น.292 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, ในการบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า “ธรรมะ ในฐานะเป็นระบบเศรษฐกิจ" บางคนที่ ได้ฟังดังนี้ก็จะสงสัย แย้งว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร ? เศรษฐกิจเป็น เรื่องของโลก ธรรมะเป็นเรื่องของธรรม. นี่ขอทำความเข้าใจกันว่า เมื่อมองดูในทัศนะของพุทธบริษัทผู้ถือธรรมะเป็นหลักแล้ว ย่อม เห็นธรรมได้ในที่ทั่วไป แม้ในสิ่งที่เรียกกันว่าระบบเศรษฐกิจ. ถ้าท่านยังจำความหมายของคำว่า "ธรรมะ" ในการบรรยายครั้งก่อนๆ ได้อยู่, ท่านจะต้องระลึกว่า สิ่งที่เราเรียกว่า ธรรม นั้น คือ ระบบ ปฏิบัติที่ถูกต้องต่อความเป็นมนุษย์ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา. ๗๐
น.293 ๗๑ เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั้นก็เหมือนกัน คือสิ่งที่มนุษย์จะต้องทำให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนแห่ง วิวัฒนาการของเขา. โดยส่วนตัวก็ดี, โดยสังคมที่เนื่อง กันเป็นหมู่ก็ดี, มนุษย์มีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติระบอบ เศรษฐกิจให้ถูกต้อง ตามขั้นตอนแห่งวิวัฒนาการของเขา ; ดังนั้น เศรษฐกิจจึงเป็น "ธรรม” ในความหมายนี้. ข้อนี้ ขึ้นอยู่กับการรู้ความหมายของคำทั้งสองคำนั้นอย่างสมบูรณ์ ด้วย. คำว่า ธรรม มีความหมายเป็น ๔ อย่างดังที่กล่าวมา แล้วว่า หมายถึง ตัวธรรมชาติ, หมายถึง กฎของธรรมชาติ, หมายถึง หน้าที่ตามธรรมชาติ, หมายถึง ผลที่จะได้รับจาก การปฏิบัติหน้าที่. เดี๋ยวนี้สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั้นก็คือ หน้าที่ที่มนุษย์ จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, และได้ผล อะไรมาก็เป็นผลทางเศรษฐกิจ. คำว่าธรรมในความหมาย ที่ ๓ ที่ว่าหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎ ของธรรมชาติ ; นี่คือใจความสำคัญของคำว่าธรรมมี ความหมายอย่างนี้. เศรษฐกิจก็มีความหมายอย่างนี้ ; ถ้า
น.294 ๗๒ ท่านรู้ความหมายแห่งคำทั้งสองอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะเห็น ได้ว่ามันเป็นหน้าที่ของมนุษย์ ที่จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ ปัญหามันจะเกิดขึ้นในข้อที่ว่า มีความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไร ต่างหาก. เดี๋ยวนี้เราก็มองเห็นกันว่า เศรษฐกิจนั้นมันมี ความมุ่งหมายที่จะใช้เป็นอุบาย สำหรับครอบงำผู้อื่น ด้วย เจตนาจะเอาเปรียบเป็นต้น. ถ้าอย่างนี้แล้วมันไม่ใช่ธรรม, ไม่ใช่ธรรมะเสียแล้ว เพราะไม่มีความถูกต้อง. เราจึง ต้องมอง ความหมายของคำว่าเศรษฐกิจในทางที่ถูกต้อง ตามทางธรรม มันเป็นหน้าที่ ที่ต้องทำเพื่อสันติสุข ; สิ่ง นั้นเรียกได้ว่าเป็นศีลธรรม หรือเป็นธรรม ในฐานะที่ เป็นหน้าที่ตามกฎของธรรมชาตินั้นเอง. ความหมายของ คำว่า เศรษฐกิจ มาตรงกับความหมายของคำว่า ธรรม ตรงที่ว่า เป็นการทำให้เกิดประโยชน์ตน และประโยชน์ ผู้อื่นอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. คำว่า เศรษฐกิจ ควรจะจำกัดความลงไปได้ว่า การทำของน้อยค่าให้มากค่า หรือ ถึงกับทำความไม่มีอะไรให้ เกิดมีอะไรขึ้นมา. ถ้ามองกันในแง่นี้แล้วพอจะเห็นได้ว่า
น.295 ๗๓ พระเจ้านั่นแหละเป็นยอดของนักเศรษฐกิจ ; เพราะว่า พระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาจากความไม่มีอะไร. ใคร ๆ ก็รู้ว่าก่อนนี้มันไม่มีอะไร แล้วมันค่อยมีอะไร ด้วยอำนาจ ของใคร ? ด้วยอำนาจของพระเจ้า, ในนามของพระเจ้า, ซึ่งพุทธบริษัทถือว่า กฎของธรรมชาตินั่นเองเป็นพระเจ้า ; เพราะว่าสามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง กฎของธรรมชาติ มีอยู่ก่อนธรรมชาติที่ปรากฏ. ธรรมชาติต่าง ๆ เกิดขึ้น ปรากฏขึ้นด้วยอำนาจของกฎธรรมชาติ; เราจึงถือว่ากฎ ของธรรมชาติมีอยู่ก่อนสิ่งใด เช่นเดียวกับที่เขาถือกันว่า พระเจ้ามีอยู่ก่อนสิ่งใด. พระเจ้าสร้างทุกสิ่งขึ้นมาจากความไม่มีอะไร, ลงทุน ด้วยความไม่มีอะไร, แล้วก็ได้มาทุกสิ่งทุกอย่าง. อย่างนี้ เราจะไม่เรียกว่าพระเจ้าเป็นยอดของนักเศรษฐกิจได้อย่างไร กัน ? กฎของธรรมชาติคือพระเจ้า เป็นยอดสุดของนัก เศรษฐกิจ ; ถ้าพูดอย่างบุคคลก็เป็นยอดนักเศรษฐกิจ. ธรรมะนี้ก็เหมือนกัน ทำของมีค่าน้อยให้มีค่ามาก. เช่น ร่างกายนี้เป็นของเน่าเหม็นปฏิกูลด้วยซ้ำไป และมีค่าน้อย ; แต่ธรรมะจะทำให้ร่างกายนี้มีค่ามาก
น.296 ๗๔ ถึงกับให้มีการบรรลุ มรรค ผล นิพพาน. หลักธรรมะ ทั้งหลาย ก็คือการทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ให้มีประโยชน์, หรือจะถึงกับทำสิ่งที่เป็นโทษให้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ไป. ให้มันมีผลมีกำไรกี่มากน้อยท่านก็ลองคิดดู. ระบบ ของธรรมะทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ให้กลายเป็นของมีประ- โยชน์ขึ้นมา, หรือทำสิ่งที่เป็นโทษให้กลายเป็นสิ่งที่มี ประโยชน์. ดังนั้น การดำเนินเศรษฐกิจในลักษณะนี้อย่าง ถูกต้องก็คือ การประพฤติธรรม, หรือ การประพฤติธรรม ในกรณีนี้ก็คือ การดำเนินเศรษฐกิจอย่างถูกต้อง. เจตนา- รมณ์ของธรรมะก็คือเจตนารมณ์ของเศรษฐกิจ ; เพราะ มุ่งหมายจะทำสิ่งที่มีค่าน้อยให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามาก, มีค่า สูงสุด หรือถึงกับทำสิ่งที่ไม่มีค่าเลยให้มีค่าขึ้นมาได้, หรือ ถึงกับทำสิ่งที่เป็นโทษให้กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์. นี่คือ เจตนารมณ์ของธรรมะ ซึ่งควรจะเป็น เจตนารมณ์ของสิ่งที่ เรียกว่าเศรษฐกิจ. อาตมาอยากจะกล่าวว่า ธรรมชาติเป็นยอดนัก เศรษฐกิจ. ท่านจงเหลือบมองดูธรรมชาติทั่วไป มัน
น.297 ๗๕ ปรุงแต่งกันอย่างนั้น ปรุงแต่งกันอย่างนี้ จนมีวิวัฒนาการ งอกงาม เป็นผลเป็นกำไร, ไม่เคยมีโลกมนุษย์ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์อะไร ก็ทำให้มีขึ้นมาได้. มีกฎของธรรมชาติ นั่นแหละ เป็นกฎของเศรษฐกิจ. ธรรมชาติมีกฎที่เป็นวิวัฒนาการ, ทำให้สิ่งต่าง ๆ มีวิวัฒนาการเหมือนกับมีวิวัฒนาการในกระแสแห่งธรรม- ชาตินั้นเป็นกำไรเรื่อย ๆ ขึ้นมา. นี้เรียกว่าธรรมชาติเป็น ยอดนักเศรษฐกิจอยู่ในตัวซึ่งเราควรจะมองดูให้เข้าใจ แล้ว ก็ถือเอาเป็นตัวอย่าง : มีกฎของธรรมชาติเป็นกฎของ เศรษฐกิจ, แล้วก็มีวิวัฒนาการซึ่งเป็นกำไรเรื่อยมา. เดี๋ยวนี้ มนุษย์นี่แหละมันเป็นมารร้าย ที่ทำลาย เศรษฐกิจของพระเจ้า, หรือเศรษฐกิจของธรรมชาติ. พระเจ้าธรรมชาติสร้างอะไรมา, สร้างอะไรขึ้น ในลักษณะ ที่เป็นเศรษฐกิจที่ดี คือมีวิวัฒนาการอันงอกงาม ; แล้ว มนุษย์ก็คือมารร้ายทำลายสิ่งเหล่านั้นอยู่เรื่อย ๆ และรุนแรง ยิ่งขึ้น ในยุคสมัยที่มนุษย์เป็นวัตถุนิยม.
น.298 ๗๖ ลองพิจารณาดูจะเห็นได้ว่า ธรรมชาติได้ให้ ทรัพยากรสำหรับเศรษฐกิจของมนุษย์อยู่เต็มโลก ในโลก นี้มีทรัพยากรอะไรบ้างเรานับไม่ไหว ; นี้ธรรมชาติให้มา สำหรับวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจของมนุษย์. มนุษย์ก็ ทำลายมันเสียอย่างสัตว์อกตัญญู, ไม่รู้จักขอบใจธรรมชาติ. มนุษย์ทำลายป่าไม้ซึ่งธรรมชาติให้มา สำหรับเป็นทุนหรือ เป็นเดิมพัน สำหรับพัฒนาให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดแก่ มนุษย์นั่นเอง ; มนุษย์ก็ยังทำลายมันได้ลงคอ. ป่าไม้เป็นของโปรดปรานของพระพุทธเจ้า พระองค์ประสูติใต้ต้นไม้ ตรัสรู้ใต้ต้นไม้ นิพพานอยู่ใต้ ต้นไม้ ถือเอาต้นไม้เป็นที่บำเพ็ญเพียร เป็นของโปรดปราน ของพระพุทธองค์อย่างสูงสุด. การทำลายของโปรดปราน แห่งพระพุทธองค์อย่างสูงสุดเช่นนี้ มันเป็นการเหยียบย่ำ จิตใจของพุทธบริษัทมากเกินไป ; นี้เป็นบาปหรือเป็นบุญ ก็ไปคิดเอาเอง. สัตว์อกตัญญูจะต้องวินาศ เหมือนกับเนื้อ สมันอกตัญญู ในนิทานสอนเด็ก. ผู้ใหญ่อายุรุ่นอาตมา คงได้อ่านหนังสือ นิทาน สุภาษิตสอนเด็ก กล่าวถึงเนื้อสมันตัวหนึ่ง เห็นนายพราน
น.299 ๗๗ เดินมาแต่ไกล ก็วิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้แห่ง หนึ่ง. นายพรานไม่เห็นเดินผ่านไป มันก็รอดชีวิตได้ ; แล้วมันก็ชะล่าใจกัดกินใบไม้ของสุมทุมพุ่มนั้นจนหมด. พอ นายพรานกลับมาก็เห็น แล้วก็ยิงตาย ; สมน้ำหน้าสัตว์ อกตัญญู. ธรรมชาติได้ให้ทรัพยากร ได้ให้เครื่องคุ้มครอง ป้องกันอะไรแก่มนุษย์อย่างครบถ้วน ; มนุษย์ก็ยังทำลาย สิ่งเหล่านั้นได้ลงคอ. มนุษย์ทำลายธรรมชาติเพื่อผลอะไร ? ลองคิดดู. ถ้ามองดูจะเห็นเป็น ข้อแรก ที่สุดก็คือ เพื่อส่ง- เสริมความไม่มีศีลธรรมของตนเอง. มนุษย์ทำลายธรรม- ชาติไปในทางที่ส่งเสริมกิเลส ; เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็น เหยื่อของกิเลส เกินความจำเป็นที่มนุษย์ควรจะมี, ไม่สำนึก ถึงคุณค่าของสิ่งเหล่านั้น ที่พระเจ้าหรือธรรมชาติมอบให้มา ก็เลยทำลายเสีย ; นับว่าเป็นการทำลายสิ่งซึ่งมีอยู่สำหรับ ตน, ที่ตนควรจะพัฒนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปก็ทำลายเสีย. อย่าง นี้เรียกว่าส่งเสริมความไม่มีศีลธรรมของตนเอง ; นั่นคือ ทำลายเสียซึ่งเศรษฐกิจ ทั้งทางวัตถุ และทางวิญญาณ.
น.300 ๗๘ การทำให้ทรัพยากรเสียหายไปในส่วนวัตถุ ทำให้ จิตใจตกต่ำลงไปในส่วนวิญญาณ ; นั่นแหละคือการทำลาย ความเป็นมนุษย์ให้หมดมนุษยธรรม. นั่นมันเป็นเศรษฐ- กิจหรือไม่ก็ลองคิดดู. มันทำให้วินาศขาดทุน มันจะเป็น เศรษฐกิจขึ้นมาได้อย่างไร ? ดังนั้น เศรษฐกิจที่ปราศจาก ธรรม ไม่เป็นธรรม ; นั่นคือ สิ่งทำลายโลก เป็น เศรษฐกิจอยู่ชนิดหนึ่งประเภทหนึ่ง ซึ่งทำลายโลก, สร้าง วิกฤตการณ์อันยืดยาว และนำไปสู่ความวินาศในที่สุด. เศรษฐกิจชนิดนี้ทำให้เฟ้อไปด้วยวัตถุ, แล้วก็หมดสิ้นไป แห่งค่าของความเป็นมนุษย์ ในทางนามธรรม. ขอให้คิดดูถึงความเป็นมนุษย์ในทางนามธรรม ที่ เราทำลายเสียด้วยความเฟ้อทางวัตถุ. อาตมาอยากจะระบุ ว่าการที่ให้เพศหญิงหรือเพศมารดาต้องไปทำงานเหมือนกับ เพศชายนั้น คือเศรษฐกิจชนิดบ้าหลังของพวกปิศาจ. เมื่อ มารดาต้องไปทำงานอย่างบิดา เด็ก ๆ ก็ไม่มีใครดูแล. เด็กๆ จะสูญเสียความเป็นมนุษย์ มนุษย์จะมีความเป็นมนุษย์ น้อยลง ; เพราะไม่มีใครกล่อมเกลาวิญญาณของเด็ก ๆ เพราะ มารดาต้องไปทำงานเสียอย่างบิดา, ผลงานที่
น.301 ๗๙ ได้มานั้นก็ไม่คุ้มกับผลเสีย ที่เด็กๆ ของเราไม่ได้รับการ อบรมที่ถูกต้อง. นี้เป็นการเสียหายมากเกินค่าของผลงาน เป็นเงินเป็นทอง, ที่ว่ามารดาจะต้องออกไปทำงานอีกสัก แรงหนึ่ง ; นี่มันเป็นลัทธิเศรษฐกิจที่มองกันแต่ในทาง วัตถุอย่างเดียว. เศรษฐกิจของลัทธินายทุนนั้น เพ่งผลแต่ใน ทางวัตถุอย่างเดียว, มองเห็นแต่วัตถุอย่างเดียว, บูชาวัตถุ อย่างเดียว. ทำไมไม่ดูให้ดี ว่านั่นแหละคือ dialectic materialism. ทำไมไม่มองในด้านจิตด้านวิญญาณ ? เมื่อ ถือวัตถุเป็นใหญ่แล้ว มีความเฟ้อทางวัตถุแล้ว ยิ่งทำไปก็ยิ่ง เพิ่มความเห็นแก่ตน แล้วในที่สุดเราจะอยู่กันอย่างไร ? อาตมาขอให้ลองคิดดู. มนุษย์ทำลายเศรษฐกิจของพระเจ้า ของธรรม- ชาติทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ. ทำลายทางวัตถุ เช่น ทำลายป่าไม้ ; ข้อที่พูดว่า ตัดต้นไม้ ๑ ต้นแล้วปลูกใหม่ ทดแทน ๑๐ ต้น. นี่มันมีแต่ตัวหนังสือ, เท่าที่สังเกต เห็นอยู่มันมีแต่ตัวหนังสือ. แล้วป่าไม้ก็ถูกทำลายไป ๆ สำหรับการอบรมจิตใจให้สูงอย่างมนุษย์นั้นไปถือกันเสียว่า
น.302 ๘๐ มันเสียเวลา, มันทำให้เสียเศรษฐกิจทางวัตถุของเขา. เพราะเขาเห็นแก่วัตถุ ไม่เห็นแก่จิตใจ, เขาเกลียดชังการ อบรมจิตใจว่าเป็นการทำให้เสียเศรษฐกิจทางวัตถุ. นั่นคือ การทำลาย ความเป็นมนุษย์ อันมีค่าสูงสุดให้หมดไป ; แล้ว มานับถือวัตถุเป็นผลที่ได้ ; เอามาเปรียบเทียบกันดู มัน เปรียบกันไม่ได้. ขอให้คิดดูให้ดีเถิดว่า การที่ทำลายค่าทางจิตใจ แล้วไปเห็นแก่ค่าทางวัตถุนี้ มันเป็นระบบเศรษฐกิจอะไร กัน ? ระบบเศรษฐกิจของอะไร ? ของอวิชชา หรือว่าของ วิชชา ของเทวดา หรือว่าของภูตผีปีศาจ ? กฎทางเศรษฐกิจ ที่เราจะถอดออกมาได้จากพระ- เจ้าหรือกฎของธรรมชาตินั้นมีอยู่ อาจจะถอดออกมาได้เป็น รูปแบบอันหนึ่งว่า ไม่มีการเอาส่วนเกินด้วยการเห็นแก่ ตัว. การเอาส่วนเกินเป็นการผิดกฎของธรรมชาติ, ผิด หลักเศรษฐกิจของธรรมชาติ. ข้าราชการชั้นผู้น้อยเงิน เดือนไม่พอใช้นี้ มันเกิดจากการเป็นอยู่ด้วยส่วนเกิน ; มัน ผิดกฎเศรษฐกิจของธรรมชาติ หรือของพระเจ้า. พอ หยุดส่วนเกินที่เห็น ๆ กันอยู่นั้นเสีย ก็จะไม่มีอะไรที่จะทำ
น.303 ๘๑ ให้เสียเศรษฐกิจ. ถ้าเราหยุดส่วนเกินกันเสีย ประเทศไทย นี้จะไม่มีการขาดทุนเศรษฐกิจแก่ประเทศไหนอีกต่อไป ; เพราะว่าส่วนที่มันใช้จ่ายไปเพื่อส่วนเกินนั้นมันมีมาก. คำว่า "เกิน" นี้หมายถึงเอามากินมาใช้กันอย่าง เกิน ; แต่ถ้าในฝ่ายผลิตฝ่ายสร้างสรรค์ขึ้นมา เราจะไม่ ถือว่ามีส่วนเกิน. เราจะผลิตให้มากที่สุดเต็มความสามารถที่ จะผลิตได้. ครั้นได้มาแล้วไม่กินเกิน, ไม่ใช้เกิน, ให้มัน เหลืออยู่มาก ๆ ; แล้วเอาส่วนที่เหลือนี่ไปช่วยผู้อื่น, หรือ ไปพัฒนาโลกเป็นส่วนรวม. นี่แหละคือหลักเศรษฐกิจ ของพระเจ้าหรือของธรรมชาติ ที่เป็นกฎอันศักดิ์สิทธิ์ที่ จะสร้างสรรค์ให้เกิดสันติภาพแก่มนุษย์ ไม่มีการเอาส่วน เกิน ; มันก็ถูกเศรษฐกิจของพระเจ้า ของธรรมชาติ. ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าโดยธรรมชาติแล้ว ไม่มีอะไรที่เอาส่วน เกิน ทำให้อยู่ด้วยกันได้อย่างสบาย. มนุษย์ที่เป็นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีโอกาสที่จะเอา ส่วนเกิน ; ไม่มียุ้งมีฉางที่จะใส่ส่วนเกิน. สัตว์เดรัจฉาน ไม่มียุ้งไม่มีฉาง ก็ไม่เอาส่วนเกิน. ต้นไม้ต้นไร่ก็กิน อาหารเท่าที่จำกัดหรือจำเป็น, มันไม่เอาส่วนเกิน. หญ้า-
น.304 ๘๒ บอนก็ไม่เอาส่วนเกิน ; ดังนั้น มันจึงอยู่ด้วยกันได้ มัน จึงเฉลี่ยกันอยู่ได้ ทำให้เกิดสันติภาพ. ถ้าเราไม่ทำผิดเศรษฐกิจ ในข้อนี้ คือ แต่ละคน ไม่เอาส่วนเกินแล้ว ก็จะไม่เกิดกิเลสที่เห็นแก่ตัว. คน มั่งมีกับคนยากจนจะอยู่กันได้, คนโง่กับคนฉลาดก็อยู่ร่วม กันได้, คนแข็งแรงกับอ่อนแอก็อยู่ร่วมกันได้, เหมือน ที่เราจะเห็นได้ว่า ในป่าดงต้นไม้ใหญ่สูง ก็อยู่ร่วมกันได้ กับต้นไม้ที่เล็กลงมา ; กระทั่งเถาวัลย์ กระทั่งหญ้าบอน กระทั่งตะไคร่, แม้ที่สุดตะไคร่น้ำมันก็อยู่รวมกันได้ ; เพราะมันไม่รุกล้ำกันในเรื่องเศรษฐกิจคือส่วนเกิน, มันทำ ให้มีอะไร ๆ มากขึ้น ๆ. ถ้ามนุษย์อันธพาลไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแล้ว วิวัฒนา- การเหล่านั้นก็ยังจะคงอยู่ คือ ในป่าก็ยังจะเต็มไปด้วยป่าไม้ ที่อยู่กันได้ตั้งแต่ไม้สูงสุดจนถึงตะไคร่น้ำ, ในทะเลมันก็จะ มีปลาเต็มทะเลเหมือนสมัยก่อน, เหมือนสมัยปู่ย่าตา ยาย ; มันเพิ่งจะหมดไปในเมื่อมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง. ในป่าก็ยังมีเสือมีกวาง, มีสัตว์อื่น ๆ เต็มไปหมด มันอยู่กัน
น.305 ๘๓ ได้โดยไม่มีอะไรสูญพันธุ์. เดี๋ยวนี้มันเพิ่งสูญพันธุ์เมื่อ มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง. นี่แหละคือการที่มนุษย์ผู้มีเศรษฐกิจมากด้วยกิเลส ; มุ่งหมายแต่เรื่องส่วนเกิน จนเสียหลักเศรษฐกิจของพระ- เจ้า หรือของธรรมชาติ จึงถูกพระเจ้าหรือธรรมชาติลงโทษ ให้มีวิกฤตการณ์เดือดร้อนระส่ำระสายอยู่ตลอดเวลา. ไม่ มีอะไรที่วิวัฒนาการไปในทางดี ; มีแต่วิวัฒนาการไปใน ทางยุ่งเหยิงระส่ำระสาย ; ยิ่งเจริญยิ่งมีปัญหา, ยิ่งอยู่กัน ด้วยความทนทรมาน. หลักเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้าโดยตรง ที่เห็น ได้ง่าย ๆ ก็คือ อุโบสถศีล ถ้าบุคคลถืออุโบสถศีล ไม่มีการ เอาส่วนเกิน : - ศีลข้อกาเม ฯ เปลี่ยนเป็น อพฺรหม ฯ ; ก็หมาย ความว่า กิจกรรมทางเพศนั้นไม่จำเป็นต้องทำทุกวัน เว้น เสียบางวัน เว้นเสียให้มากก็ยังได้. ศีลอุโบสถองค์ที่ ๖ นั้น ไม่กินอาหารส่วนเกิน โดยเวลา ด้วยคุณลักษณะ โดยวิธี อะไรก็ตามอย่าให้มัน เกิน.
น.306 ๘๔ ศีลข้อ ๗ อย่าบำรุงบำเรอร่างกายด้วยส่วนเกิน : ฟ้อนรำขับร้องประโคมดีดสีตีเป่า ประดับประดา ลูบทา ตกแต่ง นี้มันเกิน. ศีลข้อ ๘ อย่ามีเครื่องใช้ไม้สอยให้มันเกิน : บ้านเรือนก็อย่าให้มันเกิน ให้มันอยู่แต่ที่พอดี ๆ. นี้คือ หลักเศรษฐกิจในอุโบสถศีล ที่จะช่วย บุคคลไม่ต้องเดือดร้อนด้วยเศรษฐกิจ. แต่คนก็เห็นว่า เป็นของครึไป ไม่มีใครสนใจ ; เพียงแต่ประเทศไทยถือ อุโบสถศีลกันบ้างเท่านั้น ก็จะไม่มีการขาดดุลย์การค้ากับ ประเทศอื่นอีกต่อไป. นี่แหละ ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูเถอะ ว่า ธรรมะในฐานะเป็นระบบเศรษฐกิจนั้นมันเป็นอย่างไร? มันเป็นจริงหรือไม่ ? ถ้าหมายถึงเศรษฐกิจที่ประกอบด้วย ธรรม ที่จะสร้างสันติสุขให้แก่บุคคลแต่ละคน จะสร้าง สันติภาพให้แก่โลกทั้งโลกเป็นส่วนรวมแล้ว ธรรมะเป็น ระบบเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เป็นระบบเศรษฐกิจของพระเจ้า หรือของธรรมชาติ.
น.307 ๘๕ ใครจะเรียกว่าพระเจ้าอย่างบุคคลก็ได้ มีความ หมายอย่างเดียวกับกฎของธรรมชาติที่จะสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้น มา, และควบคุมสิ่งทั้งปวงให้อยู่, ให้เป็นไปในลักษณะที่ วิวัฒนาการ, โดยถือเอามนุษยโลกนี่แหละเป็นหลัก ว่าที่ แรกมันไม่มีอะไร แล้วก็มีขึ้นมา ๆ จนมากมายเต็มไปอย่าง น่าชื่นใจ. แล้วมนุษย์อัน ธ พาลสมัยนี้ก็ทำลายล้างสิ่ง เหล่านั้นให้หมดไป ; โดยไม่มีระบบเศรษฐกิจอย่างของ พระเจ้าหรือของธรรมชาติ. ขอให้พิจารณาดูกันเสียใหม่ก็พอจะเข้าใจได้ว่า ระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรมะ หรือเนื่องอยู่กับธรรมะ เท่านั้น ที่ จะช่วยให้โลกนี้อยู่กันเป็นผาสุก ให้อยู่กันได้ เป็นผาสุกทั้งที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ; เหมือนกับว่าต้นไม้ สูงสุดก็อยู่กันได้กับ ตะไคร่น้ำ อย่างนี้เป็นต้น. เวลาที่กำหนดให้หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย เรื่อง "ธรรมะในฐานะเป็นระบบเศรษฐกิจของพระเจ้า" ไว้แต่ เพียงเท่านี้.
Buddhadasa