Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอนที่ ๒ — ๒. ธรรมะ โดยวิธีใดกัน ?

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.240 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดย หัวข้อว่า “ธรรมะโดยวิธีใดกัน?" ซึ่งข้อนี้ต้องขอให้ท่านผู้ฟังย้อน ระลึกนึกถึงคำบรรยายครั้งที่แล้วมา ที่ได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะ ทำไมกัน ?" นั่นเป็นการบอกให้ทราบว่าธรรมะคืออะไร ? และธรรมะ จะมีประโยชน์อย่างไร ? จึงตอบปัญหาได้ว่า "ธรรมะทำไมกัน ?" ส่วนในคราวนี้จะบรรยายในแง่ที่ว่า "ธรรมะโดย วิธีใดกัน ?" ทั้งนี้ย่อมเป็นการแสดงอยู่แล้วว่า ถ้าต้องการ จะมีธรรมะ จะมีผลประโยชน์อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วในการ ๑๘

น.241 ๑๙ บรรยายในครั้งแรกนั้น. วันนี้ก็เป็นการบอกให้ทราบว่า เราจะทำโดยวิธีใด จึงจะได้รับประโยชน์ของธรรมะนั้น ? การบอกว่า "ทำไมกัน" นั้น เป็นการบอกให้ทราบว่ามี ประโยชน์อย่างไร ? ทีนี้ก็มาบอกว่า โดยวิธีใดกัน ? และ จะต้องทำอย่างไรจึงจะได้รับประโยชน์นั้น ๆ. นี่ขอให้ท่านสังเกตสักหน่อยในข้อที่อาตมาใช้คำว่า "กัน" เช่นว่า "ธรรมะโดยวิธีใดกัน ?" ทำไมต้องใช้คำว่า "กัน" ? ข้อนี้ก็เพราะว่าเราต้องช่วยกัน, กระทำร่วมกัน ต้องทำร่วมกัน ทำคนเดียวไม่สำเร็จ จึงต้องใช้คำว่า "โดย วิธีใดกัน ?" คือทุกคนเข้าใจกันดีแล้ว ต้องช่วยกันทำให้ สำเร็จประโยชน์ จึงต้องเติมคำว่า "กัน". ถ้าอาตมาพูดว่า "ธรรมะโดยวิธีใด ?" มันก็จะ เป็นไปในทางที่ว่า ใครทำก็ทำได้, ต่างคนต่างทำก็ได้ แต่ถ้าว่า โดยวิธีใดกัน แล้วก็หมายความว่าต้องช่วยกันทำ ถึงกับว่าช่วยกันทำพร้อมกันทั้งโลก. ถ้าต้องการให้โลก นี้มีสันติสุข หรือมีสันติภาพ ก็ต้องช่วยกันทั้งโลก : เพราะว่าโลกนี้มันประกอบขึ้นด้วยบุคคลคนหนึ่ง ๆ. คน

น.242 ๒๐ หนึ่ง ๆ ทำอย่างไรรวมกันแล้ว โลกนี้มันก็เป็นอย่างนั้น เราจึงเหมือนกับว่าช่วยกันสร้างโลก จึงต้องใช้คำว่า "กัน". ช่วยกันกระทำโดยวิธีใดกัน ? ต้องทำร่วมกัน ต้องได้รับประโยชน์ร่วมกัน ข้อนี้เพื่อให้ตรงตามความ มุ่งหมายแห่งพระพุทธประสงค์ ที่พระองค์ตรัสว่า “การมี ตถาคตอยู่ในโลกนี้ก็ดี, มีธรรมวินัยของตถาคตอยู่ในโลกนี้ ก็ดี, การทำให้ธรรมวินัยยังคงมีอยู่สืบต่อไปในโลกนี้ก็ดี, ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์. ข้อที่ว่า "แก่มหาชน ทั้งเทวดาและมนุษย์" นี้ อยากจะทำความเข้าใจเป็นพิเศษกันสักนิดหนึ่ง : พระ- ศาสนามีประโยชน์ทั้งแก่เทวดาและแก่มนุษย์ พระพุทธเจ้า ท่านก็ทรงยืนยันในข้อนี้, ในที่ทุกแห่งก็ตรัสอย่างนี้ ทั้ง เทวดาและมนุษย์เสมอไป. เดี๋ยวนี้เราอยากจะให้มองกันเป็นพิเศษ, เพื่อ ประโยชน์พิเศษว่า เทวดากับมนุษย์นั้นมันเป็นอย่างไร ? อาตมาอยากจะจำกัดลงไปว่า เทวดาคือพวกคนที่ไม่รู้จักเหงื่อ มนุษย์นั้นเป็นพวกที่รู้จักเหงื่อ ต้องกินเหงื่อ อาบเหงื่อ. พวก

น.243 ๒๑ เทวดาไม่รู้จักเหงื่อ ; เทวดานั้นถ้าเกิดมีเหงื่อแล้วก็ตาย ทันที. ตามในพระคัมภีร์มีอย่างนี้. อย่างในโลกนี้ เวลานี้เราก็จะพบว่า ชนชั้นบาง ชั้นอยู่อย่างไม่รู้จักเหงื่อ, ชนชั้นบางชั้นต้องอาบเหงื่อ กินเหงื่อ, นี้ก็เป็นอุปมาให้หาความหมายที่ว่า ไม่รู้จักเหงื่อ ก็คือไม่ต้องทำงานหนัก, รู้จักเหงื่อคือทำงานหนัก, ไม่ได้ หมายความถึงเหงื่อจริง ๆ โดยตรง. อาตมาหมายความเป็น ความหมายพิเศษว่า คนที่รู้จักเหงื่อก็ดี, คนที่ไม่รู้จักเหงื่อ ก็ดี ยังต้องได้รับประโยชน์จากธรรมะ หรือจากพระศาสนา. อย่าเข้าใจไปว่าธรรมะนี้จะมีแต่สำหรับคนที่ไม่รู้จักเหงื่อ, หรือ ว่าธรรมะนี้จะมี สำหรับแต่คนที่รู้จักเหงื่อ. ธรรมะสิ่งเดียว อย่างเดียว เป็นกลาง ๆ ต้องใช้ ให้สำเร็จประโยชน์ทั้งแก่บุคคลที่รู้จักเหงื่อ และบุคคลที่ ไม่รู้จักเหงื่อ. พูดตรง ๆ ก็หมายความว่า ทั้งคนมั่งมีและ ทั้งคนยากจน จะต้องอิงอาศัยธรรมะอันเดียวกัน ซึ่งเป็น กลาง ๆ : ที่ไม่รู้จักเหงื่อจนเป็นเทวดาก็ต้องอาศัยธรรมะ นี่แหละ, จะอาบเหงื่อต่างน้ำอยู่ก็ต้องอาศัยธรรมะนี่แหละ.

น.244 ๒๒ ธรรมะที่กำลังพูดมาแล้ว อาตมาจำกัดความให้ชัด- เจนแล้วในการบรรยายครั้งแรกโน้นว่า ธรรมะคือระบบ ของการปฏิบัติที่ถูกต้อง และจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุก ขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา ; ทั้งเมื่อจะกล่าว เป็นยุค ๆ ของโลก, หรือจะกล่าวเป็นชั่วชีวิตคนของคน ๆ หนึ่ง, ทั้งในด้านส่วนตัวบุคคลและส่วนรวมที่เป็นสังคม, ทั้งในด้านที่เป็นวัตถุ และด้านจิตด้านวิญญาณ. ธรรมะ ในลักษณะนี้ จำเป็นแก่เทวดาและมนุษย์ พร้อมกันไป ทีเดียว. ธรรมะที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนานั้นเป็น ข้อเดียวกัน ที่ใช้ได้ทั้งแก่เทวดาและมนุษย์, คือจะดับ ความทุกข์ของมนุษย์ที่มีอยู่เหมือน ๆ กัน ทั้งแก่เทวดาและ มนุษย์. ดังนั้นเราจึงต้องใช้ความหมายของคำว่า "กัน" ขึ้นให้เป็นพิเศษสักหน่อย คือว่าร่วมโลกกัน ปัญหาเดียว กัน หัวอกเดียวกัน และธรรมะเดียวกัน จึงจะต้องใช้วิธี เดียวกัน และก็ช่วยกันกระทำ. ทีนี้มาถามว่า "กระทำโดยวิธีใดจึงจะได้รับ ประโยชน์จากธรรมะนั้น" ?

น.245 ๒๓ คำตอบก็มีได้หลายปริยาย. แต่อาตมาอยากจะ กล่าวในลักษณะที่จำได้ง่าย ๆ ลืมยากว่า จะต้องทำให้ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ, จะต้องทำให้ถูกต้องตามคำสั่ง ของพระเจ้า, จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของกรรม. ขอให้ฟังดูให้ดีว่า จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ, ตามคำสั่งของพระเจ้า, ตามกฎของกรรม. ข้อนี้ ต้องเท้าความถึงคำอธิบายสำหรับคำว่า "ธรรม" ใน ๔ ความ หมาย. "ธรรมะ" หรือ "ธรรม" ใน ๔ ความหมาย คือ ตัวธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, และ ตัวผลที่ ได้รับจากการทำหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ นั้นอีกอย่าง หนึ่ง. ธรรมะในความหมายที่สองเรียกว่า "กฎของธรรมชาติ". เราต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ซึ่ง มันมีสัจจธรรมและธรรมสัจจะของมันอยู่ทุกข้อ, ทุกหัวข้อ

น.246 ๒๔ ของธรรมะ คือทุกเรื่องของธรรมะ. ต้องศึกษาให้รู้จัก เรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะต้องทำให้ถูกต้อง. ทีนี้ที่ว่า ทำให้ตรงตามคำสั่งของพระเจ้า นี่ก็ เพราะคนไทยเรา มีพระเจ้าฝังอยู่ในดวงวิญญาณ เอาออกไม่ ได้, มีพระเจ้าพระสงฆ์ หรือพระเป็นเจ้า หรืออะไรก็ตาม ; เราต้องทำให้ตรงตามคำสั่งของพระเจ้า ในพระพุทธ- ศาสนานี้มีพระเจ้า ; ใครว่าในพระพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า คนนั้นยังไม่รู้จักพระพุทธศาสนา. พระเจ้านั้นคือกฎของ ธรรมชาติ นั้นเอง. กฎของ ธรรมชาติมีความหมายเท่ากับคำว่าพระเจ้า ทุกอย่างทุกประการ. กฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้าในฐานะ เป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่ง. ทุกสิ่งออกมาจากกฎของธรรมชาติ ก็เท่ากับกฎของธรรมชาติสร้างสิ่งทุกสิ่งขึ้นมา. พระเจ้าคือ ผู้สร้างโลก, พระเจ้าคือผู้ควบคุมโลก, พระเจ้าคือผู้ทำลาย โลก, นี่ก็คือกฎของธรรมชาติ. พระเจ้ามีอยู่ในที่ทั่วไป, พระเจ้าเป็นใหญ่เหนือทุกสิ่ง, พระเจ้ารู้ทุกสิ่ง, นี่ก็คือ รวมอยู่ในคำว่า"กฎของธรรมชาติ"

น.247 ๒๕ มันมีควบคุมอยู่ในที่ทุกสิ่งทุกหนทุกแห่ง ; อะไร ๆ ต้อง เป็นไปตามกฎของธรรมชาติ ในความหมายเดียวกับคำว่า “พระเจ้า" ; หากแต่ว่าไม่ต้องเป็นตัวบุคคล ไปรู้จักพระเจ้า กันในแง่ของตัวบุคคล ดูมันจะโง่มากเกินไปเสียแล้ว. พระเจ้าไม่ต้องเป็นบุคคล ; พระเจ้าเป็นพระเจ้า ก็แล้วกัน, เป็นอะไรที่ใคร ๆ บรรยายไม่ได้ ว่าเป็นอะไร : ไม่เป็นบุคคล, แล้วก็ไม่ใช่มิใช่บุคคล, แต่เป็นพระเจ้า. ขอ แต่ว่าให้มีอำนาจ ที่จะให้สิ่งทั้งปวงออกมา และควบคุมสิ่ง ทั้งปวงอยู่ ฉะนั้นพระพุทธศาสนาก็มีพระเจ้า แต่ไม่ใช่ อย่างบุคคล ต้องเรียกว่า Impersonal God จึงจะถูกกับ เรื่องกับราว มีกฎของธรรมชาติเป็น Impersonal God. เราต้องทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ. เรา ต้องทำให้ถูกตามคำสั่งของพระเจ้าองค์นี้ ซึ่งเรียกโดย บาลีก็ต้องเรียกว่า "ธรรม" ในความหมายที่สูงสุด ที่ พระ- พุทธเจ้าท่านได้ประกาศว่า "แม้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ เคารพธรรม". แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะได้ค้นพบพระธรรม

น.248 ๒๖ เอามาสั่งสอน ท่านก็ยัง เคารพธรรม ที่ท่านค้นพบ และ นำมาสั่งสอน. นี่เหมือนกับเคารพพระเจ้า. ทีนี้ที่ว่า จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ "อิทัปปัจจยตา" ซึ่งเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนาว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี, เมื่อสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้ย่อมเกิด, เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้ย่อมดับ. นี่เรียกว่ากฎของ "อิทัปปัจจยตา" ซึ่งเป็นกฎวิทยาศาสตร์ ซึ่งยิ่งไปกว่าวิทยา- ศาสตร์ ไม่มีกฎวิทยาศาสตร์ ไหนจะนอกออกไปจากกฎ "อิทัปปัจจยตา" ได้ แล้วก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎของกรรม หรือกฎของ "อิทัปปัจจยตา". รวมความว่า ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติด้วย, ถูกต้องตามคำสั่งของพระเจ้าด้วย, ถูกต้องตามกฎของ กรรมด้วย; นั่นแหละคือวิธีจะทำให้สำเร็จประโยชน์ ให้ ธรรมะเกิดขึ้น และมีผลตรงตามที่ต้องการ ตรงตามคำ นิยามของคำว่า "ธรรม" ที่ขอย้ำแล้วย้ำอีกซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า “ธรรม’ คือระบบปฏิบัติที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับมนุษย์ ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา ทั้งในส่วนตัวบุคคล ก็ดี ทั้งในส่วนรวมเป็นสังคมก็ดี ทั้งในด้านวัตถุก็ดี ทั้งใน

น.249 ๒๗ ด้านจิตด้านวิญญาณก็ดี ไม่มีอะไรผิด มีแต่ความถูกต้อง และก็มีผลตรงตามที่ควรปรารถนา ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็น สันติภาพอันถาวร. เมื่อต้องการผลของธรรมะเป็นสันติภาพอัน ถาวร ก็ต้องมีวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, หรือตามคำสั่งของพระเจ้า, หรือตาม กฎของกรรม คือกฎ "อิทัปปัจจยตา" อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ถูก ต้อง และจำเป็นตามวิวัฒนาการทุกขั้นทุกตอนอย่างไรก็ อธิบายไปแล้วในการบรรยายครั้งที่แล้วมา. ทีนี้ก็มาดูถึงการที่เราทำผิดพลาด. เดี๋ยวนี้เราทำ ผิดพลาดต่อกฎของธรรมชาติ, ทำผิดพลาด ต่อคำสั่งของ พระเจ้า, ทำผิดพลาด ต่อกฎเกณฑ์ของ "อิทัปปัจจยตา" ผิดพลาดต่อกฎของธรรมชาติ ก็เห็น ๆ กันอยู่ : เราเป็นอยู่กันอย่างทำลายธรรมชาติในทางด้านของวัตถุ ที่เป็นเรื่องทางจิตใจ เป็นกฎเกณฑ์ทางจิตใจก็ไม่คำนึง, คำนึงแต่เรื่องทางเนื้อหนัง เป็นทาสของวัตถุ เป็นทาสของ ความสุขสนุกสนาน, เอร็ดอร่อยในทางเนื้อหนัง คำนึงถึง

น.250 ๒๘ แต่ทางวัตถุอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงทางจิต. อย่างนี้มันก็ ผิดแล้ว, ผิดคำสั่งในข้อผิดกฎของธรรมชาติ แล้ว, ผิดคำสั่ง ของพระเจ้า แล้ว, ผิดกฎเกณฑ์ของ "อิทัปปัจจยตา" แล้ว ที่ว่าเมื่อต้องการสันติภาพ แต่ไปสร้างเหตุของวิกฤตการณ์. ตัวต้องการความสุข แต่ไปสร้างเหตุของความทุกข์ มันก็ ผิดหมด. นี่เรากำลังทำผิดอยู่ในข้อนี้ ขอให้ไปดูรายละเอียด ด้วยตนเองก็แล้วกันว่า ในโลกนี้เรากำลังทำผิดกันอยู่ อย่างไร. ทีนี้ที่จะให้การกระทำอย่างถูกต้องนี้มันเป็นไปง่าย เข้า ก็จะต้องมองให้เห็นข้อเท็จจริงบางอย่างบางประการ ที่มันควรจะมองแล้วเราก็ไม่มอง. อาตมาจะใช้คำว่า จะต้อง มองให้เห็นสัจจะธรรม กับ ธรรมสัจจะ ที่มันแฝงกันอยู่. เมื่อพูดถึง สัจจธรรม เราหมายถึงความจริงทั่วไปรอบโลก รอบจักรวาล. แต่เมื่อพูดถึง ธรรมสัจจะ เราหมายถึงความ จริง ข้อเท็จจริง เหตุผลอะไรก็ตาม เฉพาะเรื่องเฉพาะกรณี ที่เราจะต้องรู้ถึงขนาดสูงสุด และทำให้ถูกต้องตามความจริง เฉพาะเรื่องเฉพาะกรณี ; นี่มันมีแฝงกันอยู่อย่างนี้.

น.251 ๒๙ เรามักจะขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในส่วน ที่เป็นธรรมสัจจะของเฉพาะเรื่องของเฉพาะกรณี และมอง อีกทางหนึ่งก็ว่า เราจะต้องมีวิธีมองของเรา เพื่อทำให้สิ่ง ต่าง ๆ มันเป็นไปอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น. อาตมาอยากจะให้ท่านทั้งหลายมองว่า การงานนั้น คือการปฏิบัติธรรม. เดี๋ยวนี้สังเกตเห็นว่า พวกเราเอา การงานไว้ที่บ้าน, เอาการปฏิบัติธรรมไว้ในวัด ในป่าในดง ของฤๅษีมุนี ; เอาการงานไว้ที่บ้าน, เอาการปฏิบัติธรรม ไว้ที่วัด, อาตมาเห็นว่ามันไม่ถูก. ทีนี้เมื่อจะดูกัน ตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ถ้ามีการประพฤติหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ที่เรียกว่า ทำการงานที่ไหนก็จะต้องมีการปฏิบัติธรรมะที่นั่น. อยากจะยกตัวอย่างว่า ทำงานเป็นชาวนา ไถนาทำไร่อยู่ เมื่อทำนาอยู่ ก็ ให้มันเป็นการปฏิบัติธรรม คือมี ความ ตั้งใจจริง ที่เรียกว่า สัจจะ, มีทมะ มีการบังคับตัวจริง, มี ขันติ มีความอดกลั้นอดทนจริง, มีจาคะ สละสิ่งที่เป็นข้าศึก เป็นอันตรายแก่การงานนั้นเสีย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้อง มีปัญญาที่เพียงพอ มีสติสัมปชัญญะที่เพียงพอ มีความกล้า

น.252 ๓๐ หาญที่เพียงพอ จึงจะทำนาได้สำเร็จ, ยังจะต้อง มีอุดมคติ และจะต้อง ซื่อตรงต่ออุดมคติ ทั้งส่วนตัวและส่วนสังคม การงานของแต่ละคนจึงจะเป็นไปด้วยดี ประสานกันด้วยดี. ฉะนั้น ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่การงานให้ดี ก็จะเป็นการ ปฏิบัติธรรมที่สูงสุดอยู่ในตัวการงานนั้น ; ไม่ต้องแยก เป็นสองเรื่อง และทำกันคนละที ; ประเดี๋ยวก็เกี่ยงกัน ให้ทำ หรือว่ามันเป็นสิ่งที่ทำไปไม่ได้ ; แล้วก็ไปเข้าใจ ผิด, แล้วก็ท้อถอย มีความท้อถอย ที่จะต้องทำถึงสองเรื่อง สามเรื่อง. เดี๋ยวนี้มีเรื่องเดียว ทำการงานในหน้าที่นั้นคือ การปฏิบัติธรรม ; จะทำให้เกิดความเข้าใจในข้อเท็จจริง ; แม้กระทั่งว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะรู้สึกขึ้นมาได้ ในขณะที่ตั้งหน้าตั้งตาทำการงาน ชนิดที่เป็นการปฏิบัติ ธรรมอยู่ในตัว ดังที่กล่าวแล้ว. ขอให้คำนึงถึงว่า ธรรมะนั้นมันมีอยู่เป็น ๒ ชั้น ธรรมะที่จะต้องปฏิบัติโดยตรงก็มี, ธรรมะที่เป็นเหตุเป็น ปัจจัย สำหรับให้ปฏิบัติธรรมะอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้นก็มี.

น.253 ๓๑ ธรรมะที่เป็นเหตุเป็นปัจจัย จะทำให้ปฏิบัติ ธรรมะอื่น ๆ ได้ง่ายก็มี เช่นว่า เราจะต้อง มีความเข้าใจถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น". สัตว์เดรัจฉาน ก็ดี ต้นไม้หญ้าบอนก็ดี มีชีวิตแล้ว ต้องถือว่าเป็นเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายกันทั้งหมดทั้งสิ้น, ให้มันถูกให้มัน ตรงตามกฎของธรรมชาติ, แล้วก็จะมีธรรมะโดยอัตโนมัติ เกิดขึ้น คือ ความรัก ความเมตตา ความสามัคคี, ฆ่าคนอื่น ไม่ได้, ทำลายคนอื่นไม่ได้, และทำลายป่าไม้เล่นโครม ๆ กันอย่างนี้ก็ไม่ได้ ; เพราะว่ามันก็เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา. จะทำลายสัตว์เดรัจฉานให้สูญพันธุ์ ไปจาก โลกก็ไม่ได้ ; เพราะว่ามันเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเราอย่างนี้. แล้วก็ไม่สามารถที่จะฆ่าคนตาดำ ๆ ด้วยกัน ได้อย่างเลือดเย็น นี่คือ ธรรมะที่ช่วยให้เกิดธรรมะ. และว่าถ้าเราจะมีธรรมะในระดับสูงหลาย ๆ ด้าน พร้อมกัน เราจะต้องฝึกข้อสำคัญอย่างหนึ่งคือ การบังคับ ความรู้สึก. เดี๋ยวนี้พวกเราในโลกนี้ไม่ค่อยบังคับความ รู้สึก, ปล่อยตามสบาย ปล่อยตามกิเลส.

น.254 ๓๒ และอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เราจะต้อง แสวงหาความสุขในการทำการงาน, แสวงหาความสุข ในการบังคับตน ให้อยู่ในร่องในรอย คือแสวงหาความสุข เมื่อรู้สึกว่าตัวกำลังทำหน้าที่ของมนุษย์. อย่าไปหาความ สุขต่อเมื่อทำงานแล้ว เงินเดือนออกแล้ว ; เอาเงินเดือน ไปกินไปเล่นกันให้หัวหกกันขวิด มีความสุขที่นั่น. นั่น มันเป็นเรื่องบ้าหลัง และจะไม่เป็นความสุขชนิดที่จะนำไป สู่ความสงบเย็นได้ มีแต่จะทำให้ร้อนยิ่งขึ้น. ความสุข ในที่นี้ คือความพอใจว่า ได้ทำหน้าที่ ของมนุษย์อย่างถูกต้อง ไม่มีบกพร่อง ไหว้ตัวเองได้. ใครไหว้ตัวเองได้เมื่อไร ; คนนั้นจะมีความสุขอย่างยิ่ง. นี้เรียกว่าความสุขที่เกิดขึ้นในการทำงานอย่างถูกต้อง, ใน ความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้องของตน ๆ. ทีนี้ อยากจะชี้อีกข้อหนึ่งว่า อย่าเป็นอยู่ด้วยส่วน เกิน : อย่ากินเกิน อย่านุ่งห่มเกิน อย่าไปใช้สอยเกิน ; แม้ แต่การบำบัดโรคภัยไข้เจ็บก็อย่าให้มันเกิน ; เดี๋ยวนี้ เรามันมีแต่เรื่องเกิน. ที่ไปกินเหล้านั้นเกินหรือไม่เกิน ไปคิดดู? สูบบุหรี่เกินหรือไม่เกินไปคิดดู ? กินของเล่น,

น.255 ๓๓ เล่นหัวต่าง ๆ ประดับประดาตกแต่งร่างกาย, พ้อนรำขับ- ร้องต่าง ๆ นี้เกินหรือไม่เกินไปคิดดู ? ให้เอาความรู้สึกโดย แท้จริงเป็นหลัก ถ้าเห็นว่าเกินก็รีบละเสีย พระพุทธเจ้าท่านทรงบัญญัติอุโบสถศีล ว่าเป็น การตามรอยพระอรหันต์ ให้ทุกคนถือปฏิบัติ. นี้มัน เป็นเรื่อง ไม่ให้ไปแตะต้องส่วนเกิน : อาหารที่ดีเกิน แพง เกิน เกินเวลาแล้วก็ไม่กิน เรียกว่า "วิกาลโภชนา" ก็เว้น เสีย "นักจะดีตะวาทิตะวิสูกะทัสสนะ " - เรื่องฟ้อนรำขับร้อง ดีดสีตีเป่า ประดับประดาตกแต่ง นี่มันเกินมันไม่จำเป็นก็ เว้นเสีย. "อุจจาสยนะมหาสยนา" - ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่ มันเกินไปก็เว้นเสีย ทุกอย่างต้องเว้นเสีย เหตุปัจจัยที่ทำให้กินเกินก็ต้องระวัง จะต้อง กลัว : น้ำจิ้มหลาย ๆ ชนิด ถ้วยเล็ก ๆ บนโต๊ะอาหารนั้น คือศัตรูอันร้ายกาจ คือมันทำให้กินเกิน. ถ้าไม่มีน้ำจิ้ม เหล่านั้น คนก็จะกินแต่พอร่างกายต้องการ ; เพราะมี น้ำจิ้มมันก็กินเพลิน. นั่นแหละศัตรูอันร้ายกาจ ทำให้ เงินเดือนไม่พอใช้. ครั้นพอเว้นเหล้า เว้นบุหรี่ เว้นสิ่ง เกินเหล่านี้เสีย เงินเดือนก็พอใช้ เวลาก็มีสำหรับจะมาศึกษา

น.256 ๓๔ ธรรมะ, สำหรับจะอยู่บ้านไม่ต้องออกไปเที่ยวตามสถานที่ แห่งกามารมณ์ มีประโยชน์ทั้งส่วนเกิน ทั้งการละเว้น ส่วนเกิน. อุโบสถศีล ให้เว้นกามคุณ การกระทำระหว่าง เพศโดยเด็ดขาด ; ก็เพราะว่า ทำทุกวันนั้นมันเกิน แต่ บางวันเว้นเสียมันจะพอดี. ขอให้ทุกคนยินดีที่จะถืออุโบสถศีล และจะเป็น การตามรอยพระอรหันต์ ตามที่พระพุทธองค์ทรงประสงค์ นี้เรียกว่า ถือ ศีลครอบจักรวาล กันทั้งโลกว่า อย่าแตะ ต้องส่วนเกิน. ที่นี้โลกมันกำลังจะวินาศ เพราะคนใน โลกบูชาส่วนเกินมันจะล้างกันให้หมดโลก เพราะประโยชน์ แก่ส่วนเกิน, เพราะต้องการจะมีส่วนเกิน, จะกักตุน ส่วนเกิน, เขาจะทำลายผู้อื่นให้หมดโลกไป. นี่เรียกว่า ธรรมะที่จะช่วยให้มีธรรมะ. ธรรมะที่ต้องปฏิบัติโดยตรง ก็มีอยู่, และ ธรรมะ ที่จะช่วยธรรมะ เหล่านั้นให้ปฏิบัติได้สำเร็จก็มีอยู่, เรียกว่า ธรรมะเป็นปัจจัยให้มีธรรมะ ซึ่งอยากจะระบุลงไปว่า

น.257 ๓๕ อุดมคติอันสูงสุด ว่าไม่ให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ นี่แหละจะช่วยได้ ขอให้ทุกคนถืออุดมคติว่า จะไม่ให้เสียทีที่เกิดมา เป็นมนุษย์ ถ้าเป็นพวกเราด้วยแล้ว, จะต้องหยอดท้าย ด้วยว่า ได้พบพระพุทธศาสนา . ปู่ ย่า ตา ยาย ได้ตะโกน กันอยู่ลั่นไปหมดว่า อย่าให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และ พบพระพุทธศาสนา . ถ้าเรามีอุดมคติอย่างนี้ ก็จะดึงไป แต่ในทางที่จะตั้งตนอยู่ในธรรม จะปฏิบัติธรรม จะพอใจ ธรรม จะเคารพพระธรรมอย่างสูงสุด เช่นเดียวกับที่ พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทั้งอดีต ทั้งอนาคต ทั้งปัจจุบัน ล้วนแต่เคารพธรรม. ข้อความที่ได้พูดมาทั้งหมดนี้ ถือเป็นการชี้อยู่ทุก ๆ ข้อ ว่าเป็นวิธีที่จะทำให้ธรรมะเกิดขึ้น มีธรรมะ ได้รับผล แห่งธรรมะ โดยการกระทำที่ร่วมกัน ; โดยใช้หัวข้อสั้น ๆ แห่งปาฐกถาธรรมครั้งนี้ว่า "ธรรมะโดยวิธีใดกัน ?" ขอให้ ท่านผู้ฟังเอาไปชนกันเข้ากับปาฐกถาธรรมครั้งแรก ที่ว่า “ธรรมะทำไมกัน ?" ธรรมะคือ ระบบปฏิบัติที่ถูกต้องและ จำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการ . เดี๋ยวนี้

น.258 ๓๖ เราก็ทำให้สำเร็จได้ตามนั้น โดยอุบายดังที่กล่าวมาแล้ว ว่าทำให้ถูกตรงตามกฎของธรรมชาติ, ตรงตามคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า, ตรงตามกฎแห่งกรรม, มีรายละเอียด ซึ่งเข้าใจว่าท่านทั้งหลายคงย่อมทราบกันอยู่เป็นอย่างดี. เดี๋ยวนี้เวลาแห่งการบรรยายของเราก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติ การบรรยายไว้แต่เพียงแค่นี้สำหรับครั้งนี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต