น.276 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย ปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า "ธรรมะ ในฐานะลัทธิการเมือง" . การกล่าวเช่นนี้เป็นที่เชื่อได้ว่า คนเป็นอันมากไม่ยอมเห็นด้วย; คือ เขาถือกันว่า การเมืองก็เป็น อย่างหนึ่ง, ธรรมะก็เป็นอย่างหนึ่ง, ไม่อาจจะเนื่องกันหรือเป็นอันเดียว กันได้. เมื่อเข้าใจกันอย่างนี้ ก็ทำไมไม่ลองสังเกตดูต่อไปว่า เมื่อ การเมืองลัทธิไหนปราศจากธรรมะแล้วมันจะเป็นอย่างไร ? การที่แยก ธรรมะออกไปเสียจากการเมือง การเมืองนั้นก็กลายเป็นเรื่องสกปรก ไม่ว่าการเมืองลัทธิไหน, ระดับไหน, ของโลกในส่วนไหน. ๕๔
น.277 ๕๕ คำว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก" นี้ เป็นเรื่องที่ ยอมรับกันอยู่ คือหาความจริงใจต่อกันและกันไม่ได้ ; หา ความจริงใจต่อสันติภาพของโลกทั้งโลกก็ไม่ได้ ; มุ่งหมาย แต่จะหาประโยชน์เพื่อตน หรือพรรคพวกภาคีของตน เท่านั้น. เมื่อ ปราศจากธรรมะ เสียอย่างนี้แล้ว การ เมืองก็เป็นเรื่องสกปรก. แม้จะมองเห็นอยู่อย่างนี้ คน ยังพยายามแยกธรรมะออกจากการเมืองอยู่นั่นเอง เพราะว่า นักการเมืองเหล่านั้นเล่นการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือพรรคพวกของตัว ไม่ได้เล่นการเมืองเพื่อประโยชน์แก่ สันติภาพของมนุษย์. อาตมามีความเห็นว่า ธรรมะเป็นลัทธิการเมือง ลัทธิหนึ่ง แม้จะเป็นลัทธิการเมืองของพระเจ้า ไม่ใช่ ลัทธิการเมืองของคนธรรมดาสามัญ ก็ต้องถือว่าธรรมะเป็น ลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่ง ขอให้พยายามฟังดูว่า อาตมาจะ กล่าวว่าอย่างไร. ท่านคงจะยอมรับในข้อที่ว่า แยกธรรมะออกเสีย จากการเมืองแล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องสกปรก. อาตมาก็ กล่าวว่า โดยที่จริงแล้ว การเมืองเป็นธรรมะในความหมาย
น.278 ๕๖ หนึ่ง. การเมืองเป็นตัวธรรมะ ; นี้มันยิ่งกว่าที่จะพูดว่า การเมืองก็เนื่องด้วยธรรมะ. เดี๋ยวนี้อาตมากำลังจะพูดว่า การเมืองเป็นตัวธรรมะเสียเอง. ถ้าจะเข้าใจข้อนี้กันให้ได้ ต้องทำความเข้าใจในคำว่า ธรรมะ ให้ถูกต้อง : ขอได้โปรด สนใจฟังสักหน่อยว่า คำว่า "ธรรม" นั้น หมายถึงอะไร ? คำว่า "ธรรมะ" ในภาษาบาลี หรือ "ธรรม" เฉยๆ ในภาษาไทยนั้น มีความหมายถึง ๔ ความหมาย. เมื่อ เอาภาษาบาลีเป็นหลัก ท่านควรจะทราบให้มากไปกว่านั้น คำว่า "ธรรม” ในภาษาบาลี นั้น หมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ ยกเว้นอะไร นับไม่ไหว; แต่ว่าสิ่งทุกสิ่งนั้น ถ้าจะเอา มาจัดเป็นประเภทแล้วก็จะได้สัก ๔ ประเภท หรือ ๔ พวก ด้วยกัน. อาตมาจึงว่าคำว่า “ธรรมะ" มีความหมายอยู่ ๔ ความหมาย “ธรรมะ" ความหมายที่ ๑ หมายถึง ตัวธรรมชาติ" ทั้งหลาย, จะเป็นธรรมชาติที่มีปรากฏการณ์ หรือไม่มี ปรากฏการณ์ก็ตาม. คำว่าธรรมชาติทั้งหมดนี้เรียกเป็น ภาษาบาลีว่า "ธมฺม" หรือ "ธรรม" เฉยๆ ในภาษาไทย
น.279 ๕๗ นี่คือความหมายของคำว่า "ธรรมะ" นี่เป็นความหมายที่ ๑ หมายถึง ตัวธรรมชาติ. “ธรรมะ" ในความหมายที่ ๒ หมายถึง กฎของ ธรรมชาติ ที่ไหนมีธรรมชาติ ในธรรมชาตินั้นมีกฎของ ธรรมชาติควบคุมอยู่ หรือว่าธรรมชาติทั้งหลายได้เกิดขึ้น และเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ คือตามกฎของมันเอง. กฎของธรรมชาตินี้เรียกว่า "ธรรม" หรือ "ธมฺม" ในภาษา บาลีนี่เป็นความหมายที่ ๒. ความหมายที่ ๓ คำว่า "ธรรม" หมายถึง หน้าที่อัน ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ที่หมายถึง หน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตจะ ต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ นี้คือ ธรรมในความหมายที่ ๓. ความหมายที่ ๔ คือ ผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติ หน้าที่นั้น ๆ, จะเป็นผลทางโลก ทางธรรม ทางโลกิยะ ทางโลกุตตระ หรืออะไรก็ตาม. ผลทั้งหมดนั้นก็เรียกว่า ผล, ซึ่งเป็นธรรมะในฐานะที่เป็นผล ถ้าสรุปความสั้น ๆ ก็พูดได้ว่า ธรรมะคือ ตัวธรรม- ชาติ อย่างหนึ่ง, ธรรมะคือ ตัวกฎของธรรมชาติ นี้อีก
น.280 ๕๘ อย่างหนึ่ง, ธรรมะคือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ นั้น อีกอย่างหนึ่ง, ธรรมะในฐานะที่เป็น ผลเอามาจากการ ปฏิบัติหน้าที่ นั้นอีกอย่างหนึ่ง. รวมเป็น ๔ อย่าง ทั้ง ๔ อย่างเป็นความหมายของคำว่า "ธรรม" เพียงคำเดียว เมื่อท่านรู้จักธรรมในความหมายทั้ง ๔ อย่างเหล่านี้ แล้ว ก็เรียกว่า รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมะ" อย่างสมบูรณ์, คือสิ่งทุกสิ่งไม่ว่าจะมีกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่ล้าน กี่โกฏิสิ่ง มันรวมอยู่ใน ๔ ความหมายนี้ทั้งนั้น ทีนี้ความหมายไหนเล่า ที่จะตั้งอยู่ในฐานะเป็น ลัทธิการเมือง ? ก็ลองไล่มาดูตามลำดับ ธรรมะในความ หมายที่ ๑ ก็คือตัวธรรมชาติ. ความหมายที่ ๒ คือกฎของ ธรรมชาติ. ความหมายที่ ๓ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ความหมายที่ ๔ คือผลที่จะได้รับจากหน้าที่. เรื่องมันก็จะ ไปลง อยู่ที่ความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรม- ชาติ. สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายจะต้องมีหน้าที่ ที่จะต้อง ประพฤติกระทำให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ เพื่อความ อยู่รอด และความอยู่เป็นผาสุก.
น.281 ๕๙ ทีนี้มาพูดถึง คำว่า "การเมือง" ในความรู้สึกของ อาตมา : การเมืองคือการทำหน้าที่เพื่อให้โลกนี้เป็นอยู่อย่าง ผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. การเมืองที่จะต้องใช้อาชญา นั้น เป็นการเมืองที่ยิ่งกว่าสกปรก, มันเป็นการเมืองที่ หลอกลวง, เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจมากกว่า. การเมืองที่แท้จริงต้องเป็นการสร้างสันติภาพ โดยไม่ต้องใช้อาชญา, หมายถึงใช้สติปัญญา ทำความ เข้าใจซึ่งกันและกันในหมู่สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่ออยู่กัน เป็นผาสุก. สิ่งที่มีชีวิตมีหน้าที่ ที่จะต้องทำเพื่อให้อยู่ กันเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา, ไม่ต้องขบกันกัดกัน, ไม่ต้องทำลายล้างกัน นี้เรียกว่าไม่ต้องใช้อาชญา. ธรรมะ ในความหมายที่ ๓ หมายถึงหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติ กระทำให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้อาชญา แก่ฝ่ายใด. นี่ขอให้เราคิดดูว่า การเมืองก็คือ สิ่งที่มีความ มุ่งหมายจะทำโลกให้มีสันติโดยไม่ต้องใช้อาชญา. ธรรมะ ก็คือ หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต ที่จะต้อง ประพฤติปฏิบัติกระทำไป ให้อยู่กันเป็นผาสุกโดยไม่ ต้องใช้อาชญา.
น.282 ๖๐ ดังนั้น สิ่งที่เรียกว่า การเมือง นั้น ก็คือ ธรรมะ ในความหมายที่ ๓ นั่นเอง. ขอเน้นลงไปที่คำนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมะคือ หน้าที่ ที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะต้องประพฤติ กระทำให้ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ. ถ้าต้องการความอยู่กันเป็น ผาสุก ก็ต้องถูกต้องตามกฎของการอยู่เป็นผาสุก : ต้อง การให้มันเป็นทุกข์ ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎ ที่มันจะต้อง เป็นทุกข์. แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครปรารถนาความทุกข์ ; เรา ก็ไม่ต้องพูดกันถึงกฎฝ่ายที่จะทำให้เกิดความทุกข์. เราจะ มาพูดกันถึงกฎฝ่ายที่จะทำให้เกิดความเป็นสุข ธรรมะคือหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อสันติภาพ ของโลก. การเมืองก็คือการกระทำเพื่อเกิดสันติภาพ ของโลก, แล้วก็ต้องเป็นไปให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นธรรมะในความหมายที่ ๒. อาตมาเอ่ยถึงคำว่า การเมืองของพระเจ้า . บางคน ก็คงประหลาดใจ พูดกันเสียใหม่ก็ได้ว่า ท่านจงนึกถึงความ หมายของธรรมะในความหมายที่ ๒ ว่า ธรรมะคือ กฎของ
น.283 ๖๑ ธรรมชาติ ; มองให้เห็นว่า กฎของธรรมชาติมีอยู่ก่อนสิ่งใด จึงทำให้ธรรมชาติได้เกิดขึ้น" ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลกนี้ โลกไหนก็ตาม เป็นตัวธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยกฎของธรรม- ชาติ. กฎของธรรมชาติจึงมีอยู่ก่อนสิ่งใด ทำหน้าที่ให้สิ่ง เหล่านี้เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้น กฎของธรรมชาติ นั่นเอง มีค่าเท่ากัน กับสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" . คำว่า พระเจ้า มีความหมายโดยทั่วไปคือ ผู้สร้าง โลก ผู้ควบคุมโลก และ ผู้ทำลายโลก เสียเป็นคราว ๆ. สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก ในความหมายของ คำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป; นั่นคือ กฎของธรรมชาติ มีอำนาจ มีความสามารถเท่ากับสิ่งที่เราเรียกกันว่า "พระ เป็นเจ้า". ทีนี้การเมืองเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปตามกฎของธรรม- ชาติสังคม ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำไปตามกฎของพระเป็นเจ้า, จึง เรียกว่า การเมืองอันบริสุทธิ์ นั้นต้องเป็นการเมืองที่เป็นไป ตามกฎของพระเจ้า ; ยกพระเจ้าให้เป็นยอดสุดของนัก การเมืองเสียได้เลย, หมายถึงกฎของธรรมชาติที่จะจัดโลก ให้เป็นอย่างไรก็ได้. เมื่อเราประพฤติให้ถูกต้องตามกฎ
น.284 ๖๒ ของพระเจ้าในส่วนที่มีสันติภาพ โลกนี้ก็มีสันติภาพ; ฉะนั้นเราจึงมีการเมืองชนิดของพระเจ้ากันดีกว่า. พระ- เจ้าในที่นี้คือกฎของธรรมชาติในความหมายที่ ๒. เรื่องขบขันมีอยู่เกี่ยวกับภาษาคือตรงนี้; อยาก จะเล่าให้ฟังสักหน่อยว่า พวกฝรั่งเขาพูดว่า พุทธศาสนา ไม่มีพระเจ้า คือไม่มีกอด (God). อาตมาบอกเขาในฐานะ คนกันเองว่า พุทธศาสนาก็มีพระเจ้า และมีกอด. พระ เจ้าคือกฎของธรรมชาติ ในภาษาไทยเราเรียกว่ากฎ. แต่ เดี๋ยวนี้เราออกเสียงมันสั้นไปว่ากฎ. เราลองออกเสียงให้ ยาว คำว่า กฎ ก็กลายเป็น กอด ; เราก็เลยมีกอด. ก็ ได้หัวเราะกันว่าในพุทธศาสนานี้ก็มี กอด คือพระเจ้า แต่เล็ง ถึงกฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นธรรมะในความหมายที่ ๒. ขอย้ำอีกทีหนึ่งเดี๋ยวจะลืมกันเสียหมดว่า ธ รรมใน ความหมายที่ ๑ คือ ตัวธรรมชาติ, ธรรมในความหมายที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ, ธรรมในความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมในความหมายที่ ๔ คือ ผลจาก หน้าที่นั้น. พูดอย่างเปรียบเทียบก็ว่า ตัวธรรมชาติทั้งหลาย เป็น กายของพระเจ้า , กฎของธรรมชาติเป็น จิตของพระเจ้า,
น.285 ๖๓ หน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั้นคือ พระประสงค์หรือข้อเรียกร้อง ของพระเป็นเจ้า , ส่วนผลตามหน้าที่นั้น คือ ผลที่พระเจ้า ประทานให้ เราไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงความหมายของคำว่า ธรรม ๔ ความหมายนี้เลย. คำว่า พระเจ้า ถ้ากล่าวอย่างบุคคลาธิษฐาน พูด ให้เป็นคน ก็เหมือนอย่างที่เขากล่าวกันในศาสนาต่าง ๆ ที่มี กอดอย่างเป็นคน. ส่วน ในพุทธศาสนา นี้ มี พระเจ้า อย่างธรรมาธิษฐาน, คือกฎของธรรมชาติ. เราก็เรียก ว่า กฎ, มีกฎเป็นพระเจ้า, มีพระเจ้าเป็นกฎ, ใครอยากจะ ให้เป็นพระเจ้าอย่างบุคคล ก็ออกเสียงให้ยาวว่า กอด ก็ แล้วกัน ; จะเป็น พระเจ้าอย่างบุคคล ก็มีความหมายอยู่ ที่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก; จะเป็นความ หมายอย่างธรรม เป็นนามธรรม ก็เป็น สิ่งที่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก. เรื่องมันก็เท่ากัน : จะเป็น พระเจ้าอย่างบุคคลาธิษฐาน, หรือจะเป็น พระเจ้าอย่างธรรมา- ธิษฐาน ก็ทำหน้าที่เหมือนกัน ; เป็นพระเจ้าที่แท้จริงได้ ก็เพราะทำหน้าที่อันนี้.
น.286 ๖๔ ท่านจะถือพระเจ้าอย่างบุคคลก็ได้, ถือพระเจ้า อย่างนามธรรมที่เป็นกฎของธรรมชาติก็ได้, แต่ให้รู้ว่าเป็น สิ่งสูงสุด ไม่ลำเอียงต่อใคร ; เฉียบขาดในการทำหน้าที่ ของตน. พระเจ้าจึงออกกฎมาว่า สิ่งที่มีชีวิตจะต้องมี หน้าที่ในการสร้างสันติภาพให้แก่กันและกันโดยไม่ต้อง ใช้อาชญา จึงจะอยู่กันเป็นผาสุก. สิ่งที่เรียกว่าการเมือง ก็คือ ช่วยกันทำหน้าที่ให้ เกิดสันติภาพขึ้นในโลกนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะเป็น การเมืองบริสุทธิ์, เป็นการเมืองของพระเจ้า, มีพระเจ้า เป็นยอดสุดของนักการเมือง. ถ้าเป็นการเมืองอย่างอื่นที่ ผิดไปจากนี้แล้วก็เป็นการเมืองสกปรกแสนที่จะสกปรก ; มันก็กลายเป็นการเมืองของพวกภูตผีปีศาจ ไม่เกี่ยวกับ พระเจ้า. ให้ท่านไปลองคิดดู : ฉะนั้นถ้าเราหวังจะเอา ลัทธิการเมือง สร้างสันติภาพให้แก่มนุษย์ เราหลีกไม่พ้น ที่เราจะเลือกเอาการเมืองตามแบบของพระเจ้า, มีพระเจ้า เป็นยอดสุดของนักการเมือง. ทุกคนจะต้องประพฤติให้
น.287 ๖๕ ตรงตามความประสงค์ของพระเป็นเจ้าหรือกฎของธรรม- ชาติส่วนนี้. ใน ทุกๆ ศาสนาจะมีหลักสำคัญ เหมือนกันหมด อยู่อย่างหนึ่งคือ ให้ถือว่า ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน. ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมสุขร่วมทุกข์ มีปัญหา อย่างเดียวกัน. ทุกศาสนาจะเน้นถึงผู้อื่นยิ่งกว่าที่จะมา เน้นถึงแต่ตัวเอง : สอนให้ทุกคนรักผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเองบ้าง, เท่ากับตัวเองบ้าง, ล้วนแต่มุ่งหมายจะทำลายความเห็นแก่ตัว ให้เห็นแก่ผู้อื่นด้วยกันทั้งนั้น นั่นก็คือความหมายแห่ง คำว่า "สังคมนิยม" คือ นิยมสังคม, อย่ามานิยมตัว คนเดียว. อาตมาอยากจะกล่าวชัดลงไปว่า ทุกศาสนามี วิญญาณแห่งสังคมนิยม, ทุกศาสนามีพระเจ้าเป็นยอดสุด อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าพระเจ้าอย่างบุคคลก็ได้ พระเจ้าอย่างนามธรรมก็ได้, ก็คือ มีธรรมะเป็นที่สูงสุด. เพราะฉะนั้น สังคมนิยมตามแบบของพระศาสนาทั้ง- หลาย ต้องเป็นสังคมนิยมที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ จึง มีความบริสุทธิ์อยู่ในตัวลัทธิ, เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่
น.288 ๖๖ คนทุกคน โดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะเรียกว่าสังคมนิยม ตามแบบของพระเจ้า. ถ้าจะพูดให้ชัดเป็นภาษาสั้น ๆ ก็ว่า ธรรมิกสังคม คือ สังคมนิยมที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม. นี่แหละคือลัทธิการเมืองของพระเจ้า , มีพระเจ้า เป็นยอดสุดของลัทธิการเมืองชนิดนี้ อาตมาจึงพูดว่า ธรรมะในฐานะเป็นลัทธิการเมือง, คือหมายถึงธรรมะใน ฐานะที่เป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งเราต้องประพฤติ กระทำตามกฎของธรรมชาติ เพื่อจะเกิดสันติภาพขึ้นมา ในหมู่มนุษย์ โดยไม่ต้องใช้อาชญา ธรรมะในความหมายที่ ๓ นี้ จึงเป็นลัทธิการเมือง หนึ่งอยู่ในตัวมันเอง, เป็นตัวธรรมะเสียเอง, เป็นลัทธิ การเมืองเสียเอง, ไม่ต้องพูดว่าเกี่ยวเนื่องอย่างนั้นอย่างนี้ กันก็ได้. หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ นั้นเป็นธรรมะ, ธรรมะ ชนิดนี้คือ ลัทธิการเมืองของพระเจ้า หรือของมนุษย์ที่ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ในความหมายที่ว่า มีความถูกต้อง. เรามีหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ จะต้องประ- พฤติปฏิบัติต่อกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย
น.289 ๖๗ ด้วยกัน ; เราจึงควรทำความเข้าใจกันในข้อนี้ โดยเฉพาะ ในโลกปัจจุบันนี้ คือ ให้ธรรมะเป็นการเมือง, ให้กฎของ ธรรมชาติเป็นพระเจ้า ผู้เป็นยอดสุดของนักการเมือง การเมืองก็จะเป็นของพระเจ้า เป็นของธรรมะ. เรา รู้จักสิ่งที่เรียกว่า การเมืองในฐานะที่เป็น ธรรมะ คือหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ด้วยกันอย่างนี้ เถิด. การประพฤติธรรมก็จะเป็นการเมือง, การเมืองก็ จะเป็นการประพฤติธรรมะ. ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็จะเปิด โอกาสให้ภูตผีปีศาจ ซาตาน พญามาร มาสิงเอา ถือเอา ประโยชน์แห่งตัวกู - ของกูเป็นสิ่งสูงสุด. ไม่นับถือ พระเจ้า, ไม่นับถือกฎเกณฑ์ของธรรมะ, เอาประโยชน์ แห่งตัวกู - ของกูเป็นสิ่งสูงสุด, แล้วก็ดำเนินการเมืองไป ตามเจตนารมณ์อันนั้น ; มันก็เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจ ไม่เกี่ยวกับธรรมะ. ถ้าการเมืองเกี่ยวกับธรรมะ มันก็เป็น การประพฤติธรรมะอยู่ในตัวการเมืองนั้นเอง. ขอให้นักการเมืองทั้งหลายทั้งโลกนี้ มองเห็น ธรรมะในฐานะเป็นลัทธิการเมือง, หรือมองเห็นลัทธิ การเมืองนั้นว่าเป็นตัวธรรมะโดยแท้จริง แล้วเราก็ จะมี
น.290 ๖๘ ธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองโลก . ธรรมะซึ่งจะขจัดกิเลส อันเป็นดังยาเสพติดทั้งหลายเสียได้นั้น ก็จะมาเป็นเครื่อง คุ้มครองโลก. ธรรมะมิใช่สิ่งเสพติด แต่ธรรมะจะเป็นเครื่อง กำจัดสิ่งเสพติด ; ดังนั้น การเมืองที่เป็นธรรมะ ธรรมะ ที่เป็นการเมืองนั้น จะทำโลกให้พ้นจากกิเลสความชั่วร้าย ความเลวทราม, ความเห็นแก่ตัวกู - ของกูโดยส่วนเดียวนั้น ออกไปเสียได้. เราก็จะได้อยู่กันในโลกของพระเจ้าอัน แท้จริง ประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้อง ตามประสงค์ของ พระเจ้าอันแท้จริง. ไม่มีคำว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก" ในโลกของพระเจ้าชนิดนี้ , เพราะว่าการเมืองนั้น เป็น เรื่องของความถูกต้อง ของความยุติธรรม ของความดีความ งามสูงสุด, กล่าวคือ การช่วยกันจัดให้โลกนี้มีสันติภาพ, มีสันติสุขอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้อาชญา คือไม่มีการ ทำอันตรายแก่กันและกัน ทั้งบนดินและทั้งใต้ดิน หรือ โดยประการใด ๆ. ขอภาวนาให้ธรรมะปรากฏแก่จิตใจของคนทุก คนในโลก นี้ ครบถ้วนทั้ง ๔ ความหมาย, แล้วถือเอา
น.291 ๖๙ ความหมายที่ ๒ คือกฎของธรรมชาตินั้นเป็นพระเจ้า, แล้ว ถือเอาความหมายที่ ๓ หน้าที่ตามกฎธรรมชาตินั้นเป็นการ เมืองของมนุษย์ ที่จะต้องประพฤติ ให้ถูกตรงตามความ ประสงค์ ของพระเป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา. เราก็จะได้ชื่อ ว่าเป็น มนุษย์ สมตามความหมายของคำ ๆ นี้ คือ สัตว์ที่มีใจสูง สูงอยู่เหนือปัญหาทุกอย่างทุกประการ ไม่เสียทีที่ว่าเป็น มนุษย์, และมีศาสนาสำหรับขจัดปัญหาทุก ๆ อย่างอันจะ พึงมี. อย่าเอ่ยชื่อถึงพระเจ้าแต่เพียงสักว่าปากเอ่ยชื่อ, จงมีพระเจ้ากันให้จริง ๆ อ้อนวอนพระเจ้าด้วยการพยายาม ประพฤติปฏิบัติให้ดี ให้งาม ให้ตรง ตามหน้าที่ที่กฎของ ธรรมชาติมีอยู่แล้วอย่างไร ; ก็จะเป็นอันว่าเป็นมนุษย์ที่ อยู่เหนือปัญหาได้ เพราะยึดถือธรรมะ ในฐานะเป็นลัทธิ การเมืองดังที่กล่าวมา. เวลาสำหรับปาฐกถาธรรมในวันนี้ ก็หมดลงแล้ว. อาตมา ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa