Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ ตอนที่ ๑๒ — ๓๔. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ว่าวิชชาต้องส่องแสง

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ (๑๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.217 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ยังคงกระทำไป ด้วยความหวังว่า ศีลธรรมกลับมา ; เพราะมีความเชื่อว่า ถ้าศีลธรรม ไม่กลับมา โลกาก็วินาศ, โลกมนุษย์ก็วินาศ, โลกต้นไม้ โลกสัตว์ เดรัจฉานก็วินาศ, โลกต้นไม้ก็วินาศ, แม้แต่โลกแผ่นดินนี้ก็จะวินาศ ถ้ามนุษย์ไม่มีศีลธรรม. โลกจะปรกติสุขอยู่ได้ ก็เพราะความมีศีลธรรม อยู่ในโลก เราจึงควรจะช่วยกันทำให้โลกมีศีลธรรม. เมื่อ ศีลธรรมหายไป ๆ ตามความเจริญสมัยใหม่ ก็ต้องช่วยกันดึง ให้กลับมา.

น.218 ๒๐๘ อาตมา ขอทบทวนวิธีทำให้กลับมา อย่างที่เคยกล่าว มาแล้วครั้งหนึ่ง คือเรา จะต้องมีหน้าที่ของมนุษย์ ที่คงเส้น คงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง อย่างระวังคางระวังคอ ถอนตอ ลงหลัก รู้ว่ากงจักรหรือดอกบัว กิเลสเป็นตัวธรรมะเป็นตน เป็นเพียงคนยังไม่ใช่มนุษย์ ถ้าเป็นชาวพุทธก็จะหมดปัญหา ปัญญาต้องคู่กันกับสติ ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา. นี่ที่กล่าวมา แล้ว; วันนี้ก็ว่า วิชชาต้องส่องแสง , วิชชาต้อง ส่องแสง เสมอไป; ถ้าไม่ส่องแสงก็ไม่ใช่วิชชา. การศึกษาจัดให้รู้แต่วิชา มิใช่วิชชา. ขอให้ท่าน ทั้งหลายสังเกตว่า วิชชา กับ วิชาไม่ เหมือนกัน; ขอแยกความหมายออกจากกัน. ที่เราใช้ อยู่ใน ภาษาไทย เราใช้ว่า วิชา เราไม่ได้ออกเสียงว่าวิชชา ตามภาษาเดิมในอินเดีย. รูปศัพท์เปลี่ยนจากวิชชามาเป็นวิชา มิหนำความ หมายก็พลอยเปลี่ยนตามไปด้วย คือ วิชชา ในภาษาบาลีนั้น มีความรู้เรื่องดับทุกข์ได้ , โดยเฉพาะเรื่องความดับทุกข์ อย่างเดียวก็พอ.

น.219 ๒๐๙ ส่วน วิชาในภาษาไทยนั้น ไม่มุ่งการดับทุกข์ โดยตรง; แต่ส่งเสริมตัณหา หรือความพอใจในทาง เนื้อทางหนัง; เพราะวิชาเช่นนี้ไม่สมบูรณ์ เป็นการ ศึกษาแบบสุนัขหางด้วน. สอนกันแต่ความรู้ทางภาษา และวิชาชีพ; รู้แต่หนังสือกับวิชาชีพ ยังไม่ใช่วิชชาที่จะ ดับทุกข์ได้, เป็นเพียงวิชา ที่คนพวกหนึ่งต้องการ. แม้ว่า วิชา นี้ จะก้าวหน้าไปถึงเทคโนโลยี มันก็ยัง ไม่เป็นวิชชาอยู่นั่นเอง มันยัง เป็นความมืดสีขาว เป็น แสงสว่างสีดำ. ความมืดสีขาว คือผ้าหมอก มันก็ไม่มอง เห็นอะไร. แสงสว่างสีดำ มันก็ไม่มองเห็นอะไร. เรา มีวิชา ชนิดนี้กันอยู่ทั่วไป มัน ไม่สามารถจะ ส่องทาง ให้โลกนี้มีศีลธรรมหรือมีสันติสุขได้ เห็นได้ ว่า พวกครูบาอาจารย์ ยังชอบความสุขทางอบายมุข จาก อบายมุข คือความสนุกสนานเอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง ; นักเรียนจึงต้องเสพยาเสพติด เพราะวิชาไม่มีแสงสว่าง . นักเรียนก็ทำตามครูบาอาจารย์ สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ทำอบายมุข ชิงสุกก่อนห่ามในทางเพศ.

น.220 ๒๑๐ ทุกคนยังไม่รู้ว่า ชีวิตนี้จะไปไหนกัน ? ไม่รู้หลักชัย แห่งชีวิต ว่าชีวิตนี้จะไปไหนกัน ? ถามคอมพิวเตอร์มันก็ บอกไม่ได้ ทั้งที่บูชาคอมพิวเตอร์กันอย่างสูงสุด. คอม- พิวเตอร์ก็บอกไม่ได้ ว่าชีวิตนี้จะไปทางไหนกัน; เพราะ คนทำคอมพิวเตอร์. คนทำคอมพิวเตอร์ก็ใส่ข้อมูลไม่ถูก ว่าจะให้ตอบว่า ชีวิตนี้จะไปทางไหนกัน. เพราะฉะนั้นขอให้ ย้อนกลับไปเอาวิชชามา พร้อมทั้งความหมายเดิม คือไปเอาคำว่าวิชชา ภาษาเดิม มาใช้ พร้อมทั้งความหมายเดิม คือ ต้องดับทุกข์ได้ ดับ กิเลสได้. นี่จึงจะเป็นวิชชา ในชื่อเดิมและคุณค่าอย่างเดิม เดี๋ยวนี้มันเป็นวิชา ตัว ช มันขาดไปเสียตัวหนึ่ง ; เอามา ทำตามความต้องการของตัว จนมันไม่ส่องแสง วิชชาเป็นเหมือนกับเพชร เป็นเรื่องจิต มัน ก็ส่องแสง เพราะมันเป็นเรื่องของจิต ; ส่วน วิชา นี้ เป็นเหมือนก้อนอิฐ มัน เป็นวัตถุ มันไม่ส่องแสง. ไป เอาวิชชาที่เคยส่องแสง มาทำให้เป็นวิชาที่ไม่ส่องแสง เพราะ เป็นทาสของกิเลสตัณหาของมนุษย์ไปเสีย, เอามาทำเป็นวิชา เพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าของตน ๆ เป็นพวก ๆ ไป; การ

น.221 ๒๑๑ ศึกษาก็ด้วน หางมันด้วน หรือยอดมันด้วน ก็แล้วแต่ จะเรียก การศึกษาชนิดนี้ สอนเรื่องชาติ ศาสนา พระมหา- กษัตริย์ ไม่ได้ผล ; สอนเรื่องชาติ คนก็ยังไม่รู้จักชาติ, ยังไม่รู้จักความจำเป็นที่จะต้องมีชาติ, ไม่รู้จักรักชาติ ไม่รู้จัก เสียสละชีพเพื่อชาติ ; เพราะว่าสอนอย่างวิชา ที่ไม่ส่องแสง เข้าไปถึงส่วนลึกของสันดาน นักเรียนจึงไม่รู้เรื่องชาติ, ไม่ รู้เรื่องความจำเป็นอันแท้จริงที่จะต้องมีชาติ เป็นต้น. แม้เมื่อสอนเรื่องศาสนา ก็ยังไม่รู้จักศาสนา : ไม่ รู้จักความจำเป็นที่จะต้องมีศาสนา, ไม่รู้จักศาสนา ว่านำ มาใช้แก้ปัญหาในชีวิตนี้ได้ ... ขอให้คิดดูเถอะว่าวิชามันไม่ ส่องแสง. สอน เรื่องพระมหากษัตริย์ คนก็ยังไม่รู้จักพระ- มหากษัตริย์ คือ ไม่รู้จักความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมี พระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง; มีพระมหากษัตริย์ไปตาม ธรรมเนียม. เขาสอนเรื่อง ช่วยตัวเอง ไม่สำเร็จประโยชน์ ; เพราะว่าสอนให้ช่วยตัวเองเท่าไร ลูกศิษย์ก็หวังแต่จะให้

น.222 ๒๑๒ คนอื่นช่วยอยู่เรื่อยไป เป็นการเลี้ยงไม่รู้จักโต. เราสอนให้เขา ช่วยตัวเองไม่ได้ เขาคอยแต่หวังจะให้คนอื่นช่วย. ดูเพื่อน มนุษย์ของเราทั่ว ๆ ไปเถิด การศึกษา ชนิดวิชาก้อนอิฐไม่ส่องแสงนี้ ไม่ให้ ผลตามที่ควรจะได้รับ ตามความหมายอันแท้จริง : การ ศึกษาชนิดนี้ ผลิตนักศึกษาเพื่อไปช่วยชาติอยู่ในป่า แทนที่ จะมาช่วยกันในบ้านในเมือง การศึกษาชนิดนี้ ไม่สอนให้นายทุน กับชน กรรมาชีพ รู้จักความจริง ว่านายทุนกับชนกรรมาชีพนั้น ต้องเป็นคู่รักกัน เป็นคู่สมรสกัน : เพราะว่าถ้าไม่มีนายทุน ชนกรรมาชีพก็ไม่มีงานทำ, ถ้าไม่มีชนกรรมาชีพ นายทุน ก็ไม่มีแรงงานจะทำ. มันขาดเสียฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้ มัน ควรจะรักกัน เหมือนกับเป็นคู่สมรสกัน เดี๋ยวนี้เขากลาย เป็นศัตรูกัน เพราะการศึกษาหมาหางด้วน คือเป็นเพียง วิชา ไม่เป็นวิชชา ดังที่กล่าวแล้ว. ขอให้สังเกตว่า ตัว ช มันหายไปเสียตัวหนึ่ง. นายทุนกับชนกรรมาชีพก็ตั้งลัทธิแข่งขันกัน เพื่อ ครองโลกด้วยกันทั้งนั้นแหละ, มีความมุ่งหมายจะครองโลก

น.223 ๒๑๓ ด้วยกัน ทั้งลัทธินายทุน และลัทธิชนกรรมาชีพ แล้วมัน จะทำความเข้าใจกันได้อย่างไร ; ก็ต้องเป็นคู่ปรปักษ์กันอยู่ ตลอดไป โดยไม่มีที่สิ้นสุด นี่แหละคือ วิชา ที่ไม่ใช่วิชชา ไม่สามารถจะ ส่องแสง ให้รู้ว่า นายทุนกับชนกรรมาชีพ ต้องเป็นคู่รักกัน ต้องเป็นคู่สมรสกัน. วิชา ที่ไม่ใช่ วิชชา ไม่สามารถจะส่องแสงให้ คนเรารู้ว่า ศีลธรรมนั้นแก้ได้ทุกปัญหา . ถ้ามีศีลธรรม แล้ว ปัญหาทุกชนิดในโลกนี้จะหมดไป. อานุภาพของศีลธรรม. ข้อแรก ศีลธรรมทำให้รักผู้อื่น ; เมื่อรักผู้อื่น แล้วก็ ไม่ฆ่า เขา ไม่ขโมย ของเขา ไม่ประพฤติผิดในกาม ต่อเขา ไม่โกหกเขา ไม่หลอกลวงเขา ไม่ทำอะไรให้เขา เดือดร้อนรำคาญ. มีศีลธรรมแล้ว คนก็ทำงานสนุก ไม่มีใคร ยากจน.

น.224 ๒๑๔ มีศีลธรรมแล้ว คนก็บังคับตน บังคับกิเลส บังคับจิต หรือบังคับตนได้ ; เขาก็ไม่ทำอะไรผิด ๆ เหมือน คนที่บังคับตนไม่ได้. นี่ศีลธรรมมีแล้ว ปัญหาจะหมด ทุกปัญหา เดี๋ยวนี้มาหวังพึ่งว่า เศรษฐกิจจะเป็นเครื่องแก้ ปัญหา แต่เ ศรษฐกิจนั้นแหละมันเป็นตัวสร้างปัญหา ดูให้ดีว่า ปัญหาในโลกทุกชนิด เกิดมาจากคนบูชาเศรษฐกิจ, จะเอาเศรษฐกิจมาแก้ปัญหาของมนุษย์ มันก็เหมือนกับ ใช้นกกระสาให้เลี้ยงกบ กบก็จะวินาศไปไม่มีเหลือ. เศรษฐกิจจะมาแก้ปัญหา ซึ่งเศรษฐกิจเป็นผู้สร้าง ขึ้นเองได้อย่างไร ? ทำให้เรามีกันแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุ, ก้าวหน้าทางวัตถุ จนไม่รู้ว่าจะก้าวหน้าไปอย่างไร แล้ว ก็ยัง ทำลายศีลธรรมให้หมดไปจากโลก. นี่ขอให้ดูให้ดี ๆ ว่า วิชาที่ไม่ใช่วิชชา ทำคนเรา ให้ไม่รู้ว่า ศีลธรรมต่างหาก ที่จะช่วยแก้ปัญหาทุก ปัญหา ; ไม่ใช่เอาน้ำโคลนมาล้างโคลน.

น.225 ๒๑๕ วิชาไม่ส่องแสงเพราะสอนกันผิด ๆ. ขอให้ดูต่อไปให้ยิ่งขึ้นไป ในหมู่พุทธบริษัท เราโดย เฉพาะ เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์. พระพุทธองค์ เป็นผู้ชูคบเพลิงที่มีแสงสว่าง, พระธรรมก็คือคบเพลิง หรือ แสงสว่างนั้นเอง, พระสงฆ์ ก็คือผู้ ส่งต่อคบเพลิงต่อ ๆ กันไป ต่อแสงสว่างต่อ ๆ กันไป. ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องของวิชชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็เป็นเครื่องส่องแสง และ ส่องต่อ ๆ กันไป. เดี๋ยวนี้เราไม่มีพระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์จริง. เราไปมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ไม่ส่องแสงอย่างพระองค์จริง ปัญหามันก็เกิดขึ้น. เรา ไม่มีพระพุทธที่ส่องแสง, ไม่มีพระธรรมที่เป็นแสง, ไม่มี พระสงฆ์ที่ช่วยสืบต่อการส่องแสง, กำลังเป็นอย่างนี้ ในโลก ปัจจุบันนี้ ของพุทธบริษัท พระศาสนากำลังไม่ส่องแสง. ทำไม ? เ พราะ ว่าเราสอนผิด ๆ จนไม่ใช่พุทธศาสนาเสียแล้ว, สอนพุทธ- ศาสนาผิดจนไม่เป็นพุทธศาสนาเสียแล้ว. พระพุทธศาสนา

น.226 ๒๑๖ ก็ไม่ส่องแสง, และกำลังไม่ส่องแสง ; เพราะเราสอนเฉไป จากพระพุทธศาสนาอันแท้จริง พระเป็นเจ้าก็ไม่ส่องแสง. นี่ใครมีพระเป็นเจ้า ขอให้คิดดูว่า กำลังไม่ส่องแสง เพราะว่าเราไม่มีพระเป็นเจ้า ที่แท้จริง เรามีแต่พระเป็นเจ้าของความงมงาย มันก็ส่องแสง ไม่ได้. พระเครื่องรางที่แขวนคอก็ไม่ส่องแสง เพราะว่า เราไม่รู้จักพระเครื่องรางอันแท้จริง. พระเครื่องรางอัน แท้จริง คือพระธรรม ที่ทำให้เราประพฤติถูกต้อง ทุกกระเบียดนิ้ว ทุกเวลานาที ไม่มีอันตรายเกิดขึ้น เราไม่ รู้จักเอาพระธรรมมาเป็นพระเครื่องราง ; เรามีแต่พระ- เครื่องดิน พระเครื่องอิฐ พระเครื่องอะไรก็ได้ ที่ไม่ส่อง แสง, แสงก็ไม่มี. เหลียวดูอีกทางหนึ่ง เราเจริญด้วยวิชาเทคโนโลยี เทคโนโลยีเหล่านั้น ก็ส่องแต่แสงที่หลอกลวง แสงที่ เป็นพิษ, เป็นเทคโนโลยีที่ เพิ่มความเห็นแก่ตัวให้แก่ มนุษย์ : เห็นแก่ตัวเองจัด ให้หลงความเอร็ดอร่อยในทางวัตถุ.

น.227 ๒๑๗ นี้เราเรียกว่า ยิ่งเจริญด้วยเทคโนโลยีชนิดนี้ ก็ยิ่งส่องแต่แสง ที่เป็นพิษ. โลกนี้กำลังจะวินาศ ; เพราะเรามีแต่วิชาที่ ไม่ส่องแสง ตัว ช มันหายไปเสียตัวหนึ่ง วิชชา ก็เลยกลาย เป็นวิชา ที่ไม่ส่องแสง. วิชชาจะส่องแสงให้มนุษย์เอาตัวรอด. วิชชาแท้จริงนั้น จะส่องแสงแก่จิตใจ จนทำ ให้ได้บรรลุนิพพาน อันเป็นสูงสุดของมนุษย์ เพราะว่า วิชชานั้นส่องแสง. ชาวอินเดีย ซึ่งเป็นเจ้าของคำว่าวิชชานั้น ถือหลัก กันว่า วิช . ชาย วินฺทเต อมตํ - คนเราจะได้อมตะก็ด้วยวิชชา ที่มี ช สองตัว. รวมความว่า วิชชาแล้วจะส่องแสง จะทำให้ถึง นิพพาน หรือถึงอมตะ หรือ ถึงที่สุดแห่งความทุกข์ ก็ แล้วแต่จะเรียก ทำจิตให้ว่างจากกิเลส จิตว่างจากกิเลสย่อมส่องแสง ให้รู้ตามที่เป็นจริง ให้ดำเนินไปตามที่เป็นจริงจนถึงที่สุด. จิต

น.228 ๒๑๘ ที่วุ่นอยู่ด้วยกิเลสนั้น มันส่องไม่ออก ; ส่องแสงไม่ออก เพราะกิเลสมันปกคลุม จิตวุ่นก็ส่องแสงไม่ออก. จิตว่าง จากกิเลสย่อมส่องแสง และส่องออกมาอย่างไพศาลกว้าง ขวาง ให้มนุษย์เอาตัวรอดได้. ใจความสำคัญนั้นมันมีอยู่ที่ว่า วิชา ๆ ในความ หมายปัจจุบันนี้ ไม่ได้รับการควบคุม; สอนไปในทาง เพิ่มความเห็นแก่ตัว ; เพิ่มความเห็นแก่ตัวมันเป็นกิเลส มันก็กลบแสงเสียหมด ปิดแสงเสียหมด. นี่วิชามันกลบแสง เสียหมด วิชาแบบสุนัขหางด้วนนั้นน่ะ จะกลบแสงหนัก ขึ้นไปอีก. ส่วน วิชชา ในความหมายเดิม ของภาษาบาลี นั้น ทำลายความเห็นแก่ตัว, ทำลายความเห็นแก่ตัว แหลกลาญไปหมด, มันก็เปิดแสงออกมา มันจึงส่องแสง ถ้าเรามี วิชชาจริง ก็ จะส่องแสง ให้เราทราบว่า การงานนั้นคือการปฏิบัติธรรม. จงทำหน้าที่การงาน ของตน จะเป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ที่นั่น ที่โต๊ะทำงาน ที่ ออฟฟิศทำงาน มีการปฏิบัติธรรม จะแก้ปัญหาความ ทุกข์ทั้งหมดได้. เราก็ควรจะมีความสุขได้ที่โต๊ะทำงาน ที่ห้องทำงานที่ออฟฟิศทำงาน ; ไม่ชิงกันบีดออฟฟิศไป

น.229 ๒๑๙ เที่ยวสถานเริงรมย์ด้วยความเห็นแก่ความสุขทางเนื้อทางหนัง เขาเบื่อระอาที่จะทำงานอย่างถูกต้อง ให้สมกับความเป็น มนุษย์ ; คนเหล่านั้นจึงทำงานไม่คุ้มค่าเงินเดือน จะสู้ แมวสักตัวหนึ่งก็ไม่ได้ ที่ทำงานคุ้มค่าอาหารที่เจ้าของเขา เลี้ยง. ลูกจ้างทำงานหนัก ๆ นั้น ไม่ค่อยจะมีปัญหา มัก จะทำพอคุ้มค่าเงินเดือน ; แต่พวกลูกจ้างสำรวย ; อย่าให้ ต้องออกชื่อว่าข้าราชการเลย นั้น ส่วนใหญ่ทำงานไม่คุ้มค่า เงินเดือน : อยากจะปีดออฟฟิศเร็ว ๆ ไปสถานเริงรมย์ นี่วิชชาไม่ช่วย ; มีแต่วิชาช่วยให้มืดมนท์. วิชชาแท้ ๆ ถ้ามีแล้วจะต้องรักผู้อื่น, จะบังคับ ตนหรือกิเลสได้ ความทุกข์ก็ไม่อาจจะเกิด พอที่จะมองเห็น ได้ชัดเจนว่า มันเป็นอย่างไรกันหนอ ? โลกสมัยนี้เจริญ ก้าวหน้า ด้วยอำนาจเทคโนโลยี และอื่น ๆ เจริญกว่าคนบ่า สมัยนั้นมากมาย ; แต่แล้วทำไมมนุษย์ในโลกนี้ ในสมัยนี้ จึงเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ อย่างน่าละอายคนบ่า. คนป่า เขาไม่รู้จักกินยาแก้ปวดหัว ไม่รู้จักกินยาแก้นอนไม่หลับ เขาไม่มีวิกฤตการณ์ทั่วไปทุกหัวระแหงในโลก เหมือนโลก

น.230 ๒๒๐ ปัจจุบันนี้ ทำไมโลกสมัยนี้เจริญกว่าคนป่า แต่กลับมีวิกฤต- การณ์มากกว่าคนป่า ; ก็เพราะว่า วิชาของเขาไม่ส่องแสง เพราะว่าเขาไม่มีวิชชา. ต้องปรับปรุงให้วิชชากลับมา. เ ราควรจะรู้ว่า ถึงเวลาแล้ว ที่เรา จะต้องรีบ ปรับปรุง ให้วิชชากลับมา, ให้วิชชากลับมา, หรือว่าให้ วิชาของเรา กลายเป็นวิชชาขึ้นมาให้ได้ คือ ใ ห้การศึกษา สมบูรณ์ ; อย่าสอนกันแต่หนังสือและอาชีพ ซึ่งเป็น การศึกษาหางด้วน หรือหัวด้วน. ขอให้มีการศึกษาที่ สมบูรณ์ รู้หนังสือสำหรับทำให้ฉลาด แล้วก็รู้อาชีพสำหรับ จะเลี้ยงชีพ. แต่เพียงแค่ รอดชีวิตอยู่ได้นี้ไม่สมบูรณ์ : กิเลส ยังท่วมหัว ยังเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานจิตใจ เห็น แก่ตัวเองจัด, ไม่มีหลักที่ว่า เราจะผลิตกันให้มาก แล้วก็ ใช้แต่พอดี ที่เหลือเอาไปช่วยสังคม ซึ่งเราเรียกบุคคลชนิดนี้ กันว่า พวกเศรษฐี มาแต่โบราณ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล.

น.231 ๒๒๑ เศรษฐี คำนี้แปลว่า ผู้ประเสริฐที่สุด ; เพราะมี หลักว่า ผลิต ช่วยกันผลิตมากที่สุด ได้ผลมากที่สุด แล้วก็ ใช้แต่น้อย กินแต่น้อยเท่าที่พอดี มันก็ เหลือมาก แล้วก็ ไปช่วยสังคม. ทำอย่างนี้จึงจะเรียกว่าเศรษฐี คือผู้ประเสริฐ ที่สุด. บุถุชน คือ ผู้เห็นแก่ตัว ผลิตมากก็กินมาก, กินจน หมด จนไม่มีเหลือสำหรับจะช่วยสังคม เลยเรียกว่าเศรษฐี ไม่ได้ , ควรจะเรียกว่านายทุน มากกว่า. เศรษฐีผลิตมาก กินแต่พอดี เหลือไปช่วยสังคม ; อย่างน้อยก็มีโรงทาน เป็นเศรษฐีใหญ่ก็มีโรงทานหลายโรง, แล้วยังฝังทรัพย์สมบัติซ่อนไว้ใต้ดิน เพื่อจะเอามาช่วยยาม ฉุกเฉิน เผื่อเหลือเผื่อขาด อย่าให้โรงทานนั้นล้มไป. จิตใจอย่างนี้จะไม่เรียกว่าประเสริฐที่สุด แล้วจะเรียก จิตใจอย่างไหนว่าประเสริฐที่สุด ? ช่วยกันผลิตให้มาก ใช้แต่ พอดี เหลือช่วยสังคม นี้เรียกว่า เศรษฐี ตามคำในภาษา บาลี. ส่วนนายทุนสมัยนี้เป็นอย่างนี้หรือเปล่า ? ว่าช่วย กันผลิตให้มาก ใช้แต่น้อย เหลือเท่าไรเอาไปช่วยสังคม หรือ ช่วยโลก : ช่วยโดยตรง เช่นมีโรงทาน, ช่วยโดยอ้อม

น.232 ๒๒๒ เช่นสร้างวัดวาอาราม. เศรษฐีสมัยก่อนในเมืองไทยเรา ก็ ช่วยกันสร้างวัดวาอาราม; เศรษฐีต้องมีการสร้างวัดทั้งนั้น เป็นธรรมเนียมไปเลย ; แต่นายทุนไม่มีธรรมเนียมเช่นนั้น จึงต่างกัน. วิชา ทำให้เราเห็นแก่ตัว รักเราไม่รักผู้อื่น. วิชชา ทำให้เราไม่เห็นแก่ตัว เรารักผู้อื่นได้; วิชาไม่สามารถ จะแก้ปัญหาของโลกได้. ขอให้วิชชากลับมาโดยเร็วเถิด. ศีลธรรมต้องกลับมา วิชชาจึงจะส่องแสง. สรุปความว่า ศีลธรรมไม่กลับมา วิชชาก็ไม่มี โอกาสส่องแสง. วิชชาจะไม่มีโอกาสส่องแสง ถ้าศีล- ธรรมไม่กลับมา. วิชชาไม่มีโอกาสส่องแสง แล้ว ศีลธรรมก็จะไม่กลับมา. นี่มันพัวพันกันอยู่อย่างนี้ แยกกันไม่ออก. ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา วิชาก็จะไม่เปลี่ยนเป็นวิชชา สำหรับจะส่องแสง วิชชาไม่มีโอกาสจะส่องแสง ศีลธรรม ก็ไม่มีโอกาสจะกลับมา. ฉะนั้นจะทำกันอย่างไรดี ? จะขยับ

น.233 ๒๒๓ ขยายปรับปรุงกันอย่างไรดี ? ให้เกิดมีศีลธรรมขึ้นมา เพื่อว่าวิชชานั้นส่องแสง ? ขอให้การศึกษาของเรามีลักษณะเป็นวิชชา คือส่องแสง ; อย่าให้เป็นวิชา เป็นความมืดสีขาว, เป็น แสงสว่างสีดำ, มีแต่ช่วยให้คนเห็นแก่ตัว ให้สัตว์โลกเห็น แก่ตัว ไม่เห็นแก่ผู้อื่น จนเกิดลัทธิที่ต่อสู้กันในทางเศรษฐกิจ อย่างเป็นคู่อาฆาตมาดร้าย รบกวนโลกให้ระส่ำระสายวุ่นวาย ไม่มีทางจะสงบได้. เราขาดวิชชา, เรากำลังขาดวิชชา ; เรามีแต่ วิชา โลกจึงไม่มีแสงสว่าง. สัตว์โลกกำลังดุ่มอยู่ภายใต้ ความมืดสีขาว หรือแสงสว่างสีดำ คือความไม่มีวิชชา ; มีแต่วิชา ที่สนองกิเลสตัณหาของมนุษย์. เรากำลังมีวิชา ที่สอนอยู่ในสถานที่ศึกษา เพื่อสนองกิเลสตัณหาของมนุษย์ เราไม่มีวิชชา ที่จะเข่นฆ่ากิเลสตัณหาของมนุษย์. นี่เรียกว่า โลกกำลังมุดอยู่ภายใต้ความมืดสีขาว หรือแสงสว่าง สีดำ. เราจงช่วยกันรีบกระทำให้ศีลธรรมกลับมา ด้วยการ ปรับปรุงวิชานั้นเสียใหม่ ให้กลายเป็นวิชชาโดยเร็วเถิด

น.234 ๒๒๔ ทบทวนวิธีทำให้ศีลธรรมกลับมา. อาตมาขอโอกาสทบทวน วิธีทำให้ศีลธรรมกลับมา อีกครั้งหนึ่ง ว่าในการทำหน้าที่ของมนุษย์นั้น ขอให้มีความ คงเส้นคงวา คือว่าตรงต่อความเป็นมนุษย์. ให้ถูกฝาถูกตัว เช่นว่าศีลธรรมจะแก้ปัญหา ก็อย่า ไปเอาเศรษฐกิจมาแก้ปัญหา มันไม่ถูกฝาถูกตัว. เราจะ ต้องทำอย่างมีหัวมีหาง คือมีสูงมีต่ำ มีเล็ก มีใหญ่ ควบคุมกันได้ ปกครองกันได้. ต้องกระทำอย่างระวังคางระวังคอ อย่าไปงับเอาสิ่ง ที่ไม่ควรงับแล้วเอามากลืนกินลงไป. ถอนตอ และ ลงหลัก มิจฉาทิฏฐิถูกถอนออกไป สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น รู้ว่านี้ก็เป็นกงจักร รู้ว่านี้เป็นดอกบัว และเลือกเอาอย่างถูกต้อง. กิเลสเป็นตัว สำหรับทำให้เห็นแก่ตัว, ธรรมะเป็น ตน สำหรับทำลายความเห็นแก่ตัว. พิกุล เป็นเพียงคนยังไม่ใช่มนุษย์ Tests ต่อเป็นชาวพุทธ จึงจะหมดปัญหา, ปัญญาต้องคู่กันกับสติเสมอ ทิฏฐินั้น ต้องเป็นสัมมา, วันนี้ วิชชาต้องส่องแสง.

น.235 ๒๒๕ เวลาสำหรับบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ สิ้นลง ตามกำหนดเพียงเท่านี้ อาตมาขอแสดงความหวังว่า ท่าน ผู้ฟังทั้งหลาย จะได้นำไปคิดนึก เห็นจริงอย่างไรแล้วก็จะได้ ปฏิบัติตาม เพื่อกลับมาแห่งศีลธรรม เพื่อศีลธรรมกลับมา โลกาจะได้ไม่วินาศ. อาตมาขอยุติการบรรยายในวันนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต