Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอนที่ ๘ — ๘. ธรรมะ ในฐานะระบบการพัฒนามนุษย์

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.345 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อว่า "ธรรมะ ในฐานะระบบการพัฒนามนุษย์". นี่เป็นการแสดงว่า มนุษย์ต้องมีการพัฒนา เพื่อความเป็นมนุษย์ที่เต็มตามความหมายของ คำ ๆ นี้ และ ธรรมะเป็นเครื่องมือในการพัฒนามนุษย์. คำว่า ธรรมะที่จะเป็นเครื่องพัฒนามนุษย์นี้ หมายถึงธรรมะที่เป็นหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ อาตมาขอรบกวนท่านทั้งหลาย ทบทวนเรื่อง ธรรมะใน ๔ หมายความไว้เรื่อยๆไปว่า : ธรรมะ ความ ๑๒๓

น.346 ๑๒๔ หมายที่ ๑ คือ ตัวธรรมชาติ. ธรรมะ ความหมายที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ . ธรรมะ ความหมายที่ ๓ เป็น หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ. ธรรมะ ความหมายที่ ๔ คือ ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น. ธรรมะในความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ของมนุษย์ ตามกฎของธรรมชาตินั่นเอง ที่จะเป็นเครื่องพัฒนา มนุษย์. ตั้งแต่โบราณกาลมา ท่านมีเครื่องวัดมนุษย์กัน ด้วยธรรมะ ดังที่มีคำกล่าวไว้แต่โบราณว่า สัตว์กับคนเสมอ กันในการกินอาหาร การหลับนอน การขี้ขลาดหนีภัย และ การประกอบกิจกรรมระหว่างเพศ. ใน ๔ อย่างนี้ ไม่มี ทางที่คนจะดีไปกว่าสัตว์ได้ ; ยิ่งทำให้มากสูงขึ้นไป ก็ยิ่ง จะเลวกว่าสัตว์ คือ จะลำบากมากกว่าสัตว์, มีความทุกข์ มากกว่าสัตว์ แต่ว่ามีสิ่งอยู่สิ่งหนึ่งที่ จะทำให้คนดีกว่า สัตว์ สิ่งนั้นก็คือ "ธรรมะ" นั่นเอง ดังนั้น เราจึงถือว่า ธรรมะเป็นเครื่องพัฒนามนุษย์. การพัฒนามนุษย์ เพื่อให้มีมนุษยธรรมเต็มที่ จนเป็นมนุษย์ที่เต็มตามความหมาย ของความเป็นมนุษย์นั้น

น.347 ๑๒๕ อาตมาอยากจะให้มีการเปรียบเทียบกัน ; โดยถ้อยคำที่ใช้ กันมาสำหรับการศึกษามนุษย์. ถ้อยคำ ๓ คำที่ใช้กันอยู่ ว่า มนุษย์นี้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ, มนุษย์นี้เป็น สัตว์สังคม มนุษย์นี้เป็น สัตว์การเมือง เป็นคำที่พูดกันมาตั้งแต่ โบราณกาล. ในความหมายครั้งโบราณนั้น หมายเพียง แต่ว่า มนุษย์นี้หลีกไม่พ้นที่จะต้องเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การสังคม และการเมือง. ดังนั้นจึงจัดมนุษย์ให้เป็น สัตว์ เศรษฐกิจ สัตว์สังคม และสัตว์การเมือง ; เพื่อให้สนใจ ในสิ่งทั้ง ๓ นี้ แล้วประพฤติกระทำกันให้ถูกต้อง. ครั้นมา บัดนี้ มนุษย์ก็เป็นสัตว์การเมือง สัตว์ สังคม สัตว์เศรษฐกิจ กันจนเลยเถิด. มันเกิด เป็น ๒ ความหมาย ว่า ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์ การเมือง ในความหมายเก่าบรมโบราณ ครั้งสมัยพวกกรีก คิดค้นปรัชญาการเมืองนั้นมันความหมายหนึ่ง. ครั้นมาถึง ปัจจุบันนี้มันเป็นอีกความหมายหนึ่ง เป็น ความหมายปัจจุบัน คือ เดี๋ยวนี้ เป็นสัตว์เศรษฐกิจ กันจน เลยเถิด จนเป็นอันตราย, เป็นสัตว์สังคม, เป็นสัตว์ การเมืองกันจนเลยเถิด และเป็นอันตราย; ไม่เพียงแต่

น.348 ๑๒๖ ว่าสนใจในสิ่งทั้ง ๓ นี้ แล้วประพฤติอยู่อย่างถูกต้องและ พอดี. เช่น ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ในสมัยก่อน ก็ช่วย กันทำให้เศรษฐกิจอยู่ในรูปแบบที่ถูกต้อง ในลักษณะที่ มัธยัสถ์ มนุษย์ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น. มาบัดนี้มันเปลี่ยนรูปจากมัธยัสถ์ มาเป็นคนที่ กอบโกยไว้ให้มาก เพื่อใช้โดยไม่ต้องมัธยัสถ์; เกิดการ คุมพวกหาประโยชน์ ทางเศรษฐกิจกันยิ่งขึ้นจนกระทั่งว่า คำว่า "เศรษฐกิจของโลก" นั่นน่ะคือสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว ที่สุด. เป็นสิ่งที่กวนโลกให้ไม่มีความสงบสุข, นี่คำว่า สัตว์เศรษฐกิจแห่งยุคปัจจุบัน มีความหมายเป็นอย่างนี้ ไปเสีย. คำว่า “สัตว์สังคม" ก็เหมือนกัน ในยุคปัจจุบันนี้ก็ หมายถึงการนิยมมาตรฐานใด ๆ ที่นิยมกันทั้งโลก ; ทำให้ เกิดเป็นแฟชั่นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาเป็นต้น, มีสถานเริง- รมย์ที่ก้าวหน้า ปลูกให้เกิดกิเลสมากจนไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า "ธรรม".

น.349 ๑๒๗ ภาพยนตร์ก้าวหน้า จนเพียงแต่ว่าดูโปสเตอร์โฆษณา เท่านั้น มันก็ทำลายศีลธรรมของเด็ก ๆ จนหมดสิ้น ; ไม่ต้องไปดูตัวจริง เพียงแต่ดูภาพโฆษณาเท่านั้น ก็ทำลาย ศีลธรรมของเด็ก ๆ หมด. อย่างว่า แฟชั่นทั้งหลาย ไม่ใช่แต่เฉพาะเรื่องนั้น เรื่องนี้ดูมันจะเป็นไปเสียทุกเรื่อง อะไรเป็นที่นิยมว่าโก้ ว่า หรู ว่ามีเกียรติเป็นของคนชั้นสูงชั้นดี ก็นิยมกระทำอย่าง ที่เป็นแฟชั่นตามที่สังคมนิยมกัน ; จนกระทั่งเด็กวัยรุ่น ของเรา, หรือแม้แต่ครูหนุ่มครูสาว ก็สาระวนแต่จะเปิดดู แค็ตตาล็อกกางเกงยีนส์ มากกว่าจะเปิดดูตำรับตำราวิชา ศีลธรรมสำหรับสอนเด็ก. สัตว์สังคมมีความหลงใหลในสังคมถึงขนาดนี้แล้ว มนุษย์จะเต็มไปด้วยมนุษยธรรมกันได้อย่างไร ? ขอให้ลอง คิดดู. มาถึง สัตว์การเมือง ไม่เพียงแต่เราจะสนใจให้การ เมืองเป็นไปในลักษณะที่สร้างสรรค์สันติภาพ. เดี๋ยวนี้ สัตว์การเมืองมันเลยเถิดจนถึงกับว่า ใช้การเมืองเป็นเครื่อง มือกอบโกยประโยชน์ แม้ว่าจะทำได้ดีจนถึงขนาดที่แย่งกัน

น.350 ๑๒๘ ผลัดกันครองเมืองได้ด้วยกันทุกพวก มันก็ ทำให้มนุษย์ เต็มไปด้วยมนุษยธรรมไม่ได้. ความหลงใหลในเรื่อง ของการเมือง มันเลยเถิดไปกว่าระดับที่ควรจะเป็น อย่างนี้. ทีนี้ ความเป็นสัตว์เศรษฐกิ จ ก็ดี, ความเป็นสัตว์ สังคม ก็ดี, ความเป็นสัตว์การเมือง ก็ดี; แม้จะวิวัฒนาก้าว หน้าไปอย่างไร ก็ ไม่ทำให้มนุษย์นี้มีความเป็นมนุษย์ที่ ถูกต้อง และเต็มเปี่ยมได้ ; มันยังคงเป็นสัตว์อยู่นั่นเอง จึงขอให้เปรียบเทียบดูว่า ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์ สังคม สัตว์การเมือง ตามความหมายเก่าโบราณนั้นเป็น อย่างไร. ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ปัจจุบันนี้เป็นอย่างไร. ยิ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง กันตามความหมายปัจจุบันนี้แล้ว ยิ่งไม่เป็น มนุษย์, จะยิ่งเป็นสัตว์มากขึ้น ; แล้วจะมีสันติภาพอย่าง มนุษย์กันในโลกนี้ได้อย่างไร ? คือ มันจะมีกันหรือยัง ก็ขอ ให้ลองคิดดู. อาตมาเห็นว่า เราจะต้องมีคู่ตรงกันข้าม ตรง กันข้ามจากสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม และสัตว์การเมือง มาเป็น สัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และ สัตว์สันติภาพ.

น.351 ๑๒๙ ความเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นี้ แม้จะยิ่งมากเท่าใด ยิ่งเข้มข้นเท่าใด ก็ไม่มีการเพื่อจนถึงกับทำให้สูญเสียความเป็นมนุษย์ ; แต่ กลับสามารถทำความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง และทำให้สมบูรณ์ ได้. ความเป็นสัตว์ศีลธรรม ยิ่งมีศีลธรรมยิ่งมีมากก็ยิ่ง ดี. ความเป็นสัตว์ศาสนา ก็ยึดถือศาสนา เกรงกลัวพระเจ้า ตั้งตนอยู่ในทางที่ถูกต้อง ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี. ความเป็นสัตว์ สันติภาพ นี้ไม่ต้องพูด ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี. นี่แหละคือ ตัว ธรรมะที่จะใช้ในการพัฒนามนุษย์. ความมีศีลธรรม มีศาสนา จนเป็นสัตว์ศีลธรรม เป็นสัตว์ศาสนา นี่แหละเป็นธรรมะส่วนเหตุ, ประพฤติกัน แล้วก็จะได้เกิดผล คือ มีสัตว์สันติภาพ. สันติภาพเป็น ธรรมะตัวผล มี ธรรมะทั้งตัวเหตุและตัวผล ก็ทำให้มนุษย์ เรามีความเป็นมนุษย์ ที่ประกอบอยู่ด้วยมนุษยธรรมโดย สมบูรณ์. ทีนี้อยากจะขอให้มองให้เห็นต่อไปอีกว่า โดยที่แท้ ในส่วนลึกซึ้งนั้น เรื่องเศรษฐกิจก็เป็นเรื่องศีลธรรม เรื่อง

น.352 ๑๓๐ การเมืองก็เป็นเรื่องศีลธรรม เรื่องสังคมก็ต้องเป็นเรื่องศีล- ธรรม. เราประพฤติเศรษฐกิจ ก็มุ่งหมายจะให้มนุษย์ได้รับ ประโยชน์ อยู่กันเป็นผาสุก ; ไม่ใช่เพื่อให้เกิดวิธีการ สำหรับจะเอาเปรียบกัน. ดังนั้น เศรษฐกิจที่ทำไปโดย ถูกต้อง มันก็เป็น ศีลธรรมในแขนงหนึ่ง. เรื่องสังคม ก็เหมือนกัน ถ้าประพฤติกระทำไป ถูกต้อง สังคมก็จะมีความสงบสุข. ระบบการ ประพฤติใน สังคมต้องเป็น ศีลธรรมในความหมายหนึ่ง. เรื่องการเมือง ก็อย่างเดียวกันอีก ถ้ามีการเมืองที่ ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น กล่าวคือ การเมืองที่ประกอบอยู่ ด้วยธรรมแล้ว การเมืองนั้น ๆ ก็เป็นศีลธรรม . แม้ที่สุด แต่การทำสงคราม ถ้ากระทำด้วยเหตุผล, กระทำอย่าง ประกอบด้วยธรรม มีสิทธิในการที่จะป้องกันตัวและทำ สงคราม, อย่างนี้เป็นต้น. การทำสงครามนั้นก็ยังจัดว่า เป็นศีลธรรมได้. แม้จะไม่ใช่เรื่องสูงสุดเพื่อบรรลุมรรคผล นิพพาน มันก็เป็น ศีลธรรมอยู่ในความหมายหนึ่ง ใน ระบบหนึ่ง.

น.353 ๑๓๑ ดังนั้น จึงไม่ต้องพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องสังคม และเรื่องการเมือง ที่ว่ามันจะไม่เป็นศีลธรรม. ถ้าเรา จัดสิ่งทั้ง ๓ นี้เสียให้ถูกต้อง คือ เศรษฐกิจถูกต้อง สังคม ถูกต้อง การเมืองถูกต้อง มัน ก็จะเกิดสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และ สัตว์สันติภาพขึ้นมาทันที. นี่แหละ คือความเต็มของความเป็นมนุษย์ คือ มนุษย์กลายเป็นสัตว์ ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และสัตว์สันติภาพ. ทีนี้ก็จะดูพวกเราชาวไทยโดยเฉพาะจะไม่พูดถึงคน ทั้งโลก ว่า การที่เราจะทำตนให้เป็นสัตว์ศีลธรรม สัตว์ ศาสนา สัตว์สันติภาพ ขึ้นมานี้ เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา ถึง ลักษณะเดิมแท้แห่งคนไทยเรา. อาตมาอยากจะพูดเป็นหัวข้อล่วงหน้าก่อนว่า ขอ ให้เอกลักษณ์ไทยเดิมแท้กลับมาเท่านั้น สิ่งทั้ง ๓ ที่แท้ ก็จะกลับมา, จะเกิดขึ้น. เอกลักษณ์ไทยที่เดิมที่แท้ กลับมาแล้ว แล้วก็จะเกิดสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และ สัตว์สันติภาพ. ขอให้นึกดูให้ดี ๆ ว่า บรรพบุรุษของเราท่านมี เอกลักษณ์ไทยของท่านอย่างไร ?. ท่านมีเอกลักษณ์-

น.354 ๑๓๒ ไทยในข้อที่ว่า มี การเป็นอยู่ในสังคมนี้ด้วยความรู้สึกว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น" ระบบสังคมของท่าน ก็ตั้งอยู่บนรากฐานที่ว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันหมดทั้งสิ้น"ระบบการเมืองของท่าน ก็ตั้งอยู่บนรากฐานที่ว่า "สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น" จนเป็นเหตุให้ยิ้มเสมอ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของคนไทยว่า "ยิ้มเสมอ" ; เหมือนกับในศาสนาของพระศรีอาริย์. คนมีหน้ายิ้มกันจนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร ; เพราะว่ามันยิ้มเหมือนกันหมด. ความเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นั่นแหละทำให้เป็นรากฐานของความมีศีลธรรม, ความมีระบบสังคมที่น่าชื่นใจ ความมีระบบการเมืองที่ปลอดภัย. ถ้าดูไปก็จะพบว่า บรรพบุรุษของเรามีความ เชื่อตัวเอง เคารพตัวเอง บังคับตัวเอง โดยหลักของศีลธรรม. การเป็นอย่างนี้มันครึคระนักหรืออย่างไร ? ซึ่งคนสมัยนี้จะเหมาไปเสียว่ามันครึคระเป็นเต่าล้านปี ทั้งที่ นี่แหละคือ ตัวศีลธรรมที่เราจะต้องช่วยกันพยายามให้กลับมา เพื่อเป็นรากฐานของประชาธิปไตยอันแท้จริงและยืดยาว

น.355 ๑๓๓ บรรพบุรุษไทยของเราไม่มีอบายมุข และไม่หลงใหลในส่วนเกิน ไม่มีปัญหาคอรัปชั่น ไม่มีปัญหายาเสพติด ไม่ต้องมีนายทุนที่ดูดทรัพย์หรือขูดรีด. ปัญหาคอรัปชั่น ยาเสพติด การดูดทรัพย์ขูดรีดนี้เพิ่งมีเมื่อสัตว์ทั้ง ๓ ได้ทำให้เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้เอง, คือสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม และสัตว์การเมืองยุคหลังนี้เอง จึงทำให้เกิดอุปัทวะทั้ง ๓ ขึ้น. ถ้าตั้งอยู่ตามระบบเดิม คือ มีความเป็นสัตว์ศีลธรรม เป็นสัตว์สังคม เป็นสัตว์สันติภาพแล้ว ปัญหาเหล่านี้มีไม่ได้. มันน่าละอายใจที่ว่ายิ่งจัดการศึกษาให้โลกเจริญ ; โลกยิ่งเต็มไปด้วยคอรัปชั่นและปัญหายาเสพติด, และเศรษฐกิจขูดรีดเต็มไปทั้งโลก. ฉะนั้น จึง ขอให้เราพยายามเอาเอกลักษณ์ไทยที่เดิมและที่แท้กลับมา คนไทยก็จะเป็นสัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา และสัตว์สันติภาพ. อย่าได้ไปหลงเรื่องลายไทย เพลงไทย รำไทย โขน ว่าเป็นเอกลักษณ์ไทยเลย, ยังเลยไปถึงแมวไทย ปลากัดไทย ไก่ชนไทย ว่าเป็นเอกลักษณ์ไทยไปเลย. นั่นมันเป็นเรื่องวัตถุมากเกินไป ไม่อาจจะช่วยแก้ปัญหาในทางมนุษยธรรม ; มีแต่จะเพิ่มความเป็นสัตว์

น.356 ๑๓๔ ทั้ง ๓ คือ สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์การเมือง และสัตว์สังคม นี่ให้มันมากเกินไปอีก; จะกลายเป็นปัจจัยแห่งสิ่งที่ บรรพบุรุษของเรารังเกียจกันนักหนาคือข้อที่ว่า "ค่ำเช้าเฝ้า สีซอ" เป็นต้น. เรามามีเอกลักษณ์ที่ตรงตามพระพุทธ- ประสงค์ และที่บรรพบุรุษของเราได้พยายามยึดถือกันมา เป็นหลัก ว่าเป็นเอกลักษณ์ไทยกันเถิด. ขออธิบายอีกสักนิดหนึ่งว่า เอกลักษณ์ไทยไม่ใช่ เรือนทรงไทย หากแต่ว่าร้านหม้อน้ำที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน, ม้า ตักบาตรที่ตั้งอยู่หน้าบ้าน ปลูกฝังลงไปในดินเป็นการถาวร นั่นแหละเอกลักษณ์ไทย. บ้านเรือนทรงไทยไม่ใช่เอก- ลักษณ์ไทย; แต่หม้อน้ำที่ตั้งให้คนกินที่หน้าบ้านตลอด เวลา ม้าตักบาตรบักฝั่งลงไปตายตัวในแผ่นดินตรงหน้าบ้าน นั้น คือเอกลักษณ์ไทยที่บรรพบุรุษของเราได้กระทำกันมา. บรรพบุรุษของเรา ถึงวันทำบุญ ไปวัดก็หายไปเต็มหนัก ; เพราะว่าเอาไปเผื่อสุนัขด้วย, ไม่ใช่เพื่อเอาไปทำบุญทำทาน ถวายพระอย่างเดียว ; ทั้งนี้ มัน ทำให้จิตใจเต็มไปด้วย เมตตา เต็มไปด้วยมนุษยธรรม เป็นการยึดหลักที่ว่า สัตว์ ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันไปทุกแง่ทุกมุม.

น.357 ๑๓๕ ประเทศไทยเราเป็นประเทศพุทธบริษัท ซึ่ง แปลว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน". เอกลักษณ์ไทยจะต้อง ตั้งรากฐานอยู่บนความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่ตรง ตามพระพุทธประสงค์. ความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์ สังคม สัตว์การเมือง ที่เต็มปรี่ไปด้วยความเห็นแก่ตัวนั้น ไม่มีลักษณะแห่งความเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเหลืออยู่เลย. และคำว่า "ไทย ไทย" นี้ แปลว่า "อิสระ" คือ อิสระจาก กิเลส, และความชั่วที่เป็นผลของกิเลส. ถ้าเป็นทาสของ กิเลสและความชั่วที่เป็นผลของกิเลส แล้วก็ไม่มีเอก- ลักษณ์ไทย เหลืออยู่แต่ประการใด ; เพราะฉะนั้น การที่ ลุ่มหลงไปในทางที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การ เมือง อย่างในยุคนี้นั้นไม่มีเอกลักษณ์ไทย เหลืออยู่แต่อย่างใด, แล้วจะเป็นไทยได้อย่างไร ? นี้กล่าวเฉพาะคนไทย. เมื่อพูดถึงความเป็นมนุษย์ทั่วไปทั้งโลก ก็มี ลักษณะอย่างเดียวกันอีก คือว่า อย่าได้เป็นสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง ที่ตั้งรากฐานอยู่บนความเห็น แก่ตัว; ไม่มีความเคารพตัว คือยอมให้กิเลสมามีอำนาจ, ไม่มีความละอายในการประพฤติกระทำเช่นนั้น, ไม่บังคับ

น.358 ๑๓๖ ตัวให้อยู่ในร่องรอยของพระศาสนา, ซึ่งทุกๆ ศาสนาก็สอน เหมือนกันหมด. โดยเฉพาะในข้อที่ว่า "ทุกคนเป็นเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน". เราต้องรับใช้พระเจ้า คือความถูกต้อง ไม่รับใช้ กิเลส. เดี๋ยวนี้ทั้งโลกเป็น สัตว์เศรษฐกิจ มากเกินไปจน รับใช้กิเลส ; เป็น สัตว์สังคม มากเกินไปจนรับใช้กิเลส, เป็น สัตว์การเมือง มากเกินไป จนเป็นทาสของกิเลส ขออย่าได้มัวแต่เป็นสัตว์ทั้ง ๓ นั้นอีกต่อไปเลย, มาเป็นสัตว์ ทั้ง ๓ นี้กันดีกว่า สัตว์ทั้ง ๓ นั้น คือสัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง ตามแบบที่ขึ้นสมองจนเป็นทาสของกิเลสไป ทุกแง่ทุกมุม แต่มาเป็น สัตว์ทั้ง ๓ นี้ คือ สัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์สันติภาพ กันเถิด ; ยิ่งเป็นสัตว์ทั้ง ๓ นี้เท่าไร ก็ยิ่งเป็นมนุษย์เต็มที่มากขึ้นเท่านั้น. ยิ่งเป็น สัตว์ทั้ง ๓ นู้นมากเท่าไร ; ก็ยิ่งไม่เป็นมนุษย์มากขึ้น เท่านั้น, ก็ยิ่งจะสูญเสียความเป็นมนุษย์ โดยสิ้นเชิง. นี่แหละคือ "ธรรมะในฐานะเป็นระบบพัฒนามนุษย์".

น.359 ๑๓๗ มนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา ให้มีความเต็มเปี่ยมแห่งความ เป็นมนุษย์คือ มีมนุษยธรรม. ธรรมะในฐานะระบบพัฒนามนุษย์นี้ จะทำให้ มนุษย์หมดปัญหาของมนุษย์ ; ถ้ามนุษย์ยังมีแต่วิกฤต- การณ์อันถาวรอยู่เพียงใด มนุษย์ก็ยังมีปัญหาอยู่เพียงนั้น. มีปัญหา หมายความว่า มีความทุกข์ทรมาน, และเพิ่มพูน กิเลสที่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ทรมานมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ไม่ เรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ที่พัฒนา ; กลับถอยหลังลงไปเป็นสัตว์ ตามคำที่เขาใช้เรียกกันมาแต่เดิม : สัตว์เศรษฐกิจว่า economic animal สัตว์สังคมว่า social animal สัตว์การเมือง ว่า politic animal ไพเราะหรือไม่ไพเราะ ? น่าจะรู้สึกกัน อย่างไร มันเป็น animal ชนิดที่ไม่มีทางที่จะเป็นมนุษย์ แต่ถ้าเป็น สัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์สันติภาพ ; นี่ไม่มีคำใช้มาก่อน อาตมาว่าเอาเอง แม้จะเรียกว่า "สัตว์" ในเบื้องต้น แต่มันคงเป็นสัตว์อยู่ไม่ได้ มันจะกลายเป็น มนุษย์ขึ้นมา มันเป็นสัตว์ในความหมายที่ไม่ใช่ animal ; จะเป็นสัตว์โลกอย่างมนุษย์ที่ว่า “สัตว์ทั้งหลายที่เป็น เพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น". คือมันเป็นสัตว์ที่จะวิวัฒนาการสูงขึ้นมาถึงยอดสุดของสัตว์

น.360 ๑๓๘ สัตว์เดรัจฉานเป็นสัตว์ในระดับต่ำ สัตว์มนุษย์ เป็นสัตว์ในระดับสูง. ขอให้เราเป็นสัตว์ในระดับสูง คือ เป็นมนุษย์ที่มีการพัฒนาถึงที่สุดแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะ ต้องอาศัยธรรมะแต่เพียงอย่างเดียว และเป็นธรรมะในความ หมายที่ ๓ ได้แก่ หน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติให้ถูกตรง ตามกฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ว่า ประพฤติอย่างไรแล้ว จึงจะ มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์นั้น. เวลาสำหรับบรรยายก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย ครั้งนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้. — — — — — — — — —

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต