น.308 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย , การแสดงปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า “ ธรรมะในฐานะระบบการศึกษา ". ขอซ้อมความเข้าใจอย่างเดียว กับครั้งที่แล้ว ๆ มาอีกครั้งหนึ่งว่า อาตมาได้กล่าวว่า ธรรมะในฐานะ ที่เป็นตัวระบบการศึกษา ; ไม่ใช่ว่ามีธรรมะมีอยู่อย่างหนึ่ง แล้ว มีการศึกษาอยู่อีกอย่างหนึ่งแล้วเอามาผนวกเข้าด้วยกัน อย่างนี้ก็ไม่ใช่ ; แต่ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นตัวระบบการศึกษาเสียเอง. ถ้าท่านผู้ฟังยังจำเรื่องธรรมะ ๔ ความหมายได้ ก็ ย่อมเข้าใจได้ทันที. ที่ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็น ตัวธรรมชาติ นั้นอย่างหนึ่ง, ธรรมะในฐานะที่เป็น กฎของธรรมชาติ ๘๖
น.309 ๘๗ นั้นอย่างหนึ่ง, ธรรมะในฐานะเป็น หน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ นั้นอย่างหนึ่ง, ธรรมะที่เป็น ผลเกิดจากหน้าที่ นั้นอีกอย่างหนึ่ง ; รวมเป็น ๔ อย่างด้วยกัน. ทั้ง ๔ อย่าง นี้ก็เรียกว่าธรรมะเสมอกัน หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ก็คือธรรมะ. ทีนี้ การศึกษานั่นแหละเป็นหน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ. ดังนั้น ตัวการศึกษาจึงเป็นตัวธรรมะเสียเอง ; มีสิ่งเดียว จะเรียกชื่อว่า "ธรรมะ" ก็ได้, จะเรียกว่า "การ ศึกษา" ก็ได้. ธรรมะในฐานะระบบการศึกษา ต้องทำให้ ธรรมะกับการศึกษาเป็นสิ่งเดียวกัน; เช่นเดียวกับที่ เคยกล่าวมาแล้วว่าการเมืองก็คือธรรมะ, การเศรษฐกิจก็คือ ธรรมะ อย่างนี้เป็นต้น. ข้อนี้หมายความว่า ถ้าเรา ประพฤติถูกต้องตามความมุ่งหมายอันแท้จริงของสิ่งเหล่านั้น แล้ว มันก็กลายเป็นธรรมะไปหมด; ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การเมืองหรือเรื่องเศรษฐกิจ; แม้แต่เรื่องของสงคราม ถ้าทำอย่างถูกต้องตามเหตุผล มันก็กลายเป็นศีลธรรมไป ดังนี้.
น.310 ๘๘ ทีนี้ "การศึกษา" เป็นอย่างไร ? ในปัจจุบัน เราควรจะรู้ให้ลึกลงไปว่า การศึกษานั้นโดยเหตุผลทาง ธรรมชาติ หรือโดยกฎของธรรมชาติแล้ว ต้องมีอยู่อย่าง น้อย ๓ ระบบ : - การศึกษาระบบที่ ๑ ทำให้คนรู้หนังสือ มี ความเฉลียวฉลาด; อย่างที่เรียกกันว่า " พุทธิศึกษา " อะไรทำนองนั้น. การศึกษาระบบที่ ๒ ก็คือ ทำให้มีอาชีพ, ให้รู้ อาชีพรวมหัตถศึกษา พลศึกษา อะไรอยู่ในความหมายนี้. การศึกษาระบบที่ ๓ นั้น คือ เรื่องทางจิตทาง วิญญาณ; เพื่อให้คนนั้นที่มันรู้หนังสือดีแล้วนั้น เป็น มนุษย์ที่ถูกต้องและสมบูรณ์ ก็คือมีธรรมะนั่นเอง. การ ศึกษาระบบที่ ๓ นี่เป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ ทางธรรมะ ทางศีลธรรม แล้วแต่จะเรียก. ฉะนั้น การศึกษาระบบที่ ๓ ก็คือตัวธรรมะ; แต่ว่าในโรงเรียน, ในการจัดการศึกษาในโลกปัจจุบันนี้ เขาตัดออกไปเสีย ยังเหลืออยู่แต่เพียง ๒ ระบบ คือทำ
น.311 ๘๙ ให้รู้หนังสือ เฉลียวฉลาด, และให้รู้อาชีพ. เรื่องจิต เรื่องวิญญาณคือ เรื่องทางธรรม หรือ ทางศาสนา นั้น เขา เพิ่งตัดออกไปเสีย โดยสิ้นเชิงเมื่อเร็วๆ นี้. ประเทศ ที่นำหน้าเขาตัดก่อน ; ประเทศที่ตามกันก็ตัดตามหลัง, จนในระบบการศึกษามีเหลืออยู่เพียง ๒ อย่าง คือ ให้รู้ หนังสือและให้ฉลาดให้มีอาชีพ ไม่มีเรื่องจิตเรื่องวิญญาณ ก็คือไม่มีเรื่องธรรมะ. เมื่อไม่มีเรื่องธรรมะนี้ มัน มีปัญหาขึ้นมาทันที ว่าคนเหล่านั้นจะอยู่ในฐานะอย่างไร ? มีหลักมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก่อนพุทธกาลก็ได้ เกี่ยวกับธรรมะที่ทำความแตกต่างให้แก่มนุษย์ ให้แตกต่าง ไปจากสัตว์. ขอให้ลองฟังดูให้ดี ใครจะค้านหลักเกณฑ์ข้อนี้ บ้าง ? อาหารนิทฺทา ภยเมถุนญฺจ สามาญฺญเมตฺตปปฺสุภิ นรานํ - การหาอาหารกินก็ดี การแสวงความสุขจากการนอนก็ดี การรู้จักขี้ขลาดหนีภัยก็ดี การประกอบกิจกรรมระหว่างเพศ ก็ดี เหล่านี้มีได้เสมอกันทั้งคนและสัตว์ ธมฺโม หิ เตสํ อธิโก วิเสโส ธมฺเมน หีนา ปสุภิ สมานา - ธรรมะเท่านั้นที่จะทำให้
น.312 ๙๐ เกิดความผิดแปลกแตกต่างระหว่างคนกับสัตว์ ถ้าปราศจาก ธรรมะเสียแล้ว คนก็เสมอกันกับสัตว์. เพราะเหตุที่ว่ามาแล้ว ว่าเพียงแต่รู้จักกินอาหาร, รู้จักนอน รู้จักหนีภัย, รู้จักประกอบกิจกรรมทางเพศนี่ มัน มีเหมือนกันทั้งคนและสัตว์ ธรรมะเท่านั้นที่ต้องเพิ่ม เข้ามา ให้คนผิดแผกแตกต่างกับสัตว์. ใครค้านข้อนี้ บ้าง ? ใครไม่ยอมรับหลักเกณฑ์อันนี้บ้าง ? ก็ลองไปคิดดู เองเถอะ ฉะนั้น เราจึงเห็นได้ว่าคนเราจะต้องมีธรรมะ, เราจะต้องศึกษาธรรมะ มันจึงจะผิดแผกแตกต่างกับสัตว์. ถ้าเราให้เรียนแต่หนังสือ เฉลียวฉลาด รู้จักแต่ ประกอบอาชีพ นี่ไม่มีธรรมะ จึงยังไม่แตกต่างจากสัตว์ ; แม้ว่ามีอะไรที่ว่าเป็นอย่างคน ก็ยังมีความหมายอย่างเดียว กับสัตว์. ฉะนั้น จะดูกันต่อไปว่า การมีการศึกษาเพียง ๒ ระบบแรกนั้น มันไม่พอสำหรับความเป็นมนุษย์ ; โลก นี้ไม่มีความเป็นมนุษย์ การศึกษาก็เสียเปล่าหรือสูญเปล่า คือไม่สร้างความเป็นมนุษย์ขึ้นมาเพื่อให้มีสันติภาพได้. จริยศึกษาเราพูดถึงกันแต่ชื่อ มันยังมีไม่พอที่ จะสร้างสันติภาพ, ไม่พอที่จะสร้างสันติสุขส่วนบุคคล,
น.313 ๙๑ ไม่มีพอที่จะสร้างสันติภาพส่วนสังคม. เรามีจริยศึกษากัน แต่สักว่าชื่อ ; มันไปเทียบกันไม่ได้กับการศึกษาให้รู้ หนังสือ, และให้ประกอบอาชีพ. ดังนั้น ในการศึกษา จึงยังไม่ได้ผล ตามความมุ่งหมายของ การศึกษาที่แท้จริง คือ ต้องครบทั้ง ๓ ระบบ. การศึกษาที่ไม่สมบูรณ์นี้ มันก็ไม่ให้ผลเต็มที่ ; เพราะฉะนั้น จึงยังมีการสูญเปล่าในโลกนี้เกี่ยวกับการศึกษา มนุษย์ไม่ได้รับประโยชน์จากการศึกษาพอ ที่จะสร้าง สันติสุขหรือสันติภาพในโลกได้. การศึกษายังสูญเปล่า ในส่วนที่ไม่ทำให้เกิดสิ่งที่จำเป็น ที่จะแก้ไขปัญหาของ มนุษย์ได้. การสูญเปล่านั้น มีตั้ง ๒๐ - ๓๐ รายการ. เรา ลองมาพิจารณากันดูจะรู้สึกว่าน่าตกใจ. การศึกษาที่ขาด ธรรมะหรือศีลธรรมนั้น เป็นการศึกษาสูญเปล่าเสียเปล่า ; ไม่สร้างความเป็นมนุษย์ขึ้นในโลกนี้ได้. การสูญเปล่าอย่างแรก ก็จะระบุว่า เรามีการ ศึกษาที่เรียกกันว่าก้าวหน้า ทั่วทั้งโลกเอาอย่างกันเป็น
น.314 ๕๒ แถวไปเลย ; แต่แล้วมันก็มี ปัญหาเรื่องยาเสพติด. คน ที่ผ่านการศึกษามาแล้ว ยังโง่ถึงขนาดที่ไปเสพยาเสพติด บูชายาเสพติด หลงยาเสพติด ; ไม่ใช่แต่พวกฮิปปี้ แม้ แต่พวกนักศึกษาในโรงเรียน ในเมืองไทย ในวิทยาลัย กระทั่งในมหาวิทยาลัยเดี๋ยวนี้ ก็ปรากฏว่าพากันติดยา เสพติด. นี่เป็นการศึกษาสูญเปล่า คือไม่ป้องกัน ไม่ให้ คนโง่ถึงกับไปบูชายาเสพติด. ถ้าการศึกษาถูกต้อง. เด็ก ของเราก็ต้องไม่เป็นทาสของยาเสพติด, แล้วก็ไม่เกิดปัญหา ขึ้นมาทั้งโลก ที่ต้องช่วยกันปราบปรามยาเสพติด. การสูญเปล่าข้อถัดมา ก็มีเช่น ปัญหาคอรัปชั่น ยังมีคอรัปชั่นทั่วไปในโลก ทั้งระดับต่ำ ๆ และคอรัปชั่น ระดับชาติ ; เพราะการศึกษาไม่มีธรรมะ. คนยังมี จิตทรามพอที่จะทำคอรัปชั่น. ยังมีปัญหาอันธพาลทั่วไป; โดยเฉพาะ อันธพาลทางเพศที่ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์. แม้ใน เมืองใหญ่ ๆ ในมหานครใหญ่ ๆ ของโลก มันก็มีอันธพาล อย่างนี้, ตามถนนหนทางก็ยังมีอันธพาลอย่างนี้ ไม่ต้อง พูดถึงประเทศไทยที่ว่ายังด้อยพัฒนา. ประเทศที่เรียกตัว
น.315 ๕๓ เองว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว มันก็ยังมีอันธพาลอยู่ทั่วไป, ยังมีภัยสังคม เกิดมาจากคนร่ำรวย คนมีอำนาจวาสนา ล้วนแต่ผ่านการศึกษามาแล้ว มันยังไม่พอ มันก็เป็นภัย- สังคม. เด็ก ๆ ของเรายังรู้จักชาติ ศาสนา พระมหา- กษัตริย์น้อยไป แม้ในประเทศที่ไม่มีกษัตริย์ ก็รู้จักชาติ หรือศาสนาน้อยเกินไป; เขาจึงต้องการจะเปลี่ยนชาติ จึงเห็นศาสนาเป็นยาเสพติด ไม่มีประโยชน์อะไร, อย่างนี้ เป็นต้น. ถ้าการศึกษาสมบูรณ์ ปัญหาจะไม่เกิดขึ้นแก่ เยาวชนในเรื่องที่เกี่ยวกับชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์. ดูกันง่าย ๆ อีกทีหนึ่งก็ว่า ในสภาผู้แทนมีสมาชิก ผู้แทนที่ดุร้าย รวน ขว้างปาทำอันตรายกัน, ขว้างกันด้วย อะไรก็มี ในสภาผู้แทนในประเทศที่ว่ามีเกียรติในโลก. ในประเทศไทยก็มีผู้แทนชนิดเหมือนกับขี้เมา; มันก็ มีการเลือกผู้แทนตามสินจ้าง ตามพรรคพวก, ไม่เลือก ผู้แทนด้วยจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย. นี่คือการศึกษาไม่พอ. มันก็ทำความเข้าใจกันไม่ได้.
น.316 ๕๔ ระหว่าง นายทุนกับชนกรรมาชีพ คือคนมั่งมี กับคนยากจน ทำความเข้าใจกันไม่ได้ จนเกิดความคิดว่า ต้องทำลายกันเสียข้างหนึ่ง. นี่แหละมันเป็นเรื่องโง่เขลา ที่สุด. กฎของธรรมชาติบังคับให้มีการแตกต่างกันในหมู่ บุคคล เหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันมากน้อย นี้มันช่วยไม่ได้ มันต้องมี. เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้สิ่งที่มันแตกต่างกันนี้ ให้มันอยู่กันได้. เช่นต้นไม้สูงใหญ่อย่างนี้ก็เหมือนกับนายทุน กับ ตะไคร่ตามโคนต้นไม้นั้นก็เหมือนกับชนกรรมาชีพ. ทำไม มันอยู่กันได้? ถ้าตัดต้นไม้นั้นเสีย ตะไคร่ตามโคนต้นไม้ นั้นก็ถูกแดดเผาตายหมด มันก็อยู่ไม่ได้. มันต้องมี นายทุนสำหรับทำให้กรรมกรมีงานทำ; แต่แล้ว ต้องมี การศึกษาดี พอที่จะรักใคร่กันและอยู่กันได้. ตะไคร่หรือเฟิร์นตามโคนต้นไม้นี้ก็ทำให้ดินดี ต้น ไม้ใหญ่ก็จะสบาย ต้นไม้ใหญ่ก็บังแดดให้เฟิร์นหรือตะไคร่ นั้นได้อยู่สบายกัน. ทีนี้ การศึกษามันไม่พอ ที่จะทำให้ มนุษย์มองเห็นอย่างนี้ มันก็เกิดลัทธิบ้า ๆ บอ ๆ อะไรกัน
น.317 ๕๕ ก็ไม่รู้ ที่ต่างฝ่ายต่างจะทำลายกัน. นั่นแหละการศึกษา มันสูญเปล่า. แม้ที่สุดแต่ เรื่องสิทธิมนุษยชน ที่เป็นเรื่องดี ก็ยัง พูดกันไม่รู้เรื่อง ยังทะเลาะวิวาทกัน ด้วยเรื่องสิทธิมนุษย- ชนอยู่จนกระทั่งวันนี้. อ่านหนังสือพิมพ์ดูก็รู้ว่า การศึกษา มันไม่พอ. มนุษย์ยังโง่, ยังไม่รู้จักค่าของสิทธิมนุษยชน แล้วจะไปโทษใคร. ยัง มีการขูดรีดของผู้ผลิต ได้โอกาสเมื่อไรผู้ผลิต ก็ขูดรีด มันมีการขูดรีด จนนายทุนได้โอกาสเมื่อไรนายทุน ก็ขูดรีด ไม่มีความซื่อตรงกันในระหว่างมนุษย์ตาดำ ๆ ด้วยกัน. เพราะฉะนั้นประเทศไทยประสบปัญหาหนัก : ไม่มีความซื่อตรงในหมู่สมาชิกที่จะประกอบกิจกรรมอะไร ก็ตาม. โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสหกรณ์, เรื่องสหกรณ์นี้ เป็นหลักที่ดีสุดที่จะช่วยมนุษย์ให้ได้ตรงตามหลักของ พระพุทธศาสนา ; แต่เราตั้งสหกรณ์ไม่ได้ เพราะคน มีจิตทราม ; มันพร้อมที่จะคดโกง, จะเป็นสหโกง จะ
น.318 ๕๖ ร่วมกันโกงเป็นสหโกง, สหกรณ์มันเลยตั้งไม่ได้. นี่แหละ การศึกษามันสูญเปล่าถึงขนาดที่ไม่สร้างพลเมืองที่มีจิตใจสูง พอที่จะทำสหกรณ์, หรือทำอะไรกันได้ คือมันยังไม่ สามัคคีกัน. แม้ในหมู่บ้านนี้ก็ยังไม่สามัคคีกัน ถ้าขยาย ระดับไปถึงประเทศมันก็ยังไม่สามัคคีกัน มันยังมีทะเลาะ วิวาท เพราะมีจิตใจไม่ประกอบไปด้วยธรรม. การศึกษา ยังไม่ทำให้คนรู้จักค่าของความสามัคคี จึงขอถือว่านี้เป็น การศึกษาที่สูญเปล่า. ประชาชนยังทำลายทรัพยากรของประเทศชาติ ของธรรมชาติ : ทำลายสัตว์วอดวาย, ทำลายป่าไม้วอดวาย, ทำลายห้วยหนองคลองบึงบ้าง, จนใช้ประโยชน์ไม่ได้ ; ไม่รู้จักรักษาสมบัติสาธารณะ ก็กลายเป็นคนอันธพาล ทำลายประโยชน์ทั้งส่วนตนและส่วนรวม จึงยากจน มี อาชีพที่ด้อยมาก. คนยังไม่ละทิ้งการขี้เกียจทำงาน, เกลียดการ งาน, หนักนักก็ไม่เอาไม่อยากทำงาน ทุกคน นั่นแหละ
น.319 ๙๗ จะพูดได้ว่า เขา ไม่อยากทำงาน ทำงานโดยความจำเป็น บังคับเท่านั้น. นี่แหละ การศึกษามันไม่พอ; ไม่ทำ ให้เขารู้จักแสวงหาความสุขในตัวการงาน. ถ้ามีธรรมพอ มีศีลธรรมพอ มันจะรู้สึกเป็นสุขเมื่อทำงาน ไม่ใช่รู้สึก เป็นสุขเมื่อได้เงินมาเพื่อไปซื้อหากามารมณ์ หาสิ่งบำรุง บำเรอจึงจะเป็นสุข นั่นมันเรื่องของกิเลสของภูตผีปีศาจ มันไปมีความสุขเมื่อใช้เงินบำรุงบำเรอเนื้อหนัง ถ้าเป็นสัตบุรุษในพุทธศาสนา ก็จะรู้สึกเป็นสุข เมื่อได้ทำงาน : กำลังทำงานอยู่ยังไม่ได้เงิน ยังไม่ถึงวัน เงินเดือนออก ก็จะเป็นสุขพอใจในการงาน เคารพการงาน เคารพตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้ว่า เราเป็นคนดี เราเป็น คนทำความดีอยู่. มีความสุขในการได้ทำความดี. ถ้าการ ศึกษามันพอ ก็จะอบรมให้เด็ก ๆ เป็นอย่างนี้ คือรู้สึกเป็น สุขเมื่อยังเล่าเรียนอยู่ ก็เป็นการงานเหมือนกัน, ไม่ต้อง ไปกินไปเล่น ไปบำรุงกิเลสที่ไหนจึงจะมีความสุข เดี๋ยวนี้เรามีสิ่งประเล้าประโลมใจยั่วให้เพลิดเพลิน มากเกินไปจนท่วมการงาน คนทำการงานแต่น้อย แล้ว ก็ไปแสวงหาสิ่งประเล้าประโลมใจมากเกินไป; ก็เลย
น.320 ๙๘ นิยมกันว่าเป็นไปในทางชอบสิ่งประเล้าประโลมใจ. มีจิต ทราม ชอบจัดงานที่โป๊ งานที่บาป ชอบเรื่องโป๊ จิต มันทรามถึงขนาดนั้นเพราะการศึกษาไม่พอ. การศึกษาไม่ได้ประกอบด้วยธรรม ทำให้คน เหล่านี้เป็นทาสของอายตนะ คือเป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. กิเลสครอบงำแล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้ก็ไม่เคารพครูบา- อาจารย์, ไม่เคารพบิดามารดา. เด็กเดี๋ยวนี้หายาก แล้ว ที่จะใช้คำว่า “คุณครู”; เรียก “ครู” เฉย ๆ. บางทีเรียก อ้ายเรียกอีก็มี ไม่รู้สึกว่าบิดามารดาเป็นผู้ให้ชีวิตหรือมี บุญคุณ เขาไม่ได้เคารพ. เด็กสมัยนี้ไม่มีคำว่า “บาป” เด็กสมัยก่อนนั้น พอได้ยินคำว่า “บาป” มันสะดุ้ง, เด็กสมัยนี้พอได้ยินคำว่า “บาป” มันแลบลิ้นหลอก. สมัยอาตมาเป็นเด็ก ๆ ได้ยิน คำว่า “บาป” แล้วสะดุ้ง, เด็กสมัยนี้ไม่สะดุ้งเมื่อได้ยินคำว่า “บาป”. ถ้าใครบอกว่าบาป มันก็แลบลิ้นหลอก นี้เรียก ว่าเด็ก ๆ ก็ไม่เคารพบิดามารดาครูบาอาจารย์.
น.321 ๙๙ ผู้สอนศาสนาแต่สมัยโบราณ นั้นเป็นพระตามวัด หรือพระจัดการศึกษา, แม้มหาวิทยาลัยในเมืองฝรั่ง แต่ ก่อนนี้พระจัดทั้งนั้น, พระจัดนั่นเขาจัดเพื่อบูชาคุณของ พระเจ้า. เดี๋ยวนี้คนชาวบ้านจัด จัดเพื่อเอาเงินเดือน. เขาจัดการศึกษาเพื่อบูชาพระเจ้านั้นพวกหนึ่ง, พวกหนึ่ง จัดการศึกษาเพื่อเอาเงิน เอาเงินเดือนเป็นต้น แล้วมันจะ เหมือนกันได้อย่างไร ? เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าเป็นเรื่อง ทำลายศีลธรรม ขจัดศีลธรรมออกไปจากการศึกษา จึงมีความงมงายในหมู่คนที่เรียกว่า "มีการศึกษา". ในกรุงเทพฯ นี่เองมันก็ยังมีเรื่องงมงาย ในคราว หนึ่งแตกตื่นเรื่อง "ปีมะ" ใครเกิดปีมะจะต้องตาย วุ่นวาย กันใหญ่ทั้งบ้านทั้งเมือง; มันยังมีได้ในลักษณะอย่างนี้ การศึกษาไม่พอแล้ว ความคิดมันก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้แก่กิเลส ไม่มีธรรมะแล้วมันก็เห็นแก่กิเลส. เดี๋ยวนี้เกิดประเพณีสกปรก ขึ้นมา งานศพอย่าง นี้สกปรกที่สุด กินเหล้าเมายา ฆ่าสัตว์. งานกฐินก็เพื่อ จะเล่นไพ่. งานบวชนาคก็ถือโอกาสที่จะเมา. นี่เขา สร้างประเพณีสกปรกขึ้นมา เพราะการศึกษามันไม่พอ.
น.322 ๑๐๐ ยังมีเสนียดแก่สังคม คือการจัด การหลอกลวง ทรงเจ้าเข้าผี อลัชชีอะไรก็ตาม หลอกลวงคน ; ไม่มี ความซื่อตรงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน. ทำอะไรถ้าเป็นเรื่อง ทางธรรมทางศาสนาก็ไม่มีสาระ มีแต่พิธีรีตองสักแต่ว่าทำ เท่านั้น, หรือทำเกินไปจนไม่สำเร็จประโยชน์ เพราะฉะนั้น คนจึงเลวลง. มีการลักเล็กขโมยน้อย, กระทั่งถึงการปล้นกัน แล้วก็หลงในส่วนเกิน กินเกิน แต่งเนื้อแต่งตัวเกิน นุ่ง ห่มเกิน เครื่องใช้ไม้สอยเกิน, อะไร ๆ ก็เกิน มันก็มีกิเลส หนา. นี่เรียกว่า "การสูญเปล่าของการศึกษา" เพราะ การศึกษาไม่เนื่องด้วยธรรม ไม่เอาตัวธรรมมาเป็นระบบ ของการศึกษา. การศึกษาที่ประกอบไปด้วยธรรมนี้ จะแก้ ปัญหาที่เลวร้ายเหล่านี้ได้หมด ไม่มาสร้างปัญหาให้แก่ มนุษย์ในโลก ด้วยเรื่องยาเสพติด คอรัปชั่น อันธพาล ภัยสังคมอะไรต่าง ๆ นั้นที่กำลังเป็นอยู่. ฉะนั้นขอให้ดูให้ดีว่า "ธรรมะในฐานะที่เป็น ระบบการศึกษา" นั่นแหละคือ ของจริงของธรรมชาติ
น.323 ๑๐๑ โดยกฎของธรรมชาติแล้ว มันต้องรู้หน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ; ถ้าเรารู้แล้ว เราก็ทำถูก ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น เดี๋ยวนี้เราทำผิดหมด เพราะเรามีการศึกษาที่ไม่ สมบูรณ์ คือไม่เป็นธรรมะ ไม่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ถึงจะจัดอย่างไรมันก็ไม่ได้รับผลดี แม้แต่ หนังสือ ก็ไม่รู้ ไม่ดีไปกว่าเก่า, แม้แต่ อาชีพก็ไม่ได้ทำให้คนเราเป็น สัตบุรุษ ที่ไว้ใจได้ ยิ่งรวยก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งคดโกงกันเป็น การใหญ่. เพราะฉะนั้น เราจะต้องศึกษาธรรมในความ หมายที่ ๓ คือ หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติปฏิบัติ ให้ถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ. ขอทบทวนอีกทีว่า สมัยก่อนโน้น การศึกษานี้ แฝดอยู่กับศาสนา ; เพราะว่าพระเป็นผู้จัดการศึกษา ใน เอเชียก็ดี ในยุโรปก็ดี ที่ไหนก็ดี พระเป็นผู้จัดการศึกษา ในสมัยดึกดำบรรพ์ยังแฝดกันมาเรื่อย ๆ; ต่อมาการศึกษา ตกมาอยู่ในมือของชาวบ้านมากขึ้น ๆ ชาวบ้านก็แยกการ ศึกษาออกมาจากการศาสนา ; ที่สุดก็คือแยกศาสนาออก
น.324 ๑๐๒ ไปเสียจากการศึกษา โดยเห็นว่าเป็นคนละเรื่องนี่ การแยก ศาสนาออกไปเสียจากการศึกษา secularization หรือ secularism นี่น่ะ ขอคัดค้าน, อาตมาขอคัดค้านอย่างเต็มที่ ; เพราะมันเป็นเรื่องบ้าที่แยกการศึกษาออกจากศาสนา หรือ แยกการศาสนาออกไปจากการศึกษา. อาตมาขอคัดค้าน เต็มที่. ขอให้เรากลับไปมี กระทรวงธรรมการ กันใหม่ แทนคำว่า "กระทรวงศึกษาธิการ". คนที่มีอายุหลายสิบปี หน่อยก็จะทราบได้ หรือเคยเห็นมาว่า ก่อนนี้เขามีกระทรวง- ธรรมการ ; ไม่มีกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษา- ธิการเพิ่งเปลี่ยนที่หลัง ; แต่ก่อนเรียกว่ากระทรวงธรรม- การ จัดการศึกษาแฝดกันไปกับการศาสนา และยกเอาการ ศาสนาเป็นใหญ่จึงให้ชื่อกระทรวงนี้ว่า "กระทรวงธรรม- การ". ไปเปิดดูหนังสือเอกสารเก่า ๆ จะพบ "กระทรวง ธรรมการ" : ตอนนั้นยังแฝดกันอยู่ ยังเป็นอันเดียวกันอยู่ ในระหว่างการศึกษากับการศาสนา นี่เราทำผิดหรือทำถูก ; เราเคยถูกแล้ว เรา กลับมาผิดหรือไม่ ก็ลองคิดดู. อาตมาขอยืนยันว่า
น.325 ๑๐๓ "ธรรมะในฐานะที่เป็นระบบการศึกษา" นั่นแหละจะ ช่วยโลกได้ จัดการศึกษาในฐานะเป็นธรรมะ จัดธรรมะ ให้เป็นการศึกษาเสีย สิ่งเลวร้ายเป็น ๒๐ - ๓๐ ประการ อย่างที่กล่าวมาเมื่อตะกี้นี้ มันก็จะไม่มี นี่ ขอให้เอาไปพิจารณากันดูเถิด ว่าธรรมะนั้นจำ- เป็นอย่างไร ? จำเป็นถึงกับว่า ทำให้มนุษย์ไม่ต้องเป็นสัตว์ ทำมนุษย์ให้แตกต่างจากสัตว์เพราะสิ่งๆเดียว "คือการ ศึกษา" เพียงแต่ให้เขารู้หนังสือ มีความเฉลียวฉลาด และ ประกอบอาชีพเก่งนั้น มันไม่ทำให้พ้นจากความเป็นสัตว์ ไปได้ มันจะเห็นแก่ตัวมากขึ้นเพราะไม่มีธรรมะ แล้วก็ เบียดเบียนตนเอง, ก็เบียดเบียนผู้อื่น, แล้วจะอยู่กันได้ อย่างไร. โลกนี้มีวิกฤตการณ์อันถาวร ไม่มีสันติภาพก็เพราะ ว่าการศึกษาสูญเปล่า ; มันไม่เป็นการศึกษา คือไม่เป็น ธรรมะ อยู่ในตัวระบบการศึกษา คนจึงมีความเห็นแก่ตัว. เมื่อเกิดโลภะ โทสะ โมหะ ก็เบียดเบียนตนเอง, ก็เบียด เบียนผู้อื่น หาความสงบสุขไม่ได้. ไปลองศึกษาดูให้ดี ๆ จะเห็นได้ว่า ทุกหนทุกแห่งทั่วไปในโลกนี้ ก่อนนี้เขา
น.326 ๑๐๔ เป็นสุขกันมากกว่านี้, มีมนุษย์ที่เมตตาอารีรักใคร่กันมาก กว่านี้ อยู่กันอย่างสบายกว่านี้. เดี๋ยวนี้จัดการศึกษาวิ่ง ก้าวหน้าไปหาอะไร ? ไปหาความพินาศ เพราะให้ศึกษา ชนิดที่เปิดโอกาสให้เกิดความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ๆ ไม่ควบคุม ความเห็นแก่ตัว. ขอให้จัดการศึกษาในฐานะที่เป็นธรรมะ จัด ธรรมะให้เป็นระบบการศึกษา แล้วมนุษย์ก็จะเป็น มนุษย์ที่มีจิตใจสูงอยู่เหนือปัญหาโดยประการทั้งปวง, นี่ขอให้พิจารณา. อาตมาขอยืนยันอย่างนี้. หวังว่า ท่านทั้งหลายคงจะสนองความต้องการอันนี้ ด้วยการรับไป พิจารณาดู. การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ เป็นการสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa