น.259 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดย หัวข้อว่า “ธรรมะกับโลกจะไปด้วยกันได้หรือไม่ ?” ขอให้ทำไว้ ในใจว่า เราได้พูดกันถึงเรื่องของธรรมะ, ประโยชน์ของธรรมะ, และ วิธีที่จะทำให้ธรรมะมีขึ้นมาได้อย่างไร ; แต่แล้วก็น่าสังเวชที่ว่า ยังมี ปัญหาเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้สำหรับคนส่วนใหญ่ ซึ่งยังสงสัยอยู่ว่า ธรรมะกับโลกมันจะไปด้วยกันได้หรือไม่ ? ดังที่อาตมาได้เคยเล่าให้ฟัง มาแล้วว่า มีครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ในมหาวิทยาลัย มาตั้งคำถามอย่างนี้ กับอาตมา ว่าธรรมะกับโลกจะไปด้วยกันได้หรือไม่ ? ฟังแล้วก็น่า สะดุ้ง, ฟังแล้วก็น่าสังเวช, ฟังแล้วก็น่าร้องไห้. ๓๗
น.260 ๓๘ โลกกำลังมีปัญหาวิกฤตการณ์มาก. เมื่อพูดถึงปัญหา เราถือว่าโลกนี้กำลังมีปัญหา. ปัญหาอย่างยิ่งก็คือไม่มีสันติภาพ; มันอยู่กันด้วย วิกฤตการณ์ มีความเลวร้าย คือมีอาชญากรรมมากขึ้นทุกที ทั้งในส่วนบุคคลหรือภายในบ้านเมือง ภายในครอบครัว, และมีอาชญากรรมใหญ่คือสงครามหรือมหาสงครามกำลังมี อยู่, และกำลังตั้งเค้าว่าจะขยายต่อไปอยู่ในโลก. นี้เรียกว่า วิกฤตการณ์ ซึ่งเป็นตัวปัญหาที่มีอยู่ในโลก ทุกคนก็ไม่ต้องการจะมีวิกฤตการณ์ ; แต่ทำไม โลกนี้มันยิ่งมีวิกฤตการณ์มากขึ้น ? นี่แหละคือตัวปัญหา สมัยก่อน เขาเคยเชื่อกันมาว่า ธรรมะคุ้มครองโลก คุ้มครองสัตว์ คุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรมะ ; โลกนี้ คือ สัตว์เหล่านี้ ก็อยู่กันอย่างสงบเย็น. เดี๋ยวนี้ทำไมมันหา ความสงบเย็นไม่ได้ เพราะอะไรไม่คุ้มครอง ? ถ้าคนโบราณ เขาจะตอบว่า เพราะมันไม่มีธรรมะคุ้มครอง. ส่วนคน เดี๋ยวนี้เขาถือว่าธรรมะจะคุ้มครองโลกได้ ถึงกับมีปัญหาว่า จะอยู่ด้วยกันได้หรือไม่ด้วยซ้ำไป.
น.261 ๓๙ สมัยปัจจุบันนี้ มีบางลัทธิถือว่า ศาสนาเป็นยา เสพติดสำหรับทำให้มนุษย์มึนเมา ; เพราะไม่มีประโยชน์ อะไร. ถ้าศาสนาเป็นยาเสพติดเสียแล้ว ธรรมะก็ไม่มี ประโยชน์อะไร ; เพราะว่า สมบัติของศาสนาก็คือสิ่งที่ เรียกว่า "ธรรมะ" นั่นเอง. ไม่ว่าศาสนาไหนมีธรรมะ เป็นสมบัติทั้งนั้น . ธรรมะที่ตรงกันทุกศาสนาก็เช่นว่า ทุกคนมาจากที่เดียวกัน, เหมือนกับว่าเป็นพ่อแม่เดียวกัน. อย่าง พุทธศาสนาก็ถือว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น, มีปัญหาอยู่ที่มีกิเลส เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ยาก เหล่านี้ เราเป็นเพื่อนทุกข์กัน มีหัวอกอันเดียวกัน ชี้แจง กันแต่ในทางที่จะให้ร่วมมือกันแก้ปัญหาเหล่านี้ คือดับทุกข์ ออกไปเสียให้หมดสิ้น. ในที่สุดก็พบเหมือน ๆ กันทุก ศาสนาว่า ความเห็นแก่ตัวนั่นแหละทำให้เกิดปัญหาขึ้น มา ; ความเห็นแก่ตัวเป็นสัญชาตญาณ แต่เราควบคุมไว้ ไม่ได้ สัญชาตญาณก็เลยวิวัฒนาการไปในทางที่เป็นโทษ ; คือเห็นแก่ตัวแล้วก็มีความโลภ มีความโกรธมีความหลง ; ทำตัวเองนั่นแหละให้เดือดร้อน, แล้วก็ทำผู้อื่นให้เดือดร้อนยิ่ง ไปกว่าตัวเอง เพราะว่าเรามันเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ผู้อื่น.
น.262 ๔๐ ทุกศาสนาจะสอนให้กำจัดทำลายความเห็นแก่ ตัวด้วยกันทุกศาสนา . อาตมาขอท้าให้ไปค้นดู ให้ไปพิสูจน์ดู ทดสอบดูว่า ศาสนาไหนบ้างที่ไม่สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว ? อาตมา จะเลยพูดเสียด้วยว่า ถ้าศาสนาไหนไม่สอนให้ทำลายความ เห็นแก่ตัว แต่กลับไปสอนให้เห็นแก่ตัวแล้ว ก็เลิกความ เป็นศาสนาเสียเถิด, ศาสนานั้นยกเลิกได้. เดี๋ยวนี้เราไม่ มี หาไม่พบว่าศาสนาไหนที่สอนให้เห็นแก่ตัว; ล้วนแต่ สอนให้ทำลายความเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ความโกรธ ความหลง เสียด้วยกันทั้งนั้น เพื่อว่า เมื่อคนใน โลกไม่มีความเห็นแก่ตัวแล้ว เขาก็จะรักผู้อื่นได้ เขาก็ จะช่วยเหลือกันได้ ไม่เอาเปรียบกันอย่างเลือดเย็น เหมือนอย่างที่กำลังมีอยู่ทั่วไปในโลกนี้. ธรรมะคือความไม่เห็นแก่ตัว นี่จะคุ้มครองโลกได้. เมื่อใดโลกเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว เมื่อนั้นก็ วินาศ. เดี๋ยวนี้ก็กำลังเอียงไปในทางเห็นแก่ตัวมากขึ้น ความ วินาศมันก็ตั้งเค้าขึ้นมา . โลกจะรอดอยู่ได้ก็เพราะธรรมะ, ธรรมะในพระศาสนาคือความไม่เห็นแก่ตัว. นี่จะเห็น
น.263 ๔๑ ชัดได้อย่างหนึ่งว่า โลกจำเป็นที่จะต้องมีธรรมะคือความไม่เห็นแก่ตัว. หรือใครจะตั้งปัญหาถามขึ้นมาว่า ธรรมะนี้มีสำหรับโลก หรือมีสำหรับทำอะไร ? ท่านทั้งหลายก็มีเสรีภาพที่จะคิดตามความชอบใจว่า ธรรมะนี้มีสำหรับอะไร ? มีสำหรับใคร ? มีสำหรับโลกหรือหาไม่ ? แต่ก่อนไม่มีปัญหาอย่างนี้. เดี๋ยวนี้มีปัญหาอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว เพราะว่าไม่สนใจธรรมะจนไม่รู้จักธรรมะ ; ปัญหามันก็เกิดขึ้นมาอย่างนี้ ; กระทั่งมีปัญหาเกิดขึ้นว่า ธรรมะกับโลกนี้ มันจะไปด้วยกันได้หรือไม่ ? คือหมายความว่าจะเป็นเครื่องคุ้มครองประคับประคองกันไป, หรือว่าจะเป็นเครื่องขัดขวางทำลายล้างกัน. ข้อนี้มันมี คำพูดที่พูดกันโดยไม่รู้สึกตัว อย่างผิด ๆ ว่า ธรรมะมันตรงกันข้ามกับโลก. ถ้าพูดอย่างนั้นก็ขอให้เข้าใจว่ามันผิด เป็นอีกความหมายหนึ่ง, ในความหมายหนึ่ง ธรรมะมันก็ตรงกันข้ามกับโลกจริง ; แต่มันตรงกันข้ามไปในทางที่จะช่วยกันให้หมดปัญหา. เมื่อโลกจะมุ่งไปในทางเลว ; ธรรมะก็มุ่งจะให้ไปในทางดี, ธรรมะมาหาโลกก็เพื่อจะให้โลกหยุดเลว ให้เป็นไปในทางดี.
น.264 ๔๒ ถ้าพูดอย่างนี้ก็พูดได้ว่าธรรมะมันตรงกันข้ามกับโลก ; มันไปด้วยกันไม่ได้. แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น โลกนี้ต้องมีธรรมะเป็นเครื่องประคับประคองโลกให้เป็นไปแต่ในทางที่ถูกต้อง, หรือในทางที่ดี ธรรมะเข้ามาก็เพื่อควบคุมให้โลกเป็นไปด้วยดี, ธรรมะก็เป็นไปกับโลก ในทางที่จะทำโลกให้ดี ; ไม่ใช่มากัดกัน ไม่ใช่มาทะเลาะวิวาทกัน เหมือนกับความรู้สึกของคนบางคนที่เขาเกลียดธรรมะ. เขาหวังที่จะเอาเรื่องโลก ๆ เป็นเบื้องหน้า ; ก็เลยพาลหาเรื่องตามความรู้สึกของเขาว่า ธรรมะกับโลกนี้มันขวางกัน เพราะเขาไปมองในแง่ที่ว่า มันไม่ตรงกับความรู้สึกของเขา. ขอให้เรามองกันเสียใหม่ ว่าธรรมะกับโลกนี้แม้มันจะมีผล หรือว่ามีฤทธิ์มีเดชอะไรกันไปคนละอย่าง แต่มันต้องไปด้วยกัน และไปด้วยกันได้. ธรรมะคือสิ่งที่ทำให้ดี ; โลกนี้ถ้าปล่อยไปตามความรู้สึกของโลกแล้ว มันมีแต่จะทำชั่ว. เหมือนปลามันจะลงน้ำเรื่อย มันจะไม่ขึ้นบก. ทีนี้มันมีธรรมะเป็นเครื่องประคับประคองให้อยู่ในแนวทางที่มันถูกต้อง ; เมื่อใดมีความสงบสุข เมื่อ
น.265 ๔๓ นั้นเป็นการกล่าวได้ว่า ธรรมะกับโลกนี้ได้สมัครสมาน สามัคคีกันมาเป็นอย่างดี จนมามีผลเป็นอย่างนี้ ; ดังนั้น จึงไม่ควรจะมีปัญหาอย่างที่กำลังมีอยู่ว่า ธรรมะกับโลกจะ เป็นไปด้วยกันได้หรือไม่ ? หรือว่าธรรมะสำหรับโลกหรือ สำหรับอะไร ? ทีนี้ เดี๋ยวนี้ เรามามองดูข้อเท็จจริงที่กำลังมีอยู่ใน โลกที่มันเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ ลัทธิบางลัทธิถือว่า ธรรมะไม่จำเป็นสำหรับโลก, ธรรมะเป็นเครื่องถ่วงความ เจริญของโลก, เราไม่สามารถจะใช้ธรรมะแก้ปัญหาของโลก. นี่เขาก็พูดกันไปพวกหนึ่ง แนวหนึ่ง ลัทธิหนึ่ง. ส่วน อาตมานั้นก็ยังคงรูปเดิมว่า ธรรมะนี้ต้องคู่กันกับโลก โลก ขาดธรรมะไม่ได้ ธรรมะจะสามารถขจัดปัญหาของโลก โดยประการทั้งปวง ไม่ใช่ว่าธรรมะจะขจัดปัญหาไม่ได้. ความจริงมีอยู่ว่าเขาไม่รู้จักธรรมะ, ไม่สามารถจะ เอาธรรมะมาใช้ สำหรับขจัดปัญหานั้นต่างหาก. ถ้า มี ธรรมะเข้ามาโดยแท้จริงแล้ว จะแก้ปัญหาของโลกได้ ในพริบตาเดียว. โปรดฟังให้ดีว่า อาตมาพูดว่า "ใน พริบตาเดียว" , ชั่วตากะพริบครั้งหนึ่ง.
น.266 ๔๔ จะขอพูดอย่างคำพูดก่อน ในการกระทำนั้นค่อย พูดกันทีหลังว่า ในโลกนี้ ถ้าเลิกนายทุนใจร้ายกันเสีย มี เศรษฐีใจบุญ ในพริบตาเดียวนี้ โลกจะเป็นอย่างไร ? เราก็กำลังมีปัญหาว่านายทุนใจร้ายนี้ สูบเลือดมนุษย์ จน คนยากจนต้องลุกขึ้นต่อสู้ จะประหัตประหารกันให้เลือด ท่วมโลก. ถ้าเราหยุดนายทุนใจร้ายเสีย ; เปลี่ยนเป็น เศรษฐีใจบุญขึ้นมา, รักคนยากจนเหมือนลูกเหมือนหลาน นั่นจะแก้ปัญหาได้ในพริบตาเดียวหรือไม่ ? ทีนี้ที่ว่า จะเป็นเศรษฐีใจบุญขึ้นมาได้อย่างไร ? มัน ก็ต้องอาศัยธรรมะ. ถ้ามีธรรมะมาจริง, ธรรมะของ ศาสนาไหนก็ได้ จะเกิดเศรษฐีใจบุญ. เศรษฐีใจบุญจะ เต็มไปในโลก เช่นเดียวกับในยุคในสมัยที่ศาสนายังมีบารมี มีอิทธิพล มีรัศมีสำหรับส่องอยู่ในโลก, หรือว่าธรรมะเข้า มา คนยากจนที่บูชาอบายมุขนั้น เปลี่ยนเป็นชนกรรมา- ชีพชนิดสัตบุรุษเสีย ความทุกข์ยากก็จะหายไปภายใน พริบตาเดียว. อาตมาพูดว่า หากคนยากจนที่บูชาอบายมุข นั้น หยุด, ตายเสียแล้วก็ เกิดใหม่ เป็นชนกรรมาชีพที่เป็น
น.267 ๔๕ สัตบุรุษ. เดี๋ยวนี้คนยากจนยังบูชาอบายมุข ในพุทธ- ศาสนาถือว่า ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่น การพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน นี้เป็น อบายมุข. ใครไปทำเข้าก็จมอยู่ในอบาย. คนยากจนยังบูชาอบายมุขอยู่ เราไม่มีการจัดการ กระทำที่ถูกต้อง ให้คนยากจนสลัดอบายมุขทิ้งไปให้หมด สิ้น ; บางทีมีแต่จะเพิ่มอบายมุขให้ด้วยซ้ำไป, ยังอยากจะ ขายเหล้าให้มาก, ยังอยากจะขายบุหรี่ ให้มาก, ยังอยากจะขาย ล็อตเตอรี่ ให้มาก, อย่างนี้มันก็ทำให้คนยากจนสลัดอบายมุข ไปไม่ได้. เราต้องการให้เขาเป็นชนกรรมาชีพที่เป็นสัตบุรุษ คือเว้นจากอบายมุขโดยประการทั้งปวง. ธรรมะเข้ามา อบายมุขหายไป, ความเป็นสัตบุรุษขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ สมัครสมานสามัคคี อดกลั้นอดทน มีสติปัญญา ก็เข้ามา ปัญหาเกี่ยวกับคนยากจนก็จะหมดไปในพริบตาเดียว. ทีนี้จะมองให้กว้างกว่านี้ก็จะมองว่า ให้เลิก "กาม- สุขัลลิกานุโยค" เสีย แล้วลัทธิ "ทุนนิยม” ก็จะตายไป หมดจากโลก. คำว่า "กามสุขัลลิกานุโยค" เป็นศัพท์,
น.268 ๔๖ เป็นคำที่รู้จักกันดีในพระพุทธศาสนา คือ ประกอบตนที่มัว เมาอยู่ในกาม, บูชากาม, ประกอบตนมัวเมาอยู่ในกาม ทั้ง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ. ทีนี้คนทั้งหลายกำลังชอบอย่างนี้ กำลังบูชาสิ่งที่ เรียกว่ากาม ก็เป็นเหตุให้เกิดความคิดที่จะส่งเสริมแต่ เรื่องกาม. ใครมีสติปัญญาก็หาอำนาจ หากำลังหาปัจจัย เพื่อประโยชน์แก่กามของตน ; เกิดลัทธิที่ใช้ทุนเป็น เครื่องมือสำหรับหาประโยชน์ให้แก่ตน, เกิดลัทธิทุนนิยม ขึ้นมาบ้าง. เกิดบุคคลประเภทนายทุนขึ้นมาบ้าง แม้แต่คนยากจนแท้ ๆ ก็ยังอยากจะเป็นนายทุน คนยากจนแท้ ๆ ก็อยากจะอยู่อย่างลัทธินายทุน. เราจะเห็น ได้ว่า แม้จะยากจนอย่างไร เขาก็พยายามที่จะให้มีอะไร ๆ อย่างที่พวกนายทุนเขามี. คนจนก็กำลังทำอะไรไขว้กันอยู่ ในข้อนี้, ที่เราเรียกกันว่า "ความเจริญ". อย่างว่าเรามี ไฟฟ้าใช้กันขึ้นมา ในบ้านนอกคอกนาอย่างนี้ ; คนยาก จนเขาก็อยากจะมีทีวี, อยากจะมีตู้เย็น อยากจะมีสเตอริโอ. ก่อนนี้เขาไม่มี เขาไม่เคยคิดจะมี. พอมีไฟฟ้าขึ้นมาที่บ้าน
น.269 ๔๗ นอกคอกนา เขาก็ซื้อหาทีวี ตู้เย็น หรือสเตอริโอ มา. เขา ไม่มีเงินพอ เขาก็ใช้ระบบ installment คือเก็บเงินผ่อนส่ง. ระบบผ่อนส่ง ไม่มีที่บ้านนอกคอกนามาแต่ก่อน. เดี๋ยวนี้ก็มี ทำให้เกิดเป็นหนี้เป็นสิน ทำให้เสียหายแก่ การดำรงชีพ เป็นอบายมุขทางวิญญาณชั้นลึก มันสร้าง ปัญหาขึ้นมาใหม่อย่างนี้ ที่ทำให้คนยากคนจนก็บูชา "กาม- สุขัลลิกานุโยค" อย่างนี้, ก็ตกเป็นเหยื่อของคนที่มีอำนาจ ทุน, หรือมีความผูกขาดเกี่ยวกับทุน, แล้วจะไปโทษใคร ? มัน เป็นเรื่องของการทำผิดต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรม. เราจะต้องเอาธรรมเข้ามา ให้คนรู้จักสันโดษ ให้รู้จักเป็นอยู่โดยไม่บูชาส่วนเกิน ก็จะไม่มีปัญหาอย่าง ที่ว่านี้. ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "กามสุขัลลิกานุโยค" ซึ่ง มีอยู่ใน ธรรมเทศนาข้อแรกของพระพุทธเจ้า ที่เราเรียกกันว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร". พอพระองค์จะทรงแสดงธรรม แก่โลกเป็นครั้งแรก พระองค์ทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตน- สูตร บอกว่า อย่าไปแตะต้อง กามสุขัลลิกานุโยค กับ อัตตกิลมถานุโยค.
น.270 ๔๘ ถ้าเราเชื่อท่าน เรา เลิก กามสุขัลลิกานุโยค เสีย, ลัทธิ ทุนนิยมก็ตายไปจากโลกทันที, พวกนายทุนก็ตาย ไปจากโลกทันที เกิดเป็นเศรษฐีใจบุญขึ้นมาได้ไม่ยากเลย. ฉะนั้นขอให้เราช่วยกันมองดูให้ดี ๆ จนเลิกกามสุขัลลิกานุโยค อันเป็นความผิดความเลวอุปัทวจัญไรข้อแรกนี้เสีย. รวม ความว่า เลิกกามสุขัลลิกานุโยคได้เมื่อไร ลัทธิทุนนิยม ก็จะตายหมดไปจากโลกเมื่อนั้น ; เรียกว่าในพริบตา เดียว เพราะทำให้ปัญหานั้นหายไปได้. เดี๋ยวนี้มาเข้าใจ กันเสียว่าศาสนาเป็นยาเสพติด ก็เลยไม่รู้จักว่าจะเลิกคำว่า กามสุขัลลิกานุโยคกันไปทำไม ; กลับจะไปบูชากามสุขัล- ลิกานุโยค. ศาสนาไม่ใช่ยาเสพติด ; ศาสนานั่นแหละจะ เป็นเครื่องล้างยาเสพติด, อะไร ๆ ที่เป็นยาเสพติดทุกอย่าง. สิ่งที่เรียกว่าศาสนานั้นจะล้างยาเสพติด ทั้ง ๆ ที่ศาสนาไม่ ใช่ยาเสพติด ; แต่เป็นสิ่งที่จะทำลายล้างยาเสพติด เพราะ ฉะนั้น เรามารู้จักสิ่งที่เรียกว่าศาสนากันให้ถูกต้อง ; ไม่ ใช่เห็นว่าศาสนาเป็นสิ่งที่จะทำลายล้าง. ยาเสพติดทางวัตถุ ก็ดี ทางจิต ทางวิญญาณ เช่น กามารมณ์ เป็นต้นก็ดี จะเลิกล้างเสียได้ก็เพราะความมี
น.271 ๔๙ แห่งพระศาสนา. นี่เพราะไม่รู้จักศาสนา จึงเห็นว่า ศาสนาเป็นยาเสพติด ; เป็นคำกล่าวอย่างไม่ยุติธรรม, ไม่มีเหตุผลที่จะกล่าวอย่างนั้น. คนโง่เท่านั้นที่จะยอมเชื่อการกล่าวที่ไม่มีเหตุผล. อีกข้อหนึ่งที่มักจะอ้างกันก็ว่า หลายพันปีที่มีธรรมะมีศาสนามานี้ ทำไมโลกมันยังไม่ดีขึ้น ? อันนี้เรียกว่าพูดขี้ตู่ อย่างไม่รู้จะตู่กันอย่างไร ; ที่พูดว่ามีธรรมะ มีศาสนาในโลกมาตั้งหลายพันปีแล้ว โลกนี้ก็ไม่ดีขึ้น. ท่านลองคิดดู ข้อเท็จจริงแท้ ๆ มันมีอยู่ว่าที่ โลกรอดมาได้ มีวัฒนาการขึ้นมาได้นี่ เพราะความมีแห่งธรรมะ, มีธรรมะเจริญขึ้น มีสันติภาพมาในโลกมาตลอดเวลาจนกว่าลัทธิวัตถุนิยมจะเกิดขึ้นมาในโลก แล้วมากลบเกลื่อนโอกาสที่โลกจะมีธรรมะเสียหมดสิ้น. ก่อนมีวัตถุนิยม ซึ่งเป็นรากฐานของกามสุขัลลิกานุโยคนั้น โลกก็เคยมีสันติภาพ อยู่กันโดยความสงบเย็น. ชั่วร้อยกว่าปีมานี้ เท่าที่พอได้ยินได้ฟังกันอยู่นี้ มันมีความสงบสุขสันติภาพมากกว่านี้. เดี๋ยวนี้มีความร้อนระอุเป็นไฟ เพราะมันมีสิ่งที่มาส่งเสริมกามสุขัล-
น.272 ๕๐ ลิกานุโยค ให้ละทิ้งศาสนาเสีย. สันติภาพได้มีมาเรื่อย ๆ ตลอดเวลาที่ธรรมะยังมีอยู่ในโลก ; พอโลกเหไปบูชาวัตถุนิยม เกลียดชังธรรมะ โลกก็เปลี่ยนเป็นมีวิกฤตการณ์, มีวิกฤตการณ์ถาวรยิ่งขึ้นทุกที. วัตถุนิยมเข้ามาครอบงำโลก จนโลกนี้หลงไปในวัตถุนั้น แล้วก็ไม่ให้โอกาสแก่พระธรรม พระธรรมก็เลยไม่ได้ครองโลก. นี่จะหาว่าธรรมะ ศาสนา มีมาในโลกตั้งหลายพันปีแล้ว โลกมันก็ไม่ดีขึ้น. นี่มันไม่มีความจริง. มีโลกอยู่มาอย่างสงบสุขตลอดเวลายาวนาน ; และเพิ่งมาเปลี่ยนกันเมื่อเร็ว ๆ นี้, จะเรียกว่าเมื่อวานนี้ก็ได้ คือเมื่อโลกเริ่มหันเหไปทางวัตถุนิยม, ค้นคว้าแต่ทางวัตถุ, เอาวัตถุเป็นหลัก, เอาวัตถุเป็นประธาน จนเรื่องของจิตเรื่องของวิญญาณหายไปไหนหมดก็ไม่รู้. ขอให้คอยสนใจดูกันให้ดี ๆ. นี่คือข้อที่อาตมายืนยัน ว่า ในพริบตาเดียว เราจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ ถ้าว่าธรรมะเข้ามา. ความจริงมีเหลืออยู่ แต่ว่าทำอย่างไรธรรมะจึงจะเข้ามา ? ก็ขอ
น.273 ๕๑ ให้ย้อนไปพิจารณา ข้อความที่ได้กล่าวมาแล้ว ในการบรรยาย ครั้งที่ ๒ ว่า ธรรมะจะกลับมาได้อย่างไร. แต่ปัญหาเฉพาะหน้ามันมีอยู่ว่า เดี๋ยวนี้คนไม่ สนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม, ไม่ยอมสนใจในสิ่งที่เรียกว่า ธรรม. ในโลกของวัตถุนิยมปัจจุบันนี้ คนหนุ่มคนสาว โดยเฉพาะ ไม่ยอมสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม, ไม่ยอมฟัง ไม่ยอมคิด ไม่ยอมนึก สำหรับสิ่งที่เรียกว่าธรรม ; แม้ว่า คนแก่ ๆ ที่มีสติปัญญาในโลกนี้ มองเห็นว่าโลกกำลังจะวินาศ แล้ว เพราะความไม่มีธรรม, ธรรมะควรจะกลับมา. แต่ แล้วเขาก็ทำไม่ได้. เพราะว่าคนทั้งหลายในโลก โดย เฉพาะคนหนุ่มคนสาวนั้นไม่ยอมฟังสิ่งที่เรียกว่าธรรม ไม่ยอมจะสนใจ ไม่อยากจะแตะต้อง จะอุดหูโดยประการ ทั้งปวงสำหรับเรื่องของธรรม. ปัญหามันมีอยู่อย่างนี้แล้วจะไปโทษธรรม ไปโทษ พระธรรมว่าไม่สามารถจะคุ้มครองโลกได้ ; นี่ถ้าอย่างไร พวกเราช่วยกันให้สุดฝีไม้ลายมือ ช่วยทำให้คนในโลก เกิดความสนใจในสิ่งที่เรียกว่าธรรม, พระธรรม คือ พระศาสนา หรือพระเจ้า หรือพระเป็นเจ้ากันขึ้นมาใหม่
น.274 ๕๒ แล้วโลกนี้ก็จะเปลี่ยนได้ในพริบตาเดียว ตรงกันข้ามจาก วิกฤตการณ์ที่กำลังหนาขึ้นมาในโลก. ความถูกต้องตามทางของธรรมนั้นมันไม่ใช่ วัตถุนิยม แล้วก็ไม่ใช่จิตนิยม หรือมโนนิยม อย่างหลับหู หลับตา ; แต่ว่าเป็นความถูกต้องระหว่างวัตถุนิยมและจิต นิยม, จึงจะเรียกว่า "ธรรม" อย่างที่ได้เคยกล่าวมาแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ ว่าเป็น มัชฌิมาปฏิปทา นั้นคือ สิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ไม่เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา ไม่สุดโต่ง, ไม่ต้องทำลายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ; แต่ให้อยู่กันได้ทั้งสองฝ่าย เพราะอำนาจของสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม" ที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ท่านทั้งหลายลองสังเกตดูตามแนวนี้, ลองคิดดู ตามแนวนี้ แล้วก็จะตอบปัญหาได้เองว่า ธรรมะมีไว้สำหรับ อะไร ? ธรรมะมีไว้สำหรับโลกโดยตรง จะเห็นได้ว่า ธรรมะกับโลกนี้ต้องไปด้วยกัน มิฉะนั้นแล้วโลกนี้ก็จะ วินาศ. สรุปความได้ว่า ธรรมะต้องสำหรับโลก โลกจะ เป็นโลกก็เพราะว่ามีธรรมะ. มันเหมือนกับ ร่างกายกับ ชีวิต มันจะต้องไปด้วยกัน ; มีร่างกายไม่มีชีวิตก็ไม่มี
น.275 ๕๓ ประโยชน์อะไร. โลกนี้เหมือนกับร่างกาย ธรรมะ เหมือนกับชีวิต. โลกนี้ต้องเป็นไปกับด้วยธรรมะ มันจึง จะตลอดรอดฝั่ง ผ่านไปได้ ; ดังนั้นจึงไม่ควรจะมามี ปัญหาว่า โลกกับธรรม, หรือธรรมกับโลกนี้จะไปด้วยกัน ได้หรือไม่ ? ขอให้ปัญหาที่มันจะเชือดคอมนุษย์ ให้ตาย เกลี้ยงไปทั้งโลกนั้น ยุติกันเสียที คือไม่ต้องถามว่า ธรรมะ กับโลกจะไปด้วยกันได้หรือไม่ ? เวลาสำหรับการบรรยายปาฐกถาธรรมก็หมดลงเพียงเท่านี้ อาตมาขอยุติการบรรยายครั้งนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa