Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ ตอนที่ ๑๑ — ๓๓. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ว่าทิฏฐิต้องเป็นสัมมา

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ (๑๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.198 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดย หัวข้อว่า ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา. การบรรยายนี้ เป็นไปเพื่อส่งเสริมศีลธรรม ให้ ศีลธรรมกลับมา โดยเชื่อว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา โลกา จะวินาศ. การบรรยายทุกครั้ง จึงกระทำไปเพื่อศีลธรรม กลับมา มีหัวข้อชักชวนให้ประพฤติปฏิบัติเพื่อศีลธรรม กลับมา มาเป็นลำดับ; นับตั้งแต่ว่า เราจะ ต้องมีการ กระทำที่คงเส้นคงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคาง

น.199 ๑๘๙ ระวังคอ ถอนตอลงหลัก รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว กิเลสเป็น ตัวธรรมะเป็นตน เป็นคนยังมิใช่มนุษย์ เป็นชาวพุทธก็หมด ปัญหา ปัญญาต้องคู่กับสติ ; มาถึงวันนี้ก็มีหัวข้อว่า ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา. บางคนอาจจะงงตรงที่คำว่า ทิฏฐิ. อาตมาก็ขออภัย ที่จะกล่าวกับท่านทั้งหลาย ในทำนองที่อาจจะฟังเป็นการ สบประมาทว่า ท่านทั้งหลายส่วนมากยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ โดยถูกต้อง ; แม้จะรู้ก็รู้เป็นอย่างอื่น ไม่เหมือนกับ ที่มุ่งหมายจะพูดในวันนี้, คือท่านทั้งหลายมีทิฏฐิ โดยความ หมายแห่งคำคำนี้ในภาษาไทย เพื่อมีมานะดื้อดึง ไม่ยอมใคร. ถ้าเข้าใจคำว่า ทิฏฐิ อย่างนี้ ก็ไม่ตรงตามความหมายในภาษา เดิม คือภาษาบาลี. ให้รู้จักความหมายของคำว่าทิฏฐิโดยถูกต้อง. ในภาษาบาลี คำว่า ทิฏฐิ นั้น หมายถึง ความเห็น หรือ ความคิดเห็น ประจำคน คนหนึ่ง ; ไม่ได้หมายไปใน ทางดี หรือทางชั่วก่อน; ต้องมีคำประกอบเข้าข้างหน้า

น.200 ๑๙๐ ว่า ทิฏฐิถูกต้อง หรือทิฏฐิผิด ๆ ฉะนั้นจึงขอให้ทำความ เข้าใจ ในสิ่งที่เรียกว่าทิฏฐิ กันเสียเป็นข้อแรก. ขอให้เรามองให้เห็นตัวสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ, แล้ว มองให้เห็นตามที่จะได้กล่าวในวันนี้ว่า ตัวทิฏฐิ นั่นแหละ คือตัวตนของคนคนนั้น. พูดอย่างนี้ยังไม่ถูก ว่าทิฏฐิ ของคนนั้น. พูดให้ถูกต้องก็ว่า ทิฏฐินั่นแหละคือคน คนนั้น. คนแต่ละคน ๆ มีทิฏฐิเป็น ตัวตน - ของตน. นี่คือสิ่งที่ขอให้มอง ขอวิงวอนให้มอง ขอวิงวอนให้ยอม เสียเวลา เพื่อทำความเข้าใจกับคำว่า ทิฏฐิ ซึ่งมัน เป็น ตัวเองของแต่ละคน. ขอให้พิจารณาดู สังเกตดูจนเห็นว่า คนเราทำ อะไรไปตามทิฏฐิทั้งนั้น : มีทิฏฐิเป็นสิ่งที่บังคับให้ทำ. เราจะรู้สึกอะไร ก็ต้อง รู้สึกไปตามทิฏฐิ ; คิดนึกอะไร ก็ คิดนึกไปตามทิฏฐิ, ต้องการอะไร ก็ ต้องการไปตามทิฏฐิ, จะพูด ก็ พูดไปตามทิฏฐิ, จะทำ ก็ทำไปตามทิฏฐิ. แม้จะ เลือกบริโภคอะไร ก็ เลือกไปตามทิฏฐิ , จะใช้สอยอะไร ก็ ใช้สอยไปตามทิฏฐิ. เรา บริหารชีวิตของเราไปตามทิฏฐิ, เรา จะเกลียด หรือ จะรัก ชีวิตนี้ ก็แล้วแต่ทิฏฐิ. เราจะ

น.201 ๑๙๑ ทะเลาะกันในสภา ก็เพราะทิฏฐิ, เราจะรบกันทั้งโลก แบ่ง พวกรบกันทั้งโลก มันก็เป็นไปตามทิฏฐิ. นี่ ขอให้มองเห็นที่ ทิฏฐิ นี้ว่า มันคืออะไร ? แล้ว ในที่สุดจะพบได้เองว่า ทิฏฐินั่นแหละคือตัวคนคนนั้น, ตัวคนคนนั้นก็คือทิฏฐิของเขา ; แต่เรามักจะพูดว่า ทิฏฐิ ของคน ไม่เคยพูดว่า ตัวทิฏฐินั่นแหละคือตัวคนคนนั้น. เดี๋ยวนี้อาตมาขอให้พิจารณาดูเสียใหม่ว่า ทิฏฐิ นั่นแหละคือตัวคนคนนั้น. คำว่า ตัวตน ตัวกู ของตน หรือ ของกู นั่นแหละคือตัวทิฏฐิ : ตัวตนก็คือทิฏฐิ, ตัวกูก็คือทิฏฐิ, ของกูก็คือทิฏฐิ, ทิฏฐิของใครคือตัวคน คนนั้น ; จัดการอะไรกับทิฏฐิ ก็คือจัดการกับตนเอง. ฉะนั้นเรามา พูดกันถึงเรื่องทิฏฐิ ก็คือพูดเรื่องตัวเอง. นี้เป็นข้อเท็จจริง ที่เป็นอยู่จริงตามธรรมชาติ ; ถ้าพูดโดยตัวหนังสือก็เป็นอย่างอื่น. ความจริงของธรรม- ชาตินั้น มันอยู่ที่ว่า ทิฏฐินั้นคือตัวคนคนนั้น ; นี้คือ สิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ.

น.202 ๑๙๒ มูลเหตุที่เกิดทิฏฐิ. ทีนี้เรามาดูบ่อเกิด หรือมูลเหตุ ให้เกิดทิฏฐิ กันบ้าง. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทิฏฐิมาจากเวทนา นี้ เป็นคำสำคัญมากในพระพุทธศาสนา, แทบจะกล่าวได้ว่า ความคิดนึกรู้สึกต่าง ๆ นี้ มาจากเวทนา. เวทนา คือผลของการสัมผัส : สัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ; รู้สึกเป็นเวทนา ขึ้นมาอย่างไร มันก็ก่อให้เกิดทิฏฐิอย่างนั้น ทิฏฐิอย่างนี้ ดังนั้น การสัมผัส นั่นแหละ เป็นการศึกษา ; ตั้งแต่อยู่ในท้องมารดา สัมผัสอะไรบ้าง, ออกมาในโลกนี้ แล้วสัมผัสอะไรบ้าง นั้นจะเป็นการศึกษา สัมผัสทุกครั้งให้ เกิดเวทนา เวทนานั้นจะให้เกิดทิฏฐิ โดยสมควรแก่เวทนา ; คนจึงมีเวทนา ที่สัมผัสมาแล้วแต่หนหลังนั้นเป็นบ่อเกิด แห่งทิฏฐิ : ส่วนที่จะถูกหรือจะผิดนั้น มันก็เป็นอีกเรื่อง หนึ่ง. นี้คือทิฏฐิ หรือคนนั่นแหละคือทิฏฐิ ตัวทิฏฐิ ของใคร ก็คือตัวคนคนนั้น. ขอให้เป็นที่ยุติเสียก่อน ทีหนึ่งว่า คนนั่นแหละคือทิฏฐิ, ทิฏฐินั่นแหละคือคน.

น.203 ๑๙๓ ศึกษาให้เข้าใจคำว่าสัมมา. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า สัมมา ในประโยคที่ว่า ทิฏฐิต้อง เป็นสัมมา ; ตามตัวหนังสือ คำว่า สัมม า แปลว่า โดยชอบ นิยมแปลกันอย่างนี้ ยังไม่พอที่จะเข้าใจ. ต้องเอา ความ หมายที่มีอยู่โดยพฤตินัย ว่า คำว่า สัมมา นั้นแปลว่า ถูกต้อง. ถูกต้อง คือมัน สมดุลย์สำหรับจะรอดได้ ไม่เป็นอันตรายแก่ ตนเองและผู้อื่น. นี้เรียกว่าถูกต้องหรือสัมมา. คำว่า ถูก หรือ ผิด ตามความหมายทางศาสนา นั้น กำหนดได้ง่ายนิดเดียว ; ถูก ก็คือ มี ประโยชน์ทั้ง แก่ตนและคนอื่น, ผิด ก็คือ ให้โทษทั้งแก่ตนและคน อื่น. ฉะนั้น สัมมา จึงมีความหมายง่าย ๆ ว่า ถูกต้อง สำหรับจะรอด. ที่นี้ก็มีหลักต่อไปว่า ทิฏฐินี้ต้องเป็นสัมมา หรือ จะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ตนตนนี้ ต้องเป็นสัมมา ; มีทิฏฐิ ถูกต้อง ตนก็ถูกต้อง, ถูกต้องสำหรับจะไม่เกิดปัญหา. ตนเป็นสัมมาก็เท่ากับทิฏฐิเป็นสัมมา, มีทิฏฐิถูกต้องก็ไม่ เกิดปัญหา.

น.204 คือรู้ตามที่เป็นจริง ต่อสิ่งที่จะเป็น ปัญหา ; เราจึงแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยสัมมาทิฏฐิ. โดยหลักทั่วไป ถือว่า รู้เรื่องทุกข์ รู้เรื่องเหตุให้เกิด ทุกข์ รู้เรื่องความดับทุกข์ รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์, นี้ก็ เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. ทีนี้ รู้ลึกลงไป ถึงว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็น ธรรมชาติ, เป็นไปตามธรรมชาติ, ไ ม่มีตัวตนอันแท้จริง นอกจากจะเข้าใจเอาเอง. นี้คือ รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นไปตาม กฎอิทัปปัจจยตา หรือกระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ. หรือรู้ว่า ธรรมชาติทุกอย่างมันเป็นเช่น นั้นเอง, มันมีความเป็นเช่นนั้นเอง อยู่ในธรรมชาติทุก อย่างแต่ละอย่าง ไม่ควรจะยึดถือเป็นตัว เป็นตน เป็นสัตว์ เป็นบุคคล. มีสัมมาทิฏฐิแล้วจักก้าวล่วงทุกข์ทั้งปวงได้. ถ้ามีสัมมาทิฏฐิ เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ของแต่ละอย่าง ๆ แล้ว จะไม่เกิดความรู้สึกที่โง่เขลา, คือ ความรู้สึกรัก รู้สึกโกรธ รู้สึกเกลียด รู้สึกกลัว รู้สึกทุกข์ร้อน วิตกกังวลต่าง ๆ นานา ที่เป็นเครื่องทรมานคน.

น.205 ๑๙๕ ผลที่เกิดขึ้น ก็คือ จิตเป็นอิสระ จิตปรกติ จิต เกลี้ยง จิตเต็มไปด้วยสติปัญญา เพราะมีสัมมาทิฏฐิ รู้จัก สิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ; ไม่มีปัญหาใด ๆ ที่แก้ ไม่ได้ มันจึงดับทุกข์ได้ โดยประการทั้งปวง; สมตาม พระบาลีที่ว่า สมฺมาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกขํ อุปจฺจจคํุ- คน ก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงเสียได้ เ พราะการสมาทานสัมมา- ทิฏฐิ ไม่ว่าในแง่โลก หรือในแง่ธรรมะ, ไม่ว่าในแง่ของ โลกิยะ หรือในแง่ของโลกุตตระ, จะก้าวล่วงความทุกข์ ทั้งปวงเสียได้ ก็โดยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ, คือมีตน เป็นสัมมา. คนจะพ้นทุกข์ต้องมีสัมมาทิฏฐิให้ถูกต้องจริง. ทีนี้เมื่อเรารู้จักคน หรือรู้จักตน ว่าคือทิฏฐิแล้ว เราก็จะมา พิจารณาความจำเป็น ของสิ่งนี้ ว่าจะต้องมีสัมมา หรือความถูกต้อง กันอย่างไร. ตัวอย่างที่มีให้เห็นอยู่ ที่เกี่ยวกับประเทศชาติ บ้านเมืองของเรา : ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิพอ ที่เกี่ยวกับ ประเทศชาติ. การศึกษาไม่พอที่จะทำให้รู้จักชาติ หรือรู้จัก

น.206 ๑๙๖ ความจำเป็นที่จะต้องมีชาติ ; ยังขาดสัมมาทิฏฐิในข้อนี้. เด็ก ๆ ของเราจึงไม่ค่อยรู้จักชาติ หรือรู้จักรักชาติโดยจริงใจ. การขอร้องให้รักชาติไม่ค่อยจะมีผล มีการแตกแยกขึ้นมาแทน กระทั่งมีการขายชาติ ถ้ามีสัมมาทิฏฐิเกี่ยวกับชาติเพียงพอ จะไม่มีปัญหา ที่จะแบ่งแยกกันเข้าอยู่ป่า อยู่เมือง อยู่อะไร, แล้วก็ทำการ ต่อต้านซึ่งกันและกัน. ถ้ารู้จักชาติโดยสัมมาทิฏฐิแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับการรักชาติก็จะหมดไป. ดูที่การทำบุญ ไม่มีสัมมาทิฏฐิแล้ว ก็ทำบุญชนิด ที่ประหลาด ๆ เดี๋ยวนี้รู้จักทำบุญกันแต่ชนิดที่ว่าทำแล้วดีใจ, ทำแล้วสนุกสนาน สนุกใจ, ทำบุญให้ดีใจ แต่ไม่ได้ทำบุญ ให้ใจดี. ดีใจนั้น ใจไม่ดีก็ได้; แต่ถ้าใจดีนั้น ดีแน่ ถูกต้องแน่. คนเป็นอันมากรู้จักทำบุญเพียงเพื่อให้ตนดีใจ ; แต่ ไม่ใช่ทำเพื่อให้ใจดี หรือใจของตนดี. บุญที่ทำกลับกลาย เป็นบาป หรือเป็นเพิ่มบาป, ไม่ล้างบาป ตามความหมาย ของคำว่า บุญ. คำว่า บุญ แปลว่า สิ่งที่จะชำระบาป.

น.207 ๑๕๗ เดี๋ยวนี้เรา ทำบุญเพิ่มบาป ก็เลยไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ ; แต่ มันเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสียแล้ว ทีนี้จะ ดูสิ่งที่เกี่ยวกับประโยชน์ สิ่งที่ควรจะเป็น ประโยชน์ มากลายเป็นโทษ เพราะขาดสัมมาทิฏฐิ. อาตมารู้สึกว่า วิทยุ โทรทัศน์ เหล่านี้ ซึ่งมีกัน ทั่วไปหมดนี้ มันกลายเป็นเรื่องให้ผลผิดความมุ่งหมาย คือ แทนที่จะเป็นการศึกษา มันทำให้เกิดอาการ "ค่ำเข้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอ ล่อกามา" ไปเสียหมด ; เพราะคนส่วนมาก ฟังวิทยุในรายการที่เพลิดเพลินสนุกสนาน, ส่งเสริมความ รู้สึกสนุกสนานทั้งนั้น ไม่มีการศึกษา. ยังมีสิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า คนที่อยู่ในป่า ซึ่ง เต็มไปด้วยไม้ฟืน ก็เปลี่ยนเป็นใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ไป เสียแล้ว. ถ้าไม่ทราบก็โปรดทราบเถอะว่ามันเป็นอย่างนี้ แล้ว ที่อาตมาก็เห็นเอง อยู่ในป่าเต็มไปด้วยพื้น แต่เปลี่ยน เป็นใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้าเสียแล้ว. เราไม่ได้มีไฟฟ้า เพื่อ จะให้ชาวบ้านนอกคอกนาหุงข้าวด้วยไฟฟ้า ; เพราะไม้พื้น มันยังเหลือเพื่อข้างบ้านนั่นเอง. นี้เรียกว่า ใช้สิ่งที่เป็น

น.208 ๑๙๘ ประโยชน์ ไม่ตรงตามความมุ่งหมาย เพราะว่าขาด สัมมาทิฏฐิ. วันหนึ่ง ได้ฟังเพลงที่ส่งทางวิทยุ ว่าเป็นเพลง ปลุกใจ, ปลุกใจให้ทำงาน. ) แต่ว่าทำนองเพลงนั้นพั่งดู มันเป็นทำนองเพลงรัก, ชวนให้เข้าห้องมากกว่าที่จะชวนให้ ออกไปทุ่งนา. นี่เพราะความเข้าใจผิดของผู้ที่ประดิษฐ์ เพลง หรือว่าจะเนื่องจากว่าเรามันเคยชินกับเพลงรัก หรือ ทำนองของเพลงรัก จนขึ้นสมอง ประดิษฐ์ทำนองเพลง อะไรขึ้นมา มันก็เป็นอย่างนั้นหมด นี่เพราะยัง ขาดสัมมา ทิฏฐิ ไม่อาจจะควบคุมความรู้สึกที่ไม่ควรจะรู้สึกนั้น เสียได้. ทีนี้ อาตมาจะพูดถึงตัวอย่างสุดท้าย คือว่าปัญหา โลกแตก เดี๋ยวนี้กลายเป็นปัญหาโลกแตก คือ ปัญหานายทุน กับชนกรรมาชีพ. ถ้าเอาตามที่ธรรมชาติต้องการ ที่พระเจ้า ต้องการ คนมั่งมีกับคนยากจนนั้นเป็นคู่สมรสกัน. ช่วย ฟังดูให้ดี ๆ ว่า คนมั่งมีกับคนยากจนนั้นเป็นคู่สมรสกัน แยก กันไม่ได้ ; พระเจ้าสร้างมาอย่างนั้น ; คือว่า ถ้าคนจน

น.209 ๑๙๙ ไม่อาศัยคนมั่งมี ก็ไม่มีงานทำ ; คนมั่งมีไม่อาศัยคนจน ก็ไม่มีแรงงานไหนจะมาทำ. นี่นายทุน ถ้าไม่ได้กรรมกร ก็ไม่มีแรงงาน ; กรรมกรไม่มีนายทุน ก็ไม่มีงานทำ ; เพราะฉะนั้น เขาเป็นคู่สมรสกันมากกว่า. แต่เมื่อ ไม่มีสัมมาทิฏฐิ แล้ว มันก็ เกิดมิจฉาทิฏฐิ มันก็กลายเป็นยักษ์เป็นมารต่อกัน : นายทุนกับชนกรรมาชีพ ก็เกิดเป็นศัตรูกัน, ต่อมามันก็เตลิดเปิดเปิงไปถึงว่า ต่างฝ่าย ต่างใช้เป็นเครื่องมือ ที่จะครองโลกด้วยกัน.นายทุนจับ กลุ่มกันเพื่อครองโลก ชนกรรมาชีพก็จับกลุ่มกันเพื่อครอง โลก, มันเลยเถิดไปกว่าปัญหาที่มีอยู่จริง ; "เพราะ มิจฉาทิฏฐิมาครอบงำ หันไปบูชาเงิน เห็นแก่มิจฉาทิฏฐิ ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนของศาสนาหรือของพระเจ้า มันก็ เกิด วิกฤตการณ์ขึ้นมาในโลก อย่างนี้. นี่แหละ คืออาการที่เรากำลัง ขาดสัมมาทิฏฐิ ขอ ให้ช่วยกันพิจารณาดึงให้กลับมา. การทำให้สัมมาทิฏฐิกลับมานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน. สัมมาทิฏฐิจะกลับมาได้ ด้วยมี การศึกษาสมบูรณ์ อาตมาใช้คำอย่างนี้.

น.210 จะกลับมาได้ ต้องมีการศึกษาถูกต้อง. อาตมาเป็นคนมีความคิดว่า การศึกษาสามารถ จะแก้ปัญหาทุกอย่างในโลก ถ้าการศึกษานั้นถูกต้อง และเพียงพอ. เดี๋ยวนี้เขาผูกขาด เอาการศึกษาไปไว้เพื่อ แก้ปัญหาเฉพาะอย่าง ตามบทนิยามของคำว่าการศึกษา ; นี้ไม่เห็นด้วย. การศึกษาที่ถูกต้องจะแก้ปัญหาได้หมด. เรา จะต้องจัดการศึกษาให้ครบถ้วน แล้วก็จะแก้ปัญหาได้หมด. การศึกษาสมบูรณ์จะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ : อย่ามีการศึกษา ชนิดด้วน คือหางด้วน หรือหัวด้วน หรือยอดด้วน. สำหรับคำว่าการศึกษานี้ ขอให้กว้างขวางลึกซึ้ง ตั้งแต่ต้นจนปลายว่า โดยสัญชาตญาณ เรารู้สึกทางผัสสะ เป็นเวทนาอะไรขึ้นมา แล้วจะเป็นการศึกษาทั้งนั้น ; ตั้งแต่ อยู่ในท้องแม่ สัมผัสอะไรในท้องแม่ ก็ได้ความรู้สึกเป็น เวทนา นั้นก็เป็นการศึกษา. การศึกษาตั้งต้นแต่ในท้องแม่ จนกระทั่งคลอดออกมาและตลอดชีวิต ; เ พราะเรามี ผัสสะ มีเวทนาอยู่ตลอดไป.

น.211 ๒๐๑ นี้ศึกษาจากอำนาจของสัญชาตญาณ ที่มีผัสสะ แล้วก็มีเวทนา ; มีเวทนาแล้ว ก็เป็นการศึกษา ตั้งแต่ อยู่ในท้องแม่ คลอดออกมา จนกระทั่งตาย. ทีนี้ การศึกษาจากพ่อแม่ หรือผู้ที่ทำหน้าที่ แทนพ่อแม่ จะต้องมีตัวอย่างที่ถูกต้อง ที่เนื้อที่ตัวของ พ่อแม่ หรือผู้แทนพ่อแม่ ตลอดเวลา. การศึกษาจากโรงเรียน : โรงเรียนสอนหนังสือ ก็ดี, โรงเรียนสอนวิชาชีพก็ดี ; ต้องสอนถูกต้อง มีเรื่อง ของสัมมาทิฏฐิ, รู้จักเป็นมนุษย์ให้ถูกต้องแก่ความเป็น มนุษย์อยู่ด้วย จึงจะเป็นโรงเรียน เรียกว่าควรแก่นามว่า โรงเรียน ทีนี้ ศึกษาจากศาสนา หรือวัฒนธรรมทุกชนิด รู้จักชีวิตให้ถูกต้องในทุกแง่ทุกมุม สำหรับจะเป็นมนุษย์ที่ดี แล้ว ศึกษาจากสื่อมวลชน ทุกรูปแบบ ทุกรูป แบบ อาตมาใช้คำว่าทุกรูปแบบ.เดี๋ยวนี้สื่อมวลชน กลายเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ของคน เขาก็เสนอสิ่งเลวร้าย สร้างมิจฉาทิฏฐิเสียมากกว่า ขอให้ปรับปรุงสื่อมวลชน ทั้งหลาย ให้เป็นสื่อของสัมมาทิฏฐิเถิด.

น.212 ๒๐๒ ทีนี้ ศึกษาจากสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ. เรามี สถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ชนิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ : ไปที่นั่น เพื่อเพิ่มกิเลส. ที่จริงที่พักผ่อนหย่อนใจทุกแห่งควรให้ ความฉลาด ให้ความรู้ที่ถูกต้อง ให้สัมมาทิฏฐิ ให้ถูก ประเล้าประโลมใจด้วยสัมมาทิฏฐิ. ทีนี้ก็จะ ศึกษาจากสังคม ซึ่งเป็นที่เคารพของ มหาชน. สังคมใด สมาคมใด เป็นที่เคารพของมหาชน เป็นสังคมที่มีเกียรติ นี้ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี, สังคมของคน ที่มีเกียรติ ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี, สังคมที่มีอำนาจต้องเป็น ตัวอย่างที่ดี, สังคมที่เป็นที่เคารพของมหาชน ต้องเป็น ตัวอย่างที่ดี. ถ้าเราได้ศึกษาอย่างนี้ ก็จะมีสัมมาทิฏฐิ โดยง่าย.เลขลมพัด อาตมาอยากจะพูดว่า ระบบกระดานหินในดงตาล ของพระเจ้ารามคำแหงนั้น ควรจะกลับมาอีก : มีกระดานหิน ในป่า ในดงตาล ที่ไหนก็ได้ ให้มีทุกหัวระแหง ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน พอถึงโอกาสก็ประพฤติ อย่างที่พระเจ้าราม- คำแหงประพฤติ กับกระดานหินในดงตาล. ทุกคนก็หา เรื่องนี้กันอ่านดูได้ ก็จะเกิดมีการไปเที่ยวในดงตาล คือใน

น.213 ๒๐๓ ป่าไม้ มีโอกาสที่จะฟังธรรม ไปบีคนิค, ไปกินอาหารกัน ที่นั่น ก็จะเป็นธรรมบีคนิค, ไปทัศนาจรกันที่นั่น ก็จะ เป็นธรรมทัศนาจร, มีสิ่งประเล้าประโลมใจด้วยธรรมะ ที่นั่น ก็จะเป็นธรรมมหรสพ. ทุกคนสนุกสนานอยู่ด้วย เหตุปัจจัย ที่จะให้เกิดสัมมาทิฏฐิ. ระบบกระดานหินในดงตาลของพ่อขุนรามคำแหง จงกลับฟื้นชีวิตขึ้นมาใหม่ , เอาออกมาจากพิพิธภัณฑ์ ; เอามาจัดตั้งในดงตาล คือดงไม้อะไรก็ได้, แล้วประพฤติ และปฏิบัติอย่างเดียวกัน, สัมมาทิฏฐิก็จะมาครองเมือง. นี้แสดงให้เห็นว่า สัมมาทิฏฐิต้องมา ในฐานะ เป็นศีลธรรมอันเลิศ มิฉะนั้นโลกาจะวินาศ. ดูตัวอย่างผลของความไร้ศีลธรรม. ทีนี้อาตมาจะยกตัวอย่าง ด้วยสิ่งที่กำลังมีอยู่อย่าง สด ๆ ร้อน ๆ ในวันนี้ว่า ปีนี้เขาจัดเป็นปีแห่งคนพิการ ความ พิการเกิดเป็นปัญหากันขึ้นมา เป็นปัญหาโลก. ทำไมไม่ มองว่าความพิการนั้นเกิดมาจากความไร้ศีลธรรม ? ถ้ามี

น.214 ๒๐๔ ศีลธรรมแล้ว ความพิการจะไม่เกิดขึ้นมาในโลก เราจะ ป้องกันการพิการได้ด้วยความมีศีลธรรม. ตัวอย่างง่ายๆ ที่จะเห็นได้ว่า เด็กอยู่ในท้อง มีการ พิการ เพราะ ความไร้ศีลธรรมของพ่อแม่ ในเรื่องกามกิจ หมอตำแย่ไร้ศีลธรรม ในการทำคลอดเด็กก็พิการ. คน เลี้ยงดูแลเด็กไร้ศีลธรรม เด็กก็พิการ ด้วยความพลั้งเผลอ เด็กซุกขนพ่อแม่ไม่สนใจ เด็กก็เกิดความพิการ. นี้เรื่อง ของเด็กที่จะเกิดความพิการ. โตขึ้น ไม่มีศีลธรรม : ขี้เกียจ ยากจน ก็นำไปสู่ ความพิการ ด้วยโรคภัยไข้เจ็บ หรืออุบัติเหตุใด ๆ ก็ได้. โง่เขลาก็คือไร้ศีลธรรม, ประมาทไร้ศีลธรรม, สะเพร่าไร้ ศีลธรรม มันก็เป็นหนทางแห่งความพิการ. การละเลย สุขภาพอนามัย นี้ผิดศีลธรรม ไร้ศีลธรรม ก็เกิดความ พิการ. ไม่รักษากฎระเบียบ เช่นกฎจราจรในท้องถนน เป็นต้น ก็เกิดการพิการ : คนใช้รถไร้ศีลธรรม, คนรักษา กฎจราจรไร้ศีลธรรม, ก็เกิดการพิการ. คนแก่ทุพพลภาพ ได้รับการทอดทิ้ง มันก็ ยิ่งส่งเสริมความพิการ, เกิดการ พิการ.

น.215 ๒๐๕ ทั้งหมดนี้เป็นเพียง ตัวอย่าง ที่เห็นได้ง่าย ๆ ว่า ความพิการนี้เกิดมาจากความไร้ศีลธรรม. ถ้ามีศีลธรรม กันมาตั้งแต่เด็กอยู่ในท้อง ก็หาความพิการทำยาหยอดตา ได้ยาก ; ในโลกนี้จะไม่มีความพิการ เป็นภาพสะดุดตาเต็มไป ทั่วทุกหัวระแหง สรุปว่า ถ้ามีศีลธรรม ยากที่จะเกิดการพิการ. ทำไมไม่สนใจความไร้ศีลธรรม ซึ่งเป็นต้นเหตุของความ พิการ ? มาสนใจแต่ปลายเหตุ คอยช่วย ๆ ๆ นี้มันเรื่องปลาย เหตุ : ไม่ป้องกันความพิการ. ขอให้มี ศี ลธรรมกลับมา แล้วป้องกันความพิการ. สรุปความว่า ศีลธรรมกลับมาเถิด สัมมาทิฏฐิ ครองโลกแล้ว ปัญหาชนิดนี้ก็จะไม่มี. ปรับปรุงทิฏฐิของทุกคน ให้เป็นสัมมาจะไม่มีปัญหา. นี่การบรรยายวันนี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ศีลธรรมสำคัญอย่างยิ่ง ก็คือสัมมาทิฏฐิ ทิฏฐินั้นคือตัวคน

น.216 ๒๐๖ นั่นเอง ต้องทำให้เป็นสัมมา คือถูกต้อง ; เมื่อถูกต้อง แล้วก็ไม่มีปัญหา เช่นความพิการ เป็นต้น. ขอให้เรามองกันด้วยความมีเหตุผล ด้วยความตั้งใจ จริง ซื่อสัตย์สุจริต ต่อความเป็นมนุษย์ ; มองเห็นคุณค่า ของศีลธรรมแล้วทำให้กลับมา. โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ มีข้อปัญหาอยู่ที่สัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ; ถ้าเป็น มิจฉาทิฏฐิ ก็เป็นการทำลายโลก, ถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ โลกนี้ก็จะรอด, เป็นโลกที่พึงปรารถนา หวังว่าท่านทั้งหลาย จะสนใจกับสิ่งที่เรียกว่า ทิฏฐิ คือตัวท่านเอง, ตัวท่านเองคือตัวทิฏฐิของท่าน. ใช้คำว่า ทิฏฐิของท่าน นี้ไม่ค่อยถูกกับความจริง; ใช้คำว่าทิฏฐิ คือตัวท่าน ตัวท่านคือทิฏฐิ. จงปรับปรุงทิฏฐิของท่าน ให้เป็นสัมมา คือมีความถูกต้อง อยู่เหนือปัญหาทุกอย่าง ทุกประการเถิด ก็จะไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และพบ พระพุทธศาสนา หรือศาสนาใด ๆ ก็ตาม ตามที่ตนถืออยู่ ปัญหาก็จะหมดไป. เวลาสำหรับการบรรยายหมดแล้ว อาตมาขอจบลงด้วย ความหวังว่า ท่านทั้งหลายจะสามารถบำเพ็ญตน ให้เป็นตัวสัมมา- ทิฏฐิ อยู่ด้วยกันทุกคน ตลอดกาลนานเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต