทุกระดับ มีชื่อเรียกว่านิพพานได้, ไม่จำเป็นจะต้อง หมายถึงอนุปาทิเสสนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น. จะยุติเป็นอย่างไร ขอให้นักศึกษาพิจารณาดูเอา เองเถิด. ในกรณีแห่ง ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ มีข้อความที่กล่าวไว้โดยทำนองเดียวกันกับ ข้อความในกรณีแห่งปฐมฌาน ทุกประการ และในฐานะเป็นสันทิฏฐิกนิพพาน โดยปริยาย. ส่วนสัญญาเวทยิตนิโรธซึ่งมีการสิ้นอาสวะนั้น กล่าวไว้ในฐานะเป็นสันทิฏฐิกนิพพาน โดยนิปปริยาย ด้วยข้อความดังต่อไปนี้ : - ) อาวุโส ! นัยอื่นอีกมีอยู่ : ภิกษุ ก้าวล่วงเสียซึ่งเนวสัญญานา- สัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วและอยู่. อนึ่ง เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะทั้งหลายของเธอนั้นก็สิ้นไปรอบ. อาวุโส ! สันทิฏฐิกนิพพาน อันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล เมื่อ กล่าว โดยนิปปริยาย. - นวก. อํ. ๒๓/๔๗๕/๒๕๑.
น.1491 หมด "อาหาร" ก็นิพพาน ภิกษุ ท .! ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มีตัณหา ใน อาหารคือคำข้าว ก็ดี ใน อาหารคือผัสสะ ก็ดี ใน อาหารคือมโนสัญเจตนา ก็ดี ใน อาหารคือ วิญญาณ ก็ดี แล้วไซร้, วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในสิ่งนั้น ๆ. วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การ ก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มี ในที่นั้น ; การก้าวลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่มีในที่นั้น ; ความเจริญแห่งสังขาร ทั้งหลาย ไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น ; การ บังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติชราและมรณะต่อไป ย่อมไม่มีใน ที่นั้น ; ชาติชราและมรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ภิกษุ ท. ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น "ที่ไม่โศก ไม่มีธุลี และไม่มีความคับแค้น" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนเรือนยอด หรือศาลาเรือนยอด ที่ตั้งอยู่ ทางทิศเหนือหรือใต้ก็ตาม เป็นเรือนมีหน้าต่างทางทิศตะวันออก. ครั้นดวง อาทิตย์ขึ้นมา แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ส่องเข้าไปทางช่องหน้าต่างแล้ว จักตั้งอยู่ ที่ส่วนไหนแห่งเรือนนั่นเล่า ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์ จักปรากฏที่ฝาเรือน ข้างในด้านทิศตะวันตก พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! ถ้าฝาเรือนทางทิศตะวันตกไม่มีเล่า แสงแห่งดวงอาทิตย์ นั้นจักปรากฏอยู่ที่ไหน ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏที่พื้นดิน พระเจ้าข้า !"
น.1492 ภิกษุ ท. ! ถ้าพื้นดินไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จัก ปรากฏที่ไหน ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จักปรากฏในน้ำ พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! ถ้าน้ำไม่มีเล่า แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น จัก ปรากฏที่ไหนอีก ? "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์นั้น ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏ แล้ว พระเจ้าข้า !" ภิกษุ ท. ! ฉันใดก็ฉันนั้นแล : ถ้าไม่มีราคะ ไม่มีนันทิ ไม่มี ตัณหา ในอาหารคือคำข้าวก็ดี ในอาหารคือผัสสะก็ดี ในอาหารคือมโนสัญเจตนา ก็ดี ในอาหารคือวิญญาณก็ดี แล้วไซร้, วิญญาณก็เป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญ งอกงามอยู่ไม่ได้ ในอาหารคือคำข้าว เป็นต้นนั้น ๆ. วิญญาณตั้งอยู่ไม่ได้ เจริญงอกงามอยู่ไม่ได้ ในที่ใด, การก้าวลงแห่งนามรูป ย่อมไม่มีในที่นั้น ; การก้าวลงแห่งนามรูปไม่มีในที่ใด, ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายย่อมไม่มีใน ที่นั้น ; ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีในที่ใด, การบังเกิดในภพใหม่ ต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น ; การบังเกิดในภพใหม่ต่อไป ไม่มีในที่ใด, ชาติ ชราและมรณะต่อไป ย่อมไม่มีในที่นั้น ; ชาติชรามรณะต่อไป ไม่มีในที่ใด, ภิกษุ ท. ! เราเรียก "ที่" นั้นว่าเป็น "ที่ไม่โศก ไม่มีธุลี และไม่มีความ คับแค้น" ดังนี้. - นิทาน. สํ. ๑๖/๑๒๔-๑๒๕/๒๔๘-๒๔๙.
น.1493 อาสวักขยญาณเป็นเครื่องให้พ้นจากอาสวะ พราหมณ์ ! ภิกษุนั้น ครั้นจิตตั้งมั่น บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส เป็นธรรมชาติอ่อนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่เช่นนี้แล้ว ก็น้อมจิตไปเฉพาะต่อ อาสวักขยญาณ : เธอนั้น ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า "นี่ ทุกข์, นี่ เหตุแห่งทุกข์, นี่ ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี่ ทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์"; และรู้ชัด ตามเป็นจริงว่า "เหล่านี้ เป็นอาสวะ, นี้ เหตุแห่งอาสวะ, นี้ ความดับไม่- เหลือแห่งอาสวะ, นี้ เป็นทางให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอาสวะ" เมื่อเธอรู้- อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตก็พ้นจากกามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ครั้นจิตพ้นวิเศษแล้วก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่า จิตพ้นแล้ว. เธอย่อมรู้ชัดว่า "ชาติ สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำ เพื่อความ (หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก". พราหมณ์ ! วิชชาที่สามนี้ เป็นธรรมที่ภิกษุนั้นบรรลุแล้ว อวิชชา ถูกทำลายแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว ความมืดถูกทำลายแล้ว ความสว่างเกิดแทน แล้ว, ตามที่มันจะเกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มีเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้ว แลอยู่. - ติก. อํ. ๒๐/๒๑๐/๔๙๘ Booke
น.1494 ปริญญาที่แท้จริง ภิกษุ ท. ! ปริญญา (ความรอบรู้) เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ความสั้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ, อันใด ; ภิกษุ ท. ! อันนั้นแหละเราเรียกว่า ปริญญา (ที่เกิดขึ้นในขณะแห่งการบรรลุนิพพาน ซึ่งจัดว่าเป็นความรู้อันแท้จริง) แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๓/๕๕. วิโมกข์ ๒ ระดับ : สมยวิ โมกข์ - อสมยวิ โมกข์ ก. สมยวิโมกข์ ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ กุลบุตรบางคน มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูกความเกิด ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ครอบงำ เอาแล้ว เป็นคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์อยู่เฉพาะหน้าแล้ว ทำไฉนการทำที่ สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ จะปรากฏมีได้" ดังนี้. ครั้นบวชแล้ว เธอสามารถ ทำลาภสักการะและเสียงเยินยอให้เกิดขึ้นได้, เธอไม่มีใจยินดีในลาภสักการะ และเสียงเยินยออันนั้น, ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้ว ในลาภสักการะและเสียง เยินยออันนั้น, เธอไม่ทะนงตัวเพราะลาภสักการะและเสียงเยินยออันนั้น, เธอไม่เมาไม่มัวเมาในลาภสักการะและเสียงเยินยออันนั้น, ไม่ถึงความประมาท ในลาภสักการะและเสียงเยินยออันนั้น ; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ความถึง พร้อมด้วยศีลเกิดขึ้นได้, เธอมีใจยินดีในความถึงพร้อมด้วยศีลอันนั้น, แต่ ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้วในความถึงพร้อมด้วยศีลอันนั้น, เธอไม่ทะนงตัว
น.1495 เพราะความถึงพร้อมด้วยศีลอันนั้น, เธอไม่เมาไม่มัวเมาในความถึงพร้อมด้วยศีล อันนั้น, ไม่ถึงความประมาทในความถึงพร้อมด้วยศีลอันนั้น ; เมื่อไม่ประมาท แล้ว เ ธอให้ความถึงพร้อมด้วยสมาธิเกิดขึ้นได้, เธอมีใจยินดีในความถึงพร้อม ด้วยสมาธิอันนั้น, แต่ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้วในความถึงพร้อมด้วยสมาธิ อันนั้น, เธอไม่ทะนงตัวเพราะความถึงพร้อมด้วยสมาธิอันนั้น, เธอไม่เมา ไม่มัวเมาในความถึงพร้อมด้วยสมาธิอันนั้น, ไม่ถึงความประมาทในความถึง พร้อมด้วยสมาธิอันนั้น; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ญาณทัสสนะ (ปัญญา เครื่องรู้เห็น) เกิดขึ้นได้อีก, เธอมีใจยินดีในญาณทัสสนะอันนั้น , แต่ ไม่มีความดำริเต็มรอบแล้วในญาณทัสสนะอันนั้น, เธอไม่ทะนงตัวเพราะญาณ- ทัสสนะอันนั้น, เธอไม่เมาไม่มัวเมาในญาณทัสสนะอันนั้น, ไม่ถึงความ ประมาทในญาณทัสสนะอันนั้น, เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ สมยวิ โมกข์ (ความพ้นพิเศษโดยสมัย) เกิดขึ้นได้อีก. ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้ คือข้อที่ ภิกษุนั้นจะพึงเสื่อมคลาย จาก สมยวิมุตติ อันนั้นก็ได้. ข. อสมยวิโมกข์ ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนบุรุษผู้ต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ตัดเอาแก่นถือไปด้วยมั่นใจว่า "นี่ เป็นแก่นแท้" ดังนี้. บุรุษมีตาดี เห็นคนนั้นเข้าแล้ว ก็กล่าวว่า "ผู้เจริญ คนนี้ ช่างรู้จักแก่น, รู้จักกระพี้, รู้จักเปลือกสด, รู้จักสะเก็ดแห้งตาม ผิวเปลือก, รู้จักใบอ่อนที่ปลายกึ่ง. จริงดังว่า ผู้เจริญคนนี้ ต้องการแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวค้นหาแก่นไม้ จนถึงต้นไม้ใหญ่มีแก่นแล้ว ก็ตัดเอา
น.1496 แก่นแท้ถือไปด้วยมั่นใจว่า ‘นี้ แก่นแท้' ดังนี้. สิ่งที่เขาจะต้องทำด้วยแก่นไม้ จักสำเร็จประโยชน์เป็นแท้" ดังนี้, นี้ฉันใด ; ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้น กล่าวคือ กุลบุตรบางคนในกรณีนี้ เป็น ผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน เพราะคิดเห็นว่า "เราถูก ความเกิด ความแก่ ความตา . . . . (ข้อความต่อไป เหมือนกับข้อความตอนต้นของ ตอนสมยวิโมกข์ จนถึงข้อความที่ว่า) . . . . เธอไม่ทะนงตัวเพราะญาณทัสสนะอันนั้น, เธอไม่เมาไม่มัวเมาในญาณทัสสนะอันนั้น, ไม่ถึงความประมาทในญาณทัสสนะ อันนั้น; เมื่อไม่ประมาทแล้ว เธอให้ อสมยวิ โมกข์ เกิดขึ้นได้ ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่ โอกาสที่จะเป็นได้ คือ ข้อที่ภิกษุนั้น จะพึงเสื่อมคลายจาก อสมยวิมุตติ (ความหลุดพ้นที่ไม่มีสมัย) อันนั้นเลย. ภิกษุ ท. ! พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีลาภสักการะและเสียงเยินยอเป็น อานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมด้วยศีลเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์ นี้ มิใช่มีความถึงพร้อมด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์, พรหมจรรย์นี้ มิใช่มีความถึง พร้อมด้วยญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์. ภิกษุ ท. ! ก็ เจโตวิมุตติที่ ไม่กำเริบ อันใด มีอยู่. พรหมจรรย์นี้ มีเจโตวิมุตตินั่นแหละเป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีเจโตวิมุตตินั่นแหละ เป็นแก่นสาร มีเจโตวิมุตตินั่นแหละ เป็นผลสุดท้ายของพรหมจรรย์ แล. - มู. ม. ๑๒/๓๗๐-๓๗๓/๓๕๑-๓๕๒.
น.1497 ธรรมที่สมควรแก่การหลุดพ้นจากทุกข์ ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม. ธรรมนั้นคือข้อที่ภิกษุ เป็นผู้ มากอยู่ด้วยความรู้สึก เบื่อหน่าย ในรูป, เป็นผู้มากอยู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ในเวทนา, เป็นผู้มากอยู่ด้วย ความรู้สึกเบื่อหน่าย ในสัญญา, เป็นผู้มากอยู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ในสังขาร, เป็นผู้มากอยู่ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย ในวิญญาณ; ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มากอยู่ ด้วยความรู้สึกเบื่อหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ, ย่อม รู้รอบซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ ; เมื่อเขารู้รอบอยู่ซึ่ง รูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว, ย่อมหลุดพ้นจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ, ย่อมพ้นได้จาก ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กายทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ; เราตถาคตกล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ ดังนี้. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๐/๘๓. ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม คือข้อที่ภิกษุเป็นผู้ ตามเห็นความ ไม่เที่ยง ในรูป อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยง ในเวทนา อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความ ไม่เที่ยง ในสัญญา อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยง ในสังขาร อยู่เป็น ประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความไม่เที่ยง ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ; ภิกษุนั้น เมื่อตามเห็นความไม่เที่ยงในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อยู่ เป็นประจำ, ย่อมรู้รอบซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ. เมื่อเขารู้รอบอยู่ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ, ย่อม
น.1498 หลุดพ้นจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ, ย่อมพ้นได้ จากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์ กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ; เราตถาคตกล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นจาก ทุกข์ ดังนี้. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๑/๘๔. ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม คือข้อที่ภิกษุเป็นผู้ตามเห็นความ เป็นทุกข์ ในรูป อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในเวทนา อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความ เป็นทุกข์ ในสัญญา อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในสังขาร อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นทุกข์ ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ ; ภิกษุนั้น เมื่อตามเห็นความเป็นทุกข์ ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ, ย่อมรู้รอบ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่ง วิญญาณ. เมื่อเขารู้รอบอยู่ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ, ย่อมหลุดพ้นจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ, ย่อม พ้นได้จากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความร่ำไร- รำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ; เราตถาคตกล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นได้จากทุกข์ ดังนี้. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๑/๘๕. ภิกษุ ท. ! ธรรมนี้ เป็นธรรมที่สมควรแก่ภิกษุ ผู้ปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรม คือ ข้อที่ภิกษุเป็นผู้ตามเห็นความ เป็นอนัตตา ในรูป อยู่เป็น ประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นอนัตตา ใ นเวทนา อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้
น.1499 ตามเห็นความเป็นอนัตตา ในสัญญา อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็น อนัตตา ในสังขาร อยู่เป็นประจำ, เป็นผู้ตามเห็นความเป็นอนัตตา ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ ; ภิกษุนั้น เมื่อตามเห็นความเป็นอนัตตา ในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ อยู่เป็นประจำ, ย่อมรู้รอบ ซึ่งรูป ซึ่ง เวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ. เมื่อเขารู้รอบอยู่ ซึ่งรูป ซึ่ง เวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ, ย่อมหลุดพ้นจากรูป จากเวทนา จากสัญญา จากสังขาร จากวิญญาณ, ย่อมพ้นได้จากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศก ความรำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ; เราตถาคตกล่าวว่า เขาย่อมหลุดพ้นได้จากทุกข์ ดังนี้. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๕๒/๘๖, นิสสารณิยธาตุที่ทำความง่ายให้แก่การละตัณหา ภิกษุ ท. ! ธาตุที่สามารถสลัดซึ่งสิ่งที่ควรสลัด (นิสฺสารณิยธาตุ) ๕ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. ห้าอย่างอย่างไรเล่า ? ห้าอย่างคือ :- ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งกามทั้งหลาย, จิตก็ ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในกามทั้งหลาย ; แต่เมื่อภิกษุ นั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งเนกขัมมะ, จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในเนกขัมมะ. จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจากกามทั้งหลายด้วยดี ; และเธอนั้นหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย อันทำความคับแค้นและเร่าร้อน ที่เกิดเพราะกามเป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวย เวทนานั้น. อาการอย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งกาม ทั้งหลาย.
น.1500 ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก, คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งพ๎ยาบาท, จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในพ๎ยาบาท; แต่เมื่อภิกษุ นั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอัพ๎ยาบาท, จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในอัพ๎ยาบาท. จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจาก พ์ยาบาทด้วยดี ; และเธอนั้นหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายอันทำความคับแค้น และเร่าร้อน ที่เกิดเพราะพย๎าบาทเป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น. อาการอย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งพ๎ยาบาท. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก, คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งวิหิงสา, จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในวิหิงสา ; แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอวิหิงสา, จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ใน อวิหิงสา, จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจาก วิหิงสาด้วยดี ; และเธอนั้นหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายอันทำความคับแค้น และเร่าร้อน ที่เกิดเพราะวิหิงสาเป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น. อาการอย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งวิหิงสา. ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก, คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจซึ่งรูปทั้งหลาย, จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในรูปทั้งหลาย ; แต่เมื่อ ภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งอรูป, จิตก็แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในอรูป. จิตของเธอนั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจาก รูปทั้งหลายด้วยดี ; และเธอนั้นหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลาย อัน ทำความ คับแค้นและเร่าร้อน ที่เกิดเพราะรูปทั้งหลายเป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวย เวทนานั้น. อาการอย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งรูป ทั้งหลาย.
น.1501 ภิกษุ ท. ! ข้ออื่นยังมีอีก, คือ เมื่อภิกษุ กระทำในใจอยู่ซึ่งสักกายะ (กายของตนกล่าวคือขันธ์ห้า), จิตก็ไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไป ในสักกายะ ; แต่เมื่อภิกษุนั้น กระทำในใจอยู่ซึ่งความดับแห่งสักกายะ, จิตก็ แล่นไป ก็เลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ ก็น้อมไป ในความดับแห่งสักกายะ. จิตของเธอ นั้น ชื่อว่าถึงดี อบรมดี ออกดี หลุดพ้นดี ปราศจากสักกายะด้วยดี ; และ เธอนั้นหลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งหลายอันทำความคับแค้นและเร่าร้อน ที่เกิด เพราะสักกายะเป็นปัจจัย ; เธอก็ไม่ต้องเสวยเวทนานั้น. อาการ อย่างนี้ นี้ เรากล่าวว่า ธาตุเป็นเครื่องสลัดเสียซึ่งสักกายะ. นันทิในกาม ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ ; นันทิในพ๎ยาบาท ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ ; นันทิในวิหิงสา ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ ; นันทิในรูป ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ ; นันทิในสักกายะ ก็ไม่นอนตาม (ในจิต) ของเธอ เธอนั้น เมื่อกามนันทิก็ไม่นอนตาม พ๎ยาปาท- นันทิก็ไม่นอนตาม วิหิงสานันทิก็ไม่นอนตาม รูปนันทิก็ไม่นอนตาม สักกาย- นันทิก็ไม่นอนตาม ดังนี้แล้ว ; ภิกษุ ท. ! เรากล่าวภิกษุนี้ว่า ปราศจากอาลัย ตัดตัณหาขาดแล้ว รื้อถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้วเพราะรู้ เฉพาะซึ่งมานะโดยชอบ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล ธาตุที่สามารถสลัดซึ่งสิ่งที่ควรสลัด ๕ อย่าง. - ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๗๒/๒๐๐.
น.1502 ธรรมธาตุต่าง ๆ ที่เป็นผลของสมถวิปัสสนาอันดับสุดท้าย ( : อภิญญาหก ) "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ผลเท่าใด อันบุคคลพึงบรรลุด้วยเสขญาณ ด้วย เสขวิชชา ผลนั้น ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ ; ขอพระผู้มีพระภาค จงทรงแสดง ธรรมที่ยิ่งขึ้นไปแก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า !" วัจฉะ ! ถ้าเช่นนั้น เธอจงเจริญธรรมทั้งสองให้ยิ่งขึ้นไป คือ สมถะและวิปัสสนา. วัจฉะ ! ธรรมทั้งสองคือ สมถะและวิปัสสนา เหล่านี้แล อันเธอเจริญให้ยิ่งขึ้นไปแล้ว จักเป็นไปเพื่อแทงตลอดซึ่งธาตุเป็นอเนก ๑ (กล่าวคือ :- ) ๑. วัจฉะ ! เธอจัก มีได้โดยเฉพาะซึ่งอิทธิวิธี มีอย่างต่าง ๆ ตามที่เธอ หวัง เช่นเธอหวังว่า เราผู้เดียวแปลงรูปเป็นหลายคน, หลายคนเป็นคนเดียว, ทำที่กำบังให้เป็นที่แจ้ง, ทำที่แจ้งให้เป็นที่กำบัง, ไปได้ไม่ขัดข้อง ผ่านทะลุฝา ทะลุกำแพง ทะลุภูเขา ดุจไปในอากาศว่าง ๆ ผุดขึ้นและดำลงในแผ่นดินได้ เหมือนในน้ำ, เดินได้เหนือน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน, ทั้งที่ยังนั่งขัดสมาธิ ตู้บัลลังก์ ก็ลอยไปได้ในอากาศเหมือนนกมีปีก, ลูบคลำดวงจันทร์และดวง อาทิตย์ อันมีฤทธิ์อานุภาพมากอย่างนี้ได้ ด้วยฝ่ามือ, และแสดงอำนาจทาง กาย เป็นไปตลอดถึงพรหมโลกได้, ดังนี้. ใน อิทธิวิธิญาณธาตุ นั้น ๆ นั่นแหละ เธอก็จักถึงความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่ ๆ. ๑. คำว่าธาตุในกรณีนี้ หมายถึงธรรมธาตุเช่นนิพพานก็เป็นธาตุอย่างหนึ่งเป็นต้น มิได้มีความ หมายอย่างในภาษาไทย.
น.1503 วัจฉะ ! เธอจักมีได้ตามที่เธอหวัง คือ มีโสตธาตุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์หมดจดล่วงโสตแห่งสามัญมนุษย์ ได้ยินเสียงทั้งสองคือทั้งเสียงทิพย์และ เสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกลและที่ใกล้ ดังนี้. ใน ทิพพโสตญาณธาตุ นั้น ๆ นั่นแหละ เธอก็จักถึงความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่ ๆ. ๓. วัจฉะ ! เธอจักมีได้ตามที่เธอหวัง คือ กำหนดรู้ใจแห่งสัตว์อื่น บุคคลอื่นด้วยใจของตน คือกำหนดรู้จิตที่มีราคะว่ามีราคะ กำหนดรู้จิตที่ไม่มีราคะ ว่าไม่มีราคะ มีโทสะว่ามีโทสะ ไม่มีโทสะว่าไม่มีโทสะ มีโมหะว่ามีโมหะ ไม่มี โมหะว่าไม่มีโมหะ หดหู่ว่าหดหู่ ฟุ้งซ่านว่าฟุ้งซ่าน ถึงซึ่งคุณอันใหญ่ว่าถึงซึ่งคุณ อันใหญ่ ไม่ถึงซึ่งคุณอันใหญ่ว่าไม่ถึงซึ่งคุณอันใหญ่ มีจิตอื่นยิ่งกว่าว่ามีจิตอื่นยิ่ง กว่า ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าว่าไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ตั้งมั่นว่าตั้งมั่น ไม่ตั้งมั่นว่าไม่ตั้งมั่น หลุดพ้นว่าหลุดพ้น ไม่หลุดพ้นว่าไม่หลุดพ้น ดังนี้. ใน เจโตปริยญาณธาตุ นั้น ๆ นั่นแหละ เธอก็จักถึงความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะ ยังมีอยู่ ๆ. ๔. วัจฉะ ! เธอจักมีได้ตามที่เธอหวัง คือ ระลึกได้ถึงขันธ์ที่เคยอยู่ อาศัยในภพก่อน มีอย่างต่าง ๆ คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติ สามชาติ สี่ ชาติ ห้าชาติบ้าง, สิบชาติ ยี่สิบชาติ สามสิบชาติ สี่สิบชาติ ห้าสิบชาติบ้าง, ร้อยชาติ พันชาติ แสนชาติบ้าง, ตลอดหลายสังวัฏฏกัปป์ หลายวิวัฏฏกัปป์ หลายสังวัฏฏกัปป์และวิวัฏฏกัปป์บ้าง, ว่าเมื่อเราอยู่ในภพโน้น มีชื่ออย่างนั้น มีโคตร มีวรรณะ มีอาหาร อย่างนั้น ๆ, เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุ สุดลงเท่านั้น ; ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้เกิดในภพโน้น มีชื่อ โคตร วรรณะ อาหาร อย่างนั้น ๆ, ได้เสวยสุขและทุกข์เช่นนั้น ๆ มีอายุสุดลง
น.1504 เท่านั้น ; ครั้นจุติจากภพนั้น ๆ ๆ ๆ แล้ว มาเกิดในภพนี้ ดังนี้ : ระลึก ได้ถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยในภพก่อน มีอย่างต่างๆ พร้อมทั้งอาการและอุทเทส ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้. ใน ปุพเพนิวาสานุสสติญาณธาตุ นั้น ๆ นั่นแหละ เธอก็จักถึงความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่อายตนะยังมีอยู่ ๆ ๕. วัจฉะ ! เธอจักมีได้ตามที่เธอหวัง คือ มีจักษุอันเป็นทิพย์ บริสุทธิ์หมดจดล่วงจักษุของสามัญมนุษย์ เห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ บังเกิดอยู่. เลวทรามประณีต, มีวรรณะดี มีวรรณะเลว, มีทุกข์ มีสุข. รู้แจ้งชัดหมู่ สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมว่า "ผู้เจริญทั้งหลาย ! สัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต พูดติเตียนพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นมิจฉาทิฏฐิ ประกอบ การงานด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ย่อมพากันเข้าสู่ อบายทุคติวินิบาตนรก. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ! ส่วนสัตว์เหล่านี้หนอ ประกอบ กายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า, เป็นสัมมาทิฏฐิ ประกอบการงานด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ, เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป ย่อมพากัน เข้าสู่สุคติโลกสวรรค์," ดังนี้: มีจักษุทิพย์ บริสุทธิ์หมดจดล่วงจักษุสามัญ- มนุษย์ เห็นเหล่าสัตว์ผู้จุติอยู่ บังเกิดอยู่ เลวประณี ต มีวรรณะดี วรรณะทราม มีทุกข์ มีสุข รู้ชัดหมู่สัตว์ผู้เข้าถึงตามกรรมได้ ดังนี้. ใน จุตูปปาตญาณธาตุ นั้น ๆ นั่นแหละ เธอก็จักถึงความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ในขณะที่ อายตนะยังมีอยู่ ๆ. ๑. มีคำอธิบายเกี่ยวกับปุพเพนิวาสานุสสติญาณธาตุที่ชัดเจน อยู่ในหัวข้อที่ถัดไปจากหัวข้อนี้ คือ หัวข้อที่ว่า "ปุพเพนิวาสานุสสติญาณที่แท้จริง".
น.1505 วัจฉะ ! เธอจักได้ตามที่เธอหวัง คือ กระทำให้แจ้งได้ซึ่งเจโต- วิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่ ดังนี้. ใน อาสวักขย- ญาณธาตุ นั้นๆ นั่นแหละ เธอก็จักถึงความสามารถทำได้จนเป็นสักขีพยาน ใน ขณะที่อายตนะยังมีอยู่ๆ. — ม. ม. ๑๓/๒๕๗ – ๒๖๑/๒๖๐ – ๒๖๖. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณที่แท้จริง (ซึ่งไม่เป็นสัสสตทิฏฐิ) ภิกษุ ท. ! สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด เมื่อตามระลึกย่อมตาม ระลึกถึงปุพเพนิวาสมีอย่างเป็นอเนก; สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ย่อมตาม ระลึกถึงซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้งห้า หรือขันธ์ใดขันธ์หนึ่ง แห่งอุปาทานขันธ์ ทั้งห้านั้น. ห้าอย่างไรกันเล่า ? ห้าคือ :- ภิกษุ ท. ! เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง รูป นั่นเทียว ว่า “ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีรูปอย่างนี้” ดังนี้บ้าง ; ภิกษุ ท. ! เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง เวทนา นั่นเทียว ว่า “ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีเวทนาอย่างนี้” ดังนี้บ้าง ; ภิกษุ ท. ! เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง สัญญา นั่นเทียว ว่า “ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีสัญญาอย่างนี้” ดังนี้บ้าง ; ภิกษุ ท. ! เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง สังขาร นั่นเทียว ว่า “ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีสังขารอย่างนี้” ดังนี้บ้าง ;
น.1506 ภิกษุ ท. ! เขาเมื่อตามระลึก ย่อมตามระลึกถึงซึ่ง วิญญาณ นั่นเทียว ว่า "ในอดีตกาลนานไกล เราเป็นผู้มีวิญญาณอย่างนี้" ดังนี้บ้าง ภิกษุ ท. ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่า รูป ? ภิกษุ ท. ! ธรรมชาติ นั้น ย่อมสลาย (รุปฺปติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่า รูป. สลายเพราะอะไร ? สลาย เพราะความเย็นบ้าง เพราะความร้อนบ้าง เพราะความหิวบ้าง เพราะความ ระหายบ้าง เพราะการสัมผัสกับเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง. ภิกษุ ท. ! ธรรมชาตินั้น ย่อมสลาย เหตุนั้นจึงเรียกว่า รูป. ภิกษุ ท. ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่า เวทนา ? ภิกษุ ท. ! ธรรมชาติ นั้น อันบุคคลรู้สึกได้ (เวทยติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่า เวทนา. รู้สึกซึ่งอะไร ? รู้สึกซึ่งสุขบ้าง ซึ่งทุกข์บ้าง ซึ่งอทุกขมสุขบ้าง, ภิกษุ ท. ! ธรรมชาตินั้น อันบุคคลรู้สึกได้ เหตุนั้นจึงเรียกว่า เวทนา. ภิกษุ ท. ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่า สัญญา ? ภิกษุ ท. ! ธรรมชาติ นั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม (สญฺชานาติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่า สัญญา. หมายรู้ได้ พร้อมซึ่งอะไร ? หมายรู้ได้พร้อมซึ่งสีเขียวบ้าง ซึ่งสีเหลืองบ้าง ซึ่งสีแดงบ้าง ซึ่งสีขาวบ้าง. ภิกษุ ท. ! ธรรมชาตินั้น ย่อมหมายรู้ได้พร้อม เหตุนั้นจึง เรียกว่า สัญญา ภิกษุ ท. ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่า สังขาร ? ภิกษุ ท. ! ธรรมชาติ นั้น ย่อมปรุงแต่ง (อภิสงฺขโรนฺติ) ให้เป็นของปรุงแต่ง เหตุนั้นจึงเรียกว่า สังขาร. ปรุงแต่งอะไรให้เป็นของปรุงแต่ง ? ปรุงแต่งรูปให้เป็นของปรุงแต่ง
น.1507 โดยความเป็นรูป ปรุงแต่งเวทนาให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นเวทนา ปรุงแต่ง สัญญาให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นสัญญา ปรุงแต่งสังขารให้เป็นของปรุงแต่ง โดยความเป็นสังขาร ปรุงแต่งวิญญาณให้เป็นของปรุงแต่งโดยความเป็นวิญญาณ. ภิกษุ ท. ! ธรรมชาตินั้น ย่อมปรุงแต่งให้เป็นของปรุงแต่ง เหตุนั้นจึงเรียกว่า สังขาร. ภิกษุ ท. ! ทำไมเขาจึงกล่าวกันว่า วิญญาณ ? ภิกษุ ท. ! ธรรมชาติ นั้น ย่อมรู้แจ้ง (วิชานาติ) เหตุนั้นจึงเรียกว่า วิญญาณ. รู้แจ้งซึ่งอะไร ? รู้แจ้งซึ่งความเปรี้ยวบ้าง ซึ่งความขมบ้าง ซึ่งความเผ็ดร้อนบ้าง ซึ่งความหวาน บ้าง ซึ่งความขื่นบ้าง ซึ่งความไม่ขื่นบ้าง ซึ่งความเค็มบ้าง ซึ่งความไม่เค็มบ้าง ภิกษุ ท. ! ธรรมชาตินั้น ย่อมรู้แจ้ง เหตุนั้นจึงเรียกว่า วิญญาณ. ภิกษุ ท. ! ในขันธ์ทั้งห้านั้น อริยสาวกผู้มีการสดับ ย่อมพิจารณา เห็นโดยประจักษ์ชัดดังนี้ว่า "ในกาลนี้ เราถูก รูป เคี้ยวกินอยู่, แม้ ในอดีตกาล นานไกล เราก็ถูก รูป เคี้ยวกินแล้ว เหมือนกับที่ถูกรูปอันเป็นปัจจุบันเคี้ยวกินอยู่ ในกาลนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น. ถ้าเราเพลิดเพลินรูปในอนาคต, แม้ในอนาคตนาน ไกล เราก็จะถูกรูปเดียวกิน เหมือนกับที่เราถูกรูปอันเป็นปัจจุบันเคี้ยวกินอยู่ใน กาลนี้ ฉันใดก็ฉันนั้น". อริยสาวกนั้น พิจารณาเห็นดังนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้ ไม่เพ่งต่อรูปอันเป็นอดีต ไม่เพลิดเพลินรูปอนาคต ย่อมเป็นผู้ ปฏิบัติเพื่อเบื่อ หน่าย คลายกำหนัด ดับไม่เหลือ แห่งรูปอันเป็นปัจจุบัน. ( ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็มีข้อความที่ตรัสไว้อย่าง เดียวกันกับในกรณีแห่งรูปนี้ทุกประการ ต่างกันแต่ชื่อขันธ์เท่านั้น แล้วตรัสต่อไป ว่า :- ) Book
น.1508 ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : รูปเที่ยง หรือไม่ เที่ยง ? "ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า !" สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ หรือเป็นสุขเล่า ? "เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า !" สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า "นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นอัตตา ของเรา" ดังนี้. "ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า !" ( ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็ได้ตรัส ตรัสถาม และ ภิกษุทูลตอบ อย่างเดียวกันกับในกรณีแห่งรูปทุกประการ ต่างแต่ชื่อขันธ์เท่านั้น แล้วตรัส ต่อไปว่า : - ) ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่ เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน มีในภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือในที่ใกล้ก็ตาม รูปทั้งหมดนั้น บุคคลควรเห็นด้วยปัญญาโดยชอบ ตามที่เป็นจริงอย่างนี้ ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา" ดังนี้. ( ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็มีข้อความที่ตรัสอย่างเดียวกับในกรณีแห่งรูป แล้วตรัสต่อไปว่า :- ) ภิกษุ ท. ! อริยสาวกนี้ เรากล่าวว่า เธอย่อมยุบ - ย่อมไม่ก่อ ; ย่อมขว้างทิ้ง - ย่อมไม่ถือเอา ; ย่อมทำให้ กระจัดกระจาย - ย่อมไม่ทำให้เป็น กอง ; ย่อมทำให้มอด - ย่อมไม่ทำให้โพลง. อริยสาวกนั้น ย่อมยุบ ย่อมไม่ก่อ ซึ่งอะไร ? เธอย่อมยุบ ย่อม ไม่ก่อ ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ. อริยสาวกนั้น ย่อมขว้างทิ้ง ย่อมไม่ถือเอา ซึ่งอะไร ? เธอย่อม ขว้างทิ้ง ย่อมไม่ถือเอา ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ.
น.1509 สาวกนั้น ย่อมทำให้กระจัดกระจาย ย่อมไม่ทำให้เป็นกอง ซึ่ง อะไร? เธอย่อมทำให้กระจัดกระจาย ย่อมไม่ทำให้เป็นกอง ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ. อริยสาวกนั้น ย่อมทำให้มอด ย่อมไม่ทำให้ลุกโพลง ซึ่งอะไร ? เธอย่อมทำให้มอด ย่อมไม่ทำให้ลุกโพลง ซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ. ภิกษุ ท. ! อริยสาวกผู้มีการสดับ เ มื่อเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่าย แม้ในรูป แม้ในเวทนา แม้ในสัญญา แม้ในสังขาร แม้ในวิญญาณ. เมื่อเบื่อ หน่าย ย่อมคลายกำหนัด, เพราะความคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น, เมื่อ หลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว. อริยสาวกนั้น ย่อมทราบชัด ว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่น ที่จะต้องทำเพื่อความหลุดพ้นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ภิกษุนี้ เราเรียกว่า ไม่ก่ออยู่ ไม่ยุบอยู่ แต่เป็นอันว่า ยุบแล้ว ดำรงอยู่ : ไม่ขว้างทิ้งอยู่ ไม่ถือเอาอยู่ แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งแล้ว ดำรงอยู่ ; ไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่ ไม่ทำให้เป็นกองอยู่ แต่เป็นอันว่า ทำให้กระจัดกระจายแล้ว ดำรงอยู่ ; ไม่ทำให้มอดอยู่ ไม่ทำให้โพลงอยู่ แต่ เป็นอันว่าทำให้มอดแล้ว ดำรงอยู่. ภิกษุนั้น ไม่ก่ออยู่ ไม่ยุบอยู่ แต่เป็นอันว่ายุบซึ่งอะไรแล้ว ดำรง อยู่ ? เธอไม่ก่ออยู่ ไม่ยุบอยู่ แต่เป็นอันว่ายุบซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว ดำรงอยู่.
น.1510 ภิกษุนั้น ไม่ ขว้างทิ้งอยู่ ไม่ถือเอาอยู่ แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งซึ่งอะไร แล้ว ดำรงอยู่ ? เธอไม่ขว้างทิ้งอยู่ ไม่ถือเอาอยู่ แต่เป็นอันว่าขว้างทิ้งซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว ดำรงอยู่. ภิกษุนั้น ไม่ทำให้กระจัดกระจายอยู่ ไม่ทำให้เป็นกองอยู่ แต่เป็น อันว่าทำให้กระจัดกระจายซึ่งอะไรแล้ว ดำรงอยู่ ? เธอไม่ทำให้กระจัดกระจาย อยู่ ไม่ทำให้เป็นกองอยู่ ต่เป็นอันว่าทำให้กระจัดกระจายซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว ดำรงอยู่. ภิกษุนั้น ไม่ทำให้มอดอยู่ ไม่ทำให้โพลงอยู่ แต่เป็นอันว่าทำให้มอด ซึ่งอะไรแล้ว ดำรงอยู่ ? เธอไม่ทำให้มอดอยู่ ไม่ทำให้โพลงอยู่ แต่เป็นอันว่า ทำให้มอดซึ่งรูป ซึ่งเวทนา ซึ่งสัญญา ซึ่งสังขาร ซึ่งวิญญาณ แล้ว ดำรงอยู่. ภิกษุ ท. ! เทวดาทั้งหลาย พร้อมทั้งอินทร์ พรหม และปชาบดี ย่อมนมัสการภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วอย่างนี้ มาจากที่ไกลเที่ยว กล่าวว่า :- "ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ! ข้าแต่ท่านบุรุษผู้สูงสุด ! ข้าพเจ้าขอนมัสการท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะทราบสิ่งซึ่งท่าน อาศัยแล้วเพ่ง ของท่าน" ดังนี้. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๐๕-๑๑๐/๑๕๘-๑๖๔. [ขอให้ผู้ศึกษาสังเกตให้เห็นว่า ปุพเพนิวาสานุสสติญาณตามนัยนี้ ไม่ขัดต่อหลัก มหาปเทสแห่งมหาปรินิพพานสูตร (สุตฺเต โอสาเรตพฺพํ วินเย สนฺทสฺเสตพฺพํ), และไม่มีลักษณะ แห่งสัสสตทิฏฐิ ดังที่กล่าวไว้ในนิทเทสแห่งวิชชาสามทั่ว ๆ ไป. ขอให้นักศึกษาโปรดพิจารณาดู เป็นพิเศษด้วย ].
น.1511 วิโมกข์ คืออมตธรรม “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! อริยวิโมกข์ (ความพ้นพิเศษอันประเสริฐ) เป็น อย่างไรเล่า ?" อานนท์ ! อริยสาวกในกรณีนี้ ย่อมพิจารณาเห็นโดยประจักษ์ ดังนี้ว่า : - ๑. กามทั้งหลาย ที่เป็นไป ในภพปัจจุบันนี้ เหล่าใดด้วย, กามทั้งหลาย ที่เป็นไป ในภพเบื้องหน้า เหล่าใดด้วย ; ๒. กามสัญญา ที่เป็นไป ในภพปัจจุบันนี้ เหล่าใดด้วย, กามสัญญา ที่เป็นไป ในภพเบื้องหน้า เหล่าใดด้วย ; ๓. รู ปทั้งหลาย ที่เป็นไป ในภพปัจจุบันนี้ เหล่าใดด้วย, รูปทั้งหลาย ที่เป็นไป ในภพเบื้องหน้า เหล่าใดด้วย ; ๔. รูปสัญญาทั้งหลาย ที่เป็นไป ในภพปัจจุบันนี้ เหล่าใดด้วย, รูป- สัญญาทั้งหลายที่เป็นไป ในภพเบื้องหน้า เหล่าใดด้วย ; ๕. อาเนญชสัญญา เหล่าใดด้วย ; ๖. อากิญจัญญายตนสัญญา เหล่าใดด้วย ; ๗. เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เหล่าใดด้วย. (ธรรมทั้งหมดเจ็ดหมู่) นั้น (ล้วนแต่) เป็นสักกายะ . สักกายะมี ประมาณเท่าใด, อมตธรรมนั้น คือวิโมกข์แห่งจิต เพราะความไม่ยึดมั่นซึ่ง สักกายะมีประมาณเท่านั้น. อานนท์ ! ด้วยอาการอย่างนี้แล เป็นอันว่า อาเนญชสัปปายปฏิปทา เราแสดงแล้ว, อากิญจัญญายตนสัปปายปฏิปทา เราแสดงแล้ว, เนวสัญญานา- สัญญายตนสัปปายปฏิปทา เราแสดงแล้ว, การอาศัยแล้ว ๆ ซึ่งสัปปายปฏิปทา (ตามลำดับ ๆ) แล้วข้ามโอฆะเสียได้ เราก็แสดงแล้ว, นั่นแหละคืออริยวิโมกข์.
น.1512 อานนท์! กิจอันใด ที่ศาสดาผู้เอ็นดู แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลอาศัยความเอ็นดูแล้ว จะพึงทำแก่สาวกทั้งหลาย, กิจอันนั้นเราได้ทำแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย. อานนท์ ! นั่น โคนไม้, นั่น เรือนว่าง. อานนท์ ! พวกเธอทั้งหลายจงเพียรเผากิเลส, อย่าได้ประมาท. พวกเธอทั้งหลาย อย่าได้เป็นผู้ที่ต้องร้อนใจ ในภายหลังเลย. นี่แหละ เป็นวาจาเครื่องพร่ำสอนแก่พวกเธอทั้งหลายของเรา. - อุปริ. ม. ๑๔/๗๙/๙๑-๙๒. บริษัทเลิศเพราะสนใจโลกุตตระสุญญตา (ทางแห่งนิโรธ) ภิกษุ ท. ! บริษัทสองจำพวกเหล่านี้ มีอยู่. สองจำพวกเหล่าไหนเล่า ? สองจำพวก คือ อุกกาจิตวินีตาปริสา (บริษัทอาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอกเป็นเครื่องนำไป) โนปฏิปุจฉาวินีตา (ไม่อาศัยการสอบสวนทบทวนกันเอาเองเป็นเครื่องนำไป) นี้อย่างหนึ่ง, และ ปฏิปุจฉาวินีตาปริสา (บริษัทอาศัยการสอบสวนทบทวนกันเอาเองเป็นเครื่องนำไป) โนอุกกาจิตวินีตา (ไม่อาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอกเป็นเครื่องนำไป) นี้อีกอย่างหนึ่ง. ภิกษุ ท. ! บริษัทชื่อ อุกกาจิตวินีตาปริสาโนปฏิปุจฉาวินีตา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อสุตตันตะทั้งหลาย ตถาคตภาสิตา - อันเป็นตถาคตภาษิต คมฺภีรา - อันลึกซึ้งคมฺภีรตฺถา - มีอรรถอันลึกซึ้ง โลกุตฺตรา - เป็นโลกุตตระ สุญฺญตปฏิสํยุตฺตา -ประกอบด้วยเรื่องสุญญตา อันบุคคลนำมากล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟังไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน
น.1513 ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านี้มากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟังด้วยดี เงี่ยหูฟังตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และสำคัญไปว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. พวกเธอ เล่าเรียนธรรมอันกวีแต่งใหม่นั้นแล้ว ก็ไม่สอบถามซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้เปิดเผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็นอย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร ดังนี้. เธอเหล่านั้น เปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยไม่ได้ ไม่หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ไม่บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความงสัย มีอย่างต่าง ๆ ได้. ภิกษุ ท .! นี้เราเรียกว่า อุกกาจิตวินีตาปริสาโนปฏิปุจฉาวินีตา. ภิกษุ ท. ! บริษัทชื่อ ปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินิตา เป็น อย่างไรเล่า? ภิกษุ ท .! ในกรณีนี้คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อสุตตันตะทั้งหลาย ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก อันบุคคลนำมากล่าวอยู่. ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วน สุตตันตะเหล่าใด อันเป็นตถาคตภาษิต อันลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระประกอบด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านี้มากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมเข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. พวกเธอเล่าเรียนธรรมที่เป็นตถาคตภาษิตนั้นแล้ว ก็สอบถามซึ่งกันและกัน ทำให้เปิดเผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็นอย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร ดังนี้. เธอเหล่านั้น เปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยได้ หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลาย
น.1514 อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอย่างต่างๆ ได้. ภิกษุ ท .! นี้เราเรียกว่า ปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินีตา. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล บริษัท ๒ จำพวกนั้น. ภิกษุ ท. ! บริษัทที่เลิศในบรรดาบริษัททั้งสองพวกนั้น คือบริษัทปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโน- อุกกาจิตวินีตา (บริษัทที่อาศัยการสอบสวนทบทวนกันเอาเองเป็นเครื่องนำไป : ไม่อาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอกเป็นเครื่องนำไป) แล. - ทุก. อํ. ๒๐/๙๑/๒๙๒. 65 . p.68 - 9 นิพพานเพราะไม่ยึดถือธรรมที่ ได้บรรลุ อานนท์! ส่วนภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ (ในปฏิ- ปทา อันเป็นที่สบายแก่เนวสัญญานาสัญญายตนะ ) อย่างนั้นแล้ว ย่อมได้เฉพาะ ซึ่งอุเบกขา ว่า "ถ้าไม่ควรมี และไม่พึงมีแก่เรา, ก็ต้องไม่มีแก่เรา; สิ่งใด มีอยู่ สิ่งใดมีแล้ว, เราจะละสิ่งนั้นเสีย" ดังนี้. ภิกษุ (บางรูป) นั้น ย่อมไม่ เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ซึ่งอุเบกขานั้น, เมื่อไม่เพลิดเพลิน ไม่พร่ำสรรเสริญ ไม่เมาหมกอยู่ ซึ่งอุเบกขานั้น, วิญญาณของเธอก็ไม่เป็น ธรรมชาติอาศัยซึ่งอุเบกขานั้น ไม่มีอุเบกขานั้นเป็นอุปาทาน. อานนท์ ! ภิกษุ ผู้ไม่มีอุปาทาน ย่อมปรินิพพาน แล. - อุปริ. ม. ๑๔/๗๙/๙๑. MS 3 p. 50 TM2 p.149 see also อริย. 1 P.477
น.1515 ปรินิพพานในทิฏฐธรรม ด้วยการตัดอกุศลมูล ภิกษุ ท. ! กุศลมูล ๓ อย่างเหล่านี้ มีอยู่. สามอย่างเหล่าไหน เล่า? สามอย่างคือ อโลภะ เป็น กุศลมูล อโทสะ เป็น กุศลมูล อโมหะ เป็น กุศลมูล. ภิกษุ ท. ! แม้ อโลภะ นั้นก็เป็น กุศล . บุคคลผู้ไม่โลภแล้ว ประกอบกรรมใดทางกาย ทางวาจา ทางใจ; แม้ กรรมนั้นก็เป็น กุศล. บุคคล ผู้ไม่โลภ ไม่ถูกความโลภครอบงำ มีจิตอันความโลภไม่กลุ้มรุมแล้ว ไม่ทำความ ทุกข์ให้แก่ผู้อื่นโดยที่ไม่ควรจะมี ด้วยการฆ่าบ้าง ด้วยการจองจำบ้าง ด้วยการ ให้เสื่อมเสียบ้าง ด้วยการติเตียนบ้าง ด้วยการขับไล่บ้าง โดยการถือว่า เรามี กำลังเหนือกว่า ดังนี้ ; แม้ กรรม นี้ก็เป็น กุศล : กุศลธรรมเป็นอเนก ที่ เกิดจากความไม่โลภ มีความไม่โลภเป็นเหตุ มีความไม่โลภเป็นสมุทัย มีความ ไม่โลภเป็นปัจจัย เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น ด้วยอาการอย่างนี้. (ในกรณีแห่ง อโทสะ และ อโมหะ ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อความทำนองเดียวกันกับใน กรณีแห่ง อโลภะ อย่างที่กล่าวได้ว่าทุกตัวอักษร ผิดกันแต่ชื่อเท่านั้น). ภิกษุ ท. ! บุคคลชนิดนี้นั้น ควรถูกเรียกว่าเป็น กาลวาที บ้าง ภูตวาที บ้าง อัตถวาที่ บ้าง ธัมมวาที บ้าง วินยวาที บ้าง. เพราะเหตุไรจึงควร ถูกเรียกอย่างนั้น ? เพราะเหตุว่า บุคคลนี้ ไม่ทำความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นโดยที่ ไม่ควรจะมี ด้วยการฆ่าบ้าง ด้วยการจองจำบ้าง ด้วยการให้เสื่อมเสียบ้าง ด้วย การติเตียนบ้าง ด้วยการขับไล่บ้าง โดยการถือว่า เรามีกำลังเหนือกว่า ดังนี้ ; และเมื่อ เขาถูกกล่าวหาอยู่ด้วยเรื่องที่เป็นจริง ก็ยอมรับไม่บิดพลิ้ว ; เมื่อ ถูก
น.1516 กล่าวหาอยู่ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นจริง ก็พยายามที่จะทำให้แจ้งชัด ออกมาว่า นั่นไม่ตรง นั่นไม่จริง อย่างนี้ ๆ เพราะเหตุนั้น บุคคลนี้ จึงควรถูกเรียกว่าเป็นกาลวาที บ้าง ภูตวาทีบ้าง อัตถวาทีบ้าง ธัมมวาทีบ้าง วินยวาทีบ้าง ภิกษุ ท .! อกุศลธรรมอันลามกซึ่งเกิดแต่ความโลภ อันบุคคลนี้ ละขาดแล้ว โดยกระทำให้เหมือนต้นตาลมีขั้วยอดอันด้วน (ซึ่งหมายความว่ามีการตัด ความโลภอันเป็นมูลแห่งอกุศลธรรมนั้นด้วย) ถึงความไม่มีไม่เป็น มีอันไม่เกิดขึ้นได้อีก ต่อไปเป็นธรรมดา. เขาย่อม อยู่เป็นสุข ไม่มีความลำบาก ไม่มีความคับแค้น ความเร่าร้อน ในทิฏฐธรรม นี้เที่ยว, ย่อม ปรินิพพานในทิฏฐธรรม นั่นเทียว (ทิฏเจว ธมฺเม ปรินิพฺพายติ). (ในกรณีแห่ง ความโกรธ และ ความหลง ก็ได้ตรัสไว้โดย ข้อความทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่ง ความโลภ ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น). ภิกษุ ท .! เปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ ๆ เช่นต้นสาละ ต้นธวะ หรือ ต้นผันทนะก็ดี ถูกเครือเถามาลุวาสามชนิดขึ้นคลุมแล้ว รึงรัดแล้ว. ลำดับนั้น บุรุษถือเอาจอบและตะกร้ามาแล้วตัดเครือเถามาลุวานั้นที่โคน ครั้นตัดที่โคนแล้ว ก็ขุดเซาะ ครั้นขุดเซาะแล้วก็รื้อขึ้นซึ่งรากทั้งหลายแม้ที่สุดเพียงเท่าก้านแฝก. บุรุษนั้นตัดเครือเถามาลุวานั้นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ครั้นตัดดังนั้นแล้วก็ผ่า ครั้นผ่าแล้วก็กระทำให้เป็นซีก ๆ ครั้นทำให้เป็นซีก ๆ แล้วก็ผึ่งให้แห้งในลมและ แดด ครั้นผึ่งให้แห้งแล้วก็เผาด้วยไฟ ครั้นเผาแล้วก็ทำให้เป็นขี้เถ้า ครั้นทำให้ เป็นขี้เถ้าแล้ว ก็โปรยไปตามลมอันพัดจัด หรือให้ลอยไปในกระแสน้ำอันเชี่ยว ภิกษุ ท .! เครือเถามาลุวาเหล่านั้น มีรากอันถอนขึ้นแล้ว ถูกกระทำให้เป็น เหมือนต้นตาลมีขั้วยอดอันด้วน ถึงความไม่มีไม่เป็น ไม่เกิดขึ้นได้อีกต่อไปเป็น ธรรมดา, ข้อนี้ฉันใด ;
น.1517 ภิกษุ ท .! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : อกุศลธรรมอันลามกซึ่งเกิด แต่ความโลภ อันบุคคลนี้ละขาดแล้ว กระทำให้เหมือนต้นตาลมีขั้วยอดอันด้วน ถึงความไม่มีไม่เป็น มีอันไม่เกิดขึ้นได้อีกต่อไปเป็นธรรมดา เขาย่อมอยู่เป็นสุข ไม่มีความลำบาก ไม่มีความคับแค้นความเร่าร้อน ในทิฏฐธรรมนี้เที่ยว, ย่อม ปรินิพพานในทิฏฐธรรมนั่นเที่ยว. (ในกรณีแห่ง ความโกรธ และ ความหลง ก็ได้ตรัส ไว้โดยข้อความทำนองเดียวกัน อย่างที่กล่าวได้ว่าทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อเท่านั้น). ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล กุศลมูล ๓ อย่าง. - ติก. อํ. ๒๐/๒๖๐/๕๐๙. GS 1 0.184-5 of 182-3 ปรินิพพานเฉพาะตน ผลแห่งการถอนความมั่นหมายในธรรมทั้งปวง โดยความหมายสี่สถาน ภิกษุ ท .! เราจักแสดง "ปฏิปทาอันสมควรแก่การเพิกถอนความ มั่นหมายทั้งปวง" แก่พวกเธอ. พวกเธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว. ปฏิปทาอันสมควรแก่การเพิกถอนความมั่นหมายทั้งปวง เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท .! ภิกษุในกรณีนี้ :- ไม่มั่นหมาย ซึ่ง จักษุ ไม่มั่นหมายใน จักษุ ไม่มั่นหมาย โดย ความ เป็นจักษุ ไม่มั่นหมายจักษุ ว่าของเรา ; ไม่มั่นหมาย ซึ่ง รูป ท. ไม่มั่นหมาย ในรูป ท. ไม่มั่นหมาย โดย ความเป็นรูป ท. ไม่มั่นหมายรูป ท. ว่าของเรา ;
น.1518 ไม่มั่นหมาย ซึ่ง จักขุวิญญาณ ไม่มั่นหมาย ใน จักขุวิญญาณ ไม่มั่น- หมาย โดย ความเป็นจักขุวิญญาณ ไม่มั่นหมายจักขุวิญญาณ ว่าของเรา ; ไม่มั่นหมาย ซึ่ง จักขุสัมผัส ไม่มั่นหมาย ใน จักขุสัมผัส ไม่มั่นหมาย โดย ความเป็นจักขุสัมผัส ไม่มั่นหมายจักขุสัมผัส ว่าของเรา ; ไม่มั่นหมาย ซึ่ง เวทนา ไม่มั่นหมาย ใน เวทนา ไม่มั่นหมาย โดย ความเป็นเวทนา ไม่มั่นหมายเวทนา ว่าของเรา ซึ่งเป็นเวทนาอันเกิดจากจักขุ- สัมผัสเป็นปัจจัย อันเป็นสุขก็ตาม เป็นทุกข์ก็ตาม อันเป็นอทุกขมสุขก็ตาม. ( ในกรณีแห่งหมวด โสตะ มานะ ชิวหา กายะ และ มนะ ก็ได้ตรัสไว้ด้วยข้อ ความทำนองเดียวกันกับข้อความในกรณีแห่งหมวดจักษุข้างบนนี้ ทุกตัวอักษร ต่างกันแต่ชื่อ เท่านั้น ). ไม่มั่นหมาย ซึ่ง สิ่งทั้งปวง ไม่มั่นหมาย ใน สิ่งทั้งปวง ไม่มั่นหมาย โดย ความเป็นสิ่งทั้งปวง ไม่มั่นหมายสิ่งทั้งปวง ว่าของเรา. ภิกษุนั้น เมื่อไม่มั่นหมายอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ถือมั่นสิ่งใด ๆ ในโลก, เมื่อไม่ถือมั่นก็ไม่สะดุ้ง, เมื่อไม่สะดุ้งก็ปรินิพพานเฉพาะตน (ปจฺจตฺตํ ปริ- นิพฺพายติ) นั่นเทียว. เธอนั้น ย่อม รู้ชัดว่า "ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มีอีก" ดังนี้. ภิกษุ ท .! นี้แล คือ "ปฏิปทาอันสมควรแก่การเพิกถอนความมั่น- หมายทั้งปวงนั้น". - สฬา. สํ. ๑๘/๒๖/๓๓. KS 4 P. 11-2
น.1519 ความไม่สะดุ้งหวาดเสียว เพราะไม่มีอุปาทาน ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง .... ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มี อุปาทาน แก่พวกเธอ. เธอทั้งหลาย จงฟังความข้อนั้น จงทำในใจให้สำเร็จ ประโยชน์ เราจักกล่าวบัดนี้. .... ภิกษุ ท .! ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มีอุปาทานนั้น เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ อริยสาวกผู้มีการสดับ ได้เห็นพระอริยเจ้า เป็นผู้ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้า ได้รับการแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ได้เห็นสัตบุรุษ เป็นผู้ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ได้รับการแนะนำในธรรมของ สัตบุรุษ, ย่อม ไม่ตามเห็นอยู่เป็นประจำซึ่ง รูป โดยความเป็นตน บ้าง ย่อมไม่ ตามเห็นอยู่เป็นประจำซึ่งตนว่ามีรูปบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นอยู่เป็นประจำซึ่งรูปใน ตนบ้าง ย่อมไม่ตามเห็นอยู่เป็นประจำซึ่งตนในรูปบ้าง; แม้ รูป นั้น แปรปรวน ไป เป็นความมีโดยประการอื่น แก่อริยสาวกนั้น วิญญาณของอริยสาวกนั้น ก็ไม่เป็นวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปตามความแปรปรวนของรูป เพราะความแปร- ปรวนของรูปได้มีโดยประการอื่น ; (เมื่อเป็นเช่นนั้น) ความเกิดขึ้นแห่งธรรม เป็นเครื่องสะดุ้งหวาดเสียว ซึ่งเกิดมาจากความเปลี่ยนแปลงไปตามความแปร- ปรวนของรูป ย่อมไม่ครอบงำจิตของอริยสาวกนั้นตั้งอยู่. เพราะความที่จิตไม่ถูก ครอบงำด้วยธรรมเป็นเครื่องสะดุ้งหวาดเสียว อริยสาวกนั้นก็ไม่เป็นผู้หวาดสะดุ้ง ไม่คับแค้น ไม่พะว้าพะวัง และ ไม่สะดุ้งหวาดเสียวอยู่เพราะไม่มีอุปาทาน . (ในกรณีที่เกี่ยวกับการตามเห็น เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็ได้ตรัส ไว้ด้วยข้อความทำนองเดียวกันกับในกรณีแห่ง รูป ข้างบนนี้ทุกประการ ผิดกันแต่ชื่อขันธ์เท่านั้น)
น.1520 ภิกษุ ท. ! ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มีอุปาทาน ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๐, ๒๒-๒๓/๓๑, ๓๓. ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มีอุปาทาน ( อีกนัยหนึ่ง ) ภิกษุ ท. ! เราจักแสดง . . . . ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มี อุปาทาน แก่พวกเธอ. เธอทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น จงทำในใจให้สำเร็จ ประโยชน์ เราจักกล่าวบัดนี้. . . . . ภิกษุ ท. ! ความไม่สะดุ้งหวาดเสียว เพราะไม่มีอุปาทานนั้น เป็น อย่างไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ในกรณีนี้ อริยสาวกผู้มีการสดับ ย่อมตามเห็นอยู่เป็น ประจำ ซึ่งรูป ว่า "นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา" ดังนี้. แม้รูปนั้น ย่อมแปรปรวนย่อมเป็นโดยประการอื่น แก่อริยสาวกนั้น, เพราะความแปรปรวนเป็นโดยประการอื่นแห่งรูป โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสสะ อุปายาสทั้งหลาย ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกนั้น. ( ในกรณีแห่ง เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณ ก็มีข้อความที่ตรัสเหมือนกับในกรณีแห่ง รูป ). ภิกษุ ท. ! ความไม่สะดุ้งหวาดเสียวเพราะไม่มีอุปาทาน ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้ แล. - ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๔/๓๔, ๓๕.
น.1521 ลำดับแห่งโลกิยสุข (ซึ่งยังไม่ถึงนิพพาน) อานนท์ ! กามคุณมี ๕ อย่าง, ห้าอย่างเหล่าไหนเล่า ? ห้าอย่าง คือ รูปทั้งหลายที่เห็นได้ทางตาก็ดี, เสียงทั้งหลายที่พึงได้ทางหูก็ดี, กลิ่น ทั้งหลายที่ดมรู้ทางจมูกก็ดี, รสทั้งหลายที่ลิ้มได้ทางลิ้นก็ดี, และโผฏฐัพพะที่ สัมผัสรู้ทางผิวกายก็ดี, อันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ ที่ยวน ตายวนใจให้รัก เป็นที่เข้าไปตั้งอาศัยอยู่แห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ย้อมใจ มีอยู่. อานนท์ ! เหล่านี้แล คือ กามคุณ ๕ อย่าง. อานนท์ ! สุข โสมนัสใด อาศัยกามคุณห้าเหล่านี้บังเกิดขึ้น ; อานนท์ ! สุข โสมนัสนั้น เราเรียกว่า "กามสุข" อานนท์ ! ชนเหล่าใดก็ตาม จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า "สัตว์ทั้งหลาย ที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งกามสุข ย่อมอยู่ในฐานะได้บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ดังนี้. อานนท์ ! เรา ตถาคตไม่ยอมรับรองคำกล่าวเช่นนั้น ของชนเหล่านั้น. ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่าสุขอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีต กว่า กว่ากามสุขนั้นยังมีอยู่. อานนท์ ! สุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่ากามสุข นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสงัดจากกาม และ สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จึง บรรลุฌานที่หนึ่ง ซึ่งมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวกแล้วแลอยู่. อานนท์ ! นี้แลคือความสุขชนิดที่เป็นอย่างอื่น
น.1522 ทีเหนือกว่า ประณีตกว่า กว่ากามสุขนั้น. อานนท์ ! แต่แม้กระนั้น ถ้าชน เหล่าใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “สัตว์ทั้งหลายที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งสุขอันเกิดแต่ปฐมฌาน ย่อมอยู่ในฐานะได้บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ดังนี้. อานนท์ ! เราไม่ยอม รับรองคำกล่าวเช่นนั้นของชนเหล่านั้น. ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่า สุขอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่ ปฐมฌานนั้น ยังมีอยู่. อานนท์ ! สุขอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอัน เกิดแต่ปฐมฌาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะวิตกวิจารรำงับ จึง บรรลุถึงฌานที่สอง อันเป็นเครื่องผ่องใสในภายใน ทำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียวแห่งใจ ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่ สมาธิแล้วแลอยู่. อานนท์ ! นี่แลคือความสุขชนิดที่เป็นอย่างอื่น ที่เหนือ กว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่ปฐมฌานนั้น. อานนท์ ! แต่แม้ กระนั้นถ้าชนเหล่าใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า " สัตว์ทั้งหลายที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งสุขอันเกิด แต่ทุติยฌาน ย่อมอยู่ในฐานะได้บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ดังนี้. อานนท์ ! เราไม่ยอมรับรองคำกล่าวเช่นนั้น ของชนเหล่านั้น. ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่า สุขอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุข อันเกิดแต่ทุติยฌานนั้น ยังมีอยู่. อานนท์ ! สุขอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอัน เกิดแต่ทุติยฌาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขอยู่ ด้วยนามกาย จึง บรรลุฌานที่สาม เป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวว่าผู้บรรลุ
น.1523 ฌานนี้ เป็นผู้อยู่อุเบกขามีสติอยู่เป็นปรกติสุข ดังนี้ แล้วและอยู่. อานนท์! นี่แลคือความสุขชนิดที่เป็นอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอัน เกิดแต่ทุติยฌานนั้น. อานนท์ ! แต่แม้กระนั้น ถ้าชนเหล่าใดจะพึงกล่าวอย่าง นี้ว่า "สัตว์ทั้งหลาย ที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งสุขอันเกิดแต่ตติยฌาน ย่อมอยู่ในฐานะได้บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ออดังนี้. อานนท์ ! เราไม่ยอมรับรองคำกล่าวเช่นนั้น ของชนเหล่านั้น. ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่า สุข อย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่ตติยฌานนั้น ยังมีอยู่ อานนท์ ! สุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอัน เกิดแต่ตติยฌาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะละสุขเสียได้ และเพราะละทุกข์เสียได้, เพราะความดับหายไปแห่ง โสมนัส และโทมนัสในกาลก่อน, จึง บรรลุฌานที่สี อันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มี แต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่. อานนท์ ! นี่ แล คือความสุขชนิดที่เป็นอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอัน เกิดแต่ตติยฌานนั้น. อานนท์ ! แต่แม้กระนั้น ถ้าชนเหล่าใดจะพึงกล่าว อย่างนี้ว่า "สัตว์ทั้งหลาย ที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งสุขอันเกิดแต่จตุตถฌาน ย่อมอยู่ในฐานะได้ บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ดังนี้. อานนท์ ! เราไม่ยอมรับรองคำกล่าว เช่นนั้น ของชนเหล่านั้น. ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่า สุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่จตุตถฌานนั้น ยัง มีอยู่: อานนท์ ! สุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอัน เกิดแต่จตุตถฌาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้,
น.1524 เพราะผ่านพ้นรูปสัญญาเสียได้ โดยประการทั้งปวง, เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้ แห่งปฏิฆสัญญา, เพราะไม่ทำในใจซึ่งนานัตตสัญญา จึง บรรลุอากาสา- นัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด ๆ" ดังนี้ แล้วแลอยู่ อานนท์ ! นี่แลคือความสุขชนิดที่เป็นอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่า ความสุขอันเกิดแต่จตุตถฌานนั้น. อานนท์ ! แต่แม้กระนั้น ถ้าชนเหล่าใด จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “สัตว์ทั้งหลายที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งสุขอันเกิดแต่อากาสานัญจายตนฌาน ย่อมอยู่ในฐานะได้บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ดังนี้. อานนท์ ! เราไม่ยอม รับรองคำกล่าวเช่นนั้นของชนเหล่านั้น. ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่า ความสุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุข อันเกิดแต่ อากาสานัญจายตนฌานนั้น ยังมีอยู่. อานนท์ ! สุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิด แต่อากาสานัญจายตนฌาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรม- วินัยนี้, เพราะผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึง บรรลุ วิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด ๆ" ดังนี้ แล้ว แลอยู่. อานนท์ ! นี่แลคือความสุขชนิดที่เป็นอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีต กว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่อากาสานัญจายตนฌานนั้น. อานนท์ ! แต่แม้ กระนั้น ถ้าชนเหล่าใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “สัตว์ทั้งหลายที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งสุขอัน เกิดแต่วิญญาณัญจายตนฌาน ย่อมอยู่ในฐานะได้บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ดังนี้. อานนท์ ! เราไม่ยอมรับรองคำกล่าวเช่นนั้น ของชนเหล่านั้น ข้อนี้ เพราะ เหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่าความสุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่วิญญาณัญจายตนฌานนั้น ยังมีอยู่.
น.1525 อานนท์ ! สุขอย่างอื่นที่เหนือว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิด แต่วิญญาณัญจายตนฌาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรม- วินัยนี้, เพราะผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะเสียได้โดยประการทั้งปวง จึง บรรลุ อากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆ ไม่มี" ดังนี้ แล้วและอยู่. อานนท์ ! นี่แลคือความสุขชนิดที่เป็นอย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่า ความสุขอันเกิดแต่วิญญาณัญจายตนฌานนั้น. อานนท์ ! แต่แม้กระนั้น ถ้า ชนเหล่าใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า “สัตว์ทั้งหลายที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งสุขอันเกิดแต่อากิญจัญ- ญายตนฌาน ย่อมอยู่ในฐานะได้บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ดังนี้. อานนท์ ! เราไม่ยอมรับรองคำกล่าวเช่นนั้น ของชนเหล่านั้น ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่า สุขอย่างอื่นที่เหนือว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอัน เกิดแต่อากิญจัญญายตนฌานนั้น ยังมีอยู่. อานนท์ ! สุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิด แต่อากิญธัญญายตนฌาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! ภิกษุในธรรม- วินัยนี้, เพราะผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะเสียได้ โดยประการทั้งปวง จึง บรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วแลอยู่. อานนท์ ! นี่แลคือความสุขชนิดที่เป็น อย่างอื่น ที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่อากิญจัญญายตนฌาน นั้น. อานนท์ ! แต่แม้กระนั้น ถ้าชนเหล่าใดจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า "สัตว์ ทั้งหลายที่ได้เสวยเฉพาะซึ่งสุข อันเกิดแต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ย่อมอยู่ในฐานะได้ บรมสันติ บรมสุข บรมโสมนัส" ดังนี้. อานนท์ ! เราไม่ยอมรับรองคำกล่าว เช่นนั้น ของชนเหล่านั้น. ข้อนี้ เพราะเหตุไร ? อานนท์ ! เพราะเหตุว่า สุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่เนวสัญญานา- สัญญายตนฌานนั้น ยังมีอยู่.
น.1526 อานนท์! สุขอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิด แต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์! ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้, เพราะผ่านพ้นแนวสัญญานาสัญญายตนะเสียได้ โดยประการ ทั้งปวง จึง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วแลอยู่. อานนท์! นี่แลความสุข ที่เป็นอย่างอื่นที่เหนือกว่า ประณีตกว่า กว่าความสุขอันเกิดแต่เนวสัญญานา- สัญญายตนฌานนั้น. อานนท์ ! ส่วนข้อนี้ เป็นฐานะที่จะมีได้คือ ข้อที่พวกปริพาชก ทั้งหลาย ผู้ถือลัทธิอื่น จะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า "พระสมณะโคดม ได้กล่าวถึงสัญญา- เวทยิตนิโรธ, แล้วจึงบัญญัติซึ่งสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น ในฐานะเป็นความสุข. มันจะ เป็นความสุขชนิดไหนหนอ ? มันจะเป็นความสุขไปได้อย่างไรหนอ ?" อานนท์! พวก ปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่น ซึ่งมีปรกติกล่าวอย่างนี้, เธอทั้งหลายจะพึงกล่าวแก้ อย่างนี้ว่า "ผู้มีอายุ ! พระผู้มีพระภาค ไม่ได้หมายถึงสุขเวทนา แล้วบัญญัติในฐานะ เป็นตัวความสุข. ผู้มีอายุ ! แต่ว่า ความสุข อันบุคคลจะพึงหาได้ในธรรมใด ; พระตถาคตย่อมบัญญัติซึ่งธรรมนั้น ในฐานะเป็นความสุข" ดังนี้แล. -สฬา. สํ. ๑๘/๒๗๘-๒๘๒/๔๑๓- ๔๒๔. KS 4 p.151 - 4 หมายเหตุ : - การนำโลกิยสุข หรือความสุขขั้นที่ยังต้องมีเหตุมีปัจจัยทุกระดับ มาใส่ไว้ในที่นี้ ก็เพื่อเป็นเครื่องเปรียบเทียบกับนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย และ อยู่ในฐานะยิ่งไปกว่าความสุข, พระองค์จึงได้ทรงนำมาเรียงลำดับไว้ในที่นั้น ในฐานะเป็นความสุขชนิดหนึ่ง.
น.1527 ธรรมเป็นที่ดับ ตามลำดับ (ซึ่งยังไม่ถึงนิพพาน) (: อนุปุพพนิโรธ -อนุปุพพวิหาร - อนุปุพพวิหารสมาบัติ) ก. อนุปุพพนิโรธ เก้า ภิกษุ ท .! อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ เหล่านี้ มีอยู่. เก้าประการ อย่างไรเล่า ? เก้าประการ คือ : - (๑) เมื่อเข้าถึงปฐมฌาน อามิสส (กาม) สัญญา ย่อมดับ ; (๒) เมื่อเข้าถึงทุติยฌาน วิตกและวิจาร ย่อมดับ ; (๓) เมื่อเข้าถึงตติยฌาน ปีติ ย่อมดับ ; (๔) เมื่อเข้าถึงจตุตถฌาน อัสสาสะและปัสสาสะ ย่อมดับ ; (๔) เมื่อเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ รูปสัญญา ย่อมดับ ; (๖) เมื่อเข้าถึงวิญญาณัญจายตนะ อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับ ; (๗) เมื่อเข้าถึงอากิญจัญญายตนะ วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับ ; (๘) เมื่อเข้าถึงแนวสัญญานาสัญญายตนะ อากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมดับ ; (๙) เมื่อเข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนา ย่อมดับ. ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล อนุปุพพนิโรธ ๙ ประการ. - นวก. อํ. ๒๓/๔๒๓/๒๓๕. GS 4 p. 275-6 cf 202 -3, 98-9 (ธรรมะหมวดนี้ แสดงถึงธรรมที่ต้องดับไปตามลำดับ ๆ แห่งการปฏิบัติระบบนี้ ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า อนุปุพพนิโรธเก้า คือธรรมที่คับตามลำดับ ๙ ลำดับ, เป็นหมวดธรรมที่ต้อง ศึกษาก่อน แต่โดยย่อ, รายละเอียดหาดูได้ที่หมวด ค. ; ในที่อื่น (๒๓/๔๗๗/๒๖๓,๒๖๕) เป็นคำของพระอานนท์แสดงอนุปุพพปัสสิทธิและอนุปุพพนิโรธไว้ โดยความเป็น รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ในฐานะเป็นอนุปุพปัสสิทธิและอนุปุพพนิโรธโดยปริยาย, และแสดงสัญญา-
น.1528 เวทยิตนิโรธอันสิ้นอาสวะไว้ ในฐานะเป็นอนุปุพพปัสสัทธิ และอนุปุพพนิโรธโดยนิปปริยาย โดยไม่แสดงไว้อย่างละเอียดว่า ฌานชื่อไรระงับหรือดับเสียซึ่งธรรมชื่ออะไรเหมือนกับในสูตร ข้างบนนี้): ข. อนุปุพพวิหาร เก้า ภิกษุ ท .! อนุปุพพวิหาร ๙ ประการ เหล่านี้ มีอยู่. เก้าประการ อย่างไรเล่า ? เก้าประการ คือ : - (๑) ปฐมฌาน (๒) ทุติยฌาน (๓) ตติยฌาน (๔) จตุตถฌาน (๕) อากาสานัญจายตนะ (๖) วิญญาณัญจายตนะ (๗) อากิญจัญญายตนะ (๘) แนวสัญญานาสัญญายตนะ (๙) สัญญาเวทยิตนิโรธ. ภิกษุ ท. ! เหล่านี้แล อนุปุพพวิหาร ๙ ประการ - นวก. อํ. ๒๓/๔๒๔/๒๓๖. GS 4 p.276 cf 275 (ธรรมเก้าประการนี้ เรียกว่า วิหารธรรม คือธรรมเป็นเครื่องอยู่แห่งจิตเก้าลำดับ จึงได้ชื่อว่า อนุปุพพวิหารเก้า. ยังมีข้อประหลาดที่ว่า ในบาลีบางแห่งถึงกับกล่าวว่า เข้าอยู่ ในวิหารธรรมนี้ได้แม้ในขณะแห่งอิริยาบถทั้งสี่ คือนั่ง นอน ยืน เดิน สำหรับ ๔ ข้อข้างต้น คือตั้งแต่ปฐมฌาน ถึง จตุตถฌาน. - ติก. อ๋. ๒๐/๒๓๔/๕๐๓).
น.1529 ค. อนุปุพพวิหารสมาบัติ เก้า ภิกษุ ท .! เราจักแสดงซึ่ง อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการ เหล่านี้ เธอทั้งหลายจงฟัง ภิกษุ ท .! อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการนั้น เป็น อย่างไรเล่า ? (๑) กามทั้งหลาย ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใด ยัง กาม ทั้งหลาย ให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ : เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้. ถ้าผู้ใดจะพึง กล่าวถามอย่างนี้ ว่า "กามทั้งหลาย ดับไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยัง กามทั้งหลายให้ดับไป ๆ ในที่ไหน แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อ นั้น" ดังนี้ไซร้; คำตอบพึงมีแก่เขาว่า . "ผู้มีอายุ! ภิกษุในกรณีนี้ สงัดแล้ว จากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย เข้าถึง ปฐมฌาน อันมีวิตกวิจาร มีปีติและ สุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่. กามทั้งหลาย ดับไปใน ปฐมฌาน นั้น, และ ชนเหล่านั้น ยัง กามทั้งหลาย ให้ดับไป ๆ ใน ปฐมฌาน นั้น แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนา ด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้; ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำ สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้ (๒) วิตกและวิจารทั้งหลาย ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใด ยังวิตกและวิจารทั้งหลายให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ : เรากล่าวว่า ผู้มีอายุ เหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้ ถ้าผู้ใด จะพึงกล่าวถามอย่างนี้ว่า "วิตกและวิจารทั้งหลาย ดับไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหน ยัง วิตกและวิจารทั้งหลายให้ดับไป ๆ ในที่ไหน แล้วแลอยู่ ?
น.1530 ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้น" ดังนี้ไซร้; คำตอบพึงมีแก่เขาว่า "ผู้มี อายุ ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะความที่วิตกและวิจารทั้งหลายระงับลง เข้าถึง ทุติยฌาน อันเป็นเครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกและวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่. วิตกและวิจาร ทั้งหลาย ดับไปใน ทุติยฌาน นั้น, และชนเหล่านั้น ยังวิตกและวิจารทั้งหลาย ให้ดับไป ๆ ใน ทุติยฌาน นั้น แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้ โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้: ครั้น เพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลี เข้าไปหา โดยแน่แท้ (๓) ปีติ ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใด ยัง ปีติให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ : เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้. ถ้าผู้ใด จะพึงกล่าวถามอย่างนี้ ว่า "ปีติ ดับไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยัง ปีติให้ดับไป ๆ ในที่ไหน แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้น" ดังนี้ไซร้ ; คำตอบพึงมีแก่ เขาว่า "ผู้มีอายุ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะความจางคลายไปแห่งปีติ อยู่อุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และเสวยความสุขด้วยนามกาย เข้าถึง ตติยฌาน อันเป็น ฌานที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข' ดังนี้ แล้วแลอยู่. ปีติ ดับไปใน ตติยฌาน นั้น, และชนเหล่านั้น ยัง ปีติให้ดับไป ๆ ใน ตติยฌาน นั้น แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้; ครั้น เพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลี เข้าไปหา โดยแน่แท้.
น.1531 (๔) อุเบกขาสุข ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใด ยัง อุเบกขาสุขให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ : เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้. ถ้าผู้ใด จะพึงกล่าวถามอย่างนี้ ว่า "อุเบกขาสุข ดับไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหน ยัง อุเบกขาสุขให้ดับไป ๆ ในที่ไหน แล้วแลอยู่? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็น ข้อนั้น" ดังนี้ไซร้, คำตอบพึงมีแก่เขาว่า "ผู้มีอายุ ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะ ละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน เข้าถึง จตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์และสุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขาแล้วแลอยู่. อุเบกขาสุข ดับไปใน จตุตถฌาน นั้น, และชน เหล่านั้น ยัง อุเบกขาสุขให้ดับไป ๆ ใน จตุตถฌาน นั้น แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท. ! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนา ด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้ : ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้. (๕) รูปสัญญาทั้งหลาย ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใด ยัง รูปสัญญาทั้งหลายให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่; เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้. ถ้าผู้ใด จะพึงกล่าวถามอย่างนี้ ว่า "รูปสัญญาทั้งหลาย ดับไปในที่ไหน ? และชน เหล่าไหน ยัง รูปสัญญาทั้งหลายให้ดับไป ๆ ในที่ไหน แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้า ไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้น" ดังนี้ไซร้, คำตอบพึงมีแก่เขาว่า “ผู้มีอายุ ! ภิกษุในกรณีนี้ เพราะการก้าวล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาทั้งหลายโดยประการทั้งปวง เพราะ ความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญาทั้งหลาย เพราะไม่ได้ทำไว้ในใจซึ่งความกำหนดหมาย ในภาวะต่างๆ จึงเข้าถึง อากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า ‘อากาศไม่มีที่สุด’
น.1532 แล้วแลอยู่. รูปสัญญาทั้งหลาย ดับไปใน อากาสานัญจายตนะ นั้น, และชน เหล่านั้น ยัง รูปสัญญาทั้งหลาย ให้ดับไป ๆ ใน อากาสานัญจายตนะ นั้น แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลิน อนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้ : ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้ (๖) อากาสานัญจายตนสัญญา ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใด ยัง อากาสานัญจายตนสัญญา ให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่; เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้. ถ้าผู้ใด จะพึงกล่าวถามอย่างนี้ ว่า "อากาสานัญจายตนสัญญา ดับไป ในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยัง อากาสานัญจายตนสัญญาให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้น" ดังนี้ไซร้ ; คำตอบพึงมี แก่เขาว่า "ผู้มีอายุ ! ภิกษุในกรณีนี้ ก้าวล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดย ประการทั้งปวง เข้าถึง วิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า ‘วิญญาณไม่มี ที่สุด แล้วแลอยู่. อากาสานัญจายตนสัญญา ดับไปใน วิญญาณัญจายตนะ นั้น, และชนเหล่านั้น ยัง อากาสานัญจายตนสัญญาให้ดับไป ๆ ใน วิญญาณัญจายตนะ นั้น แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท.! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มี มายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้; ครั้นเพลิดเพลิน อนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้. (๗) วิญญาณัญจายตนสัญญา ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใด ยังวิญญาณัญจายตนสัญญา ให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ : เรากล่าวว่า ผู้มี
น.1533 อายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้. ถ้าผู้ใด จะพึงกล่าวถามอย่างนี้ ว่า "วิญญาณัญจายตนสัญญา ดับไป ในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยังวิญญาณัญจายตนสัญญาให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้น" ดังนี้ไซร้ ; คำตอบพึงมี แก่เขาว่า "ผู้มีอายุ ! ภิกษุในกรณีนี้ ก้าวล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดย ประการทั้งปวง เข้าถึง อากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า ‘อะไร ๆ ไม่มี' แล้วแลอยู่. วิญญาณัญจายตนสัญญา ดับไปใน อากิญจัญญายตนะ นั้น, และ ชนเหล่านั้น ยัง วิญญาณัญจายตนสัญญาให้ดับไป ๆ ใน อากิญจัญญายตนะ นั้น แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้; ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนา ด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้ (๘) อากิญจัญญายตนสัญญา ย่อมดับไปในที่ใด, และชนเหล่าใด ยัง อากิญจัญญายตนสัญญาให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ ; เรากล่าวว่า ผู้มี อายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้. ถ้าผู้ใด จะพึงกล่าวถามอย่างนี้ ว่า "อากิญจัญญายตนสัญญา ดับไป ในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยัง อากิญจัญญายตนสัญญาให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็นข้อนั้น" ดังนี้ไซร้ ; คำตอบพึงมี แก่เขาว่า "ผู้มีอายุ! ภิกษุในกรณีนี้ ก้าวล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดย ประการทั้งปวง เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วแลอยู่. อากิญจัญญา- ยตนสัญญา ดับไปใน เนวสัญญานาสัญญายตนะ นั้น, และชนเหล่านั้น ยัง อากิญจัญญายตนสัญญาให้ดับไป ๆ ใน เนวสัญญานาสัญญายตนะ นั้น แล้วแลอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ใคร ๆ ที่ไม่เป็นผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลิน
น.1534 อนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้ : ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคองอัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้ (๙) เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ย่อมดับไปในที่ใด, และชน เหล่าใด ยัง เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ : เรากล่าวว่า ผู้มีอายุเหล่านั้น หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว ด้วยองค์ นั้น ๆ ในที่นั้น แน่แท้. ถ้าผู้ใด จะพึงกล่าวถามอย่างนี้ ว่า "เนวสัญญานา- สัญญายตนสัญญา ดั บไปในที่ไหน ? และชนเหล่าไหนยัง - เนวสัญญานาสัญญา- ยตนสัญญา ให้ดับไป ๆ ในที่ใด แล้วแลอยู่ ? ข้าพเจ้าไม่รู้ข้อนั้น ไม่เห็น ข้อนั้น" ดังนี้ไซร้ ; คำตอบพึงมีแก่เขาว่า "ผู้มีอายุ! ภิกษุในกรณีนี้ ก้าวล่วงเสียซึ่งแนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เข้าถึง สัญญา- เวทิตนิโรธ แล้วและอยู่. เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ดับไปใน สัญญา- เวทยิตนิโรธ นั้น, และชนเหล่านั้น ยัง เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ให้ดับไป ๆ ใน สัญญาเวทยิตนิโรธ นั้น แล้วและอยู่" ดังนี้. ภิกษุ ท .! ใคร ๆ ที่ไม่เป็น ผู้โอ้อวด ไม่เป็นผู้มีมายา พึงเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้ : ครั้นเพลิดเพลินอนุโมทนาด้วยคำว่า สาธุ ดังนี้แล้ว นอบน้อมอยู่ จะประคอง อัญชลีเข้าไปหา โดยแน่แท้ ภิกษุ ท .! เหล่านี้แล อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ ประการ - นวก. อํ. ๒๓/๔๒๔/๒๓๗. (ธรรมเก้าข้อนี้ มีชื่อแปลกออกไปว่า อนุปุพพวิหารสมาบัติ แต่ก็หมายถึงธรรม เก้าประการ ดังที่กล่าวมาแล้วในหมวด ก. และหมวด ข. นั่นเอง หากแต่ว่าในหมวดนี้หมายถึง การที่จิตเข้าอยู่ในธรรมเหล่านั้น อย่างลึกซึ้งและนาน พอที่จะเกิดความรู้สึกว่า หายหิว ดับเย็น ข้ามแล้ว ถึงฝั่งแล้ว. ฝั่งในที่นี้ หมายถึงฝั่งแห่งพระนิพพานโดยปริยาย ; ถ้าเป็นกรณีของผู้
น.1535 ที่ยังไม่บรรลุอรหัตผล ก็เป็นเสมือนการชิมรสพระนิพพานเป็นการล่วงหน้า ในระยะเวลาอัน จำกัดเท่านั้น. ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า คำบรรยายแห่งสมาบัติทั้งเก้านี้ แต่ละข้อ ๆ ตรัสไว้โดย ทำนองเดียวกันทุกสมาบัติ ต่างกันแต่ชื่อแห่งฌานและนิทเทสที่บรรยายลักษณะแห่งฌานนั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งได้เน้นตัวหนังสือไว้ด้วยอักษรเส้นหนาให้เป็นที่สังเกตง่าย ๆ ทุกแห่งแล้ว ขอให้ ผู้ศึกษาพยายามสังเกต ให้เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งด้วย จะมีประโยชน์มาก. สรุปความว่า หมวด ก. หมายถึงการดับตามลำดับของสิ่งที่พึงดับ. หมวด ข. หมายถึงลำดับแห่งการเข้าอยู่ตามลำดับ. หมวด ค. หมายถึงลำดับแห่งการเสวยรสของการเข้าอยู่ ที่ยิ่ง ๆ ขึ้นไปตามลำดับ). อนุปุพพวิหารอาพาธ ( อาการที่อารมณ์อันละได้ด้วยฌานใด จะมากลายเป็น สัญญาที่ทำความอาพาธให้แก่การเข้าอยู่ในฌานนั้น ) อานนท์! ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็น โพธิสัตว์อยู่, ความรู้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เนกขัมมะ (ความหลีกออกจากกาม) เป็นทางแห่งความสำเร็จ, ปวิเวก (ความอยู่สงัดจากกาม) เป็นทางแห่งความ สำเร็จ ดังนี้, แต่แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ได้ ไม่หลุดออกไป ในเนกขัมมะ ทั้งที่เราเห็นอยู่ ว่านั้นสงบ. อานนท์! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเรา เป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในกามทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำ มาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งการออกจากกาม เราก็ยังไม่เคย
น.1536 ได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความ คิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้ากระไร เราได้เห็นโทษในกามทั้งหลาย แล้วนำมา ทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในการหลีกออกจากกามแล้ว พึง เสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิต ของเราพึงแล่นไปพึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่เห็น อยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในเนกขัมมะ โดยที่ เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะสงัดจาก กามและอกุศลธรรมทั้งหลาย จึง บรรลุฌานที่ ๑ อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วและอยู่. อานนท์! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม คือ ฌานที่ ๑ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในทางกามก็ยังเกิด แทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธ ข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะสงบวิตกวิจารเสียได้ พึงบรรลุฌานที่ ๒ เป็น เครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน นำให้เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิแล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ ว่านั่นสงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น
น.1537 ก่เราว่า เพราะว่าโทษในวิตกธรรม เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมา ทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอวิตกธรรม เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความคิดได้เกิด ขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในวิตก แล้วนำมาทำการคิดนึกใน ข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอวิตกธรรมแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่าง ทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึง เลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอวิตกธรรม โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอวิตกธรรม (คือฌานที่ ๒) นั้น โดยที่ เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะสงบ วิตกวิจารเสียได้ จึง บรรลุฌานที่ ๒ เป็นเครื่องผ่องใสแห่งจิตในภายใน นำให้ เกิดสมาธิมีอารมณ์อันเดียว ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ แล้ว แลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรม คือฌานที่ ๒ นี้ การทำ ในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในวิตกก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยัง เป็นอาพาธ (ในทางจิต ) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธ ข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะความจางไปแห่งปีติ พึงอยู่อุเบกขา มีสติแล สัมปชัญญะ และพึงเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌานที่พระ- อริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขแล้วและอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่ หลุดออกไป ในนิปปีติกฌาน (คือฌานที่ ๓) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั่น สงบ.
น.1538 อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในปีติเป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิด นึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งนิปปีติกฌาน เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคย รู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เรา สืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในปีติ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในนิปปีติกฌานแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้. ข้อ นั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึ่งเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในนิปปีติกฌาน โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! โดย กาลต่อมาเราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ ได้ หลุดออกไป ในนิปปีติกฌาน (คือฌานที่ ๓) นั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะความจางไปแห่งปีติ จึงเกิดอุเบกขา มีสติและสัมปชัญญะ และย่อมเสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุฌานที่ ๓ อันเป็นฌาน ที่พระอริยเจ้ากล่าวว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้อยู่อุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขแล้วแลอยู่. อานนท์! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือฌานที่ ๓ นี้ การทำในใจตามอำนาจ แห่งสัญญาที่เป็นไปในปีติก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นอาพาธ (ในทาง จิต ) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุขแล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใด ก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อ นั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่ง โสมนัสแลโทมนัสในกาลก่อน พึงบรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์และสุข มีแต่ความ ที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา แล้วและอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ !
น.1539 ม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอทุกขมสุข (คือฌานที่ ๔) นั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความรู้สึกได้เกิดขึ้นแก่ เราว่า เพราะว่าโทษในอุเบกขาสุข เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมา ทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอทุกขมสุข เราก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความคิดได้เกิด ขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอุเบกขาสุข แล้วนำมาทำการคิดนึก ในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอทุกขมสุขแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่าง ทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึง เลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอทุกขมสุข โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอทุกขมสุข (คือฌานที่ ๔) นั้น โดยที่ เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์ ! เมื่อเป็นเช่นนั้น, เราแล เพราะละสุข และทุกข์เสียได้ เพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัสในกาลก่อน จึง บรรลุฌานที่ ๔ อันไม่ทุกข์ไม่สุข มีแต่ความที่สติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์เพราะ อุเบกขา แล้วแลอยู่. อานนท์! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมคือฌานที่ ๔ นี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปในอุเบกขา ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต ) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์ เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น.
น.1540 อานนท์! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อ นั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นรูปสัญญา (ความกำหนดหมายในรูป) โดย ประการทั้งปวงได้, เพราะความตั้งอยู่ไม่ได้แห่งปฏิฆสัญญา (ความกำหนดหมาย อารมณ์ที่กระทบใจ), เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งความกำหนดหมายในภาวะต่าง ๆ (นานัตตสัญญา) พึงบรรลุอากาสานัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มี ที่สิ้นสุด" แล้วและอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่ แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอากาสานัญจายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในรูปทั้งหลาย เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมา ทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอากาสานัญจายตนะ เราก็ยังไม่เคยได้ รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิด ได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในรูปทั้งหลาย แล้วนำมาทำการ คิดนึก ในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอากาสานัญจายตนะแล้ว พึงเสพใน อานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิตของเรา พึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากาสานัญจายตนะ โดยที่ เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่าง ทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากาสานัญ- จายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! เมื่อเป็นเช่นนั้น เราแล เพราะผ่านพ้นรูปสัญญาโดยประการทั้งปวงเสียได้ เพราะความตั้งอยู่ ไม่ได้แห่ง ปฏิฆสัญญา เพราะไม่ได้ทำในใจซึ่งนานัตตสัญญา จึง บรรลุอากาสานัญจายตนะ
น.1541 อันมีการทำในใจว่า "อากาศไม่มีที่สิ้นสุด" แล้วแลอยู่. อานนท์! แม้เมื่อเรา อยู่ด้วยวิหารธรรม คืออากาสานัญจายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญา ที่เป็นไปในรูปทั้งหลาย ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้น ยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวางเพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราว่า เพื่อกำจัดอาพาธข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว พึง บรรลุวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด" แล้ว แลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในวิญญาณัญจายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่นั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในอากาสานัญจายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งวิญญาณัญจายตนะ เรา ก็ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอากาสานัญจายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในวิญญาณัญจายตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้จิต ของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในวิญญาณัญจายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้ว อย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในวิญญา-
น.1542 ณัญจายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! เราแล ผ่านพ้น อากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุวิญญาณัญจายตนะ อันมีการทำในใจว่า "วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด" แล้วแลอยู่. อานนท์! แม้เมื่อเรา อยู่ด้วยวิหารธรรมคือวิญญาณัญจายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่ เป็นไปในอากาสานัญจายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะ อาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธ ข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง เสียแล้ว พึงบรรลุอากิญจัญญายตนะ อันมีการทำในใจว่า "อะไร ๆ ไม่มี" แล้วแลอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้นจิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็น อยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในวิญญาณัญจายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้ นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งอากิญจัญญายตนะ เราก็ยัง ไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในวิญญาณัญจายตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในอากิญจัญญายตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะที่จะทำให้
น.1543 จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากิญจัญญายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้ว อย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส” ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในอากิญ- จัญญายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์! เราแล ผ่านพ้น วิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุอากิญจัญญายตนะ อันมี การทำในใจว่า "อะไร ๆ ไม่มี" แล้วและอยู่. อานนท์! แม้เมื่อเราอยู่ด้วย วิหารธรรมคืออากิญจัญญายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไปใน วิญญาณัญจายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นการอาพาธ (ในทาง จิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะอาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธ ข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เสียแล้ว พึงบรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วและอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในแนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในอากิญจัญญายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้ นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนะ เราก็ ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในอากิญจัญญายตนะ
น.1544 แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในแนวสัญญานาสัญญา- ยตนะแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะ ที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในแนว- สัญญานาสัญญายตนะ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! โดยกาลต่อมา เราได้ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในแนวสัญญานาสัญญายตนะนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์ ! เราแล ผ่านพ้นอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วแลอยู่. อานนท์ ! แม้เมื่อเราอยู่ด้วยวิหาร- ธรรมคือแนวสัญญานาสัญญายตนะนี้ การทำในใจตามอำนาจแห่งสัญญาที่เป็นไป ในอากิญจัญญายตนะ ก็ยังเกิดแทรกแซงอยู่. ข้อนั้นยังเป็นการอาพาธ (ในทางจิต) แก่เรา, เหมือนผู้มีสุข แล้วยังมีทุกข์เกิดขึ้นขัดขวาง เพราะ อาพาธ ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์ ! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า เพื่อกำจัดอาพาธ ข้อนั้นเสีย ถ้ากระไรเรา เพราะผ่านพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการ ทั้งปวงเสียแล้ว พึงบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วและอยู่เถิด ดังนี้. อานนท์ ! แม้กระนั้น จิตของเราก็ยังไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ได้ ไม่หลุดออกไป ในสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น ทั้งที่เราเห็นอยู่ว่านั้น สงบ. อานนท์! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ที่ทำให้จิตของเราเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความรู้สึกได้เกิดขึ้น แก่เราว่า เพราะว่าโทษในแนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นสิ่งที่เรายังมองไม่เห็น ยังไม่ได้นำมาทำการคิดนึกให้มาก และทั้งอานิสงส์แห่งสัญญาเวทยิตนิโรธ เราก็
น.1545 ยังไม่เคยได้รับเลย ยังไม่เคยรู้รสเลย ; จิตของเราจึงเป็นเช่นนั้น. อานนท์! ความคิดได้เกิดขึ้นแก่เราสืบไปว่า ถ้าหากเราได้เห็นโทษในแนวสัญญานาสัญญา- ยตนะ แล้วนำมาทำการคิดนึกในข้อนั้นให้มาก ได้รับอานิสงส์ในสัญญาเวทยิต- นิโรธแล้ว พึงเสพในอานิสงส์นั้นอย่างทั่วถึงไซร้, ข้อนั้นแหละ จะเป็นฐานะ ที่จะทำให้จิตของเราพึงแล่นไป พึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในสัญญา- เวทิตนิโรธ โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! โดยกาลต่อมา เราได้ ทำเช่นนั้นแล้วอย่างทั่วถึง จิตของเราจึงแล่นไป จึงเลื่อมใส ตั้งอยู่ได้ หลุดออกไป ในสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น โดยที่เห็นอยู่ว่านั่น สงบ. อานนท์! เราแล ผ่านพ้นแนวสัญญานาสัญญายตนะโดยประการทั้งปวงเสียแล้ว จึง บรรลุสัญญา- เวทิตนิโรธ แล้วและอยู่ (ไม่มีอาพาธอะไร ๆ อีกต่อไป). อนึ่ง อาสวะทั้งหลาย ได้ถึงความสิ้นไปรอบ เพราะเราเห็น (อริยสัจสี่) ได้ด้วยปัญญา - นวก. อํ. ๒๓/๔๕๗/๒๔๕. (ข้อความทั้งหมดนี้ สรุปความว่า : - ๑. อดีตถามสัญญา ที่ปฐมฌานละแล้ว จะ มาคอยเป็นอาหาร แก่การเข้าอยู่ใน ปฐมฌาน. ๒. อดีตวิตกกธัมมสัญญา ที่ทุติยฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ใน ทุติยฌาน. ๓. อดีตปีติสัญญา ที่ตติยฌานละแล้ว จะ มาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ใน ตติยฌาน. ๔. อดีตอุเปกขาสัญญา ที่จตุตถฌานละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ใน จตุตถฌาน. ๕. อดีตรูปสัญญา ที่อากาสานัญจายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ใน อากาสา- นัญจายตนฌาน. ๖. อดีตอากาสานัญจาตนสัญญา ที่วิญญาณัญจายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้า อยู่ใน วิญญาณัญจายคนฌาน. ๗. อดีตวิญญาณัญจายตนสัญญา ที่อากิญจัญญายตนะละแล้ว จะมาคอยเป็นอาพาธ แก่การเข้าอยู่ ใน อากิญจัญญายตนฌาน.
น.1546 อดีตอากิญจัญญายตนสัญญา ที่เนวสัญญานาสัญญายตนะละแล้ว จะ มาคอยเป็นอาพาธ แก่การ เข้าอยู่ใน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน. ๙. อดีตเนวสัญญานาสัญญายคนสัญญา ที่ระงับไปแล้วเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่อาจมาเป็น อาพาธ แก่การเข้าอยู่ใน สัญญาเวทยิตนิโรธ). ปัญญาสติกับนามรูปดับ เพราะวิญญาณดับ "ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ! ข้าพระองค์กราบทูลถามแล้ว ขอพระ องค์จงตรัสบอกธรรมนั้น คือปัญญาและสติกับนามรูป แก่ข้าพระองค์เถิด ; ปัญญาและสติกับนามรูปนั้นจะดับไปในที่ไหน ? ดูก่อนอชิตะ ! ท่านถามปัญหานั้นข้อใด เราจะแก้ปัญหา ข้อนั้นแก่ท่าน : นามและรูป ย่อมดับไม่เหลือ ในที่ใด, ปัญญาและสติกับนามรูปนั้น ก็ย่อมดับไปในที่นั้น, เพราะความ ดับไปแห่งวิญญาณ แล. - สุตฺต. ขุ. ๒๕/๕๓๐/๔๒๕. - จูฬนิ. ขุ. ๓๐/๒๐-๒๑/๘๐, ๗๕. เห็นโลกมีค่าเท่ากับเศษหญ้าเศษไม้ เมื่อเห็นสิ่งทั้งปวงถูกต้องตามเป็นจริง ว่าเป็นเพียง การเกิดขึ้นของธรรมชาติล้วนๆ ว่าเป็นเพียงการสืบเนื่องกัน เป็นสาย ของสิ่งที่มีปัจจัยปรุงต่อ ๆ กันมาล้วน ๆ แล้วความ กลัวย่อมไม่มี.
น.1547 เมื่อใดเห็นด้วยปัญญา ว่าโลกนี้ไม่มีค่าอะไรมากไปกว่า เศษหญ้าเศษไม้, เมื่อนั้นเขาย่อมไม่ปรารถนาสิ่งใด ๆ นอก จาก “สิ่งที่ไม่มีการเกิดใหม่อีกต่อไป” ดังนี้แล. – จูฬนิ. ขุ. ๓๐/๒๕๓/๕๐๕. (ข้อความทั้งสองตอนนี้เป็นเถรภาษิต นำมาขยายความพุทธภาษิต) หมดกลม – หยุดหมุน ตัด “วงกลม” ขาดจากกัน ก็ลุถึงสภาพแห่งความไม่มี อะไรเป็นที่จำนงหวัง. ตัณหาที่ไหลซ่าน เมื่อถูกทำให้แห้งสนิท แล้ว ก็ไหลไม่ได้. วงกลม ถูกตัดแล้ว (เช่นนี้) ก็หมุนไม่ได้ อีกต่อไป. นั่นแหละ คือ ที่สุดแห่งทุกข์ ละ. – อุ. ขุ. ๒๕/๑๙๙/๑๔๘. คนดำหรือคนขาว ล้วนมีหวังในนิพพาน “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติ ชาติเฉพาะอย่าง ๖ ชนิด คือ ชาติดำ ชาติเขียว ชาติแดง ชาติเหลือง ชาติขาว และชาติขาวสุด. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ในการบัญญัติของปูรณกัสสปนั้น เขาบัญญัติคนฆ่า แพะแกะ คนฆ่าสุกร ฆ่านก ฆ่าเนื้อ ชาวประมง โจรปล้น โจรฆ่าคน เจ้าหน้าที่เรือนจำ หรือคนมีการงานชั้นต่ำอย่างอื่น ๆ ว่าเป็น ชาติดำ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติภิกษุพวกกัณฑกพฤติ หรือพวก กัมมวาทพวกกิริยวาทอื่น ๆ ว่า เป็น ชาติเขียว.
น.1548 ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ปูรณกัสสปบัญญัติพวกนิครนถ์มีผ้าผืนเดียว ว่าเป็น ชาติแดง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติพวกคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาว ผู้เป็นสาวก- อเจลก ว่าเป็น ชาติเหลือง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติพวกอาชีวก พวกอาชีวกินี (หญิง) ว่าเป็น ชาติขาว. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติเจ้าลัทธิชื่อนันทวัจฉะ กิจจสังกิจจะ และมักขลิโคสาละ ว่าเป็น ชาติขาวสุด. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ปูรณกัสสปบัญญัติชาติเฉพาะอย่าง ๖ ชนิด เหล่านี้แล พระเจ้าข้า !’ อานนท์ ! โลกทั้งปวง ยอมรับรู้การบัญญัติ อภิชาติ ๖ ชนิด ของ ปูรณกัสสปนั้นหรือ ? "ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า ! " อานนท์ ! ถ้าอย่างนั้น มันก็เหมือนกับคนยากจนเข็ญใจไม่มีทรัพย์ ติดตัว ทั้งไม่ปรารถนาจะได้เนื้อซึ่งต้องใช้ค่าเนื้อตามสัดส่วน, เมื่อมีคนมากล่าว ว่า "บุรุษผู้เจริญ ! เนื้อนี้น่ากิน แต่ท่านต้องใช้ค่าเนื้อ" ดังนี้แล้ว ; เขา ย่อมปฏิเสธ ; ฉันเดียวกับปูรณกัสสป ไม่ได้รับการรับรู้จากสมณพราหมณ์ทั้ง หลาย แล้วมาบัญญัติอภิชาติ ๖ ชนิดนี้ มีลักษณะเป็นคนโง่ คนไม่เฉียบแหลม ไม่รู้จักขอบเขต ไม่ฉลาด ฉันใดก็ฉันนั้น. อานนท์! เราแหละจะบัญญัติ อภิชาติ ๖ ชนิด, เธอจงฟัง จงทำในใจให้ดี, เราจะกล่าว. อานนท์ ! อภิชาติ ๖ ชนิด เป็นอย่างไรเล่า ?
น.1549 อานนท์ ! ในกรณีแห่งอภิชาติ หก นี้ คือ คนบางคนมีชาติดำ ก่อ ให้เกิดธรรมดำ ๑, บางคนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมขาว ๑, บางคนมีชาติ ดำ ก่อให้เกิดนิพพาน (ความสิ้นราคะโทสะโมหะ) อันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว ๑, บางคนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมดำ ๑, บางคนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรม ขาว ๑, บางคนมีชาติขาว ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว ๑. อานนท์ ! คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมดำ เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน ตระกูลจักสาน ตระกูลทำรถ หรือตระกูลเทหยากเยื่อ ซึ่งเป็น คนยากจน มีข้าวและน้ำน้อย เป็นอยู่ฝืดเคือง มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มหา ได้โดยยาก เขาเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู เตี้ยค่อม ขี้โรค ตาบอด ง่อย กระจอก มีตัวตะแคงข้าง ไม่ค่อยจะมีข้าว น้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ แต่เขาก็ยัง ประพฤติกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ครั้นประพฤติทุจริตแล้ว เบื้องหน้า แต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. อย่าง นี้แล อานนท์! เรียกว่า คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมดำ. อานนท์ ! คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมขาว เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูล พราน ... ฯลฯ ... มีอาหารและเครื่องนุ่งห่มหาได้โดยยาก มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู .... ฯลฯ .... ไม่ค่อยจะมีข้าว น้ำ .... ฯลฯ .... ประทีปโคมไฟ แต่เขา ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ครั้นประพฤติสุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อย่างนี้แล อานนท์! เรียกว่า คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดธรรมขาว.
น.1550 อานนท์ ! คนมีชาติดำ ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ ขาว เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในตระกูลต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลพราน . . . . ฯลฯ . . . . มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดู เตี้ยค่อม. เขาปลงผมและหนวด ครองผ้าย้อมฝาดออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์ เกี่ยวข้องด้วยเรือน. เขานั้น ครั้นบวชแล้วอย่างนี้ ละนิวรณ์ทั้งห้า อันเป็น เครื่องเศร้าหมองจิตทำปัญญาให้ถอยกำลัง ได้แล้ว มีจิตตั้งมั่นดีในสติปัฏฐานทั้งสี่ ยังโพชฌงค์เจ็ดให้เจริญแล้วตามที่เป็นจริง ชื่อว่าย่อมก่อให้เกิดนิพพาน อันเป็น ธรรมไม่ดำไม่ขาว. อย่างนี้แล อานนท์ ! เรียกว่า คนมีชาติดำ ก่อให้เกิด •นิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว. อานนท์ ! คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมดำ เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือ สกุลกษัตริย์มหาศาล สกุลพราหมณ์มหาศาล หรือสกุลคหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะ มาก มีทองและเงินพอตัว มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์พอตัว มีทรัพย์และข้าวเปลือก พอตัว เขามีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเกลี้ยงเกลาแห่ง ผิวพรรณอย่างยิ่ง ร่ำรวยด้วยข้าวด้วยน้ำ เครื่องนุ่งห่ม ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่ และประทีปโคมไฟ แต่เขา ประพฤติ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ครั้นประพฤติทุจริตแล้ว เบื้องหน้าแต่การตาย เพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงอบายทุคติวินิบาตนรก. อย่างนี้แล อานนท์ ! เรียกว่า คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมดำ. อานนท์ ! คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมขาว เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือสกุลกษัตริย์มหาศาล
น.1551 สกุลพราหมณ์มหาศาล . . . . ฯลฯ . . . . มีทรัพย์และข้าวเปลือกพอตัว มีรูป งาม . . . . ฯลฯ . . . . ร่ำรวยด้วยข้าว น้ำ . . . . ฯลฯ . . . . ประทีปโคมไฟ ; เขา ประพฤติกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ครั้นประพฤติสุจริตแล้ว เบื้อง หน้าแต่การตายเพราะการทำลายแห่งกาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์. อย่างนี้ แล อานนท์ ! เรียกว่า คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดธรรมขาว. อานนท์ ! คนชาติขาว ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ ขาว เป็นอย่างไรเล่า ? อานนท์ ! คนบางคนในกรณีนี้ เกิดในสกุลสูง คือ สกุลกษัตริย์มหาศาล สกุลพราหมณ์มหาศาล . . . . ฯลฯ . . . . มีทรัพย์ และข้าวเปลือกพอตัว มีรูปงาม . . . . ฯลฯ . . . . ร่ำรวยด้วยข้าวน้ำ . . . . ฯลฯ . . . . ประทีปโคมไฟ. เขาปลงผมและหนวด ครองผ้ากาสายะ ออกจาก เรือน บวชเป็นผู้ไม่มีประโยชน์เกี่ยวข้องด้วยเรือน. เขานั้นครั้นบวชแล้ว อย่างนี้ ละนิวรณ์ทั้งห้า อันเป็นเครื่องเศร้าหมองใจทำปัญญาให้ถอยกำลัง ได้แล้ว มีจิตตั้งมั่นดี ในสติปัฏฐานทั้งสี่ ยังโพชฌงค์เจ็ดให้เจริญแล้วตามที่เป็นจริง ชื่อว่าย่อมก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว. อย่างนี้แล อานนท์ ! เรียกว่ า คนมีชาติขาว ก่อให้เกิดนิพพานอันเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว. อานนท์ ! เหล่านี้แล อภิชาติ ๖ ชนิด. - ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๒๘/๓๒๘. GS 3 p. 273-5 วิมุตติไม่มีความต่างกันตามวรรณะของผู้ปฏิบัติ "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! วรรณะสี่เหล่านี้ คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร มีอยู่. ถ้าชนในแต่ละวรรณะเหล่านั้น ประกอบด้วยองค์แห่งผู้ควรประกอบความเพียร
น.1552 ห้า ๑ เหล่านี้แล้ว, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ความผิดแปลกแตกต่างกันแห่งชนเหล่านั้น จะพึงมีอยู่ในกรณีนี้อีกหรือ ?" มหาราช ! ในกรณีนี้ ตถาคตกล่าวแต่ความแตกต่างกันแห่งความ เพียรของชนเหล่านั้น. มหาราช ! เปรียบเหมือนคู่แห่งช้างที่ควรฝึก คู่แห่งม้า ที่ควรฝึก หรือคู่แห่งโคที่ควรฝึก ก็ดี ที่เขาฝึกดีแล้ว แนะนำดีแล้ว และคู่แห่ง ช้างที่ควรฝึก คู่แห่งม้าที่ควรฝึก หรือคู่แห่งโคที่ควรฝึก ก็ดี ที่เขาไม่ได้ฝึก ไม่ได้ แนะนำ ก็มีอยู่. มหาราช ! มหาบพิตรจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : คู่แห่ง สัตว์ที่ฝึกดีแล้วนั้น จะพึงถึงซึ่งการณะแห่งสัตว์ที่ฝึกแล้ว พึงบรรลุถึงซึ่งภูมิแห่ง สัตว์ที่ฝึกแล้ว มิใช่หรือ ? "ข้อนั้น เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า" ส่วนคู่แห่งสัตว์ เหล่าใดที่ไม่ถูกฝึกไม่ถูกแนะนำ สัตว์เหล่านั้นจะพึงถึงซึ่งการณะแห่งสัตว์ที่ฝึกแล้ว พึงบรรลุถึงซึ่งภูมิแห่งสัตว์ที่ฝึกแล้ว เช่นเดียวกับคู่แห่งสัตว์ที่ฝึกดีแล้วแนะนำ ดีแล้วเหล่าโน้น แลหรือ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า !" มหาราช ! ผลอันใด ที่ผู้มีสัทธา มีอาพาธน้อย ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ปรารภความเพียร มีปัญญา จะพึงบรรลุได้นั้น, ผู้ที่ไม่มีสัทธา มีอาพาธมาก โอ้อวด มีมายา ขี้เกียจ ไร้ ปัญญา จักบรรลุซึ่งผลอย่างเดียวกันนั้นได้หนอ ข้อนั้นไม่เป็นฐานะที่มีได้, ฉันใดก็ฉันนั้น. "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างมีเหตุ พระผู้มีพระภาค ตรัสอย่างมีผล. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วรรณะสี่เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร มีอยู่. ถ้าชนในแต่ละวรรณะเหล่านั้น ประกอบด้วยองค์แห่งผู้มีความเพียรห้าเหล่านี้ ๑. ดูรายละเอียดที่หัวข้อว่า “ผู้มีลักษณะควรประกอบความเพียร" ที่หมวดสัมมาวายามะ ในภาค ๔; หรือดูโดยย่อ ที่ตอนท้ายของย่อหน้าถัดไปจากย่อหน้านี้.
น.1553 แล้ว และเป็นผู้มีความเพียรโดยชอบอยู่ แล้วยังจะมีความผิดแปลกแตกต่างกันแห่งชนเหล่านั้น ในกรณีนี้ อยู่อีกหรือ ?" มหาราช ! ในกรณีนี้ ตถาคตไม่กล่าวความแตกต่างไร ๆ ในระหว่าง ชนเหล่านั้นเลย ในเมื่อกล่าวเปรียบเทียบกันถึงวิมุตติกับวิมุตติ. มหาราช ! เปรียบเหมือนบุรุษถือเอาดุ้นไม้สาละแห้งมาแล้ว ทำไฟให้เกิดขึ้น ทำเตโชธาตุให้ ปรากฏ และบุรุษอีกคนหนึ่ง ถือเอาตุ้นไม้มะม่วงแห้งมาแล้ว ทำให้ไฟเกิดขึ้น ทำเตโชธาตุให้ปรากฏ และหรือบุรุษอีกคนหนึ่ง ถือเอาต้นไม้มะเดื่อมาแล้ว ทำ ไฟให้เกิดขึ้น ทำเตโชธาตุให้ปรากฏ. มหาราช ! มหาบพิตร จะสำคัญ ความข้อนี้ว่าอย่างไร : ความต่างกันใด ๆ ของไฟเหล่านั้นที่เกิดจากไม้ต่าง ๆ กัน จะพึงมีแลหรือ เมื่อเปรียบกันซึ่งเปลวด้วยเปลว ซึ่งสีด้วยสี ซึ่งแสงด้วยแสง ? "ข้อนั้น หามิได้ พระเจ้าข้า" มหาราช ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : เดช (แห่ง ธรรม) อันวิริยะนฤมิตขึ้น อันปธานกระทำให้เกิดขึ้น ใดๆ มีอยู่. ตถาคต ไม่กล่าวความแตกต่างไร ๆ ในเดช (แห่งธรรม) นั้น เมื่อกล่าวเทียบกันถึงวิมุตติ กับวิมุตติ ดังนี้. - ม. ม. ๑๓/๕๒๒-๕๒๓/๕๗๘-๕๗๙. อริยโลกุตตรธรรมสำหรับคนทุกคนทุกวรรณะ "พระโคดมผู้เจริญ ! พราหมณ์ทั้งหลาย ย่อมบัญญัติทรัพย์สี่ประการ คือ บัญญัติทรัพย์ประจำตัวของพราหมณ์ บัญญัติทรัพย์ประจำตัวของกษัตริย์ บัญญัติทรัพย์ ประจำตัวของแพศย์ บัญญัติทรัพย์ประจำตัวของศูทร.
น.1554 ภาค ๓ – นิโรธอริยสัจ ๕๔๙ พระโคดมผู้เจริญ ! ในทรัพย์สี่ประการนั้น พวกพราหมณ์ บัญญัติการภิกขาจารว่าเป็นทรัพย์ประจำตัวของพวกพราหมณ์ ถ้าพวกพราหมณ์ดูหมิ่นการภิกขาจารซึ่งเป็นทรัพย์ประจำตัวของตนเสีย ไปทำกิจนอกหน้าที่ของตน เขาก็จะเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงวัว เที่ยวขโมยของของผู้อื่นอยู่. พระโคดมผู้เจริญ ! นี่แหละ พวกพราหมณ์บัญญัติทรัพย์ประจำตัวสำหรับพราหมณ์. พระโคดมผู้เจริญ ! ในทรัพย์สี่ประการนั้น พวกพราหมณ์ บัญญัติคันศรและกำแห่งลูกศรว่าเป็นทรัพย์ประจำตัวของพวกกษัตริย์ ถ้าพวกกษัตริย์หมิ่นคันศรและกำแห่งลูกศรซึ่งเป็นทรัพย์ประจำตัวของตนเสีย ไปทำกิจนอกหน้าที่ของตน เขาก็จะเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงวัวเที่ยวขโมยของของผู้อื่นอยู่. พระโคดมผู้เจริญ ! นี่แหละ พวกพราหมณ์บัญญัติทรัพย์ประจำตัวสำหรับกษัตริย์. พระโคดมผู้เจริญ ! ในทรัพย์สี่ประการนั้น พวกพราหมณ์ บัญญัติกสิกรรมและโครักขกรรมว่าเป็นทรัพย์ประจำตัวของพวกแพศย์ ถ้าพวกแพศย์ดูหมิ่นกสิกรรมและโครักขกรรมซึ่งเป็นทรัพย์ประจำตัวของตนเสีย ไปทำกิจนอกหน้าที่ของตน เขาก็จะเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงวัวเที่ยวขโมยของของผู้อื่นอยู่. พระโคดมผู้เจริญ ! นี่แหละ พวกพราหมณ์บัญญัติทรัพย์ประจำตัวสำหรับแพศย์. พระโคดมผู้เจริญ ! ในทรัพย์สี่ประการนั้น พวกพราหมณ์ บัญญัติเคียวและไม้คานว่าเป็นทรัพย์ประจำตัวของพวกศูทร ถ้าพวกศูทรดูหมิ่นเคียวและไม้คานซึ่งเป็นทรัพย์ประจำตัวของตนเสีย ไปทำกิจนอกหน้าที่ของตน เขาก็จะเป็นเหมือนเด็กเลี้ยงวัวเที่ยวขโมยของของผู้อื่นอยู่. พระโคดมผู้เจริญ ! นี่แหละ พวกพราหมณ์บัญญัติทรัพย์ประจำตัวสำหรับศูทร.
น.1555 พวกพราหมณ์ บัญญัติทรัพย์สี่ประการเหล่านี้ ; ในกรณีนี้ พระโคดมผู้เจริญกล่าวอย่างไร ?" พราหมณ์ ! โลกทั้งปวงยอมรับรู้การบัญญัติเช่นนั้นของพราหมณ์ทั้งหลาย ว่าคนทั้งหลายจงบัญญัติทรัพย์ทั้งสี่อย่างเหล่านี้เถอะ ดังนี้หรือ ? "ข้อนั้นหามิได้ พระโคดมผู้เจริญ !" พราหมณ์ ! ข้อนี้เปรียบเหมือนคนยากจนเข็ญใจไร้ทรัพย์ มีอยู่. คนพวกหนึ่งแขวนเนื้อ (ที่ทำไว้เป็นชุด ๆ) แสดงแก่เขาผู้ไม่ปรารถนา โดยกล่าวว่า "บุรุษผู้เจริญ ! เนื้อนี้น่ากิน แต่ต้องใช้มูลค่า" ดังนี้ นี้ฉันใด ; พราหมณ์เอย ! พราหมณ์ทั้งหลาย ไม่ได้รับการรับรู้ของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย แล้วก็มาบัญญัติทรัพย์ทั้งหลายสี่เหล่านั้น ก็ฉันนั้น. พราหมณ์! เราบัญญัติโลกุตตรธรรมอันประเสริฐว่าเป็นทรัพย์ประจำตัวสำหรับคน. -– ม. ม. ๑๓/๖๑๔-๖๑๕/๖๖๕-๖๖๖. Ms 2 p 368 -9 TM1 p. 14 นิทเทศ ๑๐ ว่าด้วยธรรมเป็นที่ดับแห่งตัณหา จบ
Buddhadasa