Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอนที่ ๑๑ — ๑๑. ธรรมะ เป็นสิ่งที่หายไปจากระบบการศึกษา

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.384 ๑๖๒ การของชีวิต. ขอให้สนใจ ให้รู้จักความถูกต้อง ดังที่กล่าวนี้ ก็จะพบตัวแท้ของสิ่งที่เรียกว่า "พระศาสนา". ตัวแท้ของพระศาสนามิได้อยู่ภายนอกของบุคคล. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสว่า โลกก็ดี เหตุให้เกิดโลกก็ดี ความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ทางถึงความดับสนิทแห่งโลกก็ดี ตถาคตบัญญัติว่ามีอยู่ ดูได้ในร่างกายยาววาหนึ่งที่ยังเป็น ๆ" มันต้องเป็นชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ มีความเป็นไปเปลี่ยนแปลงได้เพราะการปฏิบัติธรรม, ในตัวความเปลี่ยนแปลงนั้นต้องมีความถูกต้อง. เมื่อพบ ตัวความถูกต้อง นั้นแล้วจะพบ ตัวแท้ของพระศาสนา มิได้อยู่ที่ศาสนวัตถุ, มิได้อยู่ที่ศาสนพิธี, มิได้อยู่ที่ศาสนบุคคล, และมิได้อยู่ที่แม้แก่ศาสนธรรม ที่เป็นเพียงหลักวิชาหรือระบบการปฏิบัติที่กำลังปฏิบัติอยู่ ; แต่ยังมิได้รับผลของการปฏิบัติ ; ตัวการปฏิบัติ ถ้ายังไม่ได้รับผลของการปฏิบัติ ก็ยังไม่ถึงตัวแท้หรือหัวใจของพระ-ศาสนา ซึ่งหมายถึง แก่นของพระศาสนา ; อย่างที่สมเด็จพระบรมศาสดาท่านก็เคยตรัสเรียก ซึ่งเราก็จะได้ดูกันต่อไป.

น.385 ๑๖๓ ทีนี้จะขอร้องให้ตั้งข้อสังเกต มีวิธีการที่จะสังเกตว่า เมื่อไรเรามีตัวแท้แห่งพระศาสนา ? หรือว่า เราจะประเมินผลกันได้อย่างไร ? เรื่องทางจิตใจนี้มันประเมินผลได้โดยวิธีอื่น ; ไม่ใช่ประเมินผลอย่างเดียวกับเรื่องทางวัตถุ. แต่ก็มีทางที่จะประเมินผลได้ โดยบุคคลนั้นเองเป็นผู้ประเมิน เพราะ ประเมินจากความรู้สึกที่อยู่ในภายใน ; ผลที่จะประเมินได้เพื่อเป็นที่สังเกตเมื่อมีตัวแท้แห่งพระศาสนานั้น. อาตมาอยากจะจำกัดความให้สั้นที่สุด ให้ง่ายที่สุด สำหรับผู้ที่สนใจจะศึกษา :– ทางที่หนึ่ง คือ จิตเป็นอิสระ นี่ผลที่จะสังเกตกันก่อนสิ่งอื่นทั้งหมดก็คือจิตเป็นอิสระ, และ ถัดมา ก็คือ เกิดความรักผู้อื่น. สำหรับจิตเป็นอิสระนั้น, เดี๋ยวนี้ จิตเป็นอิสระจากกิเลส คือไม่มีกิเลส, กิเลสทำอะไรไม่ได้, ปราศจากความทุกข์, ไม่มีความทุกข์อันเกิดจากกิเลส, หรือแม้ความทุกข์ที่มีอยู่ตามธรรมดาสามัญ แม้จะเกิดอยู่ตามธรรมชาติก็ไม่ทำให้จิตใจนี้เป็นทุกข์ได้ แม้แต่การเป็นอยู่ประจำวันก็ไม่มีนิวรณ์รบกวนจิตใจ. นี้เรียกว่าเป็นอิสระ, เป็นอิสระ

น.386 ๑๖๔ จากสิ่งที่กีดกันจิตไม่ให้มีสันติสุขหรือความสุข ไม่ให้จิตตกเป็นทาสของวัตถุปัจจัยใด ๆ ไม่หลงใหลในสิ่งใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของส่วนเกิน ที่มนุษย์เป็นทาสกันอยู่ในบัดนี้ กินเกิน แต่งเนื้อแต่งตัวเกิน บำรุงบำเรอเกิน อะไรก็ล้วนแต่เกิน. เดี๋ยวนี้ จิตเป็นอิสระจากสิ่งที่เรียกว่า "ส่วนเกิน". อีกทางหนึ่ง เรียกว่า "ความรักผู้อื่น" บางคนจะฉงนว่าทำไมความรักผู้อื่นนี้มันยากเย็นอะไรหนักหนา จึงต้องเอามาเป็นหัวใจของศาสนา, และเอามาไว้หลังจากที่จิตเป็นอิสระแล้ว ? อาตมาอยากจะขอร้องให้ท่านทั้งหลายทุกท่านพิจารณาดู ว่า ความรักผู้อื่น นี่มันยากหรือง่ายสักเท่าไร ? อาตมาอยากจะพูดว่า ความรักผู้อื่น นั้น กำลังหาไม่ได้ในโลกนี้ยิ่งขึ้นทุกที. "รักผู้อื่น" ในที่นี้หมายถึงรักผู้อื่นจริง ๆ ไม่ใช่รักลูก รักเมีย รักผัว รักเพื่อนที่มีประโยชน์ร่วมกัน ผูกพันกัน ; อย่างนี้มันไม่ใช่ผู้อื่น มันเป็นตัวเองอีกส่วนหนึ่ง อย่าไปเรียกว่าผู้อื่น. ถ้า รักผู้อื่นมันหมายความว่า รักผู้อื่นจริงๆ : รักเพื่อนบ้านจริง ๆ ที่ไม่ใช่ลูกไม่ใช่เมีย ไม่ใช่เพื่อน

น.387 ๑๖๕ กินเหล้าเมายา ไม่ใช่เพื่อนกอบโกย ไม่ใช่เพื่อนสมคบกันหาประโยชน์เป็นพรรคเป็นพวกอย่างนี้. พวกเหล่านี้มันรวมอยู่ในตัวเอง เป็นส่วนของตัวเองที่จะหาประโยชน์ให้แก่ตัวเอง. ถ้า รักผู้อื่น มันต้อง หมายถึงผู้อื่นจริง ๆ. ขอให้พิจารณาดูว่าใครบ้างกำลังรักผู้อื่น. มันต้องมีจิตใจที่เป็นอิสระ หลุดพ้นจากความเห็นแก่ตัวแล้วเท่านั้นจึงจะรักผู้อื่นได้ ; มิฉะนั้นแล้ว มันก็ยากที่จะรักผู้อื่น. เราจะกล่าวได้ว่า ความรักผู้อื่นในโลกนี้ เดี๋ยวนี้จะหาทำยาหยอดตาก็ไม่ได้. อย่าว่าแต่จะหามาดูเล่นมาก ๆ เลย, หรือหามาดูให้ชื่นอกชื่นใจเลย หาทำยาหยอดตาก็แทบจะไม่ได้. ทุกคนไป สำนึกดูถึงความรู้สึกของตัวเอง เรายังรักผู้อื่นไม่ได้ : เรากลัวเขาจะสวยกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เรากลัวเขาจะแต่งตัวสวยกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เขาจะมีอะไรดีกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เขาจะมีเครื่องเพชรเครื่องพลอยเท่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เขาจะมีรถยนต์หรือบ้านดี สวย แพงกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เขาจะมีเกียรติยศมากกว่าเรา เราก็ไม่รักเขา, เขาเป็นคู่แข่งขัน คู่ช่วงชิง

น.388 ๑๖๖ คู่อิจฉาริษยา ในการงาน ในชีวิตประจำวัน ในการเป็นอยู่ เราก็ไม่รักเขา. นี่ตัวอย่างง่าย ๆ ตัวอย่างต่ำ ๆ ที่เด็กก็พอเข้าใจได้, และผู้ใหญ่ก็พอจะรู้สึกเพราะว่าเคยเป็นเด็กมาแล้ว. เมื่อเราอยากที่จะรักผู้อื่น เปิดจิตใจของตัวเองดู ค้นหาให้พบความรักผู้อื่น. รักลูก รักเมีย รักผัว นี่ยกเว้น ; นี่ไม่ใช่ผู้อื่น. ต้องเป็นผู้อื่นจริง ๆ มันจะมีได้แต่พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้ว, หรือจอมพระอรหันต์คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรักผู้อื่นได้จริง ๆ. ถ้ายังมีกิเลสที่เป็นเหตุให้เห็นแก่ตัวอยู่แล้ว มันก็ครอบงำจิตใจของคนนั้นไม่ให้ลอดไปรักผู้อื่นได้. ต้องทำลายความเห็นแก่ตัวได้แล้วเท่านั้น จึงจะรักผู้อื่นได้. นี่ขอให้สังเกตให้ดี ๆ ตามหลักพระศาสนาว่า ถ้ายังมี “ อหังการ มมังการ มานานุสัย" แล้ว ไม่มีทางที่จะรักผู้อื่นได้. สิ่งนั้น คือความเคยชินแห่งความยึดถือมั่นหมายว่าเรา ว่าของเรา. ปุถุชนทุกคนมีความเคยชินแห่งความมั่นหมายว่ากู ว่าของกู อยู่เป็นนิสัย ; นี่คือสิ่งที่ทำให้รักผู้อื่นไม่ได้. มัน ต้องหมดอหังการ มมังการ

น.389 ๑๖๗ มานานุสัย แล้ว จึงจะรักผู้อื่นได้; จึงมีแต่พระอรหันต์ เท่านั้น ; เว้นเสียแต่ว่าเขาจะมีจิตเป็นอิสระ หลังจากที่ ได้เข้าถึงตัวแท้แห่งพระศาสนาแล้วอย่างที่กล่าวมาหยก ๆ ว่ามีความถูกต้องอยู่ในความเปลี่ยนแปลงแห่งชีวิต ของผู้ ประพฤติปฏิบัติธรรมะ ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติถึงที่สุด ถึงตัวแท้ของพระศาสนา กล่าวคือจิตเป็นอิสระ จิตเป็น อิสระก็รักผู้อื่นได้. ศาสนาทั้งหลายสอนเรื่องความรักผู้อื่น ; ศาสนา ที่ไม่สอนเรื่องความรักผู้อื่นไม่ใช่ศาสนา. ศาสนาคริสเตียน ดูจะเน้นมากที่สุดเท่าที่ปรากฏอยู่ ศาสนาพุทธก็เน้น ความรักผู้อื่น ในอุดม คติของพระโพธิสัตว์, หรือให้ถือหลัก ว่า "สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย กันทั้งหมดทั้งสิ้น" นี่แหละจะต้องรักผู้อื่น ; ไม่รักผู้อื่น แต่ปากพูดว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" นี้คือคนโกหกเป็นพุทธบริษัท ที่โกหก, ปากว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" ; แต่ไม่รักผู้อื่น.

น.390 ๑๖๘ ขอให้สนใจดูให้ดีเป็นพิเศษว่า ความรักผู้อื่นนั้น เป็นหัวใจของทุกศาสนา. ถ้ามีความรักผู้อื่นแล้ว เราฆ่าเขาไม่ได้, ถ้าเรา มีความรักผู้อื่นแล้ว เรา ลักขโมยของเขาไม่ได้, เรารัก ผู้อื่นแล้วเรา ล่วงกาเม ฯ ในของรักของ ใคร่ของผู้อื่นไม่ ได้ , เรารักผู้อื่นแล้วเรา พูดโกหกพูดเท็จหลอกลวงไม่ได้, เรารักผู้อื่นแล้วเราก็จะ ไม่ทำตนให้เป็นคนมึนเมาด้วย ของเมา ซึ่งมันกระทบกระทั่งผู้อื่น. เรารักผู้อื่นแล้วเราก็ไม่กินเกิน, เราจะได้มีอะไร เหลือไว้ช่วยสงเคราะห์ผู้อื่น ทำให้โลกนี้อยู่กันเป็นผาสุก. นี่คือประโยชน์ของการรักผู้อื่น; ถือศีลเพียงข้อเดียวว่า "รักผู้อื่น" แล้วศีลทุกข้อก็จะสมบูรณ์, จะเป็นการถือ ศาสนาทีเดียวทุกศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม อะไรก็ตาม. ทุกศาสนามีเน้นเรื่องรักผู้อื่น. การถือศีล "รักผู้อื่น" ข้อ เดียวเป็นการถือศีลในทุกศาสนา เป็นศาสนิกที่ดีของ ทุกศาสนาพร้อมกันไปในตัว. ความรักผู้อื่นเพราะ จิตเป็นอิสระ นี้คือผลแห่ง การมีตัวแท้แห่งพระศาสนา. ขอให้ดูให้เห็นว่าเรามีหรือ

น.391 ๑๖๙ ไม่ ? "ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวแท้แห่งศาสนา" คือ ความถูกต้องตามหลักของพระธรรม ที่มีอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตจิตใจ ที่กำลังประพฤติปฏิบัติธรรมะใน ศาสนานั้น ๆ อยู่. ไปหาดูที่อื่นไม่ได้ ; ต้องหาดูที่ตัวชีวิตจิตใจของตน ในขณะที่ปฏิบัติธรรมะอยู่อย่างถูกต้อง ; แล้วก็มีความถูกต้องอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลง, เปลี่ยนแปลงจากปุถุชนคนโง่คนพาล มาเป็นอริยชน มาเป็นสัตบุรุษ กระทั่งถึงขั้นสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา, คือความเป็นพระอรหันต์. ส่วนเรื่องศาสนวัตถุ ศาสนพิธี ศาสนบุคคล นั่นไม่ใช่ตัวแท้แห่งพระศาสนา ; เป็นเครื่องรองรับเหมือนกับว่าต้นไม้ ; ส่วนสำคัญที่ประเสริฐที่สุดก็คือแก่น. พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ว่า พระศาสนานี้มีวิมุตติเป็นแก่น นอกนั้นเป็นเพียงของรอบนอก เป็นขุยแห้ง ๆ อยู่ที่เปลือก, หรือว่าเป็นเปลือกชั้นนอกสุด, แล้วก็เป็นเปลือกชั้นใน, แล้วก็ถึงกระพี้ แล้วจึงจะถึงแก่นแห่งไม้นั้น. ศาสนวัตถุ ศาสนพิธี ศาสนบุคคล ศาสนะอะไรก็ตาม นี่เป็นเพียงขุยแห้ง ๆ ที่เปลือกนอก, เป็นเปลือกชั้นนอก เป็นเปลือกชั้นใน แล้วก็เป็นกระพี้ กว่าจะถึงแก่น คือวิมุตติ คือความ

น.392 ๑๗๐ ถูกต้องของจิตใจจนจิตเป็นอิสระ ปรากฏออกมาเป็นบุคคลที่รักผู้อื่นได้ ; แก่นคือวิมุตติ. นี่กล่าวตามพระพุทธภาษิตในพระบาลี. เมื่อใดจิตวิมุตติหลุดเป็นอิสระออกมาได้จากความมีตัวกู – ของกู เมื่อนั้นแหละคือแก่นแท้ของพระศาสนา, เป็นตัวแท้ของพระศาสนา, เป็นตัวธรรมะในฐานะเป็นตัวแท้ของพระศาสนา, เน้นลงไปที่ตัวความถูกต้อง ที่มีอยู่ในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์เรา. ที่ปฏิบัติธรรมะถูกต้องแล้ว เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิต, และเป็นไปได้ตามขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการ, จึงเป็นเรื่องที่ยืดยาว มีความเปลี่ยนแปลงกว่าจะถึงที่สุด. แต่ว่าในกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องมีความถูกต้องของการประพฤติปฏิบัติจนเกิดผลขึ้นมา. ขอให้มีตัวแท้ของพระศาสนาที่นี่, มีหัวใจ มีแกนกลางของพระศาสนา ปรากฏอยู่ในความรู้สึกของเราจงทุก ๆ คนเถิด, ก็จะไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบพระพุทธศาสนา. เวลาของปาฐกถาธรรมสิ้นสุดลงแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.

น.393 ออกอากาศครั้งที่ ๑๑ วันอาทิตย์ที่ ๒๐ พ.ค. ๒๒ เวลา ๘.๐๐ - ๘.๓๐ น. ธรรมะในฐานะเป็นสิ่งที่หายไป จากระบบการศึกษา. ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ธรรมะในฐานะสิ่งที่หายไป จากระบบการศึกษา. ธรรมะในแง่ต่าง ๆ กัน อาตมาก็ได้บรรยายมาแล้ว แต่ละครั้ง ๆ , ส่วนวันนี้ จะชี้ให้เห็นธรรมะ ในแง่หนึ่ง คือ ในฐานะ หรือในลักษณะ เป็นสิ่งที่หายไปจากระบบการศึกษาของโลก . พูดตรงๆ ก็คือว่า ระบบ การศึกษาของโลกเดี๋ยวนี้ ไม่ประกอบไปด้วยธรรมะ ปัญหา อะไรเกิดขึ้น ? เพราะเหตุนี้ เราจะได้พิจารณากันต่อไป. ๑๗๑

น.394 ๑๗๒ ในข้อแรก ธรรมะเมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วว่าได้แก่ อะไร ? แต่ โบราณกาลมา ท่านได้สรุปว่า ธรรมะคือ สิ่งที่ ทำความแตกต่างระหว่างมนุษย์ กับสัตว์เดรัจฉาน. โดยมี บทที่ถือเป็นหลักกันว่า การกินอาหาร การนอน การ หนีภัย การประกอบเมถุนธรรม เหล่านี้มีได้เหมือนกันใน ระหว่างคนกับสัตว์ ; แต่ว่าธรรมะเท่านั้น ทำความแตกต่าง ระหว่างคนกับสัตว์, ธรรมะไม่มีแล้ว คนกับสัตว์ก็เหมือน กัน. นี่คือ ใจความสำคัญ ที่จะต้องมองกันในข้อแรก ว่า ธรรมะคือสิ่งที่ทำความแตกต่าง ระหว่างมนุษย์กับ- สัตว์เดรัจฉาน. มนุษย์จะต้องมีธรรมะ จึงจะมีความ แตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน. ที่ว่า มีธรรมะ, มีธรรมะนั้น มีได้อย่างไร ? มีได้โดยรู้ธรรมะ ปฏิบัติธรรมะ และรับ ผลของการ ปฏิบัติธรรมะ. ทั้ง ๔ ความหมายของคำว่า ธรรมะ อาตมาได้ย้ำอยู่บ่อย ๆ ในเรื่องธรรมะ ๔ ความหมาย : ธรรมะ คือตัวธรรมชาติ, ธรรมะคือตัวกฎของธรรมชาติ, ธรรมะ คือหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือการได้รับผล จากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ๆ, รวมเป็น

น.395 ๑๗๓ ๔ ความหมายด้วยกัน. เราจะต้องรู้ ธรรมะเหล่านี้ ปฏิบัติ ตาม กฎเกณฑ์แห่งธรรมะเหล่านี้ แล้วก็ ได้รับผลของการ ปฏิบัติอยู่ จึงจะเรียกว่ามีธรรมะ ; มีธรรมะนี้ ก็ต้องมี การปฏิบัติ เป็นส่วนสำคัญ ; ไม่ใช่ว่ามีแต่ความรู้แล้ว ก็จะพอ. ระบบธรรมะ นั่นแหละ จัดเป็นศาสนาหนึ่ง ๆ ใน โลกนี้ ; รวมความแล้ว ก็คือ การปฏิบัติธรรมะให้ถูกต้อง ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของมนุษย์. เมื่ออยู่ใน วัยเด็ก วัยหนุ่ม วัยสาว คนแก่ คนเฒ่า ก็ต้องมีการปฏิบัติ ธรรมะให้ถูกต้อง ทุกขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของตน ๆ. ทีนี้ก็มาดูถึง การศึกษา ระบบการศึกษาของโลก ในปัจจุบันนี้ ขาดธรรมะไป. นี้อาตมาย่อมยืนยันอยู่ ในตัวว่า การศึกษา, ระบบการศึกษาของโลกในกาลก่อน นั้น มีการศึกษาธรรมะรวมอยู่ด้วย มันจึงครบถ้วน. การ ศึกษาเรามีเป็นสามระบบ หรือสามตอน : การศึกษาเพื่อให้รู้ หนังสือ มีสติปัญญา นี้อย่างหนึ่ง การศึกษาเพื่อประกอบ อาชีพ ได้แก่เทคโนโลยี่ทั้งหลาย นี้ก็ประการหนึ่ง, ประการ

น.396 ๑๗๔ สุดท้ายก็คือ การศึกษาธรรมะ สำหรับความเป็นมนุษย์อย่าง ถูกต้อง นี้ก็อีกระบบหนึ่ง เป็นระบบที่สาม. สรุปสั้น ๆ อีกทีหนึ่งว่า เรียนหนังสือ แล้วก็ รู้ อาชีพ แล้วก็ รู้ธรรมะ สำหรับความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง เมื่อศึกษากันครบทั้งสามระบบแล้ว ก็มีผล เป็นมนุษย์ ที่ เต็มตามความหมาย ของคำว่า "เป็นมนุษย์” คือสัตว์ที่ไม่มี อันตราย, สัตว์ที่ปราศจากอันตราย; เป็นสุภาพบุรุษก็ ปราศจากอันตราย, เป็นสัตบุรุษก็ปราศจากอันตราย, เป็น อริยชนก็ปราศจากอันตราย. การจะเป็นอย่างนี้ได้ ก็ต้อง มีธรรมะ ต้องมีการศึกษาธรรมะมาแล้ว. การศึกษาเพียงให้รู้หนังสือ หรือเพียงรู้อาชีพนั้น มันไม่ทำให้มีความเป็นมนุษย์ชนิดนี้. ไม่มีความเป็น สุภาพบุรุษ หรือสัตบุรุษ หรืออริยชนได้ เพราะเพียง แต่รู้หนังสือ และรู้อาชีพ ; จะต้องรู้ส่วนที่เป็นธรรมะ ให้มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องด้วย. ทีนี้ ลองสังเกตกันดูสักหน่อยจะพบว่า แต่ก่อน โน้นพวกพระจัดการศึกษา การศึกษาอยู่ในมือของพระ การศึกษาจึง มีธรรมะหรือศาสนา รวมอยู่ในระบบการศึกษา :

น.397 ๑๗๕ พระในศาสนาไหนจัดการศึกษา ก็จะมีธรรมะแห่งศาสนา นั้น รวมอยู่ในระบบการศึกษา ของประเทศนั้น ๆ แล้วแต่ ว่าจะมีการถือศาสนาอะไร. ทีนี้ต่อมา พวกฆราวาสแย่งเอาการศึกษาไปจัด พระไม่ต้องจัด พวกฆราวาสเขาจัด เป็นมาเรื่อย ๆ มา ก็ มาถึงยุคหนึ่ง ซึ่ง พวกฆราวาส เหล่านั้น เห็นว่า ธรรมะหรือ ศาสนา ไม่จำเป็นแก่การเมือง เป็นต้น เพราะมองเห็นเรื่อง ทางเศรษฐกิจเป็นใหญ่. ครั้นมาถึง ยุคที่มีความก้าวหน้ามากทางวัตถุ ประ- ดิษฐ์วัตถุขึ้นมา สำหรับบำรุงบำเรอความสุขของมนุษย์ อย่างเต็มที่ มนุษย์ก็มาตกปลักแห่งความสุข สนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางวัตถุ จิตใจก็น้อมไป ในทางเกลียดธรรมะ หรือศาสนายิ่งขึ้น ก็ค่อย ๆ ขจัดการศึกษา ส่วนที่เป็นธรรมะ หรือศาสนาออกไป ๆ, มันจึงเหลืออยู่แต่การศึกษา ที่เป็น การเรียนหนังสือ และการเรียนวิชาอาชีพ; มันหายไป เสียส่วนหนึ่งทีเดียว ในสามส่วนนั้น. การศึกษาที่ขาดธรรมะ อันเป็นส่วนที่ ๓ อย่างนี้ อาตมา ขอเรียกชื่อว่า "ระบบการศึกษาหมาหางด้วน" . ขอ

น.398 ๑๗๖ อภัยถ้ามันหยาบคายไป ก็จะพูดว่า การศึกษาระบบสุนัขหาง ขาด ; แต่ถ้าพูดกันตรงๆ ก็ว่า ระบบการศึกษาหมาหาง ด้วน, มันไม่มีหาง. ลองจับสุนัขตัวหนึ่งมาตัดหาง แล้ว ปล่อยให้มันวิ่งมันจะวิ่งเปะปะ ๆ ไม่เหมือนเดิม. นี่โทษ ที่มันไม่มีหางมันเป็นอย่างน. ทีนี้ ร ะบบการศึกษาในโลก มันจะกลายเป็นหมา หางด้วนได้อย่างไร ? ก็ขอพูดถึงนิทานเรื่องหมาหางด้วน กัน สักนิดหนึ่งเถอะ ท่านที่มีอายุสูงปูน ๕๐-๖๐ ปี เคย เรียนหนังสือในโรงเรียนสมัยโน้น ก็คงจะเคยอ่านหนังสือ นิทานอิสป เรื่องหมาหางด้วน. เรื่องมันมีที่จะต้องขอเล่าซ้ำ สำหรับท่านที่ไม่เคย ได้ยินว่า สุนัขตัวหนึ่ง มันไปติดกับ หางขาดกลายเป็นหมา หางด้วน แล้วมันก็หาทางออก โดยเที่ยวบอกหมาด้วยกันว่า หางด้วนดีกว่า, ชักชวนให้ตัดหาง มีหมาหลายตัวเห็นด้วย แล้วก็ยอมตัดหาง เป็นหมาหางด้วนกันขึ้นมา เต็มไปหมด, จนกว่าจะไปพบสุนัขอีกตัวหนึ่ง บอกว่าไม่เห็นด้วย เป็น เรื่องหลอกลวง นี่แหละนิทานเรื่องหมาหางด้วน

น.399 ๑๗๗ เดี๋ยวนี้ การศึกษาเป็นหมาหางด้วนอย่างไร ? คือ ประเทศใหญ่ ๆ ที่มีอำนาจ จัดการศึกษา ครั้นมาถึงยุคที่ วัตถุนิยมมันเจริญ, วัตถุนิยมมีอำนาจมาก. อาตมาใช้คำว่า “วัตถุนิยม" สมัยนี้ หมายถึง ความก้าวหน้าทางวัตถุ ที่มาดึงเอาจิตใจของคน ไปหลงใหลในทางวัตถุเสียหมด. นี่เหมือนกับ กับที่คมงับเอาหางหมาด้วนไป . ... ชาติ ที่จัดการศึกษา ที่พ่ายแพ้แก่อำนาจของวัตถุ เขี่ยธรรมะหรือ ศาสนาออกไปจากระบบการศึกษา. นี่เราเรียกว่า "กับ" คือวัตถุนิยม งับเอาหางหมาตัวนั้นขาดไปแล้ว เป็นหมา หางด้วน. ชาติที่จัดการศึกษาอย่างหมาหางด้วน ก็ชักชวน ชาติอื่น ๆ ให้จัดการศึกษาอย่างหมาหางด้วน ; ชาติอื่น ๆ ก็พลอย หลงใหล ในอำนาจของวัตถุนิยม เขี่ยธรรมะ หรือศาสนาออกไป จากระบบการศึกษา เป็นการจัดการ ศึกษาอย่างหมาหางด้วน มากยิ่งขึ้นทุกที. ประเทศเล็ก ๆ ทนไม่ไหว ก็เอาอย่างตามอย่าง จนถึงกับว่า การศึกษาทั้ง โลกมันกลายเป็น ระบบการศึกษาหมาหางด้วนไปทั้งนั้น คือไม่เอาธรรมะหรือศาสนา มาฝากไว้กับระบบการศึกษา อีกต่อไป.

น.400 ๑๗๘ นี่แหละเมื่อ การศึกษาไม่มีระบบธรรมะ หรือ ศาสนาแล้ว จะเป็นอย่างไร ? รู้จักกันแต่เรื่องหนังสือ หนังหา สำหรับทำให้ฉลาด, แล้วก็รู้จักอาชีพสุดเหวี่ยง ยิ่งประดิษฐ์ได้มาก ยิ่งทำให้เกิดผลกำไรได้มาก ก็ยิ่งหลง ในรสอร่อยทางวัตถุมาก ; โลกก็เกิดวิกฤตการณ์ คือว่า เรียนจบแล้วไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ , เรียนจบแล้ว มีปริญญายาวเป็นหาง แต่ก็ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ, ไม่มี บุรุษที่ไว้ใจได้ ไม่มีบุรุษที่ปราศจากอันตราย คือไม่มี ศีลธรรม, มีความเสื่อมเสียศีลธรรม , เป็นโลกที่ไม่มี ศีลธรรม. ฉะนั้น เราจึงประสบวิกฤตการณ์ มีอาชญา- กรรมเต็มไปในทุกหัวระแหง :- ภายในประเทศก็มี อาชญากรรม ระหว่างประเทศก็มีอาชญากรรม คือสงคราม แล้วก็มีโทษที่เป็นผลพลอยได้จากสงคราม ให้มันเกิดระส่ำ ระสายทั่วกันไปหมด. นี่แหละคือ ความเลวร้าย ที่เกิดมาจากระบบการ ศึกษา ที่เป็นเหมือนหมาหางด้วน, ระบบการศึกษาที่มีแต่ ความรู้ทางหนังสือ และรู้แต่อาชีพ ไม่มีธรรมะสำหรับให้ มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง.

น.401 ๑๗๙ ทีนี้ก็มีปัญหาเหลืออยู่ในเวลานี้ว่า เรามาช่วยกัน ต่อหางหมากันเถอะ ให้มีธรรมะและศาสนาอยู่ในระบบการ ศึกษา, จะเรียกว่าต่อหางหมาก็ได้ จะเรียกว่าปลูกหางหมา กันใหม่ก็ได้ ปลูกหางหมากันใหม่นี้ดูจะปลอดภัยกว่า. ต่อหางหมานี่ ถ้าไปคว้าเอาหางลิงมาต่อเข้ากับหมาละก็ คง จะร้ายไปกว่าเดิม. นี่มาตั้งหน้า ปลูกหางหมา ค่อย ๆ ปลูกให้มันงอก ยาวออกมา เป็นสุนัขที่มีหาง คือระบบการศึกษา ที่มีธรรมะ และศาสนาอยู่ เป็นส่วนที่สาม : เรามีการศึกษาหนังสือ ให้ฉลาด, เรามีการ เรียนอาชีพโดยเทคโนโลยีทั้งหลาย ทั้งปวง, แล้วเราก็มีธรรมะหรือศาสนา ให้มีความเป็น มนุษย์ที่ถูกต้อง. โปรดจำคำว่า "มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง" ตรง ตามความหมายของคำว่า มนุษย์ ทีนี้ก็มาดูกัน ที่ ตัวธรรมะ หรือ ตัวศาสนา ที่จะ เอามาใส่เข้ากับระบบของการศึกษา ให้เป็นระบบการศึกษา ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ต่อไปตามเดิม. ขอให้สังเกตกัน ให้ละเอียดลออ จนพบความจริงอย่างยิ่งข้อหนึ่ง ว่า ทุกๆ

น.402 ๑๘๐ ศาสนามีหัวใจแห่งคำสอนคือ “รักผู้อื่น" สามพยางค์ เท่านั้น, รัก - ผู้ - อื่น มีอยู่สามพยางค์เท่านั้น เป็นหนึ่ง ประโยค. นี่แหละคือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่าศาสนา หรือ พระธรรมของทุก ๆ ศาสนา ที่เรียกได้ว่า เป็นศาสนา ; เพราะว่า ปัญหามันได้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์ เนื่องด้วยมนุษย์ ไม่รักกัน มนุษย์ ฆ่ากัน มนุษย์ ขโมยกัน มนุษย์ ล่วงละเมิด ของรักของผู้อื่น มนุษย์ โกหกหลอกลวง มนุษย์ ดื่มสิ่งมัวเมา ของเมา แล้วก็ไปทำความรำคาญให้แก่ผู้อื่น ลำบากแก่ผู้ อื่น; นี่เพราะว่าไม่รักผู้อื่น หลักธรรมะหรือหลักศาสนา จึงแก้ปัญหาด้วยคำว่า "รักผู้อื่น". มองดูก็เห็นได้ง่ายนิดเดียว ถ้ามีความรักผู้อื่น แล้ว ก็จะฆ่าใครที่ไหนได้; มันก็ ไม่มีการฆ่า ไม่มีการ ประทุษร้ายร่างกายและชีวิต. เมื่อรักผู้อื่นแล้ว ก็ ไม่ขโมย ไม่ประทุษร้ายทรัพย์สมบัติของใคร. รักผู้อื่นแล้ว ก็ ไม่ ประทุษร้ายของรักของบุคคลผู้อื่น คือไม่ล่วงศีลข้อกาเมฯ รักผู้อื่นแล้วจะไปโกหกกับใครที่ไหนได้ มันก็ โกหกไม่ ออก. รักกันแล้วก็ ระมัดระวัง ไม่เสียสติสัมปชัญญะ ด้วยดื่มกินเสพของมึนเมา ไปกระทบกระทั่งผู้อื่นด้วยความ มึนเมา.

น.403 ๑๘๑ รักผู้อื่นอย่างเดียว จึงแก้ปัญหาได้หมดทุกอย่าง จึงถือว่า ทุกศาสนานี้แก้ปัญหาของมนุษย์ ด้วยการสอน ให้รักผู้อื่น. โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ศาสนาคริสเตียน นับว่าได้ จัดไว้ดีที่สุด ; อาตมารู้สึกว่าดีที่สุด ในบรรดาศาสนาทั้ง หลาย ที่จัดไว้โดยหลักที่ว่า "รักผู้อื่น" คือให้ถือว่า : สอน ลูกเด็ก ๆ เล็ก ๆ ให้รู้สึกว่า พระเจ้ารักเรา เราต้องรักพระ- เจ้า, เรารักพระเจ้า เราต้องทำตามพระเจ้าสั่ง, พระเจ้า สั่งให้รักผู้อื่น เราจึงต้องรักผู้อื่น เหมือนที่พระเจ้ารักเรา, มันก็สมบูรณ์แล้ว สำหรับการจะรักผู้อื่น. ครั้น รักผู้อื่นแล้วก็ฆ่าเขาไม่ได้ ขโมยเขาไม่ได้ ล่วงกาเม ฯ เขาไม่ได้ โกหกเขาไม่ได้ ไม่ทำตนให้เป็นคน มึนเมา พลอยทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน โดยไม่เจตนา อย่างนี้. นี่ความรักผู้อื่น คือหัวใจของศาสนาทุก ๆ ศาสนา ; แม้ที่สุดศาสนาอิสลาม ที่มีคนชอบพูดว่า ถือดาบ. อาตมา ก็มองเห็นว่า เขาถือดาบเพื่อให้คนรักผู้อื่น แล้วมันจะเป็น อะไรไป. เมื่อได้รักผู้อื่นเสียแล้ว มันก็หมดปัญหา มันก็

น.404 ๑๘๒ ไม่ต้องมีการใช้ดาบ เมื่อยังเห็นแก่ตัวมากเกินไป ไม่รู้จัก เห็นแก่ผู้อื่น ก็ต้องใช้ดาบเป็นธรรมดา ถ้าว่าถือดาบจริง ก็ต้องมีข้อเท็จจริงอย่างนี้. ที่นี้ พุทธศาสนาเราก็สอนข้อที่ว่า สัตว์ทั้งหลาย เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้ง สิ้น; คิดดู. จะไม่รักผู้อื่นอย่างไร มันหัวอกเดียวกัน ปัญหาเดียวกัน ทนทุกข์อย่างเดียวกัน, เพราะฉะนั้น เรา จึงต้องรักกัน. หรือว่า อุดมคติของโพธิสัตว์ในพุทธศาสนา ยอมตายเพื่อความปลอดภัยของผู้อื่นได้ นี่ก็คือความหมาย ของคำว่า "รักผู้อื่น". ถ้าทาง ฝ่ายมหายาน ด้วยแล้ว จะมีถึงกับว่า ว่า ผู้อื่น รออยู่ เหลืออยู่ เป็นคนสุดท้าย ถ้ายังมีคนมีทุกข์ เหลืออยู่สักคนเดียว จะไม่สนใจเรื่องนิพพาน อย่างนี้. เราพิจารณากันให้มากว่า เมื่อรักผู้อื่นแล้ว ปัญหาจะหมดไป เป็นเรื่องทางศีลธรรม พอรักผู้อื่นแล้ว ก็เกิดศาสนาพระศรีอารยเมตไตรยขึ้นมาทันที. ศรีอารย- เมตไตรย : เมตไตรยนั้นแปลว่า เนื่องด้วยความเป็นมิตร, ความเป็นมิตรเมตตานั่นแหละ คือความรักผู้อื่น, เมตเตยย

น.405 ๑๘๓ - เนื่องอยู่กับความรักผู้อื่น, ศรีอารยเมตไตรย คือ ศาสนา ที่เนื่องกันอยู่กับความรักผู้อื่นสุดเหวี่ยง. มันก็จริงอย่างนั้น ถ้าทุกคนในโลกรักผู้อื่น ไม่มีการฆ่า ขโมย ล่วงละเมิด ของรัก โกหกหลอกลวง แล้ว มันก็เป็นศาสนาพระศรี- อารย์ขึ้นมาทันที, คือปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ขึ้นมาทันที, เรื่องทางสังคมก็หมดไป ปัญหาทางสังคมก็หมดไป. แม่ค้าที่รักผู้อื่นแล้ว ก็จะไม่เอาหาบมาเที่ยววางไว้ เกะกะตามทางเท้า ที่ตำรวจต้องไล่จับอยู่เรื่อยไป. นี่ถ้ารัก ผู้อื่นเสีย มันก็ไม่เที่ยวไปวางหาบไว้เกะกะ ตามทางเท้า ให้ผู้อื่นลำบาก. นี้เป็นปัญหาทางศีลธรรม ทางศาสนา แท้ ๆ; แต่คนไปมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจไปเสียหมด จะ กำจัดคนวางของเกะกะตามทางเท้า ด้วยการจัดทางเศรษฐกิจ ไม่ได้มุ่งหมายจะจัดทางศีลธรรม. อาตมารู้สึกว่า ไม่มีทาง ที่จะเป็นไปได้ ; ต้องแก้ปัญหาทางศีลธรรมกันเสียก่อน. เพราะฉะนั้น เราอาจจะสร้างศาสนาพระศรีอารย- เมตไตรยขึ้นมา ด้วยการรักผู้อื่น ก็จะไม่มีปัญหา : พอรัก ผู้อื่นแล้ว นายทุนก็รักชนกรรมาชีพ, ชนกรรมาชีพก็รัก นายทุน, คอมมูนิสต์ก็ตายหมดเอง. นี่แหละคือการทำลาย

น.406 ๑๘๔ คอมมูนิสต์ ฆ่าคอมมูนิสต์ให้ตายหมด ด้วยการทำให้ เกิดการรักผู้อื่น. โลกขาดการรักผู้อื่น คอมมูนิสต์จึงเกิดขึ้นมาใน โลก เพื่อเป็นปฏิกิริยาต่อการที่มนุษย์ไม่รักกัน พอมนุษย์ รักกัน คอมมูนิสต์ก็ตายหมด ไม่มีที่อยู่ที่อาศัยในโลกนี้. นี่แหละประโยชน์อันสูงสุด เพราะฉะนั้นเรามาช่วยกัน ทำให้โลกนี้ถึงจุดหมาย ของความมุ่งหมายแห่งความเป็น มนุษย์ คืออยู่กันเป็นผาสุก โดย เอาหัวใจของศาสนาทุก ศาสนาเพียงสามพยางค์ ว่า รัก - ผู้ - อื่น มาถือเป็น หลักปฏิบัติในโลก; ไม่มีปัญหาทางศีลธรรม ทาง เศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการทหาร อะไรเหลืออยู่อีก เพราะว่า คำว่า "รักผู้อื่น" มันขจัดความเลวร้ายเหล่านี้ ออกไปจนหมดสิ้น. ขอยืนยันว่า คำ สมัยโบราณ โน้น พอพูดว่า ศึกษา - ศึกษา อย่างนี้แล้ว ก็หมายถึง สีลสิกขา, จิตตสิกขา, ปัญญา สิกขา คือ ทำให้เกิดความถูกต้อง ทางกาย ทางวาจา เรียกว่า สีลสิกขา, ทำให้เกิดความถูกต้องทางจิต เรียกว่า จิตตสิกขา , ทำให้เกิดความถูกต้อง ทางความคิดเห็น หรือสติปัญญา

น.407 ๑๘๕ ความรู้ ก็เรียกว่า ปัญญาสิกขา. ถ้ามีสิกขา หรือศึกษา อย่างนี้ ในโลกก็ไม่มีปัญหาอะไร. เดี๋ยวนี้เราสอนกันแต่ศิลปศาสตร์ คือให้รู้หนังสือ และรู้อาชีพ นั้นเขาเรียกว่า ศิลปศาสตร์. ถ้าพูดว่า สิกขา หรือศึกษา แล้วก็เป็นเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา ให้มีความถูก ต้องทางกาย ทางวาจา ทางจิต ทางทิฏฐิความคิดเห็น ; ดังนั้นการศึกษาของสมัยโบราณ จึงไม่เป็นระบบการศึกษา หมาหางด้วน ไม่เหมือนกับระบบการศึกษาในโลก ปัจจุบัน นี้ มีลักษณะเป็นหมาหางด้วน. ลูกเด็ก ๆ ของเรา ไม่ได้รับการศึกษาอบรมทาง ธรรม ทางศาสนา เขาก็ไม่รู้ที่จะกลัวบาป เขาก็ไม่รู้ที่ จะรักบุญ. เขาก็ทำอะไรไปตามอำนาจของกิเลส โลกนี้ ก็เต็มไปด้วยอาชญากรรม ที่ไม่เคยมีมาแต่ก่อน อย่างที่เรา เห็น ๆ กันอยู่ ว่าไม่เคยมีอาชญากรรมเลวร้าย : กลางวัน แสก ๆ แม้ในรถประจำทาง ในกลางถนนหลวง กลางวัน แสก ๆ นี่ ไม่เคยมีอย่างนี้. นี่การศึกษาหมาหางด้วน มันทำให้มีสิ่งซึ่งไม่พึงปรารถนาเหล่านี้ขึ้นมา.

น.408 ๑๘๖ จึงขอวิงวอนว่า พวกเราทุกคน จงมามองเห็นว่า ปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น มันขึ้นอยู่กับปัญหาทางศีลธรรม ; ไม่ใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางการทหาร อะไรนัก. สันติภาพของโลกขึ้นอยู่กับการหมดปัญหา ทางศีลธรรม แม้ที่สุดแต่ว่า แม่ค้าก็จะไม่วางของให้เกะกะ ทางเท้าอีกต่อไป. ขอให้มาร่วมมือกัน ปรับปรุงแก้ไข ให้มีเรื่องของ พระธรรม เรื่องของพระศาสนา มาอยู่ในระบบการศึกษา แล้วศีลธรรมก็จะกลับมาครองโลกนี้ ก็จะทำให้เกิดความรัก ผู้อื่น ปัญหาทางสังคมก็หมดไป ผลวิเศษทางส่วนบุคคลก็ ยังมี คือว่า เมื่อรักผู้อื่นแล้ว ก็จะไม่มีความเห็นแก่ตัว. ครั้นหมดความเห็นแก่ตัวจริง ๆ แล้ว คนก็เป็น พระอรหันต์ เพราะฉะนั้นการเป็นพระอรหันต์ก็ยังคงมีได้ เพราะการรักผู้อื่นเป็นบทเรียน. ทำบทเรียน "รักผู้อื่น" เรื่อย ๆไป ก็หมดความเห็นแก่ตัวเรื่อยไป ๆ จนหมดสิ้น ก็ เป็นพระอรหันต์ เพราะหมดความเห็นแก่ตัว, ไม่อาจจะ เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงอีกต่อไป เพราะว่า ไม่มีความเห็นแก่ตัว.

น.409 ๑๘๗ นี้เรียกว่า "รักผู้อื่น" ประโยคเดียว ๓ พยางค์ จะ เป็นการแก้ปัญหาในโลกนี้ได้หมดสิ้น. ส่วนบุคคลก็ จะเป็นพระอรหันต์ได้, ส่วนสังคมก็จะเป็นอยู่อย่างเป็น ผาสุก, มีแต่ความรัก ไม่มีความแก้แค้นของลัทธิ ที่กำลัง ทำความปั่นป่วนยุ่งยากให้แก่โลกนี้. ขอได้โปรดดูธรรมะ ในฐานะเป็นสิ่งที่ทำมนุษย์ ให้แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน, ธรรมะทำให้อยู่กันเป็น ผาสุก. เมื่อระบบการศึกษาตัดธรรมะออกไป มันก็กลาย เป็นระบบการศึกษาหมาหางด้วน. ของวิงวอน ท่านทั้งหลายทุกคน จงมาช่วยกัน จัดระบบการศึกษา ให้กลับมีธรรมะหรือมีศาสนา, หมด ความเป็นหมาหางด้วน อีกต่อไป. นี่แหละคือ ธรรมะในฐานะสิ่งที่หายไปจากระบบ การศึกษาของโลก. ฉะนั้น ขอให้ระบบการศึกษาของ โลก ได้รับอะไรกลับมาอย่างครบถ้วน ตามความหมายเดิม คือตามความมุ่งหมายของธรรมะและพระศาสนา. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยายครั้งนี้ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต