น.12 ๕ ทันตาคือฟัน สามสิบสองอัน ข้างล่างข้างบน งอกขึ้นภายหลัง ตั้งอยู่ไม่ทน หลุดถอนคลอนหล่น ทุกข์ทนเวทนา ตะโจคือหนัง เปื่อยเน่าพองพัง ทั่วทั้งกายา ถ้าจะม้วนเข้า เท่าลูกพุทรา อันธพาลา นับถือว่าดี มังสังว่าเนื้อ เปื่อยเน่ามีเหลือ เท่าเส้นเกสี ทั้งเก้าร้อยชิ้น ในกายินทรีย์ ตายแล้วเป็นผี รังเกียจเกลียดวาง นะหารูว่าเอ็น เก้าร้อยทำเข็ญ เมื่อยขบสารพางค์ ลุกโอยนั่งโอย ! รัญจวนครวญคราง ให้โทษทุกอย่าง อย่าถือว่าดี อัฐิกระดูก เอ็นรัดมัดผูก สามร้อยท่อนมี ล้วนแต่อนัตตา อย่าชมว่าดี แก่นสารไม่มี เครื่องถมแผ่นดิน ทั้งแข็งทั้งอ่อน ย่อมผุย่อมกร่อน อยู่นิจสิน ปัญญาหาไม่ รักใคร่อาจิณ ที่เพิ่มพูนดิน บ่ได้คิดถึง. โมหาพาไป ความจริงใดๆ บ่ได้รำพึง อวิชชาหุ้มห่อ ผูกมัดรัดรึง หลงรักตระบึง มิคล้อยถอยหลัง มิญชังเยื่อกระดูก เพลิงร้อนต้อนถูก ละลายไหลหลั่ง เหม็นขื่นเหม็นเขียว น่าเกลียดน่าชัง ควรคิดอนิจจัง ทุกขังอนัตตา วักกังว่าม้าม ล้วนแต่ไม่งาม โสโครกนักหนา เครื่องเปื่อยเครื่องเน่า ถมแผ่นพสุธา ครั้นสิ้นชีวา กาแร้งแย่งกิน หะทะยังหัวใจ ม้ามปกคลุมไว้ ในอกอาจิณ สิ้นลมระบาย สุนัขากากิน เครื่องเน่าทั้งสิ้น ไม่เหลือสักอัน
น.13 ๖ ยะกะนังว่าตับ เป็นชิ้นประทับ ระหว่างนมนั้น กำหนดโดยสี สีแดงแสงฉัน เครื่องเน่าทั้งนั้น ในกายินทรีย์ พังผืดนั้นเล่า พระสรรเพชรเจ้า กำหนดโดยสี เหมือนทุกฺลพัสตร์ ที่ผ้าทอดี เก่าๆ เศร้าสี มิสู้งามตา เป็นเยื่อเหนียวนัก ไม่มีใครรัก ไม่มีราคา เป็นเครื่องสาธารณ์ อาหารแร้งกา ควรคิดอนิจจา อย่าได้ละวาง ปีหะกังว่าพุง ๑ ตรงตั้งจิตมุ่ง อย่าเหิรอย่าห่าง เอาเป็นกัมมัฏฐาน อย่าได้ละวาง พุงมีสีอย่าง ดอกคณฑีศอ พุงน้อยพุงใหญ่ ใส่ลงเท่าไร มิใคร่รู้พอ สัณฐานพุงนั้น เหมือนสีโคมอ อาศัยอยู่ต่อ ที่ท้ายดวงใจ ปัปผาสังคือปอด เอาปัญญาสอด ส่องลงภายใน ให้เห็นอนิจจัง ประจักษ์แจ่มใส สีปอดนั้นไซร้ แดงดำรำคาญ พรุนพลวงกลวงใน พิจารณาไป ไม่น่ารับประทาน สามสิบสองชิ้น ติดกันสัณฐาน เหมือนขนมหวาน ตัดชิ้นเสี้ยวเสี้ยว อันตังไส้ใหญ่ เป็นสายยาวเรียว เป็นขดลดเลี้ยว ยี่สิบแปดขด ไส้ชายกำหนด สามสิบสองศอก ว่ายึดยาวออก กว่าไส้สตรี ไส้หญิงสั้นกว่า สี่ศอกโดยมี กำหนดโดยสี เหมือนฉาบปูนขาว ---------------------------------------------------------------------- ๑. ปีหะกัง ตามธรรมดาทั่วไปในบัดนี้ แปลกันว่าไต, บางทีสมัยหนึ่ง สอน ให้แปลกันอย่างนั้น จึงคงไว้ตามเดิม, ความมุ่งหมายในการปฏิบัติก็ได้ผล เท่ากัน.
น.14 ๗ เบื้องบนนนยาว ตลอดลำคอ เบื้องต่ำนั้นต่อ ทวารเบื้องใต้ อันตะคุณัง เกี่ยวกันนุงนัง เรียกไส้รัดไส้ ไส้น้อยกำหนด รัดขดไส้ใหญ่ บางทีรัดไว้ บางทีโยนยาน อุทะริยังอาหารใหม่ เข้าอยู่ในไส้ เหมือนไถ้ข้าวสาร กะรีสังอาหารเก่า ลงตามทวาร เหม็นพ้นประมาณ รังเกียจเกลียดชัง ปิตตังน้ำดี เขียว ๆ โดยสี ดีมีสองอย่าง อย่างหนึ่งดีฝัก หนึ่งซาบสารพางค์ ดีทั้งสองอย่าง อสุจิอสุภัง เสม์หังเสลดข้น เป็นไขไหลล้น น่าเกลียดน่าชัง ท่านผู้บัณฑิต ควรคิดอนิจจัง เสลดปิดบัง อยู่บนอาหาร บุพโพว่าหนอง เกิดแต่พุพอง เปื่อยเน่าทุกประการ โลหิตังคือเลือด เหลวไหลซาบซ่าน ทั่วกายทวาร สีแดงดังชาด เลือดข้นนั้นไซร้ พอได้เต็มบาตร เป็นอาโปธาตุ ขังอยู่ในท้อง ท่วมทับหัวใจ ตับไตทั้งผอง พึงระลึกตรึกตรอง ให้เห็นอนัตตา เสโทคือเหงื่อ ซาบอยู่ในเนื้อ ทั่วทั้งสรีรา ต้องร้อนไหลหลั่ง พลั่ง ๆ ออกมา โทรมทั่วกายา น่าเกลียดน่าอาง เมโทมันข้น ซาบอยู่ในตน ทั่วทั้งสารพางค์ สีเหมือนขมิ้น เหลืองอ่อนจาง ๆ เหม็นสาบเหม็นสาง โสโครก- นักหนา อัสสุน้ำเนตร โทมนัสเป็นเหตุ ไหลหลั่งออกมา จากคลองจักษุ ทั้งซ้ายทั้งขวา เป็นท่อธารา หยดย้อยฟูมฟอง วะสามันเหลว ต้องร้อนไหลนอง ปลงสติตริตรอง ให้เห็นอนัตตา
น.15 ๘ เขโฬน้ำลาย ที่เหลวอยู่ปลาย ประเทศชิวหา ขนอยู่ปลายลิ้น ไหลออกอัตรา เร่งคิดอนิจจา อย่าหลงว่าดี สิงฆานิกาน้ำมูก ออกช่องจมูก เห็นน่าบัดสี บ้างขังบ้างไหล มิใช่พอดี โสโครกเต็มที่ น่าเกลียดน่าอาย ละสิกาไขข้อ อยู่ที่ข้อต่อ กระดูกร่างกาย เหมือนไขทาเพลา แห่งเกวียนทั้งหลาย อย่าได้มุ่งหมาย ว่าเป็นของดี เร่งคิดสังเวช ตั้งจิตสังเกต ทั้งกายินทรีย์ ปัญญาส่องมอง ตามคลองวิถี โดยพระบาลี ว่าไว้ในสูตร มุตตังมูตรเน่า คืออาหารเก่า แบ่งออกเป็นมูตร ยิ่งเก่ายิ่งเหม็น ยิ่งเน่ายิ่งบูด รู้ว่าเป็นมูตร แสยงขนพอง เยื่อกระโหลกศีรษะ แป้งสำปั้นคละ อยู่ในสมอง ต้องร้อนเมื่อไร เหลวไหลออกนอง อย่าได้คิดปอง ว่าเป็นแก่นสาร เมื่อน้อยเมื่อหนุ่ม น่าชื่นน่าชุ่ม เห็นงามตระกาน ครั้นถึงเฒ่าแก่ ปรวนแปรสาธารณ์ ชั่วถ่อยทุกสถาน เห็นน่าบัดสี ฟันหักแก้มตอบ หน้าตาแห้งกรอบ เรี่ยวแรงไม่มี ตามืดหูหนัก อัปลักษณ์อัปรีย์ ไม่งามไม่ดี สักสิ่งสักอัน เนื้อหนังหู่เหี่ยว เส้นขึ้นเป็นเกลียว ดุจดังเถาวัลย์ ผมดำก็หงอก กลับกลอกทุกอัน ทรงทรวดผิวพรรณ แปรผันผิดไป (หมายเหตุ : ข้อความบางฉบับ แปลกไปจากฉบับนี้ และมีประโยชน์ บางอย่าง จึงนำมาใส่ไว้ต่อท้าย ตั้งแต่คำว่า อันตังไส้ใหญ่เป็นต้นไป :- )
น.16 ๙ อันตังไส้ใหญ่ ดุจดังถุงได้ ขดไว้ให้กลม สามสิบสองขด ดั่งขดหวายขม ขดไว้ให้กลม รองอาหารไว้ อันตะคุณังไส้น้อย ดุจดังสายสร้อย ร้อยพันไส้ใหญ่ เมื่อกลืนอาหาร เปรี้ยวหวานเข้าไป ไส้น้อยไส้ใหญ่ น่าเกลียดนักหนา อุทะริยังอาหารใหม่ เมื่อกินเข้าไป ทุกสิ่งนานา อุตส่าห์กล้ำกลืน ลองรากออกมา เร่งคิดอนิจจา เราท่านดูดี กะรีสังอาหารเก่า เรื่องจะสูญเปล่า เครื่องเน่าบัดสี เป็นมูตรคูลขัน ทุกคนย่อมมี ปีตังคือดี เขียวดำมิดหมี ดุจดังถ่านไฟ ครั้นสิ้นดับจาก พลัดพรากสูญไป คิดให้จงได้ ถึงพระอนิจจา เสมหังเสลด เครื่องน่าสังเวช เสลดนานา เป็นมูลโสโครก เป็นโรคโรคา เมื่อม้วยมรณา กลัดกลุ้มหัวใจ บุพโพคือหนอง เน่าเปื่อยพุพอง เป็นหนองภายใน ไม่ถึงครึ่งวัน สาบสูญบรรลัย คิดให้จงได้ ถึงพระอนิจจา โลหิตังคือเลือด ไหลมาไม่เหือด ฉีดทั่วกายา สิบเอ็ดทะนาน พระเจ้าพรรณนา หล่อเลี้ยงชีวา ว่าเลือดแห่งคน เสโทคือเหงื่อ ไหลอาบซาบเนื้อ ทั่วทุกขุมขน ไหลมาเมื่อร้อน บ่ห่อนทานทน หลบหลีกไม่พ้น ทั่วทั้งหญิงชาย เมโทมันขัน แข็งอยู่ในตน แห่งคนหญิงชาย อัสสน้ำตา ไหลมาบ่วาย เมื่อใกล้จะตาย พลัดพรากจากไป วะสามันเหลว ไหลออกรวดเร็ว มีมากเหลือใจ เขโฟน้ำลาย ไหลซาบอาบไป หมักหมมอยู่ใน ทั่วทุกไรพัน
น.17 ๑๐ สิงฆาณิกาน้ำมูก จำไว้ให้ถูก น้ำมูกอนันต์ เมื่อยามเป็นหวัด คัดจมูกมัน ไหลออกตลอดวัน โสโครกเต็มที. ละสิกาไขข้อ มีตามที่ต่อ ทั่วทั้งอินทรีย์ หล่อกระดูกลื่น ให้สะดวกดี สำหรับกายี เหยียดหยัดดัดกาย มุตตังน้ำมูตร เมื่อชันสูตร น้ำมูตรกระจาย น้ำจืดน้ำเค็ม เต็มอยู่มากมาย เต็มแล้วระบาย ทุกเมื่อเชื่อวัน (บทประพันธ์นี้แสดงให้เห็นความรู้ ความเชื่อ ความเข้าใจความผิดถูก ของพุทธบริษัท ในถิ่นที่ประพันธ์ในสมัยนั้นได้อย่างมากทีเดียว) (๓) คำล้อคนหลง จิตเอ๋ยจิตเขลา มัวเมากายเน่า เฝ้าสมบัติดิน กินอสุจิ ตริไม่เห็นเลย หลงเชยชมงาม เดินตามทางรถ มุ่นหมกเพศบ้า อวดกล้าสู้ตาย ไม่หน่ายหนีโลก นั่งโงกงมแก่ หลงแลว่าคน รูปตนคือผี เห็นดีอย่างไร ภายในเหม็นนัก หลงรักจูบกอด ตาบอดใจบ้า เป็นช้าความรัก เหนื่อยนักไม่รู้ พระครูไม่บอก เชื่อหลอกหมู่มาร สังขารเข้าลวง เอาห่วงผูกคอ ใครหนอทำได้ ตัวใช้ใจบ้า เที่ยวหาแต่ยาก อย่าหลงทางเดิน อย่าเมินเหยียบขวาก อย่าลากเรียวหนาม เดินตามพระไป ไกลพระจะโง่ มักโอ่เสียเปล่า เอาทองแต่งลิง อวดจริงแก่บ้า ขายหน้ากับผี อวดดีกับตาย
น.18 ๑๑ อวดสบายกับโรค ทุกข์โศกเสียเปล่า อย่าเดาผิด ๆ อย่าคิดโดยโง่ อย่าโตแต่เปลือก อย่าเสือกหาทุกข์ อย่าสนุกหาบาป อย่าคาบเหล็กแดง อย่าแต่งแผ่นดิน อย่ากินของร้อน อย่านอนในไฟ ให้กินอย่างแร้ง ให้แสวงบริสุทธิ์ ให้หยุดเหมือนพระ ให้ละความโง่ จะได้โตเต็มโลก ข้ามโอฆสงสาร นิพพานไม่ไกล รีบไปอย่าช้า หาสุขสำราญ (๔) อุปมาธรรมนาวาข้ามวัฏฏะ [ยานี ๑๑] จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอใหญ่ ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง เอาสติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือให้ตรงเที่ยง ถือไว้อย่าให้เอียง แล่นตัดเลี่ยงข้ามคงคา ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา ความรู้เป็นหูตา คือล้าต้าฟังดูลม ขี้เกียจเป็นปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม โทโสคือตัวลม อันร้ายกาจพาดพัดพา วารินกระสินธุ์สาย เป็นคลื่นใหญ่มหันตา จะทำซึ่งนาวา ให้ล่มจมในสายชล
น.19 ๑๒ อวิชชาคือโมโห ให้คนโง่ไม่เห็นหน ปกปิดจิตปุถุชน ให้มืดมนธ์จนวันตาย กายแก่ไม่แลบ้าง มัวก่อสร้างบาปมากมาย เมื่อใกล้จะถึงตาย ใครช่วยได้ไม่เห็นมี เงินทองข้าวของหลาย เมื่อจะตายไม่ยินดี ชีพวายกลายเป็นผี เงินทองมีไม่เอาไป ร่างกายเป็นของเน่า เอาไปเผาในกองไฟ มีจนทุกคนไป เอาไปได้เมื่อไรมี ญาติวงศ์และพงศา บุตรภรรยาและน้องพี่ สิ้นรักใคร่ไม่ยินดี เกลียดกลัวผีไม่อีนัง หญิงชายทั้งหลายเอ๋ย อย่าหลงเลยกายขี้ถัง เงินทองของอนิจจัง ลูกเมียยังรับต่อไป เงินทองเป็นของกลาง คิดสมสร้างเอาไปไม่ได้ เป็นมรดกตกทอดไป เป็นของใช้ถมแผ่นดิน หญิงชายทั้งหลายเอ๋ย อย่าหลงเลยในทรัพย์สิน เกิดสำหรับกับแผ่นดิน ย่อมมีสิ้นทั่วโลกา บุญกรรมนำมาเกิด เอากำเนิดในชาติหน้า อกุศลทนทุกข์มา กุศลาเป็นทางสวรรค์ ของเบาเอาไปได้ คิดขวนขวายให้ครบครัน ศรัทธาให้ตั้งมั่น ทางศีลทานจึงจะดี ภาวนาอันวิเศษ ตัดกิเลสข้ามโลกีย์
น.20 ๑๓ หญิงชายจงยินดี แสวงหาอย่าช้าเลย หลงรักและหลงใคร่ หลงอยากได้หลงชมเชย หลงหาหน้าไม่เงย ไม่รู้เบื่อเชื้อตัณหา หลงมีและหลงจน หลงพร่ำบ่นด้วยวาจา นอนละเมอเพ้อเป็นบ้า ตื่นขึ้นมารู้ว่าฝัน หลงในกามคุณ จิตหมกมุ่นทุกคืนวัน ไฟร้ายร้อนสำคัญ เผาเราท่านอยู่ทุกคน รักตัวกลัวจะตาย ไม่ขวนขวายทางกุศล หาเลี้ยงร่างกายตน จะเอาผลที่ตรงไหน (๕) สุนทราประกาศิต [ยานี ๑๑] มา ข้าจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวคำพระสอน จำไว้ให้แน่นอน จะได้สอนซึ่งน้ำใจ เกิดมาในชาตินี้ คงจะมีความบรรลัย ทุกขังขังทุกข์ไว้ ย่อมเป็นไป ทุกตัวคน อนิจจังคือไม่เที่ยง จงหลีกเลี่ยง เสียให้พ้น อนัตตา ใช่ตัวตน อย่ากังวล ว่าร่างกาย ถ้าถือ ว่าตัวตน เห็นไม่พ้น ทางอบาย เกิดมาแล้วคงตาย ให้ขวนขวาย หาหนทาง
Buddhadasa