Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ ตอนที่ ๙ — ๓๑. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ว่าถ้าเป็นชาวพุทธก็หมดปัญหา

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ (๑๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.160 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ จะได้กล่าวด้วย ความมุ่งหมายว่า ศีลธรรมจงกลับมา เหมือนครั้งที่แล้ว ๆ มา. ทุกครั้งบรรยายไป ด้วยความหวังการกลับมาแห่ง ศีลธรรม ไม่สนใจที่ใครจะกล่าวหาว่า เพ้อไปคนเดียว และเป็นสิ่งที่นานเกินรอ เพราะว่าที่จริงมันไม่ใช่สิ่งที่นาน เกินรอ. มันเป็นความจำเป็นสูงสุด ที่ โลกจะต้องมีศีล- ธรรมกลับมา; ไม่มีศีลธรรมแล้ว นักเศรษฐกิจ ของ ๑๕๐

น.161 ๑๕๑ โลกก็ คดโกง จนเศรษฐกิจปั่นป่วนไปทั้งโลก, นักการเมือง ก็คดโกง จนการเมืองของโลกเลวร้ายลงไปทุกที, นักการ ปกครองก็ฉ้อราษฎร์บังหลวง ทุกวิถีทาง, ค นผลิต คน- ขาย คนซื้อ คนกลาง ก็ล้วนแต่คดโกง. อันธพาลจะเพิ่มขึ้น จนเต็มบ้านเต็มเมือง ชุม ยิ่งกว่ายุง และ คนก็ยากจน มากขึ้น เพราะไม่มีศีลธรรม ในข้อที่ว่า มีความพากเพียร; เพราะว่าการงานเป็นการ ปฏิบัติธรรม. คนเห็นแก่ตัว จนไม่มีความรักผู้อื่น, การเรียกหาความสมัครสมานสามัคคี ก็เป็นสิ่งเหลวไหล แม้คนไทยเราก็จะ ไม่รู้จักชาติ ศาสนา พระมหา- กษัตริย์ โดยแท้จริง. พูดกันแต่ปาก; เพราะขาดศีล- ธรรมในข้อกตัญญู ขาดปัญญา ความรู้; และจะสูญเสีย เอกลักษณ์ และวัฒนธรรมไทย เพราะว่าศีลธรรม คือ เอกลักษณ์และวัฒนธรรมไทย. ทุกคนปล่อยไปตามความรู้สึกฝ่ายต่ำ ไม่มีใคร บังคับจิต, บูชาส่วนเกิน ตามทางของวัตถุนิยม ซึ่งเป็น การทำลายโลก หรือทำลายมนุษย์นั่นเอง.

น.162 ๑๕๒ เพียงแต่ศีลธรรมกลับมา เท่านั้น มนุษย์ก็มี ศีลธรรม โลกก็มีศีลธรรม, แล้วเศรษฐกิจ หรือการเมือง หรือการปกครอง ก็จะหมดปัญหา ที่กำลังมีอยู่อย่างหนาแน่น. ทรัพยากรธรรมชาติจะไม่ถูกทำลาย อย่างสะเพร่า, มันจะ มีเหลือใช้, หรือจะใช้ได้ไปอีกนาน มีความรักความเมตตา เต็มไปในโลก แล้วโลกนี้ก็จะเป็นโลกของพระศรีอารย์ หรือพระศรีอารยเมตไตรย, วิกฤตการณ์ทุกชนิดจะหมดสิ้นไป โดยอัตโนมัติ. จึงขอท่านทั้งหลาย จงได้พิจารณาความจริงข้อนี้. อย่าได้มองข้ามไปเสียเลย. มนุษย์ทุกคนจงช่วยกันสร้าง โลกของมนุษย์ คือโลกแห่งศีลธรรม. อย่าปล่อยให้เป็น โลกของอมนุษย์ต่อไปอีกเลย. หนทางเพื่อการกลับมาแห่ง ศีลธรรมนั้น มิใช่หนทางตัน และมิใช่จะต้องนานจน เกินรอ. ขอให้ได้คิดดู เท่านั้น มันก็ จะมีทางออก ก็จะ มีทางปรับปรุง ให้เกิดผลได้ในเวลาอันสมควร; ไม่ใช่ นานเกินรอ, ไม่ใช่ว่าคนยุคนี้จัด แล้วคนยุคหลัง ๆ จึงจะ ได้รับผล จะต้องรอกันตั้งร้อยปี อย่างนี้ก็หามิได้.

น.163 ๑๕๓ ถ้าหากว่า วงการที่ทรงอำนาจ หยิบปัญหานี้ขึ้น มาพิจารณาแล้ว ก็จะต้องเป็นไปได้ ในเวลาอันไม่นาน เกินรอ. ขอร้องให้สนใจเป็นพิเศษ เพื่อความเป็นมนุษย์ ของเราเอง. อาตมาได้กล่าวถึง หนทางแห่งการกลับมาของ ศีลธรรม มาตามลำดับ ว่า เราจะ ต้องมีความคงเส้นคงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคางระวังคอ ถอนตอแล้วลงหลัก รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว กิเลสเป็นตัวธรรมะเป็นตน เป็นแต่ เพียงคนยังไม่ใช่มนุษย์. ส่วนในครั้งนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า เป็นชาวพุทธปัญหาก็จะหมดทุกปัญหา. ดังนั้น สิ่งที่จะต้องบรรยายในวันนี้ ก็มีหัวข้อว่า ชาวพุทธนั้นคือใคร ? ปัญหานั้นมีอย่างไร? เป็นชาว พุทธแล้วจะหมดทุกปัญหาได้อย่างไร สืบไป ? และจะขอ แถมด้วยเรื่องอันเกี่ยวกับปีใหม่ และวันเด็ก บ้างตาม สมควร เพราะทั้ง ๒ อย่างนี้ ก็เนื่องกับความเป็นชาวพุทธ. ปีใหม่ก็ยังล่วงไปไม่กี่วัน ยังมีกลิ่นอาย, วันเด็กก็ได้ล่วงไป สัปดาห์เดียวเท่านั้น ยังมีกลิ่นอายที่ควรจะนำมาพูดในฐานะที่ เป็นเรื่องปีใหม่ของชาวพุทธ

น.164 ๑๕๔ พุทธศาสนิกพึงปฏิบัติอย่างชาวพุทธ. ทีนี้ก็จะได้พูดถึงคำว่า ชาวพุทธ. ชาวพุทธ มาจาก ความหมายของคำว่าพุทธ. พุทธ หรือ พุทธะ แปลว่า ผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน. ผู้ตื่น คือตื่นจากความหลับด้วยอวิชชา, หรือ หลับด้วยกิเลส. ผู้รู้ ก็คือ รู้ทุกสิ่งที่ควรรู้ สำหรับ ความเป็นมนุษย์. ผู้เบิกบาน ก็คือ เบิกบานด้วยปัญญา และด้วยความสุข ที่เกิดขึ้นจากการประพฤติปฏิบัติอย่าง ชาวพุทธ. ทีนี้ก็พูดถึง ผู้ตื่น, ตื่นจากการหลับ; หลับใน ภาษาคน ก็คือนอนกรนพี้ๆ อยู่นั่นเอง; หลับในภาษา ธรรม นั้น หลับด้วยความโง่ หลับด้วยอวิชชา, วิ่งอยู่ เดินอยู่ ทำงานอยู่ ก็ยังหลับอยู่นั่นเอง เพราะหลับด้วย อวิชชา. ถ้าพูดอย่างหยาบคายก็ว่า โง่อยู่ทุกอิริยาบถ ทำ อย่างหลับหูหลับตาอยู่ทุกการงาน ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มี อวิชชาในขณะแห่งผัสสะ : เมื่อตาเห็นรูป, เมื่อ หูได้ยิน เสียง, เมื่อ จมูกได้กลิ่น , เมื่อ ลิ้นได้รส, เมื่อ กายได้สัมผัส ผิวหนัง มันก็ เกิดอวิชชา ความโง่ขึ้นมา เพราะความ

น.165 ๑๕๕ หลอกลวงของสิ่งเหล่านั้น มันก็โง่ไปตามกระแสแห่งความ ทุกข์, คือไปหาความทุกข์จนได้. นี้เรียกว่า คนหลับอยู่ ด้วยอวิชชา. ตื่นจากหลับ ก็หมายความว่า รู้ตามที่เป็นจริง ว่านี้ เ ป็นอะไร, นี้ เพื่ออะไร, เกิดมาทำไม, ที่สุดของ มนุษย์จะต้อง ไปถึงไหน, ความเป็นมนุษย์ มีความหมายว่า อย่างไร ? ก็จะ ตื่นจากหลับคืออวิชชา. ทีนี้มาถึงคำว่า ผู้รู้ : รู้ในสิ่งที่ควรรู้. อะไร เป็นสิ่งที่ควรรู้ ? โดยพื้นฐานทั่วไป ก็ รู้สำหรับจะรอด ชีวิตอยู่ ไม่ต้องตาย, แล้วก็อยู่อย่างมีอนามัยดี มีสมรรถภาพ ดี, รู้สำหรับให้เจริญก้าวหน้า ทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ ในหนทางที่ควรเจริญ ไม่เกิน ไม่เฟ้อ. โดยหลักใหญ่ ท่านระบุไว้ว่า รู้ทุกข์, รู้เหตุแห่ง ทุกข์ , รู้ความดับทุกข์, รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์ , อย่างนี้ ก็จะหมดปัญหา ทั้งส่วนเอกชน และส่วนโลกเป็นส่วนรวม. และ รู้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ลงไปว่า ทุกอย่างมี เหตุมีปัจจัย เป็นไปเช่นนั้นเอง ตามกฎแห่งเหตุ

น.166 ๑๕๖ และปัจจัย; จะมามัวรัก มัวเกลียด มัวกลัว มัวอะไร อยู่ทำไม ระบบแห่ง ความเป็นเช่นนั้นเอง นั้นมีมาแล้ว สำหรับทุกคน. บางทีเขาก็ เรียกว่า พรหมลิขิต บ้าง, ตามบุญตามกรรม บ้าง, ที่แท้มัน เป็นระบบแห่งความ เป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ. เขาจึงรู้ว่า ทุกสิ่งไม่ ควรหมายมั่นเอามาเป็นตัวกู - ของกู ; เพราะมันเป็นเช่น นั้นเองตามกฎของธรรมชาติ. รู้จักทำการงานทุกชนิด ด้วยจิตที่ว่างจากความหมายมั่นแห่งตัวกู, มีแต่ปัญญา และสติสมบูรณ์อยู่เสมอ. รู้สิ่งที่ควรรู้ หมายความอย่างนี้. ทีนี้ ผู้เบิกบาน มันก็ เบิกบานด้วยปัญญาหรือ ความรู้ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ปัญญา คือ ความรู้ที่ทำ ให้เกิดความแน่ใจ วางใจ ในสิ่งที่จะถือเอาเป็นที่พึ่ง หรือ ในหลักประกันทั้งปวง ; เพราะว่าเราได้กระทำไปด้วยปัญญา มีความแน่ใจ วางใจ ในสิ่งที่เป็น ที่พึ่ง นี้เรียกว่า ศรัทธา เมื่อเชื่อ แน่ใจ ลงไปในสิ่งใด ก็เกิดความรู้สึกที่เป็นสุข เพราะเป็นหลักของสัญชาตญาณ คือว่าสิ่งที่มีชีวิต เมื่อรู้ว่า ปลอดภัยแน่ แน่ใจว่าปลอดภัย ก็รู้สึกเป็นสุข : เหมือน

น.167 ๑๕๗ กับว่าเราแน่ใจในบ้านเรือน ประตู หน้าต่าง ลูกกลอน ที่เราอาศัยอยู่ว่าปลอดภัย เราก็นอนหลับ; มิเช่นนั้นเรา ก็ผวาและนอนไม่หลับ ชาวพุทธมีศรัทธาที่เกิดมาจากปัญญา ในศาสนาอื่น สมาชิกแห่งศาสนานั้นก็มีศรัทธา ที่เกิดมาจากความรู้หรือ ปัญญา ในพระเป็นเจ้าของตน, ถ้ามีพระเป็นเจ้า; แล้ว แต่จะ ถืออะไรเอาเป็นที่พึ่ง ต้องมีความรู้และปัญญาใน สิ่งนั้น ๆ เพียงพอ จึงจะรู้สึกเป็นสุข ปัญหาของมนุษย์หมด เพราะความเป็นพุทธะ. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า ปัญหา. ปัญหา นี้ มีทั้งส่วน บุคคล และ ส่วนสังคม ของโลก ปัญหาส่วนบุคคล โดยธรรมชาติธรรมดา ก็มี ความทุกข์ เพราะอำนาจกิเลส : โลภะ โทสะ โมหะ, หรือ ทุกข์ตามธรรมชาติ ก็คือความเกิด ความแก่ ความ เจ็บ ความตาย โดยทางวัตถุ, สรุปรวมอยู่ที่ปัจจัย ๔ คือ ปัญหาเกี่ยวกับ อาหาร, ปัญหาเกี่ยวกับ เครื่องนุ่งห่ม, ปัญหาเกี่ยวกับ ที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไม้สอย และปัญหา

น.168 ๑๕๘ เกี่ยวกับ การบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ , มีสุขภาพไม่ดี มีอนามัย ไม่ดี. อย่างนี้ก็เป็นปัญหายืดยาว จะต้องขจัดออกไป โดย อาศัยพระธรรม ; โดยเฉพาะในหลักแห่งพุทธศาสนา ซึ่ง ชาวพุทธทุกคนปฏิบัติกันอยู่. แต่รู้สึกว่ากำลังถอยหลัง กำลังละเลยปล่อยไปตามบุญตามกรรม หรือเหออกไปนอก ทางเสียก็มี ; ก็แก้ปัญหานี้ไม่ได้. ทีนี้ ปัญหาส่วนสังคม ก็คือเรื่อง เศรษฐกิจ เรื่อง การเมือง เรื่อง การทหาร เรื่อง การปกครอง. เรื่องการ สังคม เรื่อง การสาธารณประโยชน์ ซึ่งกำลัง เป็นไปอย่างไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะ ขาดศีลธรรม, ชาว พุทธไม่ควรจะทำให้เกิดปัญหาเหล่านี้ เพราะรู้ตามที่เป็นจริง และมีศีลธรรมในการที่จะเห็นแก่ผู้อื่น ; เพราะไม่เห็นแก่ ผู้อื่น จึงเกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นมา. ถ้ามีความเห็นแก่ผู้อื่น รักผู้อื่น ก็คดโกงไม่ได้ ; ปัญหาเหล่านี้ก็ไม่มี. เดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยอบายมุข ทุกชนิด เป็นปัญหา อย่างยิ่ง : ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการ พนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน ; ไปจาระไน

น.169 ๑๕๙ ดูโดยรายละเอียดเถิด จะเห็นว่า ปัญหาตรงนี้กำลังอยู่ในที่ ทั่วไป. ถ้าไม่มีอบายมุข ซึ่งเป็นผลแห่งความไม่มีศีลธรรม ก็จะหมดปัญหา : ไม่มีใครเสพของมึนเมา หรือเสพติด, ไม่มีใครเที่ยวกลางคืน ให้เสียเงิน เสียเวลา, เสียเนื้อเสียตัว เสียทรัพย์สมบัติ, ไม่มีใครดูการเล่น ที่ทำให้จิตทราม, ไม่มี ใครเล่นการพนัน ซึ่งทำให้ถูกผีสิงไม่เป็นผู้เป็นคน, ไม่คบ คนชั่วเป็นมิตร คือไม่รวมหัวกัน ทำสิ่งที่ผิดไปจากหลักแห่ง ความเป็นชาวพุทธ, ไม่เกียจคร้านทำการงาน เพราะถือว่า การงานเป็นการปฏิบัติธรรม. หน้าที่ของมนุษย์คือการ ปฏิบัติธรรม, ปฏิบัติหน้าที่ของมนุษย์แล้วก็คือปฏิบัติธรรม ก็พอใจ เป็นสุข, รู้สึกว่าได้บุญ ในการปฏิบัติหน้าที่ ของมนุษย์ ปัญหาสังคมก็หมดไป เพราะความมีศีล ธรรม. คำว่า "หมดปัญหา" นี้ ห มดปัญหาเพราะเป็น ชาวพุทธ โดยลักษณะที่กล่าวมา แล้วข้างต้น : เศรษฐกิจ ดี เพราะมีนักเศรษฐกิจที่ดีที่เป็นธรรม, การเมืองดี เพราะ มีนักการเมืองที่ดี ที่มีศีลธรรม, ประชาชนดี รัฐบาลดี

น.170 ๑๖๐ เพราะมีศีลธรรมร่วมกัน, มีเพื่อนร่วมโลกทั้งโลกดี เพราะ โลกนี้มีศีลธรรม . นี่แหละขอให้คิดดูเถอะว่า การกลับมา แห่งศีลธรรมนั้นเป็นอย่างไร. วันที่ ใหม่, วันเด็ก, ควรต้องทำให้ศีลธรรมกลับมายิ่งขึ้น. ทีนี้อาตมาขอกล่าวถึงการบรรยายครั้งนี้ ว่าจะมี พูดถึงปีใหม่และวันเด็ก เพราะกำลังมี ไปหยก ๆ นี่เอง. คำว่า ปีใหม่ นี้ก็ต้องใหม่ ของชาวพุทธก็ต้อง ใหม่แบบชาวพุทธ คือมีอะไรดีขึ้น, มีอะไรเพิ่มขึ้น. จะขอยกตัวอย่างกันลืมว่า พืชที่มีหัวซ่อนอยู่ใต้ดิน พอจะถึงฤดูหนาวมันก็ต้นตายไป เก็บหัวไว้ใต้ดิน หัวใหญ่ กว่าเดิม. พอถึงฤดูแล้งจะผลิตขึ้นมาใหม่ เพราะหัวใหญ่ กว่าเดิม, ต้นก็ใหญ่กว่าเดิม. ถ้าถึงฤดูที่จะต้องเก็บหัวไว้ ต้นตายไป หัวก็ใหญ่กว่าเดิม. พอถึงฤดูที่ออกมาเป็นต้น ต้นก็ใหญ่กว่าเดิม โตขึ้นทุกปี ๆ. นี้ โดยสัญชาตของพืช พันธุ์ หรือสิ่งที่มีชีวิต มันก็ยังมีอยู่อย่างนี้; แล้วทำไมคน เราจะเลวไปกว่าพืชที่มีหัวใต้ดิน.

น.171 ๑๖๑ หมายความว่า เราเกิดครั้งนี้ ด้วยความรู้สึกคิดนึก เป็นตัวเป็นตนอย่างนี้เสร็จแล้ว ก็ควรจะมีผลที่ดีเหลือไว้ สำหรับจะมีตัวมีตนที่ดีกว่า ; พรุ่งนี้ก็ดีกว่าวันนี้, เดือน หน้าก็ดีกว่าเดือนนี้, ปีต่อไปก็ดีกว่าปีนี้. นี้คือ วันปีใหม่ของชาวพุทธ มีอะไรเพิ่มขึ้นใหม่ ดีกว่าเดิม. ถ้าไม่ดีกว่าเดิม ก็ไม่ใช่ชาวพุทธ ; เพราะ ชาวพุทธเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ดังนั้นจึงดีกว่าเดิม ขอให้วันปีใหม่เป็นอย่างนี้ คือดีกว่าเดิม. ที่นี้สำหรับ วันเด็ก ก็ต้องเป็นเด็กของชาวพุทธ จะต้องเป็นเด็กที่ดีกว่าปีที่แล้วมา. เด็กต้องสร้างโลกได้ดี กว่าที่แล้วมา. เด็กเป็นผู้สร้างโลก ไม่ใช่เป็นแต่เพียงว่า "เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า" ไม่มีความหมายอะไร เด็ก ต้องเป็นผู้สร้างโลกในอนาคต แล้วโลกนั้นจะต้องดีขึ้น ; เพราะว่าโลกประกอบขึ้นมาด้วยคนทุกคนในโลก. ทุกคน ในโลกนั้นมาจากความเป็นเด็ก ; เมื่อเป็นเด็กสร้างมาดีแล้ว ก็จะมีโลกที่น่าพอใจในอนาคต ถ้าหากว่าการศึกษาไม่ด้วน.

น.172 ๑๖๒ การศึกษาหางด้วน หัวด้วน ยอดด้วนนี้เขาไม่ สอนเรื่องศีลธรรมสำหรับมนุษย์จะสร้างโลก ; สอนให้รู้แต่ หนังสือกับอาชีพ ; ไม่มีศีลธรรม ก็ใช้ความฉลาดใน หนังสือและอาชีพนั้น เอาเปรียบกัน คดโกงกัน; นัก เศรษฐกิจโกง นักการเมืองโกง นักปกครองโกง ก็เกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่ง อย่ามัวมองสั้นๆ อย่างหลับตาว่า คบเด็กสร้างบ้าน เป็นภาษิตโบราณว่า จะเอาอะไรกับเด็ก นักไม่ได้, คบมาสร้างบ้านมันก็ล้มเหลวหมด. นั้นอยู่ที่ ผู้ใหญ่ : ถ้าผู้ใหญ่สร้างเด็กมาดี ก็มีโลกที่น่าพอใจใน อนาคต. ใ ห้การศึกษาให้เพียงพอ; อย่าให้แต่หนังสือ กับอาชีพ, ให้ความรู้เรื่องศีลธรรมด้วย, เด็กก็โตขึ้น เป็นคนดีในโลก แล้ว โลกนี้มันก็ดี. ผู้ใหญ่นั่นแหละงมงายเสียเอง ไม่เตรียมให้เด็กเป็น ผู้สร้างโลก เพียงแต่ "เด็กเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า" มันจะมี ความหมายอะไร ; เพราะธรรมชาติมันก็เป็นอย่างนั้นอยู่ แล้ว. จงเตรียมเด็กให้สร้างโลก. ครู ต่างหาก ที่ยังไม่สามารถเตรียมเด็กให้สร้าง โลก. ครูไม่มีความรู้ที่จะอธิบาย แม้แต่คำว่า กีฬา กีฬา

น.173 ๑๖๓ เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน. ทำคนให้ เป็นคนอย่างไร นี้ ครูยังไม่เคยอธิบาย. อาตมาถามเด็ก ๆ ดู ก็ไม่รู้เหมือนกัน ; เพราะเป็นคนอยู่แล้ว จะทำคนให้ เป็นคนอย่างไรกันอีกเล่า ? เรื่องนี้อาตมาได้บรรยายโดย ละเอียดแล้ว ในปาฐกถาธรรมในครั้งที่แล้วมา. บิดามารดาอาจจะถูกเด็กถามว่า พ่อเป็นคนแล้ว หรือยัง ? เพราะว่าพ่อไม่ได้เล่นกีฬานี่. กีฬาเป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน. กีฬาที่แก้กองกิเลสนั้น คือศีลธรรม, มีน้ำใจประกอบไปด้วยธรรม ไม่เอา เปรียบใครหมด. นี่เรียกว่า เป็นคนที่สมบูรณ์ คือเป็น มนุษย์ ; ไม่เป็นเพียงคน สักว่าเกิดมา. ครูก็อาจจะ ถูกถามว่า คุณครูเล่าเป็นคนแล้วหรือยัง ? ครูไม่เคยอธิบาย ว่า ทำคนให้เป็นคนนั้นคือทำอย่างไร ? วันเด็กของชาวพุทธ อย่าจัดให้เป็นเพียงได้เล่น หัวกันมากขึ้น ต้องพร้อมที่จะให้เด็กมารู้จักตัวเอง, รู้จักบิดามารดา ครูบาอาจารย์, รู้ภาระหน้าที่ตามธรรมชาติ ของมนุษย์ ว่าจะต้องช่วยกันสร้างโลกให้น่าพอใจ. นี่เด็ก ของชาวพุทธ ต้องสามารถสร้างโลกในอนาคต ให้เป็นโลก

น.174 ๑๖๔ ที่น่าพอใจ. ที่อาจจะเรียกได้ว่าโลกของพระศรีอารยเมตไตรย เพราะรู้จักแต่รักใคร่กัน, เกื้อกูลกัน, บังคับตัวเองไม่ให้ กระทบกระทั่งกัน, แล้วก็สนุกสนานในการทำการทำงาน เมื่อได้ทำงานในหน้าที่ก็พอใจ; ยกมือไหว้ตัวเองได้ว่า ไม่ เสียทีที่ได้เป็นมนุษย์, รู้จักธรรมะ คือหน้าที่ แล้วทำ หน้าที่ของตน. ขอให้ผู้ใหญ่ทุกคน เตรียมเด็กให้เป็นผู้สามารถ ในการที่จะสร้างโลกอันน่าพอใจ ในอนาคตเถิด เรื่องของ ศีลธรรมก็จะหมดปัญหา ปัญหาต่าง ๆ มันรวมอยู่ที่ปัญหา ของศีลธรรม, คือไม่มีศีลธรรมแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจก็เกิด ขึ้น ปัญหาการเมืองก็เกิดขึ้น ปัญหาการปกครองก็เกิดขึ้น ปัญหาทั้งโลกก็เกิดขึ้น เพราะว่าโลกไม่มีศีลธรรม. เอาละ, เป็นอันว่า วันปีใหม่ ศีลธรรมต้อง กลับมามากขึ้น. วันเด็ก เด็กจะต้องมีศีลธรรมมากขึ้น ไม่ใช่เป็นลิงทโมนมากขึ้น. เราจัดให้เด็กได้รับความสนุก สนานจนเกินพอดี เหมือนกับลิงทโมนมากขึ้น ไปกว่า วันธรรมดา ; จัดวันเด็กอย่างนี้มันไม่ถูกแน่ เพราะแทนที่ จะมีศีลธรรมมากขึ้น ก็จะกลายเป็นลิงทโมนมากขึ้น.

น.175 ๑๖๕ ประชาชนชาวไทย ทั้งหลาย ก็ต้อง มีศีลธรรมกลับมา มากขึ้น จนหมดปัญหาอันร้ายกาจโดยประการทั้งปวง. สรุปความว่า วันปีใหม่มีศีลธรรมมากขึ้น, วัน เด็ก เด็กมีศีลธรรมมากขึ้น, ประชาชนชาวไทยมี ศีลธรรมเพิ่มขึ้น ๆ. นี้เรียกว่าหน้าที่ทางศีลธรรมใน วันปีใหม่และวันเด็ก อาตมา ขอทบทวนวิธีปฏิบัติเพื่อการกลับมาแห่ง ศีลธรรม ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่า : เราต้อง มีความคงเส้นคงวา : ยึดหลักธรรมะ ยึดหลักศาสนา คือความถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของ ธรรมชาติมากขึ้น. มีความถูกฝาถูกตัว : มีหน้าที่การงานอย่างไร เนื่องกันอย่างไร ล้วนแต่ทำถูกต้องอย่างถูกฝาถูกตัว. ต้อง มีความมีหัวมีหาง คือบังคับบัญชากันได้ เคารพนับถือกันตามลดหลั่น; ไม่ใช่ประชาธิปไตยเพ้อ เจ้อ ไม่มีใครเคารพใคร เอามาล้อเล่นอย่างไม่มีความหมาย กันไปเสียทุกระดับ. นี้ไม่มีหัวไม่มีหาง.

น.176 ๑๖๖ แล้วจะต้อง ระวังคางระวังคอ คืออย่าคอรัปชั่น. ระวังคางระวังคอ คืออย่าคอรัปชั่น : คนต่อคนก็ไม่ คอรัปชั่น, ชาวนาต่อชาวนาก็ไม่คอรัปชั่นต่อกัน, ชาวสวน ชาวบ้านร้านตลาด พ่อค้า ก็ไม่คอรัปชั่นต่อกัน, ไม่เห็น แก่ได้ ไม่เห็นแก่กิน ไม่เห็นแก่ความเอร็ดอร่อย ก็ไม่ต้อง คอรัปชั่น. นี้เรียกว่าระวังคางระวังคอ ถอนตอแล้วลงหลัก : ตอ คือความคิดผิด การ กระทำผิดเป็นอุปสรรคแห่งความเจริญ ถอนมันออกเสีย ; แล้วก็ ลงหลัก คือหลักแห่งพระธรรม, หลักแห่ง ศีลธรรม, ก็เรียกว่ามีความมั่นคง ให้มีความรู้ว่า อะไรเป็นกงจักร อะไรเป็น ดอกบัว. เราไปตามกันวัฒนธรรมตะวันตก จนไม่รู้ว่า อะไรเป็นกงจักร อะไรเป็นดอกบัว ก็จะต้องได้รับผลอัน สมน้ำหน้ากันเป็นแน่นอน. ต้องรู้ว่า กิเลสเป็นตัวธรรมะเป็นตน ที่ว่าตัว, ตัวกู ๆ อยู่ทั่วไปก้องไปทั้งโลกนั้น ตัวของกิเลสทั้งนั้น ; ตนที่แท้จริงคือตนของพระธรรม หรือของพระเป็นเจ้า.

น.177 ๑๖๗ อย่าไปเห็นแก่ตัวของกิเลส; แต่เห็นแก่ตนของพระธรรม หรือของพระเป็นเจ้า. เป็นเพียงคนนั้นยังไม่ใช่มนุษย์ เพราะจิตใจยัง ไม่สูง แก้กองกิเลสให้มากๆ แล้วคนก็จะเป็นคน. กีฬา ๆ นี้คือการประพฤติธรรม อย่างมีศีลธรรม, อย่างมี ความเป็นมนุษย์ ก็แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน. คนคำ แรก เป็นสัตว์ เกิดตามธรรมดา ซึ่งสัตว์เดรัจฉานก็ทำเป็น ; คนคำหลังคือมนุษย์ มีความเต็มเปี่ยมแห่งมนุษยธรรม, เป็น มนุษย์แล้วก็คือเป็นชาวพุทธ, เป็นผู้รู้ เป็นผู้ตื่น เป็นผู้ เบิกบาน. เป็นชาวพุทธแล้วก็หมดปัญหา โดยประการ ทั้งปวง. ปัญหาเกิดมาจากการไม่เป็นชาวพุทธ, ไม่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. ไม่เป็นชาวพุทธ ก็คือยังไม่เป็นมนุษย์ ยังเป็นแต่เพียงคน. เราจะต้องนึกถึงความเป็นคน "ทำคนให้เป็นคน". ถ้าคนเป็นคน เป็นมนุษย์แล้ว นักเศรษฐกิจคดโกงก็ตาย ไปหมดจากโลก, นักการเมืองเลวร้ายก็ตายไปจากโลก, นัก ปกครองฉ้อราษฎร์บังหลวงก็จะหมดไปจากโลก, ประชาชนก็

น.178 ๑๖๘ เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย แก่กันและกันอย่างที่สุด หรือ ถึงที่สุด. รัฐบาลก็ปกครองคนได้ ถ้าประชาชนมี ศีลธรรม. ถ้าประชาชนไม่มีศีลธรรมแล้ว ต่อให้ ๑๐ รัฐบาลก็ ปกครองบ้านเมืองไม่ได้, สิบรัฐบาลปกครองพร้อม ๆ กัน ก็ ปกครองบ้านเมืองที่ไม่มีศีลธรรมให้สงบเรียบร้อยไม่ได้. ปัญหาอันแท้จริงจึงอยู่ที่ความไม่มีศีลธรรม ; ศีลธรรม กลับมาแล้วก็หมดปัญหา ขอให้เราหวังได้ว่า ศีลธรรมเป็นสิ่งที่กลับมาได้ ไม่นานเกินรอและไม่เหลือวิสัย : ขอแต่ให้เราสนใจ เดี๋ยวนี้เราไปสนใจเรื่องประโยชน์ : เรื่องปากเรื่องท้อง, บูชาลัทธิประโยชน์ จนเรียกว่า ลัทธิปโยชนาธิปไตย ; ถึงแม้ที่จะเรียกว่าประชาธิปไตย ก็ยังบูชาประโยชน์อยู่เป็น ส่วนใหญ่ เลิกบูชาประโยชน์ มา บูชาธรรมะ หรือ ศีลธรรมแล้ว ก็จะเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง คือ ประโยชน์ของมนุษย์ทุกคน เพื่ออยู่กันอย่างผาสุก.

น.179 ๑๖๙ เวลาสำหรับการบรรยายก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติ การบรรยายนี้ ด้วยความ หวังว่า ศีลธรรมจะกลับมา. ปีใหม่ของชาวพุทธมีอะไรเพิ่มขึ้น น่าดีใจ น่าสนใจ น่าพอใจ วันเด็ก เด็กก็เป็นผู้ที่พร้อมที่จะสร้างโลกในอนาคต อย่าง เป็นที่น่าพอใจ แล้วเราก็จะนอนตาหลับด้วยกันทั้งโลก ขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต