น.84 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องการ การถอนตอแล้วลงหลัก ขอให้ทบทวนถึงหัวข้อที่แล้ว ๆ มา ก็จะเข้าใจได้ ง่ายขึ้น คือเราได้พูดกันถึง การคงเส้นคงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคางระวังคอ บัดนี้ก็มาถึง การถอนตอ ลงหลัก. ธรรมะจะมาอยู่กับเราได้ ก็โดยการที่เราชวน กันมาประพฤติปฏิบัติ ให้ตรงตามความประสงค์ของ
น.85 ๗๕ ธรรมะ ; ราวกับว่าเป็นบุคคล หรือเป็นพระเจ้า อันสูงสุด. ถ้าไม่มีการต้อนรับ เอาอกเอาใจอ้อนวอนให้ดี ก็ไม่มาอยู่ กับเรา. ดังนั้นเรา เมื่อประสงค์จะให้ธรรมะมาอยู่กับเรา เราก็ต้องมีการปรับปรุงตัวเอง ในลักษณะที่ถูกต้อง กับการ ที่ธรรมะจะมาอยู่กับเรา. [ทบทวนถึงความจำเป็นที่ต้องมีธรรมะ ] ในชั้นแรกนี้ จะขอพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องมี ธรรมะ ก่อนทุกคราวไป เพื่อให้เรื่องมันชัดเจนยิ่ง ๆ ขึ้นไป โลกเราต้องมีธรรมะ, มนุษย์เราต้องมีธรรมะ จึงจะเป็นโลกของมนุษย์ ; มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นโลก ของอะไร ก็เหลือที่จะกล่าวได้ เรามีธรรมะ ก็เพื่ออย่าให้มนุษย์ต้องละอายแก่ แมว หรือสัตว์เดรัจฉานทั่วไป. ท่านลองสังเกตดูให้ดี ว่า สัตว์ เช่นแมว เป็นต้นนั้น ; มันไม่ต้องปวดหัว, ไม่ ต้องกินยาปวดหัว, มันไม่ต้องกินยานอนหลับ, เหมือนที่คน ในโลกกินกัน ปีหนึ่งเป็นตัน ๆ ทีเดียว. แมวไม่เป็นโรค ประสาท ไม่เป็นโรคจิต เหมือนกับที่คนกำลังเป็น, แมว ทำคอร์รัปชั่นไม่เป็น คดโกงก็ไม่เป็น, ทำสงครามอย่างที่
น.86 ๗๖ คนทำกันอยู่ก็ไม่เป็น ไม่มีปัญหาทางกามารมณ์มาก เหมือน ที่คนกำลังเป็นกัน. แมวไม่ต้องปวดหัว, มนุษย์ต้องปวดหัว ต้องกิน ยานอนหลับ นี้มันน่าละอายแมว. มีข่าวว่าเศรษฐีมีเงิน ร้อยล้าน ก็ยังฆ่าตัวตาย เพราะปวดหัวนั่นเอง แมวทำ ไม่เป็น นี่เราต้องอายแมว ; เพื่อให้ไม่ต้องอายแมว ก็จะ ได้มีธรรมะ : เพื่อไม่ต้องปวดหัว เพื่อไม่ต้องนอนไม่หลับ. สัตว์มีมันสมองต่ำจนไม่มีปัญหาเหล่านี้. คนมี มันสมองสูงทำไมจึงมีปัญหาเหล่านี้ ? ซึ่งน่าละอายสัตว์ ; แต่ถ้าธรรมะเข้ามาแล้ว คนจะไม่มีปัญหาอย่างนั้น คือไม่ต้อง มีเรื่องที่จะต้องละอายสัตว์อีกต่อไป. คนจะไม่ปวดหัว คน จะนอนหลับ, จะไม่เป็นโรคประสาท ไม่เป็นโรคจิต ไม่คด โกง ไม่คอร์รัปชั่น ไม่ทำสงคราม ไม่มีกามารมณ์เฟ้อ. นี่ขอให้มองเห็นว่า ธรรมะต้องมี จำเป็นต้องมี ; มีธรรมะแล้วปัญหาจะไม่เกิด, ปัญหาที่เกิดอยู่ก็จะแก้ได้ ทำ ให้หายไป. เรื่องของ ศีลธรรมนี้เป็นเรื่องทางวิญญาณ. เรา ไม่สนใจ; เราสนใจแต่เรื่องทางวัตถุ เรื่องการเมือง เป็น
น.87 ๗๗ เรื่องเนื้อหนัง เป็นเรื่องปากเรื่องท้องข้างเดียวมากเกินไป. ที่แท้มันต้องคู่กันไป สติปัญญาของมนุษย์ก้าวหน้าในทาง วัตถุเท่าไร เขาจะต้องมีธรรมะมาชดเชยกัน ให้สมกัน อย่างควบคู่กันไป จึงจะไม่มีปัญหาที่ต้องละอายสัตว์ เกิดขึ้นมา. ดูเถิด มนุษย์นี้ไว้ใจกันไม่ได้ มีอะไรก็ต้องมี ระเบียบ; แม้เช่นระเบียบราชการถี่ยิบ ซึ่งแสดงว่า เป็น ความไม่มีศีลธรรมของผู้ปฏิบัติ ระเบียบจึงมีถี่ยิบยิ่งขึ้นทุกที ตามความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์. ดูที่การทำสัญญา : จะทำอะไรกันสักอย่างหนึ่ง ต้องมีข้อระบุถี่ยิบ ราวกับว่าทุกคนพร้อมที่จะโกง โกง เหลือประมาณ. นี่สัตว์มันไม่มีปัญหาชนิดนี้. ถึงแม้จะมีระเบียบถี่ยิบอย่างไร ก็ไม่ทำให้สิ่งต่าง ๆ ลุล่วงไปด้วยดี ; ยังมีการโกงกันอย่างถี่ยิบ อยู่นั่นเอง ขอท่านทั้งหลายอย่าได้เห็นไปว่า การแก้ไขทาง ศีลธรรมนั้นมันนานเกินรอ. ท่านก็มัวแก้ไขแต่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ไขต้นตอ, คือแก้ไขทางศีลธรรม ; กว่าถั่วจะสุก งามันก็ไหม้. รัฐบาลทั้งหลายในโลก มัวแต่แก้ไขปลาย
น.88 ๗๘ เหตุ เล็ก ๆ น้อย ๆ ร้อยเรื่องพันเรื่อง ไม่มีรัฐบาลไหน มุ่งแก้ปัญหาศีลธรรม ซึ่งเป็นต้นตอแห่งปัญหาทั้งหลาย. ลองพิจารณาดูกันอย่างเป็นธรรมว่า เมื่อศีลธรรม กำลังตายซาก อยู่อย่างทุกวันนี้ อะไรได้เกิดขึ้น ? ปัญหา มากมายเกิดขึ้น แล้ว ปัญหาเหล่านั้นแก้ได้ด้วยการเมือง การ เศรษฐกิจ การสงคราม อย่างนั้นหรือ ? เรามัว ช่วยเหลือ ให้เกิดความก้าวหน้าแต่ทาง วัตถุ ทางฝ่ายวิญญาณมันไม่มี ก็เป็นมนุษย์กันได้เพียง ครึ่งเดียว. เรา ต้องช่วยกัน ในทางจิตทางวิญญาณให้มาก : ช่วยกันแจกธรรมะให้มาก แจกพระธรรมให้มาก เหมือนกับ ที่เราแจกพระพุทธ สัญญลักษณ์ของพระพุทธ ซึ่งคนก็รู้จัก กันดี. ตั้งแต่โบราณมาจนถึงวันนี้ คงจะแจกกันตั้งร้อย ล้านองค์แล้วก็ได้ ; แต่แล้วท่านก็ถูกทำให้หมดความเป็น พระพุทธ ด้วยการเอาไปแขวนคอ แล้วยกแก้วเหล้าข้าม พระเศียรท่าน ข้ามไปข้ามมา จนหมดความเป็นพระเศียร มันจึงไม่มีผล.
น.89 ๗๙ เราไม่แจกพระธรรม ให้เท่ากันกับที่แจกพระพุทธ ไม่สมดุลย์กันกับที่แจกพระพุทธ เรา จะต้องมีพระธรรมให้ สมดุลย์กันกับพระพุทธ ; แล้วจะไม่ถูกยกแก้วเหล้าข้าม พระเศียรด้วย. ขอให้ช่วยคิดดูด้วยจิตใจอันเป็นธรรม ถ้าสร้างขึ้นมาแขวนคอ ยกแก้วเหล้าข้ามพระเศียร จนหมดความเป็นพระพุทธแล้ว มันก็สูญเปล่า. น่าเห็นใจ ผู้ที่ทำพิธีพุทธาภิเศกอย่างเหน็ดเหนื่อย, แล้วเขาเอามาลบล้าง กันเสียหมดอย่างนี้. มันน่าสงสารหรือไม่ ? ได้กรุณา สนใจ เพื่อเห็นแก่พระพุทธและพระธรรม ที่เรายัง แจกกันโดยไม่สมดุลย์. พูดถึงการศึกษา เราก็มีการก้าวหน้ารวดเร็วกว้าง ขวาง ; พิจารณากันอย่างที่เรียกว่าเต็มที่ มีการศึกษาก้าว- หน้าโดยเร็ว และกว้างขวาง. แล้ว ทำไม โลกนี้จึงยังเต็ม ไปด้วยวิกฤตการณ์นานาชนิด ? หาสันติสุขส่วนบุคคลก็ไม่ได้ หาสันติภาพส่วนสังคมก็ไม่ได้, มีแต่เทวดาหนุ่มสาวเป็น ฝูง ๆ ล้วนแต่เกเรทั้งนั้น : ชอบยาเสพติด ชอบเรียก ตัวเองว่าฮิปปี้ แฮปปี้ เป็นฝูง ๆ ที่ล้วนแต่ผ่านการศึกษา มาแล้วทั้งนั้น. คิดดูเถอะว่า การศึกษาของเราเป็นอย่างไร คนของเราจึงเป็นอย่างนี้ ?
น.90 ๘๐ ขอให้ช่วยกัน ทำให้ธรรมะเต็มอยู่ในจิตใจ ; มีธรรมะแล้ว ก็มีพระพุทธเจ้าโดยแท้จริงอย่างที่ พระองค์ตรัส ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม, หรือจะพูดเสียใหม่ก็ได้ว่า ผู้ใดมีธรรม ผู้นั้นมีพระพุทธเจ้า, ผู้ใดมีพระพุทธเจ้า ผู้นั้นต้องมีธรรม, เป็นสิ่งเดียวกัน ที่จะ แยกจากกันไม่ได้. นี่แหละ ความไม่มีธรรมะ ไม่มีศีลธรรม สร้าง ปัญหาเหลือประมาณ. เราจะทำให้ธรรมะกลับมา ต้อง ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามเหตุผลที่ธรรมะจะกลับมา ; ซึ่งใน วันนี้ จะได้กล่าวถึงคำว่า ถอนตอแล้วลงหลัก ความหมายของคำว่า "ตอและหลัก". ถอนตอแล้วลงหลัก โดยตัวหนังสือ คำว่า ตอ ก็คือ อุปสรรค หรือ อันตราย ; หลัก นั้น เป็นที่พึ่ง, เป็น ความปลอดภัย, เป็นความมั่นคง ตอ ในภาษาวัตถุ ภาษา คน ก็คือ หลักตอเกะกะ กีดขวาง ; แต่ ตอ ใน ภาษา ธรรม นั้น คือ มิจฉาทิฏฐิ. เราจะต้องรู้จัก ตอ ทั้งใน ภาษาคน และภาษาธรรม.
น.91 ๘๑ พิจารณาดูให้ดีว่า ถ้า ตอ มัน เต็มไปในแผ่นดิน แล้วเรา จะปลูกบ้านปลูกเรือน ให้แน่นหนาถาวรมั่นคง ได้อย่างไร ? ถ้าไม่มีตอ เราก็ลงเข็มได้ลึก บ้านเรือนก็มี รากฐานดี. จะพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ว่า ถอนตอ คือ ละอธรรม เสียให้หมด; ลงหลัก ก็คือ สะสมธรรมะ ให้มีขึ้นมา อย่างเต็มเปี่ยม. ทีนี้จะได้พิจารณาสิ่งที่เรียกว่า ตอ หรือหลัก เป็น คู่ ๆ กันไป. คู่ที่ ๑ ตอ คือ ลัทธิที่เห็นแก่ตน มีตัวกู - ของกู เป็นวัตถุที่ตั้งที่อาศัย. หลัก นั้น เป็นลัทธิที่เห็น ประโยชน์ของประชาชน , หรือเพื่อนมนุษย์ เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นใหญ่ ก็มีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็น วัตถุ เป็นที่ตั้งอาศัย. ตอ คือ ลัทธิที่ไม่รู้จักพระคุณของแม่. แม่ ของเขาเขายังไม่รู้จัก. ถามว่าแม่คืออะไร ? ก็ตอบไม่ถูก. นักเรียนชั้นประถม ชั้นมัธยม เราถามว่า ธนาคารไหนบ้าง ที่เราไปเบิกเงินได้ไม่มีสิ้นสุด โดยไม่ต้องฝากเลย ? เขาก็ยัง
น.92 ๘๒ ตอบไม่ถูก ไม่รู้จักคุณของแม่ แล้วจะไปรู้จักคุณของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ลึกซึ้งกว่านั้นได้อย่างไร ? การรู้จักพระคุณของแม่ ทำให้เกิดรากฐานแห่ง ความรัก ความซื่อสัตย์ ความกตัญญู ซึ่งจะแผ่กว้างขวาง ไปถึงความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้โดยง่าย. ขอให้มีการศึกษาที่ถูกต้องไปตั้งแต่ชั้นอนุบาล เป็นชนชาติ ที่มีศีลธรรมเป็นรากฐานของประชาธิปไตย. แรกเจอ ทีนี้ดูอีกคู่หนึ่ง คู่ที่ ๒ ตอ คือ ก ารเหวี่ยงสุด ซ้ายสุดขวา ไม่สมดุลย์. หลักคือมัชฌิมา พอดี หรือ สมดุลย์เป็นทางออกที่ ๓ ของมนุษย์แห่งยุคนี้ ซ้ายสุด เหวี่ยงขวาสุดเหวี่ยง นั้นถือว่าผิดกันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล กามสุขัลลิกานุโยค จมอยู่ในกาม มันก็เหวี่ยงไปข้างหนึ่ง. อัตตกิลมถานุโยค จมอยู่ในความเห็นผิด ทำตนให้ลำบากโดย ไม่จำเป็น มันก็สุดไปข้างหนึ่ง, ถ้ามัชฌิมา อยู่ตรงกลาง มันก็พอดี. เรา มีนายทุนเพื่อกรรมกร มีกรรมกรเพื่อนายทุน มันก็ไม่ มีอันตราย ; เพราะว่ามัน อยู่ที่ตรงกลาง ที่พอดี : แต่ถ้าเราแยกกันให้สุดเหวี่ยง มันก็ต้องฆ่ากัน.
น.93 ๘๓ คู่ที่ ๓ ต่อไป ตอ คือ ความไม่มีวินัย ไร้วินัย ดื้อวินัย หลัก คือ ความสมบูรณ์ ด้วยวินัย. ดูเถิด เรากำลังตะโกนเรียกหาวินัยกันคอแห้งแล้ว มันก็ยังไม่ค่อย มีวินัย. แม้แต่ว่า ฟังเทศน์เงียบ ก็เพราะมีวินัย. ฟังเทศน์ ส่งเสียงอื้ออึงก็เพราะไม่มีวินัย. เท่าที่สังเกตมา ไปเทศน์ ในกองทหารเงียบกริบน่าชื่นใจ ; เขาฟังกันน่าชื่นใจ อย่าง มีวินัยถึงที่สุด. ไปเทศน์ในที่อื่น ๆ ได้รับการส่งเสียง จ๊อกแจ๊กจอแจ แทรกแซงอย่างไม่มีวินัย. แม้แต่ในที่ประชุม ครูบาอาจารย์ ก็ไม่ได้ฟังเทศน์กันเงียบกริบอย่างในหมู่ทหาร อาตมาก็ประสบมาอย่างนี้ พวกที่เคยไปเทศน์กันมา ก็บอก อย่างนี้เหมือนกัน คือเรียกว่ามันตรงกัน. พึ่งรู้จัก ตอคือมิจฉาทิฏฐิ หลักคือสัมมาทิฏฐิ. เอ้า, ที่นี้ก็จะมาถึงที่สุด ที่ควรจะจดจำไว้เป็นหลัก ตอ คือ มิจฉาทิฏฐิทุกชนิด ทุกประเภท ทุกระดับ. หลัก คือ สัมมาทิฏฐิทุกชนิด ทุกประเภท ทุกระดับ. ถอนตอ ก็คือถอนมิจฉาทิฏฐิออกไปเสีย. ลงหลัก ก็คือยึด
น.94 ๘๔ หลักสัมมาทิฏฐิให้แน่นแฟ้น. นี้เป็นหัวใจของพระ- พุทธศาสนา. พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า สม . มาทิฏฐิสมาทานา สพฺพํ ทุก . ข์ อุปจฺจคุํ - สัตว์ทั้งหลายจะก้าวล่วงความทุกข์ ทั้งปวงได้ ก็เพราะมีสัมมาทิฏฐิ. ท่านเรียกว่าสมาทาน สัมมาทิฏฐิ คำว่า สมาทาน นั้น หมายความว่า มีอยู่อย่างดี ถือไว้อย่างดี ; ไม่ใช่เพียงแต่ปากว่า ; เหมือนที่คนทั่วไป โดยมากเขาสมาทานศีล เขาพูดแต่ปาก ว่าจบแล้วก็เลิกกัน. อย่างนี้เรียกว่าสมาทาน นี้ไม่ถูก ไม่จริง ไม่ใช่พุทธศาสนา. สมาทาน แปลว่า ถือเอาไว้อย่างดี ครบถ้วน, คือ ต้อง มีอยู่ที่เนื้อที่ตัว. เรา ต้องมีสัมมาทิฏฐิ อยู่ที่เนื้อที่ตัว, ถอนมิจฉาทิฏฐิออกไปเสียให้หมด. ในระดับสูงสุด มิจฉาทิฏฐิ ก็คือ อัสมิมานะ - ความสำคัญมั่นหมายเป็น ตัวกู - ของกู. ความรู้สึกอัน นี้มันสะสมมาตั้งแต่อ้อน แต่ออก. มันช่วยใครไม่ได้, ช่วย กันไม่ได้ ที่จะไม่มีความรู้สึกตัวกู - ของกู, มีอัสสมิมานะ ; เพราะว่าพอเราเกิดมาเป็นทารก ก็ได้รับแต่การสั่งสอนให้
น.95 ๘๕ รู้สึกเป็นตัวกู เป็นของกู เรื่อย ๆ มาจนเป็นหนุ่มเป็นสาว, มันจึงลงรากลึก คือเหนียวแน่นยากที่จะถอน ครั้น พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ ขึ้นมาในโลก ท่าน สอนสิ่งที่ตรงกันข้าม คือว่า ดูให้ดี สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น คือ กระแสแห่งเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนไป เอามาเป็น ตัวกู-ของกู ไม่ได้. ท่านสอนเรื่อง อนัตตา - สิ่งเหล่านั้นมิใช่ตัวตน. ท่านสอน สุญญตา ความที่สิ่งเหล่านั้นเป็นของว่างจาก ความหมายแห่งตัวตน. ท่านสอน ตถตา หรือ ปฏิจจสมุปบาท ว่า มัน เป็นอย่างนั้นเอง : เมื่อ มีเหตุปัจจัยอย่างนี้ ผลก็เกิดขึ้น อย่างนี้ ; เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น ; เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่เกิดขึ้น ; มันมีแต่อาการอย่างนี้. ฉะนั้น อย่า- ได้ไปหมายมั่นให้เป็นตัวกู - ของกู ขึ้นมา ตัวเองนั้น แหละจะเป็นทุกข์, แล้วก็จะลามปามไปถึงผู้อื่นรอบข้าง ก็จะ พลอยเป็นทุกข์ จากการเบียดเบียนของบุคคลที่เห็นแก่ตน.
น.96 ๘๖ นี่เป็น หลักที่ควรมี ต้องปักลงไปในจิตให้แน่น แฟ้น ; ถอนตอเก่าออกไปเสีย ลงหลักใหม่ที่ดี ที่ถูกต้อง ให้แน่นแฟ้นทีเดียว มิจฉาทิฏฐิ เป็นเครื่องทำลายโลก, ทำให้เห็นโดย ประการที่มันตรงกันข้าม จากที่ควรจะเห็น : เห็นสิ่งที่ สร้างความทุกข์ เป็นสิ่งอันพึงปรารถนา. ในโลกนี้จึงมี การผลิตสิ่งที่ทำให้คนหลงใหล ติดจมอยู่ในสิ่งนั้นมากขึ้น ๆ. น่าเวทนาสงสารลูกเด็ก ๆ ที่เขาเกิดขึ้นมาในโลกชนิดนี้ พอ มาถึงก็ถูกย้อมให้ติดจมอยู่ในความรู้สึกหลงใหล มิจฉาทิฏฐิ หรือตอจึงมีรากลึก ยากที่จะขุด ยากที่จะถอนขึ้นมา ; แต่แล้วมันก็ช่วยไม่ได้ มันก็ ต้องช่วยกันถอนให้ได้ แล้ว ก็ลงหลักเสียใหม่ให้ถูก ให้ดี. ตอ คือ มิจฉาทิฏฐิ ความสำคัญผิด ความเข้าใจผิด ความเห็นผิด ความเชื่อผิด ความมีอุดมคติผิด ; ล้วนแต่ ผิดไปทั้งนั้น นี้เรียกว่า ตอ. จะต้องทำให้เป็นไปในทางที่ตรงกันข้าม คือ มี ความเข้าใจถูก, มีความเห็นถูก, มีความเชื่อถูก, มีอุดม- คติที่ถูก, แล้วก็กลายเป็นหลัก ที่ยึดแล้ว ก็เป็นไปแต่เพื่อ ความสุขความเจริญโดยส่วนเดียว.
น.97 ๘๗ ขอได้รู้จักตอและหลักอันร้ายกาจที่สุด เป็นที่สรุป รวมแห่งปัญหาทั้งหลาย จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ได้ ก็อยู่ ตรงที่เรารู้จักตอ รู้จักหลัก อย่างถูกต้อง แล้วจัดการ กันให้ถูกต้อง. เดี๋ยวนี้เรากำลังถอนหลักและปั๊กตอ. ทีนี้ก็อยากจะให้ดูกันอีกสักนิดหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้เ รา กำลังถอนหลัก แล้วปักตอ ฟังดูแล้วก็น่าหัว เรากำลัง ถอนหลัก แล้วปักตอ หลักที่จะเป็นที่พึ่ง เป็นประโยชน์ ได้นั้น กลับถอนทิ้ง เสีย แล้วก็ ปักตอ ให้เกะกะ ให้เป็น อันตราย. นี้คือ ความเจริญก้าวหน้าแต่ในทางวัตถุ อย่างเดียว ; เลิกล้างความถูกต้องในทางจิตทางวิญญาณ, เลิกล้างพระธรรม เลิกล้างพระศาสนา, เลิกล้างพระเจ้า, เลิกล้างขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี, วัฒนธรรมที่ดี, ไ ปรับ เอาสิ่งที่เลวร้ายเข้ามา ยึดถือ. นี้เรียกว่ามันกำลังถอนหลัก แล้วกำลังปักตอ. การไปทอดกฐิน นี่ ก็ดูเถอะ ดูตามข่าว หนังสือ พิมพ์ก็ได้ เพื่ออะไร ? เพื่อไปกินเหล้า เพื่อไปเต้นรำ
น.98 ๘๘ เพื่อไปให้รถพลิกคว่ำตายกันเป็นหมู่ ๆ การไปทอดกฐิน ก็เพื่อไปกินเหล้า เพื่อไปเล่นการพนัน การบวชนาค ก็เพื่อได้กินเหล้า ที่มากันมาก ๆ นั้น ส่วนมากมากินเหล้า มาโลด ๆ เต้น ๆ สนุกสนาน. การ บวชนาคกลายเป็นโอกาสสำหรับกินเหล้า. การเรี่ยไร เพื่อบุญเพื่อกุศล ก็ต้องจัดงานอบายมุข, จะขอความช่วยเหลือทางบุญทางกุศล ก็ต้องจัดงานที่เป็น อบายมุข ; อย่างน้อยก็เรื่องเลี้ยง เรื่องดื่ม เรื่องหลอก เรื่องลวง เรื่องอะไรกันต่าง ๆ. ลงทุนด้วยบาปเพื่อเอาบุญ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ? ว่าเอาบาปมาลงทุน เพื่อจะได้บุญ ผลออกมามันก็ติดลบหมด มันไม่มีบวก ลงทุนด้วยบาป เพื่อจะเอาบุญ นี้เขากำลังถอนหลัก แล้วก็จะบักตอ. เขา ควรจะถอนตอ เหล่านั้นเสีย คือทอดกฐินก็ ต้องไม่ใช่เพื่อกินเหล้า, ต้องเพื่อให้สำเร็จประโยชน์ ตาม พระวินัย ตามพระพุทธประสงค์ จะบวชนาค ก็ไม่ใช่เพื่อกินเหล้า ; แต่จะเพื่อให้ เกิดบุตรพระตถาคต พุทธชิโนรสเพิ่มจำนวนมากขึ้น ใน พระพุทธศาสนา.
น.99 ๘๙ จะเรี่ยไร หาทุนหารอนมาทำการกุศล หรือจะขอ ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการกุศล ก็ อย่าต้องหลอกลวงกัน, ด้วยสิ่งหลอกลวง, เพราะว่าการ หลอกลวงนั้นมันเป็นบาป เป็นอกุศลเสียแล้ว จะเอาบาปเอาอกุศล มาลงทุนหาบุญหา กุศลนี้ คิดดูเถิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร. ขอให้เราพุทธ- บริษัททั้งหลาย ได้มองดูให้ดี ว่า เรากำลังจะถอนหลัก แล้วปักตอ. สิ่งที่น่าหัว อยากจะเอามาพูดที่นี้สักนิดหนึ่งก็คือว่า เรื่องเกี่ยวกับ งานศพ ที่ทำกันอยู่เป็นยุค ๆ เป็นสมัย. สมัย หนึ่ง เขาสรุปเรียกว่า คนตายขายคนเป็น คนที่ตายไปแล้ว ทำให้ลูกหลานต้องเสียเงินมากยากจน เพราะงานศพ. นี่ คนตายขายคนเป็น. ทีนี้ต่อมา เดี๋ยวนี้กลับตรงกันข้าม คนเป็นขายคน ตาย. พอศพมีบนเรือน ก็เปิดให้เล่นไพ่ เล่นการพนัน กินเหล้าเมายา หารายได้เป็นกำไรไปเสียอีก คนเป็นขาย คนตาย. ในที่บางจังหวัดภาคใต้นี้ มีคนรับเหมาเลย ; ตายแล้วศพอยู่บนเรือนนี้ เขาจะมารับเหมาจัดให้หมด ให้ อยู่นาน ๆ วัน, แล้วก็ได้เงินค่าธรรมเนียมจากการเล่นการ
น.100 ๙๐ พนันนั้นมาก เอามาให้เจ้าของศพ ก็รวยไปเลย เรียกว่า คนเป็นขายคนตาย. แต่เมื่อดูให้ดีแล้ว จะเห็นว่า คนตายขายคนเป็น หรือ คนเป็นขายคนตายนี้ เป็นตอทั้งนั้น เป็นมิจฉา- ทิฏฐิ ทั้งนั้น ไม่อาจจะเป็นหลักได้. อย่าเห็นว่ามันตรง กันข้าม แล้วมันจะเป็นตอสักข้างหนึ่ง เป็นหลักสักข้างหนึ่ง, อย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้, มันเป็นตอ เป็นมิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น คนตายขายคนเป็นก็เป็นตอ. คนเป็นขายคนตาย ก็เป็นตอ คือเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นเสี้ยนหนามของมนุษย์. ควรจะ ระวังให้ดี, อย่าเห็นว่าตรงกันข้ามแล้ว ก็จะเลือกเอาข้างหนึ่ง อย่างนี้มันไม่ถูก. เราควรจะมีสัมมาทิฏฐิยิ่ง ๆ ขึ้นไป. คนเราหรือ มนุษย์นี้ บางพวกเขาถือว่า ผีให้เกิดมา, ผีสร้างคน, ผี บั้นคน ; กลิ่นไอแห่งไสยศาสตร์ยุคไหนก็ไม่รู้ มันยังเหลือ อยู่ว่า คนนี้เกิดมาจากผี ผีสร้างคน ผีปั้นคน. อาตมาเห็น ว่า นี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ. เราควรจะมีความเห็นให้ถูกต้องว่า พระธรรม ต่างหากให้คนเกิดมา ; ไม่ใช่ผีให้เกิดมา. พระธรรม
น.101 ๔๑ ให้เกิดมาตามกฎของพระธรรม, เรียกว่าพระธรรมให้เกิด ไปเทียบกันดู ว่าผีให้เกิดกับพระธรรมให้เกิด นี่อันไหนมัน จะมีประโยชน์กว่า : เกิดมาโดยพระธรรม, โดยกฎแห่ง พระธรรม, โดยเหตุแห่งปัจจัย พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ เป็นเหตุให้พระธรรมเกิดเรามา ; พระธรรมจึงเป็นแม่ ; พระสงฆ์ทั้งหลายก็กลายเป็นพี่ เพราะว่าเกิดก่อนเรา. เราต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นหลักมั่นคง. ขอให้มีสัมมาทิฏฐิ เป็นหลัก แน่นแฟ้นเหลือ ประมาณลงไปว่า พระพุทธเจ้าเป็นพ่อ พระธรรมเป็นแม่ พระสงฆ์เป็นพี่ ; แล้วก็ทำให้สมกันกับที่มี พระพุทธเจ้า เป็นพ่อ, พระธรรมเป็นแม่, พระสงฆ์เป็นพี่. รายละเอียด นี่ ไปหาดูเอาเองก็ได้ ; ไปคิดดูเองก็จะมองเห็น ว่า พระธรรมให้เกิดมา พระพุทธเจ้าเป็นต้นเหตุให้เกิด, พระ สงฆ์เกิดก่อนก็กลายเป็นพี่. ถ้าเรา ถือหลักกันอย่างนี้ แล้ว พระธรรมก็จะ มาอยู่ในจิตใจ; ไม่ใช่มารกรุงรังอยู่ข้างนอก หรือตาม พื้นแผ่นดินหรือตามสถานที่ต่าง ๆ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะ เข้าไปอยู่ในจิตใจของเรา. เรามีพระ-
น.102 ๙๒ พุทธเจ้าเป็นพ่อ มีพระธรรมเป็นแม่ มีพระสงฆ์เป็นพี่ เรา ก็เดินตามกันไป ในร่องรอยที่ถูกต้อง ; แล้วอะไรจะเกิด ขึ้น ? ถ้าถึงขนาดมีพระพุทธเป็นพ่อ, พระธรรมเป็นแม่, พระสงฆ์เป็นพี่, นี้ ปัญหาอะไรจะเหลืออยู่ สำหรับให้มนุษย์ ต้องละอายแก่สัตว์เดรัจฉาน เหมือนที่กล่าวแล้วข้างต้น สืบต่อไป. ในที่สุดนี้ ขอสรุปความว่า ธรรมะต้องมี ; ความ เป็นมนุษย์จึงจะมี. ธรรมะจะมี เราต้องประพฤติปฏิบัติ ให้ตรงตามความประสงค์ของธรรมะ ราวกับว่าธรรมะนั้น เป็นบุคคล เป็นพระเจ้าโดยการปฏิบัติให้เข้ารูปเข้ารอยของ พระธรรม ว่าเราจะ ต้องมีความคงเส้นคงวา, เราจะมีความ ถูกฝาถูกตัว , เราจะ มีหัวมีหาง, ระวังคางระวังคอ, ถอนตอแล้วก็ลงหลัก. อาตมาขอยุติการบรรยายนี้ลงด้วยความสมควรแก่เวลาว่า ขอให้ท่านทั้งหลาย จงพยายามที่จะถอนตอแล้วลงหลัก สำหรับความเป็นพุทธบริษัทที่มั่นคง โดยการที่มีพระพุทธองค์เป็น พ่อ, มีพระธรรมเป็นแม่, มีพระสงฆ์เป็นพี่, อยู่ด้วยกันแล้วมี ความเจริญงอกงาม ในที่ทุกสถาน ในการงานทุกชนิด อยู่ทุกทิพา- ราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa