Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ ตอนที่ ๑๐ — ๓๒. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ว่าปัญญาต้องคู่กับสติ

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ (๑๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.180 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคงกล่าว ด้วยความมุ่งหมาย เพื่อการกลับมาแห่งศีลธรรม อีกนั่นเอง. การบรรยายทุกครั้ง หวังในการกลับมาแห่งศีลธรรม โดยถือว่า โลกที่ขาดศีลธรรมจะเป็นโลกที่ต้องวินาศ ; ถ้า โลกมีศีลธรรมแล้ว ความรักและเมตตาก็จะครองโลก. การเศรษฐกิจก็ดี, การปกครองก็ดี, การเมืองก็ดี, จะหมดปัญหาที่กำลังมี. ทรัพยากรธรรมชาติจักเหลือใช้ ๑๗๐

น.181 ๑๗๑ หรือจักใช้ได้ไปอีกนาน, วิกฤตการณ์ทั้งหลายในโลกจักสิ้นไป โดยอัตโนมัติ. โดยหัวข้อปฏิบัติ ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว ครั้งก่อน ๆ ว่า ขอให้เราปฏิบัติไปในทางที่มีความ คงเส้นคง วา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคางระวังคอ ถอนตอ ลงหลัก รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว กิเลสเป็นตัวธรรมะ เป็นตน เป็นคนยังมิใช่มนุษย์ เป็นชาวพุทธก็หมด ปัญหา. มาวันนี้ก็จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ปัญญาต้องคู่ กับสติ. ขออภัยที่จะพูดว่า อาตมายืนยันว่า การกลับมา แห่งศีลธรรม เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง. ปัญหาทุกอย่าง ต้องแก้ด้วยความมีศีลธรรม. ขอตะโกนอย่างนี้สักพัน ครั้ง ขอให้ท่านผู้ฟังที่เห็นด้วยก็ได้ช่วยตะโกนต่อ ๆ ไปด้วย. มีปัญญาแต่ขาดสติ จะทำโลกให้วินาศ. ปัญญาอันปราศจากสตินั้น เป็นความไม่มี ศีลธรรมอย่างยิ่ง และจะทำลายโลก ให้วินาศไปได้เหมือน กัน. เรากำลังปฏิบัติผิดในโลกนี้ ด้วยมีแต่ปัญญา แต่ว่า ขาดสติ. เรากำลังมีปัญญา หรือ ก้าวหน้าในฝ่ายปัญญา

น.182 ๑๗๒ ล้นเหลือ ; แต่เรา ขาดสติที่จะควบคุมปัญญา จึงได้เกิด มีวิกฤตการณ์ขึ้นเต็มโลก, เป็นการใช้ปัญญา ไปในการ ทำลายโลกเสียเอง, กำลังเป็นโลกที่ขาดสติ. เพราะ ขาดสติ จึงไม่เฉลียวว่า ปัญหาทุกอย่าง ต้องแก้ด้วยความมีศีลธรรม ; เพื่อจะมีศีลธรรม ต้องมี ปัญญาที่คู่กันอยู่กับสติ. สติช่วยให้เราใช้ปัญญาอย่างถูกต้อง แก่กาละเทศะ และกรณี. ถ้าปราศจากสติแล้ว ความโง่ นั่นแหละจะผุดเกิดขึ้นมาในปัญญา, หรือปัญญากลายเป็น ความโง่. เพื่อประหยัดเวลา อาตมาจะขอเล่านิทานสั้น ๆ นาทีเดียว นิทานนั้นมีว่า :- มีลิงหนึ่ง คนหนึ่ง อยู่ด้วยกัน คนก็รัก ลิงนั้น เป็นนักหนา ลิงก็รัก คนจัด เต็มอัตรา ทั้งสองรา รักกัน นั้นเกินดู. วันหนึ่งคน นอนหลับ อย่างสบาย แมลงวัน มาไต่ ที่กกหู ลิงคิดว่า อ้ายนี่ยวน กวนเพื่อนกู จะต้องบู๊ ให้มันตาย อ้ายอัปปรีย์.

น.183 ๑๗๓ หยิบคุ้นไม้ มาเงื้อ ขึ้นสองมือ ฟาดลงไป เต็มตื้อ แมงวันหนี ข้างเพื่อนรัก ดิ้นชัก ไปหลายที่ ดูเถิดนี่ ความรัก ของอวิชชา. แล้วอีกเรื่องหนึ่ง สั้น ๆ ที่สุดว่า : - ลูกอ่อน กลืนสตางค์ ค้างติดคอ นางแม่หล่อ น้ำกรดตรง ลงแก้ไข ให้ช่วยกัด ชิ้นโลหะ ละลายไป ผลอย่างไร เชื่อว่าทาย ได้ทุกคน. ท่านทั้งหลายจงได้พิจารณาดู จากนิทานเรื่องนี้ ว่าขาดสติ ก็ใช้ความรู้ผิด ๆ ปัญญากลายเป็นความโง่ขึ้นมา เช่นเอาน้ำกรดกรอกลงไปในคอ เพื่อละลายสตางค์ที่ติดอยู่ ในคอ อย่างนี้ ; มันเป็นความรู้ที่ไม่มีสติ ใช้ผิดแก่กรณี คนเราถ้า ปราศจากสติ เสียแล้ว ปัญญา นั่นแหละ จะกลายเป็นอันตราย : อันตรายต่อเราด้วย, ต่อสังคม ด้วย ; เพราะว่าใช้ด้วยความเห็นแก่ตนอย่างสะเพร่าเสมอ, ไม่มีความรับผิดชอบ มันก็ผิดกาละ ผิดเทศะ และผิดกรณี.

น.184 ๑๗๔ ปราศจากสติ แล้ว ความรู้หรือ ปัญญาก็ลืมหมด, ระลึกไม่ได้ ระลึกไม่ทันเวลา เกิดอาการ ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด ; อย่างที่คนโบราณเขากล่าว ๆ กัน. คน โบราณท่านเรียกว่า ฉลาดแต่ไม่เฉลียว, เป็นสิ่งที่กลัวกัน นัก ฉลาดแต่ไม่เฉลียวนี้. ความฉลาดนั่นแหละจะกลาย เป็นอันตรายขึ้นมา. ไม่มีสติ แล้ว ก็ เปรียบเหมือนกับว่านกไม่มีหาง มัน จะบินไปได้อย่างไร ? รถหรือเรือ ไม่มีหางเสือ ไม่มีพวง มาลัย มันจะวิ่งไปอย่างเรียบร้อยได้อย่างไร ? แม้จะมีความ เร็วอย่างไร ? มันก็เป็นหมัน เรามีการศึกษาชนิดที่ด้วน ; จะหางด้วนหรือหัว ด้วน ก็สุดแท้แต่จะเรียก, คือการศึกษาที่เรียนกันแต่หนังสือ กับวิชาชีพ, ไม่มีเรียนทางศีลธรรม ว่าเราจะเป็นมนุษย์กัน อย่างไร. นี่ ไม่มีศีลธรรม ซึ่งเป็นเสมือนหาง , เป็น การศึกษาที่ไม่มีสติสำหรับควบคุมปัญญา. ปัญญาก็กลาย เป็นพิษขึ้นมา, ไม่รู้จักสิ่งที่ควรใช้แก้ปัญหา เอาสิ่งที่เพิ่ม ปัญหามาแก้ปัญหา.

น.185 ๑๗๕ ดังที่ โลกปัจจุบันนี้ มุ่งแก้ปัญหาด้วยเศรษฐกิจกัน ตะพึด มันเป็นการเพิ่มปัญหา, ยิ่งแก้ยิ่งเพิ่มปัญหา ; เพราะปัญหามันเกิดขึ้นจากความไร้ศีลธรรม. ต้องแก้ที่ ต้นเหตุ แห่งปัญหา คือความไร้ศีลธรรม ; ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง เป็นต้น ก็จะถูกแก้ไปด้วยดี. ต้องแก้ปัญหา ด้วยจัดให้มีศีลธรรมในทุกกรณี ขอให้เรามองดูกันต่อไป ถึงการแก้เศรษฐกิจด้วย เศรษฐกิจ โดยไม่มีศีลธรรม. เขาพูดกันว่า เดี๋ยวนี้ จำนวน โสเภณีมีมากกว่าจำนวนครู. บ่อนทั้งหลาย : บ่อนการ พนัน บ่อนชนวัวชนควาย บ่อนทั้งหลายเหล่านี้ มีจำนวน มากกว่าโรงเรียน ลองคิดดูเถอะว่า โดยมุ่งจะแก้เศรษฐกิจ ด้วยเศรษฐกิจจึงเกิดอาการอย่างนี้ขึ้นมา ปัญหาเกี่ยวกับเศรษฐกิจนั้น ต้องดูให้ดีว่า ตัว เศรษฐกิจ นั่นแหละ เป็นเครื่องมือสร้างความร่ำรวยให้แก่ บุคคลกอบโกยขูดรีด ; มันเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการอย่างนี้ แล้ว จะนำมันมาแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากการกอบโกยขูดรีด ในโลกนี้ได้อย่างไร.

น.186 ๑๗๖ ขอทบทวนใจความของนิยาย นิทาน ที่กล่าวมา แล้วนั้นให้ดีเถิด. แม่กรอกน้ำกรดให้กัดสตางค์ในคอลูก. น้ำกรดนั้นก็คือเศรษฐกิจ ที่จะเอามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ มันกลายเป็นเพิ่มเศรษฐกิจ, ทำเศรษฐกิจให้เป็นอันตราย ถึงตาย ถึงวินาศ. เราจะเปิดสถานกามารมณ์เพิ่มให้มากขึ้น เพื่อแก้ ปัญหาอาชญากรรมทางเพศ : แทนที่จะเพิ่มศีลธรรม. หรือเพิ่มความมีแห่งศีลธรรม ไปเพิ่มสถานกามารมณ์ เพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเพศ สถานที่เพิ่มมาก การ แสดงเพิ่มมาก แม้ที่สุดแต่ภาพโฆษณานั้น ๆ ก็เป็นการทำลาย ศีลธรรม. เด็ก ๆ เพียงแต่มองเห็นภาพโฆษณา เ หล่านั้น จิตก็ทรามหมดทั่วทั้งเมือง. กระทรวงศึกษาธิการ กับกระทรวงมหาดไทย ควร จะช่วยกันกำจัดป้ายโฆษณา ประเภทที่ทำให้จิตทรามเหล่านี้ ลงเสียให้หมด. หรือว่ามี ปัญหาเรื่องของแพง แล้ว จ ะแก้ปัญหา ด้วยการขึ้นเงินเดือน ให้แก่ข้าราชการไม่มีหยุด. แก้ด้วย การเพิ่มเงินเดือนตะพืด แก้กันอย่างไรก็ไม่หยุด ; มีแต่

น.187 ๑๗๗ ยิ่งยุ่ง ; เพราะว่าต้นเหตุมาจากความไม่มีศีลธรรม ของ ผู้ที่เงินเดือนไม่พอใช้. หรือการปฏิบัติอย่างอื่นใดอีกมาก มาย ที่ไม่มีศีลธรรม ที่เป็นเหตุ ให้คนมีเงินเดือนไม่พอใช้. มาพิจารณาจะเห็นว่า ปัจจัยหรืออุปกรณ์แห่ง กามารมณ์นั้น เขาผลิตกันโดยเครื่องจักรเป็นอุตสาหกรรม และเป็นเรื่องเครื่องมือของเศรษฐกิจไปเสีย , สิ่งที่จะมา ทำลายศีลธรรมมันก็เพิ่มมากเหลือประมาณ เมื่อไรจะมี เครื่องจักรผลิตอุปกรณ์ศีลธรรมกันบ้าง ? การกรอกน้ำกรดลงไปในคอลูก มีผลอย่างไร ? นี่ เราจะแก้เศรษฐกิจของคน ด้วยเศรษฐกิจของผีกันอย่างนั้น หรือ ? ปัญหาเศรษฐกิจของคนจะแก้ด้วยเศรษฐกิจของผี นี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? ช่วยทบทวนความหมายในนิทาน สั้น ๆ นั้นดูอีกทีเถิด. ควรดำเนินตามระบบเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า. อาตมามีความเห็นว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจใน โลกนี้ จะต้องแก้ด้วยระบบเศรษฐกิจของพระพุทธองค์ จะสำเร็จแน่ ๆ. ระบบเศรษฐกิจในพระพุทธศาสนานั้น

น.188 ๑๗๘ มีหลักสั้น ๆ ว่า ผลิตให้มาก กินแต่น้อย เหลือเอาไป ช่วยโลก . นี่ระบบเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า ว่าผลิต ให้มาก ใช้หรือกินแต่น้อย เมื่อเหลือก็อย่าเอาไปบำรุงกิเลส แต่เอาไปช่วยโลก ขอให้ ดูความเป็นอยู่ของพระพุทธองค์ ก่อน พระพุทธเจ้าไม่มีตึก ไม่มีรถยนต์ แม้แต่มุ้งก็ไม่มี ร่มก็ไม่มี รองเท้าก็ไม่มี คีมตัดเล็บอย่างที่เรามีกันอยู่เดี๋ยวนี้ ท่านก็ ไม่มี. อาตมาได้รับคีมตัดเล็บที่สวย ที่ดี ที่แข็งแรง มา อันหนึ่ง ; พอสักว่าบีบมันก็ขาดเหมือนว่าเล่น เกือบจะไม่ ต้องออกแรง ; ทำให้ระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง ว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะสามารถส่งคีมตัดเล็บนี้ไปถวาย พระองค์. นั่งเศร้าใจอยู่คนเดียว ว่า พระพุทธองค์ไม่ ทรงมีแม้แต่มุ้ง แม้แต่ร่ม แม้แต่รองเท้า แล้วจะมีคีม ตัดเล็บอย่างสมัยนี้.ได้อย่างไร ? แล้วดูที่ พระพุทธกิจ ว่า ตื่นเช้าก็นึกถึงแต่จะ ช่วยคน, แล้วก็ไปช่วยตลอดวัน ; เย็น กลับมา อบรม ภิกษุ ; ดึกแก้ปัญหาเทวดา คือคนชั้นสูง. ดูที่การ

น.189 ๑๗๙ กระทำแล้วจะเห็นได้ว่า ทรงกระทำมากที่สุด, ทรงรับมา น้อยที่สุด รับมาบาตรเดียวต่อวัน คือบาตรที่ใช้ถือบิณฑบาต จะเป็นราคาสักเท่าไร, ประโยชน์ที่ช่วยสัตว์โลกให้พ้นจาก กิเลสและความทุกข์มีค่าเท่าไร. นี่ทรงรับน้อยที่สุด ทรง ให้มากที่สุด. เกิดเป็น เศรษฐกิจของชาวพุทธ ว่า ผลิต ให้มาก กินแต่น้อย แล้วมัน เหลือมาก. ที่เหลือมากนี้ ไม่เอาไปเลี้ยงกิเลส; แต่ เอาไปเลี้ยงโลก เลี้ยงสังคม เลี้ยงเพื่อนมนุษย์ ซึ่งเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทั้งหมดทั้งสิ้น สังเกตเห็นได้ว่า พุทธศาสนานี้ อยู่ได้ด้วยคนที่มี เศรษฐกิจตามแบบของพระพุทธเจ้า; แม้จะเป็นคนจน อย่างไร คนจนก็ยัง อุตส่าห์ตักบาตร ๙ องค์ ๑๐ องค์ทุกวัน, สุขภาพก็ไม่สมบูรณ์ มือไม้ก็สั่น ก็ยังใส่บาตร ๙ องค์ ๑๐ องค์ทุกวัน; พลอยทำให้หัวใจของอาตมาสั่นไปด้วย เมื่อ รับบิณฑบาตจากพุทธบริษัทที่ยากจนเหล่านี้ บางบ้าน ส่งปิ่นโตทุกวัน, มีพิธีทางศาสนาปีละ หลาย ๆ ครั้ง รับฎีกาเรี่ยไรตลอดกาล. แม้ฎีกาของทาง ราชการเอง สร้างสาธารณวัตถุ สร้างถาวรวัตถุ สร้างถาวร-

น.190 ๑๘๐ สถาน สร้างพระคัมภีร์ ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า บวชลูก บวชหลาน บวชคนอนาถา, ส่งเสียลูกหลานที่บวช ส่งเสีย พระเณรที่ปวารณา, หยุดงานไปวัดทุกวันหยุด, ช่วยสาธารณ- กิจ ด้วยแรง ด้วยเงิน ด้วยอิทธิพล, เลี้ยงสัตว์ ปล่อยสัตว์ ปล่อยนก ปล่อยเต่า ปล่อยปลา, สร้างศาลา ขุดสระ ขุดบ่อ ก่อเจดีย์ทราย ปีไหนมีข้าวดี ปลาดี นาสวนดีแล้ว ทำมาก เป็นพิเศษ รวมแล้วเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ คนจนพุทธบริษัทมีหลักเศรษฐกิจตกอยู่ในแบบ ดังกล่าวมานี้ พุทธศาสนาจึงอยู่ได้ด้วยพุทธบริษัทที่ ยากจน. ขอให้ท่านทั้งหลาย จับใจความเศรษฐกิจของ ชาวพุทธ กันให้ได้ ในลักษณะที่ว่า ผลิตมาก กินน้อย เหลือมาก ไม่เลี้ยงกิเลส แล้วก็เลี้ยงโลก. ทำให้ศีลธรรมกลับมา ปัญหาต่าง ๆ จะแก้ตกได้. ทีนี้มาพิจารณาดูกันต่อไปว่า ระบบเศรษฐกิจชนิดนี้ มัน แก้ปัญหาหมด โดยแก้ที่ศีลธรรม, แล้วปัญหา เศรษฐกิจ การเมือง การสังคม ก็พลอยหมด, แล้วยังจะ สามารถแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ ได้ด้วย.

น.191 ๑๘๑ เรามีหลัก ลัทธิว่า ผลิตมาก กินน้อย ที่เหลือ ช่วยสังคม โดยอุดมคติที่ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ; เป็นอยู่กันอย่างนี้ มันมีความหมายยิ่งกว่าคอมมูน ของจีน หรือคิบบุ๊ทของ อิสราเอล. นั่นเขาทำด้วยความจำเป็นบังคับ ตามระเบียบ ตามกฎแห่งลัทธิ : แต่เราทำด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ มองเห็น ข้อเท็จจริงอันนี้. เรามีหลักเศรษฐกิจอันนี้แล้ว จะกลัวอะไรกับ คอมมูนิสต์, มันเป็นหลักคอมมูนิสต์ที่เหนือยิ่งไปกว่า คอมมูนิสต์ ที่ว่า ผลิตมาก กินน้อย ที่เหลือช่วยสังคม. คอมมูนิสต์มา คอมมูนิสต์นั่นแหละจะหมดเอง ; ไม่ใช่ ศาสนาหมด ให้คอมมูนิสต์มาเผชิญกับพุทธบริษัท ซึ่งมี หลักเศรษฐกิจอย่างนี้ แล้วคอมมูนิสต์นั่นแหละจะหมดเอง ; ไม่ใช่ว่าคอมมูนิสต์มาแล้วศาสนาจะหมด. อาตมาจะยืนยันว่า คอมมูนิสต์มาคอมมูนิสต์หมด เมื่อมาเผชิญกับลัทธิเศรษฐกิจของชาวพุทธ. ขอให้เรา ผลิตมาก กินน้อย ที่เหลือช่วยสังคม.

น.192 ๑๘๒ นี่เป็นปัญหาที่เรายังแก้ไม่ตก เพราะเราทำเหมือน กับ แม่คนนั้นใช้น้ำกรดกรอกลงไปในคอลูก เพื่อจะละลาย สตางค์ที่ติดอยู่ในคอ เรามา ดูปัญหาเฉพาะหน้า ที่ควรสะสางกันเดี๋ยวนี้ บ้างก็จะดี ว่า คนทั้งหลายที่กำลังรับเงินเดือนอยู่ในโลกเวลานี้ หรือในประเทศไทยเวลานี้ เขาทำงานคุ้มค่าของเงินเดือนที่ ได้รับนั้นไหม ? ได้ยินยายแก่ ตาแก่ บ่นกันอู้ว่า มาเสีย เวลาเปล่า ๆ ไม่ได้ทำกิจการที่ออฟฟิศราชการนั้นให้ลุล่วงไป ; เพราะเขาทำงานกันอย่างไร ก็ไม่อยากจะเอามาพูดในที่นี้. พระพุทธองค์ทรงทำงานคุ้มค่าวันละบาตร, วันละบาตรไหม คือบาตรที่ทรงถือไปรับอาหารประจำวัน นั่น ? แล้ว พระสงฆ์ ทุกองค์ของเรา ในประเทศไทยนี้ ก็ทำงานคุ้มค่าวันละบาตรวันละบาตรไหม ? หรือว่ากำลัง เป็นกาฝากสังคม อย่างที่เขาว่า ๆ กัน วัดทุกวัด กำลังให้ ประโยชน์คุ้มค่าของการลงทุนสร้างวัด หรือมีวัดนั้น ไหม ? ข้าราชการ ทุกแผนกงาน ที่ทำงานเพื่อเป็นแรงงาน หรือเป็นมันสมองก็ตาม ทำงานคุ้มค่าเงินเดือนไหม ?

น.193 ๑๘๓ เทียบกับแมวที่เลี้ยงไว้ มันจับหนูคุ้มค่าข้าวสุกไหม ? เอามา เทียบกันดู โดยเปอร์เซ็นต์ของการทำงาน และประโยชน์ ที่เกิดขึ้น. เรามีกันแต่ปัญญา ไม่มีสติ ไม่เคยคิดนึกถึงข้อนี้, แล้วก็ไม่คิดจะรับผิดชอบ. เรากำลังทำกับตัวเราเองอย่างนี้, กำลังทำกับชาติของเราอย่างนี้ อย่างลิงตัวนั้นหรือเปล่า คือ จะทำลายเราเองให้วินาศไป ? ต้องมีสติคู่กับปัญญาจึงจะสำเร็จประโยชน์. สรุปความต้องว่า เพราะไม่มีสติคู่กับปัญญา จึงไม่ สามารถจะทำให้ปลอดภัย หรือสำเร็จประโยชน์ได้. ปัญญา ต้องคู่กันกับสติในทุกกรณี ; ขาดสติแล้ว ปัญญาก็จะ ทำอะไร ๆ จนเกินดี หรือดีเกิน. เกินดี หรือ ดีเกิน นี้ เชื่อว่าคงเข้าใจกันได้ทุกคน, แล้วสั่นหัว. ถ้าว่าขาดสติแล้ว ปัญญาอันเหลือเพื่อนั้น ก็จะทำอะไรเกินดี หรือดีเกิน เสมอ; เป็นลักษณะที่กำลัง มีมากที่สุด ในโลกแห่งสมัยปัจจุบันนี้ ที่ ปัญญา นั้นยิ่งเพ้อ สตินั้นยิ่งขาด, ปัญญามันยิ่งเกินยิ่งเพ้อ ความรู้วิทยาศาสตร์

น.194 ๑๘๔ เทคโนโลยีอะไรมันยิ่งเพื่อ ; แต่สติที่จะควบคุมมันนั้นยิ่งขาด จึงใช้ไปผิดกาละ ผิดเทศะ ผิดกรณี ทำลายโลกเสียเอง. ปัญญายิ่งเพ้อ สติยิ่งขาด นี่มันจะสัมพันธ์กันในลักษณะใด ? อาตมาจึงมีความเห็นว่า ช่วยกันพิจารณาในเรื่องนี้ เป็นพิเศษเถิด ศีลธรรมจะกลับมา คือ ใ ห้ปัญญาคู่กันอยู่ กับสติ. ปัญญานั้นเหมือนกับความคม, สมาธิ เหมือน กับ น้ำหนัก, สติ เหมือนกับการฟันที่ถูกกาละเทศะ. เรามีแต่ปัญญา ความคม ถ้าไม่มีน้ำหนักก็ฟันไม่เข้า; ไม่มี สติก็พ้นผิดกาละเทศะ มันก็ไม่ควรจะฟัน, หรือพันก็ไม่ได้ผล. ในการ ปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรค ผล นิพพาน ก็ ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีสติ; ต้องการสติ ในทุกกรณี ควบคุมปัญญา ในขณะประสบอารมณ์, ประพฤติ ปฏิบัติถูกต้อง จนกิเลสไม่เกิด. ขอให้นึกถึงข้อที่ ศีลธรรมต้องกลับมา ; ถ้า ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาก็วินาศ. ศีลธรรมกลับมา โดยการกระทำที่ถูกต้อง คือ มีการประพฤติปฏิบัติที่

น.195 ๑๘๕ คงเส้นคงวา; อย่างถูกฝาถูกตัว ไม่ผิดกาละเทศะ ไม่ ผิดกรณี. เราเป็นชาวพุทธมีสติปัญญา, ต้องเบิกบาน ต้องรู้ต้องตื่นจากหลับ คือกิเลส. แผ่นดินกสิกรรมก็ต้อง แก้ปัญหาด้วยกสิกรรม จึงจะถูกฝาถูกตัว. ต้องมีหัวมีหาง คือมีผู้น้อยผู้ใหญ่ มีสูงมีต่ำ ตักเตือนกันได้ ; ไม่ใช่เอามาล้อกันเล่นจนไม่มีผู้น้อยผู้ใหญ่. ระวังคางระวังคอ คือไม่งับ ไม่กลืน สิ่งที่เป็น ต้นเหตุของคอรัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง ต้องถอนตอแล้วลงหลัก ; มิจฉาทิฏฐิ มีทิฏฐิ มานะว่าตัวกู ว่าของกู นั้นถอนทิ้งกันให้หมด, แล้วมีหลัก เป็นสัมมาทิฏฐิ. รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว ไ ม่หลงผิดเป็นชอบ จน ต้องทนทุกข์ด้วยความโง่เขลา. กิเลสเป็นตัว คือเป็นตัวกู - ของกู ; ธรรมะ เป็นตน คือสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งได้ เป็นแต่เพียงคนยังไม่ใช่มนุษย์ เกิดทางกายเป็น คน เกิดทางธรรมะเป็นมนุษย์ หรือเป็นคนที่เต็มคน.

น.196 ๑๘๖ ถ้าเป็นชาวพุทธก็จะหมดปัญหา คือเป็นผู้รู้ ผู้ ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่สร้างปัญหา แต่ว่าแก้ปัญหา บัดนี้ก็มาถึง ปัญญาที่จะต้องคู่กันกับสติ; ปัญญานั้น คือความรู้ที่มีอยู่เต็มคลังของความรู้, สติคือผู้ ขนเอาความรู้นั้นมาใช้ ให้ถูกต้องตามกาละตามเทศะ และ ตามกรณี อย่าให้ผิดพลาดได้ ; ก็ไม่มีการผิดพลาดเกิดขึ้น ในโลกนี้ เพราะว่ามนุษย์มีปัญญาคู่กันอยู่กับสติ. ปัญหาทุกอย่าง แก้ได้ด้วยความมีศีลธรรม. ฉะนั้น ขอให้เราสนใจในการที่จะแก้ปัญหาทาง ศีลธรรม ในลักษณะอย่างนี้ ปัญหาทุกอย่าง ต้องแก้ ด้วยความมีศีลธรรม ซึ่งอาตมาขอตะโกนสักพันครั้ง, ยัง ขอตะโกนว่า ให้ท่านทั้งหลายช่วยกันตะโกนต่อๆ ไปด้วย. ขออย่าให้ปัญญาอันปราศจากสติของเรานั้น มาฆ่า เราเสียเอง. อย่าให้ปัญญาอันปราศจากสตินั้น มาฆ่าเพื่อน ของเรา ฆ่าลูกของเรา กระทั่งฆ่าประเทศชาติของเราใน ที่สุด. คนชอบปัญญาก็เป็นคนฉลาดอยู่ ; แต่ ขาดสติ ก็เป็นคนไม่เฉลียว จึงได้ใช้ปัญญานั้นไปในทางที่ย้อนกลับ คือ เป็นอันตรายแก่บุคคลผู้ใช้ปัญญานั้นเอง.

น.197 ๑๘๗ ขอให้ท่านทั้งหลายทุกคน จงระลึกนึกถึงธรรมะ ข้อนี้ ซึ่งเป็นความจริงของธรรมชาติ เป็นหลักใหญ่ใน พระพุทธศาสนา ว่า สติจำเป็นในทุกกรณี. ช่วยกันให้มีสติ กลับมาควบคุมปัญญา ; ให้การศึกษาของเราถูกต้อง, ไม่ อบรมเด็ก ๆ แต่เพียงมีปัญญา ; แต่ว่าจะ อบรมเด็ก ๆ ให้มี สติ คือใช้ปัญญาให้ถูกต้อง. เด็ก ๆ เป็นคนสร้างโลก เป็นผู้สร้างโลก เป็น พระเจ้าสร้างโลก ; เพราะว่าโลกในอนาคต มันสร้างขึ้น ด้วยคนในอนาคต. คนในอนาคตก็คือเด็กๆ สมัยนี้ ; ถ้ามีความรู้มีสติปัญญา ก็จะสร้างโลกที่ดี ที่น่าอยู่ น่า ปรารถนา ; ไม่เสียทีที่ว่าเป็นมนุษย์ เป็นสัตว์ที่มีใจสูง. อาตมาเห็นว่าสมควรแก่เวลา ในการบรรยายนี้แล้ว ขอ ยุติด้วยความหวังว่า ท่านทั้งหลายจักเป็นผู้มีปัญญาอันเพียงพอ, แล้วก็มีสติรวดเร็ว มาควบคุมปัญญา ในทุก ๆ กรณีแห่งกิจการงาน ที่เกิดขึ้น ถูกต้องตามกาละเทศะ, แล้วประสบความสุขความเจริญ ความก้าวหน้า ของความเป็นมนุษย์ ที่เป็นพุทธบริษัทอยู่ทุกทิพา ราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต