Buddhadasa.org
ประวัติ › ช่วงแห่งการบุกเบิก

บทที่ ๓ ช่วงแห่งการบุกเบิก

เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา — อัตชีวประวัติของท่านพุทธทาส (สัมภาษณ์โดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม)

ในบทนี้:
จุดเริ่มต้นของงานยาวไกล เช่าวัดให้พระอยู่และที่มาของชื่อ ชีวิตพระอีกแบบหนึ่ง ความกลัวและความหวัง ขยับขยายและบุคคลในท้องถิ่น เพื่อนสหธรรมมิกและความพยายามที่ล้มเหลว กำลังหนุนจากโยมมารดาและน้องชาย เริ่มงานหนังสือพิมพ์และชีวิตนักเขียน หัวเลี้ยวหัวต่อของการเติบโต

จุดเริ่มต้นของงานยาวไกล

ถาม อาจารย์ครับ ผมขอเรียนถามย้อนต้นสักหน่อย ก่อนจะถึงตอนเริ่มสร้าง สวนโมกข์นะครับ ผมไปอ่านพบมีคนเขียนไว้ว่า ก่อนบวชมีคนมาติดต่อ อาจารย์ไปรับราชการหรือครับ ขอความกรุณาอาจารย์เล่ารายละเอียด ตอนนี้ไว้สักหน่อยครับ

อ๋อ ไม่เป็นกิจจะลักษณะอะไร ไม่เรียกว่าติดต่อได้ เขาคงหมายถึง ศึกษาธิการอำเภอ บ้านแกอยู่ใกล้ ๆ กัน แกพูดทำนองประกาศปาว ๆ ว่า เขาประกาศรับสมัครครูประชาบาล ถ้าผมจะไปเป็นครูประชาบาล เขาจะให้ทีเดียวเงินเดือน ๆ ละ ๑๒ บาท เลื่อนจากเดิมที่ตั้งไว้ ๘ บาท เขา ไม่ได้มาติดต่อโดยตรง เขาพูดปาว ๆ เท่านั้น ตอนนั้นคนจะเป็นครูไม่ต้องจบครูอะไร จบมัธยม ๓ ก็เป็นกันได้ แล้ว ผมไม่ได้มีความคิดไปทางนั้น ทำงานที่บ้านมันได้ประโยชน์มากกว่า ที่จะเป็นครูเดือนละ ๑๒ บาท แล้วเราก็ไม่มีหัวทางราชการ รู้สึก ไม่ชอบด้วยซ้ำ

ถาม ครับ ทีนี้ขอให้อาจารย์กรุณาเล่าตอนบุกเบิกเริ่มตั้งสวนโมกข์อย่างละเอียด ด้วยครับ ตั้งแต่การหาสถานที่จนเข้าไปอยู่ เริ่มจัดสร้างสิ่งจำเป็นต่าง ๆ เป็นต้นไป น.172

พอเราลงมาจากกรุงเทพฯ (ปลายปี ๒๔๗๔*) ก็มาพักอยู่ที่วัดใหม่ (พุมเรียง) ซึ่งเคยอยู่มาก่อนตั้งแต่ต้น โดยได้ติดต่อทางจดหมายกับนาย ธรรมทาสแล้วว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไร มาถึงก็พักอยู่ที่ในโบสถ์วัดใหม่ เพราะมันสะดวกหลายอย่างเงียบดีด้วย แล้วก็มีเณรตามมาด้วยองค์หนึ่ง อยู่ด้วยกันสักเดือน พ่อบังคับให้กลับ ถูกจดหมายพ่อเรียกกลับก่อน ไม่ทัน ย้ายไปอยู่สวนโมกข์ เมื่อลงมาแล้วก็เริ่มหาที่ที่เหมาะสม โดยมีคณะอุบาสกธรรมทาน ๔-๕ คน เป็นคนออกไปสำรวจ ไม่นานนัก สักเดือนกว่า ๆ จึงตกลง กันว่าจะใช้วัดร้างชื่อวัดตระพังจิก เป็นวัดที่ผมไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไป พวก นายเที่ยง นายกวย พวกนี้เขารู้มาอย่างไรก็ไม่ทราบ แล้วก็แนะกันไปดู ไปดูครั้งเดียวเห็นว่าพอใช้ได้ก็เอาเลย ต่อจากนั้นเขาก็ไปทำที่พักให้ง่าย ๆ หลังพระพุทธรูป

ถาม สภาพวัดตระพังจิก(สวนโมกข์เก่า)ตอนนั้นเป็นอย่างไรครับ

มันก็ไม่มีเรื่องอะไรนัก เป็นวัดร้างมานาน เป็นป่ารก ครึ้มไปหมด เป็นที่ ๆ ชาวบ้านเขาชอบไปเขี่ยเห็ดเผาะ เขาใช้เหล็กอันเล็ก ๆ เขี่ยดินหา เห็ดเผาะ แถวนั้นมันมีมาก ผู้หญิงจะไปหาเห็ดเผาะ ผู้ชายจะไปหาเห็ดโคน พวกชอบกินหมูป่าก็จะไปล่าหมูป่าที่แถวนั้น และเป็นที่กลัวผีของเด็ก ๆ พวกผู้หญิงที่ไม่มีลูก ก็ไปบนบานขอลูกกับพระพุทธรูปในโบสถ์ร้าง ที่เขาถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ในทางนั้น ในสระก็ว่ามีผีดุ มีผีอยู่ในสระ มีไม้ หลักที่เรียกว่าเสาประโคนปักอยู่กลางสระ สมัยเราไปอยู่ใหม่ ๆ ยังมี ส่วนเท่าขาที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ แต่ที่อยู่ในโคลนนั้นขนาดใหญ่เท่าต้น มะพร้าวเห็นจะได้ ส่วนที่อยู่ใต้ดินนี้ พอล้างแล้วเหมือนกับไม้สด ๆ ที่เรา ตัดมาใหม่ ๆ ไม่เน่า ไม่เป็นอะไรเลย เพราะถ้ามันลึกลงไปสักเมตรมัน ___________________________________________________________________ *การขึ้นปีใหม่สมัยนั้น กำหนดเอาวันที่ ๑ เมษายน มาเปลี่ยนเป็น ๑ มกราคม เมื่อพ.ศ. ๒๔๘๔ น.173ก็ไม่มีอากาศที่ทำให้กร่อน ไม่รู้ว่ามันมีความมุ่งหมายอย่างไรแน่ แต่ที่ พูดกันมาลาง ๆ เลือน ๆ แล้วก็คือ จะบังคับยักษ์บังคับผีอะไรพวกนี้ไม่ให้ ขึ้นมาอาละวาด ไม่ให้คนตกน้ำตายในสระนั้น มันคงเป็นธรรมเนียม ขุดสระแบบนี้เขาต้องมีพิธีทางไสยศาสตร์ ทางอะไรอยู่ แม้แต่สระเล็ก ที่อยู่ข้างโบสถ์ก็มีเหมือนกัน สระใหญ่ตอนนั้นก็ยังมีน้ำทั้งปี หน้าแล้งตอนลึก ๆ ก็ยังมีน้ำเหลืออยู่ มีต้นกระจูดขึ้นเต็มไปหมด พอถึงฤดูน้ำ น้ำก็ท่วมเกือบมิดกระจูด แต่คง ไม่ลึกท่วมหัวเอาพายหยั่งดูมันก็ยังไม่สุดพาย มันมีนกเป็ดน้ำมาไข่ มา ออกลูกที่นั่น พายเรือค่อย ๆ ดูนกเป็ดน้ำ บางทีไปเจอรัง ที่ทำขึ้นด้วยฝอย หญ้าแห้งของไอ้กระจูดนั่นเป็นพวงใหญ่เลย แล้วแม่มันกกไข่อยู่ตรงนั้น กกไข่ในน้ำ น้ำตรงนั้นจะอุ่นเป็นพิเศษ ถ้าเราลองคลำ ๆ ดูน้ำอุ่นจนลูก ออกมาได้ ออกได้กระทั่งในน้ำเหมือนอย่างกับสัตว์น้ำเลย ออกลูกมาไม่มี รูปภาพสระตระพังจิก สระ ตระพังจิก ที่ยังอยู่ในสภาพเดิม ภาพนี้ถ่ายไว้ก่อน พ.ศ. ๒๔๘๙ เมื่อท่านอาจารย์ พุทธทาสยังอยู่ที่สวนโมกข์เก่า ท่านเคยพายเรือรอบสระนี้ตอนเย็น ๆ เป็นประจำ น.174ขน ขาวโพลน ถ้าตกใจเรา มันก็ลงไปคาบหญ้าลึก ๆ ใต้น้ำ มิฉะนั้น มันลอย คือตัวมันเป็นไขมันทั้งนั้น มันลอย ต้องลงไปคาบหญ้าเอาไว้ พอเราไปแล้วเหลียวดู เดี๋ยวสิมันค่อยๆ โผล่ขึ้นมาว่ายกันยั้วเยี้ย พอตกใจ ก็ลงไปคาบหญ้าเสียทีหนึ่ง จนกว่าจะค่อย ๆ งอกขน คงตั้งนานกว่าจะบิน ได้ อาจจะสัก ๒-๓ เดือน เมื่อผมอยู่ผมขอร้องไม่ให้ใครแหย่ไม่ให้ใครกวน อย่าว่าแต่ยิงเลย เพียงแค่ไปซัดไปขว้างเราก็ขอร้อง มันเคยมามากเป็น พัน ๆ ตัวโดยประมาณสัก ๒-๓ พันตัวก็มี เป็นบางวัน แล้วพอสว่าง ขึ้น จะบินหนีกันไป มีเหลือบ้าง คล้าย ๆ มันจะเป็นลูกอ่อนหรืออย่างไร ก็ไม่ทราบ มันไม่ไปหมด พอค่ำลงก็ทยอยกันมา ตอนดึก ๆ ก็เจี๊ยวจ๊าว กันหมด เป็นนกเป็ดน้ำ ดูจะเป็นพันธุ์เดียว พันธุ์ธรรมดา

ถาม อาจารย์ครับ วัดนี้มีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์อย่างไรครับ

วัดนี้เคยเป็นวัดเจ้าคณะเมือง เทียบเท่าเจ้าคณะจังหวัดในปัจจุบัน อย่างน้อยก็เคยอยู่กันมาองค์หรือ ๒ องค์ องค์สุดท้ายก็คือ ท่านกาแก้ว (พิน) หรือพระครูสมุห์พิน วัดตระพังจิก ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เจ้าพระยา สมุหพระคลัง ซึ่งคุมหัวเมืองปักษ์ใต้ ยกทัพกลับจากไปปราบหัวเมือง ทางชายแดนปักษ์ใต้ ผ่านพุมเรียงซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองไชยาสมัยนั้น ก่อนจะกลับไปกรุงเทพฯ ได้สร้างวัดสมุหนิมิตไว้ใหญ่โตมโหฬาร สร้าง เสร็จก็ขอหรือจะบังคับให้พระครูสมุห์พิน ย้ายจากวัดตระพังจิกไปอยู่วัด ที่สร้างใหม่นั้น ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อตอนย้ายไปนั้น เป็นพระครูศรีสังฆราชา- ลังกาแก้วแล้วหรือยัง แต่รู้แน่ว่าเป็นพระครูสมุห์พิน เพราะเห็นในใบ สัญญาบัตรแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะเมือง เป็นสัญญาบัตรแบบโบราณ กระดาษว่าวยาวตั้งวา กว้างศอกหนึ่ง เขียนเต็มหน้าหนึ่งเลย มีลักษณะ เจ้าคณะหนใต้เป็นคนแต่งตั้ง ไม่ใช่สมเด็จพระสังฆราชแต่งตั้ง พอแต่งตั้ง แล้วจึงทูลในหลวงหรือทูลสมเด็จพระสังฆราช ตั้งให้เป็นเจ้าคณะเมือง น.175แล้วก็กำกับไว้ว่าให้พระสงฆ์ทั้งหลายเชื่อฟัง แล้วให้เจ้าคณะผู้ใหญ่ เช่น เจ้าคณะแขวง มาเซ็นรับทราบต่อท้ายในสัญญาบัตรนั้น แล้วประทับตรา ทั้ง ๒ ด้านของกระดาษ ตรงกันเลย ตราราชสีห์และตราคชสีห์ ด้านหนึ่ง ไม่ค่อยมีเขียนอะไร มีแต่ตรากับเขียน ๒-๓ คำ ว่ามาร่วมประชุมแต่งตั้ง เจ้าคณะเมือง ส่วนอีกด้านนั้นพูดเสียยืดยาว เช่นแม้ว่าจะยังหนุ่มอยู่ก็เป็น ผู้มีความสามารถ ขอให้พระผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายจงเชื่อฟังพระครูสมุห์พิน ผมไม่แน่ใจว่าได้สมณศักดิ์เต็มที่เมื่ออยู่วัดไหน คือสมณศักดิ์เต็มที่ของเมือง ไชยานั้น คือพระครูรัตนมุนีศรีสังฆราชาลังกาแก้ว หรือพระครูรัตนมุนี ศรีโสมวังลังกาแก้วบ้าง ตอนแรกก็เป็นศรีสังฆราชาก่อน ต่อมาก็เป็น ศรีโสมวัง พอท่านย้ายไปอยู่วัดสมุหนิมิต ก็เหลือแต่พระที่ไม่ต้องไปหรือ ไม่อยากไป แล้วก็ลดลง ๆ จนเหลือองค์เดียว เรียกกันว่าขรัวสี อยู่เป็น องค์สุดท้าย พอตายก็เลิกกัน ทรัพย์สมบัติชิ้นดี ๆ ของวัดก็ย้ายไปอยู่ วัดสมุหนิมิตหมด โดยเฉพาะตู้ลายทองต่าง ๆ อิสลามแก่ ๆ คนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่าทันเห็น เคยมานั่งคุยกับขรัวสี (หัวเราะเบาๆ) มีกุฏิอยู่ทาง หลังโรงฉันปัจจุบันที่มีป่าคั่นอยู่ แล้วจะมีที่เตียนอีกแห่งหนึ่ง ตรงนั้นแหละ จะเป็นที่ตั้งกุฏิขรัวสี ตอนผมไปอยู่ไม่มีซากอะไรเหลือเลย เพราะทำด้วย ไม้ ร้างประมาณ ๘๐ ปี คนคงเอาไปใช้กันหมด สมัยก่อนที่ยังเป็นวัดเจ้าคณะเมืองคงเป็นวัดคามวาสี เป็นวัดบ้าน บ้านเรือนของเจ้าเมืองและข้าราชการ ก็ตั้งอยู่ใกล้กับวัดทางด้านตะวันออก ที่เป็นหมู่บ้านอิสลามในปัจจุบัน ที่วัดก็มีการศึกษาปริยัติธรรมกัน เมือง ไชยาเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงสำหรับผู้มีการศึกษา เป็นชั้นครูบาอาจารย์ คนจากถิ่นอื่นจะมาเรียนกันที่ไชยานี้ ทั้งชุมพร หลังสวน แม้สงขลาก็ ยังเคยมาเรียนที่ไชยา จนมาตกค้างอยู่กระทั่งมรณภาพก็มี ได้ยินว่า น.176ชื่อพระครูวินัยธรบุตร เป็นตัวตลก ย้ายไปย้ายมาระหว่างวัดโพธารามกับ วัดสมุหนิมิต ต่อมาเคยมีเจ้าคณะเมืองไชยาชั้นพระครูรัตนมุนีอยู่วัดโพธารามติด ต่อกันถึง ๒ องค์ ครั้งสุดท้ายไปอยู่วัดสมุหนิมิตอีก วัดสมุหนิมิต คล้าย ๆ เป็นวัดหลวง ต่อมามันทรุดโทรมลงมาก ทางการดูเหมือนจะเป็น เทศาฯ จึงขอร้องให้พระชยาภิวัฒน์(หนู) ซึ่งเคยอยู่วัดโพธาราม ให้ไป อยู่วัดสมุหนิมิตเป็นเจ้าคณะเมืององค์สุดท้ายจนกระทั่งมรณภาพ แม้สมัยเจ้าคุณชยาภิวัฒน์(หนู)นี้ ก็ยังมีพระเณรจากต่างจังหวัด มาศึกษาเล่าเรียน มาเรียนบาลีไวยากรณ์บ้าง มาหัดเทศน์มหาชาติ บ้าง เป็นการศึกษาอย่างเดิม

ถาม อาจารย์ครับผมได้ยินว่ามีพระเถรผู้ใหญ่อีกองค์ที่เป็นชาวพุมเรียง ได้ เป็นถึงชั้นสมเด็จ

อ๋อ ไม่ได้เป็นที่นี่ เป็นที่กรุงเทพฯเป็นญาติกับพระครูโสภณฯ(เอี่ยม) เคยอยู่กับพระชยาภิวัฒน์(หนู) แต่ไม่ลงกัน เป็นคนหัวแข็ง มีมานะทิฐิ ไม่ลงกัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนครั้งสุดท้าย ถูกเอาน้ำสาด เพราะนอน ตื่นสาย โกรธเลยขึ้นไปกรุงเทพฯ ไปศึกษาเล่าเรียนเป็นมหาเปรียญ อยู่วัดเลียบ(ราชบูรณะ) จนกระทั่งได้เป็นสมเด็จพุฒาจารย์ ดูเหมือน ได้เป็นตอนย้ายมาอยู่วัดสุทัศน์แล้ว ผมเคยไปพบครั้งหนึ่งที่กรุงเทพฯ ท่านก็แสดงความยินดี เกี่ยวกับการตั้งคณะธรรมทานขึ้นที่บ้านเกิด เมืองนอนของเรา ดูเหมือนจะได้พบกันอีกครั้งที่วัดโพธาราม เมื่อตอนท่าน กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด

ถาม อาจารย์ครับ ทีนี้กลับมาที่การบุกเบิกสวนโมกข์นะครับ อาจารย์เริ่ม อย่างไรครับ มีการประกาศให้ใครต่อใครรู้วัตถุประสงค์หรือเปล่าครับ น.177

นอกจากชาวคณะธรรมทานของนายธรรมทาส ๔-๕ คนแล้ว ก็ไม่ได้ บอกใคร เป็นเรื่องไม่เปิดเผย เป็นเรื่องส่วนตัว จนกว่าจะไปอยู่วัดตระพัง- จิกแล้ว จึงค่อย ๆ ทราบกันขึ้น บอกกันเอง ตอนอยู่วัดใหม่(พุมเรียง)เดือนกว่า ๆ ก็ดูจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็น อัน เที่ยวคุยตามเพื่อนฝูง(หัวเราะฮ่ะ ๆ) กับโยมผู้หญิงก็ยังไม่ได้คุย เรื่อง การสร้างวัดป่าแบบกรรมฐานยังไม่เป็นที่รู้จักของคนแถบนี้ ทีนี้พอจะเข้าไปอยู่ก็ต้องสร้างที่พัก ก็คณะตากวย ลุงเที่ยงนี่แหละ เขาช่วยกันทำ ลุงเที่ยงแกเป็นช่างไม้ธรรมดา พอทำได้ ทำแบบนี้มัน ง่าย ๆ แต่เดิมมันมีหลังคาสังกะสี มุงพระพุทธรูปไว้นิดหน่อยพอไม่ให้ ถูกฝน ข้างหน้าพอนั่งไหว้พระได้ ที่พักของเราก็ทำเป็นเพิงต่อออกไป จากหลังพระพุทธรูป พาดจากชื่อแล้วต่อออกไป มุงด้วยจาก กั้นด้วยจาก นอนด้วยแคร่ แบบแคร่ไม้ไผ่นั่นแหละ แต่ทำด้วยกระดาน มีเสาค้ำกว้าง ยาวพอนอนพอดี อยู่คนเดียวด้วย พื้นก็เป็นพื้นดิน แสงสว่างเพียงพอ เพราะผนังตอนใกล้ ๆ หลังคาปล่อยโล่งไว้ แล้วก็ทำตู้ใส่หนังสือโดย เฉพาะ ทำแบบชนิดที่แลดูแต่ไกลเหมือนกับโลงศพ(หัวเราะเบาๆ) ข้าง ในเป็น ๒ ชั้น เปิดด้านข้างได้ เปิดข้างบนก็ได้ ตอนย้ายจากสวนโมกข์ เก่ามาที่นี่ได้เอามาด้วย แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนแล้ว ตู้หนังสือแบบโลง นี้ก็ตั้งบนเสา ขนานกับหลังพระพุทธรูป แคร่นอนก็อยู่ด้านเหนือ ตั้งฉาก กับตู้นี้ ช่วยกันทำอยู่ ๒ วันก็เสร็จ จากก็ซื้อเอา เขาเย็บขายกันเยอะแยะ ไป มันทำง่ายไม่มีอะไรมาก ปักไม้แล้วกั้นจาก มัด ๆ ก็เสร็จ เว้นช่องยาว เหมือนหน้าต่างไว้ด้านที่ใช้นอน แล้วห้อยไว้ด้วยสบง น.178โบสถ์และพระพุทธรูปในโบสถ์ที่สวนโมกข์เก่า ทั้ง ๒ ภาพนี้ถ่ายในสภาพปัจจุบัน (๒๕๒๘) สมัยท่านอาจารย์พุทธทาสมาอยู่ที่นี่ไม่มีโบสถ์ในลักษณะเช่นนี้ มีเพียง หลังคาสังกะสีมุงพระพุทธรูปพอคุ้มฝน ระยะแรกสุดท่านพักในเพิงจากที่ทำต่อ ออกไปหลังพระพุทธรูปนี้ น.179

ถาม อาจารย์ครับแล้วห้องน้ำห้องส้วมทำอย่างไรครับ

ห้องน้ำไม่ต้องทำ ห้องส้วมทำ น้ำอาบน้ำใช้ก็ขุดบ่อเล็ก ๆ อยู่เกือบ สุดแดนด้านตะวันออก ตรงที่มีคูเลี้ยว มุมคูมีตอมะพร้าวอยู่ ขุดโคน มะพร้าวลงไป ผมไม่ได้ขุดเองหรอก คณะอุบาสกนั่นแหละช่วยกัน ทำแบบหล่อในนั้น เขามีแบบหล่ออยู่ที่บ้าน ดูเหมือนลึกสัก ๓ ปล้อง เวลาอาบน้ำก็อาบที่นี่ น้อยครั้งที่จะอาบในสระ เพราะมันมีปลิง ส่วนห้องส้วม ทำตรงที่พอลงมาจากเนินแล้วเลี้ยวไปทางขวา ใกล้ ๆ ที่ทำบ่อโยกอยู่เดี๋ยวนี้ ทำแบบขุดหลุมลึกลงไป แล้วก็กั้นด้วยจากพอ บังมิดเมื่อนั่ง มีหลังคานิดหน่อย และก็เก็บขี้เถ้าใส่ปี๊บไว้ เพราะใบไม้ มันมาก ตากวยแกก็เผาเป็นขี้เถ้า เก็บขี้เถ้าใส่ปี๊บ แล้วเอาไปวางไว้ ในนั้น พอถ่ายเสร็จ ใช้รางไม้ไผ่ผ่าซีก ตักขี้เถ้ารด กลบพอมิด ประหยัด ไม่ได้มีน้ำล้าง แล้วก็ได้ความรู้ไอ้เรื่องนกกระเต็น หรือนกตระกูลนก กระเต็น แต่ที่นั่นมันเป็นนกกระเต็นที่หากินตามคลอง มันมาทำรังข้าง ผนังบ่อส้วม มันเจาะเข้าไปในดินเป็นรู แล้วออกลูกในรูนั้น เราเคย เข้าใจผิดว่ามันจะออกลูกตามที่ทำรังไว้บนกิ่งไม้ หรือออกลูกตามกลางดิน มันน่าจะสะดวกกว่า มันอุตส่าห์มาเจาะดินเป็นรู และปรากฏว่าไอ้นก คล้าย ๆ กัน ตระกูลเดียวกัน ทำอย่างนี้ทั้งนั้น แม้กระทั่งไอ้นกที่บ้านทาง นี้เขาเรียกนกกระจาบช้าง ตัวเกือบเท่านกพิราบแต่ยาวกว่า ก็ชอบ ออกลูกในรูที่มันขุดเข้าไปในดิน นกกระเต็นนี้เป็นนกกินปลา ต้องอยู่ในที่ที่มีปลา บินโฉบลงมา ปุ๊บจับเลย มันบินโฉบลงมาเร็วมาก พอดีกับปลาเซ่อ ๆ ขึ้นมาพอดี (หัวเราะ) มันก็คาบไป คาบดิ๊ก ๆ ไปเลย และมันเคยมาคาบในบ่อที่ เราเลี้ยงไว้ที่นี่ ตอนนั้นเณรแผนอยู่ เณรแผนเขาไม่ได้เจตนาจะยิงให้ น.180ตายหรอก มันยิงหนังสติ๊กออกไป พอดีถูกป๊อก (หัวเราะเบา ๆ) แม่น เหมือนปาฏิหาริย์ เฮ่อะ ๆ เณรแผนแกละอายหรือกลัวหน้าซีดเลย ที่ ยิงนกกระเต็นตาย มันเกาะอยู่บนกิ่งกระท้อน เราไม่ได้บอกให้คอยไล่ หรอก แต่เณรเขารู้ว่าเราไม่ต้องการให้มันมาขนปลาไป

เช่าวัดให้พระอยู่และที่มาของชื่อ

ถาม อาจารย์ครับ พอตกลงจะเข้าไปอยู่ที่วัดร้าง(ตระพังจิก)แล้ว ขั้นแรกสุด ต้องบอกกล่าวใครอย่างไรหรือเปล่าครับ

เราต้องการจะมีกรรมสิทธิ์หวงห้าม ไม่ให้คนเข้าไปวุ่นวาย ก็คิด กันไว้ตั้งแต่ก่อนเข้าไปอยู่แล้ว ว่าต้องมีแผนในแง่กฎหมาย โดยให้คณะ ธรรมทานเช่าที่วัดร้างจากรัฐบาล แล้วเราก็ตั้งทนายความไว้คนหนึ่ง เป็นทนายความที่มีชื่อเสียงอยู่ที่นั่น ชื่อนายคลิ้ง ศิวายพราหมณ์ เป็น ผู้จัดทำสัญญาเช่าอะไรต่าง ๆ ให้เช่าในนามของแกด้วย ดูเหมือนจะมี รายละเอียดในหนังสือพิมพ์พุทธศาสนาเล่มแรก ถ้าจำไม่ผิดพอเข้าไป อยู่แล้ว จึงค่อยจัดการเรื่องเช่า ที่ต้องทำอะไรให้มีอำนาจห้ามปราม เพราะมันเป็นที่เที่ยวเล่น ของนักเลงต่อไก่บ้าง เก็บเห็ดบ้าง เก็บผักบ้าง เรากลัวเขาจะรบกวน ดูเหมือนเนื้อที่ราว ๆ ๗๐ ไร่ เอาแต่ตอนบน ตอนล่างลงไปเป็นป่า จากนั้นไม่เอา พอเช่าเสร็จก็ค่อย ๆ ล้อมรั้วลวดหนาม มีประตูเข้าออก ทางเดียว คือด้านหน้า ที่เป็นทางเข้าในปัจจุบัน ลวดหนามก็กั้นพอเป็น พิธี ดูเหมือนจะ ๒ เส้นเท่านั้น ใช้ไม้ปักแล้วเอาลวดหนามติด ด้านหน้า กับด้านตะวันออก และตอนหลังก็ตัดไม้ประดู่ เอากิ่งไม้ประดู่นี่มาปัก น.182จนงอกขึ้นเป็นแนวรั้ว ตอนหลังตายเสียมาก เหลืออยู่ ๒-๓ ต้นที่อยู่ ในวัด แล้วเราก็ขึ้นป้าย"ห้ามเยี่ยม" (หัวเราะเบา ๆ) แต่อย่างนั้น แขก มันยังรอดเข้ามาทำนั่นนี่ ทั้ง ๆ ที่เราห้ามเข้าไปเก็บผักยิงนกตกปลา อะไรต่าง ๆ วันนั้นยังจำได้ หนุ่มอิสลามคนหนึ่ง เป็นลูกคนมีอันจะกิน เขาเข้าไปเยี่ยมผม แล้วไปนั่งคุยกันจนบ่าย ตรงหน้าโบสถ์ ตอนบ่าย ๆ บนต้นไม้ตรงนั้น ที่เรียกว่าต้นพลา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสวนโมกข์ด้วย นั่นน่ะ มันมีลูกสุกพอดี แล้วนกจำพวกนกโพระดก ตัวสีเขียว มันมา เกาะเต็มไปหมด ยั้วเยี้ยไปหมด มากินลูกพลากัน หนุ่มอิสลามคนนั้น เขาบอกว่า "ภาษาของท่าน ไอ้นกนี่อยู่ได้ ถ้าภาษาของผมไอ้นกนี่ไม่มี นกนี้ต้องไม่มี จับไปแกงหมด" ภาษาอิสลามจับไปแกง เฮ่อะ ๆๆๆ อิสลามอีกคนหนึ่งแกเก็บยอดผัก เก็บใส่ห่ออยู่ ผมไปอยู่ใหม่แรก ๆ ก็ถือเคร่งหน่อย ไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่มย่าม ก็เลยเข้าไปบอกว่าเก็บ ไม่ได้ ไม่ต้องการให้เก็บ แกบอกผมว่า "ผมมาเก็บให้มันเตียน ให้ท่าน อยู่สบาย" (หัวเราะ) แก้ตัวไปน้ำขุ่น ๆ ว่ามาเก็บให้เตียน มาช่วยทำความ สะอาด เฮ่อะ ๆๆๆ เรื่องเช่าวัดนี่เคยเขียนลงใน พุทธศาสนา ด้วย จนยังไงไม่รู้ มหา ทองสืบรู้ คงอ่านพบ ไปเล่าให้สมเด็จวชิรญาณวงศ์(สมเด็จพระสังฆราช เจ้าวัดบวรฯ) ฟัง ตอนได้พบท่านครั้งแรก ท่านทักขึ้นเป็นข้อแรก "มหา เงื่อม แกทำอะไรของแกวะ เช่าวัดให้พระอยู่ เช่าวัดให้พระอยู่" (หัวเราะ เบา ๆ) ผมก็ได้อันนี้เป็นเครื่องคิด พอปีหลัง ๆ ก็เลยเลิกเช่า ไม่จ่าย ค่าเช่า บอกเลิกเช่า ดูเหมือนจะเช่าอยู่เพียงไม่กี่ปีเท่านั้น

ถาม อาจารย์ครับ ชื่อสวนโมกข์นี่ ได้มาอย่างไรครับ

(หัวเราะ) มันก็เป็นธรรมดาแหละ ที่จะต้องตั้งชื่อ แต่ว่าเรื่องชื่อ สวนโมกข์นี่ นายธรรมทาสเขาไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือไม่มีสิทธิ์ที่จะ น.183เกี่ยวข้อง ว่าจะตั้งชื่ออะไร เราว่าไปคนเดียว คิด คิด คิดไปตามไอ้ หลักเกณฑ์ หรือตามถ้อยคำที่มีใช้อยู่ และเพื่อขบขันบ้าง เรามันมีนิสัย ฮิวเมอริสท์อยู่บ้าง ฟลุคที่ว่ามันมีต้นโมกและต้นพลาที่สวนโมกข์เก่านั่น ต้นโมกนี่ยังอยู่ที่หน้าโบสถ์หลายต้น และต้นพลาก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไป ต้นโมก กับต้นพลา เอาโมกกับพลามาต่อกันเข้า (หัวเราะ) มันก็ได้ความเต็มว่า กำลังแห่งความหลุดพ้น พลังแห่งความหลุดพ้น ส่วนคำว่าอารามย่อม ธรรมดา แปลว่าที่ร่มรื่น ที่รื่นรมย์ เมื่อมันฟลุคอย่างนี้มันก็ออกมา จริงจัง ตรงกับความหมายแท้จริงของธรรมะ วัตถุประสงค์ก็คือโมกข์ สถานที่อันเป็นพลังเพื่อโมกขะ ก็เหมาะแล้ว เมื่อแรกเสนอขึ้นมาเขา ฟังขัดหูกันทั้งนั้นแหละ แปลก หรือว่าขัด ๆ หูไม่รู้อะไร โมกข-พลา ต้องอธิบายให้รู้ว่าธรรมะคืออย่างนั้น มีความหลุดพ้นเป็นวัตถุที่พึง ประสงค์ จึงเกิดวัดชนิดที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดความหลุดพ้น เรียกว่า โมกขพลาราม

ถาม อาจารย์คิดปั๊บ เอาชื่อเดียวเลยหรือว่ามีชื่อให้เลือกหลายชื่อครับ

เท่าที่นึกออก คิดทีเดียว ชื่อเดียว ทีเดียว

ถาม นี่หลังจากมาอยู่แล้วใช่ไหมครับ

เมื่อมันมาอยู่แล้ว ไม่ได้คิดมาแต่กรุงเทพฯ (หัวเราะ) เมื่อมาเห็น ต้นโมกกับต้นพลาแล้ว

ถาม ในกลุ่มอุบาสกที่ช่วยงานกันอยู่ เขาว่าแปลกแต่ไม่ถึงกับค้านใช่ไหมครับ

เขาไม่รู้จะด้านอย่างไร และเขาก็ฟังไม่ค่อยจะออกว่ามันหมายความ ว่าอย่างไร เขายังไม่เคยเรียนบาลี มันจึงแล้วแต่เราโดยประการทั้งปวง ถึงนายธรรมทาสก็ไม่มีความเห็นอย่างไรที่จะแย้งหรือวิจารณ์ (หัวเราะ เบา ๆ) พอออกมาก็เอาเลย เป็นชื่อสำนักป่าที่จัดขึ้นมาเพื่อส่งเสริม วิปัสสนาธุระ ใช้คำตรง ๆ อย่างนี้เพื่อส่งเสริมวิปัสสนาธุระ น.184

ถาม อาจารย์ครับ ทีนี้มาถึงอีกชื่อหนึ่งครับ ชื่อพุทธทาส นี่ล่ะครับ

อ้า นี่มันก็เรื่องไหล ๆ มา นายธรรมทาสเขาตั้งชื่อของเขาก่อน ธรรมทาส (หัวเราะ) ทีนี้เราเห็นว่ามันว่างอยู่ตำแหน่งหนึ่ง ก็เลยเห็นว่า มันน่าจะชื่อพุทธทาส แล้วเจ้าคุณวัดสามพระยาสมัยนั้น สมเด็จวัด สามพระยาตอนนี้แหละ ท่านเกิดชอบขึ้นมา ท่านก็เลยใช้ชื่อสังฆทาส อยู่พักหนึ่ง และท่านก็จัดการเรื่องของคณะสงฆ์เป็นการใหญ่ ปฏิรูป ปฏิวัติอะไรกัน ในเรื่องเกี่ยวกับคณะสงฆ์ ก็เลยใช้ชื่อตัวเองว่าสังฆทาส เลยได้มีครบชุด (หัวเราะ)

ถาม อยู่ที่ไชยา ๒ คน อยู่ที่กรุงเทพฯคนหนึ่ง เคยรู้จักกันเป็นส่วนตัวไหมครับ

ไม่ ไม่รู้จัก ไม่รู้จักอะไรกันเลย แต่ท่านได้อ่านหนังสือของเรา

ถาม ชื่อพุทธทาสนี่ตั้งเมื่อไรครับ

เรียกว่าตั้งหรืออะไรก็ไม่รู้ ครั้งแรกเขียนบทความไปลง กรุงเทพ เดลิเมล์ หนังสือพิมพ์ใหญ่สมัยนั้น เราเริ่มใช้ชื่อนี้ แต่เขาไม่ลง เขียน วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับศาสนานี่แหละ

ถาม ก่อนตั้งสวนโมกข์หรือครับ

ก่อน ก่อนสวนโมกข์ แต่นายธรรมทาสเขาใช้ชื่อธรรมทาสแล้ว ไล่ ๆ กัน ต่อมามีคนชอบคำว่าทาส เอาไปตั้งชื่ออริยทาสบ้าง อะไร ทาสบ้าง หลาย ๆ ทาส(หัวเราะ) เมื่อไม่นานมานี้มีใครนะเขียนไปลงใน หนังสือพิมพ์มติชน ว่ามันต้องเลิกคำว่าทาส เพราะสมัยนี้ไม่มีทาส แล้ว เขียนทำนองกระทบ ๆ เปรียบเปรย แต่ผมไม่อยากจะเขียนไปตอบโต้ เพราะมันคนละทาส ความหมายมันคนละอย่าง ไอ้ทาสที่เลิกน่ะมันอย่าง หนึ่ง ไอ้ทาสอย่างชื่อเรานี่มันเลิกไม่ได้ และมันเป็นขึ้นโดยธรรมชาติ โดยอัตโนมัติ มันเลิกไม่ได้ ฉบับเมื่อเร็ว ๆ นี้ ๒-๓ เดือนมานี่ ลองอ่าน น.185ดูแล้ว เขาก็คงจะมุ่งหมายกระทบผม กระทบเป็นส่วนใหญ่ ที่เขียน บทความนี้

ถาม ผมอ่านใน เดอะ มิดเดิล เวย์ เห็นมีฝรั่งเขาใช้ชื่อพุทธทาสเหมือนกัน ระยะนี้

โอ้ นั่นเขาชื่ออยู่คนหนึ่งแล้ว อยู่ที่อเมริกา เป็นคนลังกา ใช้ชื่อพุทธทาส เป็นฆราวาส ดูเหมือนจะชื่อพุทธทาส หิริวิชัยหรืออะไรนี่

ถาม เป็นชื่อจริงของเขาหรือครับ

เป็นชื่อจริง ไม่ใช่นามแฝง มีคนเข้าใจสับสนกับผมบ่อย คนนั้นเขา เป็นฆราวาส เป็นพุทธบริษัทที่เด่นอยู่ในสังคมคนหนึ่ง

ถาม รู้สึกเขาเป็นนักวิชาการใช่ไหมครับ

เขาเขียนทางวิชาการ ทางทฤษฎีอยู่บ่อย ๆ

ถาม อาจารย์ครับ ผมเคยได้ยินว่า อาจารย์เคยไปขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ แล้วเขาไม่ยอมให้จด

ยื่นจดทะเบียนเปลี่ยน เขาว่าเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมีคำว่าพุทธ

ถาม พร้อม ๆ กับโยมธรรมทาสหรือเปล่าครับ

นายธรรมทาสเขาจดได้ก่อนนานแล้ว ของผมนี่มาจดตอนมีสวนโมกข์ แล้ว ถึงได้ยื่นคำร้อง เขาว่าไม่ได้ ลบหลู่พระพุทธเจ้า เอาคำพระพุทธเจ้า มาใช้ นี่คุณดูความรู้ สติปัญญาของเจ้าพนักงานของประเทศไทย มันมี ความรู้อย่างนี้ ก็เลยขี้เกียจไปทะเลาะกับคนชนิดนี้

ถาม ใครครับอาจารย์ ศึกษาอำเภอหรือเปล่า

โน่น ที่กรุงเทพฯโน่น การเปลี่ยนชื่อต้องขึ้นถึงกรุงเทพฯ เขาต้อง ไปพิจารณา แล้วอนุญาตลงมาจากกระทรวงไหนก็ไม่รู้ จะเป็นกระทรวง น.186มหาดไทยหรือกระทรวงวัฒนธรรมอะไรก็ไม่รู้ เขาตอบมาว่าอย่างนั้น แล้วก็มีอีกคนหนึ่งชื่อ พุทธทัตตะ เป็นชาวลังกามีชื่อเสียงมาก เอ็นไซ- โคลปิเดีย บริตานิกา ลงเรื่องของพุทธทัตตะนี่ มีหลายคนคิดว่าเป็นผม ที่กรุงเทพฯน่ะเอาไปโฆษณา เอาไปป่าวข่าวกันใหญ่ รวมทั้งคุณวิโรจน์ อะไรด้วยนี่

ถาม สมัยที่ผมเป็นนักเรียน หนีโรงเรียนมาที่นี่ ท่านวิรัติก็เคยบอกผมอย่างนั้น

อย่างงั้นเหรอ (หัวเราะ) ก็มันมีหนังสือพิมพ์ลง หนังสือพิมพ์ใน เมืองไทย หนังสืออะไรนะ ขี้ประติ๋ว เอาไปลงว่ามีเกียรติ ผมก็ฉงนว่า เป็นไปไม่ได้ แต่ก็นิ่งอยู่อย่างนั้น ต่อมาผมก็เห็นอาติเกิลที่ว่านั้นเอง ในเอ็นไซโคลปิเดียนั้น อ้าว มันพุทธทัตตะ นี่หว่า คนนี้ผมก็เคยพบที่ อินเดีย ไปธุระอะไรที่มัทราส เราก็ไปถึงนั่น ก็เลยฉันข้าวร่วมกัน เห็น จะอายุพอ ๆ กัน

ถาม อาจารย์เคยนึกไม่ชอบชื่อเดิมตัวเองไหมฮะ

ไม่เคยนึก มันไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อ ผมชอบที่มันแปลไม่ได้ แต่ตอนโน้นก็ไม่ค่อยนึกอะไรมาก ไม่เคยสนใจเรื่องนี้ แต่ตอนหลัง ๆ มา เมื่อเรียนหนังสือหนังหาอะไรแล้วก็ชอบ ที่นายธรรมทาสใช้ว่าเงื้อม นั้นไม่ถูกแน่ ผมเคยเซ็นชื่อเงื่อม มาแต่แรก ทั้งในบัญชีโรงเรียนก็เงื่อม แล้วมันก็แปลไม่ได้ แต่ว่าคนโดยมาก ชาวบ้านโดยมากเขาเรียกเพี้ยนเป็น เนื่อมไปก็มี เนื่อมนี่มากที่สุด เงื้อมไม่มี ชื่อผมโดยแท้จริงชาวบ้านเขา จะออกเสียงว่าเหงื่อม (เสียงอยู่ในหู) ความหมายไปตรงกับคำว่าเงื้อม แต่ออกเสียงเป็นเหงื่อม ก็เลยทำให้คนเข้าใจว่ามาจากเงื้อม พอได้ยิน คำว่าเงื่อม เขานึกถึงเงื้อมกันทั้งนั้น ดังนั้นสมเด็จวัดเทพศิรินทร์ท่าน เรียกผมว่าเงื้อม เพราะไม่รู้ว่าเงื่อมมันหมายความว่าอะไร ก็สันนิษฐาน ว่าคงจะเงื้อมนั้นเอง น.187

ถาม เมื่อตอนอาจารย์ย้ายเข้าไปอยู่ระยะแรกสุด มีบริการหรือสิ่งของอะไร ติดตัวเข้าไปบ้างครับ

ก็ไม่มีสมบัติอะไร มีหนังสือ ๒-๓ เล่ม มีบาตรและมีตะเกียงน้ำมัน มะพร้าวทำด้วยแก้วลอยไส้ จุดอยู่หน้าพระพุทธรูป ยังไม่คิดจะเขียน หนังสือระยะแรก ต่อเมื่อจะเขียนหนังสือจริงจัง จึงมีกุฏิและตะเกียงหลอดใช้ มันเป็นตะเกียงน้ำมันขนาดเล็ก มีหลอดแก้วยาว ผมใช้อยู่หลายปีหลอด ไม่เคยแตกเลย จนมีคนอื่นมาทำของผมแตก บริขารนอกนั้น ก็มีจีวร ตอนนั้นผมใช้จีวรค่อนข้างดำ ย้อมเอง ย้อมด้วยแก่นขนุน แช่ทิ้งไว้นานหน่อย ยางขนุนพอได้แสงแดดก็ทำให้ ผ้าดำ ในพุมเรียงก็มีพระห่มจีวรดำ ๆ อยู่แล้ว เช่นอาจารย์เหม็นนี้ก็ จีวรดำ อาจารย์ทุ่มก็จีวรค่อนข้างดำ แล้วก็มีท่านแช่ม พระใบฎีกาแช่ม จีวรดำปี๋ เจ้าคุณชยาภิวัฒน์ก็จีวรค่อนข้างดำ สีพอเหมือนปีกนกเหยี่ยว ตอนหลังมันขี้เกียจ มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเอง แต่ผมก็ไม่เคยใช้จีวร เหลืองอ๋อย ถ้าจีวรใหม่มักจะย้อมด้วยน้ำกรักทีหนึ่งก่อนเสมอ เพื่อให้ มันทน ให้ยางไม้จับเส้นด้าย แล้วใช้ได้ทน และก็ซักได้เรื่อย ไม่ต้องย้อม บ่อยนัก ถ้าย้อมสีธรรมดา ต้องย้อมทุกครั้งที่ซัก เพราะสีมันหลุดหมด ตอนอยู่สวนโมกข์เก่า นาน ๆ จะมีคนถวายจีวรสักที เมื่อผ้าขาด ผมก็ปะเองเย็บเอง จึงมีบางสมัยได้ใช้ผ้าปะตามแบบอย่างของพระ อริยเจ้าแต่ก่อนด้วย รู้สึกว่าดี ได้ความนึกคิดกว้างขวาง โดยไม่ต้อง ลงทุนอะไร ทั้งยังได้ผ้าใช้ไม่ขาดแคลนอีกด้วย ตอนหลัง ๆ มานี่ก็เลิกย้อมเด็ดขาด เพราะมันนึกขึ้นมาได้ว่าทำให้ มันดำ ทำให้มันแปลกเพื่อน มันอยากจะดีกว่าเพื่อน มันก็เล่นละคร แกล้ง ย้อมดำอวดคน ก็เลยเลิก ไม่เอาเลย ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม น.188

ถาม ผ้าห่ม มุ้ง หมอน อาจารย์ใช้ทำอย่างไรครับ

โดยมากก็ใช้จีวรห่ม มันก็พอแล้ว มีบางครั้งที่คลี่สังฆาฏิห่มด้วย หมอนก็ใช้ไม้สองอันวางหัวท้าย แล้วใช้ไม้กระดานเล็ก ๆ ตอกขวาง คล้ายม้ารองนั่ง แต่เตี้ย ๆ เท่ากับหมอน ใช้ผ้าสังฆาฏิพับ ๆ รองเสีย ชั้นหนึ่ง หมอนอย่างนี้เป็นของธรรมดา ๆ ชาวบ้านก็ใช้กันอยู่ทั่วไป มุ้งไม่ได้ใช้ ถ้าไม่สบายจึงใช้มุ้ง ปกติไม่ได้ใช้ ยุงมีบ้างก็สุมไฟเอา คลุมโปงเอาบ้าง เวลาค่ำตากวยแกก็จะสุมไฟขึ้นมา ยุงก็ไม่ค่อยมี

ถาม อาจารย์ถือธุดงควัตรอะไรบ้างครับ

ก็ถือเท่าที่จะถือได้ทันที เช่นฉันหนเดียว บิณฑบาตเป็นวัตร ใช้ผ้า ๓ ผืน ถือผ้า ๓ ผืน

ถาม เวลาอาบน้ำทำอย่างไรครับ ใช้สบู่หรือเปล่าครับ

ก็ใช้ผ้าอาบน้ำ เราถือ ๓ ผืนแบบใช้ผ้าอาบด้วย แต่ก็มีบางทีเหมือน กันที่ซักสบง ก็ต้องนุ่งจีวรแทน จีวรถ้าเอามาพับกลางตามยาวก็เท่ากับ สบง ๒ ชั้น นุ่งแทนสบงจนกว่าสบงจะแห้ง ถ้าถือ ๓ ผืนต้องถืออย่างนี้ สบู่ไม่ได้ใช้หรอก ใช้ผ้าถูเอา ไม่เปลือง ไม่ยุ่ง ตอนแรก ๆ รองเท้า ก็ไม่สวม ร่มก็ไม่ใช้ บางครั้งเดินมาเทศน์ที่คณะธรรมทาน ซึ่งต่อมา ย้ายมาริมทางรถไฟที่ไชยา เดินมาโดนฝนเปียกชุ่ม นั่งเทศน์กันจน มันแห้งไปเอง สุขภาพกลับแข็งแรง ไม่สวมรองเท้า ไม่ใช้ร่มกลับทน แดดทนฝน หวัดไม่เป็นเลย ออกกำลังกายอย่างอื่นก็ไม่ค่อยมี นอกจาก กวาดใบไม้ กวาดขยะ แต่เราก็ขี้เกียจ ส่วนมากก็เดิน เดินไปเดินมา แบบเดินจงกรมนั่นแหละ แต่ว่าเดินเร็ว ๆ ออกกำลัง บางทีก็เดินคิด อะไรเล่น เพราะว่านั่งเมื่อย แต่ส่วนมากเดินคิดอะไรออกดี ๆ มักจะเป็น เวลาเดินมาเทศน์ที่ไชยา ผ่านทุ่งนาผ่านอะไร คิดได้ก็จดใส่มือ มาถึง ก็จดลงกระดาษ เพราะความคิดดี ๆ แบบนี้ บางทีมันเกิดขึ้นแล้วมันจะ ไม่กลับมาอีก

ชีวิตพระอีกแบบหนึ่ง

ถาม อาจารย์ครับ ระยะแรกที่อาจารย์อยู่คนเดียวนี่ มีกิจวัตรประจำวันอะไร บ้างครับ

ไหว้พระเช้าเย็น แล้วก็อ่านหนังสือบ้าง ไปเที่ยวตามป่าใกล้ ๆ นั้น บ้าง ไม่เรียกว่าเป็นกิจวัตรได้เท่าไรนัก ทำวัตรเช้าตอนหัวรุ่ง แล้วก็ ออกบิณฑบาต ในตลาดพุมเรียงนั้นแหละ เรากะเวลาออกหลังจาก พระอื่นเขากลับหมดแล้ว เพื่อจะได้ไม่ต้องเดินหลบ เดินหลีกกัน เวลา สวนทางกันจะได้รักษาความสงบเงียบได้ด้วย ออกจากวัดก็เดินเรื่อย ๆ ตรงไปถึงบ้านโยม แล้วก็กลับ เพราะมีห่อกับข้าวตุงนังเต็มบาตร ไป อีกไม่ได้ บ้านโยมกับบ้านแม่เจี้ยมตรงกันข้ามจะใส่กับข้าวเป็นประจำ ทำกระทงแล้วห่อใส่ใบตองกลัดไม้กลัดแบบห่อขนม บ้านอื่นส่วนมาก ก็ใส่ข้าวเปล่า มีบางบ้านที่ใส่กับบ้างแต่ไม่ประจำ ตอนหลังเมื่อมีพระ เพิ่มขึ้น ก็มีบ้านน้าเอี่ยม บ้านป้าเล็ก ใส่ประจำเพิ่มขึ้น บางทีบ้านป้าแหว ก็ใส่ด้วย พอกลับมาถึงวัด ตากวยก็จะคอยถ่ายข้าวให้ ที่เหลือจากฉันแกก็ เอาไปกินเย็น บางวันถ้าเป็นวันที่ชาวบ้านทำบุญอะไรเป็นพิเศษ เช่น ฤดูแห่พระ ชาวบ้านที่ลงไปจากบ้านทุ่ง บ้านลำไย เขาจะเดินผ่านทาง น.190หน้าวัด พอเราออกบิณฑบาตแค่หน้าประตูวัด เขาก็จะใส่ข้าวต้มที่ มัดด้วยเชือกบ้าง ข้าวหลามบ้าง เสียจนเต็มบาตร ก็ไปไม่ถึงบ้านโยม วันนั้นก็ได้ฉันข้าวกับข้าวหลาม หรือข้าวต้มไป (หัวเราะเบาๆ) ฉันเสร็จครั้งเดียวแล้วก็ว่างไปทั้งวัน อ่านหนังสือบ้าง คุยกับคน ที่ไปเยี่ยมบ้าง อย่างตากวยนี่แกก็ไปทุกวันก็คุยกันเสมอ ตากวยแกเป็น คนแปลกอย่างที่เคยเล่าแล้ว(เล่ม ๑ น.๑๑๙) เป็นชาวบ้านนอก ชาวป่า แถบปากหมาก(ตำบลหนึ่งในไชยา)มาสนใจเรื่องของนักปราชญ์ น้อยคน จะทำได้ ตอนแก่ ๆ แกมาอยู่วัด ภรรยาแกตายแล้ว แกอยู่คนเดียว ตอนหลังดูเหมือนไปอยู่วัดหัวคู ผมก็เคยช่วยเหลือแกบ้าง ต่างคนต่าง พึ่งพากันอยู่ ที่แปลกพิเศษก็คือ แกชอบเป็นชีวิตจิตใจที่จะจำเรื่องเก่า ๆ ในอดีตต่าง ๆ เสียดายตอนนั้นไม่มีเครื่องบันทึกเสียง แกเล่าไว้มาก จด ไม่ไหว มันมากเหลือเกิน กาแก้ว การาม กี่องค์ ๆ อยู่วัดไหน แกจำได้ หมด เรื่องเจ้านายต่าง ๆ เหตุการณ์พิเศษทางกรุงเทพฯ ใครไปใคร มา เป็นความรู้ที่มีประโยชน์ และก็มากด้วย ส่วนการทำสมาธินั้น ระยะแรกผมก็ไม่ได้ทำจริงจัง ยังยึดถือไอ้ ความรู้จากการศึกษาค้นคว้า ตอนนั้นก็เริ่มค้นพระไตรปิฎก และเริ่ม เขียน ตามรอยพระอรหันต์ แต่ปีแรกยังไม่ได้ออกหนังสือพิมพ์พุทธศาสนา ก็มีเวลาว่างมาก ออกไปเที่ยวตามป่าใกล้ ๆ บ่อย ๆ มีตาหลวงมิน เป็นเพื่อนเที่ยว นับเป็นช่วงที่ประหลาดที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิต มีเวลา นึกคิดอะไรมาก นึกอะไรออก(หัวเราะ) ก็บันทึกไว้จดไว้ จนใช้คำว่า วิปัสสนาคือวันคืนแห่งการคิด นั่นมันผิด ที่จริง มันควรจะพูดว่าวิปัสสนา คือวันคืนแห่งการดูธรรมชาติมากกว่า

ถาม อาจารย์เดินจงกรมหรือเปล่าครับ น.191

เดินเล่นมากกว่า เดินเล่นเมื่ออ่านหนังสือเหนื่อย ๆ ทางเข้าที่ลงจาก เนินลงไปถึงโบสถ์เป็นทางตรง แต่ก่อนมีคู ๒ ข้าง เดี๋ยวนี้ลบหมดแล้ว ตรงนั้นใช้เป็นที่เดินจงกรมได้ ต่อมาเมื่อสร้างกุฏิ ๔-๕ หลังแล้ว ระหว่าง กุฏิก็ทำเป็นที่เดินจงกรม แล้วทางด้านหลังป่า พื้นที่ทางตะวันตกของ วัดเป็นทราย ทำเป็นที่เดินจงกรมพิเศษยาวตั้งเส้นเห็นจะได้ ทำให้กว้างวา หนึ่ง เส้นนี้เดินกันจนลึก

ถาม อาจารย์ครับ อาจารย์มีอะไรเป็นของเล่นบ้างครับ ในระยะแรก ๆ นี้

ว่าถึงของเล่นมันก็ไม่มีหรอก ไอ้ของเล่นอย่างที่เป็นวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ วิทยุก็ยังไม่มี อะไรก็ไม่มี แต่เล่นปลูกต้นไม้ ปลูกในกระถางเล็ก ๆ ปลูกต้นไม้สวยงาม และเราก็คุ้นเคยกับสัตว์ ไก่ป่าบ้าง แย้บ้าง แย้นั้น จะเรียกว่าโง่ที่สุดก็ว่าได้ (หัวเราะ) เอาไอ้แขนงไม้อ่อน ๆ ที่มันมีใบอ่อน ตรงปลายสักใบหนึ่ง หมุนคลึงกับดิน มันก็วิ่งเข้ามาหาจนถึงมือ จน เข้ามาในมือ จนจับมันได้ อย่างนี้ความโง่ของแย้

ถาม ต้องเป็นใบอะไรที่มันชอบกินด้วยหรือเปล่าครับ

ใบอะไรก็ได้ เอามารูดเสียให้หมดเหลือแต่ใบเดียวหรือ ๒ ใบอย่าง มากอยู่ที่ตรงปลายสุด แล้วก็หมุนกลิ้งเหมือนอย่างกะแมลง อีกอย่าง หนึ่งที่มันชอบกินคือลูกของต้นกระดูกไก่ (มะลิป่า) พอมันสุกดำเราก็ ปลดให้แย้ มันพยายามปีนขึ้นไปเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ถึง เราก็ปลด โยนให้ ปลดโยนให้ จนคุ้นเคย รอพอลูกมันสุกดำมากแล้ว เราก็ไปสักที โยนทางโน้น โยนทางนี้ มันก็มารอบทิศ มารอบตัว เข้ามากินไอ้ลูก กระดูกไก่ดำ กระทั่งตอนหลังโยนข้างเท้ามันก็ขึ้นมากินบนเท้า นี่เป็นการ เรียกแย้โดยไม่ต้องใช้คาถา ใช้ลูกกระดูกไก่ ตอนหลัง ๆ นี่เรียกได้ด้วย มือเปล่า ๆ ทำท่ายกมือ ทำท่าเหมือนจะขว้าง มันก็มาเหมือนกัน บางที น.192ก็มากัดกันให้ดูด้วย สนุกกันใหญ่ ไอ้ตัวผู้ที่มาจากทิศทางต่าง ๆ กัน บังเอิญมาเจอกันที่นี่ก็กัดกัน

ถาม มาทีหนึ่งหลายตัวหรือครับ

นั่นแหละหลายตัว ไอ้ตัวผู้หัวโจกมันไม่ค่อยกี่ตัว ๓ ตัว ๔ ตัว นอกนั้น เป็นตัวเมีย เป็นตัวที่ไม่มีฤทธิ์เดชอะไร ตัวผู้ที่ว่านี้สด สีสดสวย แล้วก็ ทำท่ายกขาหน้าขึ้น ๒ ข้าง และกระโจนใส่กัน ท่าทางสวยเหมือนกับ กางใบ ไอ้โครงข้างคอ มันจะกางออกได้ ถ้ามันโกรธจัดหรือมันจะกัดกัน และสีสด นี่เป็นแย้ตัวผู้ ตัวเมียไม่มีสีเลย สมัยเด็ก ๆ เราเคยเรียกว่า เป็นแย้ ๒ ชนิด เรียกตัวผู้ว่าแย้กระดาน เรียกตัวเมียว่าแย้ข้าว ที่จริง มันเป็นตัวเมีย สีซีด ไม่ค่อยกัด ไอ้แย้ตัวผู้นี่ พอเห็นกันเข้าละก็ จะต้อง ลองกำลังกันจนกว่าจะแพ้กันไปข้าง แย้กัดกันนี่สวยมาก ถ้าถ่ายวีดีโอ ไว้จะน่าดู

ถาม ฝูงหนึ่งมากไหมครับ สักกี่ตัว

มันไม่ได้อยู่เป็นฝูงหรอก มันอยู่ใกล้ ๆ กัน เราเรียกมาทีก็เป็นฝูง ขึ้นมารอบด้านเลย พอมันเห็นมือมันก็มารอบด้าน มาทุกทิศ ตรงหน้า โบสถ์นั่นแหละ ตอนนั้นเราไม่เลี้ยงหมา ไม่เลี้ยงแมว ที่เป็นข้าศึกกับแย้ แย้เลยพร้อมที่จะเป็นมิตร สัตว์น่ะ ถ้าเราแสดงอาการเป็นมิตร มันก็ เป็นมิตร ไอ้ที่เสาโบสถ์เก่าตอนนั้น มันมีโพรง แล้วไอ้ลูกตะกวดมัน เข้าไปอยู่ในรูนั้น เสานั้นอยู่ตรงประตู เราต้องเดินเข้าออกประตู พอ เข้าไปมันออกมาโผล่หัวเชียวล่ะ พอเราเดินผ่านมันหลุบ พอเราผ่าน ไปแล้วมันก็โผล่มาอีก พอเดินมาอีกก็หลุบอีก ต่อมามันคงจะขี้เกียจ มันก็เลยไม่หลุบ ผมเอามือไปแตะหัวมันจึงหลุบ หลาย ๆ หนเข้า เอา มือไปแตะมันก็ไม่หลุบ และมันหลับตาด้วย หลับเสียเลย ลูบหัวมันได้ น.193แสดงว่ามันพร้อมที่จะเป็นมิตร แต่มนุษย์ไม่แสดงอาการเป็นมิตรนี่ เจอตะกวดมันก็เอามาแกงกินเสีย

ถาม ไก่ที่นั่นเป็นไก่ป่าทั้งหมดหรือครับ

อ๋อ เดิมมันเป็นไก่ป่า ทีนี้เผอิญเอาไก่เล็คฮอนมาปล่อยไว้ตัวหนึ่ง ก็เลยผสมกับไก่ป่า ได้ไก่ป่าพันทางหลาย ๆ อย่าง ผสมครั้งแรกลูกออก มาขาวผ่องก็มี เหมือนเดิมก็มี พออีกสักชุดรุ่นหลานนี่ แยกย้ายเป็นหลายสี หลายอย่าง ทำให้แปลกออกไปยิ่งขึ้น ในรุ่นต่อ ๆ มา ทีนี้พอไอ้ตัวผู้ ที่เป็นพ่อพันธุ์นั่นตายไปแล้ว มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนกลับไปหาธรรมชาติ เดิมของมัน ตอนรุ่นที่ ๒ ที่ ๓ นี่มันแปลกมาก ลาย ๆ เหมือนกับไก่บา พลีมัธ ก็มี ขาวเหมือนเล็คฮอนก็มี อีกอย่างเราก็เลี้ยงปลาเล่น แม้เราจะอยู่แบบนั้น ชาวบ้านเขายัง เอาข้าวตอกไปให้ตอนหัวพรรษา เหมือนกับวัดอื่น ๆ เราอยู่องค์เดียว ๒ องค์ก็กินไม่หมด ผมก็เลยเอาเลี้ยงปลาดุก ปลาดุกในสระนั่นแหละ ปลาดุกชอบ ปลาอื่น ๆ ก็ชอบเหมือนกันแต่ไม่เท่าปลาดุก ตอนเย็น ๆ ก็มักพายเรือเล่นในสระ ดูนกเป็ดน้ำดูอะไรเหมือนที่เคยเล่าไว้แล้ว

ถาม อาจารย์ได้เรือมาจากไหนครับ

ใครเอามาให้ลืมเสียแล้ว ลืมชื่อเสียแล้ว ดูเหมือนจะเป็นพระที่วัด โพธาราม พระลาย ท่านลาย ตาหลวงมินน่ะไปหามา ตาหลวงแก่ ๆ เป็น คนที่ช่วยเหลือในด้านท่องเที่ยวของเรา พาผมไปเที่ยวทุกหนทุกแห่ง ในป่าแถวนั้น ท่านลายเป็นเด็กของตาหลวงมิน ตาหลวงนี้เป็นคนไปบอก นั่งเต็มที่ ๒ คนน้ำจะเข้าแล้ว นั่งคนเดียวสบาย เย็น ๆ ไปพายรอบสระ ฤดูที่มีน้ำนะ รอบบ้าง ๒ รอบบ้าง(หัวเราะหึ ๆ) หัดพายเรือเป็นก็ ตอนนี้ นึกออกแล้ว ท่านลายแกเป็นคนทำเรือลำนี้ เป็นเรือสำปั้นที่ใช้ น.194กับเรือใหญ่ที่เป็นเรือเดินทะเล แกเป็นช่างทำเรือทั้งที่เป็นพระ ทำเรือ ของเจ้าคุณชยาภิวัฒน์(หนู)ด้วย

ถาม ตาหลวงนี่มาเป็นเพื่อนกับอาจารย์ได้อย่างไรครับ

แกเป็นคนไม่ได้ทำอะไร เป็นคนว่าง ครั้งสุดท้ายอยู่วัดนอก(อุบล) ก่อนนี้อยู่วัดเหนือ แกเข้ามาขอรับใช้ช่วยเหลือเรา แกร้องเสียงได้ทุก อย่าง เสียงสัตว์ เสียงนก เสียงแมว เสียงอะไร ไม่รู้เป็นพรพิเศษอะไร ของแก ร้องได้เหมือนจริง

ถาม แกเป็นพรานมาก่อนหรือครับ

ไม่ใช่พรานเป็นชาวบ้าน แกร้องนกเขาได้ จนพี่ชายแกหลงนึกว่า เป็นนกเขาจริง ไปต่อนก ต่อไปต่อมา ไปต่อเอานกคน ได้ยินว่าตอนเป็น ฆราวาส แกเคยไปประกวดร้องสัตว์กันในรัชกาลที่ ๕ และตาหลวงมิน นี่แพ้ ไปแพ้ฝรั่ง ฝรั่งทำเสียงจานตกแตกได้ แกทำไม่ได้ เสียงสัตว์อื่น ๆ นี่แกทำได้ เสียงแมวกัดกันนี่ร้องได้เหมือนแมวกัดกันเลย และแกมัน คนพ้นอาบัติแล้ว ช่วยเราขุดดินตัดไม้สารพัดอย่าง ฉันเช้าแล้วก็มักมา บางทีก็ฉันเพลแล้วมา อยู่จนค่ำ บางทีอยู่จน ค่ำจนดึก ช่วยทำทุกอย่างที่เราต้องการ แต่แกเป็นคนที่ไม่ได้รับการ ศึกษา ไม่รู้ไอ้เหลี่ยม ไอ้ตรง ไอ้คด ไอ้โค้ง พวกนี้แกไม่รู้ ให้ปลูกต้นไม้ สองข้างถนนให้ตรง แกก็ปลูกโค้ง แกบอกว่ามันตรง มันตรงกันทุกต้น (หัวเราะ) แกว่ามันตรงกันทุกต้นตลอดโค้ง แกเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่แกล้งทำ

ถาม แกมาชอบอาจารย์ได้อย่างไรครับ

อันนี้ผมก็ไม่รู้ อาจารย์ให้เวลาคุยกับแกบ้างไหมครับ น.195๏๏ คุย คุยเล่นสนุก ให้แกเป็นฝ่ายคุย และเราก็ฟัง แล้วเราก็แสดง อาการพอใจ แกพาอาจารย์เที่ยวไหนบ้างฮะ ๏๏ แถวเหนือน้ำนั่นแหละ ไปตามไร่พวกแขกอิสลาม เขาออกมาทำไร่ สับปะรดกันบ้าง อะไรบ้าง ไอ้ไร่ข้าวก็มี แกรู้จักไปเสียทุกเรื่อง บางไร่ มีหญิงสาวสวยคนเดียวเฝ้าอยู่ หญิงสาวจริง ๆ ผมประหลาดใจ เออนี่มัน ยังไงกันหนอ ไม่มีผู้ชายมารังแก มากวน ศีลธรรมยังดีอยู่มาก แม้ในหมู่ อิสลาม ต่อมาอีกไม่กี่ปีมันก็เปลี่ยนหมด เพราะมันมีการรังแกกัน ทีแรก มันไม่มี ทีหลังมันเปลี่ยนหมดจนไม่มีใครกล้าให้ลูกสาวอยู่เฝ้าไร่คนเดียว อาจารย์ครับ เวลาไปเที่ยวนี่เดินผ่านเฉย ๆ หรือครับ ๏๏ เราก็เดินไปกับแกเฉย ๆ แกรู้จักนี่ แกก็คุยตามแบบของแก ผมไม่ ต้อง บางทีก็เป็นไร่คนไทย บางทีก็เป็นไร่แขก บางที เดินไปก่อนเพล ไปฉันมะพร้าวอ่อน ฉันสับปะรดบ้าง ตอนเที่ยวแบบนี้อาจารย์ยังอยู่คนเดียวใช่ไหมครับ ๏๏ อยู่คนเดียวโดยมาก พอหลายองค์เข้ามันก็ชักจะยุ่ง ไม่ค่อยมีเวลา ไปเที่ยว งานมันมากขึ้น พอมีหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ออกมางานมันก็ เพิ่มมากขึ้น ๆ ๆ ตอนแรก ๆ ไม่ได้นึกคิดจะทำอะไร จริงจัง ปล่อยไป ตามอารมณ์ ตามความคิดนึกชั่วขณะ ว่าวันนี้จะทำอะไรดี วันนี้จะไปเที่ยว ที่ไหนดี วันนี้จะพักผ่อนหย่อนใจอะไรกันดี เป็นเวลาที่ประหลาดยุคหนึ่ง มันฟรีที่สุด อาจารย์ครับ การใช้ชีวิตอย่างนี้ไม่ขัดกับที่อาจารย์ตั้งใจไว้หรือครับ เพราะ ก่อนจะลงมาอาจารย์ตั้งใจไว้แรงมากว่าจะมาค้นคว้าพระไตรปิฎก มา น.196ปฏิบัติธรรม ๏๏ อ๋อ มันไม่ได้บังคับตายตัว บางวัน บางเวลา บางยุค บางสมัย ไม่ได้ ยึดถือ ไม่ได้ผูกมัด อยากจะฟรีสักกี่วันก็ได้ ไม่มีใครบังคับ แล้วก็ไม่มีอะไร ที่จะบังคับ แถวบ่อน้ำร้อนนี่ก็เป็นที่ที่เคยมาเที่ยวเล่น มาเที่ยวไกลเหมือนกันนะครับ เที่ยวแบบนี้ก็ต้องค้างสิครับ ๏๏ ไม่ค้าง กลับค่ำก็ได้ อ้อมไปลงทางล่าง แล้วจะกลับไปวัดอีกทาง เป็นวงกลม อาจารย์ครับ เที่ยวอย่างนี้สนุกอะไรหรือครับ ๏๏ มันสนุกที่ว่ามันไม่เคย ไม่เคยทำ มันมีรสชาติแปลก ตาหลวงมินนี่ เขาพาไปได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะไปไหน รู้จักทางลัด รู้จักทางตรง ฉันข้าว ริมทางรถไฟก็มี บิณฑบาตที่ตลาดไชยา ชาวตลาดเขาช่วยใส่ข้าว และกับ พอได้แล้วก็เดินออกมา เดินไปตามทางรถไฟ มุ่งหน้าไปทาง ท่าฉาง(หัวเราะ) มันเป็นประสบการณ์อันหนึ่ง ฉันข้าวไม่มีน้ำ น้ำไม่มี ที่จะลงไปเอา ที่ทุ่งนาหรือริมทางรถไฟก็ไม่เห็น ไม่มีทางจะเอาน้ำได้ ก็เลยใช้มือรูดไปตามใบหญ้ารังไก่ ที่เขาใช้รองก้นกระจาดขนมจีน นั่น แหละ เป็นเฟินชนิดหนึ่ง เป็นหญ้าที่มีน้ำค้างเกาะมากที่สุด ทุก ๆ ใบของ มันจะมีน้ำค้างหยดหนึ่ง เราเอามือลูบมาดูดกินได้ นิดหนึ่ง ๆๆ หลายหนก็พอ เหมือนกัน ใช้ล้างมือพอเปียกก็ฉันข้าว แล้วก็ฉันน้ำค้างจากใบไม้ ออกจาก พุมเรียงเช้ามืด มาสว่างบิณฑบาตที่ตลาดไชยา แล้วเดินตามทางรถไฟ ทำท่าจะไปท่าฉาง แต่วกกลับเสียครึ่งทางตรงเขาน้ำผุด นี่เรายังรำลึก ได้ว่าเคยกินน้ำค้างจากใบหญ้า (หัวเราะ) แต่หญ้าอื่นไม่ค่อยมี มันมีเฉพาะ หญ้ารังไก่ ไปดูสิ เวลาเช้าตรงไหนมีไอ้หญ้ารังไก่ที่ขึ้นกำลังงาม ใบเขียว ดกน่ะ ทุกปลายใบจะมีหยดน้ำ เป็นหยด ๆ และใบของมันก็อุ้มน้ำดี ด้วย มันตระกูลผักกูด แต่ไม่ใช่ผักกูดนะ ใบมันก็แข็ง น.197มาเที่ยวแบบนี้ ตาหลวงมินมาด้วยหรือเปล่าครับ ๏๏ มากับตาหลวงมินสิ คนเดียวเดินไม่ถูก ตาหลวงมินเขาช่วยได้ทุก อย่าง ช่วยผมอยู่ ๓-๔ ปี ต่อมาก็ค่อย ๆ ห่างออกไป เมื่อไม่ค่อยมีอะไร จะทำด้วยกัน ต่อมาอีกหลายปีแกก็ถูกจับสึก เพราะดื่มน้ำเมา ได้ความว่า คนทำน้ำตาลเมาข้างวัด เป็นพรรคพวกแกมาก่อนตั้งแต่สมัยที่แกยังเป็น ฆราวาส เอาน้ำตาลเมามาให้แกฉัน ตอนแรกคงเอาใส่กาใส่อะไรมา ก่อนโดยไม่ได้บอก และคงทำด้วยความรักความหวังดีต่อแก เพราะรู้ว่าแก เป็นคนชอบน้ำหวานเมามาก่อน น้ำกระแช่ น้ำตาลเมา พอมาดื่มเข้าอีก วิญญาณเก่าก็ทำให้บังคับตัวเองไม่ได้ ก็เลยแอบขโมยกินเรื่อยมา แล้วหนัก เข้า ๆ กินมากเข้า ๆ จนเขาจับได้ ไอ้กาน้ำชาตั้งรับแขกนั่นแหละ (หัวเราะ) แกรินฉันเรื่อยไป คนไม่รู้นึกว่ากินน้ำชา บางทีมันเป็นน้ำตาลเมา เป็น กระแช่ จนเขารู้เข้าก็บุกขึ้นไปจับ ก็ต้องสารภาพอยู่ดี เพราะมันมีหลักฐาน พยานขนาดนั้น ก็ต้องยอมสึก ตอนคบอยู่กับผมไม่มีแววอะไรปรากฏว่าจะเป็นอย่างนี้ แกช่วยเหลือ ผมหลายอย่าง แนะนำให้รู้จักชื่อสัตว์และต้นไม้หลายชนิด นอกจากพาเที่ยว แล้วยังคอยช่วยระวังไฟไหม้หญ้าคาในฤดูแล้ง เวลาคนเดินผ่านแล้วทิ้งเศษ ไฟเข้ามาในเขตวัดหรือในดงหญ้าคาใกล้ๆ วัด เมื่อสึกแล้วมาอยู่ทางบ้านวัดนบ (ตำบลเลม็ด) เมื่อผมย้ายมาอยู่ สวนโมกข์นี้แล้ว แกก็ยังมาหา ตอนหลัง ๆ ก็ลำบาก ผมก็ช่วยเหลือแก ให้ของ ให้หยูก ให้ยา ให้ไม้ขีดไฟ อะไรที่พอให้ได้ก็ให้แกไป แกตาย ไปหลายปีแล้ว ผมก็ไม่ได้ไปเผาแก อาจารย์ครับ เคยได้ยินว่าอาจารย์ยังเลี้ยงอีกาฝูงหนึ่งด้วย ๏๏ มีอยู่คราวหนึ่ง สนุก แต่สุดท้ายทนไม่ไหว (มันไม่เชื่องหรือครับ) น.198มันเชื่องอย่างชนิดอีกา ที่เขาพูดกันว่าเชื่องอย่างแมลงวันนั่นแหละ แมลงวัน น่ะเชื่องแต่จับมันไม่ได้ เชื่องนกกระจอก เชื่องแมลงวัน เชื่องอีกา อาจารย์เลี้ยงมันอย่างไรครับ มันถึงมาอยู่ด้วยได้ ๏๏ อ้าว เราก็ให้กินอาหารที่เหลือ โยนอะไรให้มันกิน มาก ๆ เข้า จนที หลัง มันมากินถึงในบาตร ขณะที่เราฉันอยู่ ตอนหลังอะไรน่าสงสัย มัน คาบไปหมด เทียนไขนี่มันคาบไปทั้งซอง ไปฉีก ๆ กัดกินที่ปลายยอด ยาง แล้วหล่นลงมาเกลื่อนไปหมด ตอนสุดท้ายที่ทนไม่ได้คือมาขี้รดถังน้ำ มาเกาะปากถังน้ำแล้วก็ขี้ ๆ ลงไป (ถังน้ำอะไรครับ) ถังน้ำแบบบ่อ หล่อ ด้วยพิมพ์แบบบ่อ เป็นถังไว้รองน้ำจากหลังคาโบสถ์ มันกว้าง เป็นทรง กระบอก หาฝาปิดก็ไม่สะดวก ก็เลยไม่ได้ปิด อีกามาขี้รด น้ำก็กินไม่ได้ หนังสือหนังหาก็เหมือนกัน คาบไปฉีกเล่นบนยอดยาง และในที่สุดก็ไม่ ให้กินเด็ดขาด และก็ขว้างเอาเลย หลายวันเข้า ก็ค่อยหายไป ๆๆ แถบนี้สมัยนั้นคงยังมีอีกาเยอะ ๏๏ ผมเคยนับได้ ๔๙ ตัว อีกาที่มากินอาหารวันหนึ่งนับได้ ๔๙ ตัว เริ่ม จากนั่งฉัน โยนให้ ทีนี้พอมันคุ้นมากบางทีก็มาแย่งเอาจากในบาตร นอก จากนั้นมันยังขี้รด โดนบ่อยเหมือนกัน มันมาคอยดักอยู่ที่ประตู พอเข้าประตู มามันก็บินคุ้มกันมาข้างบนเลย จนมาถึงที่อยู่ บางทีมันขี้รดเลย เลอะเทอะ หมด นี่มันสู้ไม่ไหวอย่างนี้ มันสู้ไม่ไหวจริงๆ ชาวบ้านเขาจึงไม่คบ แต่มันตั้งใจหรือเปล่าครับที่จะแกล้ง ๏๏ ไม่ได้ตั้งใจหรอก เพราะมันมากด้วยกัน มันบินมารับ แล้วมันบินตาม เพื่อจะไปที่ฉัน บินไปคล้ายกับหลังคามุง ๒๐-๓๐ ตัว พอมันขี้ บางทีมันก็ ถูกเรา ที่รวม ๆ กันหมดนี่แล้วก็สู้ไม่ไหว ก็เลยเลิก เดี๋ยวนี้ก็หายไป หมดไม่รู้ไปไหน น.199ครับ หายหมด สมัยผมเด็ก ๆ ที่กรุงเทพฯยังมีมาก ผมอยู่ฝั่งธน ตอนนี้ ไม่เห็นเอาเลย ที่พุมเรียงตอนนี้ นาน ๆ จะได้ยินเสียงกาสักทีสองที ๏๏ เมื่อแรกมาอยู่ที่นี่ก็ยังมีบ้าง ๔-๕ ตัว เด็กเขาดักคล้อง เอาสายเชือก ทำบ่วงฝังไว้ใต้ทราย แล้วก็โปรยข้าวแถวบ่วง แล้วแอบดูอยู่ พออีกาเข้าไป ในบ่วงนั่นก็กระชากติด จับได้ ที่โรงฉันเก่านั่นแหละ ดูเหมือนจะไอ้นันท์ เด็กชื่อนันท์ ถอนขนหางออก ถอนขนปีกที่ยาว ๆ ออกหมด เหลือคล้ายกับ นกคุ่ม ไม่มีใครรู้จักว่าอีกา ล่ามไว้ให้คนดู เด็ก ๆ มาดูไม่รู้ว่านกอะไร จำไม่ได้ แล้วขนไม่ทันงอก ไม่ทันได้ปล่อยกลับ ตัวอะไรมากัดเสีย กลาง คืน จะเป็นอีเห็นหรืออะไรก็ไม่รู้ อีกานี่เลี้ยงดูเล่นได้ แต่อย่าไปทำจริงกับ มันจะลำบาก เราลำบากเอง อาจารย์ครับ ที่อาจารย์เขียน ไว้ว่ามีหมูป่าออกมาเป็นฝูงกลางคืน มันอาศัย อยู่ในวัดนั่นหรือครับ ๏๏ มันอาศัยอยู่ในป่าแถวนั้นแหละ เพราะแถวนั้นมันเป็นป่าเล็ก ๆ รก ๆ เรื่อยขึ้นไปจนถึงเหนือน้ำ จนถึงลำไยก็มี ทั้งที่ชาวบ้านคอยไล่ยิง อยู่เสมอ มันก็ไม่หมด คืนนั้นมันมากินลูกแตงโมที่เราปลูกไว้ ฉันแล้วก็มี ชาวบ้านเพาะเม็ดเป็นหลุม ๆ พอเป็นที่เป็นทางหน่อย พอมันออกลูกจวนจะ สุก หมูป่ามันก็ออกมากิน เดือนหงาย ผมนอนมองดูจากหน้าต่าง ปลูก ไว้ระหว่างสระเล็ก กับโบสถ์ ตรงนั้นนิดเดียว มันแจ้งโล่ง ก็ไม่กี่กอ ไม่กี่ หลุม ต่อมามันก็ถูกยิงหมด พวกล่าหมูนั้นมีหลายคน ค่อยยิงก็ค่อย ๆ หมดไป น.200ความกลัวและความหวัง อาจารย์ครับ เห็นอาจารย์เขียนไว้ว่า ระยะแรก ๆ อาจารย์ต้องปรับจิตใจ มาก เพราะเพิ่งออกจากกรุงเทพฯ ไม่นานก็เข้าไปอยู่วัดร้างคนเดียว อาจารย์ ช่วยเล่าประสบการณ์ตอนนั้นไว้หน่อยครับ ว่าอาจารย์ต้องปรับตัวอย่าง- ไรบ้าง ๏๏ อ้าวก็ต้องเปลี่ยนสิ อยู่คนเดียวขี้ขลาดนักก็ต้องปรับตัวเกี่ยวกับความ ขี้ขลาด มันไม่ใช่กลัวผีอย่างเด็ก ๆ กลัว มันมืด มันเงียบ มันอาจจะมีเสือ ก็ได้ เพราะแถวนั้นมันเคยมีเสือ แม้สมัยเมื่อเราเข้าไปอยู่นั้นมันหายไปแล้ว แต่มันก็ยังคิดว่า อาจจะมีอีกก็ได้ ความปองร้ายจากพวกมุสลิมก็ยังระวัง พวกที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางตะวันออกของวัด พวกนั้นเขาไม่ชอบเรานัก เขาอาจเล่นแกล้งอะไรก็ได้ เพราะเราห้ามพวกเขาไม่ให้เข้าไปเก็บผัก ยิงนกตามที่เขาเคยทำกันมา ถ้าไม่ห้ามมันก็มาพลุกพล่านกันนัก แต่จริง ๆ ก็ไม่เคยมีเรื่องอะไรกัน แต่มันก็กลัวอยู่ไม่กี่วันมันก็หาย ก็เหมือนกับจับเด็กในบ้านในเมือง มาอยู่ในป่าคนเดียว มันรู้สึกอย่างไร เราก็เหมือน ๆ อย่างนั้นแหละ ทางแก้มันก็หาทางคิดหลาย ๆ ทาง เล็ก ๆ น้อย ๆ คิดแบบสามัญ

ความกลัวและความหวัง

น.201สำนึกทั้งนั้นแหละ เช่นคนอื่นอยู่ได้ เราก็ควรอยู่ได้ หรือใครรู้เข้าเราก็ อายตายโหงเลย หลายวันเข้า มันก็ค่อยชินขึ้น ผ่านไปคืนหนึ่งมันไม่มีอะไร มันก็ชะล่าใจขึ้น ก็ค่อย ๆ ชินไปเอง ตอนนั้นวิธีการของพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ค่อยจะรู้อะไร ในบางพระ- สูตรพระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสไว้เกี่ยวกับการแก้ความกลัว แต่ฟังดูแล้ว ตอนแรก ๆ พระพุทธเจ้าท่านก็แย่เหมือนกัน ท่านว่าป่านี้เหมือนริบเอา จิตใจไปหมดเลย ไม่มีจิตใจเหลือ ท่านก็ทรงแก้ด้วยวิธีง่าย ๆ คือเมื่อเกิด ความกลัวขึ้นในอิริยาบถใด ก็อยู่ในอิริยาบถนั้น ที่ตรงนั้น จนไม่กลัว เกิด ความกลัวขึ้นตรงไหน ก็อยู่ตรงนั้นเรียกร้องให้ความกลัวมา สมมติให้มัน เป็นบุคคล เรียกมันมา ในที่สุดมันก็ไม่มา โดยธรรมชาติมันไม่มี เพราะเรา มันโง่ มันคิดให้กลัวไปเอง ความกลัวไม่มีตัวตน ไม่ใช่เป็นผีสาง ที่จะมาทำ อะไรเรา โดยหลักแล้วก็คือ เปลี่ยนจิตใจไปคิดเรื่องอื่นเสีย ไม่ให้โอกาส ความกลัวก็ไม่เกิด ไม่ครอบงำเราได้ ผมเคยเล่าหรือเขียนไว้แล้วไม่ใช่ หรือ เมื่อเด็ก ๆ จะไปส้วมกลัวผี เพราะต้องเดินผ่านต้นโพธิ์ ก็นึกถึงปลากัด ที่เลี้ยงไว้ ซึ่งเราเห็นตอนกลางวัน นึกเห็นเป็นภาพอุคหนิมิตติดตา ก็สามารถเดินผ่านที่น่ากลัวตรงนั้นออกไปสู่ริมคลองได้ ตอนมีเงามืดก็ หลับตานึกถึงปลากัดเป็นสรณะ ฟังแล้วน่าหัว (หัวเราะ) มันเปลี่ยนความ คิดได้ง่ายเพราะปลากัดมันสีสดใส แจ่มแจ้ง ชัดเจน เป็นนิมิตได้ง่าย อีกทีที่เคยกลัวผีตอนเด็ก ๆ ก็ตอนเลี้ยงวัว เห็นวัวมันไม่กลัว มันกิน หญ้า และมันอยากเข้าไปกินหญ้าตรงป่าช้าด้วย เพราะมันมีหญ้ามาก ก็เลยละอายวัวขึ้นมา และเคยรู้เรื่องหมามันไปขุดศพกินได้ เราจะมากลัว ทำไม แล้วคนเรามักเอามาปนกัน เอาผีกับศพมาปนกัน ผีมันไม่ใช่ ตัวตน ไม่ใช่ซากศพ ไอ้ซากศพกับผีนั้นมันคนละเรื่อง แต่แล้วมันก็มักเอา ซากศพ เอากระดูกสักชิ้น มาเป็นผีทุกที เมื่อสมัยผมเป็นเด็กนักเรียนอยู่ น.202วัดโพธาราม ที่กุฏิหลังหนึ่ง เป็นที่เก็บโกศใส่กระดูกของชาวบ้าน แมวมัน ทำหกบ้าง เลยเห็นกระดูกเกลื่อนอยู่ตามพื้น เด็กน้อยคนจะกล้าไปชะโงกดู บางคนกล้าเมื่อเพื่อนกล้า เราก็ชวนกันเข้าไปดู ไม่เห็นมีอะไร มีคน หนึ่ง ไม่รู้มันไปได้ความรู้มาจากไหน มันว่าจะทำให้ผีลุก ปลุกผีขึ้นมา เอาน้ำมะนาวบีบใส่กระดูก มันก็เดือด เหมือนกับดิ้นได้ กระดูกค่อนข้าง ใหม่มันเป็นแบบนั้นได้ ความไม่รู้ หรืออวิชชาทำให้กลัว ว่าเป็นผี ผีเคมี (หัวเราะ)

ถาม อาจารย์ครับ เห็นอาจารย์เขียนไว้ว่า เมื่อชนะความกลัวได้ ก็เปลี่ยนไป เป็นคนละคน หมายความว่าอย่างไรครับ

อ้าว เมื่อมันไม่กลัว มันก็เปลี่ยนไป คนที่เคยกลัวไม่มีอยู่ต่อไป อย่าง อื่นมันก็ต้องเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งหลาย ๆ เรื่องรวมกัน เราก็ไม่ ได้สนใจจะแยกแยะ แต่โดยสรุปความแล้วก็คือ มันสบายขึ้น มันคล่องตัว มันอิสระมาก ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ไปไหน มาไหน อยู่ที่ไหน จะทำอะไร มันก็ไม่ค่อยมีปัญหา บางทีคิดแปลก ๆ ว่า ดีเหมือนกัน ถ้าว่ามีผีมาจริง ๆ จะได้พูดจากันด้วย อะไรกันด้วย ก็ยิ่งดีซิ เราจะยิ่งเก่งกว่าใคร พูดกับผีได้ แล้วมันก็เหลวทุกทีแหละ ถ้าคิดไปในทำนองนั้นแล้วก็เหลวทุกทีแหละ มันก็ไม่มา ถ้าเอาตามแบบโบราณจริง ๆ เขาก็ใช้แบบไสยศาสตร์ ก็ได้ผล เหมือนกัน เช่นว่าอย่างจะออกธุดงค์อย่างนี้ อาจารย์ก็จะมอบหมายเครื่อง ลางของขลังให้ ตะกรุดบ้าง ของขลังบ้าง รวมทั้งคาถาอาคมต่าง ๆ ที่จะ ป้องกันผีหรือทำพิธีคุ้มกันให้เสร็จ สำหรับจะไปธุดงค์ จะได้ไม่ต้องเผชิญ กับผี กับเสือ กับสาง ทุกอย่างที่จะเป็นปัญหา ใจมันเชื่อ มันก็ช่วยได้มาก เหมือนกัน มันเป็นไปได้เมื่อมันเชื่อ

ถาม อาจารย์ครับ เมื่อไปอยู่ใหม่ ๆ นี่ อาจารย์ ตั้งความหวังไว้อย่างไรบ้างครับ น.203

. มันต้องย้อนไปถึงตอนก่อนที่จะมา เมื่อก่อนจะออกจากกรุงเทพฯ มันหมดท่า ไม่มีอะไรที่น่ายินดี น่าพอใจ น่าพยายามปลุกปล้ำ มันสิ้น ท่า มันก็คิดจะไปหาของใหม่ที่จะเป็นชิ้นเป็นอัน มันก็นึกถึงเรื่องการ ปฏิบัติธรรมวินัยที่ได้เล่าเรียนมา มันก็มีความหวังว่าจะให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ไป มันเหมือนไปหาเอาข้างหน้า ไปตายเอาดาบหน้า จะได้อะไรหรือไม่ก็ ไม่รู้ แต่เป็นที่เชื่อแน่ว่าการปฏิบัติตามธรรมวินัยนั้นดีแน่ ถูกต้องแน่ มันจะเกิดของใหม่ขึ้นมา คือเป็นความหวังที่ค่อนข้างจะเลื่อนลอย แต่ว่ามันมี น้ำหนัก มีเหตุผลโดยธรรมชาติ คนสิ้นหวังไอ้เรื่องนี้ ก็ต้องไปหวังอะไร ข้างหน้า เราสิ้นหวังที่จะได้อะไรจากกรุง ก็หวังจะได้อะไรจากในป่า

ถาม สิ้นหวังนี่ หมายความว่าอาจารย์เสียใจที่สอบเปรียญ ๔ ตกหรือเปล่าฮะ เรื่องสอบตกนี่เป็นปมด้อย จนเกิดมานะที่จะแปลงานในระยะหลัง ๆ หรือ เปล่าฮะ

ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน มันหมายถึงสิ้นหวังในการทำประโยชน์ ทำความ ก้าวหน้าแก่ชีวิต แก่สังคม เรื่องสอบตกเราไม่รู้สึกเป็นปมอะไร เรารู้สึก ว่าเราเหลวไหลเอง เรียนน้อยอย่างหนึ่ง แล้วก็เที่ยวเสียบ้าง ประกอบกับ เรารู้สึกว่าทำกันไม่ได้แล้ว ความรู้ความเข้าใจมันต่างกัน เราอยากแปล ตามความพอใจของเรา แปลให้คนอ่านรู้เรื่อง ของหลักสูตรมันต้องแปล ตามระเบียบ แปลยกศัพท์ ชาวบ้านอ่านไม่รู้เรื่อง เราไม่ชอบ ชอบแปล ธรรมดา ๆ มันแยกกันทำ เราแปลแบบของเราจนเกิดสำนวนสวนโมกข์ ขึ้น (หัวเราะ) ไม่ต้องไปมีมานะอะไร เราทำตามที่เราเห็นว่าน่าทำ ก็ เท่านั้นเอง

ถาม อาจารย์ครับ ช่วงบุกเบิกงานใหม่ ๆ นี่ อาจารย์เคยรู้สึกหมดหวังท้อถอย คิดจะเลิกกลางคันบ้างหรือเปล่าครับ น.204

ไอ้เรื่องความหมดหวังหรือท้อถอยนี่มันไม่มี เพราะมันตัดใจแล้ว เพราะมันพบทางใหม่ เพราะมันมีเรื่องให้พบใหม่ ๆ ให้แปลกออกไป ทั้งในทางศึกษาค้นคว้าจากคัมภีร์ หรือตำรา ทั้งในการคิดการนึก การ ตีความก็พบอะไรใหม่ ๆ มันมีอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ เบื่อเรื่องหนึ่งก็พบอีก เรื่องหนึ่ง เรื่องเบื่อ เรื่องล้มละลายมันจึงไม่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าที่เรา คิดว่าใหม่หรือแปลกนั้นมันจะใช้ได้ทุกเรื่อง มันมีบางเรื่องที่ใช้ได้ แล้วก็หา กินเลี้ยงตัวเองมาได้เรื่อย มันเป็นประโยชน์ มันเห็นได้อยู่ ถ้าจะคิดเลิกมันไม่รู้จะเลิกไปไหนเหมือนกัน และสิ่งที่ทำอยู่ มัน ก็กำลังมีผลอย่างนั้นอย่างนี้บ้าง อยู่เรื่อย ๆ มันมีความคิดว่าจะเป็นผู้เปิดเผย สิ่งที่คนส่วนมากยังไม่รู้ เราจึงสามารถค้นของใหม่ออกมาสู่ประชาชน อยู่เสมอ ทางการพูด การแปล การขีดเขียนอะไรออกมาอยู่เสมอ แม้กระทั่ง เดี๋ยวนี้ ก็ยังพยายามหาของใหม่ออกมาอยู่เสมอ ทำให้มีของใหม่ขึ้นใน โลก ในสังคม บางอย่างเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่คนอื่นเขาไม่สังเกตก็มี เมื่อ รวม ๆ กันเข้า มันเกิดประโยชน์ มันก็มีกำลังใจ ยังเป็นปุถุชนก็ต้องการ กำลังใจ คนที่ได้รับประโยชน์จากหนังสือ จากงานของเรา มันมีอยู่เห็น อยู่ มันก็มีกำลังใจ เขาคอยอ่าน คอยสนใจ อาเสี้ยงที่ชุมพร ก็เป็นคน หนึ่ง อ่านที่เราเขียนแล้วก็แสดงความพออกพอใจมา คนอื่นก็มีอีก ไม่ อยากระบุตัว (หัวเราะ)

ถาม อาจารย์ครับ ระยะแรกสุด ดูเหมือนอาจารย์มุ่งการปฏิบัติเป็นหลัก แล้ว มากลายเป็นมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมปริยัติ ส่งเสริมปฏิบัติ และเผยแผ่ พระศาสนาอย่างไรครับ เป็นการกำหนดร่วมกันกับคุณธรรมทาสหรือเปล่า

มันเป็นเรื่องทีหลัง เมื่อเราออกจากกรุงเทพฯจะมาตายเอาดาบหน้า ก็มาสังเกตว่าอะไรบ้างที่จะมีค่า ก็มาพบว่าการประพฤติปฏิบัติตามหลัก น.205ธรรมวินัยมันแทบจะไม่มีโดยเฉพาะทางปักษ์ใต้นี้ไม่มีสำนักกรรมฐาน แต่เขาพูดกันว่าทางอีสานมีอยู่บ้าง เมื่อผมออกมาเริ่มได้ยินชื่ออาจารย์มั่น อาจารย์เสาร์บ้าง แต่ทางภาคใต้ยังไม่มีเลย แต่เราก็ยังคิดว่าจะมีอะไร ให้มากกว่าที่เขามี จะค้นคว้าให้พบ ให้ลึก ให้สมบูรณ์ มันจึงลงมือแต่ง ตาม รอยพระอรหันต์ ไปสังเกตดูเถอะ ในนั้นมันมีความสมบูรณ์ของการปฏิบัติ ทั้งนี้เพราะค้นคว้าสำหรับไว้ใช้เองด้วย เพื่อตามรอยเอง เพื่อใช้กับตัว เอง แล้วก็เห็นว่าคนอื่นเขาก็ใช้ได้ ก็เลยให้พิมพ์ ให้โฆษณาออกไป มันเป็น ตอนต้น ๆ ก่อนสมาธิภาวนา ที่เขียนไปอย่างละเอียด พอถึงตอนสมาธิ- ภาวนา มันก็ขี้เกียจเขียนเสียแล้ว จึงทิ้งระยะไว้ช่วงหนึ่ง ตอนหลังถึง มาค้นคว้า พบระบบสมาธิภาวนาอย่างละเอียด ครั้นจะเอาไปเขียนต่อชนกับ ตามรอยพระอรหันต์มันก็ไม่สนิทเสียแล้ว เพราะมันมากมายจนเอาไปต่อ กับเล่มเล็ก ๆ นั้นไม่ได้ เลยพิมพ์แยกต่างหากเป็น "อานาปานสติฉบับ สมบูรณ์" (๒๕๐๒) ตอนหลังสุดนี่ก็เอามาพิมพ์รวมในชุดธรรมโฆษณ์ แล้ว เรื่อง ตามรอยพระอรหันต์ ก็เลยค้างเติ่งไว้อย่างนั้น มันเป็นการศึกษา ค้นคว้าเพื่อดูว่าคนโบราณเขาทำกันอย่างไร เอามารวบรวมให้สมบูรณ์ เราทำไป นายธรรมทาสก็ทำไปตามที่เขาถนัด ตอนหลังพอจะ มาออกหนังสือ ก็มาดูว่ากิจกรรมที่ทำไปมันมีอะไรบ้าง มันก็เห็นว่า อ้อ เราแบ่งได้เป็น ๓ แผนก ๓ แขนง คือส่งเสริมปริยัติ ส่งเสริมปฏิบัติ แล้วก็เผยแผ่ ก็ทำงานอุดมคตินี้เรื่อย ๆ มา มากขึ้นมากขึ้น จนบัดนี้

ถาม อาจารย์ครับ ก่อนออกหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา นี่โยมธรรมทาสทำ อะไรครับ

เขาก็อ่านหนังสือธรรมะ ธัมโม มีหีบหนังสือธรรมะให้คนยืม อ่าน เขาอ่านหนังสือจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ฟังข่าวคราวทางต่าง น.206ประเทศ เงี่ยหูทางลังกาทางพม่าอย่างทางลังกาเขามีอาศรม ศิคิริยะ ซึ่งบัดนี้ ได้ข่าวว่าล้มเลิกไปแล้ว เป็นการฟื้นฟูการปฏิบัติ เขาก็เอามาบอกเสมอ ดูเหมือนอ่านพบเมื่อตั้งสวนโมกข์แล้ว มันก็หลักการเดียวกับสวนโมกข์ เรื่องราวของคณะธรรมทานทั้งหมดนี่ มันได้แรงดลใจจาก ธรรม- ปาละ มาก ระยะแรกเราก็ยังเคว้งคว้างอยู่ ธรรมปาละแกจะไป ฟื้นฟูพุทธศาสนาในอินเดีย แกก็มีแง่ปริยัติบ้าง ปฏิบัติบ้าง แต่แง่เผยแผ่ นั่นทำมากที่สุด มันก็ไม่ใช่ของง่ายเหมือนกัน เพราะการปฏิบัติมันกำลัง เสื่อมกำลังละลายไปจากทุกประเทศ แม้ในลังกาเอง ในอินเดียยิ่งยากใหญ่ ฉะนั้นเราจึงไม่ได้อะไรจากเขามากนักในเรื่องงาน แต่การที่จะเผยแผ่ ไปให้ทั่วโลกนั้นเขาทำมาก และทำจนปรากฏให้เห็นได้ เราจึงได้กำลังใจ จากเขา เอามาลองทำดูบ้าง แต่ไม่ได้คิดจะทำทั่วโลก ทำแต่ในประเทศไทย

ถาม อาจารย์ครับ อย่างในระยะแรก ๆ นี่อาจารย์มองบทบาทของงานที่ทำ ว่าจะมีผลต่อสังคมในลักษณะไหน และวัตถุประสงค์เคยเปลี่ยนแปลงบ้าง หรือเปล่าครับ

เสนอของใหม่ ทำให้เขาได้รู้ของใหม่ ทำให้คนสนใจปริยัติแนวใหม่ สนใจปฏิบัติศีล ธุดงค์ กรรมฐาน อะไรกันขึ้น แต่ผมไม่ได้คิดอะไรมาก มาย เราหวังเพียงจุดชนวน ให้เกิดความสนใจ ให้ช่วยกันพร้อม ๆ กันทั่ว ทั้งประเทศ เดี๋ยวนี้ก็เรียกได้ว่าได้ผลเกินความคาดหมาย หลายร้อยหลาย พันเท่า เพราะเราต้องการเพียงให้เป็นชนวน เดี๋ยวนี้คนทำมากมายเกินกว่า ที่เราหวังไว้

ถาม อาจารย์เคยคิดที่จะเข้าไปบริหารงานคณะสงฆ์หรือเปล่า

ไม่เคย ไม่เคย เพราะเห็นว่ามันไปกันคนละทาง พูดกันไม่รู้เรื่อง เราเข้าไปคนเดียวเหมือนกับ (หัวเราะ) เหมือนกับนกเค้าตัวหนึ่งในฝูง น.207กา จะทำกันได้ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวนี้ยิ่งรู้สึกยาก ที่จะมีความคิดร่วมกันกับคณะ สงฆ์ส่วนใหญ่

ถาม อาจารย์ครับ เจตนาของสวนโมกข์เคยเปลี่ยนหรือไม่ครับ

ไม่เคยเปลี่ยน มันมีเรื่องอะไรก็เอาเป็นเรื่อง ๆ ไป ตอนหลังมานี่มีการ เพิ่มปณิธาน ๓ ข้อเข้าไป ว่าให้ทุกคนเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน ๆ ให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างศาสนา และช่วยกันเข็นโลกให้ออกจากวัตถุ นิยม มันแปลกออกไป เป็นการทำให้ก้าวหน้า หรือมีน้ำหนักมากขึ้น แต่มันก็เครือ ๆ เดียวกันนั่นแหละ ส่งเสริมปริยัติ ส่งเสริมปฏิบัติได้สำเร็จ คนก็เข้าถึงหัวใจของพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น ความเข้าใจศาสนาของเพื่อนก็ จะดีขึ้น ถ้าศาสนามีอิทธิพลในหมู่คนมากขึ้น เขาก็จะพากันออกจาก วัตถุนิยมของเขาเอง แต่เจตนารมณ์ที่ตั้งไว้เดิม ๓ ข้อนั้น มันก็ค่อย ๆ หนักไปทางการเผยแผ่ มากกว่าทางอื่น เพราะมันทำง่าย หาคนที่สนใจร่วมกันได้ง่ายกว่า เรื่อง ปริยัติก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นพอสมควรเหมือนกัน การใช้ วิธีพูดเสียใหม่ คำแปลใหม่ หรือเรื่องที่เขาไม่ค่อยอยากให้เอามาสอน เช่นเรื่องกาลามสูตร มันเป็นเรื่องจำเป็นแก่สังคม เราก็อยากให้เรื่อง อย่างนี้ออกมาตีแผ่ เพราะมันเป็นเรื่องชำระ ขูดเกลาให้ถูกต้อง เรื่อง อนัตตา สุญญตา โดยเฉพาะ อิทัปปัจจยตา นี่แต่ก่อนไม่มีใครเคยพูดถึง เลย แม้สุญญตาก็ฟังกันเป็นของนอกศาสนาไป เราเข็นออกมาสู่ความสนใจ ของประชาชน ในฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา มันก็เป็นปริยัติออกไป ก่อนโดยผ่านการเผยแผ่ ยังไม่เป็นการปฏิบัติ จนกว่ามันจะค่อยๆ เลื่อนขึ้น ไปเป็นการปฏิบัติ หรือเป็นผลอันแท้จริง น.208"ผมอยู่หลังโบสถ์ปีกว่าเห็นจะได้ ต่อมาเมื่อเริ่มทำหนังสืออะไรจริงจังขึ้นก็ต้องการ จะอยู่พ้นปลวกเสียที ก็มาทำหลังที่ ๒ ตรงขอบสระเล็กออกไปทางทิศตะวันตก ใต้ต้นมอด ทำด้วยสังกะสีทั้งหลัง" (น.๒๕) ที่เห็นอยู่ในภาพคือหลังที่ท่านว่านี้

ขยับขยายและบุคคลในท้องถิ่น

ถาม อาจารย์ครับ แรกสุดอยู่หลังโบสถ์แล้วต่อมาขยับขยายอย่างไรครับ

ผมอยู่หลังโบสถ์ปีกว่าเห็นจะได้ ต่อมาเมื่อเริ่มทำหนังสืออะไรจริงจัง ขึ้น ก็ต้องการจะอยู่พ้นปลวกเสียที ก็มาทำหลังที่ ๒ ตรงขอบสระเล็ก ออกไปทางทิศตะวันตก ใต้ต้นมอด ทำด้วยสังกะสีทั้งหลัง ดูเหมือนน้า หง้วนจะเป็นคนออกค่าสังกะสีให้ ทั้งหลังก็ใช้สังกะสี ๒๕ บาทเท่านั้น กว้าง ๒ ศอกยาววาหนึ่ง สูงก็จะวาหนึ่งด้วย ตั้งอยู่บนเสา ปักเสาแล้ว วางบนเสา สูงเทียมอก ต่อมาย้ายมาที่นี่ด้วย เอามาวางสูงจนคนรอดใต้ถุน ได้ ดูเหมือนจะเอามาวางตรงลาน ตรงกับหินโค้งเดี๋ยวนี้ ข้างทางที่จะขึ้น เขาพุทธทอง ตอนนี้ผุพังไปหมดแล้ว ที่สวนโมกข์เก่า ผมอยู่หลังนี้นานที่ สุด เขียนหนังสืออยู่ที่นี่เกือบ ๑๐ ปี เตียงนอนเป็นโต๊ะเขียนหนังสือไปใน ตัว หลังอื่น ๆ ก็ทำแบบเดียวกันนี้ ฝาเปิดออกได้ทุกด้านจากระดับขอบเตียง พอดี ใช้ไม้ยันออกไป ต้นมอดดูเหมือนจะตายไปแล้ว นกขุนทองป่า ชอบกินลูกของต้นนี้เข้าไปทั้งลูก ครู่เดียวก็ถ่ายเม็ดออกมาลงบนหลังคา นกขุนทองมันจะมากินไปพลางย่อยไปพลางถ่ายไปพลาง ถ้ามาหลายตัว เราต้องอดทนอย่างยิ่ง มันถ่ายลงบนหลังคาสังกะสีโพ้งพั้ง ๆๆๆ เราต้องทำ ใจเป็นพิเศษมันจึงจะเขียนหนังสือได้ เราไม่ไล่มันไปเพราะมันส่งเสียงร้อง น.210เพราะดี นกขุนทองนี่ถ้ามันมากันเป็นฝูง ๆ มันร้องเพราะเหมือนกัน ตัว หนึ่งร้องเสียงสูง ตัวหนึ่งร้องเสียงต่ำ มันร้องประสานกัน โว้ง หว่อง หว่อง โว้ง มาทีเดียว ๒๐ ตัวก็เคยมี ต่อมาก็สร้างกุฏิตรงเนินสูงหลังหนึ่ง เป็นหลังสูง แล้วก็ที่ตรงยาง สมเด็จอีกหลังหนึ่ง ท่านปัญญาอยู่ที่หลังยางสมเด็จนี่แหละ ท่านบุญชวน (พระราชรัตนกวี-ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะจังหวัดชุมพร) อยู่หลังสูงนั่น ใต้ถุน ใช้เป็นที่นั่งประชุมบ้าง ทีนี้เขาก็ทำไม้ล้วนอีก ๔ หลัง เผื่อเหลือเผื่อ ขาด เผื่อแขกมาพักบ้าง จำได้ว่าสวนโมกข์เก่านี่มีกุฏิมากที่สุดไม่เกิน ๑๐ หลัง ตอนแรก ๆ ก็โยมอุบาสก ๔ คนนั่นแหละช่วยกันสร้าง ตอนหลังนี่ผม ทำกันเองกับพระเณรที่อยู่ด้วยกันชุดหนึ่ง ก็กุฏิไม้ ๔ หลังนั่นแหละ ไม้ก็ ไสกบกันเอง หลังคามุงจาก จากสมัยนั้นถูก ร้อยละบาท ๒ บาทเท่า นั้น ถ้าชนิดที่ซื้อจากบ้านดอนก็ ๓ บาท ไม้ก็ซื้อจากบ้านดอน บางทีก็ฝาก เรือซื้อ บางทีก็ลงไปซื้อเอง บรรทุกเรือเดินประจำ เรียกว่าเรือถุงเมล์ เพราะแต่ก่อนเคยเป็นเรือถุงเมล์ให้ระหว่างบ้านดอน ต่อมาเลิกเดินถุงเมล์ แล้วก็ยังเรียกเรือถุงเมล์ตามเดิม เดินระหว่างพุมเรียง-บ้านดอน เวลา มุงจากผมใช้ไม้เป็นกลอน แล้วตีตาปูเอาไม่ได้มัดด้วยตอกแบบชาวบ้านทั่ว ไป มันรุงรัง ไม่สวย

ถาม โรงเรือนนอกจากนี้ยังมีอะไรอีกครับที่สวนโมกข์เก่า

มีอีก ๒ อย่างคือโรงฉันกับโรงเรียน (หัวเราะ) ตอนแรกทำโรงฉัน โยกได้ เพราะตอกติดกับต้นยางเวลาลมพัดยางโยกโรงฉันก็โยกด้วย ต่อมาก็ทำเป็นโรงฉันมุงจาก อยู่ปากบ่อ ตอนล่าง ใกล้ต้นมะม่วงใหญ่ ที่นั่งฉันทำด้วยแคร่ไม้ไผ่ ไม่มีโรงครัวอะไร เป็นที่นั่งฉันเท่านั้น อีกหลัง น.211หนึ่ง อยู่ระหว่างโรงฉันกับสระเล็ก เป็นโรงเรียนมุงหลังคาจาก ทำกันเอง เหมือนกัน ไปตัดไม้จากทะเลกัน เรียกไม้พวา เป็นไม้ป่าใกล้ชายเลน แข็งดี ไปตัดที่ชายทะเลฝั่งแหลมโพธิ์ไปทางแหลมซุย ขอแรงเขาช่วยแจว เรือไปและช่วยตัด เราพระเณรไปขนทีละลำ วันละลำ ๒-๓ ทีก็เสร็จ เลือกเอาแต่ไม้พวา ที่ชาวบ้านเขาเรียกไม้วา เราเชื่อว่าตัวหนังสือต้องพวา เพราะมันมีคำพังเพย "ปะพวา ปาตะโก" พบลูกพวาก็ปาตะโกทิ้ง เพราะ พวาอร่อยกว่า ตัดมาให้ได้ความยาวตามที่ต้องการ ง่าย ๆ ไม่มีอะไรยาก มาถึงก็เอามาทำเป็นโรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ตีซี่โดยรอบ กั้นจาก หน่อยหนึ่ง มีกระดานดำ เราก็อธิบายธรรมด้วยกระดานนั้น เลยเรียกว่า โรงเรียน ไม้ทำซี่ก็ตัดเอาไม้เล็ก ๆ ในป่าละเมาะใกล้ ๆ วัดนั่นเอง

ถาม ตอนนั้นสอนอะไรกันครับ

สอนธรรมะชั้นสูง และวิชาสามัญระดับมัธยม ๓ มีพระเณรอยู่ด้วย กัน ๕-๖ รูปแล้ว ตอนนั้นคิดจะปั้นเณรชุดพิเศษกัน พระเณรจากวัด อื่น วัดโพธาราม วัดหัวดูก็พลอยไปฟังด้วยก็มี ไม่ได้สอนให้ไปสอบ สอน ให้มีความรู้ และยังเปิดสอนบาลีสมัครเล่นนิดหน่อย ตอนอาจารย์สัญญา ไปเยี่ยม ก็ยังเข้าไปนั่งเป็นนักเรียนในโรงเรียนนี้ ฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาท ขอให้ไปฟังในโรงเรียน เพราะมีกระดาน อธิบายสะดวกกว่าพูดกันแต่ปาก เฉย ๆ ต่อมา เมื่อเรามีหนังสือหนังหามากขึ้น ดูเหมือนจะอยู่ได้ประมาณ ๗-๘ ปีแล้ว จึงได้สร้างกุฏิหลังสูงขึ้นอีกหลังหนึ่ง ทางด้านตะวันออกของ สระเล็ก อยู่ตรงขอบสระ เพื่อสะดวกแก่การเก็บหนังสือปลอดภัย เป็นทำนอง หอสมุดกลาย ๆ แล้วก็ใช้เป็นที่อยู่และทำงานด้วย ข้างล่างเป็นที่นั่งสนทนา ธรรมกันได้ ใต้ถุนโล่ง น.212

ถาม อาจารย์ครับ การก่อสร้างอะไรต่าง ๆ ในสวนโมกข์ที่พุมเรียง ชาวบ้าน ในท้องถิ่นมีส่วนร่วมอย่างไรหรือเปล่าครับ

ไม่ต้อง มันไม่จำเป็น นอกจากอุบาสก ๔-๕ คนนั้นแล้ว เราก็ทำกัน เองได้ เรื่องทุนเรื่องรอนก็ไม่ต้องใช้มาก ทางคณะธรรมทานเขารับผิดชอบ อยู่แล้ว มีเงินมรดกของโยมหญิงไว้ให้ใช้เพื่อกิจการเหล่านี้ ตอนหลัง เจ้าคุณลัดพลีฯก็เข้ามาช่วยอีกแรง จะทำกุฏิเพิ่มสำหรับการฝึกพระเณร รุ่นพิเศษ เจ้าคุณลัดพลีฯเหมาหมดคนเดียว ๕ หลัง หลังละ ๔๕ บาท เท่านั้น กับชาวบ้านจึงไม่ต้องเกี่ยวข้องกันในเรื่องนี้ อ้อ มีอยู่อย่างหนึ่ง การขุดลอกสระเล็ก นั่นได้ชาวบ้านทุ่งชาวลำไยมาช่วย มาครั้งละ ๑๐ คนบ้าง ๒๐ คนบ้าง อย่างมากไม่เกิน ๓๐ คน พวกนี้ชำนาญมาก ใช้ จอบเป็นเครื่องมือ ฟันแล้วเหวี่ยงขึ้นมาไกล ๆ ได้ตั้งหลายวา เขาประกวด กันว่าใครจะซัดได้ไกลกว่ากัน ตัวเขาอยู่ในสระ สามารถเหวี่ยงขึ้นมา ข้างบนให้ดินไปตกห่างขอบสระได้ไกลตั้ง ๓-๔ วา เชี่ยวชาญมาก รูด ด้ามจอบเกือบตลอดทั้งด้าม ความจริงผมก็ยังไม่ได้สนิทสนมกับชาวบ้านทุ่ง ชาวลำไยที่มา ช่วยนัก แต่มีหัวหน้าอุบาสกคนหนึ่ง ที่ตอนหลังเขามาอยู่ในคณะธรรมทาน ด้วย เขาไปติดต่อบอกกล่าวกันมา เขาชื่อนายดาว ใจสะอาด คนนี้แหละ ที่ผมเคยเล่าว่าเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่เวลาเดินผ่านหน้าบ้านผม ก่อน ที่ผมจะบวช จะแวะคุยธรรมะกันจนไปทำงานสายบ่อย ๆ ออฟฟิศเขาอยู่ บ้านล่าง ต้องเดินผ่านหน้าบ้านผม เขาเป็นนายไปรษณีย์ พอเกษียณแล้ว ก็ชอบช่วยเหลือวัด มีความเป็นผู้นำนิดหน่อย เป็นคนพุมเรียง บ้านอยู่หลัง วัดโพธาราม ผมปรารภให้เขาฟังว่าอยากขุดสระ อยากให้สระเล็กมีน้ำ เขาเห็นด้วย ก็เลยไปบอกกล่าวกันมา น.213

ถาม อาจารย์ครับ สมัยนั้นอาจารย์วางความสัมพันธ์กับชาวบ้านในพุมเรียง อย่างไรครับ ทำไมอาจารย์จึงถูกบางคนมองเป็นพระบ้า อาจารย์มีเจตนา ที่จะยกระดับชาวบ้านที่พุมเรียงในทางธรรมะหรือเปล่า ผมทราบจาก หนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ว่ามีการเทศน์ที่บ้านธรรมทานทุกวันพระ ไม่ทราบว่าได้ผลแค่ไหน มีพระอื่นไปช่วยเทศน์ด้วยหรือเปล่าครับ

เรื่องว่าพระที่สวนโมกข์เป็นพระบ้านั้น มันเป็นเรื่องของอุบาสก คนหนึ่งดังที่เคยเล่าไว้แล้ว(เล่ม ๑ หน้า ๑๓๖) แล้วเด็ก ๆ มันก็เอาไปว่า ตาม มันก็ไม่ได้มาว่าใส่หน้า เวลาเดินบิณฑบาต ได้ยินเด็กมันว่าตาม หลัง "พระบ้ามา ๆๆ" แล้วชวนกันวิ่งออกข้าง ๆ ทาง กลัวจะถูกทำอันตราย เอา เด็ก ๆ มันก็คงเห็นแปลก เพราะเราอยู่ตามลำพัง คนเดียว บิณฑบาต คนเดียว ดูเหมือนจะมีอยู่คราวหนึ่ง สมัยหนึ่งด้วยที่ผมล็อคกุญแจที่ประตู ทางเข้า เวลาคนมาหาต้องตะโกนให้มาเปิดประตู และดูเหมือนจะเคยเขียน ไว้เล่น ๆ ว่า "ห้ามเยี่ยม เชิญกลับได้" อะไรทำนองนี้ จำไม่ค่อยได้เสีย แล้ว แต่แรก ๆ นั้นประตูรั้ว หรือแม้แต่ที่พักก็ไม่ได้ล็อค ปีที่เริ่มมีหนังสือ มาก มีลังหนังสือแล้ว จึงล็อคแต่รังหนังสือ หมายถึงตอนอยู่หลังโบสถ์ เมื่อมีกุฏิแล้ว ตอนหลังนี่ก็ล็อคทั้งนั้น ล็อคหมด ส่วนความสัมพันธ์กับชาวบ้าน ผมไม่ได้วางอะไร การจะยกระดับ อะไรยิ่งไม่ได้คิด เพราะลำพังวัตถุประสงค์ ๓ ข้อ การเผยแผ่ความรู้ ธรรมะชั้นลึก การค้นคว้าพระไตรปิฎก การตามรอยพระอรหันต์ ๓ แขนงนี้มันก็เหลือกำลังอยู่แล้ว ธรรมเนียมเก่า ๆ ที่สมภารต้องไปเยี่ยม ตามบ้านที่คุ้นเคยกันผมก็ไม่ได้ทำ วันพระก็ไม่ได้มีกิจกรรมทำบุญอะไร กันที่วัด เพราะไปจัดที่บ้านโยมซึ่งเปิดเป็นห้องธรรมทานอยู่แล้ว มีเทศน์ กันทุกวันพระตอน ๑ ทุ่ม ก็มีมาฟังราว ๒๐-๓๐ คนเท่านั้น ที่มันจุได้ไม่ น.214มากกว่านั้นเท่าไร มันก็ไม่ได้ผลอะไร เพราะคนพุมเรียงจะมีสักกี่คน ที่เป็นนักศึกษาธรรมะจริงจัง ก็คงเพียงได้ยินอะไรที่แปลกบ้างเท่านั้น งานที่ได้ผลบ้าง มันออกไปในทางหนังสือพิมพ์ ออกไปถึงคนใน ต่างจังหวัด คนที่ศึกษาธรรมแท้ ๆ สมัยนั้นนับว่าน้อยมาก ประชาชนใน ท้องถิ่นอยู่ในฐานะที่รับไม่ได้ ยิ่งพวกข้าราชการ ไม่มีเลย ไม่มีหวัง ไม่ อาจจะฟัง ฟังไม่ไหว เป็นของที่ไม่เคยมี เคยมีแต่ที่วัดแบบโบราณ มา ทำที่บ้านยิ่งแปลกกันไป เคยมีพระอื่นมาเทศน์บ้างสักครั้ง ๒ ครั้ง พระ สมุห์แช่มดูเหมือนจะเคยสักที อีกคนที่ชาวบ้านชอบคือสามเณรประมัย เทศน์หลายหน ชาวบ้านชอบมากกว่าผมอีก เขาพูดจาโผงผางดี ชัดเจนดี เรื่อง ๆ เดียวกันแต่เขาพูดน่าฟังกว่า เป็นเณรโต อายุมากแล้ว เขาธุดงค์ มากับมหาโฮม รู้เรื่องสวนโมกข์จากหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา เขาธุดงค์ กันมา ตอนแรกคิดจะสร้างวัดป่าแบบป่าช้าที่ประจวบฯ แต่ไม่สำเร็จ เลยเลยมาที่นี่ มหาโฮมอยู่ราว ๒ เดือนก็กลับ เณรประมัยเขายังไม่ยอม กลับ เขาชอบ เขาอยู่ต่อเขาพักกันอยู่ที่กุฏิทำแบบประทุนเรือ ทำด้วย ไม้ไผ่ เขาไอเป็นเลือดออกมา ทั้ง ๒ คน แล้วเขาก็คิดว่าผมนี่แหละใช้ วิชาอาคม จะทำให้เขาตาย เขาคิดกันถึงขนาดนั้น (หัวเราะ) ต่อมาเขา รู้ว่าเพราะโดนละอองขี้มอดไม้ไผ่ เขาก็มาขอโทษ ผมไม่รู้เรื่อง เขา มาบอกว่าเขาเคยคิดรุนแรงอย่างนั้น ว่าผมเล่นวิชาคาถาอาคมทำให้เขา ต้องเลือดออก มหาโฮมเขาทำสมาธิ สนใจเรื่องผี คุยกันว่าที่บ้านแกเต็ม ไปด้วยผี ประชาชนนับถือผีไม่รู้กี่ชนิดต่อกี่ชนิด ยุ่งยากไปหมดเกี่ยวกับ เรื่องผี มาชวนผมไปปราบผี ต่อมากลับไปอยู่วัดสระปทุม ได้เป็น เจ้าคุณอะไร ส่วนเณรประมัยเคยแต่งหนังสือเรื่อง พุทธานุวัตร ตอนหลัง กลับไปเป็นวัณโรคหรืออะไรตายเสีย ตอนอยู่สวนโมกข์เก่านั้น การไปสวดมนต์บังสุกุลตามบ้านที่มี น.215งานก็ไม่ได้ไป ชาวบ้านเขารู้กันโดยนัยว่าต้องการจะเก็บตัว แม้พระบาง องค์ที่วัดอื่น ที่เขาเข้าใจ เขาก็ช่วยกันบอกต่อ ๆ กันไป พระบางองค์ที่ คุ้นเคยหวังดีก็บอกกันต่อไปกับประชาชนว่า อย่ามากวน การไปเทศน์ ตามวัดนั้นจะมีบ้างสักครั้ง ๒ ครั้ง ตามธรรมดา ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปก็ไม่ค่อยจะเข้ามาที่วัด ที่จะเข้า มามากก็ตอนมีการทำบุญในวันพิเศษ เช่นวันตายาย ที่เราไม่ได้ไปร่วมกับ วัดอื่นเขา แต่ก็ไม่มากนัก เฉพาะคนที่คุ้นเคยเท่านั้น คนจะมามากที่สุด คราวหนึ่งก็ตอนมาต้อนรับสมเด็จ(พุทธโฆษาจารย์-เจริญ วัดเทพศิรินทร์) ท่านมาเยี่ยมและค้างที่สวนโมกข์คืนหนึ่ง(๒๖ มิ.ย. ๒๔๘๐) คนมาเต็มวัด พระทุกวัดก็ไปพบไปกราบ พาชาวบ้านไปถวายอาหาร เจ้าคณะจังหวัด คนก่อน พระธรรมปรีชาอุดม ยังไปร่วมด้วย ไปบัญชางานทั้งหลาย ในวัด ต้อนรับสมเด็จ เจ้าคณะอำเภอเป็นตัวตั้งตัวตีบอกชาวบ้านให้นำ อาหารมาถวาย ก็เลี้ยงกันอย่างป่าที่สุด ปูเสื่อฉันกลางดิน ตรงที่ผมเรียก ว่า ยางสมเด็จ นั่นแหละ ผมไปรับที่สถานีรถไฟ ขาท่านไม่ดียังอุตส่าห์เดิน ระยะทางตั้ง ๕-๖ กิโล

ถาม อาจารย์ครับ แล้วความสัมพันธ์กับวัดอื่น ๆ เป็นอย่างไรครับ ยังไปมา หาสู่กันหรือเปล่า

ก็ไปมาหาสู่กับพระรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่วัดหัวคู(ศักดิ์คุณาราม) มีพระประสบอยู่ เป็นเพื่อนกัน ก็เคยไปกิน ไปเล่น ไปฉันเพล อาจารย์ ทุ่มที่วัดนอก(อุบล)ก็ยังอยู่ แกไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจเรื่องที่เราทำ เรื่องเมือง นอกเมืองนานี่แกไม่รู้ แต่ว่ามีความหวังดี มีความปรารถนาดีเต็มที่ แต่ นาน ๆ ไปเยี่ยมเยียนกันที แกต้องบังคับให้ดูโชคชะตาเสียที เอากระดาน มาแล้วถามวันเดือนปี แกจำไม่ได้ มันหลายคนนักที่มาดูกับแก แล้วทุก น.216ครั้ง แกต้องบอกเรื่องสึกไม่ได้ เมียจะต้องมีชู้ โชคชะตาภรรยาจะต้องมีชู้ ดูทุกครั้ง บอกทุกครั้ง นอกจากนั้น นาน ๆ ทีเราก็นิมนต์พระที่คุ้นเคยมาฉันอะไรแปลก ๆ ที่วัด เช่น ยำดอกพยอม ที่สวนโมกข์เก่าต้นพยอมมีมาก แต่นี่ก็ไม่พิเศษ นัก เพราะชาวบ้านเขาก็ยำกันอยู่แล้ว เรายังมีแกงพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ แกงดอกลั่นทม ดอกลั่นทมมีมากตลอด ๒ ข้างทาง ได้ดอกเป็นกะละมัง ต้มกะทิ ใช้ส้มมะขาม ใส่หัวหอม ไม่ได้ใส่เนื้อใส่ปลาอะไร ผมมันกินง่าย อยู่แล้ว นิมนต์มาฉันเป็นของแปลกสำหรับคุณ แต่บางองค์ก็ฉันไม่ได้ จะอาเจียนก็มี (เฮ่อะ ๆๆๆ)

ถาม อาจารย์ครับ พระที่ไม่เข้าใจอาจารย์มีไหมครับ

พระครูโพธาภิรักษ์ เจ้าอาวาสวัดโพธารามองค์ต่อมาไม่เข้าใจ องค์นี้เลย เข้าใจผิด สรุปคล้าย ๆ กับว่าผมเป็นพระอันตราย พระอันตราย ให้ทุกคน ระวังไว้ (เพราะอะไรครับ) ก็ไม่เหมือนที่แกรู้ หรือแกพูด หรือแกทำอยู่ ยังเข้าใจผิดมากกว่านี้อีก คือแกคิดว่าผมนี่ต้องการเป็นใหญ่เป็นโต ข้ามหน้า ข้ามตา ผมก็ไม่เคยคิด แต่ที่มันเป็นขึ้นมานี้ มันเรื่องฟลุค แกก็ประหลาดใจ เหมือนกัน เขาก็ไม่เคยคิดว่าผมจะได้เป็นเจ้าคุณเป็นอะไรกัน เป็นเข้า มันก็ประหลาดใจ น.217เพื่อนสหธรรมิกและความพยายามที่ล้มเหลว

ถาม อาจารย์ครับ ตอนนี้ขอความกรุณาอาจารย์เล่าถึงพระเณรที่มาอยู่กับ อาจารย์สมัยสวนโมกข์เก่า เริ่มตั้งแต่องค์แรกเลยครับ อาจารย์อยู่นานเท่าไร จึงมีพระมาอยู่ด้วย

ผมอยู่องค์เดียว ๒ พรรษา พอออกพรรษาที่ ๒ ไม่นาน มหาจุล พรหมสโร ก็มาอยู่ด้วย องค์ที่เคยเล่าว่าตอนหลังแกเลอะนั่นแหละ(เล่ม ๑ หน้า ๑๓๓ ) เขาอยู่ถึงแม่สอด รู้จักสวนโมกข์จากหนังสือพิมพ์ พุทธ- สาสนา ติดต่อกันทางจดหมายก่อน เขาได้เปรียญ ๔ พอดีผมมีธุระจะขึ้น ไปกรุงเทพฯก็เลยนัดกันว่าจะไปรับลงมา เป็นทำนองไปรับลงมา แกมาอยู่ ที่กุฏิ ๒-๓ แห่ง แกสร้างเอาเองด้วย แกมีหัวในทางนี้ ตอนอยู่ด้วยกันยัง ไม่มีท่าทีว่าจะเลอะ จึงตกลงให้ไปอยู่สวนปันตารามที่นครศรีธรรมราช ที่พระดุลยพากษ์สุวมัณฑ์เป็นตัวตั้งตัวตีจะเปิดกิจการแบบสวนโมกข์ ขึ้นที่นั่น (๒๔๗๗) ผมยังได้ไปช่วยปาฐกถา ทำพิธีเปิดสำนักให้ แล้ว ต่อมาก็ไปทำเสียหายดังว่า ดูเหมือนอยู่กับผมยังไม่ทันได้เข้าพรรษา ด้วยกัน แต่ก็อยู่นานหลายเดือน ได้คุยแลกเปลี่ยนสนทนาธรรมกันมาก อยู่เหมือนกัน เป็นคนเชื้อเขมร จำบาลีไวยกรณ์ได้แม่นยำ ปฏิบัติเคร่งครัด ฉันเจด้วย น.218เมื่อมหาจุลมาแล้วไม่นาน ท่านไหมก็มา พระไหม สาสนฺปโชโต องค์นี้ไม่ได้ติดต่อมาก่อน เดินธุดงค์มา ไม่ได้จบนักธรรมเอก แต่ผมรับไว้ เป็นกรณีพิเศษ เป็นคนเงียบ พูดน้อย ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ ปอดไม่เคยได้ ออกกำลังเพราะการหัวเราะ สุขภาพก็ไม่ดี เป็นคนขี้โรค ดูเหมือนจะ อยู่ด้วยกัน ๒ พรรษา จดหมายในสวนโมกข์ ที่มีคนเอาไปพิมพ์ ก็เขียน แลกเปลี่ยนกับองค์นี้แหละ เป็นคนเอาจริงเอาจังในเรื่องการปฏิบัติ ตอน หลังไม่สบาย กลับบ้านที่ชัยภูมิ ผมไปส่งถึงกรุงเทพฯ ขึ้นไปคราวนั้น ได้นัดพบกับท่านอ านันทะ เกาศัลยายนะ พระในคณะที่ธรรมปาละฝึกขึ้น มา ท่านมาทำงานเผยแผ่ที่ปีนัง นัดพบกับท่านบนรถไฟ ท่านมาจากทางใต้ นั่งคุยกันมามากในรถ ตลอดทางถึงกรุงเทพฯ ท่านสนใจหนังสือ ชิน- กาลนมาลี มาก เพราะท่านผู้แต่งเขียนเกี่ยวกับลังกาไว้มาก ในตอนต้น ๆ ของหนังสือ ต่อมาไม่นานได้ข่าวว่าท่านไหมมรณภาพ ในรุ่นแรกนี้ อีกคนหนึ่งก็คือมหาสำเริง มาตั้งแต่ยังเป็นเณร ธุดงค์ มาเหมือนกัน อยู่ด้วยกันนาน จนได้เรียนบาลีกับพระครูชยาภิวัฒน์ (กลั่น)ที่วัดใหม่(พุมเรียง) จนได้เป็นมหาเปรียญ ได้บวชพระ ได้ช่วยงาน แปลบาลีในสมัยทำ ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ ระยะแรก เรียกได้ว่าอยู่ยืน มาตั้งแต่ต้นจนย้ายมาสวนโมกข์นี้แล้ว ก็ยังได้มาช่วยงานกันอยู่อีกระยะหนึ่ง ต่อมาก็เป็นยุคท่านปัญญาฯกับท่านบุญชวน ๒ ท่านนี้เคยเดินทาง ไปกับพระโลกนาถ รู้เรื่องพระโลกนาถจากหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา รู้ว่าผมไม่เล่นกับพระโลกนาถ เมื่อแยกทัพจากพระโลกนาถที่พม่า ก็ เดินทางมาจำพรรษาด้วยกันอยู่ปีหนึ่ง (๒๔๗๙) ดูเหมือนจะเดินทางกลับ จากพม่า ทางระนอง มาอยู่ด้วยกันก็คุยกันมาก วิพากษ์วิจารณ์กันมาก ท่านปัญญายัง

เพื่อนสหธรรมมิกและความพยายามที่ล้มเหลว

น.219เจียดเวลามาสอนนักธรรมที่วัดพระธาตุฯและช่วยเทศน์วันพระที่ห้อง ธรรมทานที่ย้ายมาอยู่ริมทางรถไฟที่ไชยาบ้าง

ถาม อาจารย์ครับ อาจารย์ปัญญาฯเคยพูดว่าแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่ทำให้อาจารย์ มุ่งมั่นทำงานเพราะรู้สึกอับอายชาวต่างประเทศ ว่าเราไม่มีคนที่รู้พุทธ- ศาสนาดีเท่าเขา นี่จริงเท็จอย่างไรครับ

มันพูดเล่น ในความรู้สึกไม่มี พูดว่าน่ากลัวว่าอีกหน่อยฝรั่งจะรู้ พุทธศาสนาดีกว่าคนไทย ดูจากหนังสือพิมพ์ในต่างประเทศ พวก มหาโพธิ อะไรนี่แหละ ก็รู้ว่าฝรั่งเขาเริ่มจะเอาจริง เราจะมามัวนอนหลับกันอยู่ ไม่ได้

ถาม ทำไมท่านทั้งสองนี้ถึงไม่ได้อยู่ทำงานกับอาจารย์เล่าครับ

มันเป็นเรื่องรสนิยม พอออกพรรษาท่านปัญญาก็ไปเรียนบาลี ไปอยู่ วัดสามพระยา ท่านบุญชวนก็เคยไปเรียนบาลีครั้งหนึ่ง ทางชุมพร แล้ว ต่อมา คิดจะบุกเบิกสร้างวัดแบบใหม่ที่ดอนทรายแก้ว ทำแบบคล้าย ๆ สวนโมกข์ ผมก็ยังไปช่วยดู หลวงศรีสุพรรณดิษฐ์เป็นเจ้าภาพ แต่ทำ ไม่สำเร็จ มันไม่เหมาะ มันเล็กไป ไม่มีน้ำมีท่า ชัยภูมิไม่ดี ต่อมาถูกจับตัว ทำงานคณะสงฆ์ จนได้เป็นเจ้าคณะสังฆาธิการอะไรต่าง ๆ จนได้เป็น เจ้าคณะจังหวัดชุมพรจนเดี๋ยวนี้ ท่านมีความสามารถในการบริหาร มีปฏิภาณในการพูด เกลี้ยกล่อมน้ำใจคนร่วมงาน ท่านปัญญาฯก็คง คิดจะไปทำอะไรใหม่ที่ปีนัง ไปเปิดกิจกรรมที่ปีนังโน่น ต่อมาผมขอร้องให้ ไปช่วยงานทางเชียงใหม่ แล้วตอนหลังท่านก็มาทำที่วัดชลประทานนี่ สมัยสวนโมกข์เก่าตอนปลาย ๆ ยังมีอีกชุดหนึ่ง ชุดมหาพร มหา เฉวียง มหาจำรัส เขาเป็นเพื่อนกันทั้ง ๓ องค์ จบประโยค ๖ จากวัด มหาธาตุที่กรุงเทพฯ ตอนแรกมหาจำรัสยังไม่มา อีก ๒ องค์มาก่อน น.220ต่อมามหาพรกลับไป มหาเฉวียงยังอยู่ ยังได้เป็นองค์แรกที่มาจำพรรษา ที่สวนโมกข์ใหม่นี่ก่อนผมจะมาอยู่ เมื่อผมมาอยู่แล้วก็ยังได้อยู่ที่สโมสร ธรรมทาน วัดชยาราม เมื่อมหาเฉวียงกลับไปแล้ว มหาจำรัสจึงได้มาอยู่ กับผมระยะหนึ่ง ๓ คนนี้เขาเป็นเกลอกัน ตอนนั้นมหาพรยังไม่มีวี่แวว ว่าจะไปสนใจเรื่องทางวิญญาณอะไร ปลูกมะละกอกินกันไม่หวาดไม่ไหว ผมเคยส่งเสริมให้เทศน์สังคายนาอยู่ระยะหนึ่ง สมัยนั้นยังมีคนนิยมนิมนต์ เทศน์สังคายนา ปรากฏว่าประชาชนติดใจกันมาก มหาพรดูจะเป็นคนมี ความตั้งใจสูง สูงจนเตลิดอย่างเดี๋ยวนี้ มหาเฉวียงสนใจเรื่องสมุนไพร ยังเคยเอาว่านหางจระเข้มาเคี่ยวทำยา ได้ยาดำอย่างดี เอาบอระเพ็ดมาเคี่ยว ได้ยาพิเศษอะไรอย่างหนึ่ง ทาแก้โรคผิวหนัง มหาจำรัสได้แต่งหนังสือ ๒-๓ เล่ม เกี่ยวกับการเรียนบาลีวิธีใหม่ ต่อมาไม่สบายไปมรณภาพ ที่วัดหัวลำโพง มหาพรสึกแล้วกลายเป็นอาจารย์ค้นคว้าเรื่องวิญญาณไป ยังเคยมาหาผมที่นี่ ขอทำ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ที่ยังค้างอยู่ให้จบ เราบอก ว่าจะทำเอง ถ้ามหาพรทำไม่รู้ว่าจะออกมาในรูปไหน ก็ยังเคารพนับถือ กันอยู่ ผมไม่ได้รุกล้ำเข้าไปในความคิดของเขา มหาเฉวียงก็สึก ไม่มี อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก่อนสึกผมเคยแนะนำให้ไปช่วยงานเจ้าชื่นที่เชียงใหม่ แต่ไม่ได้อยู่วัดอุโมงค์ อยู่วัดอื่น แล้วเข้าไปช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ใน ระยะแรก เมื่อวางมือกันไป ท่านปัญญาจึงขึ้นไปลงโรง สมัยอยู่กับผม ต่างก็อยู่กันอย่างอิสระ ต่างคนต่างหาสิ่งที่ตนชอบทำ มหาเฉวียงเคย ริเริ่มเลี้ยงปลาทองที่สวนโมกข์เก่าด้วย เรื่องธรรมะดูจะไม่สนใจกัน จริงจังนัก สนใจกันแค่ความรู้ขั้นนักธรรมเอกธรรมดา ๆ เท่านั้น อาจารย์ครับนอกจากนี้ มีใครอื่นอีกไหมครับ ที่มาอยู่ด้วยในระยะแรก และเมื่อมีพระมาอยู่ด้วย ระเบียบความเป็นอยู่ การศึกษาเล่าเรียนทำกัน อย่างไรครับ น.221๏๏ คนอื่นก็มี แต่มันไม่มีความหมาย มาชั่วคราว ที่มาทำเกะกะเกเรก็มี มหาสี มาแอบสูบบุหรี่ มาแอบเรี่ยไรชาวบ้าน ความรู้ก็ไม่เลวกลับเป็นคน อย่างนี้ ผมก็ไม่ได้ทำอะไร เราเพียงแต่แสดงให้รู้ว่าไม่ต้อนรับ ไม่สุงสิง ด้วย เขาก็ละอาย จากไปเอง การรับพระเข้ามาอยู่ ความจริงก็ไม่มีพิธี รีตองอะไรนัก ติดต่อแล้วก็มา ไม่มีพิธีรับอะไร เป็นนักธรรมเอกก็รับเลย ถ้าไม่จบนักธรรมเอกก็ให้อยู่ดูไปก่อน เมื่อมาอยู่แล้วก็อยู่กันอย่างอิสระ ใครทำอะไรก็ได้ที่ไม่ผิดวินัย ที่จริงมันก็ไม่มีอะไรสำคัญที่จะต้องทำผิดวินัยอยู่แล้ว มีการทำวัตรเช้าเย็น พร้อมกัน ตอนนั้นก็ยังไม่ได้ทำวัตรแปล ตอนหลังผมชักขาดทำวัตร แต่ มหาสำเริงยังยืนโรงอยู่ มหาสำเริงเขาชอบ เคร่งครัดมั่นคง การศึกษาธรรมะโดยมากก็คุยกัน มีอยู่สมัยหนึ่งสนทนากันจนดึก ทุกคืน ที่ใต้ถุนกุฏิสูงที่อยู่ริมสระนั่นแหละ มีโต๊ะและมีเก้าอี้ล้อมรอบ คุยกัน จนเที่ยงคืน การถ่ายทอดธรรมะคือการคุยกันแบบนี้ วินิจฉัยข้อสงสัยกัน ส่วนมากผมก็เป็นคนพูด คนอื่นก็ฟัง แล้วซักถาม มันสนุก เพราะได้รับคำ ถามที่แปลก ๆ ที่กระทบใจ กระทบความรู้สึกบ้างเสมอ ๆ พระเณรที่อยู่ ด้วยตอนนั้นต่างก็กล้าซักกล้าถามกันดี พระเณรมีไม่มาก ที่อยู่ยืนโรงจริง ก็มี ๔-๕ องค์เท่านั้น เรียกว่าอยู่กันแบบไม่มีผู้ปกครอง ไม่มีเจ้าอาวาส ไม่มีผู้บังคับบัญชา อาจารย์ครับ เห็นข้อเขียนในสมัยนั้นอาจารย์เขียนไว้ว่า ออกพรรษาแล้ว พระควรออกธุดงค์กัน อาจารย์ออกกันหรือเปล่าครับ และพระที่อยู่ ด้วย ถือธุดงควัตรหรือการปฏิบัติแบบอาจารย์ทุกองค์หรือเปล่าครับ อย่าง เรื่องไม่ใช้ร่ม ไม่ใช้รองเท้าอะไรนี่ ๏๏ เขียนไว้ว่าควรจะทำแบบนั้นแบบพุทธกาล แต่เราออกไม่ได้ ไม่ น.222ได้ออก เพราะมีกิจธุระติดพัน และมันเป็นประโยชน์นิดเดียว เลยอยู่ทำ ประโยชน์ที่มากกว่า พระองค์อื่น ๆ เขาก็ไม่ได้ทำตามเราทุกอย่าง บางองค์ก็ ทำบ้าง แล้วแต่ความสมัครใจ การฝึกของเรามันเป็นเรื่องการทดลอง ดู บางอย่างมันก็ยังไม่แน่ใจว่าดีหรือไม่ การไม่สวมรองเท้า ไม่ใช้ ร่ม มันเป็นการฝึกความแข็งแกร่ง พระควรมีร่างกายแข็งแกร่งที่สุด เพื่อ ให้รายจ่ายน้อย มีโรคภัยไข้เจ็บน้อย มันเป็นการธุดงค์แบบหนึ่งก็ได้ แล้วก็ รู้ว่าได้ผลดี ในแง่ความแข็งแกร่ง เป็นปี ๆ ไม่ต้องเป็นหวัดเลย ต่อมาเมื่อ อายุมากเข้า ร่างกายก็อ่อนแอลง ก็ต้องใช้ต้องสวมใส่บ้าง หรือเมื่อไปเข้ากับ ฝูงที่เขาใส่กัน เราจะไปฝืนอยู่คนเดียวก็ไม่ได้ เวลาไปประชุมอะไร เขามีร่ม มีรองเท้ากันทั้งนั้น ระยะแรกย่ามเราก็ไม่ค่อยใช้ เวลาไปเที่ยว หน้าแล้ง ไปนอนตามภูเขา ไปตามท่าชนะ เขาน้ำร้อน ก็เอาบาตรแทน ย่าม เอาบาตรไป เรื่องเงินเรื่องทอง เมื่ออยู่ที่พุมเรียงก็ไม่ต้องใช้กัน เพราะนายธรรม- ทาสเขาจัดการให้ แล้วมันก็เป็นธรรมเนียมของวัดป่า ที่ลังกาก็แบบนี้ วัดป่าถือเคร่งในเรื่องจับเงินจับทอง แต่เวลาขึ้นกรุงเทพฯก็ต้องจับจ่าย ใช้สอย เป็นค่ารถค่าเดินทางอะไร ถ้าต้องมีเด็กไปอีกคนมันก็ไม่ สะดวก เรื่องมาก เราก็ต้องจับจ่ายเองเป็นครั้งคราว ต่อมาเมื่อขยายมาก ขึ้น มาที่นี่ มันควบคุมกันไม่ได้ ก็ต้องปล่อยตามเลย แต่เราเองถือว่าไม่รับ เป็นส่วนตัว แม้เขาจะถวายเป็นส่วนตัวก็ไม่รับ ถือเป็นของส่วนรวม ช่วยใช้ เงินเขาให้เป็นประโยชน์ อาจารย์ครับแล้วที่อาจารย์เคยคิดจะปั้นพระเณรขึ้นมาเองเพื่อทำงานพระ ศาสนาล่ะครับ ๏๏ ไม่สำเร็จ ตอนนั้นมันได้ยินข่าวธรรมปาละ ฝึกพระเณรรุ่น น.223พิเศษ ส่งไปถึงอังกฤษอะไรนั่น เรามันไม่มีความรู้อะไร ก็คิดไปเปะ ๆ ปะ ๆ ไปตามเรื่อง ในที่สุดมันก็ไม่สำเร็จ ของเรามันไม่สำเร็จเพราะเณร มันไม่อยากอยู่ มันอยากเรียนวิชาทางโลก อยากสอบม.๓ อะไรแบบ นั้น เราก็พยายามหลอกล่อกันอยู่พักหนึ่ง สอนภาษาอังกฤษให้บ้างอะไร บ้าง แบบง่าย ๆ มันก็ไม่ทันใจกัน ตอนนั้นผมก็ทุ่มเทกับมันมากเหมือน กัน จนรู้สึกว่ารู้จักสามเณรพอ ๆ กับรู้จักพระไตรปิฎก ตอนที่เขียนเรื่อง ห่วงสามเณร นั่นแหละ เจ้าคุณลัดพลีฯ ก็สนับสนุนเต็มที่ หัดออกหนังสือ- พิมพ์กันด้วย วิทยาอาคม เหลืออยู่ ๒-๓ องค์ที่อยู่มาถึงที่นี่ สามเณร โกศล สามเณรถนอม ต้องยุต้องสอนกันเกือบตายกว่าจะเขียนกันได้ ตอนหลังก็สึกกันหมด บางองค์ก็สึกที่กรุงเทพฯ ที่อยู่นานที่สุดก็มหาสำเริง นั่นแหละ อยู่ได้ตลอดรอดฝั่งจนบัดนี้ สามเณรพวกนั้นส่วนมากก็เป็นคนแถว ๆ นี้ รวมไปถึงท่าชนะ ด้วย ตอนนั้นผมคิดเปิดสอนบาลีแบบลัดขึ้น เรียน ๒ วันก็แปลเลย มี พระเณรมาเรียนกันบ้างจากวัดแถบนี้ ผมเลยบอกโครงการฝึกเณรออก ไป ก็มีการรับช่วงกันออกไป บาลีไม่เท่าไรมันก็เลิก ทำกันไม่ได้ มันเรื่อง สนุก ๆ แปลก ๆ ก็ให้ไปเรียนต่อกันเอาเอง เณรที่เอามาฝึก ก็ให้เรียนธรรมะ กันใหม่ ปฏิบัติภาวนาบ้าง ไหว้พระสวดมนต์ ฝึกธุดงค์ต่าง ๆ สักปีมันก็ ไม่ค่อยอยากจะเรียน ถอนตัวกันออกไป บางคนว่าช้านัก โกรธก็มี ด่า เอาก็มี แต่ไม่ใช่ด่าต่อหน้า มันเป็นการทดลองชั่วคราว ในที่สุดก็ไม่มีความ- หมายอะไร ต้องเรียกว่าโครงการปั้นสามเณรล้มเหลวโดยสิ้นเชิง อาจารย์ครับเจ้าคุณลัดพลีฯนี่มารู้จักและช่วยงานกันได้อย่างไรครับ ๏๏ ระยะแรกสุดเจ้าคุณลัดพลีฯก็คงเข้าใจผิด คิดว่าพวกเรามีกิจการใหญ่ โต กลับมาจากเมืองนอกใหม่ ๆ ก็อยู่ที่ศาลอุทธรณ์ รู้จักสวนโมกข์จาก น.224หนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ก่อน ติดต่อมาทางจดหมายก่อนว่าจะให้ช่วยอะไร บ้าง คงเข้าใจผิดเอามาก ๆ คิดว่าเรามีกิจกรรมเป็นล่ำเป็นสัน มีประโยชน์ อะไรใหญ่หลวง ดูเหมือนจดหมายฉบับแรกจะบอกว่าจะให้มาอยู่ช่วยก็ ได้ จะให้ออกจากราชการมาช่วยก็ยินดี เราบอกเป็นไปไม่ได้ ไม่มีอะไร ดีพอถึงกับต้องทำอย่างนั้น เป็นงานเล็ก ๆ ทำกันแบบป่า ๆ ทำแบบ บ้านนอก ๒-๓ คนทำ ถนนหนทางยังเข้าไปไม่ถึงด้วยซ้ำ ทำกันกลาง ป่ากลางทุ่ง ท่านยังไม่เคยมาเห็นอ่านแต่โครงการต่าง ๆ ที่ลงใน พุทธสาสนา บอกว่ายังไม่เคยเห็นมีในเมืองไทยมาก่อน ท่านเป็นนักเรียนนอก แต่สนใจธรรมะ มีจิตใจเป็นอิสระ อ่าน หนังสือปรัชญาหรือศาสนาอะไรเรียกว่าธรรมะหมด ปรัชญาทางด้าน จิตใจของฝรั่ง หรืออย่างงานของกฤษณะมูรติ เรียกธรรมะหมด สนใจเรื่อง ทางจิตใจ เรียนจริง อยากรู้จริง ชอบธรรมะอย่างหลงใหล แต่ว่าเป็นคน มีความรู้เป็นหลักเป็นฐาน ใครชักจูงออกแนวทางไม่ได้ จูงไปทางไสย- ศาสตร์ไม่ได้ จากเจ้าคุณลัดพลีฯก็เนื่องมาถึงเจ้าคุณภรตราชสุพิช เนื่อง ไปถึงคุณสัญญา ธรรมศักดิ์ แล้วค่อยไปถึงคุณชำนาญ ลือประเสริฐ แล้วจึงต้องไปถึงคนอื่นๆ คณะเจ้าคุณลัดพลีฯนี้ เป็นฆราวาสคณะแรก ที่มา เยี่ยมสวนโมกข์จากต่างจังหวัด (๒๔๘๑) ครั้งนั้นพระยาภรตราชสุพิชและ คุณสัญญาก็มาด้วย ดูเหมือนหลังจากออกหนังสือพิมพ์ได้ ๔-๕ ปีแล้ว มาแล้วก็พักกันตามมีตามได้ นอนกุฏิที่พอนอนได้ โยมที่บ้านช่วยส่งปิ่นโต เจ้าคุณลัดพลีฯดูเหมือนจะอายุแก่กว่าผมสักปี ๒ ปี พอแกรู้ว่าจะมีการฝึกภิกษุสามเณรรุ่นพิเศษ ก็รับอุปถัมภ์อุปการะ เรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หมด สร้างกุฏิอะไรนี่ เหมาหมดอย่างที่เล่าแล้ว น.225สวนโมกข์สมัยนั้น แขกแบบนี้มีไม่มาก ต้องสนใจจริง ๆ ถึงจะมา กัน คุณกี นานายน สมัยยังทำการค้าอยู่ก็มา มาสนทนาธรรมกัน ตั้งแต่สมัยนั้น แกปฏิบัติจริงจัง จนต่อมาได้บวชและตั้งสำนักเขา สวนหลวง ที่ผู้หญิงดูแลกันเองได้เป็นปึกแผ่น น.226กำลังหนุนจากโยมมารดาและน้องชาย อาจารย์ครับ โยมหญิงมีส่วนสนับสนุนงานของสวนโมกข์และคณะ ธรรมทานอย่างไรบ้างครับ ผมเห็นใน พุทธสาสนา ลงว่าทำพินัยกรรม มอบเงินให้ใช้ตั้ง ๖,๐๐๐ กว่าบาท อยากให้อาจารย์เล่าเรื่องเกี่ยวกับ โยมหญิงไว้ด้วยครับ ๏๏ โดยทั่วไปโยมหญิงไม่มีความเห็นอะไร ไว้ใจเรา ไว้ใจผมว่าจะทำ อะไรคงไม่ผิด คงไม่เสียหาย ไว้ใจด้วยความเคารพเชื่อมั่น ก็เลยไม่ต้องพูด อะไรกันมาก แล้วโยมก็มีศรัทธาในลักษณะอย่างนี้อยู่แล้ว ศรัทธาที่เราได้ ร่ำเรียนธรรมะ ศรัทธาที่ได้แบ่งปันความรู้ให้ผู้อื่น แล้วก็มีความรู้ความ เข้าใจอย่างดีอยู่แล้วว่า ธรรมทานน่ะเลิศกว่าทานทุกชนิด พอพูดเรื่อง เผยแพร่ธรรมทาน จึงยอมรับหมด เห็นเป็นบุญกุศลอย่างลึกซึ้ง ที่จะเผยแพร่ ธรรมะที่โลกยังไม่รู้ ยังไม่มีใครรู้ ยังไม่มีใครเคยทำ โยมจึงให้ใช้เงินใน การทำกิจการต่าง ๆ ให้ใช้บ้านเป็นสำนักงานธรรมทานระยะแรก เป็นที่ เทศน์ ทำหนังสืออะไรต่าง ๆ ผมให้โยมทำเป็นพินัยกรรม (๑ มิ.ย. ๒๔๗๕) ไว้ ส่วนหนึ่งก็แบ่งให้ เป็นมรดกแก่ลูก ๆ ๓ คน ที่เหลือก็ตั้งเป็นทุนต้นตระกูลพานิช เพื่อใช้ดอก

กำลังหนุนจากโยมมารดาและน้องชาย

น.227ผลในกิจการพระศาสนา มรดกส่วนของผม ผมไม่เอาก็สมทบลงมาใน ส่วนนี้ ก็ได้ใช้เงินดอกผลจากทุนต้นตระกูลพานิชนี้ สร้างกิจการของ สวนโมกข์ หอสมุดธรรมทาน และหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา มาแต่ต้น จนมีคนเห็นด้วยร่วมมือมากขึ้น ๆ จนเงินทุนเล็กน้อยเหล่านั้นไร้ความหมาย ไป เมื่อโยมตาย (๒๔๙๐) จึงได้สร้างศาลาป่าช้า (วัดเวียง) โดยใช้เงินต้น ของทุนนี้ไปราว ๕,๐๐๐ บาท เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้โยม เพราะเริ่มมีคนมา ช่วยกิจการของคณะธรรมทานมากขึ้นแล้ว ที่เหลือซื้อที่ดินแปลงหนึ่งเป็น ของคณะธรรมทาน และเหลือตั้งเป็นทุนไว้ผลิตหนังสือ มีคนอื่นมาสมทบ เป็นทุนอยู่ในมูลนิธิธรรมทาน อาจารย์ครับ แล้วตอนถูกเขาว่าเป็นพระบ้าอะไรนี่ โยมหวั่นไหวหรือเปล่า ๏๏ โอ้ เรื่องอย่างนี้ไม่มีหวั่นไหว มีแต่จะเก่งกว่าเราเสียอีก เพราะแก ศึกษาธรรมะมาพอเพียง ตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นปู่ รุ่นตาของแก อาจารย์ครับ เมื่อมีกิจการสวนโมกข์และอื่น ๆ แล้วนี่ อาจารย์ยังมีเวลา ใกล้ชิดกับโยมหรือเปล่า เมื่อโยมยังมีชีวิตอยู่ ๏๏ โยมอยู่ที่บ้านก็ไปเยี่ยมบ่อย ๆ มีเวลาไปเยี่ยม ตอนอยู่พุมเรียง ออก บิณฑบาตก็พบปะกันทุกวัน ตอนจะดับนี้ อาจารย์ได้ใกล้ชิดหรือเปล่าครับ ได้ให้ธรรมะให้อะไรหรือ เปล่า และงานศพจัดอย่างไรครับ ๏๏ ไม่ได้ให้ เพราะโยมเป็นอัมพาต นอนอยู่หลายเดือน แต่ผมก็ไปอยู่ ใกล้ชิด ไปพักที่วัดชยาราม ไปอยู่ใกล้ ๆ วันนั้นดึกมากแล้ว ครูสิริยัง เป็นเด็ก ๆ ไปบอกที่วัดว่าย่าตายแล้ว งานศพก็จัดตามธรรมเนียม ผมก็เป็นประธานจัดงานศพ ญาติมิตร สหายก็มาช่วย พระเจ้าพระสงฆ์ก็มาช่วยกันมากมายหลายองค์ เพราะ

🖼 หน้าภาพประกอบในต้นฉบับ น.228 — ในงานศพโยมมารดาของท่านอาจารย์พุทธทาส กระบวนแห่ศพโยมมารดาไปเผาที่ป่าช้า

น.229โยมอุปถัมภ์วัดต่าง ๆ ด้วย มาช่วยฟังสวด มาช่วยดูแลว่าต้องการอะไร บ้าง จัดอะไรบ้าง มันก็ไม่แปลกจากธรรมดา ตอนนั้นเขาทำกันเป็น ธรรมดาที่จะต้องช่วยกันอย่างนี้ หลายองค์มานั่งอยู่ตลอดเวลา มาช่วย ออกความคิด มาช่วยรับแขก จะมีแปลกอยู่บ้างก็ที่ผมเรียนแบบคนจีน ที่เขามีแห่ผ้าเต็ก รู้สึกมันสวยดี เมื่อญาติผู้เฒ่าของผมคนหนึ่งที่บ้านดอน ตายลง คนจีนที่บ้านดอนเขาระดมกันให้ นับเป็นสิบ ๆ แผ่น เป็นผ้าแพร อย่างดี เขียนอย่างดี ถือแห่ไปตามป่าช้า ผมเห็นว่ามันสวยดี ก็เลย(หัวเราะ หึ ๆ)ทำบ้าง ดูเหมือนทำ ๓๐-๔๐ แผ่น ให้เด็กนักเรียนถือเดินตามขบวนศพ ผ้าเหล่านั้นพอไปถึงป่าช้าก็เป็นผ้าบังสกุล ถวายพระเป็นผ้าบังสกุล ผ้าดิบ ย้อมง่ายพอซักออก ซักตัวหนังสือออก ก็ทำเป็นผ้าอาบได้ ธรรมเนียมจีน นั้นมิตรสหายเขาให้ เขาจะระบุชื่อคนตาย เป็นการให้เกียรติยศ และถือ เป็นหลักว่า ถ้าให้ผ้านี้แล้วไม่ต้องให้เงิน

ถาม อาจารย์ครับ ตอนโยมมารดาเสียชีวิต อาจารย์มีความรู้สึกผูกพันอาลัยอาวรณ์ บ้างหรือเปล่า

มันไม่ค่อยจะมี ถ้าไปอาลัยอาวรณ์ แกจะได้ล้อเอา แกมีความรู้ธรรม ตามแบบของแก ว่าต้องไม่เสียใจ ไม่ร้องไห้ ไม่ทุกข์อย่างคนโง่ ๆ ที่ไม่รู้ ธรรมะ แกยังเคยคุยว่า บรรดาพี่น้องของแกที่ไปพยาบาลพ่อของแกคือ ตาของผม ก่อนพ่อแกจะตาย เขาร้องไห้กันทุกคน แกไม่ร้องไห้ แกคุย อวดให้ผมฟังอย่างนี้ แกถ่ายทอดธรรมะจากพ่อโดยไม่รู้สึกตัวมากกว่า คนอื่น ๆ แล้วผมก็เห็นมาแต่แรกที่เริ่มป่วย แล้วก็เพียบลงเรื่อย ๆ มันก็ไม่รู้สึก แปลก แล้วตอนนั้นก็มีงานอีกอย่าง คือรีบสร้างศาลาป่าช้าที่วัดเวียง ที่เล่าแล้วว่าใช้เงินทุนต้นตระกูลพานิชไปราว ๕,๐๐๐ บาท ในการซื้อไม้ น.230ขอเลหลังจากการสร้างศาลาสันติภาพของทางอำเภอที่ค้างอยู่ แล้ว ระดมขอแรงชาวบ้าน สร้างเสร็จภายใน ๓ วัน หลังนั้นเดี๋ยวนี้ยังอยู่ที่ ป่าช้าเก่าวัดเวียง ตอนโยมพ่อตายก็สร้างศาลาป่าช้าหลังหนึ่ง ที่ป่าช้า พุมเรียงหลังกลางนั่นแหละ เดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนยังอยู่ ศาลาสันติภาพนั้น ตอนแรกเป็นความคิดของนายอำเภอจาด (อุรัสยนันท์) คิดจะสร้างศาลาประชาคม ผมว่าถ้าอย่างนั้นอาจจะทำได้ โดยเราขอแรงประชาชนทำ ผมกับท่านพระครูสุธนธรรมสารจะช่วยเหลือ แล้วก็เอาไม้ที่จับยึดได้จากคนทำผิดไม่ได้เสียค่าภาคหลวงมาสร้าง(๒๔๘๙) ยกเสาไว้เป็นปี ความคิดมันรวนเรก็ไม่ได้สร้างต่อ ตอนนั้นมันเกิดสงคราม เลยให้ชื่อว่าศาลาสันติภาพ

ถาม อาจารย์ปัญญาเล่าไว้ว่า โยมเคยปรารภอยากให้อาจารย์สึกนี้ข้อเท็จจริง เป็นอย่างไรครับ

ไม่เคยได้ยิน มีแต่ตอนหลัง ๆ มานี่ มีข่าว อาจจะตอนแรก ๆ มีสวน โมกข์แล้ว มีข่าวว่าคนที่เคยไปพูดจาอะไรกันไว้ เขาเตือนเขาถามว่าจะว่า อย่างไร ผมบอกว่าไม่ ไม่สึกเขาก็ต้องเปลี่ยน

ถาม ผู้หญิงเขาก็รอนานนะครับ เคยเห็นหน้ากันหรือเปล่า

ฮึ เขาก็รอ ไม่ใช่ผู้หญิงรอ พ่อแม่ผู้หญิงเขาเดือดร้อน ไม่เคยเห็น หน้ากันก่อน (หัวเราะดุ ๆ) ไม่อยากให้ระบุชื่อ บันทึกชื่ออะไรไว้เกี่ยวกับ เรื่องนี้ ตอนหลังนี้เขาก็มีครอบครัวไปแล้ว

ถาม อาจารย์ครับแล้วเมื่อตั้งสวนโมกข์แล้วอาเสี้ยงยังได้พบกันบ่อยหรือเปล่า

พบกันปีละครั้ง ๒ ครั้ง (หัวเราะหึ ๆ) แล้วก็เขียนคำกาพย์คำกลอน ล้อไสยศาสตร์มาลงหนังสือพิมพ์พุทธสาสนาเรื่อย ๆ มา แกคอยอ่านของ เรา แล้วก็พอใจ แสดงความพอใจเข้าหูอยู่บ่อย ๆ เพื่อให้เป็นกำลังใจ น.231คอยอ่าน พุทธสาสน าอย่างใจจดใจจ่อ อาจารย์ครับ มีญาติพี่น้องคนอื่นนอกจากคุณธรรมทาสมาช่วยกิจการ งานของอาจารย์หรือเปล่าครับ ๏๏ โอ๊ย เขาไม่เข้าใจหรอก แล้วเขาก็มีหน้าที่การงานเต็มมือ ที่จะมา คิดว่าธรรมทานประเสริฐกว่าทานทั้งปวงนี่ไม่มี แล้วงานของเราก็เล็ก เกินกว่าที่จะต้องการความร่วมมือขนาดนั้น ประชาชนทั่วไปไม่น้อย ที่คิดว่าการกระทำของคณะธรรมทานนั้นเป็นการหากำไร แล้วเห็นผมมี ส่วนให้ญาติได้ทำการค้าหากำไร เห็นว่าผมเขียนหนังสือมีชื่อ ช่วยให้พิมพ์ ขายได้ ทั้งคนในท้องถิ่นและคนต่างจังหวัด แต่ก็ไม่มากจนมีความหมาย อะไรต่องาน พวกนี้เขาคิดตามแบบของเขาเอง ว่าถ้าไม่ได้กำไรแล้วจะ เหนื่อยทำไม (หัวเราะ) คนเดี๋ยวนี้มันมีความคิดอย่างนี้เกือบทั้งนั้น อาจารย์ครับ แล้วญาติพี่น้องมากวนหรือมาใช้ผลประโยชน์จากงานหรือ ชื่อเสียง มีบ้างไหมครับ ๏๏ ไม่ปรากฏ เขาคงรู้ว่าผมไม่ทำให้ เวลาป่วยไข้ให้ช่วยฝากโรงพยาบาล ก็มีบ้าง(หัวเราะหึ ๆ) แต่น้อยเต็มที เพราะมันไม่มีความจำเป็นพอที่จะทำ เขาช่วยตัวเองกันได้ อาจารย์ครับ ช่วยเล่าถึงความร่วมมือระหว่างสวนโมกข์กับคณะธรรมทาน ตั้งแต่ต้นด้วยครับ ๏๏ มันไม่อาจใช้คำว่าร่วมมือ เพราะมันเป็นอันเดียวกัน ผมจะทำอะไร ก็สั่งไปทางนั้น มันไม่มีลักษณะเป็น ๒ ส่วน ต่างคนต่างทำ นึกอะไรออก ก็สั่งไปเท่านั้น นายธรรมทาสก็มีหน้าที่ดูแลเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จัดเก็บรักษา ไว้ให้ และแบ่งจ่ายตามคำสั่ง มันก็มีงบเล็ก ๆ เท่านั้น งานการไม่มากมาย อะไร ไม่ได้ยุ่งยากมากมาย ทำมาโดยตลอด ปัจจุบันก็ยังช่วยดูแลและรักษา น.232การเงินบำรุงสวนโมกข์อยู่ แล้วก็มีหน้าที่ทำให้หนังสือพิมพ์ออกมา เขา ต้องทำทุกอย่างให้หนังสือพิมพ์มันออกมาได้ เขามีหน้าที่หาเรื่องตามแบบ ของเขา เป็นส่วนหนึ่งเพื่อบรรจุลงในหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ด้วย อาจารย์ครับ แล้วคณะธรรมทานเองมีกิจกรรมอะไรบ้างหรือเปล่า ๏๏ ก็อย่างที่เคยเล่าแล้ว ตอนแรกก็เป็นหีบอ่านหนังสือธรรมะ ให้คน มายืมหนังสือธรรมะเป็นมุมหนึ่งที่บ้าน มาตั้งเป็นทางการหน่อยเมื่อมี สวนโมกข์แล้ว (ก.ค. ๒๔๗๕) แล้วก็ใช้บ้านโยมนั่นแหละเป็นสโมสรจัด เทศน์ประจำทุกวันพระ ต่อมาทางการเขาย้ายที่ว่าการอำเภอมาที่ตำบล ตลาดใกล้ทางรถไฟ (มิ.ย. ๒๔๗๘) เพื่อความสะดวกในการทำงานคณะ ธรรมทานก็ย้ายมาอยู่ที่ตลาดด้วย (พ.ย. ๒๔๗๘) อยู่ริมทางรถไฟ ไป ทางวัดพระบรมธาตุฯ ผมก็เลยได้เดินตากแดดตากฝนมาเทศน์ที่นี่ด้วย ท่านปัญญาก็เคยมาช่วยเทศน์บ้าง อาจารย์ครับ คำขวัญของคณะธรรมทานที่ว่า การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง นี้ได้มาอย่างไรครับ ๏๏ นายธรรมทานเขาเป็นคนเลือก ดูเหมือนจะเป็นคำขวัญบนหน้าปก หนังสือของสมาคมมหาโพธิด้วย ผมช่วยหาหลักฐานอ้างอิงทางบาลีให้ อาจารย์ถ่ายทอดธรรมะให้กับชาวคณะธรรมทานอย่างไรบ้างครับ ๏๏ อ๋อ สำหรับผู้ร่วมงานก็ฟังเอาจากเทศน์ที่เราไปเทศน์บ่อย ๆ เขาก็ ฟังทุกทีที่มีการเทศน์ นายธรรมทาสนั้นเกือบไม่ต้องให้อะไร เขาอ่านเอา เอง ศึกษาเอาเอง จากภาษาอังกฤษเสียเป็นส่วนมาก การแลกเปลี่ยน ความเห็น การโต้แย้งกับในเรื่องหลักธรรมไม่เคยมี จะมีเฉพาะที่เขา สงสัยว่าจะผิดพลาด เขาก็ให้ผมช่วยตรวจก่อนตีพิมพ์ อย่างนี้มีบ้าง น.233แถลงการณ์ของคณะธรรมทานที่ลงพิมพ์ใน พุทธสาสนา นั้น นาย ธรรมทาสเขาเป็นคนเขียนหมด เขาว่าไปเลย แล้วแต่บรรณาธิการ ผมเป็น คล้าย ๆ ฝ่ายวิชาการ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการรับสมาชิกอะไรต่าง ๆ อาจารย์ครับ งานคณะธรรมทานนี่ เคยมีงานประเภทต้องกู้เงินคนมาทำ ด้วยหรือเปล่า ๏๏ ไม่มี มันไม่มีเพราะมันไม่จำเป็นต้องมี แล้วเราก็ไม่กล้าทำถึงขนาด นั้น ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น ทำเท่าที่ทุนหรือหาทุนได้ ผมไม่เอาเด็ด นายธรรมทาสก็คงไม่เอาเด็ด อาจารย์ครับ การที่คณะธรรมทานจัดตั้งโรงเรียนพุทธนิคม(๒๔๗๙)นี่ เป็นดำริของใครครับ ๏๏ ของนายธรรมทาสล้วน ๆ ผมไม่มีส่วนแม้แต่นิดเดียว จะมีบ้างก็ ไปช่วยพูดกับครู ไปอบรมนักเรียนบ้าง เหมือน ๆ กับคนอื่น ๆ อาจจะเคย ไปแนะครูเรื่องวิธีสอนภาษาอังกฤษบ้าง ความพิเศษของโรงเรียนพุทธนิคมคืออะไรครับ ๏๏ คือสอนพุทธศาสนา สอนวิชาพุทธศาสนา ไม่มีกิจกรรมอะไรมาก ไปกว่าโรงเรียนอื่น มีการไหว้พระสวดมนต์บ้าง ประกวดความรู้เกี่ยวกับ พุทธศาสนาบ้าง อาจารย์ครับ แล้วความคิดที่จะปั้นคนเป็นชาวพุทธที่ดีนี้ประสบความสำเร็จ ไหม ๏๏ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องพูดว่าไม่ประสบความสำเร็จ มันเหลือ ความสามารถ ก็ทำได้อย่างเปะ ๆ ปะ ๆ อย่างนี้ ครูที่หัวแหลมหน่อยก็ลา ออกไปเป็นครูรัฐบาล อนาคตมันดีกว่า มั่นคงกว่า ๒-๓ คนที่เหลืออยู่ น.234เป็นเพื่อนคู่ทุกข์ยากกันมา จนโรงเรียนไฟไหม้ชั้นมัธยมปลาย (๒๕๒๗) เหลือไม่กี่คน ความจริงแต่ก่อนนี้ เมื่อโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอยังไม่มี เด็ก แถวนี้ถ้าจะต่อมัธยมทุกคนก็เรียนที่โรงเรียนพุทธนิคม ข้าราชการแถวนี้ ที่เป็นคนเกิดบ้านนี้ที่อายุ ๓๐ ขึ้นไปทั้งหมด เรียนที่โรงเรียนพุทธนิคม ทั้งนั้น แต่ก็เป็นการเรียนอย่างธรรมดา มันยากเกินไป เด็กเขาไม่ต้องการ เป็นเด็กธรรมะ เขาก็เป็นเด็กบ้าน เด็กเมือง เด็กทำกิจการงาน หาเงิน อะไรไปตามสังคม อาจารย์ครับ ผมเห็นในแฟ้มเก่า ๆ มีโครงการเกี่ยวกับการจัดตั้งมหาวิทยาลัย ๏๏ เคยคิดกันเล่น ๆ ฮึ่ ๆๆ พูดเล่นกันบ้างกับนายธรรมทาส ก็คิดกัน ธรรมดาว่าการศึกษาพุทธศาสนา ถ้ามีได้ถึงระดับมหาวิทยาลัยก็จะดี อยากให้เรียนธรรมะให้แตกฉาน รู้ธรรมะแตกฉาน แต่มันทำไม่ได้ นาย ธรรมทาสเป็นคนเชื่อแน่ว่าทำไม่ได้ ผมเองเคยเอ่ยขึ้นมาว่าทำไมไม่คิดไกล ไปถึงระดับวิทยาลัยมหาวิทยาลัย คนเท่านี้ ทุนรอนเท่านี้ มีกำลังเท่านี้ ทำไม่ได้แน่ ๆ จะทำอย่างแผนใหม่ตามเมืองนอกที่มีอยู่ ๒-๓ แห่ง เราก็ไม่ ต้องการ มันมีธรรมะน้อยเกินไป แล้วมันไม่มีคนสอน ไอ้เรายังไม่เชื่อ ตัวเองว่าจะสอนได้ ผมเคยคุยเล่นอยู่บ่อย ๆ ว่า เดี๋ยวนี้เราควรมีนักธรรม ชั้นพิเศษต่อจากนักธรรมเอก เรียนเรื่องลึก ๆ ยาก ๆ ที่เราเอามาพูดกัน บ่อย ๆ พบใครที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนนักธรรมก็จะพูด แต่มักจะถูกค้าน ว่าจะเอาครูมาจากไหน (หัวเราะ) ก็เลยเงียบ ปิดปาก อาจารย์ครับ อย่าว่าแต่ชั้นพิเศษเลยครับ แม้แต่ชั้นตรี โท เอก มันก็ต้อง เปลี่ยนแล้ว ตั้งเกือบร้อยปีไม่เปลี่ยนเลย มันน่าจะสอนสิ่งที่เหมาะกับ การแก้ปัญหาชีวิตคนที่เรียน น.235๏๏ มันก็อยู่ในข้อที่หาครูไม่ได้ ถึงไม่เปลี่ยน มันก็น่าจะใช้ให้สมบูรณ์ ตามที่วางไว้ ทีนี้มันเรียนโกง สอบโกง อะไรโกง มันมีความรู้ไม่ถึง ๑๐% ของหลักสูตรที่วางไว้ อาจารย์ครับ การที่งานของคณะธรรมทานของสวนโมกข์แสดงบทบาท ออกมามาก ๆ นี่มีผลกระทบให้เกิดความไม่พอใจหรือการปรับปรุงอะไร ในหมู่พระสงฆ์อื่น ๆ ในท้องถิ่นหรือเปล่าครับ ๏๏ อาจจะมีบ้าง แต่ก็ไม่มีอิทธิพลมากเท่าไร มันไม่ได้กระทบกระทั่งใคร จะมีคนวิปริตจิตไม่สมประกอบ คนสองคนมองในแง่ร้าย คอยพูดใส่ ร้าย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ อาจารย์ครับ ในอนาคตมูลนิธิธรรมทานก็แทบจะไม่ต้องเกี่ยวข้องอะไร กับสวนโมกข์เลยใช่ไหมครับ ๏๏ ก็ทำหน้าที่ไวยาวัจกรณ์อยู่ตามมีตามได้ งานพิมพ์หนังสือบาง ส่วน มูลนิธิสวนอุศรมก็ช่วยรับไปทำแทน เป็นการแบ่งเบาภาระของ มูลนิธิธรรมทาน เราก็ไม่ได้ทำอะไรแล้ว คือมันแก่แล้ว มันเตรียมตัวตาย แล้ว เราพอใจแล้วเท่าที่ทำได้เพียงเท่านี้ จะมากจะน้อยก็แล้วแต่ มันได้ ฝังรกรากลงไปในจิตใจของประชาชนส่วนหนึ่ง หนังสือที่เราทำขึ้นไว้ คงจะเป็นเครื่องมือ เป็นคู่มือต่อไปอีกพอสมควร พอคุ้มกัน น.236เริ่มงานหนังสือพิมพ์และชีวิตนักเขียน อาจารย์ครับ ระหว่างการปลุกปั้นพระเณรกับการทำงานหนังสือ งาน อย่างไหนสนุกกว่ากันครับ ๏๏ สมัยนั้นเราก็ทำไปพร้อมกัน เราไม่ได้ละการทำหนังสือ การทำ หนังสือนี้เรียกได้ว่าเราทำมาตลอด จนมาอยู่ที่นี่ มาตอนปลาย ๆ นี่จึง เลิกทำ มันไม่ใช่สนุกแบบที่เขาสนุกกัน สนุกอีกชนิดหนึ่ง ที่ได้ทำเรื่อง ที่ยาก พอรู้สึกว่าได้ทำเรื่องที่ยากรู้สึกสนุก ไม่ใช่สนุกแบบเฮฮา การฝึก พระเณร เมื่อรู้สึกไม่ได้ผลเราก็เลิก ตอนอยู่สวนโมกข์เก่านี่ อาจารย์แบ่งเวลาในการใช้ชีวิตอย่างไรครับ ๏๏ ไม่มีหลักอะไร ทำตามความสะดวก ตามที่มันจะมีอะไรขึ้นมาให้ทำ แล้วแต่เวลาไหนสะดวก จะค้นคว้าหนังสือก็สะดวกเวลากลางคืน กลางคืน อ่านหนังสือได้นานพอสมควรไม่มีใครรบกวน กลางวันมักจะมีคน ไปมา มีนั่นมีนี่ทำ สนุกกันไป กลางคืนค้นคว้าพระไตรปิฎกเป็นส่วนมาก ไปยืมมาจากวัดพระธาตุฯ ของตัวเองก็มีบ้าง พอได้เค้าเงื่อนที่จะแปล ก็เลือกออกมาแปล เลือกสูตรที่ดี ๆ แปลก ๆ น่าเผยแพร่ พอง่วงก็เลิก ทำสมาธิแล้วก็นอน

เริ่มงานหนังสือพิมพ์และชีวิตนักเขียน

ถาม อาจารย์ครับดูเหมือนอาจารย์จะตั้งใจทำงานเผยแพร่แรงขึ้น ๆ กว่าการ ปฏิบัติธรรม

ใช่แล้ว งานเผยแพร่นั้นทำให้ตั้งใจแรงขึ้น ๆ เพราะต้องทำให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วก็เลยหันมาสนุกกับเรื่องเผยแผ่ เรื่องการปฏิบัตินั้นเรียกว่ามีพอ รักษาตัว รักษาเนื้อรักษาตัว พูดตามสำนวนภาษาปักษ์ใต้ เรียกว่ามีพอ รักษาหลุง ไอ้หลุงก็คือที่ที่วัวควายมันนอน มันหวงที่ตรงนั้น มันคุ้มครอง รักษา รักษาหลุงไม่ให้ใครมาดูหมิ่นได้ ก็เรียกว่าปฏิบัติเท่าที่จำเป็น แล้วเราก็ทำให้การปฏิบัตินั้นมีอยู่ในการศึกษาค้นคว้า มันจึงกลายเป็น เรื่องเดียวกันไป การเผยแผ่นั้นก็มุ่งเรื่องการทำหนังสือเขียนหนังสือเป็น หลัก เป็นอันดับหนึ่ง เรื่องการเทศน์ก็กลายเป็นเรื่องสมัครเล่นไป ใคร นิมนต์ก็ไปบ้าง แต่มันไม่ใช่การเทศน์แบบเดิม ๆ คนฟังจะรู้สึกแปลก มันเป็นเรื่องการบรรยายเรื่องที่ทันสมัยไป ใช้สำนวนเปรียบเทียบสมัย ใหม่ ไม่ใช่สำนวนชาดกเหมือนเมื่อบวชใหม่ ๆ

ถาม อาจารย์ครับ ตอนคิดจะทำหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา นี่ ปรารภกันว่า อย่างไรครับ

ก็เพื่อแถลงกิจการ เพราะเราคิดจะตั้งคณะธรรมทานและสวนโมกข์ ก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือสำหรับจะโฆษณาหรือติดต่อ จึงจำเป็นจะต้องมี หนังสือพิมพ์เล็ก ๆ สักฉบับหนึ่ง จึงจัดขึ้นเหมือนอย่างเป็นเครื่องมือโฆษณา ตัวเองอย่างนั้นแหละ อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการเผยแพร่ธรรมะเป็นบุญเป็นกุศล รวมกันเข้า ทั้งสองส่วนก็เป็นหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา เท่าที่จำได้ระหว่างนั้น ใน เมืองไทยเราไม่มีหนังสือพิมพ์ทางพุทธศาสนาโดยเฉพาะออกมา ก่อนนั้น เคยมี ธรรมจักษุ ออกอยู่สมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า (กรมพระยาวชิร- น.238ญาณวโรรส) พอสิ้นท่านก็หยุดไป เอ้อ ดูจะมีก็แต่แถลงการณ์คณะสงฆ์ เป็นหนังสือทางศาสนา (หัวเราะ) แต่ไม่ได้เป็นหนังสือทางหลักวิชาอะไร พอหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ออกมา เขาก็ฉุกคิดกันขึ้นมา แม้บ้านนอกก็ยัง มี กรุงเทพฯก็ควรจะมี ต่อมาไม่นานธรรมจักษุก็ฟื้นขึ้นมา และมีพุทธจักร ตามออกมา

ถาม ใครเป็นต้นคิดครับ อาจารย์หรือว่าโยมธรรมทาส

เป็นความเห็นตรงกันว่าจะต้องมีเครื่องมือ ใครจะเป็นคนพูดทีแรก ผมไม่ได้จำ จำไม่ได้ จะเป็นนายธรรมทาสเสียมากกว่า เพราะเขามี ความคิดก้าวหน้ากว่าผมในเรื่องอย่างนี้ เขาอ่านหนังสือต่างประเทศ ซึ่งมี การออกหนังสือพิมพ์ทางพุทธศาสนาไม่น้อยกว่า ๔-๕ ฉบับ ที่อังกฤษก็มี ที่ฮาวายก็มี ที่ลังกาก็มี ที่อินเดียก็มี ที่ญี่ปุ่นก็มี ที่พม่าตอนนั้นดูเหมือน จะไม่มี ที่อังกฤษชุดแรกสุดดูจะเป็น Buddhist Review ต่อมามี Buddhism in England แล้ว British Buddhists ก็เคยมีอยู่ต่อมา จนเป็น The Middle Way ถึงทุกวันนี้ เมื่อคิดจะทำกัน ก็ให้นายธรรมทาสเป็นบรรณาธิการตามกฎหมาย ผมเป็นคนวางโครงหนังสือว่าจะมีอะไรบ้าง แบ่งออกเป็น ๓ ภาค ภาค ทั่วไป ภาคพระไตรปิฎก แล้วก็ภาคปฏิบัติธรรม กระทั่งออกแบบภาพปก ๓ ภาพนั้น ผมเป็นคนวาง(หัวเราะ) แล้วให้ช่างทำบล๊อกทำให้ที่กรุงเทพฯ เราร่างว่าจะเอาอย่างนี้ ๆ เขาก็ช่วยทำให้ เราเองเขียนไม่ได้ดอกขนาดนั้น ชื่อ พุทธสาสนา นายธรรมทาสก็เป็นคนตั้ง พุทธสาสนา แล้วก็ ต้องมีรายตรีมาสต่อท้ายหน่อย ที่ใช้ "ส" สะกดนั้นก็เพราะแรก ๆ เรา คิดจะ เฮ่อะ ๆ อะไรล่ะ ปฏิวัติไอ้คำที่มาจากสันสกฤตเสียให้เป็นภาษาบาลี หมด จึงมีมนุสส์ มีสาสนา แบบชาตินิยม ภาษาบาลีมันของพุทธ สันสกฤต น.239มันไม่ใช่พุทธนี่ ทำไปได้พักเดียวแหละก็ไปไม่รอด แล้วมันก็ไม่เหมาะ เพราะภาษาไทยมันตายตัว มันลงตัวอยู่แล้ว แต่เดี๋ยวนี้หมดความคิดชนิดนี้ แล้ว สมัยนั้นภาษาเราก็ใช้ตามที่เขามีกันอยู่เป็นส่วนมาก แต่นอกจากเรื่อง บาลีสันสกฤตแล้ว เราก็นิยมภาษาสำนวนที่ใช้กันอยู่ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ด้วย ดังนั้น ถ้าเราไม่เห็นด้วยกับที่เขาใช้กันอยู่บ้าง เราก็ไม่เอา คือเราไม่ เคารพพจนานุกรมเสมอไป

ถาม แรกสุดจัดพิมพ์กันอย่างไรครับ

ไม่มีอะไรพิเศษพิสดาร คือพอเขียนต้นฉบับเสร็จ ได้ต้นฉบับถูกต้อง เพียงพอแล้ว ผมก็เอาขึ้นไปจ้างโรงพิมพ์สยามพานิชการที่สีลมพิมพ์ ผมควบคุมอยู่เองจนเสร็จ พิมพ์เป็นแผ่น ๆ ขนาดพับ ๒ ทีก็ได้เท่าขนาด ๘ หน้ายก แล้วก็เอาลงมาพับ มาเย็บเล่มเองด้วยมือที่นี่ ปิดปกที่นี่ แล้วตัด ข้าง เฮ่อะ ๆๆ ด้วยเครื่องตัดกระดาษถ่ายรูปขนาดใหญ่ เฮ่อะ ๆๆ น่าสงสาร ต้องพยายามในครั้งแรก ตัดทีละภาค เล่มหนึ่งมี 3 ภาค มันก็บาง ๆ ไม่ หนานักแต่ละภาค ผมก็ต้องขึ้นไปคุมอย่างนี้จนเสร็จ ครั้งหนึ่งก็อาทิตย์ ๒ อาทิตย์ พักวัดปทุมคงคา เสร็จแล้วก็ส่งลงมาทางเรือ ทางโรงพิมพ์เขาก็ทำให้ เร็ว เขาเห็นเป็นการบุญการกุศล เอื้อเฟื้อความสะดวกทุกอย่าง ครั้งหนึ่งไป เกิดทะเลาะกับผู้จัดการของโรงพิมพ์ซึ่งเป็นมุสลิม คือเจ้าของโรงพิมพ์เขา เป็นไทย แต่เขาจ้างคนมุสลิมมาเป็นผู้จัดการ ชื่อ ม. อิสไมล เกิดไปกระทบ กันเข้า ผมไปหาว่าครั้งหลังที่มันช้าและขลุกขลัก เพราะว่าผู้จัดการน่ะ แกล้ง หึ ๆๆ เขาเลยโกรธ เลยเขียนด่ามา เขียนจดหมายตามมาด่า เขียน อย่างเอาจริงเอาจัง เซ็นชื่อกำกับทุกหน้า หึ ๆๆ หลายหน้า หกเจ็ด หน้า ผมไม่ได้ทะเลาะอะไร เขาโกรธมากเขาก็ด่าเอา เป็นจดหมายที่แปลก ที่สุด คงตายไปแล้ว โมโหจัด เขาก็ออกหนังสือพิมพ์อยู่ฉบับหนึ่งเหมือนกัน น.240หนังสือชื่ออะไรก็ลืมแล้ว โดยใช้โรงพิมพ์นั้นเอง แล้วพวกคนงานน่ะ มันคล้าย ๆ กับแอนตี้ มาสนใจทำให้เราก่อน แกล้งปล่อยให้ของเขาชักช้า (หัวเราะ) ก็เลยไม่ชอบหน้ากันมากขึ้น ไอ้เด็กเรียงพิมพ์มันก็แปลก ไม่ชอบหน้าผู้จัดการ แต่เจ้าของแท้เขาเป็นไทย ชื่อนายอะไรความจำลืม หมดแล้ว ก่อนนี้เคยคล่องปาก

ถาม พอเสร็จแล้วส่งออกแจกจ่ายอย่างไรครับ ไม่รู้จักใครมาก่อนเลย

ขอความช่วยเหลือจาก ไทยเขษม รายสัปดาห์ ไม่ใช่รายเดือนนะ รายสัปดาห์เขามีอยู่ต่างหาก พอดีเขาเห็นด้วย เขาสงสาร ก็ช่วยเหลือทำ ให้ โดยการพิมพ์เป็นคูปองลงในนั้น ใครอยากได้ก็ฉีกส่งมาพร้อม แสตมป์ เราก็ส่งหนังสือให้เปล่า (หัวเราะ) คงส่งมาหลายร้อยรายก็รู้จัก กันกว้างขวางขึ้น จนกระทั่งมีการบอกรับ ต่อมามีสมาชิกตั้งพันกว่า ไอ้ตอนนั้น มันเป็นที่น่าประหลาด หรือเป็นของแปลกมากสำหรับ ประชาชน หนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา บ้า ๆ บอ ๆ ออกที่บ้านนอก(หัวเราะ) มันมีอะไรที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็เป็นเรื่องที่อยากจะลองดู

ถาม ทางไทยเขษมนี้อาจารย์ติดต่อกันอย่างไรครับ

เปล่า ผมไม่รู้จัก นายธรรมทาสเขาติดต่อ แต่ผมเคยไปเยี่ยม คุณหญิง คชเสนีย์ เพราะแกนิมนต์ไป คล้าย ๆ ไปฉันเพล ก่อนนั้นเขาก็เคยเป็นคน ธรรมดาอยู่แถวนี้ แล้วไปได้สามีเป็นพระยา คนในครอบครัวนี้แหละเป็น เจ้าของ ไทยเขษม พุทธสาสนา ที่ไม่ได้วางตลาด ไปฝากจำหน่ายที่มหามกุฎแห่ง เดียว สมาชิกส่วนใหญ่จะเป็นคนกรุงเทพฯ แต่ผมไม่เคยขอดูรายชื่อเลย นักศึกษาปัญญาชนมันมีที่กรุงเทพฯมาก แม้เดี๋ยวนี้ คนที่อ่านหนังสือของ เรา ก็เป็นคนที่กรุงเทพฯมาก น.241

ถาม อาจารย์ครับ แล้วต่อมา มามีโรงพิมพ์เองได้อย่างไรครับ

ขึ้น ๆ ลง ๆ มันไม่สะดวก ค่าส่งก็แพง ก็คิดจะมีโรงพิมพ์เล็ก ๆ เอง พิมพ์กรุงเทพฯ อยู่ ๑ ปีทั้งหมด ๔ เล่ม (๒๔๗๖) พอขึ้นปีที่ ๒ เล่มที่ ๑ ก็มาพิมพ์ที่นี่ เจ้าของโรงพิมพ์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งแถวบำรุงเมือง ชื่อนายจำปา เขาช่วยหาซื้อเครื่องพิมพ์ให้ยี่ห้อทิ๊บท๊อบ ราคาไม่กี่ร้อยบาท ใช้แรงคน พิมพ์ได้ทีละ ๒ หน้า พิมพ์รูปได้ด้วย ใช้อยู่ตั้งราว ๒๐ ปี คุณชำนาญ (ลือประเสริฐ) จึงหาเจ้ามือซื้อเครื่องใหม่ได้ พร้อมแท่นตัดกระดาษราคา ๒ หมื่นกว่าบาท ผู้บริจาคคือคุณแดง แต้สุจิ ขอให้ผมขึ้นไปพบที่วัด ธาตุทอง มีคุณชำนาญนั่นแหละเป็นไวยาวัจกรณ์ คุณนายแดงคงเป็น อุบาสิกาประจำวัดนั้น

ถาม คนเรียงพิมพ์ตอนแรกเป็นอย่างไรครับ

ผมพาเด็กคนหนึ่งชื่อประสิทธิ์ เคยเป็นเณรไปอยู่กับผมที่วัดปทุมคงคา ตอนหลังสึกกลับมาอยู่บ้าน ผมพาขึ้นไปฝากหัดเรียงพิมพ์ที่โรงพิมพ์ นายจำปา ที่นั้นเขาหล่อตัวพิมพ์ขายด้วย และทำงานเป็นโรงพิมพ์เล็ก ๆ อยู่ด้วย ผมพานายประสิทธิ์ไปฝาก ๓ เดือน กลับมาก็สามารถเปิดโรง พิมพ์ได้ คนเรียงพิมพ์คนเดียวก็พอ หลัง ๆ นี่บางคราว ๒ คนก็มี เรา ไม่ได้พิมพ์หนังสืออะไรมากมาย พิมพ์ให้หนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา อยู่ได้ เท่านั้น ระยะต่อมาเคยคิดจะพิมพ์ใบลาน หนังสือเทศน์จากใบลาน ซื้อเครื่อง สำหรับพิมพ์แบบนี้มาแล้ว จากโรงพิมพ์ของ ส.ธรรมภักดี แต่โล ๆ เล ๆ ก็ไม่ได้พิมพ์ ปล่อยให้เครื่องขึ้นสนิมอยู่จนบัดนี้ เคยฝากให้คุณจำเนียร รัตนมีศรี ไปพิมพ์ฟรี ๆ ที่บ้านดอนก็ยังไม่เอา ตอนนั้นผู้ว่าราชการ คล้าย จิตพิทักษ์ ตอนยังเป็นผู้ว่าอยู่ที่นี่ เคย น.242ขออนุญาตเอาเรื่องของเราไปพิมพ์เป็นใบลานที่กรุงเทพฯ เรื่องของผม จึงมีโอกาสพิมพ์เป็นใบลานอยู่เรื่องหนึ่ง เดี๋ยวนี้ยังเก็บไว้ในห้องหนังสือ ที่ไม่ได้พิมพ์ตอนนั้นก็เพราะโอ้เอ้กัน ผมก็โอ้เอ้เลือกเรื่องที่จะพิมพ์ ทางนั้นก็ดูจะไม่ค่อยเต็มใจ ก็เลยโอ้เอ้จนไม่ได้พิมพ์ (หัวเราะ) จน เครื่องพิมพ์ขึ้นสนิม แต่เครื่องของคุณแดงนั้น ทั้งเครื่องแท่นพิมพ์และเครื่อง ตัดใช้มาจนทุกวันนี้ ยังใช้การได้ดี

ถาม อาจารย์แบ่งบทบาทกับโยมธรรมทาสอย่างไรบ้างครับ ในการทำ พุทธ สาสนา

มันเรื่องนิดเดียว เกือบจะไม่มีบทบาทอะไรกันนักหนา ผมก็มีหน้าที่ หาหรือทำต้นฉบับ ๒ ภาค คือภาคพระไตรปิฎกแปล กับภาคปฏิบัติธรรม ผมทำเต็มที่เลย นายธรรมทาสเขาเป็นเจ้าของภาคทั่วไป มันทั่วไปจริง ๆ อะไรที่มีประโยชน์ก็แล้วกัน บางเวลาผมก็เขียนเรื่องไปลงภาคทั่ว ไปบ้าง ก็ทำมากันอย่างนี้ จนหลัง ๆ นี้ผมไม่ได้ทำ ไม่สบายบ้าง ทำอย่าง อื่นบ้าง นายธรรมทาสเขายังไม่ยอมแพ้ เดี๋ยวนี้ก็หาเอาจากต้นฉบับที่ผม พูดออกวิทยุ แล้วหนังสือพิมพ์ ริ้วไทย ที่ฉะเชิงเทราเขาถอดลงทุกฉบับ เขาส่งมาให้ก็สะดวกแก่นายธรรมทาส ๓ เดือนก็ ๓ บท พอเหมาะกับ หนังสือพิมพ์เล่มหนึ่งพอดี หรือบางทีเขาก็เอาจากชุดลอยปทุม หรือจาก ที่คุณอรุณวตี มีต้นฉบับจากเทปแล้วไปลงพิมพ์ แล้วก็มีแถลงการณ์ของเขา เอง เรื่องโรงเรียน เรื่องมูลนิธิ ผมทำจริงจังอยู่ราว ๒๐ ปี ต่อ ๆ มาก็เอาที่พูดที่เทศน์มาเรียบเรียง ไปลง ต่อ ๆ มา หลัง ๆ ก็ถอดไปลงเลยดังที่ว่ามา

ถาม พอออกหนังสือไปมีปฏิกิริยาเข้ามาอย่างไรบ้างครับ

จดหมายวิพากษ์วิจารณ์ จดหมายแนะนำ หรือจดหมายด่าก็เพิ่มขึ้น ๆ น.243ในระยะประมาณปีที่ ๑๐ ถึงปีที่ ๒๐ มากที่สุด มันเข้มข้น สมควรที่จะถูก วิพากษ์วิจารณ์ แต่เราไม่รู้สึกอะไร แต่เสียงที่เข้ามานั้น เรื่องชมมีมากกว่า เรื่องด่ามีน้อย เพราะที่จริง มันก็ไม่ควรถูกตำหนิ นอกจากพวกกินปูนร้อนท้อง ออกหน้ารับ ที่เขียนมาด่านั้น พระก็มี เขียนมาด่า อินฺทปญฺโญ ไอ้เรื่องจะถูกด่านี้ เขียนในนาม อินฺทปญฺโญ นาม พุทธทาส ไม่เคยถูกด่า คนเขียนเข้ามาให้ ปลด อินฺทปญฺโญ ออกจากกองบรรณาธิการก็มี เรื่อง สุกรยักษ์ (หัวเราะ) มีบทบาทมาก พอพิมพ์ในหนังสือ พุทธสาสนา ก็มีคนเขียนมาด่า แล้วคุณกี (นานายน) กับคุณวัลย์ น้องสาว เขาเอาไปพิมพ์เป็นเล่มเล็กขึ้นมา ไม่รู้ เจตนาอย่างไร สั่งแจกไปยังพระต่าง ๆ เจ้าคณะอะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าคง ไปโดนพระมารยาทหยาบคาย มันก็เขียนไปรษณียบัตร ด่า ๆๆ อย่าง เสีย ๆ หาย ๆ ด่าหยาบคายที่สุดที่ผู้ชายจะด่าผู้หญิงได้ หึ ๆๆ และคุณก็ ก็ส่งไปรษณียบัตรนั้นมาให้ผมดู (หัวเราะ) เรื่อง สุกรยักษ์ มันมีเค้ามาจากอรรถกถา แปลมาตามตัว ไม่ได้ เขียนอธิบายความมาก แต่งเป็น (หัวเราะ) แต่งเป็นกาพย์ เรื่องเกี่ยวกับธรรมะแท้ ๆ ไม่มีเรื่องจะต้องถูกด่า เรื่องที่เปะปะ ออกไปนอกแนวธรรมะ (หัวเราะ) นั่นแหละถูกด่า

ถาม อาจารย์ใช้นามปากกาอย่างไรครับ

ก็มี พุทธทาส เขียนเรื่องธรรมะโดยตรง แล้ว อินฺทปญฺโญ กับ ธรรมโยธ นี้เขียนเรื่องให้คนโกรธ สิริวยาส เขียนโคลงกลอน สังฆเสนา ก็เขียนแบบ นักรบเพื่อธรรมเรื่องปรารภโลกก็ใช้ ทุรโลการมณจิต นี่นานๆ มีที ถูกด่า เรื่อยก็ ธรรมโยธ กับ อินฺทปญฺโญ เพราะเขย่าวิจารณ์กันอย่างแรง กระทบ กันแรง ๆ ส่วน ข้าพเจ้า เขียนเรื่องแง่คิดขำ ๆ น.244

ถาม อาจารย์ครับ คนนอกเขียนเข้ามาประจำมีใครบ้าง

เรียกว่าไม่มีดีกว่า ที่ประจำนั้นไม่มี มีก็เขียนมาเป็นครั้งคราว ส่วน ใหญ่ผมก็เขียนคนเดียว ใช้หลาย ๆ นามปากกา มีนายธรรมทาสบ้าง (หัวเราะ) สมองแม่สอด นี่ก็เขียนเข้ามาบ่อย เป็นเจ้าคุณอะไร เป็นเจ้าคณะ อำเภอแม่สอดสมัยนั้น ท่านอ่าน พุทธสาสนา แล้วเลยเขียนเข้ามา ได้พบกัน โดยบังเอิญบนรถไฟ วันนั้นผมขึ้นรถไฟที่เชียงใหม่ ถามไปถามมาอยู่ แม่สอด (หัวเราะ) เลยรู้จักกัน

ถาม อาจารย์ครับ แล้วอย่างเรื่องของ องุ่นอ่อน หรือของ นายเหตุผล มีความ เป็นมาอย่างไรครับ

(หัวเราะ) นั่นแกล้งเขียน ไม่ใช่เป็นความรู้สึกหรือความรู้อันแท้จริง เป็นเจตนาที่จะให้ผู้อ่านนึกคิดในทุกแง่ทุกมุม แกล้งเขียนค้านพุทธศาสนา ว่าถ้าจะค้านมันค้านได้อย่างนี้ แล้วจะตอบกันอย่างไร ให้คนอื่นได้วินิจฉัย ได้มีความรู้ทางพุทธศาสนามากขึ้น องุ่นอ่อน ของนายธรรมทาส เขียนทำนองเลียนแบบ องุ่นเปรี้ยว ตอนนั้น ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช กลับจากนอกใหม่ ๆ เขียนในลักษณะคิดค้าน พุทธศาสนาเพิ่งออกมาสด ๆ ร้อน ๆ นายธรรมทาสเลยเขียนในนาม องุ่น อ่อน (หัวเราะ) นายเหตุผล นั้นผมเขียนเอง แล้วก็มีคนเขียนตอบเข้ามา เฮ่อะ ๆ สนุก คุณสด กูรมะโรหิตก็เขียนเข้ามา ท่านบุญชวน ก็เขียนตอบ เข้ามา (หัวเราะ) แล้วมารู้ทีหลัง หัวเราะกันใหญ่ ท่านบุญชวนดูจะรู้ก่อน นายธรรมทาสคงบอก คุณสดนั้นไม่รู้จนกระทั่งมาที่นี่ นานมากที เดียว (หัวเราะ) คุณสดตอนนั้นมากับคุณระบิล บุนนาค คุณสดแกสนใจ เรื่องสหกรณ์ ผมก็พูดว่า ถ้าไม่มีธรรมะ สหกรณ์ไปไม่รอด น.245พวกผู้หวังดี ผู้สนับสนุน ส่วนใหญ่ก็รู้จักผ่านทางหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ทั้งนั้น จากคนหนึ่งก็ต่อไปอีกคนหนึ่ง เป็น ๒ ๓ ๔ ตอนนั้นก็รู้สึกสนุกเหมือนกัน แต่เราไม่คิดจะทำอีก (หัวเราะ) มัน ต้องยุติ มันทำไม่ไหวแล้ว ตอนนั้น พุทธสาสนา กลายเป็นการศึกษา มโหฬารของเรา ศึกษาชีวิตด้านสังคม ด้านปัญหาทางศาสนา ทุกอย่าง นะมันน่าศึกษา มันเป็นการรู้ธรรมชาติเกี่ยวกับสังคมที่มันเห็นไม่ได้ ด้วยตา มันต้องรู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร แล้วต้องเป็นอย่างไร เป็นการศึกษา ถึงที่มา เบื้องหลังที่เห็นไม่ได้ด้วยตา

ถาม เคยเอือมถึงขนาดจะเลิกทำไหมฮะ

ไม่เคยถึงขนาดนั้น แต่มันก็เริ่มเอือมขึ้นมา ทั้งเราและนายธรรมทาส มันรู้ว่าต้องพยุงไปให้ได้ เริ่มเอือมทีละนิดทีละนิด เอือมอย่างมั่นคง (หัวเราะ) จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ไม่นึกว่าจะต้องทำอย่างนั้นอีกแล้ว เดี๋ยวนี้ พุทธสาสนา ก็เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสารของมูลนิธิธรรมทานเท่านั้น แต่ก่อนนี้ มันคิดจะ ให้ธรรมะเป็นธรรมทานด้วย

ถาม อาจารย์ดูปรู๊ฟเองทุกเรื่องหรือเปล่าครับ

ไม่ต้องดู เพราะว่าไว้ใจบรรณาธิการ ผมไม่ต้องตรวจปรู๊ฟเลยนะ ตลอดเวลา แม้แต่ ตามรอยพระอรหันต์ ก็ไม่เคยตรวจปรู๊ฟ บรรณาธิการ ทำงานได้ผลงานดี เห็นอยู่ ตอนหลัง ๆ มาทำชุด ธรรมโฆษณ์ นี่ เคยดูบ้าง แต่ก็นิดหน่อยเท่านั้น แหละ ขอดูตอนพิมพ์เสร็จก่อนเย็บเล่ม ถ้ามีอะไรผิดพลาดร้ายแรง ก็จะ เขียนเป็นใบแก้คำผิดให้ คือดูในใบพิมพ์เสร็จ เขาก็พิมพ์มาเรื่อย ส่งทยอย มาให้ดู ผมก็ดูบ้างไม่ดูบ้าง (หัวเราะ) เฉพาะที่ผิดร้ายแรงก็เขียนบอกไปใน ใบแก้คำผิด คุณอรุณวตี เป็นคนดูปรู๊ฟให้จนกระทั่งส่งพิมพ์ ตอนหลังสุด นี้ผมก็แทบจะไม่ได้ดูแล้ว น.246

ถาม อาจารย์ครับ ระยะที่ทำหนังสือพิมพ์จริงจังนี้ เวลาส่งเรื่องฉุกละหุก ไหมครับ

มันตั้ง 3 เดือน พอดี ๆ เขียนตามเรื่องราว เขียนตามความพอใจ ที่เขียน ตรีมาสาภิลักขิตตกาลพจน์ นั้นตั้งใจหน่อย ว่าจะพิมพ์รวมเป็นเล่ม สักที คงได้เป็นธรรมโฆษณ์เล่มหนึ่งเต็ม ๆ ต้องไปเก็บคัดออกมาจาก หนังสือพิมพ์พุทธศาสนาทุกเล่ม บางเรื่องผมก็พอใจตัวเอง มีเรื่องธรรม ชั้นโลกุตระลึก ๆ ก็มี ผิว ๆ โลก ๆ ก็มี เรื่องยาว ๆ อย่างเรื่อง ปมเขื่อง เรื่อง อนัตตา นั่นแหละ ค่อนข้างจะ เหน็ดเหนื่อย นอกนั้นก็ทำประเดี๋ยวเดียว มันเป็นการเขียนเรื่องที่ถนัดพอ เขียนได้ ค้นคว้าอะไรมากมายไม่ค่อยมี นิสัยมันไม่ค่อยดี ค้นบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ หมายตาเอาไว้บ้างเหมือนกันว่าจะอ้างอะไร ตอนนั้นต้องเรียกว่าทำ งานลวก ๆ เดี๋ยวนี้ยังคิดนึกอะไรมากกว่า ตอนปัจจุบันที่เขียนหนังสือ ด้วยการพูด อย่างน้อยก็ทำบัตรขึ้นมาแผ่นหนึ่ง (หัวเราะ) เพื่อจะพูด วันเสาร์ เฉพาะชุด พูดวันเสาร์ นั้นแหละทำบัตรหัวข้อที่พูดไว้ ตอนบรรยาย ชุดผู้พิพากษาต้องคิดล่วงหน้ามาก รวบรวมประเด็นต่าง ๆ ที่จะมีประโยชน์ แล้วโน้ตใส่สมุดแบบฝึกหัดเล็ก ๆ พูดครั้งหนึ่งก็ราว ๆ ใบหรือ ๒ ใบ จดแต่หัวข้อ สมุดเล็ก ๆ ที่เด็กนักเรียนใช้เล่มหนึ่งพอดี ไว้บรรยายได้ ๑๐ ครั้ง

ถาม อาจารย์ครับ แต่เวลาอ่านงานของอาจารย์นี้ งานสมัยเขียนผมรู้สึกกระชับ กว่า มีรสชาติให้ขบคิดมากกว่า อาจารย์ไม่ได้ร่างโครงไว้ก่อนหรือ ครับ

มันพร้อมกันนะ วางพล็อตไว้ในใจแล้วก็ลงโครงร่างเขียน เรื่องที่ ยุ่งยาก ต้องค้นเอ็นไซโคลปีเดีย บริตานิก้า เป็นส่วนมาก ก็มีเรื่องศีลธรรม น.247การเขียนตอนแรกมันมีความระมัดระวัง และก็สามารถขัดเกลาให้ กระชับ แต่ชุดพูดปากเปล่านี่มันทำไม่ได้ แล้วมันก็มากเข้า บางทีก็เอาตาม เรื่องที่ถนัด สมัยเขียนนั้น ผมพิมพ์ดีดเลย ไม่ได้ร่างด้วยปากกาก่อน นาน ๆ จะมีที่ฉีกทิ้งเขียนใหม่ทีหนึ่ง ส่วนมากก็ใช้ได้เลย ขัดเกลาแก้ไขนิดหน่อย เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องแรกที่น้าหง้วนถวายนั่นแหละ มันพิเศษที่ตัวอักษร ยกขึ้นมาครึ่งหนึ่ง ไม่ได้นอนแบนแบบสมัยนี้ เพราะฉะนั้น ระยะที่พิมพ์ มันจึงสั้น พิมพ์ได้เร็ว แต่เป็นแบบตีสระก่อน จึงตีตัวอักษร ส่วนมากก็ ใช้เวลากลางวัน กลางคืนไม่สะดวก กลางคืนใช้อ่านค้นคว้า

ถาม อาจารย์เคยถูกคุณธรรมทาสเซ็นเซ่อบ้างไหมครับ

นึกไม่ออก อ้อ มี นึกได้แล้ว เซ็นเซ่อโคลงฝรั่ง เรื่องปลาสวมหมวก ผมไปขโมยเขามา แล้วเปลี่ยนตามชอบใจ เขาเขียนว่าปลาสวมหมวกขึ้นบก ไม่ได้ ผมไปแปลงเสียให้สวมหมวกธรรมะก็ขึ้นบกได้ อย่างอื่นเกือบจะ เหมือนเดิม นายธรรมทาสบอกว่า ลงไม่ได้นะ ถ้าลงแล้วทีหลัง ๆ มีคนบอก ให้ลงอีก จะทำไม่ได้ เขียนให้ดีอย่างนั้นอีกไม่ได้ ก็เลยระงับไป (หัวเราะ) นอกนั้นก็ไม่เคยมี ผมก็ไม่เคยไปเซ็นเซ่อของเขา ไม่มีหน้าที่ เขาก็ ไม่ต้องส่งให้ผมดูก่อน เว้นแต่เรื่องธรรมะที่เขาเขียนแล้วไม่แน่ใจ มาให้ผม ช่วยดู กันไม่ให้มีอะไรผิดพลาดเท่านั้น แก้นิด ๆ หน่อย ๆ ตอนสงครามโลกที่เขาเซ็นเซ่อหนังสือพิมพ์กัน ของเราก็สะดวก ไม่มีปัญหาอะไร นายธรรมทาสเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับคุณเพรียง โรจนรัส เขาเป็นกรรมการเซ็นเซ่อหนังสือพิมพ์แห่งชาติ อยู่ที่บ้านดอน เราก็ส่งให้เขาเซ็นเซ่อที่นี่เลย น.248

ถาม ผมดู พุทธสาสนา เก่า ๆ เห็นบางปีก็รวมหลาย ๆ เล่มเป็นเล่มเดียว บาง ปีก็ 2 ปีเล่มเดียว

มันเป็นเรื่องทำไม่ทันโดยเหตุใดเหตุหนึ่ง หรือว่าโกงมั่ง (หัวเราะ) ประหยัดงานให้มันน้อยเข้า เวลามีงานอื่นยุ่ง ๆ โกงสมาชิก บางปีทั้งปี 4 เล่มลดเหลือเล่มเดียวก็มี แล้วก็ตอนสงคราม มีปัญหาเรื่องกระดาษหา ยาก บางทีก็ใช้กระดาษอาร์ตพิมพ์ทั้งเล่ม แต่เล่มบาง ๆ บางที ๒ ปีเล่ม ก็ตอนสงครามนี่แหละ เรื่องหากระดาษอะไรนี่ มันอยู่ในหน้าที่ของนาย ธรรมทาสเขา

ถาม อาจารย์ครับ อย่างปีที่ ๒ ผมเห็นมีสำเนาปาฐกถาของอาจารย์ที่ไปพูดที่ นครศรีธรรมราชมาลง ทำได้อย่างไรครับ ตอนนั้นยังไม่มีเทปบันทึกเสียง

ผมจำไม่ได้ คงไปพูดก่อน แล้วเอาที่จดย่อนั้นมาเรียบเรียงอีกที โครง มันยังอยู่ เค้าเรื่องมันยังอยู่แล้วก็ดีกว่า มันได้พูดไปทีหนึ่งแล้ว เนื้อความ มันเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น มันเป็นระยะฝึกหัด ยังไม่เป็นที่พอใจ

ถาม อาจารย์ครับ งานเขียนชิ้นแรก ๆ สุดและท้าย ๆ สุดคืออะไรครับ

เรื่องแรก (หัวเราะ) แต่งในการฉลองโรงเรียนนักธรรมวัดพระธาตุ- ไชยา คือเมื่อผมเปิดสอนไปปีหนึ่งแล้ว ท่านพระครูโสภณฯ (เอี่ยม) ท่านก็ จัดการฉลองเพื่อหาเงินบำรุงการศึกษาที่นั่น แล้วก็พิมพ์หนังสือแจก เงิน พิมพ์ก็ไปเก็บจากน้าหง้วนเหมือนกัน เป็นเจ้าของโรงเรียนนี่ (หึ หึ ๆ) ดูเหมือนจะพิมพ์ที่โรงพิมพ์พุทธมามกะ ตอนนั้นผมขึ้นไปอยู่กรุงเทพฯ แล้ว (๒๔๗๓) ผมเขียนเรื่อง พระพุทธศาสนา ค่อนข้างแปลกสำหรับชาววัด สมัยนั้น ซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องแบบนี้ เรื่องต่อมา ผมเขียนเรื่อง ประโยชน์แห่งทาน พิมพ์รวมในหนังสือชื่อ "กุมภชาดก" ซึ่งอาจารย์ พระครูชยาภิวัฒน์ (กลั่น) แปลมาจากภาษาบาลี และมีเรื่องของคนอื่น ๆ น.249อีก พิมพ์มาแจกงานพระราชทานเพลิงศพของพระครูโสภณเจตสิการาม (คง) (๓๐ พ.ค. ๒๔๗๓) ซึ่งเป็นอุปัชฌาย์ ตอนนั้นยังเรียนอยู่กรุงเทพฯ หนังสือนี้เราหาไม่ได้เลย ตอนนั้นก็พิมพ์ที่โรงพิมพ์เดิมที่เป็นโรงพิมพ์ ของนายเถา ศรีชลาลัย (เปรียญ) คือโรงพิมพ์พุทธมามกะ แถวประตู สามยอด เป็นโรงพิมพ์เล็ก ๆ ห้องเดียว นายเถาคนนี้เป็นศิษย์สมเด็จฯ วัดเทพฯ ต่อมาได้รับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ เปลี่ยนชื่อ เป็นปรีดา ค้นคว้าเรื่องทางโบราณคดีไว้เป็นหลักเป็นฐานหลายเรื่อง ต่อมาผมได้เอาเรื่องเกี่ยวกับการทำทานที่เขียนขึ้นสั้น ๆ ครั้งแรกนี้มาเขียน ให้สมบูรณ์ พิมพ์แจกในงานฉลองสัญญาบัตรของพระครูคณานุกูล (ศักดิ์) อาจารย์คู่สวด ตอนนี้เอาไปพิมพ์ที่โรงพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ที่สี่พระยา พวกมหาเปรียญลาพรตที่ไปทำงานที่นั้น บอกว่ายังไม่เคยเห็นใครเขียน แบบนี้เลย ทำอย่างไม่น่าจะทำได้ มีอ้างอิงบาลี อรรถกถาฎีกาสมบูรณ์ (หัวเราะ) ก่อนมาสวนโมกข์ ดูเหมือนจะเคยตั้งโครงเขียนเรื่องอริยสัจจ์ แต่ไม่สำเร็จ ต้นร่างยังคงอยู่ (หัวเราะ) ดีแล้วที่ไม่ได้เขียน ความคิดเด็ก ๆ แบบนั้น เขียนมาคงขายขี้หน้าตายเลย เมื่ออยู่สวนโมกข์เก่าไม่นานก็เริ่ม เขียน ตามรอยพระอรหันต์ เขียนเป็นตอน ๆ เพื่อสำหรับการศึกษาของ ตนเองด้วย เพื่อลงในหนังสือพิมพ์ พุทธสาสนา ด้วย เขียนอยู่หลายปี ในที่สุด ก็ค้างอยู่แค่นั้น ดังที่เล่ามาแล้ว เรื่องล่าสุดที่เขียนอย่างจริงจังก็เห็นจะได้แก่ "สมเด็จในความรู้สึกของ ข้าพเจ้า" (๑๒ มิ.ย. ๒๕๑๖) มีพระเถระชั้นสูงรูปหนึ่ง บอกว่าแต่ไหนแต่ ไรไม่เคยมีหนังสืองานศพครั้งไหนสู้ครั้งนี้ได้ คล้าย ๆ กับว่าถ้าตัวเองตาย อยากให้มีใครเขียนแบบนี้ ผมเขียนเพราะเห็นแก่พระดุลยพากษ์สุวมัณฑ์ พระดุลย์ขอร้อง พระดุลย์เป็นศิษย์ที่รักบูชาสมเด็จสุดประมาณ เป็นทั้ง อาจารย์ เป็นทั้งอุปัชฌาย์ เป็นการเขียนในยุคที่เบื่อการเขียนเต็มที่แล้ว น.250(รูปภาพ) หอสมุดธรรมทาน วัดชยาราม ในอำเภอไชยา ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยใช้เป็นห้อง สมุดส่วนตัวสำหรับค้นคว้า เขียนหนังสือและเป็นที่อยู่ด้วย ในช่วงราว ๆ พ.ศ. ๒๔๘๒- ๒๔๘๙ ภาพถ่ายนี้ยังอยู่ในสภาพเดิม ถ่ายในสมัยที่ท่านยังใช้ทำงานอยู่ ปัจจุบันได้ เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว (รูปภาพ) สโมสรธรรมทานที่สร้างด้วยแรงงานอาสาสมัครจากชาวบ้าน ถ่ายพร้อม ๆ กับภาพ หอสมุดธรรมทาน

หัวเลี้ยวหัวต่อของการเติบโต

ถาม อาจารย์ครับ ตอนนี้ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยเล่าถึงตอนขยับขยายจากสวนโมกข์เก่ามาสวนโมกข์ปัจจุบัน ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีสาเหตุอะไรจึงได้คิดจะย้ายครับ

มันไม่ได้คิดจะย้าย ใช้คำว่าย้ายไม่ถูกหรอก (หัวเราะ) ผมมาพักที่วัดชยารามบ่อยๆ เนื่องจากตอนนั้น เมื่อคณะธรรมทานย้ายจากพุมเรียงมาอยู่ที่ริมทางรถไฟ (๒๔๗๙) ก็มาเปิดห้องธรรมทาน เปิดห้องอ่านหนังสือ เปิดห้องแสดงธรรมขึ้นที่นั่น ผมก็ต้องมาเทศน์เป็นประจำ บางคืนก็ไปพลอยนอนค้างที่กุฏิ ท่านพระครูโสภณฯ (พระครูโสภณเจตสิการาม-ขำ-ปัจจุบันเป็นเจ้าคณะอำเภอไชยา) ตอนนั้นท่านยังเป็นพระปลัดขำ วัดมันจะร้างก็เลยให้ท่านปลัดขำไปเฝ้าอยู่ กุฏิหลังนั้นรื้อไปแล้ว พอผมไปพักมากเข้าๆ ก็ทำให้เกิดต้องสร้างที่พักที่วัดชยารามขึ้น คือหอสมุดหลังเล็กนั่นแหละ ต้องสร้างขึ้นมาสำหรับเป็นที่พักด้วย เป็นที่เก็บหนังสือ เขียนหนังสือด้วย ตอนสร้างหอสมุดนี่ (๒๔๘๒) จ้างเขา จ้างนายตั้ว ไปรื้อบ้านเก่า ทางบ้านเวียง ซื้อเขา จำได้ว่า ๗๕ บาท ไม่รู้ว่าค่าจ้างนายตั้ว หรือค่าบ้าน พื้นปูนนั้น ผมทำเอง เพราะต้องการทำกันปลวก มีน้ำล้อมรอบ ต้องทำเอง ข้างบนที่เป็นไม้นั้น จ้างนายตั้วทำ น.252พอมาพักบ่อยเข้าๆ มันก็คิดว่าควรจะมีที่สะดวกสำหรับอบรมสั่งสอนประชาชนบ้าง ที่สวนโมกข์พุมเรียงนั้นมันไม่สะดวก มันเล็กนัก ดังนั้นก็ควรสร้างสถานที่ที่ใช้ในการประชุมได้ จึงคิดสร้างหลังที่เรียกกันว่าสโมสรธรรมทานขึ้น และเพราะคิดจะสร้างอันนี้ ทำให้ได้มาพบสวนโมกข์ปัจจุบัน เนื่องจากต้องเข้ามาหาไม้ในป่า ต้องเที่ยวสำรวจตามป่า ต้องขอแรงผู้คนที่มีช้างม้าไปลากไม้ไปอะไร

ถาม ขอความกรุณาอาจารย์เล่าตอนไปหาไม้ในป่าไว้ด้วยครับ เดินเข้าไปหรืออย่างไรครับ

เดินเข้าไปลึก ไปถึงควนรา ถึงเขาโพธิ์ ไปนอนทีละหลายคืน ไปทีหนึ่ง ๙ วัน ๑๐ วัน ไปหลายครั้ง มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้าไปช่วยทำส่วนที่พระทำไม่ได้ ช่วยกันทำไม้กลมให้เป็นไม้เหลี่ยม แล้วใช้ช้างลากออกมาจากป่ารก มาไว้ริมทางใหญ่ ทีนี้คนก็เข้ามาช่วยลากไปวัดชยาราม สนุกสนาน (หัวเราะเบาๆ) สนุกสนานกันเป็นบ้าเลย คนลากไม้เหลี่ยมละ ๔๐-๕๐ คน แล้วก็แข่งกันด้วย ไม้ประมาณ ๓๐-๔๐ เหลี่ยม

ถาม เฉพาะตัวอาจารย์เองเข้าไปทำอะไรครับ

ไปดูซิ ไปดูให้งานมันเดิน ดูความสะดวก เพื่อความปลอดภัย ผมไปนอนในป่า ทำให้อาหารตามเข้าไปได้โดยง่าย (หัวเราะ) พวกชาวบ้านข้างวัดชยารามช่วยมาก เขาหุงหาไปเสร็จ แล้วเดินไปแต่เช้า ไปถึงก็ได้เวลาฉันเช้าพอดี ผมก็เลยไปหัดเลื่อยไม้บ้าง หัดถากไม้บ้าง เคยทำมาบ้างแล้วตอนอยู่วัดใหม่พุมเรียง ก็ได้มาเรียนเพิ่ม หัดผูกเชือกให้ช้างลากไม้ออกมา มันมีเคล็ดมีเทคนิคอะไรน่าสนใจมาก ผมสนใจความรู้พวกนี้ มันง่าย เรียกว่าลงทุนน้อย ของง่ายๆ แต่ว่ามันได้ผลมาก น.253ช้างวิ่งอย่างไรก็ไม่หลุด เขามีไม้เล็ก ๆ อันหนึ่งงัดคาดไว้ หรืออย่าง ไม้โค่นลงมานอนกลม ๆ มีวิธีผ่าอย่างไรมันจึงจะเป็นเหลี่ยมขึ้นมา ท่านธนฯ (พระครูธนธรรมสาร เจ้าอาวาสวัดชยารามปัจจุบัน) ท่าน ก็ไปช่วยด้วย ไปนอนในป่าด้วยกัน เวลานอนก็เลือกนอนตรงโคนไม้ ใช้ใบไม้มาปูลาด ๆ หนา ๆ ทีนี้ก็นอน โดยใช้รากไม้แทนหมอน ไข้ มาเลเรียอะไรไม่ปรากฏเลย มันเป็นฤดูแล้ง ไข้มาเลเรียกลับมามีตามวัด ที่วัดพระธาตุฯนี้ตัวร้าย แต่ก่อนนี้ บางทีเด็กทุกคนนอนเจ็บเป็นไข้มาเลเรียหมดทุกคนเลย บางพรรษา วัดชยาราม เด็กทุกคนนอนซมหมด ไม่มีใครหิ้วปิ่นโตก็เคย และรอดตัวก็ ด้วยของง่าย ๆ เผอิญตอนนั้นสงครามอินโดจีนใหม่ ๆ ยาหายาก มันฟลุค เจ้าคุณธรรมวโรดม วัดราชาธิวาส เป็นเจ้าคณะภาคสมัยนั้น ท่านเคย เอาต้นควินินมาปลูกไว้ที่วัดของท่าน แล้วมันแก้ปัญหาอย่างนี้ได้ดี ก็ เลยเอามาแจกให้ปลูกไว้ทุกวัด ตอนท่านแวะมาตรวจการ ท่านมาบ่อย ๆ เคยแวะที่นี่ ที่ไชยานี่ หลายครั้ง ท่านมาแนะให้วัดทุกวัดปลูก แก้ปัญหา นี้ แต่ว่าไม่ค่อยมีวัดสนใจหรอก ดูเหมือนจะเหลืออยู่แต่ที่วัดชยาราม และที่นี่ตรงหน้าโรงธรรมเท่านั้น วัดชยารามยังมีอยู่หลายต้น วัดธรรมดา ไม่ค่อยสนใจ เวลาออกดอกก็พอดูได้ คล้ายดอกซากุระ ดอกละเอียด ขาว คลุมไปทั้งต้น เอาใบ ราก ต้น เปลือก ดอก เรียกว่าทั้ง ๕ ต้มน้ำกิน ๒-๓ วันก็ ลุกขึ้นมาได้ และใช้รากอ่อน ๆ ใต้ดิน รากใหญ่ ๆ ฝนกับน้ำซาวข้าว พรมตัวเด็ก แก้ชักได้อย่างวิเศษ แก้เด็กชักตัวร้อน ต้นควินินแบบนี้ มันขมอย่างดี ขมอย่างสนิท ไม่เหมือนกับต้นเลี่ยน มันคล้ายกัน แต่มัน ขมเอียน กินแล้วอาเจียน แต่ก็ได้ผลดีเหมือนกัน ควินินนั้นเรามาต้ม กับสะเดาไทย ๆ ของเรา ก็ได้ผลดี แก้เป็นหวัดก็ใส่ขมิ้นอ้อยไปด้วย น.254

ถาม อาจารย์ครับ การระดมชาวบ้านมาช่วยงานกันแบบนี้ ทำกันอย่างไรครับ

นั่นแหละ เขาก็แปลกใจเหมือนกัน ว่า ทำไมทำกันได้ หลังจากนั้น ก็เงียบ ไม่มีอีกแล้ว เขาก็ประหลาดใจกันมากที่ทำได้ มันยังไม่เคยมี ไม่เคยพบ ว่าคนไปช่วยกันลากไม้จากในป่า แล้วก็ลากแข่งกันไปข้าม ทางรถไฟไปวัดชยาราม บางวันได้ตั้ง ๑๐ เหลี่ยม ๑๐ ซุง ไปลากมา จากป่าโน่น ไม้ตะเคียนดูเหมือนจะหมดคราวนั้น เดี๋ยวนี้ชาวบ้านยังหา ต้นตะเคียนไม่ได้ ตัดมา ๔๐-๕๐ ต้น เอามาทำเสา ทำคาน แป ตง จันทัน ใช้ไม้ตะเคียนทั้งนั้น กระดานพื้นก็ใช้ตะเคียน หลังนั้นอยู่ทน ฝาใช้ ไม้ยางอย่างดี ความจริงมันมีธรรมเนียมอยู่บ้าง ในการที่ชาวบ้านจะมาช่วยกัน เมื่อมันมีเหตุการณ์ใหญ่กว่าธรรมดา จะสร้างอะไรใหญ่กว่าธรรมดา มันมีธรรมเนียมอยู่แล้ว เขาจะไม่จ้างกัน จ้างก็ไม่มีคนรับเหมา แล้วของ เราก็ไม่ได้สร้างวัด ไม่ได้สร้างศาลาการเปรียญ สร้างเป็นสโมสร เป็นที่สำหรับประชุม เป็นที่สำหรับอ่านหนังสือ ก็เป็นของใหม่สำหรับ ประชาชน เราก็บอกกับคนคุ้ยเคยกันไม่กี่คน เขาก็บอกเพื่อนฝูงอีกทีหนึ่ง รวมกันมันก็มากพอ เมื่อจับหัวหน้าหมู่ หัวหน้าคณะ ได้ ๔-๕ คนแล้ว เขาก็ไปหามาเอง เป็น ๑๐ เป็น ๑๐๐ ตาจูดเป็นคนหนึ่ง แกเป็นเจ้าของที่ แกยกที่นาให้เพื่อสร้างอะไรแปลก ๆ แกเองก็ช่วยเต็มที่ ช่วยติดต่อคน กว้างขวาง วานช้างวานอะไร แกเป็นคนช่วย แกพาผมไปถึงบ้านเจ้าของ ช้างก็ยังมี นายจูด แล้วก็นายคง น้องชายด้วย แถวนี้ (ต. เสม็ด) ก็มีนายแคล้ว นายจร เป็นตัวตั้งตัวตี แถววัด ชยารามก็นายอบ แถวล่างลงไปทางวัดสโมสร วัดสำโรงก็เป็นคณะของ ท่านพระครูสุธนฯ ของทางตำบลเวียงก็พระครูถาวรวัตตวิมล ตอน นั้นท่านเป็นพระปลัดแก้ว ท่านเหล่านี้ช่วยกันทั้งนั้น ช่วยกันร่วมมือ น.255นายจูดมากกว่าเพื่อน เดินทุกวัน เดินทุกวัด นายจูด เสือนิล ตอนก่อสร้างก็บังเอิญมีอีกคนหนึ่ง ชื่อนายกลิ่น เป็นญาติ ๆ กัน อยู่ที่สี่แยกตลาดไชยา แล้วก็ท่านธนฯ อีกแรงหนึ่ง ๒ คนนี้เป็นหัวหน้า ในเรื่องการสร้าง มักวานกันเลื่อย วานหมู่บ้านนั้น หมู่บ้านนี้ ทำด้วย แรงมากที่สุด ก็ลุงกลิ่นนี่แหละ แกเป็นลูกศิษย์ไปกรุงเทพฯกับผมแทบ ทุกครั้ง ทุกคราว ตอนนี้ตายแล้ว ท่านธนฯนั้นเหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุด แล้วท่านก็ต้องมาอยู่ที่วัด ชยารามในเวลาต่อมา ผมไปอ้อนวอนท่านให้ย้ายจากวัดเดิมมาอยู่ที่ วัดชยาราม ตอนแรกท่านไม่ได้อยู่ ท่านมาช่วยเฉย ๆ ช่วยไปช่วยมา ท่านพระครูโสภณฯ (ขำ) เห็นได้จังหวะเหมาะ เลยยัดเยียดให้รักษาการ เจ้าอาวาสจนเป็นสมภารต่อมาถึงบัดนี้

ถาม อาจารย์ครับ แล้วตอนลงมือสร้างนี้ทำกันอย่างไรครับ อาจารย์ลงมือ เองด้วยหรือเปล่า

ผมก็ทำกับเขาด้วย รวมกับผู้ที่มาช่วยเหลือ ส่วนที่จ้างได้ก็จ้าง เช่นการไสกบไม้กระดานอะไรพวกนี้ นอกนั้นก็วานกันมา เวียนกันมา คนหลายทิศหลายทาง แต่คนยืนโรงที่สุด ทำมากที่สุดก็ลุงกลิ่น แกเก่ง มาก ทำงานสายตัวแทบขาด โดยไม่ได้คิดอะไรเลย แกรู้สึกเป็นเจ้าของ เสียเอง ท้องถิ่นแถบนี้ เขามีประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง เรียกว่า "อุก" อุก แปลว่าปล้นนั่นแหละ คำเดียวกัน วัดไหนมีไม้มาก วัดอื่น ๆ เขาจะอุก มาเลื่อยให้ โดยความหมายก็คือนัดแนะกันแอบมาเลื่อยให้ แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะไม่มีวี่แววเสียเลย มันมีวี่แววเหมือนกัน เพื่อจะได้เตรียมอาหารไว้ เลี้ยงได้ ๓-๔ วัดรวมกันมาเลื่อยไม้ของวัดนี้ รวมแล้วก็ ๒๐-๓๐ องค์ น.256ก็ต้องเลี้ยงให้สมกัน ตอนนั้นเราก็ถูกอุกเหมือนกัน (หัวเราะเหอะ ๆ) แต่ก็มีข้อเสียเหมือนกัน คนที่ทำไม่เป็นก็ทำให้ไม้คด ๆ งอ ๆ มันดีในแง่ ไม่ต้องจ้าง แต่ก็เสียที่บางครั้งก็ทำให้เสียของ ต้องมาแก้ไข เสียเวลา และเงินเพิ่มบ้าง ผลงานมันไม่ได้ดีเท่ากับจ้างเขาเลื่อย จ้างเขามันได้ ตรงตามแนวที่เราต้องการ ดูเหมือนนั่นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราถูกอุก แล้วต่อจากนั้นไม่ได้ยินข่าวที่ไหนอีก เลิกมาจนบัดนี้ การอุกนี้มันต้อง เป็นงานใหญ่ เป็นงานที่มีเกียรติ วานกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เรียกว่าอุก อุกนั้นบังคับให้เลี้ยงด้วย มันก็ดีไปอย่าง เสียไปอย่าง (หัวเราะเหอะ ๆ)

ถาม อาจารย์ครับ แล้วที่อาจารย์บอกว่า ไม้ฝาใช้ไม้ยางอย่างดีนั้นเป็นอย่างไร ครับ เอามาจากไหน

อ๋อ ไม้ยางอย่างดี คือไม้ยางที่แก่แล้ว ทำแบบโรงเลื่อยฝรั่ง คือเอา เป็นขอนซุงโต ๆ แช่ในน้ำเป็นปี ๆ ๒ ปี ๓ ปี แล้วจึงค่อยเอาขึ้นมาเลื่อย ไม้อย่างนี้มันทนถึงที่สุด ไม้ยางตอนนั้นซื้อมาจากโรงเลื่อย อิสต์เอเซียติก ที่บ้านดอน เป็นโรงเลื่อยใหญ่แบบฝรั่งอย่างที่ว่า

ถาม อาจารย์ครับ ไม้ที่ตัดมาจากป่าคราวนั้นไม่ผิดกฎหมายหรือครับต้อง เสียค่าอะไรหรือเปล่า

ไม่ได้เสียค่าภาคหลวง บอกเขาให้มาเก็บ ถ้าไม่มาก็เฉยเสีย ใน ทางวินัยก็ถือว่าเราไม่ได้ตัด ตาจูดกับลุงกลิ่นเป็นคนตัด ในทางบ้านเมือง เขาเห็นเป็นของวัดเขาก็ยกเว้นกันทั้งนั้น ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แต่ตอนที่มาทำวัดนี้เสียค่าภาคหลวง ตอนที่จะทำศาลาโรงธรรม ไม้มันมากนัก เราก็ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาจัดการ ไม้มันมากนักต้อง เป็นเรื่องถึงป่าไม้จังหวัด ผู้กำกับตำรวจจังหวัดเกิดศรัทธาใจบุญขึ้น มาชักชวนมิตรสหายช่วยกันบริจาคเงินค่าภาคหลวงให้ น.257

ถาม อาจารย์เอาเวลาที่ไหนทำหนังสือครับ ทำงานแบบนั้น

ตอนนั้นก็ทำไปตามมีตามได้ ตามบุญตามกรรม(หัวเราะหึๆ) แต่ หนังสือยังออกอยู่เรื่อย ไม่ได้ขาด เพียงแต่อาจจะผิดเวลาไปบ้าง หลาย ๆ เล่มรวมเป็นเล่มเดียวบ้าง (หัวเราะ)

ถาม อาจารย์ครับ หอสมุดกับสโมรสรได้ใช้ทำอะไรบ้างครับ

หอสมุดก็เป็นที่พัก ที่เก็บหนังสือ เขียนหนังสือของผม ผมเขียน หนังสืออยู่ที่นี่ ๓-๔ ปี ไป ๆ มา ๆ ระหว่างสวนโมกข์เก่า และเมื่อมามี สวนโมกข์ปัจจุบันใหม่ ๆ ก็เลยไป ๆ มา ๆ ทั้ง ๓ แห่งอยู่ระยะหนึ่ง สโมสรยังไม่ทันได้ใช้เป็นที่อบรมประชาชน สร้างอยู่ปีกว่ายังไม่ เสร็จสมบูรณ์ ค้างอยู่เพิ่งมาทำต่อไม่นานมานี้ ตอนทำโรงเรียนพุทธบุตร ของคุณวิรัตน์ (พระวิรัตน์ วิรตโน) นี่ แต่ตอนนั้น ข้างบนก็ใช้ได้แล้ว เคยใช้ เป็นที่เทศน์ของคณะธรรมทานอยู่บ้าง แม้เมื่อผมย้ายมาอยู่ที่นี่ (สวน โมกข์ปัจจุบัน) แล้ว แต่ส่วนมากก็ใช้เป็นที่พักแขก แขกของวัดบ้าง แขก ของสวนโมกข์บ้าง สมัยนั้นการเดินทางยังไม่สะดวก บางครั้งต้องพัก ที่นั่นก่อนค่อยเดินทางมาที่นี่ เวลาเจ้าคณะภาคมา ก็เคยพักที่นั่น ข้าราชการ ก็มี ที่จำได้แน่ ผมลงไปช่วยด้วยก็คือ เขามาเผยแผ่โสตทัศนศึกษา เป็น ครั้งแรกที่ได้เห็นเครื่องฉายสไลด์ยาว รูปร่างเหมือนกับปืนใหญ่ เขาก็ พักที่นั่นแหละ ฉายลงมาจากบนสโมสรเลย จออยู่ทางตะวันออกไกล ทีเดียว เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่แล้ว กิจการทางหอสมุดและสโมสร ก็ค่อย ๆ เลิกไป เป็นส่วนหนึ่งของวัดชยารามไป มีท่านธนฯเป็นผู้มาดูแลเป็นเจ้า อาวาส เดี๋ยวนี้ก็ใช้เป็นอาคารของโรงเรียนพุทธบุตร ดังที่เห็น ๆ กัน อยู่ น.258

ถาม อาจารย์ครับ ตอนพบสวนโมกข์ปัจจุบัน พบอย่างไรครับ

ก็ตอนไปดูและการทำไม้ในป่า เดินผ่านที่แปลงนี้บ่อย ๆ จนวันหนึ่ง จึงถามกันขึ้นว่า นี่มันที่ของใคร ทางเดินยาวเฟื้อยยืดไปเลย มีต้นมะพร้าว เหลาะแหละ ๆ เป็นที่ของใคร ก็มีคนบอกว่า ของหลวงพรหมปัญญา เขาจะขายถูกๆ เขาเคยบอกขาย ๓๕ บาท ไม่มีคนซื้อ ทั้งหมดนี้แหละ (หัวเราะ) ผมก็เลยสนใจว่า ที่ตั้งเยอะแยะนี่(หัวเราะ) ก็เลยติดตาม ๆ จนรู้ได้ว่าอาจจะซื้อได้ เพื่อทำเป็นแบบสวนโมกข์ขึ้นอีกแห่งหนึ่งจะดี กว่า เพราะพอเดินเข้ามาดู มันน่าดู มีภูเขาตรงกลาง มีลำธาร ตอนนั้น มีน้ำมาก ก็เลยพยายามติดตามติดต่อเพื่อพบเจ้าของ ก็ได้นัดพบกันที่ ตลาด เจ้าของเขาไปอยู่บ้านดอนแล้ว แกก็พูดตรง ๆ บ้าระห่ำของแก (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) ว่า โอ ท่าน ท่านจะซื้อ ท่านมีทางจะบอกบุญได้มาก ผมเอา ๓,๐๐๐ บาท (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) เคยจะขาย ๓๕ บาท จะเอา ๓,๐๐๐ บาท มันบ้าที่สุด เราก็เฉยเสีย บอกว่าแพงนัก เราเฉยเสีย ต่อมาแกคง เกิดความลำบากทางการเงิน ถูกความต้องการเงินบีบคั้นเข้า ๆ ก็ลดลง มาเรื่อย ลดเรื่อย ติดต่อกันมาจนผลสุดท้าย ตกลงกันราคา ๔๕๐ บาท วัดได้ ๙๐ ไร่ ไร่ละ ๕ บาท ตอนนั้นเราก็คิดจะทำอะไรให้มันน่าดู เรา ยังหวังว่าจะซื้อ จะขอจากที่ที่ติดต่อกันให้ได้อย่างน้อย ๒๐๐ ไร่ ทำไป ทำมามันได้ตั้ง ๓๑๐ ไร่ สวนโมกข์เก่านั้น เราเช่าเพียง ๗๐ ไร่ เฉพาะ ตอนบน ข้างล่างมันมีที่อีก เป็นป่าจาก ยุงชุม สู้ไม่ไหว แล้วการคมนาคม ไม่สะดวกนัก ถนนแบบเดี๋ยวนี้ยังไม่มี สู้ที่นี่ไม่ได้ มันมีหวังจะทำให้ ใหญ่โตอย่างไรก็ได้ มันสนองกิเลสได้มากกว่า (หัวเราะเฮ่อะ ๆ) ตอนนั้นมหาเฉวียงอยู่วัดชยาราม ก็เลยขอให้มหาเฉวียงมาอยู่ที่นี่ มหาเฉวียงมาอยู่เป็นคนแรก (หัวเราะ) แล้วนายอัน พ่อของภารโรง โรงเรียนวัดชยารามสมัยนั้นมาอยู่ด้วย ก็แล้วแต่ว่าจะทำอะไรกันได้ น.259ทีนี้ประชาชนแถวนี้เขาอยากจะมีวัด พอว่าจะมีวัดเขาจึงช่วยสิ ช่วย ใส่บาตร ช่วยทุกอย่าง มหาเฉวียงก็ทำอะไรก๊อกแก๊กไปตามเรื่องของแก นายอ้นก็ทำตาลมะพร้าว บากต้นมะพร้าวเสียหายไปหลายต้น มหา เฉวียงอยู่สักปี ๒ ปี ผมจึงตามมาอยู่บ้าง เลยไป ๆ มา ๆ อยู่ทั้ง ๓ แห่ง (หัวเราะ) มันไม่ใช่ย้าย มันสร้างเพิ่มขึ้น อยู่ที่นี่บ้าง อยู่วัดชยาราม บ้าง ไปพุมเรียงนาน ๆ ครั้ง ตอนนั้นมหาสำเริงอยู่พุมเรียง ต่อมามหา สำเริงมาช่วยงานทางนี้ จนพุมเรียงไม่มีใครอยู่ มันเหลือวิสัยที่จะรักษา ก็ต้องปล่อยเลิกไปร้างไประยะหนึ่ง (๒๔๘๙-๒๕๑๔) ของที่ขนได้ก็ขน มาที่นี่ กุฏิก็ยกให้วัดใหม่พุมเรียงไป กุฏิหลังเล็กที่ผมเคยใช้เขียนหนังสือ นานที่สุด ก็ยกมาที่นี่ หามกันมา ๒ หลังเล็ก ๆ ผู้ใหญ่ชิตสมัยยังบวชอยู่ เป็นคนให้จัดการหามมาไว้ ของอย่างอื่น ๆ ก็ขนลงเรือกันมา สัก ๒ เที่ยว ก็หมด เอาของลงเรือตรงคลองพุมเรียง ตรงที่ผ่านหลังวัดสวนโมกข์ เก่า พาออกสู่ทะเล แล้วเข้าคลองไชยา เข้ามาจนถึงปากด่าน ม้าปูน ที่ตั้งอยู่หน้ากุฏิคุณนุ้ย ก็ขนมาคราวนั้น

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · หนังสือ "เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา" สัมภาษณ์และเรียบเรียงโดย พระประชา ปสนฺนธมฺโม · เผยแพร่เพื่อการศึกษา