น.16 หัวใจของพุทธศาสนา ———————————————————————————————— หัวใจของพุทธศาสนา ก็คือเรื่องความไม่ยึดมั่น ถือมั่น ความไม่ยึดมั่นถือมั่นนี้ ถ้าจะเรียกให้สั้นเข้ามา ก็ เรียกว่า เรื่อง "ความว่าง" ถ้าเราเรียกให้ขยายออกไป ก็คือหัวใจของพุทธศาสนา เพราะว่าพระพุทธศาสนาทั้งหมด ไม่ว่าระดับไหน สรุปรวมอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น คนเราพอเกิดมาจากท้องแม่ก็เริ่มมีความยึดมั่นถือมั่น เมื่ออยู่ในท้องแม่ ยึดมั่นถือมั่นไม่เป็น ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้. ที่ไม่ได้ เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั้น มันเป็นของเพิ่งเกิด คือจะเกิดก็ต่อเมื่อตาได้เห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น
น.17 ๑๔ เป็นต้นก่อน เราจึงมีความเข้าใจผิด หลงไปในรูป เสียง กลิ่น รส เหล่านั้น จนเกิดความพอใจ หรือไม่พอใจ ยินดี ยินร้ายขึ้นมา จนเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาขึ้นมา แล้ว จึงเกิดความอยากหรือตัณหาอย่างใดอย่างหนึ่งไปตาม ต่อ จากนั้นจึงเกิดอุปาทาน กล่าวคือความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกูเป็น อย่างนั้น-เป็นอย่างนี้ขึ้นมา แล้วตัวกูได้นั่นได้นี่ขึ้นมา ตัวกู เสียนั่นเสียนี่ไป นี่เรียกว่า อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น ถ้ายังอยู่ในท้องแม่ มันเกิดไม่ได้ ต้องมีการกระทบ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน แล้ว จึงมีความรู้สึกและยึดมั่นถือมั่นในความรู้สึก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า แม้แต่อวิชชา ก็เป็น ของเพิ่งเกิด อวิชชายังเกิดไม่ได้ ยังแสดงตัวออกมาไม่ได้ ถ้ายังไม่มีการเห็นรูปด้วยตา ฟังเสียงด้วยหู ดมกลิ่นด้วย จมูก ยังเกิดไม่ได้, มันต้องมีอาการกระทบทางอายตนะก่อน แล้วอวิชชาจึงจะมี คือเพิ่งจะเกิด แต่ว่าการเกิดมันเร็ว เกิด ทันควัน ในขณะที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ชนิด ที่คนนั้นขาดสติสัมปชัญญะ พอขาดสติสัมปชัญญะ หรือว่าเพราะไม่มี สติ
น.18 ๑๕ สัมปชัญญะ จึงเกิดอวิชชาทันที มันก็เป็นไปตามอวิชชา คือ เป็นไปตามสายของปฏิจาสมุปบาท คือมีความทุกข์ เพราะฉะนั้น พอเริ่มเกิดออกมาจากท้องแม่ ก็เริ่ม ยึดมั่นถือมั่นเป็น มากขึ้น ๆ จนกระทั่งเรียกพ่อเรียกแม่เป็น ก็ เรียกว่าเริ่มยึดมั่นพ่อแม่ได้ กระทั่งมีทรัพย์สมบัติเป็นของกู นี่แม่ให้กู นี่พ่อให้กู นี่ของกู ยึดมั่นในของกูขึ้นมาได้ เรื่อย ขึ้นมา ๆ จนเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ มันก็เต็มไปด้วย ความยึดมั่นอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นความยึดมั่นนั้น เป็นความ ทุกข์ เหมือนกับแบกของหนัก มันก็ต้องมีความหนัก มี ความทุกข์ ทีนี้ พระพุทธศาสนาเรา ต้องการจะช่วยไม่ให้ มีความทุกข์ ก็ต้องสอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่าง นั้น คือมีอะไร เราไม่ต้องไปแบกไว้ ทูนไว้ บนศีรษะ ให้เอา วางไว้ข้าง ๆ ก็ยังได้ เช่นเรามีเงินเก็บไว้ในตู้เซฟก็แล้วกัน หรือฝากธนาคารก็แล้วกัน ไม่ต้องเอามาเก็บไว้ในใจ ถ้า เอามาเก็บไว้ในใจ นั่นคือความยึดมั่นถือมั่นแล้ว และเป็น ทุกข์แน่ ถ้าเก็บไว้ในตู้เซฟ หรือฝากไว้ในธนาคาร ต้อง การใช้เมื่อไร ก็ใช้ไปก็แล้วกัน มันไม่เป็นทุกข์ นี่เรียกว่า
น.19 ๑๖ ไม่ได้เอามายึดมั่นถือมั่นไว้ในใจ วัว ควาย ไร่นา วัวควาย มันก็อยู่ที่คอก ไร่นามันก็อยู่ที่นา อยู่ที่ที่มันอยู่ก็แล้วกัน อย่าให้มันมาอยู่บนศีรษะคน คืออย่าให้มาอยู่ในใจคน เป็น ความวิตกกังวลของคน เหมือนกับว่าเอามาทูนไว้บนศีรษะ นี้เรียกว่าไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ความที่ไม่ต้องเข้าไปยึดมั่นถือมั่น จนกลายเป็น ทุกข์นั้น เราอาจจะทำไม่เป็น ไม่เข้าใจ ฉะนั้นจำต้องรับคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า แม้แต่ในเรื่องที่ง่าย ๆ ที่สุด เช่น จะมีวัวควาย ไร่นา การทำมาหากินเป็นต้น ก็ต้องทำด้วย ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ถ้าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น มันจะ มาสุมอยู่บนศีรษะ แล้วไม่เท่าไร มันก็จะวิกลจริต เป็นโรค เส้นประสาท หรือบ้า หรือตาย เวลานี้ ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรม ไทย ยังดีมาก มีมูลมาแต่พระพุทธศาสนา ซึ่งสอน ให้ปลง-ให้วาง มาแต่เดิม แต่ต้นกำเนิดของ ปู่ ย่า ตา ยาย หลายสิบชั่วบรรพบุรุษมาแล้ว จึงรู้จักปล่อยวางกันบ้าง หากไม่กล่าวถึงความดีของคนโบราณไทย ก็ยังมอง เห็นได้ว่า ตามธรรมชาติสัตว์ที่มีชีวิต ก็รู้จักปล่อยวางเอง
น.20 ๑๗ ตามสมควร จึงนอนหลับได้ ถึงเวลานอน ก็นอนหลับได้ เลยกลายเป็นว่าเวลาปล่อยวางตามธรรมชาติ กับเวลาเที่ยว ได้ยึดโน่นยึดนี่นั้นมันเจือกัน เวลาที่ยึดมั่นถือมั่น ไม่กี่นาที เวลาไม่ยึดมั่นถือมั่นมันมากกว่า เพราะฉะนั้น สัตว์จึงมี ชีวิตรอดอยู่ได้ คนเสียอีก เป็นสัตว์ที่มีความยึดมั่นถือมั่นมากกว่า สัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานเกือบจะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น อะไรรุนแรงเลย เพราะฉะนั้นสัตว์เดรัจฉานจึงไม่ปวดหัว ไม่เป็นโรคเส้นประสาท ไม่ข้าตายเหมือนกับคน คนเรา รู้จักยึดมั่นถือมั่น เพราะมีปัญญามากกว่าสัตว์เดรัจฉาน คนจึงมีอาการปวดหัวบ้าง เป็นโรคเส้นประสาทบ้าง วิกลจริต บ้าง ซึ่งเราจะเห็นว่ามีมาก หาได้ทั่ว ๆ ไป ฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงมาช่วยแก้ไขใน เรื่องนี้ ถ้าทุกคนมีธรรมะของพระพุทธเจ้าตามสมควรแล้ว ก็จะไม่มีโรคปวดศีรษะ จะไม่มีโรคปวดหัวเรื้อรัง จะไม่มี โรควิกลจริต ขอให้มีความรู้ในทางธรรมให้เพียงพอ และ ปฏิบัติให้เพียงพอ อย่าให้ความยึดมั่นถือมั่นนั้นเกิดขึ้นมา
น.21 ๑๘ มาก หรือเกิดขึ้นมาจนเป็นทุกข์ เป็นโทษ เป็นอันตราย เจ็บไข้ได้ป่วย หากความยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกู-ของกู เกิดขึ้นมา ก็ ให้รู้สึกทันว่ามันเกิด เพียงว่าเรารู้ว่ามันโผล่เกิดมาเท่านั้น มันก็จะหายไปทันที นี่เป็นลักษณะของกิเลส เหมือน กับผี พอเรารู้ว่ามันเป็นผี มันก็หายไปทันที หรือพญามาร พอเรารู้ว่า "อ้าว! นี่พญามาร" มันก็หายไปทันที เราต้องพยายามศึกษาให้เข้าใจ ให้มีสติสัมปชัญญะ รู้ทันที ว่า "อ้าว ! มันไปยึดมั่นถือมั่นเข้าแล้ว" มันก็หาย ไปทันที จงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นจนนิดเดียว ถ้าทำได้เช่นนี้ มันไม่มีอันตรายแก่เรา ไม่เป็นทุกข์ เป็นโทษแก่เรา นอน หลับสนิท จิตใจสงบ ไม่เป็นโรคเส้นประสาทโดยประการ ทั้งปวง ไม่วิกลจริต และไม่ตายเพราะเหตุนั้น ฉะนั้น ขอให้เห็นอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ ของพระธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีว่า "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย" - ธรรมทั้งหลายทั้งปวง อันบุคคลไม่ควร ยึดมั่นถือมั่น ไม่ควรฝังเนื้อฝังตัวเข้าไป ว่านี่เป็นเรา ว่านี่ เป็นของเรา
น.22 ๑๙ ขอให้ท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ ช่วยอธิบายให้พระ เณรฟัง ให้ชาวบ้านฟัง ขอให้ครูผู้สอนช่วยออกกระทู้ธรรม ทำนองนี้ ให้นักเรียนแต่งย่อย ๆ ให้รู้เรื่องหัวใจนี้ดีขึ้น ๆ แต่งหลาย ๆ หน เกี่ยวกับกระทู้ที่สำคัญ ๆ ชนิดนี้ เพราะว่า นี้เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา และพวกเราก็จะได้ เข้าใจสิ่งที่เรียกว่าหัวใจของพุทธศาสนามากขึ้น เราก็จะ สามารถเข้าถึงพุทธศาสนาได้เอง และสอนผู้อื่นได้ด้วย และเราก็จะได้ประโยชน์ในการที่มาบวชในธรรมวินัย ของพระ ผู้มีพระภาคเจ้าได้แท้จริง ที่จักสำเร็จอยู่ที่เรื่องคำ ๆ เดียวว่า “ความไม่ยึดมั่นถือมั่น" จะต้องนำไปใช้ตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงสูงสุด ไม่ว่าระดับใด ก็ต้องมีหลักเกณฑ์ เรื่องความไม่ยึด มั่นถือมั่นนี้ทั้งหมด เพราะว่าความยึดมั่นถือมั่นนั้น มันเป็น เองแล้ว มีอยู่เองแล้ว เกิดได้เอง เจริญได้เอง งอกงาม เจริญได้เองแล้ว ไม่ต้องไปเพิ่มให้มันอีก แต่เรามีหน้าที่รู้ และควบคุมมัน หรือแก้ไขมัน ชำระชะล้างมัน อย่าเข้าใจผิดว่า ถ้าไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว คนเราจะ ไม่ทำอะไร ต้องเข้าใจให้ถูก ว่าเราต้องทำด้วยจิตที่มีความ
น.23 ๒๐ เฉลียวฉลาด ไม่ยึดมั่นถือมั่น ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น นั้น เรียกว่าทำด้วยกิเลส ถ้าทำด้วยความไม่ยึดมั่นถือ มั่นนี้ เรียกว่าทำด้วยปัญญา ลองคิดดูเถิด ว่าทำด้วยกิเลสกับทำด้วยปัญญา อันไหนจะดีกว่ากัน จะเห็นได้ทีเดียวว่า ทำด้วยสติปัญญา นั้นดีกว่า เมื่อใดมีความยึดมั่นถือมั่น เมื่อนั้นมืด เป็นความ มืดอย่างแท้จริงเลย เป็น ความมืดสีขาว ด้วยซ้ำไป. อัน ความมืดสีขาวนี้ เข้าใจยาก ไปคิดเอาเองก็แล้วกัน ว่า ความมืดสีขาวนั้น เข้าใจยากอย่างไร เมื่อมืดมันก็ต้องทำไปตามประสามืด ๆ คือผิด คือ เป็นทุกข์ เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเสมอไป เราจึงต้องทำด้วย จิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น ว่างจากความรู้สึกมั่นหมาย ว่าตัวกู มั่นหมายว่า ของกู ต้องวางเสีย. พอสิ่งนี้ออกไป ปัญญามีทันที ตามธรรมชาติของจิต แล้วก็รู้อะไรต่ออะไร ว่าเป็นอย่างไร ในที่นี้ ขอถือโอกาสสรุปให้เข้าใจกันความฟั่นเฟือน เสียด้วยว่า ความว่าง - ความว่างนี้ มี ๒ อย่าง : ความ ว่างอย่างแบบที่หนึ่ง คือความว่างอย่างอันธพาล อย่าง
Buddhadasa