น.327 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรม ในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดย หัวข้อว่า "ธรรมะ ในฐานะระบบการดำเนินชีวิต," คือกำลังบอกว่า ธรรมะกับ ระบบการดำเนินชีวิต นั้นคือสิ่งเดียวกัน. เมื่อพูดว่า "การ ดำเนินชีวิต" ฟังก็ดูเป็นสำนวนคำประพันธ์ ; แต่เชื่อว่าคงฟังกัน ออก, คงเข้าใจได้ว่าหมายถึงอะไร. เมื่อกล่าวโดยหลักธรรมก็ดี, หรือแม้แต่โดยชีววิทยาก็ดี ชีวิตนี้เป็นสิ่งที่ดำเนินเรื่อย หมายถึงเปลี่ยน แปลงอยู่เรื่อยไป. เหมือนกับสังขารทั้งหลายอื่นที่มีเหตุมีปัจจัยปรุงแต่ง มันก็ดำเนินเรื่อย, ชีวิตมีการดำเนินในตัวมันเอง. ทีนี้เราในฐานะที่ เป็นมนุษย์ก็ควบคุมระบบการดำเนินชีวิตนั้น ให้เป็นไปอย่างถูกต้อง กล่าวคือให้มันเป็นการดำเนิน. ๑๐๕
น.328 ๑๐๖ ระยะนี้ยังเป็นระยะปีใหม่อยู่ ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า เรามักจะพูดกันว่า ปีใหม่ได้เวียนมาบรรจบครบรอบอีกรอบ หนึ่ง, แล้วก็ส่งความสุขกัน ; หมายความว่า ปีใหม่เวียน มาครบรอบวงหนึ่งทุก ๆ ปี, มันก็เวียนเป็นวงรอบ ๆ เหมือน เอาเชือกมาขดเป็นวง ๆ แล้วก็รวบไว้เป็นขด, อย่างนี้ เรียกว่า มัน ไม่ได้ดำเนินไป แล้วมันมีการขด, มันอยู่ นึ่งอย่างนี้; จะอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกให้มา ช่วยเท่าไร ก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่าชีวิตมันไม่ได้ดำเนิน ไป มันเหมือนกับขดเชือกล่ามควาย ที่โยนทิ้งอยู่ที่ตรงนี้ เป็นขด ๆ มันมัวแต่ขดเป็นรอบ ๆ. นี้เราจะต้องทำให้มันเป็นการเดินไป ๆ เป็นช่วง ๆ เหมือนกับหลักกิโลเมตรที่มีอยู่ข้างถนน มันบอกว่ากี่ กิโลเมตรแล้ว ๆ มันก็ไปกันเรื่อยไป อย่างนี้จึงจะได้. เมื่อ เป็นไปในลักษณะที่ถูกต้องแล้ว มันก็เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ ในตัวมันเอง, แล้วจะช่วยได้โดยไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไหนมาช่วยอีก. ขอให้เราถือเป็นหลักว่า เหมือนกับเราเดินทาง พอเรา เหนื่อยเราก็ต้องหยุดพัก พอหายเหนื่อยเราก็เดิน
น.329 ๑๐๗ ต่อไปอีก, มีลักษณะเป็นการดำเนินชีวิตอย่างนี้. ปีเก่า เราก็เหมือนกับเดินมาเหนื่อยก็หยุดพักส่งท้ายปีเก่า หาย เหนื่อยแล้วก็เดินต่อไป. นั่นเป็นเรื่องของปีใหม่ ; นี่คือ การดำเนินชีวิตในความหมายธรรมดาสามัญ ที่เราพอจะ มองเห็นกันได้ อาตมาจะต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การดำเนิน ชีวิตนั้น เป็นตัวธรรมะอยู่ในตัวการดำเนิน นั่นแล้ว ; อย่าแยกออกเป็น ๒ เรื่อง ว่าดำเนินชีวิตแล้วก็ทำให้ ประกอบไปด้วยธรรม นั่นก็ถูก ถูกอย่างยิ่งด้วยเหมือนกัน ; แต่อาตมาต้องการมากกว่านั้น คือ ต้องการให้มันเป็นตัว ธรรมอยู่ในตัวชีวิตที่กำลังดำเนินไปนั้นเอง. ขอเตือนให้ระลึกถึงความหมายของคำว่า ธรรมที่ มีอยู่หลายความหมาย. ความหมายที่ ๓ หมายถึง หน้าที่ ที่สิ่งที่มีชีวิตจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ. ชีวิตมีหน้าที่ ที่จะต้องเป็นไปอย่างถูก ต้องตามกฎของธรรมชาติ; นี่คือปัญหาสำคัญ เมื่อ มีการดำเนินชีวิต ก็หมายความว่ามีการทำหน้าที่ ให้การ
น.330 ๑๐๘ ดำเนินชีวิตนั้นถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั่นก็เป็นตัว ธรรม, เป็นตัวธรรมะอันสูงสุด อันศักดิ์สิทธิ์ อันประเสริฐ อยู่ในตัวมันเอง คือเป็นการดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง ที่ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม ? เมื่อไม่รู้ว่าเกิด มาทำไป มันก็ไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน ? ท่านทั้งหลายที่ กำลังฟังอยู่นี่เคยสนใจบ้างหรือเปล่าว่า เราเกิดมาทำไม ? ถ้าไม่ได้สนใจ ก็คงจะไม่รู้ว่าจะดำเนินชีวิตไปทางไหน, ทิศไหน ? มีจุดจบที่สุดกันที่ตรงไหน ? มันน่าสังเกตอยู่สักอย่างหนึ่งว่า ตั้งแต่โรงเรียน อนุบาลขึ้นไปจนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัยอันสูงสุดในโลก ก็ ไม่เคยพูด, ไม่เคยสอน, ไม่เคยชี้แนะกันถึงข้อที่ว่า เกิดมา ทำไม ? อาตมาเชื่อว่าเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายที่ทราบ เรื่องดี ก็ลองช่วยกันสอบสวนดู ว่าตั้งแต่โรงเรียนอนุบาล จนถึงมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยพูดกันว่า เกิดมาทำไม ? ไม่อยู่ ในหลักสูตรที่จะสอนให้รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เด็ก ๆ ของเราก็ ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เขาก็เอาแต่ตามใจชอบของเขา ไม่ ต้องสนใจว่าจะให้ไปถึงวัตถุประสงค์ปลายทางอย่างไร. เดี๋ยว
น.331 ๑๐๙ นี้เขาชอบอย่างไร, กิเลสของเขาชอบอย่างไร, เขาก็ทำอย่าง นั้น โดยไม่ต้องศึกษาสอบสวนว่า มันจะผิดหรือมันจะถูก อย่างไร. มีมากคน ทีเดียวเขาไม่ยอมรับรู้ในข้อนี้ ไม่รับรู้ ในข้อที่ว่า เราจะต้องรู้ว่าเกิดมาทำไม. เขาแก้ตัวว่าฉัน ไม่ได้มีหลักฐานหรือมีเจตนาที่จะเกิดมา, ฉันไม่รับรู้, ฉัน ไม่รับผิดชอบในข้อนี้. เพราะฉะนั้น ฉันรู้สึกว่าอร่อย พอใจอย่างไร ก็ขวนขวายกันอยู่แต่กับสิ่งนั้น; ก็เลยลง มติว่าเกิดมาเพื่อสิ่งนี้. คนประเภทนี้ตกเป็นทาสของกิเลส เป็นทาสของเนื้อหนัง, วนเวียนอยู่ที่ความเอร็ดอร่อยสนุก สนานเพลิดเพลินในโลกนี้ ; เหมือนกับเชือกที่มันขดอยู่ เป็นวงรอบ ๆ นอนขดอยู่นั่นเอง. ปีใหม่มันก็ไม่แปลกไปกว่าปีเก่า; เพียงแต่ว่า กินให้มาก เล่นให้มาก สนุกสนานอะไรกันให้มาก มันก็ เป็นปีใหม่แล้ว. นี่อยากจะเรียกว่ามันเป็นชีวิตที่ตายด้าน ชีวิตที่ขดวงเหมือนกับขดเชือกล่ามควายตามทุ่งนา โยนทิ้งอยู่ อย่างนั้น ; ก็ไปดูที่ว่า มันจะดำเนินอย่างไร ? คนเหล่านี้ ก็ปล่อยให้ชีวิตเป็นไปตามอำนาจของกิเลส.
น.332 ๑๑๐ แม้เป็นนักการเมือง ท่านก็ ไม่รู้จะนำโลกไป ไหน ? นักการเมือง ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เขาก็ไม่รู้ว่าจะนำ โลกไปไหน ? ในที่สุดก็นำโลกไปตามความต้องการของตน, นำโลกไปเพื่อประโยชน์ของตน. มันจะถูกหรือมันจะผิด ไม่รับผิดชอบ; เอาได้ประโยชน์ของตนเป็นเรื่องถูกต้อง ก็เรียกว่ามันไม่มีจุดหมายปลายทาง มันก็วนซ้ำอยู่เหมือน กับขดเชือกอยู่ที่นี่เหมือนกัน โลกนี้ไม่ประสบสันติภาพ ตามความมุ่งหมาย ของการเมือง ; ก็ เพราะว่านักการเมืองทั้งหลายไม่รู้ว่า เกิดมาทำไม นั่นเอง. ถ้าเขารู้ว่าเกิดมาทำไม ; เขาก็คง จะพาโลกนี้ไปสู่จุดหมายปลายทาง คือสันติภาพอันถาวร ของมนุษย์ได้. เดี๋ยวนี้มันกำลังมีแต่วิกฤตการณ์อันถาวร, วิกฤตการณ์อันซ้ำซากเหมือนกับขดเชือกนั้นเอง ไม่มีจุด หมายปลายทาง. ทีนี้เราก็จะมาพูดกันถึงจุดหมายปลายทาง. อะไร เป็นจุดหมายปลายทาง ? อาตมาก็จะตอบอย่างกำปั้นทุบดิน ว่า จุดหมายปลายทาง นั้นก็คือ ภาวะที่หมดปัญหาต่าง ๆ ที่กำลังมีเต็มอยู่ในโลกเวลานี้. โลกเวลานี้เป็นปัญหาเป็น
น.333 ๑๑๑ วิกฤตการณ์อย่างไร ถ้าวิกฤตการณ์เหล่านั้นหมดไป; นั่นแหละคือจุดหมายปลายทาง เราทำอย่างนี้กันหรือเปล่า ? เราทำเพื่อวัตถุประสงค์อันนี้กันหรือเปล่า ? พูดให้น่าฟังสักหน่อยก็ต้องพูดว่า เรามีสันติภาพ ทั้งของตนเองและของผู้อื่นเป็นจุดหมายปลายทาง. คน ทุกคนในโลกนี้มีความเป็นมนุษย์เต็มที่, มีความหมายแห่ง ความเป็นมนุษย์เต็มที่ คือแปลว่าสัตว์ที่มีจิตใจสูง อยู่เหนือ ปัญหา, อยู่เหนือความทุกข์; ไม่ใช่ว่าเป็นสัตว์ที่จะมา วนเวียนอยู่ที่นี่, มาวนเวียนอยู่ที่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่อง เกียรติ ๆๆ เป็นขด ๆ เหมือนกับขดเชื่อกล่ามควายอยู่นี่ มัน ก็ไม่ประสบสันติภาพอันถาวร. เพราะเรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรตินั้น มีแต่ยุให้เห็นแก่ตัว ; ทุกคนก็เห็นแก่ตัว เพราะทำไปเพื่อประโยชน์ของตัว มันก็รุกล้ำสิทธิของผู้อื่น นี่ข้อที่ว่าเราเคารพสิทธิมนุษยชนในโลกไม่ได้ ; แม้แต่ร้องตะโกนกันให้เสียงแห้งเสียงแหบ จนคอแตก ทำลายไป มันก็ไม่มีการเคารพสิทธิมนุษยชนในโลกนี้ได้ เพราะว่าเราไปวนอยู่ที่เรื่องกิน เรื่องกาม เรื่องเกียรติ
น.334 ๑๑๒ ซึ่งเป็นการกระทำให้จิตใจนี้เมามัวเห็นแก่ตัว, เขาก็เลยต้อง มีความเห็นแก่ตัว. เมื่อเห็นแก่ตัวมันก็เกิด ความโลภ จะเอามาก ๆ เมื่อมีความเห็นแก่ตัว ไม่ได้อย่างที่ตัวต้องการก็เกิด ความ โกรธ, แล้วการที่เป็นอยู่อย่างนี้ก็คือ โมหะ คือความหลงอยู่ ในตัวมันเอง. ถ้าเรา ไม่เห็นแก่ตัวก็ต้องเห็นแก่ผู้อื่น มันก็เกิด ความรักแบบสากล คือรู้สึกรักเพื่อนมนุษย์ทุกคน ; ว่า ทุกคนเป็นเพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อน ตาย ; ไม่มีกู ไม่มีมึง ไม่มีฝ่ายกู ไม่มีฝ่ายมึง, นั่นแหละ จุดหมายปลายทางของมนุษย์ จะต้องขึ้นไปจนถึงนั้น เขา เรียกกันว่าศาสนาพระศรีอาริย์ก็ได้ ถ้าเป็นศาสนาพระศรีอาริย์จริง ต้องไม่มีกู ไม่มีมึง; อย่างที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า ถ้าลงจากบ้านลงไปสู่ท้องถนน ก็จำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ; เพราะมันดีเหมือนกันหมด, มัน เป็นพวกเดียวเหมือนกันหมด. ต่อเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วจึง จะค่อยรู้ว่านี่บุตร นั่นภรรยาของเรา สามีของเรา; มัน
น.335 ๑๑๓ ดีเหมือนกันหมดถึงอย่างนี้. นี่เรียกว่าผลของการที่เราไป ถึงจุดหมายปลายทางของความเป็นมนุษย์. ทีนี้ก็จะพูดต่อไป ถึงการที่ จะถึงจุดหมายปลาย ทางของความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร ? เมื่อกล่าวตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา- ทางสายกลาง. มัชฌิมา ปฏิปทานี้แบ่งแยกออกได้เป็น ๒ ฝ่าย คือ มัชฌิมาปฏิปทา ส่วนปัจเจกชน ส่วนบุคคลเป็นคน ๆ ไป, กับ มัชฌิมา- ปฏิปทาในส่วนสังคม รวมกันทั้งหมดเป็นหมู่ ๆ. เดี๋ยวนี้เราไม่มีมัชฌิมาปฏิปทา คือมีแต่ขาด มีแต่ เกิน, หรือว่ามันเป็นเรื่องขาดเรื่องเกิน มันไม่พอเหมาะ พอดีอยู่ที่ตรงกลาง. ว่าที่จริงแล้วมันก็ไม่มีใครขาดแหละ มันมีแต่เกินทั้งนั้น ; ในเรื่องขาดนี่ไม่มีใครชอบ มันจึงไม่ มีใครขาด, มีแต่คนมุ่งหมายเกิน แล้วก็ทำไปจนเกิน หรือว่าถ้าจะขาดไป มันก็เพราะว่าเขาไปตั้งความปรารถนา ไว้เกิน คือให้มันมากเกินไป. คนจนคนต่ำต้อยก็พยายามจะทำให้ขึ้นหน้าคนมั่ง มี มีลักษณะที่จะขี้ตามช้างกันอยู่ทั่วๆไป; อย่างนี้ก็
น.336 ๑๑๔ พิจารณาดูว่ามันจะขาด หรือจะเกิน ? ถ้ารู้สึกว่าขาดนั้นก็ เพราะว่ามันตั้งความปรารถนาไว้ เกินไป; มันก็ไม่ได้ เต็มตามที่ปรารถนา. แต่ความปรารถนานั้นมันก็เกินไป แม้จะมีความพยายามที่เกิน มันก็ไม่ได้ตามที่ตัวปรารถนา. เดี๋ยวนี้เรามี การกินที่เกิน การนุ่งห่มที่เกิน ที่อยู่ อาศัยเครื่องใช้ไม้สอยที่เกิน มีการประเล้าประโลมตนที่เกิน. เรื่องกินเกิน นี้ ก็เห็นได้กันอยู่ทุกคนแล้ว อาตมา ไม่ต้องอธิบาย ; เพราะท่านทั้งหลายจะรู้ดีกว่าอาตมาเสีย อีก ว่าเรากำลังกินในลักษณะที่เกิน : ดีเกิน แพงเกิน มากเกิน บ่อยเกิน อะไรก็ล้วนแต่เกิน จะนอนอยู่แล้วก็ ยังจะกิน. เครื่องนุ่งห่ม นี่ก็ไปยอมเสียแพง ๆ ที่ทำให้มีลวด- ลายสีสันอย่างนั้นอย่างนี้ ประดับประดาอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมันก็ต้องแพง. เครื่องใช้ไม้สอยเกิน ก็คือต้องให้มันดีที่สุด ที่ กิเลสมันต้องการ. ที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้สอย ก็ต้อง ให้อยู่ในงบประมาณที่ตัวอยากจะมี มีรถยนต์ ๒ คันไม่พอ
น.337 ๑๑๕ ต้อง ๓ คัน ๔ คัน ; รถยนต์ราคาหมื่นไม่ได้ ต้องแสน แสนไม่ได้ ต้องล้าน. มีเครื่องประเล้าประโลมใจที่เกิน ต้องมีฟ้อนรำ ขับร้องดนตรี การเล่นต่าง ๆ ที่เป็นข้าศึกแก่กุศล. นี่ก็เกิน สำหรับทำให้วินาศ. แล้วก็มีลูบทาประดับประดาตกแต่ง ซึ่งมันไม่จำเป็นจะต้องทำ; นี่มันอยู่ด้วยการเกิน. ถ้าเป็น มัชฌิมาปฏิปทา มันไม่ต้องเกิน, ต้องพอ ดีพอเหมาะ แล้วมันจะเกิดเป็นความถูกต้อง ๘ ประการ ขึ้นมา ที่เรียกกันว่า "อริยมรรคมีองค์แปด". "อริยมรรคมีองค์แปด " คือ ความคิดเห็นถูกต้อง, ความปรารถนาถูกต้อง, การพูดจาถูกต้อง, การงานถูกต้อง, การดำรงชีวิตถูกต้อง การพากเพียรถูกต้อง, สติถูกต้อง สมาธิ ถูกต้อง ; เป็นความถูกต้อง ๘ ประการ, มีองค์แปด ประการขึ้นมา เป็น หนทางอันเป็นสายกลาง . จะเรียก ว่ามี ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ได้ใน ๘ ประการนั้น ก็เป็นการ ทำให้หมดปัญหา : ทางกายวาจา ก็ไม่ผิดพลาด, ทางจิต ก็ไม่มีผิดพลาด, ทางสติปัญญา ความคิด ความนึก ก็ไม่มี
น.338 ๑๑๖ ความผิดพลาด, เป็นการดำเนินชีวิตชนิดที่ไม่มีปัญหาใด ๆ จะเกิดขึ้น สำหรับทรมานใคร : ไม่ทรมานตนเอง ไม่ทรมานผู้อื่น. อย่างนี้เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทาส่วนบุคคล เป็นการดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้อง. มัชฌิมาปฏิปทาส่วนสังคม ก็คือ ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา ไม่มีมึง ไม่มีกู มีแต่เรา. อาตมาสังเกตดูพฤกษาชาติในดงทึบมันอยู่กันอย่างไม่มีมึง ไม่มีกู ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา มีแต่เรา ; ต้นไม้ขนาดยักษ์อยู่ได้กับพวกตะไคร่ที่โคนต้นและเฟิร์นเล็ก ๆ ก็ขึ้นงามอยู่ที่โคน. มันไม่เป็นข้าศึกแก่กันทั้ง ๆ ที่มันมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันเหลือประมาณ ; ในดงทึบนั้น ต้นไม้ใหญ่ก็อยู่กับตะไคร่ หญ้าบอน เฟิร์นที่โคน. ถ้าต้นไม้ใหญ่ถูกโค่นลงไป แดดก็แผดเผาพวกเฟิร์นหรือตะไคร่เหล่านั้นแห้งตายหมด, หรือถ้าไม่มีเฟิร์น ไม่มีตะไคร่เหล่านี้ ก็ไม่มีความชุ่มชื้นพอ ที่จะให้ต้นไม้ยักษ์นั้นใหญ่โตเติบโตได้. นี่มันอยู่กันพอดีอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่มันมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงมาก. ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงนั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องมี มี โดยกฎของธรรมชาติ. นี่ช่วยไม่ได้ มันต้องมี, กฎของกรรม
น.339 ๑๑๗ มันก็ต้องมี, ต้องมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ; แต่มัน อยู่กันได้เพราะการมีธรรม ; มีธรรมะ คือมันประสมประสานกัน มันอาศัยซึ่งกันและกัน. มนุษย์ก็อยู่โดยมีธรรมะ อยู่กันได้ทั้ง ๆ มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากัน. ต่อมา มนุษย์ได้ละทิ้งธรรมะ ละทิ้งศาสนา จึงเกิดคนที่เห็นแก่ตน เอาเปรียบคนอื่น, เกิดเป็นคนร่ำรวยแข็งแรง มีอำนาจวาสนาขึ้นมา ; มันกลายเป็น นายทุนกระดาษซับ คือ ซับเอาประโยชน์ของคนอื่นมาหมดจนแห้ง; เพิ่งเกิดนายทุนกระดาษซับขึ้นมาในโลกนี้ใหม่ ๆ หยก ๆ เมื่อมนุษย์ละทิ้งศาสนา ละทิ้งธรรม, เศรษฐีใจบุญแต่กาลก่อน ก็หายหน้าไปหมด ; ลัทธิชนกรรมาชีพอันโหดร้าย ที่จะทำลายล้างนายทุนก็เกิดขึ้นมา เพราะว่าได้เกิดนายทุนที่มีขึ้นมาจากการละทิ้งศีลธรรม ; คนจนก็ต้องละทิ้งศีลธรรมเพื่อทำการต่อสู้. อุปัทวะนี้เพิ่งเกิดเมื่อมนุษย์ละทิ้งศาสนา ละทิ้งธรรมะ ; ถ้ามนุษย์ยังมีธรรมะ ยังมีศาสนา ลัทธินี้ไม่อาจจะเกิด.
น.340 ๑๑๘ ขอให้พิจารณาดูให้ดี นายทุนคิดว่าจะครองโลก มันก็บ้าพอดูอยู่แล้ว ; แต่ถ้ากรรมกรคิดจะครองโลก มัน ก็คงจะบ้ามากขึ้นไปกว่านั้นอีก. นายทุนครองโลก ก็คิดจะ กอบโกยถึงที่สุด ; กรรมกรครองโลก ก็คิดจะกอบโกยเพื่อ ตัวเอง, แล้วก็กลับเป็นนายทุนในที่สุด. ฉะนั้น ธรรมะ ครองโลกดีกว่า จะมีความถูกต้องเหมาะสมทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งฝ่ายนายทุนและทั้งฝ่ายกรรมกร. ความเหลื่อมล้ำจะ ไม่มีปัญหาอีกต่อไป คือ นายทุนกับกรรมกรก็จะอยู่กันได้ ถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายต่างรู้ชัดในข้อเท็จจริงที่ว่า มันต้องอาศัย กันและกัน, มีธรรมะเป็นเครื่องทำความอาศัยซึ่งกันและกัน. ถ้าไม่มีกรรมกร, นายทุนก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่มีแรงงาน ; ถ้า ไม่มีนายทุน กรรมกรก็ไม่มีงานอะไรจะทำ . มันเป็น การช่วยกันให้ทำตามที่ตัวประสงค์ หรือควรประสงค์ได้ ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย โดยต้องอาศัยกันและกันอย่างนี้ ; มิฉะนั้นก็จะตายทั้ง ๒ ฝ่าย. นี่เรียกว่า เราจะต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ให้ได้; ให้มันอยู่กันได้เหมือนกับที่ว่า ในโลกนี้มันต้อง มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงตามธรรมชาติ. ในทะเลปลาใหญ่
น.341 ๑๑๙ ปลาเล็กอยู่ได้ด้วยกัน จนเต็มทะเลเกือบจะไม่มีน้ำ เพิ่งหมด ไปเมื่อมนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง. ในป่าในดงมีทั้งเสือและ กวางเกลื่อนไปหมด มันเพิ่งหายไปเมื่อมนุษย์เข้าไปเกี่ยว- ข้อง. ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่ามัน จะมีความ เหลื่อมล้ำต่ำสูงอย่างไร มันก็อยู่กันได้ นี่เรียกว่าจะต้องอยู่ กันอย่างมีธรรมะ อยู่กันอย่างเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย. ในที่สุดนี้ จะขอพูดถึงสิ่งที่พูดกันมากสักสิ่งหนึ่ง คือสิ่งที่เรียกว่า "เอกลักษณ์ไทย" เอกลักษณ์ไทย นั่นแหละ คือ วิถีแห่งการดำเนินชีวิต ที่ถูกต้องตามหลักแห่งพระศาสนา ที่ออกมาเป็นวัฒนธรรมไทย เอกลักษณ์ไทย คือการอยู่กัน อย่างเพื่อนมนุษย์, อย่างเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย, นี่คือเอก- ลักษณ์ไทย. เอกลักษณ์ไทย ไม่ใช่ลายกนกไทย ไม่ใช่เพลง ไทย ไม่ใช่ดนตรีไทย ไม่ใช่โขน ไม่ใช่รำไทย หรืออะไร ต่าง ๆ ที่เขาชอบเรียกกันว่าเอกลักษณ์ไทย. เอกลักษณ์ ไทยต้องเป็นการอยู่กันได้ แม้มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูง
น.342 ๑๒๐ อย่างที่ปู่ย่าตายายของเราเคยอยู่กันมา. ปู่ย่าตายายของ เราไม่ยอมรับว่าเพลงไทย ดนตรีไทย โขน ละคร รำไทย นั้นเป็นเอกลักษณ์ไทย. ท่านกลับจะถือว่า ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา นี้มันคนบ้า, คนที่ทำความฉิบหายมาก กว่า. มันต้องอยู่ด้วยจิตใจที่ มีความสะอาด มีความสว่าง มีความสงบ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ที่เนื้อที่ตัว ; นี่แหละ คือเอกลักษณ์ไทย. คนไทยยิ้มเสมอ เพราะว่ามีธรรมอยู่ในเนื้อใน ตัวอยู่ในใจ ดลบันดาลออกมาทางสีหน้า ทำให้คนไทยยิ้ม เสมอ. ปู่ย่าตายายที่เป็นคนไทยแท้ มีความเชื่อตัวเอง, คือเชื่อธรรม; มีการบังคับตัวเอง ให้อยู่ในธรรม มีการ เคารพตัวเอง เพราะมีธรรมไม่แพ้พวกฝรั่ง. พวกฝรั่งที่ เขาเพิ่งมาสู่ตะวันออกใหม่ ๆ เขาคุยโอ่ในเรื่องความเชื่อ ตัวเอง (self confidence) การบังคับตัวเอง (self control) การเคารพตัวเอง (self respect). คนที่ไปเรียนเมืองนอกเมืองนาสมัยโน้น จบ มหาวิทยาลัยกลับมาแล้ว ก็ พูดกันถึงเรื่องความเป็นสุภาพ- บุรุษ พูดกันแต่ เรื่องการเชื่อตัวเอง เคารพตัวเอง บังคับ ]
น.343 ๑๒๑ ตัวเอง เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยิน. ผู้สูงอายุคงจะจำได้ ว่าเมื่อเรา เด็ก ๆ นั้นได้ยินคำนี้มากเหลือเกิน ; เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยิน. พอฝรั่งเปลี่ยน กลายเป็นตัวอย่างแห่งความไม่มีสิ่งเหล่านั้น คือไม่เชื่อตัวเอง ไม่บังคับตัวเอง ไม่เคารพตัวเอง มาแสดง แต่ความนิยมทางวัตถุ เทคโนโลยีทางวัตถุเราก็ตามก้นเขา. ดังนั้นเราก็หมดความเป็นไทย หมดเอกลักษณ์ไทย ; ไม่มี อะไรจะเป็นเอกลักษณ์ไทยจริง ๆ เหลืออยู่. นอกจาก ดนตรีไทยเป็นต้น. อย่างนี้มันไม่ช่วยประเทศชาติได้, มันไม่ช่วยความเป็นไทย ให้มีอยู่อย่างรอดหรือเป็นอิสระได้. ขอให้เราฟื้นเอกลักษณ์ไทยให้กลับมา ให้มี การดำเนินชีวิตที่ประกอบไปด้วยธรรม, มีธรรม คือ การประพฤติกระทำ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ; แล้วเราก็จะอยู่กันอย่างเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายกัน ; แม้จะเหลื่อมล้ำต่ำสูงกว่ากันอย่างไร ก็ยังอยู่กันได้เหมือน ต้นไม้ในดงทึบ. ต้นไม้ขนาดยักษ์ยังอยู่ได้กับหญ้าบอน ต้นเฟิร์นและตะไคร่ โดยไม่ต้องมีปัญหา. มนุษย์จะเลว กว่าพฤกษาชาติเหล่านี้ได้อย่างไร.
น.344 ๑๒๒ นี่แหละคือ วิถีทางแห่งการดำเนินชีวิต จะไปสู่ จุด ๆ หนึ่งที่เรามีสันติสุขมีสันติภาพอันถาวร ; ไม่มี ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำต่ำสูง. ไม่มีความผิดพลาดใน เรื่องกิน จนเป็นเหตุให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง เพราะเห็นแก่ตัวเกิน. นี่เรียกว่า ธรรมะในฐานะที่เป็น ระบบการดำเนินชีวิต. ขอให้เรามีชีวิตที่เป็นการดำเนิน อย่าให้เป็นเหมือนเชือกล่ามควายขดทิ้งอยู่ที่นี่. เวลาสำหรับปาฐกถาธรรมหมดแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้.
Buddhadasa