น.361 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวใน หัวข้อว่า “ธรรมะในฐานะที่เป็นเอกลักษณ์ไทย" คงจะมีผู้สงสัย ว่า ธรรมะไหนกันที่จะเป็นเอกลักษณ์ไทย ? อาตมาตอบว่าธรรมะข้อที่ เป็นหัวใจของทุกๆ ศาสนา ได้แก่ธรรมะที่ว่า ความรักผู้อื่น. ตอนนี้ต้องทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ทุกศาสนามี หัวใจของการสั่งสอนอยู่ที่ให้รักผู้อื่น อย่างในบางศาสนาก็ว่า "รักเขาเหมือนกับที่พระเจ้ารักเรา" หรือจะพูดอย่างพุทธศาสนาก็ว่า “รักเขายิ่งกว่าตัวเรา" เหมือนพระโพธิสัตว์รักผู้อื่นยิ่งกว่าตัว. รวม ความแล้วก็คือ การรักผู้อื่น ; เพราะว่าทุกศาสนาต้องการจะกำจัด ความเห็นแก่ตัว, จึงได้สอนให้รักผู้อื่น ; เมื่อรักผู้อื่นก็กำจัดความเห็น แก่ตัวโดยอัตโนมัติ. ๑๓๙
น.362 ๑๔๐ สำหรับ พุทธบริษัทชาวไทย เรานั้น ได้รับการ อบรมสั่งสอนมาตลอดเวลา ว่าให้ให้ทาน ให้รักษาศีล เจริญเมตตา ภาวนาอยู่เป็นนิจ. ขอให้สนใจคำว่า "เมตตาภาวนา" ให้เจริญเมตตา ภาวนาอยู่เป็นนิจ, ให้ทำจิตประกอบไปด้วยเมตตา รักใคร่ผู้ อื่น สัตว์อื่น ถึงกับว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ให้ทาน ก็สงเคราะห์ผู้อื่นและรักผู้อื่น, รักษาศีล ก็เพื่อไม่กระทบกระทั่งผู้อื่น ก็เพราะรักผู้อื่น ; ยิ่งเมื่อมี ความรักผู้อื่นอยู่แล้ว มันก็เป็นการปฏิบัติครบทุกหัวข้อ หรือ ทุกแง่ทุกมุม. มีความรักผู้อื่นอยู่เป็นนิจ จนเป็นนิสัยของ คนไทยที่เรียกว่า ดินแดนคนยิ้ม, เป็นเมืองแห่งคนยิ้ม, ยิ้มเพราะเมตตารักใคร่ซึ่งกันและกัน. จะเป็นแขกแปลก หน้ามาหรือเป็นคนกันเองบ้านเดียวกันก็ยิ้มเสมอ. ไทย เรารับการอบรมมาอย่างนี้ จึงเกิดมีนิสัยยิ้มเสมอ เราได้รับการศึกษาให้รักผู้อื่นจนเกิดเป็นธรรมเนียม ขึ้นมาเองว่า ถ้าใครมีเงินเหลือใช้ก็สร้างวัด ; แม้แต่จะ
น.363 ๑๔๑ สร้างวัดให้เด็ก ๆ เขาวิ่งเล่น มันก็เพื่อรักผู้อื่น. ถ้ามีเงิน เหลือใช้ก็ไปสร้างศาลาเป็นทาน, ให้การพักผ่อนแก่คนเดิน ทาง. สมัยอาตมาเป็นเด็กยังเคยเห็นศาลาชนิดนี้ ; บาง แห่งมีข้าวสารมีปลาแห้งมีอะไรไว้ครบถ้วน. นี้เรียกว่าผู้ ที่ร่ำรวยแล้วมีเงินเหลือก็สร้างวัด ไม่ได้เอามาสร้างสถาน อาบอบนวด หรือกิจกรรมอบายมุขอันใหญ่โตมโหฬารอย่าง ใดอย่างหนึ่ง. นี่แหละคือ นิสัยสันดานแห่งความรักผู้อื่นของ คนไทยเรา. เดี๋ยวนี้เราก็ยอมรับผู้ลี้ภัยสงครามหรือภัย การเมืองเอาไว้ เกือบจะเต็มบ้านเต็มเมือง ; ทำไปได้ก็ได้ อาศัยที่ว่าเรามีนิสัยรักผู้อื่น ผ่อนผันแก่ผู้อื่น เสียสละแก่ ผู้อื่น. คนร่ำรวยก็อยู่อย่างเป็นเพื่อนกับคนยากจน ที่ เรียกว่าพ่อเลี้ยง มีคำเรียกที่ว่า “พ่อเลี้ยง" ถ้าเป็นความหมายที่ถูก ต้องบริสุทธิ์แล้วก็ไม่ใช่ นายทุนกระดาษซับ. นายทุน กระดาษซับ กับ พ่อเลี้ยง นี้จะต้องต่างกันอย่างตรงกันข้าม ; อันหนึ่งเป็นมิตรกับคนจน, อันหนึ่งไม่มีทางที่จะเป็นมิตร กับคนจน เพราะว่าไม่ได้รักผู้อื่น.
น.364 ๑๔๒ ขอให้สนใจความที่ คนไทยมีความรักผู้อื่น อยู่ใน สายเลือด เพราะมีพระพุทธศาสนาอยู่ในสายเลือด, เพราะมีธรรมะอยู่ในพระพุทธศาสนาที่ว่าให้รักผู้อื่น มีการ รักผู้อื่นเป็นรากฐานของศีลธรรมทั้งปวง. อาตมาขอร้องให้ท่านทั้งหลายได้พิจารณากันโดย ละเอียดสักหน่อย. อย่าเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ คือ คำว่า "รักผู้อื่น" เพียงคำเดียวเท่านั้นแหละพอ. มันพอไปทุก อย่างทุกประการ ในการที่จะแก้ปัญหาอันเกี่ยวกับสันติสุข และสันติภาพของคนเรา : รักผู้อื่นคำเดียวมันก็ทำให้มีศีล ๕ บริสุทธิ์. เมื่อรักผู้อื่นแล้วจะไปฆ่า ไปทำอันตรายเขาได้ อย่างไร มันทำไม่ได้ ศีลข้อที่ ๑ ก็สมบูรณ์. เมื่อรักผู้อื่นแล้วจะไปขโมยหลอกลวงยักยอกเขา ได้อย่างไร ศีลข้อ ๒ ก็สมบูรณ์. เมื่อรักผู้อื่นแล้วจะไปประพฤติผิดในกาม ล่วง ละเมิดของรักของใคร่ของผู้อื่นเขาได้อย่างไร มันก็ย่อมเป็น ไปไม่ได้. ศีลข้อ ๓ ก็สมบูรณ์
น.365 ๑๔๓ เมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ไปโกหกหลอกลวงเขาไม่ได้ ศีล ข้อ ๔ ก็สมบูรณ์. เมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ไปดื่มไปกิน ของเมาที่เป็นที่ตั้ง แห่งการประทุษร้ายผู้อื่นไม่ได้, ก็เลิกกินของเมา. ศีลข้อ ๕ บริสุทธิ์บริบูรณ์เต็มตามที่ปรารถนา. เดี๋ยวนี้รับศีล ๕ กันเท่าไร ๆ ; ศีล ๕ มันก็ไม่ บริบูรณ์ ไม่เกิดขึ้นได้ด้วยซ้ำไป; เพราะมันไม่มีการรัก ผู้อื่นเป็นต้นทุน. ฉะนั้น ขอให้นึกถึงคำว่า "รักผู้อื่น" เป็นศีลข้อ เดียว, แล้วมันก็ทำให้ศีล ๕ ข้อ ๑๐ ข้อ หรือกี่ร้อยข้อ บริบูรณ์ได้ ลองคิดดู : - ๑. เมื่อรักผู้อื่น แล้วก็จะมีส่วนเกินไว้ช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน ไม่ใช้เกินไม่กินเกิน. นี่เป็นเหตุให้มีส่วนเกิน สำหรับจะช่วยเหลือผู้อื่น เดี๋ยวนี้เราเกือบจะไม่มีใครที่นึก ถึงผู้อื่น, หรือตระเตรียมส่วนเกินไว้สำหรับช่วยเหลือผู้อื่น. ๒. เมื่อรักผู้อื่นแล้วก็ ทำคอรัปชั่นไม่ได้. เรื่อง ทำการคอรัปชั่นนี้ ต้องเป็นการเสียหายแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง.
น.366 ๑๔๔ ๓. รักผู้อื่นแล้วก็ เป็นอันธพาลไม่ได้. อันธพาล เต็มไปทั่วบ้านทั่วเมือง กลางวันแสกๆ ในนครหลวงก็ยังมี อันธพาล, ทารุณโหดร้ายเหลือประมาณอย่างน่าขยะแขยง. นี่ก็เพราะว่าไม่มีความรู้สึกรักผู้อื่น ไม่เคยรักเพื่อนมนุษย์ เลย. ๔. เมื่อรักผู้อื่นแล้วมันก็ ซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวที สามัคคีกัน เป็นอย่างยิ่ง. เดี๋ยวนี้ไม่มีความซื่อสัตย์ต่อกัน และกันเลย เพราะไม่เคยรักใคร. ๕. เมื่อรักคนอื่นแล้ว ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่ง กันและกัน ในกิจกรรมอันเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดแก่ มนุษย์ เช่นกิจกรรมสหกรณ์ ; ที่เป็นไปไม่ได้ก็เพราะไม่มี ใครรักใคร พร้อมที่จะเป็นสหโกงอยู่ตลอดเวลา. ขอให้ดูให้กว้างออกไปจะพบว่า โลกเรานี้ขาด สันติภาพ ทั้งที่เป็นส่วนตัวและส่วนรวม นี่ก็เพราะว่าขาด ความรักผู้อื่นเพียงข้อเดียวเท่านั้น. ถ้ารักผู้อื่นแล้วก็ทำ ความสันติสุขให้เกิดขึ้น ทั้งที่เป็นส่วนบุคคลและเป็น ส่วนรวม. เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยการทะเลาะวิวาท เป็น
น.367 ๑๔๕ วิกฤตการณ์ถาวรในโลก. องค์การสหประชาชาติก็ไม่ ประสบความสำเร็จในอุดมคติขององค์การ. องค์การ สหประชาชาติไม่มีเวลาทำให้ใครรักกันได้ ; เพราะว่า องค์การสหประชาชาติเองติดธุระแต่จะปรองดองเกลี้ยกล่อม การทะเลาะวิวาทให้คืนดีกัน, แล้วก็ทำไปได้อย่างกับจับปู ใส่กระด้ง คือไม่มีที่สิ้นสุด ; เพราะพื้นฐานของมนุษย์มัน ขาดความรักผู้อื่น ถ้าแต่ละชาติแต่ละประเทศ มีความรักผู้อื่นตาม เจตนารมณ์แห่งศาสนาของตน ๆ แล้ว ; องค์การสหประ ชาชาติไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าจะไม่มีใครเบียดเบียนใคร. กิจกรรมอย่างอื่นขององค์การสหประชาชาติที่ยังเป็นไป ไม่ได้ ก็เพราะมูลเหตุอันเดียวกัน คือขาดความรักผู้อื่น, กล่าวคือความรักสากลในหมู่มนุษย์นั้นเอง. ทีนี้เรามาพิจารณากันดูถึง เอกลักษณ์ไทย หรือ ความเป็นไทย กันบ้าง, คำว่า "ไทย" แปลว่า "อิสระ" มีความเป็นอิสระ. คำว่า "ธรรม" มันก็หมายถึงความเป็น อิสระ ความถูกต้อง ความดี ความจริง ความยุติธรรม หรือความเป็นธรรมก็หมายถึงการเป็นอิสระจากกิเลส.
น.368 ๑๔๖ คำว่า "ไทย" กับคำว่า "ธรรม" มีความหมาย หรือใจความสำคัญตรงกันที่ว่าเป็นอิสระ ; เพราะฉะนั้น ธรรมะจึงเป็นเอกลักษณ์ของไทย. ไทยเป็นอิสระจาก กิเลส คือความเห็นแก่ตัว ; ถ้าใครตกอยู่ใต้ความเห็น แก่ตัวก็ไม่ใช่ไทย เพราะไม่เป็นอิสระ. คำว่าไทยต้องเป็น อิสระ, อิสระจากความเลวความชั่ว จากกิเลส จากความ เห็นแก่ตัว. ดังนั้น คนไทยจึงอาจรักผู้อื่น สามารถ รักผู้อื่น และได้รักผู้อื่น คือรักซึ่งกันและกันจนกลายเป็น เอกลักษณ์ไทย คือยิ้มเสมอ รวมความว่า "รักผู้อื่น" คือ เอกลักษณ์ไทย. เราอย่าไปเอาอะไรบางอย่าง ที่ไม่ใช่เอกลักษณ์ ของไทยมาเป็นเอกลักษณ์ไทย. ต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า บ้านเรือนทรงไทยไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย; แต่ร้านหม้อน้ำ ตั้งให้คนกินหน้าบ้าน ม้าตักบาตรถาวรปักแน่นอยู่ในแผ่น- ดิน นั่นแหละคือเอกลักษณ์ไทย เพราะเป็นสัญญลักษณ์ของ การรักผู้อื่น. เครื่องลายไทย ศิลปไทย เพลงไทย ดนตรี ไทย อะไร ๆ ต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย เพราะมันยังไม่ แสดงลักษณะของความรักผู้อื่น, รำไทย เช่น โขน ไป
น.369 ๑๔๗ พิจารณาดูที่โขน หน้าตาอย่างตัวโขน ตัวเอกของโขน เช่นทศกัณฐ์อย่างนี้ มันจะรักใครได้ และมันจะอยู่ใน ลักษณะที่ใครจะรักหรือน่ารักสำหรับใคร. เพราะฉะนั้น เราก็ต้องเพ่งเล็งถึง เอกลักษณ์ไทย คือความเป็นอิสระจาก กิเลส ที่เป็นเหตุให้ไม่รักกัน คือ ความเห็นแก่ตัวนั่นแหละ มันทำให้ไม่รักกัน ; ถ้าไม่เห็นแก่ตัวมันก็รักกัน ดูกันง่าย ๆ แม้ที่สุด, แม้แต่ว่าให้ลูกกินนมกระป๋อง นี้ไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย เอกลักษณ์ไทยลูกต้องกินนมแม่ อย่างนี้. แม่เห็นแก่อะไรก็ไม่รู้ ไม่อยากให้ลูกกินนม ; ต้องให้กินนมกระป๋อง. เด็ก ๆ ก็เลยไปรักกระป๋องไม่รัก หัวอกแม่. เด็กอาจจะรักกระป๋องนมหรือขวดดูดนม ไม่ เคยรักหัวอกแม่. แล้วปัญหามันเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ? ก็ ขอให้คิดดูให้ดี เกี่ยวกับความรัก นี้ จะต้องมองกันให้ถึงที่สุดอีก อย่างหนึ่งว่า ถ้ารักผู้อื่นก็หมดความเห็นแก่ตัว. ความรัก ผู้อื่นถึงที่สุดได้โดยอัตโนมัติเมื่อหมดความเห็นแก่ตัว, หรือ เมื่อหมดความเห็นแก่ตัว ความรักผู้อื่นก็จะเกิดขึ้นถึงที่สุด ได้โดยอัตโนมัติ ความรักผู้อื่นมันขึ้นอยู่กับการทำลาย
น.370 ๑๔๘ ความเห็นแก่ตัว หรือหมดความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ หมดตัว นั่นแหละคือรักผู้อื่น พระเมตตาคุณของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นพระเมตตาคุณชนิดที่ไม่มีตัวตน ของบุคคลผู้ไม่มีความ รู้สึกว่ามีตัวตน. เมื่อหมดความยึดมั่นถือตัวถือตน จึงจะรัก ผู้อื่นถึงที่สุด. พระเมตตาของพระองค์จึงเป็นอย่างอนัตตา คือไม่มีตัวตนสำหรับจะยึดถือ หรือสำหรับจะเห็นแก่ตน เมื่อเรามาพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า ความเห็นแก่ตนนี้เป็น ศัตรูของมนุษย์ นั่นเอง. อาตมาอยากจะขอย้ำถึงสัตว์ ๓ ชนิด ที่เอ่ยถึงมา แล้วในการบรรยายครั้งก่อนอีกทีหนึ่งว่า สัตว์ ๓ ชนิดนั่น ชนิดไหนมันมีเอกลักษณ์ไทย ? สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์สังคม สัตว์การเมือง นี่มี เอกลักษณ์ไทยไหม ? สัตว์ศีลธรรม สัตว์ศาสนา สัตว์ สันติภาพ ๓ ตัวนี้มีเอกลักษณ์ไทยไหม ? มีอยู่เป็น ๒ ชุด ชุดละ ๓ ตัว ชุดไหนมีเอกลักษณ์ไทย ? ทำไมต้องเรียกว่า สัตว์เศรษฐกิจ ? เพราะมันเห็นแก่ประโยชน์ตัวมากเกินไป.
น.371 ๑๔๙ ทำไมเรียกว่า สัตว์สังคม ? เพราะมันเห็นแก่ความหรูหรา เด่นในสังคมมากเกินไป. ทำไมจึงเรียกว่า สัตว์การเมือง ? เพราะมันใช้วิธีการเล่ห์เหลี่ยมในการกอบโกยมากเกินไป. อย่างนี้มันไม่เป็นเอกลักษณ์ไทยได้ ; เพราะเอกลักษณ์ไทย ต้องชนะความเห็นแก่ตัว, ต้องเห็นแก่ผู้อื่น เราจะพูดกันในแง่การเมืองกันบ้างว่า ประชาธิป- ไตรชนิดที่ถือตัวใครตัวมัน นั่นไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย ; เอาไปเสียให้พ้น ; จะอ้างสิทธิยังไม่ได้ว่าเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน. ถ้าเป็นของเสมอกันก็ไม่ใช่สำหรับ ตัวใครตัวมัน ; แต่สำหรับจะมาเป็นตัวตนแห่งความรักซึ่ง กันและกัน. การแบ่งพรรคเพื่อแก่งแย่งกันไม่ใช่เอกลักษณ์ ไทย. การแบ่งพรรคอะไร ชนิดไหน ที่เพื่อแก่งแย่งกัน ก็ไม่ใช่เอกลักษณ์ไทย. การรักผู้อื่น ทำให้รู้จักปรอง- ดองในการดำเนินงานของหมู่คณะนั่นแหละเป็นเอก- ลักษณ์ไทย. โลกกำลังมีการศึกษาผิดพลาด ที่ทำให้เกิด ประชาธิปไตยชนิดตัวใครตัวมัน ; แทนที่จะมีความรัก อย่างสากล. ดูกันในแง่ของธรรมชาติบ้างก็ได้ว่า เรามี
น.372 ๑๕๐ สัญชาตญาณแห่งการอยู่กันเป็นหมู่. ท่านที่ได้ศึกษาชีว- วิทยาเกี่ยวกับสัญชาตญาณของสัตว์แล้ว ก็ได้รับการอธิบาย ชี้แจงมาอย่างชัดแจ้งแล้วว่า สัตว์นี้มีสัญชาตญาณแห่งการ อยู่กันเป็นหมู่ ; ไม่ยกเว้นแม้แต่สัตว์มนุษย์. สัตว์ก็ยัง มีความจำเป็นที่ต้องอยู่กันเป็นหมู่จนติดเป็นนิสัย. นี้เป็น สัญชาตญาณ. เพราะฉะนั้น เราจะต้องมีความรักกันใน ระหว่างหมู่. เรามีหน้าที่จะต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ ; เพราะว่าเรามีสัญชาตญาณแห่งการอยู่เป็นหมู่ ดังนั้น เราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องอยู่ร่วมกันโดยสันติ. นี่ในแง่ของ ธรรมชาติที่บังคับไว้อย่างเฉียบขาดว่า เราต้องรักผู้อื่น, ให้ถือว่าความ รักผู้อื่น เป็นธรรมะสูงสุด สำหรับมนุษย์ ยิ่งกว่าคำว่า ไม่เบียดเบียนกัน เสียอีก. เราเคยได้ยินแต่คำว่า "อหิงสา" ความไม่เบียดเบียน นี้เป็นธรรมะสูงสุดสำหรับมนุษย์. แต่อาตมาบอกว่า สู้ ความรักผู้อื่นไม่ได้. ความรักผู้อื่นเป็นธรรมะสูงสุด สำหรับมนุษย์, สูงยิ่งไปกว่าอหิงสาเสียอีก ; เพราะ คำว่า อหิงสา ซึ่งแปลว่าไม่เบียดเบียนนั้น มันก็ไม่แน่ว่าจะช่วย ผู้อื่นหรือไม่ ? เพียงแต่ไม่เบียดเบียนก็แล้วกัน. แต่ถ้าพูด
น.373 ๑๕๑ ว่ารักผู้อื่น แล้ว มันก็ต้องช่วยผู้อื่น ฉะนั้นรักผู้อื่น จึงดี กว่าเพียงแต่ว่าไม่เบียดเบียน. ขอให้มองให้เห็นแจ้งและ ยอมรับว่า ธรรมสูงสุดสำหรับมนุษย์นั้นคือความรักผู้อื่น, มาฝึกฝนบทเรียนรักผู้อื่นกันเดี๋ยวนี้เถิด ; ตามหลักของ พระพุทธศาสนามีอยู่เป็นแบบฉบับเป็นหลักสูตรทีเดียว เรียก ว่าเมตตาอัปปมัญญา. ท่านทั้งหลายลองมาสำรวมจิตใจสงบเงียบ เพ่งไป ทางทิศ เบื้องหน้า ว่า ไม่มีสัตว์ใดผู้ใดเป็นเวรเป็นภัยกับเรา มีแต่ความเป็นมิตร ; เราก็รักเขาด้วยจิตด้วยใจ, แล้วก็ส่งจิตเพ่งไปทาง เบื้องหลัง, ทิศเบื้องหลังไม่ มีสัตว์ใดผู้ใดเป็นเวรเป็นภัยกับเรา, มีแต่ผู้ที่เรารักอย่างสุด ชีวิตจิตใจ, แล้วก็ส่งจิตเพ่งไป เบื้องซ้าย ทางทิศเหนือ ก็ไม่มี สัตว์ใดผู้ใดเป็นเวรเป็นภัย มีแต่ผู้ที่เรารักกันอย่างชีวิต จิตใจ, แล้วก็ส่งจิตแผ่ไปทางทิศใต้ทาง เบื้องขวา ก็ไม่มี สัตว์ใดผู้ใดเป็นเวรเป็นภัย มีแต่ผู้ที่รักใคร่กันอย่างชีวิต จิตใจ,
น.374 ๑๕๒ แล้วก็ส่งจิตไป เบื้องบน ก็ไม่มีสัตว์ใดผู้ใดเป็นเวร เป็นภัยแก่เรา มีแต่ผู้ที่เรารักอย่างสุดชีวิตจิตใจ. แล้วก็เพ่งลงไปใน เบื้องต่ำ ก็ไม่มีเวรภัยกับใคร มีแต่ผู้ที่เรารักอย่างเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย กันทั้งหมดทั้งสิ้น ทิศไหนที่มีใครเป็นผู้ระแวงระหองระแหงเกลียด ชังอะไรกันอยู่ ; ก็เพ่งจิตส่งไปในทางทิศนั้นให้มาก ๆ เป็น พิเศษกว่าทิศอื่น. นี่แหละเรียกว่าบทเรียนสำหรับฝึกใน การรักผู้อื่น. เรามาฝึกกันดูเดี๋ยวนี้ก็จะได้ชื่อว่ามีเอกลักษณ์ ไทยถึงที่สุด : นั่งแผ่เมตตาไปรอบด้านด้วยความรักผู้อื่นไม่ มีขอบเขต ไม่มีประมาณ. นี่แหละเอกลักษณ์ไทย คือความ รักผู้อื่น. ธรรมะในฐานะเป็นเอกลักษณ์ไทยคือธรรมะ ข้อที่ว่า "ความรักผู้อื่น" ซึ่งเป็น หัวใจของศาสนาทุก ศาสนา ดังที่กล่าวมาแล้ว. คำว่า "รักผู้อื่น" นี้ เป็นธรรมะในความหมาย ที่ ๓ ของธรรมะ ๔ ความหมายที่พูดกันมาเรื่อยๆ : ธรรมะ ที่ ๑ คือ ตัวธรรมชาติ. ธรรมะที่ ๒ คือ กฎของธรรมชาติ,
น.375 ๑๕๓ ธรรมะที่ ๓ คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะที่ ๔ คือ ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ. ความรักผู้อื่น นี้คือธรรมะในความหมายที่ ๓ คือ หน้าที่ที่มนุษย์หรือสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายจะต้องประพฤติ ให้ถูกตามกฎของธรรมชาติ. การรักผู้อื่นคือทำให้ตรง ตามกฎของธรรมชาติ ที่มีไว้สำหรับมนุษย์โดยเฉียบขาด ทุกคนก็ต้องการสันติภาพ ไม่ว่าใครก็ต้องการสันติภาพ ; แม้แต่คอมมิวนิสต์เขาก็ตะโกนว่าต้องการสันติภาพ, จะจัด โลกให้มีสันติภาพ, ใครก็ต้องการสันติภาพ ทั้งส่วนตัวและ ส่วนผู้อื่น เราจะมาจัดโลกให้มีสันติภาพกันอย่างไร ? ตาม วิธีของพุทธบริษัท ก็คือ ปลูกฝังความรักผู้อื่นให้อยู่กันได้ แม้จะมีความ แตกแยก แม้จะเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันอย่างไร ก็ต้องให้อยู่กันได้. รักผู้อื่นหมายความว่า จะรักกันและกัน จนกลายเป็นคนคนเดียวกันไป , แม้จะสูงต่ำกันอย่างไร ก็อยู่ด้วยกันได้. ตะไคร่น้ำเขียว ๆ ตามโคนต้นไม้ก็อยู่กัน ได้กับต้นไม้ยักษ์สูงเทียมเมฆ. ท่านลองคิดดูว่า ต้นไม้ยักษ์ สูงเทียมเมฆก็อยู่ร่วมกันได้แบบสหกรณ์กับตะไคร่น้ำเขียว ๆ
น.376 ๑๕๔ ตามเปลือกของมัน ตามโคน ตามราก. นี่คือความรักที่ ถูกต้องตามความหมายของคำว่า "ความรัก" ซึ่งเป็นตัวเหตุ ปัจจัยสำหรับจะอยู่ด้วยกันและกันได้, รักกันจนกลายเป็น คนเดียวกัน. เ ราไม่มีเวลาทะเลาะกันอีกแล้ว เราต้องมารักกัน เดี๋ยวนี้ เพื่อความเป็นมนุษย์จะได้มีสมบูรณ์. เราจงเกิดมา ให้เป็นมนุษย์ และได้พบกับพระพุทธศาสนากันเถิด จงเกิด มาเป็นมนุษย์และพบพระพุทธศาสนากันเถิด. อย่าเกิดมา เป็นเพียงคนที่ไม่รู้จักรักผู้อื่น เอกลักษณ์ไทยคือการ รักผู้อื่น เพราะเป็นไทย เป็นอิสระจากกิเลส ที่เป็นเหตุ ให้เห็นแก่ตัว , ถ้ายังเป็นทาสเพราะความเห็นแก่ตัวแล้ว ก็เป็นไทยไปไม่ได้. ขอท่านที่รักความเป็นไทย อยากจะเรียกตัวเองว่า เป็นไทย จงทำตนให้เป็นไทยด้วยการ กำจัดความเห็นแก่ ตัว แล้วก็มารักผู้อื่น ในฐานะที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย ถ้าเรามัวเกลียดชังกัน มันก็หมดเอกลักษณ์ของความเป็น ไทย. ธรรมะในฐานะเอกลักษณ์ของไทย ก็คือ ความรัก
น.377 ๑๕๕ ผู้อื่น ซึ่งเป็นหัวใจของศาสนาทุก ๆ ศาสนา ดังที่กล่าวมา นั่นเอง. สรุปความอย่างสั้นที่สุดว่า จงเกิดมาเป็นมนุษย์ที่ ได้พบคำสั่งสอนของศาสนาทุกศาสนา คือ "รักผู้อื่น". อย่าได้เกิดมาเป็นแต่เพียงคน ที่มีแต่ความเห็นแก่ตน จน ไม่รู้จักการรักผู้อื่น. จะถือเอาสิ่งใดเป็นเอกลักษณ์ไทย จงเพ่งเล็ง จุดเดียวนี้ เถิดว่า เอกลักษณ์ไทยย่อมแสดงถึง ลักษณะแห่งความรักผู้อื่น ถ้าปราศจากวี่แววนิมิตของความ รักผู้อื่นแล้วไม่มีความเป็นเอกลักษณ์ไทย ; เพราะมันเป็น ขี้ข้ามันเป็นทาสของความเห็นแก่ตัว. ขอให้พุทธบริษัทชาวไทยเราทั้งหลายจงมีเอก- ลักษณ์ไทย, เพื่อความเป็นไทยของตน สมแก่ความเป็น พุทธบริษัทไทยจงทุก ๆ คน. เวลาสำหรับบรรยายหมดลงแล้ว. อาตมาขอยุติ การบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้. — — — — — — — — —
Buddhadasa